บันทึกตำนานราชันอหังการ [ 剑道第一仙 ] - ตอนที่ 1721-1725
ตอนที่ 1,721: รอกระต่ายออกจากโพรง
แค่มองสีหน้าของกงอวี่สวินกับม่อเทียนอิ่น ซูอี้ก็ทราบแล้วว่าฉีเนี่ยไม่ได้เฉลยตัวตนของเขาแก่ทั้งคู่ แม้มันจะทำให้รู้สึกงุนงง เขาก็คร้านเกินกว่าจะไถ่ถามในที่สุด ไร้เหตุผลใดอื่น เขาหาคิดสนใจความคิดของฉีเนี่ยไม่
ซูอี้ลุกจากเก้าอี้หวายทันที และกล่าวกับกงอวี่สวินว่า “ก่อนข้าจะไปคิดบัญชีลัทธิไร้มลทิน ข้าจะปล่อยเจ้าไว้ในหุบเหวหมอกดำก่อน”
กงอวี่สวินพลันหน้าเปลี่ยนสี “แล้วหากข้าไม่เห็นด้วยเล่า?”
อีกฝ่ายกล่าวด้วยน้ำเสียงเนิบนาบ “เจ้าไม่มีสิทธิ์โต้แย้ง หากไม่เชื่อ ข้าให้โอกาสเจ้าลงมือได้”
ม่านตาของกงอวี่สวินหดตัว สีหน้าแฝงด้วยจิตสังหาร “ทายาทตระกูลกงเราหาใช่คนตาขาว! ข้ามิเคยกลัวความตายอยู่แล้ว!”
ดวงตาของซูอี้ดูซับซ้อนขึ้น “จะลองหรือ?”
หญิงสาวกลับเม้มปาก ชั่วอึดใจต่อมา นางก็ลงมือ
ตู้ม!
รัศมีสว่างไสวพลันปะทุออกจากร่างของนาง ทลายอากาศรอบข้าง ลวดลายลึกลับอันปกคลุมด้วยวาตะอัสนีพลันปกคลุมทั่วทั้งโลกหล้า
เขตแดนวิถี… วาตะอัสนีพิโรธ!
เกิดพายุโหมคลั่งทั่วทั้งฟ้าดิน อสนีบาตฟาดกระหน่ำลงมา คลื่นพลังทำลายล้างอันร้ายกาจกวาดไปทั่วโลกหล้า
ในเวลานี้ กงอวี่สวินเป็นดุจผู้บงการเหนือวายุสายฟ้า ร่างอรชรของนางปกคลุมไปด้วยพายุสายฟ้าอันรุนแรง
ขณะเดียวกัน ซูอี้ก็ติดอยู่ในเขตแดนวิถีซึ่งนางบงการทันที!
ทว่าสีหน้าของเขายังคงนิ่งเฉยเช่นกาลก่อน เขาปัดฝุ่นจากอาภรณ์ โน้มตัวมาเบื้องหน้า
ตู้ม!
ดาบแห่งโลกาทะยานผ่านเวหา ทันใดนั้น ภาวะดาบอันดุดันก็แผ่ปกคลุมท้องนภา
“สยบ!”
กงอวี่สวินตวัดนิ้ว
ตู้ม!
ท้องนภาหมุนวน วาตะอัสนีเข้าถาโถมใส่ซูอี้ดุจสายธาร พยายามบดขยี้สยบอำนาจดาบของเขา
ทว่านางประเมินความน่าสะพรึงกลัวของดาบเล่มนี้ต่ำไปมาก!
เมื่อปราณดาบของชายหนุ่มตวัดผ่าน วายุคลั่งก็พังทลาย เขตแดนวิถีอันปกคลุมฟ้าดินพลันแยกเป็นแนวยาว และเมื่อร่างนั้นเคลื่อนผ่าน รอยแยกนั้นก็ยิ่งขยายกว้างขึ้น!
ทันใดนั้น เขตแดนวิถีทั้งหมดก็ระเบิดออก!
และคมดาบก็จ่อที่คอของกงอวี่สวิน ห่างเพียงชุ่นก็จะแทงคอนางได้!
ใบหน้าของหญิงสาวซีดขาวด้วยความหวาดผวา ดาบเล่มนี้ดุดันและทรงพลังเสียจนไร้สิ่งใดขัดขวางได้ เขตแดนวิถีวาตะอัสนีพิโรธอันเป็นที่ภาคภูมิใจของนางก็เปราะบางมิต่างจากกระดาษ!
เมื่อสัมผัสกับอำนาจทรงพลังของคมดาบ ผิวกายของนางก็สั่นสะท้าน ความคิดปั่นป่วนอย่างรุนแรง นี่คือภัยคุกคามถึงตาย!
ไม่ต้องคิดก็รู้ว่า ขอเพียงซูอี้คิดจะทำ กงอวี่สวินก็คงตกตายด้วยดาบนี้ สายเกินกว่าจะต่อต้านได้!!!
“วาตะอัสนีพิโรธที่เจ้าสร้างขึ้นนั้นเป็นเพียงขั้นแรกเยือนเท่านั้น ยังห่างไกลจากความสมบูรณ์มากนัก”
จากนั้นเขาก็เก็บดาบแห่งโลกาไป “ข้าให้โอกาสเจ้าแล้ว หากเจ้ายังหมกมุ่นลุ่มหลง ข้าก็มิถือหากจะต้องฆ่าเจ้า”
ใบหน้าของผู้ฟังซีดขาว นางพลันถาม “เหตุใดเจ้าจึงอยากไว้ชีวิตข้า?”
“เมื่อข้าได้คิดบัญชีกับลัทธิไร้มลทิน เจ้าจะเข้าใจเอง”
ว่าแล้ว เขาก็หันไปมองม่อเทียนอิ่น
สีหน้าของม่อเทียนอิ่นพลันแปรเปลี่ยน “หากท่านรับปากว่าจะไม่ฆ่าเราจริง ๆ ข้าก็มิคิดมากหากต้องอยู่ในหุบเหวหมอกดำนี่ไปอีกสักพัก”
ชายหนุ่มกล่าวพลางแย้มยิ้ม “เจ้าคิดมากไปแล้ว”
หัวใจของผู้ฟังร่วงถึงตาตุ่ม “ท่านหมายความอย่างไร?”
ซูอี้ชี้ร่างสูงดุจเทพมารซึ่งยืนอยู่ไกลลิบ ๆ และกล่าวว่า “ขอเพียงเอาชนะเขาได้ เจ้าก็รอด”
ม่อเทียนอิ่น “…”
ก่อนที่เขาจะทันตั้งตัว เงาร่างเทพมารที่อยู่ไกลออกไปพลันแสยะยิ้มเหี้ยมเกรียม
แย่แล้ว!
สีหน้าของม่อเทียนอิ่นเปลี่ยน ขณะเผ่นหนี
ตู้ม!
ท่อนแขนดุจเสาค้ำสวรรค์ฟาดออกบนอากาศ เพียงตรวนซึ่งพันอยู่รอบแขนนั้นก็หนาราวบรรพตลูกใหญ่แล้ว
เมื่อหมัดนี้ชกเข้ามา ฟ้าดินก็สั่นสะท้าน คลื่นทำลายล้างอันทรงพลังผนึกทางหนีของม่อเทียนอิ่นในทันใด
“เปิด!”
เขาคำรามลั่นขณะโจมตีอย่างสุดกำลัง สารพัดสมบัติและไพ่ตายล้วนถูกใช้ออกมาอย่างมิปิดบัง
ทว่าเขากลับยังมิอาจทำสิ่งใดได้ ตัวตนดุจเทพมารนั้นป่าเถื่อนยิ่ง เพียงหนึ่งหมัด การต่อต้านใด ๆ ของม่อเทียนอิ่นก็ล้วนพังทลายเยี่ยงตั๊กแตนขวางเกวียน
เปรี้ยง!!
ร่างของเขาถูกชกจนยุบหายจมธรณี เมื่อร่างสูงใหญ่ดุจเทพมารนั้นถอนกำปั้นออก บนพื้นก็ปรากฏรอยหมัดลึกเยี่ยงหุบเหวที่มีขนาดหลายพันจั้ง
และที่ก้นเหวนั้น มีร่างของม่อเทียนอิ่นซึ่งถูกบดขยี้จมกองเลือดอยู่!
หนึ่งหมัดสังหารมหาเซียนขอบเขตอัศจรรย์ขั้นกลาง!
เหตุการณ์อันป่าเถื่อนนี้ทำให้กงอวี่สวินเกือบกรีดร้องลั่นอย่างตกใจ ร่างสั่นสะท้านมิหยุด
ทว่าซูอี้กลับเยือกเย็นนัก เงาร่างดุจเทพมารนั้นมีนามว่าฮวงถัว เป็นนายใหญ่แห่งหุบเหวหมอกดำนี้ เขาเป็นรองเพียงวานรเฒ่าสะพายดาบเท่านั้น!
“พานางไป” ซูอี้ออกคำสั่ง “ให้ที่หลบภัยนางก็พอ”
“ทราบ!” ฮวงถัวกล่าวด้วยน้ำเสียงทุ้มต่ำ ซึ่งดังสนั่นดุจอสนีบาต สะท้านทั่วทั้งบรรพตและลำธาร
หญิงสาววิญญาณหลุดลอย นางตระหนักแล้วว่าหากต้องการมีชีวิตรอด นางก็ไม่มีสิทธิ์โต้แย้งได้จริง ๆ…
แต่นางหากลัวความตายไม่! ทว่านางมิอยากตายในตอนนี้!!
หากมีชีวิตรอดได้ ภายหน้านางก็จะมีโอกาสได้รู้ว่าเหตุใดอีกฝ่ายจึงอยากถามเกี่ยวกับตระกูลกง แล้วนางหรือจะโง่พอส่งตัวเองไปตาย?
ท้ายที่สุด กงอวี่สวินก็ตอบตกลง ก่อนจะถูกฮวงถัวพาตัวออกไปจากโลกหล้าอย่างง่ายดาย
ส่วนซูอี้ตัดสินใจหยุดพักสักครู่ แล้วจึงไปยังเทือกเขาล้อมเทพ เพื่อจบปฏิบัติการรวบตาข่ายนี้ให้เสร็จสิ้น!
……
กาลเวลาเคลื่อนผ่าน
อีกเจ็ดวันล่วงเลยรวดเร็ว
ณ เทือกเขาล้อมเทพ
ขุนเขาทอดยาวเยี่ยงขนดมังกร ยิ่งใหญ่ตระการตา ท้องนภาปกคลุมด้วยเมฆทมิฬที่หนาหนักดุจตะกั่ว อัสนีสีแดงฉานแลบแปลบปลาบในหมู่เมฆาเป็นครั้งคราว สาดแสงจ้าสีเลือด
มหาเซียนจากสามฝ่าย อันประกอบด้วยลัทธิกำเนิดเอกภพ สำนักเซียนหมื่นดาบ และวังเซียนฟ้ามรกตล้วนรวมตัวกันอยู่บนยอดเทือกเขาล้อมเทพ บริเวณนี้มีลักษณะเป็นผาเรียบ ซึ่งสามารถมองเห็นทัศนียภาพได้ทั่วทิศ
“ทุกท่าน หากเสิ่นมู่ผู้นั้นไม่มา เราก็ต้องรอที่นี่ตลอดไปหรือ?” ชายชราชุดสีน้ำเงินจากฝ่ายลัทธิกำเนิดเอกภพผู้หนึ่งกล่าวขึ้น
เซวียหงซาน ผู้อาวุโสสูงสุดจากลัทธิกำเนิดเอกภพ มหาเซียนขอบเขตอัศจรรย์ขั้นกลาง
ครั้งนี้ ฝ่ายลัทธิกำเนิดเอกภพของพวกเขาได้ส่งมหาเซียนมาห้าคน และเซวียหงซานคือผู้นำคณะ
“ชิงรุกก่อนดีกว่าต้องคอยอยู่นิ่ง เสิ่นมู่ผู้นี้เจ้าเล่ห์ดุจจิ้งจอก มิเพียงแข็งแกร่งท้าทายสวรรค์ เขายังสามารถควบคุมตัวตนประหลาดในหุบเหวหมอกดำให้รับใช้ตนได้ หากเป็นเช่นนี้ เราต้องระวังตัวมิกระทำการสุ่มสี่สุ่มห้า” ชายชราผู้มีใบหน้าเหี่ยวย่นผู้หนึ่งจากวังเซียนฟ้ามรกตกล่าวขึ้น
ไท่เจิง! มหาเซียนขอบเขตอัศจรรย์ขั้นปลายเพียงคนเดียวในหมู่มหาเซียนที่มาไล่ล่าซูอี้ในหนนี้!
“ถูกต้อง แทนที่จะกระทำการบุ่มบ่าม เรารอกระต่ายออกจากโพรงกันดีกว่า” ทางฝั่งสำนักเซียนหมื่นดาบ ชายวัยกลางคนในชุดผ้า ถือดาบโบราณผู้หนึ่งกล่าวขึ้นด้วยน้ำเสียงลุ่มลึก
อวี่เหวินฉี! ผู้อาวุโสสูงสุดแห่งสำนักเซียนหมื่นดาบ ตัวตนอันน่าสะพรึงกลัว ผู้สร้าง ‘เขตแดนดาบ’ ขึ้นมา
“ยามนี้เรายึดครองเทือกเขาล้อมเทพนี้เอาไว้แล้ว ไร้ตัวตนประหลาดใด ๆ ในบริเวณรอบข้างที่นี่ ขอเพียงมันกล้ามา ก็จะตายโดยไร้ที่ฝัง!”
ดวงตาของอวี่เหวินฉีฉายแววหมายสังหาร
เวลานี้ มหาเซียนทั้งหลายได้ประจักษ์แก่อำนาจของชายหนุ่มแล้ว และรู้ดีว่าติดกับดักของซูอี้เข้าแล้ว
และความตายอย่างน่าสยดสยองของมหาเซียนคนอื่น ๆ เมื่อไม่กี่วันก่อนก็ทำให้พวกเขาสามขุมกำลังใหญ่ตระหนักได้ว่า ภายในหุบเหวหมอกดำนี้ อีกฝ่ายสามารถใช้เขตหวงห้ามอันตรายและตัวตนประหลาดทั้งหลายมาสังหารศัตรูได้
เหมือนเช่นที่เขาใช้ฝูงมารผีเสื้อกลืนกระดูกมาลวงสังหารพวกเหมิงเจ๋อจากลัทธิอัคคีเทพที่ริมมหาธารสีเงิน
ดังนั้นพวกเขาสามขุมกำลังใหญ่จึงเลือกร่วมมือกัน รวมตัวรอกระต่ายออกจากโพรงอยู่ที่เทือกเขาล้อมเทพ!
ก่อนหน้านี้ พวกเขาได้สร้างค่ายกลสังหารค่ายแล้วค่ายเล่าขึ้นที่เทือกเขาล้อมเทพ ซึ่งล้วนแต่มีอำนาจทลายสรวงขยี้แดน โดยเฉพาะ ‘ค่ายกลดาบครอบสวรรค์’ ที่สำนักเซียนหมื่นดาบวางไว้คือหนึ่งในค่ายกลสังหารชั้นหนึ่งแห่งโลกหล้า ซึ่งสามารถที่จะสังหารมหาเซียนขอบเขตอัศจรรย์ขั้นปลายได้!
นอกจากนั้น ขุมกำลังทั้งสามรวมแล้วมีมหาเซียนทั้งหมดสิบเอ็ดคน รวมถึงตัวตนสูงสุดอย่างไท่เจิง อวี่เหวินฉี และเซวียหงซาน มหาเซียนแต่ละคนล้วนมีไพ่ตาย อาวุธสังหารล้ำเลิศอยู่ในมือกันทั้งสิ้น
ด้วยเหตุนี้ พวกเขาจึงคิดว่าขอเพียงซูอี้กล้ามา การหนีความตายก็เป็นเรื่องยากแล้ว!
“พวกเรามหาเซียนกลับถูกราชันเซียนคนเดียวบังคับให้ต้องหนีมารอที่นี่ หากเรื่องนี้แพร่งพรายออกไป สรรพชีวิตทั่วแดนเซียนไม่รู้จะมองเราเช่นไรเลย” เซวียหงซานแห่งลัทธิกำเนิดเอกภพรำพึง
วาจานั้นทำให้หัวใจทุกผู้ปั่นป่วน
“เสิ่นมู่ผู้นั้นหาใช่ราชันเซียนธรรมดาไม่ ที่มาของเขาต้องประหลาดมากเป็นแน่ ส่วนเราทั้งหลายนั้นมีเพียงการฆ่าอีกฝ่ายเท่านั้นจึงจะมีโอกาสออกไปจากหุบเหวหมอกดำนี้” ไท่เจิงกล่าวอย่างเฉยชา “นี่คือการต่อสู้เดิมพันเป็นตาย เทียบกันแล้ว หน้าตามีไว้เพื่อการใด?”
“สิ่งที่ข้ากลัวที่สุดในเวลานี้คือวานรเฒ่าสะพายดาบ” อวี่เหวินฉีพลันกล่าวขึ้น “หากเขาเป็นฝ่ายเดียวกับเสิ่นมู่ เรื่องก็รับมือยากแน่”
ทุกผู้ขมวดคิ้ว
ตอนนี้ที่พวกเขาคิดจะอยู่ในหุบเหวหมอกดำก็เกี่ยวข้องกับวานรเฒ่าลึกลับผู้นั้น! เขาคือผู้ลงมือปิดกั้นทางออกหุบเหวหมอกดำเอาไว้!
“ไม่มีทาง” ไท่เจิงส่ายหน้า “หากวานรเฒ่านั่นกับเสิ่นมู่อยู่ฝ่ายเดียวกัน เหตุใดพวกเขาจึงยังมิลงมือกับเราจนกระทั่งตอนนี้?”
“แปลกจริง ๆ” เซวียหงซานขมวดคิ้ว “แต่ในความคิดข้า ต่อให้วานรเฒ่าสะพายดาบมาฆ่าเรา เมื่อเราทั้งหลายรวมกำลังก็มิเห็นต้องกลัวอันใด เรากระทั่ง… ฉวยโอกาสนี้ปราบวานรเฒ่าสะพายดาบนั่นและบังคับให้เปิดทางออกสู่โลกภายนอกยังได้!”
วาจาของเขาทำให้มหาเซียนมากมายดวงตาวูบไหว จิตใจเรรวน
จริงดังว่า หากจับวานรเฒ่าสะพายดาบได้ ปัญหาในตอนนี้ของพวกเขาก็จะแก้ไขได้!
ทว่าเวลานี้กลับมีผู้โพล่งขึ้นมาว่า “เมื่อเจ็ดวันก่อน สองสหายเต๋าจากลัทธิไร้มลทิน ม่อเทียนอิ่นกับกงอวี่สวินออกเดินทางมาร่วมกับเราแล้ว แต่จนยามนี้ก็ยังมาไม่ถึง …เกิดบางอย่างขึ้นกับพวกเขาใช่หรือไม่?”
“เรื่องนี้…”
“เป็นไปได้มาก!”
…ทุกผู้ต่างดูมิอาจตัดสินใจได้
“ไม่ต้องพูดถึงเรื่องนี้แล้ว สิ่งที่ข้ากังวลในตอนนี้คือ หากเสิ่นมู่รู้ว่าเราวางกับดักไว้ที่เทือกเขาล้อมเทพ เกรงว่าเขาจะมิกล้ามาสู้กับเราน่ะสิ” ไท่เจิงรำพึง “ขอเพียงเขามิได้โง่ เขาก็จะเข้าใจว่าการมาที่นี่หาต่างจากส่งตนมาตายไม่”
เมื่อทุกผู้ได้ยินเช่นนี้ หัวใจของพวกเขาก็หดหู่ยิ่ง
นั่นสิ มัจฉาหรือจะโง่ขนาดโยนตนเองลงร่างแห?
การรอคอยฝ่ายเดียวของพวกตนนั้น เป็นการตั้งรับลม ๆ แล้ง ๆ เกินไปโดยแท้! หากจนแล้วจนรอด เสิ่นมู่ก็ยังไม่มา พวกเขาก็ตั้งกับดักเก้อ รอคอยที่นี่อย่างไร้ค่าปะไร
ทว่าตอนนี้ พวกเขาก็ทำได้เพียงเท่านี้ หากพวกเขาออกจากเทือกเขาล้อมเทพไป ทุกกลยุทธ์ที่นี่จะสูญเปล่า พวกเขาเองก็คิดจะส่งคนไปเป็นเหยื่อล่ออีกฝ่ายมาที่นี่เช่นกัน ทว่าในที่สุดพวกเขาก็ละทิ้งความคิดนี้ไป
เพราะในความเห็นพวกเขา ด้วยฝีมือของซูอี้ น่าจะขย้ำเหยื่อแล้วไม่เข้ามาติดกับ!
ความจนใจในการรอกระต่ายออกจากโพรงเป็นเช่นนี้ รอได้อย่างเดียว!
เป็นการตั้งรับฝ่ายเดียวเกินไป!
“หือ? ดูนั่นสิ นั่นมัน… เสิ่นมู่มิใช่หรือ!?” มหาเซียนผู้หนึ่งโพล่งขึ้นอย่างประหลาดใจ
ตอนที่ 1,722: พอหรือไม่
ในฟ้าดินแสนไกลลับตา ร่างสูงใหญ่ร่างหนึ่งกำลังเดินเข้ามา เขามาเพียงลำพัง อาภรณ์สะบัดโบก ดูราวเดินทอดน่องสบายอุรา
เสิ่นมู่!
ทันใดนั้น ทุกผู้ก็จำเขาได้และอดประหลาดใจมิได้
คนผู้นี้พาตัวเองมาหาถึงที่จริง ๆ หรือ?
ทันใดนั้น ทุกผู้ก็พลันกระปรี้กระเปร่าขึ้นมา ความปรีดาปรากฏบนใบหน้า
เดิมที พวกเขายังกังวลอยู่ว่าเสิ่นมู่จะไม่ปรากฏตัว ใครเล่าจะคาดคิดว่าสวรรค์จะเมตตา และพาอีกฝ่ายมาจริง ๆ!
“อย่าเพิ่งรีบร้อน เดี๋ยวจะแหวกหญ้าให้งูตื่นเสียก่อน” ไท่เจิงผู้อาวุโสที่สุดในกลุ่มกล่าวด้วยน้ำเสียงลุ่มลึก
คนอื่น ๆ พากันพยักหน้า
จริงเช่นเขาว่า เมื่อเสิ่นมู่กล้าปรากฏตัวในเวลานี้ เขาก็อาจพึ่งพาบางสิ่งอยู่ ทว่าอีกฝ่ายไม่มีทางรู้ได้เลยว่าบนเทือกเขาล้อมเทพนี้ พวกเขาวางตาข่ายฟ้าดินดักรอไว้แล้ว!
“ขอเพียงค่ายกลดาบครอบสวรรค์ของสำนักเซียนหมื่นดาบของข้าทำงาน มันก็สามารถปกคลุมแดนดินในรัศมีสามพันจั้ง และพอเขาเข้ามาในระยะก็จะถูกจองจำไว้ทันที!” ดวงตาของอวี่เหวินฉีสว่างวาบดุจประกายสายฟ้า “ยามนั้น เขาก็จะหนีไม่ได้อีก!”
“ระวังตัวไว้ก่อนจะดีกว่า คนผู้นี้แข็งแกร่งยิ่งนัก เกรงว่าคงมิหลงกลโดยง่าย” เซวียหงซานแห่งลัทธิกำเนิดเอกภพกล่าวเตือน “ยิ่งมิต้องพูดถึงว่า ในเมื่อเขากล้าลงมือเพียงลำพัง เกรงว่าคงเตรียมไพ่ตายมามากมาย และหากลงมือต่อจากนี้ เราจะมองข้ามเขามิได้!”
“แน่นอน”
“งั้นเราก็รอดูเถิดว่าเขาไปได้ความมั่นใจมาจากไหน จึงกล้ามาตายลำพัง!”
“อันที่จริง ข้าทนรั้งจิตสังหารในใจเอาไว้ไม่ไหวแล้ว”
…ระหว่างสนทนา มหาเซียนทั้งสิบเอ็ดคนจากสามฝ่ายได้ลอบเตรียมการรับศึกแล้ว สายตาของพวกเขาจับจ้องไปทางซูอี้ที่กำลังเดินมาจากแสนไกลอย่างนิ่งเงียบ
“ขออภัยที่ให้ต้องรอ” ภายใต้ท้องนภาแสนไกลห่าง ซูอี้พลันหยุดฝีเท้า กุมกำปั้นเชิงขอโทษขอโพย
ทุกผู้ “…”
คนผู้นี้หมายความว่าอย่างไร?
จงใจเหน็บแนมพวกเขาหรือ?
สิ่งที่ทำให้อวี่เหวินฉีขมวดคิ้วแน่นที่สุดก็คือ ไม่รู้ว่าเสิ่นมู่ผู้นั้นสังเกตเห็นบางสิ่ง หรืออาจจะไม่ได้ตั้งใจก็มิอาจทราบ ตำแหน่งที่เขาหยุดยืนในเวลานี้ห่างออกไปสามพันจั้งพอดิบพอดี
และระยะนั้นก็คือขอบเขตทำงานของ ‘ค่ายกลดาบครอบสวรรค์’ พอดี!
“เสิ่นมู่ ในเมื่อเจ้ากล้ามา ข้าก็คิดแล้วว่าเจ้าต้องมีบางสิ่งให้พึ่งพา แต่ถึงอย่างนั้นก็ลงมือเลยเถอะ ข้าอยากดูนักว่าเจ้ามีฝีมือเพียงใดกันแน่!” ดวงตาของไท่เจิงวูบไหว น้ำเสียงเฉยชาสะท้อนก้องทั่วทั้งฟ้าดิน
ชายหนุ่มอดมิได้ที่จะหัวเราะ “อย่าห่วงเลย กินข้าวต้องกินทีละคำ ข้าย่อมส่งพวกเจ้าไปตายทีละคนอยู่แล้ว”
“สามหาวนัก” เซวียหงซานกล่าวแดกดัน “หรือเจ้าจะเข้ามาก่อนแล้วจึงส่งตาเฒ่าผู้นี้เดินทางเล่า?”
“เจ้ายังคงรีบร้อนอยากตายคนแรกเสมอ อย่าห่วงเลย ครานี้ข้ารับประกันว่าพวกเจ้าได้ตายแน่นอน”
ว่าแล้ว เขาก็กวาดสายตามองไปยังเหล่ามหาเซียนที่อยู่บนเทือกเขาล้อมเทพ “ข้ารู้แผนสังหารทั้งหมดที่พวกเจ้าวางไว้ที่นี่แล้ว และการทำลายกับดักที่พวกเจ้าวางไว้ก็หายากเย็นไม่”
อวี่เหวินฉี เซวียหงซาน ไท่เจิงและคณะต่างขมวดคิ้ว
พวกเขาหาแปลกใจไม่ ผู้ใดที่มีสมองสักนิดย่อมเดาได้ว่าในเมื่อพวกเขารวมตัวกันที่นี่ จะต้องมีการวางตาข่ายฟ้าดินเอาไว้อยู่แล้วเป็นแน่
“ในเมื่อเจ้าไม่กลัว เหตุใดจึงมิกล้าเข้ามาสู้กันเล่า?” ไท่เจิงกล่าวอย่างไร้อารมณ์
ทว่าอีกฝ่ายกลับหาสนใจไม่ “ข้าจะให้โอกาสพวกเจ้าต่อสู้กันอย่างยุติธรรม ต่อจากนี้ข้าจะยืนอยู่ที่นี่ ต่อสู้เดิมพันชีวิตและส่งพวกเจ้าสู่ปรภพทีละคน”
ทันใดนั้น เสียงเสสรวลมากมายก็ดังขึ้น มหาเซียนเหล่านั้นแทบสงสัยว่าหูตนฝาดไป
“ไร้เดียงสาแท้!” มหาเซียนผู้หนึ่งเหยียดเยาะ พวกเขาแสนได้เปรียบ วางตาข่ายฟ้าดินรอเอาไว้อยู่แล้ว ใครเล่าจะโง่พอออกไปสู้ตัวต่อตัว?
“ต่อสู้อย่างยุติธรรม? ได้สิ เข้ามาเลย แล้วข้ารับปากว่าจะให้โอกาสนั้นกับเจ้า!” บางผู้กล่าวอย่างหยอกเย้า
“เสิ่นมู่ ข้อเสนอของเจ้าละเมอเพ้อพกยิ่งนัก เหตุใดข้าต้องให้โอกาสเช่นนั้นกับเจ้าด้วย?” บางผู้ค่อนแคะ
“ถามเหตุผลหรือ?” เขากล่าวแล้วหัวเราะขำทันใด “หรือพวกเจ้าทั้งสิบเอ็ดคนอยากจะรอที่นั่นตลอดไป?”
ทันใดนั้น รอยยิ้มบนใบหน้าของทุกผู้ก็แข็งทื่อ ความมืดมนปรากฏขึ้นบนใบหน้า
ช่วงเวลาที่ผ่านมานี้ พวกเขารอจนแทบบ้าแล้วจริง ๆ หากครานี้ซูอี้หันหลังหนีไปอีก พวกเขาก็ทำอันใดมิได้แล้วจริง ๆ!
เพราะถึงอย่างไร หากออกไปไล่ตามอีกฝ่าย พวกเขาก็จะตกสู่กับดักที่คนผู้นี้เตรียมเอาไว้ล่วงหน้าอยู่ดี นอกจากนั้นแผนสังหารที่พวกเขาอุตส่าห์วางเอาไว้อย่างพิถีพิถันก็จะเสียเปล่าเช่นกัน
และก่อนจะทันได้พูด ซูอี้ก็เปลี่ยนประเด็น “แน่นอน ข้าไม่มีเวลาให้พวกเจ้ามากนัก มิอยากรู้หรือว่าทำไมข้าจึงมา? งั้นข้าจะแสดงให้เห็นเอง”
ว่าแล้ว เขาก็ดีดนิ้ว
ตู้ม!
ในฟ้าดินแสนไกลพลันป่วนปั่นกัมปนาท ปราณอันดุดันทะยานมาจากโลกหล้าแสนไกลราวสายธาร ท้องนภาสะท้านสั่น แดนดินทั่วหล้าครั่นคร้าม
ภายใต้สายตาตกตะลึงของเหล่ามหาเซียน ตัวตนแปลกประหลาดมากมายทะยานมายังที่นี่ด้วยความรวดเร็ว มีทั้งซากศพโบราณที่ร่างกายถูกตัดขาด วิญญาณร้ายผู้เหี้ยมโหด ภูตผีเฮี้ยนที่มีร่างกายโชกเลือด ฝูงยุงโลหิตหกปีก… เยื้องกรายเข้ามาอย่างหนาแน่นดุจพยุหเสนากรีฑาทัพ!
ปราณของตัวตนประหลาดเหล่านั้นล้วนแล้วแต่น่าสะพรึงกลัว ยามยกพวกกันเข้ามาเป็นกองทัพ มหาเซียนทั้งหลายก็อดอ้าปากค้างกันมิได้
หลังจากตัวตนประหลาดเหล่านั้นมาถึง พวกเขาก็ยืนประจำอยู่เบื้องหลังของชายหนุ่มไม่ไกลดุจม่านเหล็กอันสร้างจากทัพนับแสน ทำให้ซูอี้ดูประหนึ่งราชา!
“ข้ากะแล้วว่าเจ้าจะส่งตัวตนประหลาดเหล่านั้นออกมา แต่อำนาจของพวกมันมิพอจะเป็นภัยต่อเราได้หรอก!” ไท่เจิงกล่าว สุ้มเสียงก้องแผ่ไปไกลจนได้ยินอย่างถ้วนทั่ว
เหตุใดพวกเขาจึงต้องวางตาข่ายฟ้าดินในเทือกเขาล้อมเทพ? ก็เพราะระวังไว้แล้วว่าอีกฝ่ายจะใช้ตัวตนประหลาดเหล่านั้นมาสู้!
ทว่าซูอี้กลับแย้มยิ้ม ก่อนนำไหสุรายกขึ้นดื่ม
ตู้ม!
ทันใดนั้น ฟ้าดินก็ระเบิดเสียงดังสนั่น อากาศในละแวกเดียวกันพลันสะท้านสั่นขึ้นมา
เงาร่างยิ่งใหญ่ดุจเทพมารที่มีความสูงหลายหมื่นจั้งสาวเท้าเข้ามาจากไกล ๆ แขนของเขามีตรวนทมิฬหนาเยี่ยงขุนเขาพันรอบ ดวงตาดุจคู่ทะเลสาบสีแดงฉานเยี่ยงเทพมารแดนเถื่อน บรรยากาศทั่วทั้งร่างให้ความรู้สึกดุดันสะท้านโลกา
เมื่อมาถึง เขาก็ยืนอยู่เบื้องหลังซูอี้อย่างเงียบงันเยี่ยงมหาภูผาค้ำสวรรค์ ดูกดดันและคุกคามยิ่ง
เมื่อมองจากไกล ๆ มหาเซียนทั้งหลายก็อดสั่นขวัญแขวน สันหลังเย็นยะเยือก นี่มันตัวตนใดกัน เหตุใดจึงมีอำนาจที่น่าสะพรึงกลัวเพียงนี้!!
ตัวตนสูงสุดอย่างอวี่เหวินฉี ไท่เจิง และเซวียหงซานล้วนเคร่งเครียดยิ่งกว่าหนใด คิดให้ตายอย่างไร พวกเขาก็ไม่อาจคิดออกว่าเหตุใดตัวตนร้ายกาจเพียงนี้จึงยินยอมรับใช้ราชันเซียนเพียงหนึ่ง! มิน่าเชื่อเลย!
และยังทำให้พวกเขาสัมผัสได้ถึงภัยคุกคามร้ายแรง
“พอหรือไม่?” ชายหนุ่มถาม
มหาเซียนทั้งหลายดูหน้าดำคล้ำเครียด ในที่สุดพวกเขาก็รู้ว่าเหตุใดอีกฝ่ายจึงไร้ความกลัว ตัวตนประหลาดที่รับใช้เขาคือสิ่งที่เขาฝากความหวังไว้!
ทันใดนั้น ไท่เจิงก็กล่าวขึ้นเสียงทุ้มว่า “หากลงมือกันจริง ๆ เราก็อาจบาดเจ็บล้มตาย แต่เจ้าเองก็อาจมิรอดจนถึงที่สุดก็เป็นได้!”
ซูอี้นวดหว่างคิ้ว “หากข้าคิดรังแกกันจริง ๆ เจ้าได้ตายตั้งแต่เข้ามาในหุบเหวหมอกดำนี้แล้ว”
“พอแล้ว ในเมื่อข้ารับปากจะส่งพวกเจ้าสู่โลกหล้าทีละคน ข้าก็จะรักษาวาจา”
ว่าแล้ว เขาก็เงยหน้าขึ้นกล่าวกับท้องนภา “วานรเฒ่า อย่าเอาแต่ดูเรื่องสนุกสิ”
“ฮ่า ๆๆๆ!” เสียงหนึ่งหัวเราะลั่นก้องนภา
พร้อมกันนั้น รุ้งดาบสายหนึ่งก็พุ่งพาดผ่านบนเวหา แปรเปลี่ยนเป็นวานรเฒ่าในอาภรณ์ผ้า สะพายกล่องดาบไว้บนหลัง โครงร่างใหญ่หนา ใบหน้าเต็มไปด้วยเส้นขน เขาคือวานรเฒ่าสะพายดาบ!
เมื่อเห็นเขาปรากฏขึ้น มหาเซียนผู้หนึ่งพลันอุทาน “เขาคือผู้ผนึกหุบเหวหมอกดำ! มิคาดเลยว่าเขาจะอยู่ฝ่ายเดียวกับเสิ่นมู่จริง ๆ!!”
เหล่าผู้ฟังพลันแตกฮือ อวี่เหวินฉีและตัวตนสูงสุดคนอื่นล้วนเปลี่ยนสีหน้าโดยสมบูรณ์
ก่อนหน้านี้ พวกเขาเองก็กังวลถึงปัญหานี้อยู่ และหวาดกลัววานรเฒ่าสะพายดาบยิ่ง สาเหตุเป็นเพราะตัวตนอันร้ายกาจนี้สามารถผนึกหุบเหวหมอกดำได้อย่างง่ายดาย แล้วใครเล่าจะมิหวาดหวั่นกับฝีมือเช่นนี้?
เดิมที พวกเขาคิดว่าอีกฝ่ายไม่น่าจะเป็นฝ่ายเดียวกับเสิ่นมู่ เพราะตลอดเวลามานี้ วานรเฒ่าไม่เคยปรากฏกายขึ้นอีกเลย และมิเคยลงมือกับพวกเขา ทว่าเวลานี้ พวกเขาตระหนักได้แล้วว่าพวกตนคิดผิด! วานรเฒ่าสะพายดาบนี้เป็นผู้สมรู้ร่วมคิดของเสิ่นมู่มาตั้งแต่แรก!!
เมื่อตระหนักได้เช่นนี้ ความคิดของมหาเซียนทั้งหลายพลันหนักอึ้ง
“เจ้านี่นะ ยังอ้อยอิ่งมิอยากจากเป้าฝึกฝนมีชีวิตเหล่านี้อีก” วานรเฒ่าสะพายดาบกล่าวหยอกเย้าขณะมาหาซูอี้
ซูอี้กล่าว “ผิดแล้ว ข้าถูกคนเหล่านี้ไล่ล่ามาตลอด หากไม่ฆ่าพวกเขากับมือ มันจะสมแล้วหรือที่ข้าอุตส่าห์อดทนเร่งรีบมาตลอดทาง?”
หลังเว้นช่วงเล็กน้อย เขาก็กล่าวต่อ “แน่นอน เจ้าก็พูดถูก ในสายตาข้า พวกเขาก็เป็นคู่มือชั้นดีให้ข้าขัดเกลาวิถีดาบเช่นกัน”
วานรเฒ่าสะพายดาบดูจะเข้าใจอารมณ์ของเขาดีมาก และกล่าวว่า “แม้เจ้าจะแตกต่างจากกาลก่อนโดยสมบูรณ์ ทว่าสัญชาตญาณการแสวงวิถีดาบหาได้เปลี่ยนไปไม่ ย้อนกลับไปตอนที่เจ้าพบกับข้าครั้งแรก เราก็รบกันบนวิถีดาบหลายต่อหลายหน กล่าวได้ว่ามิประมือมิรู้จักกันได้จริง ๆ”
วาจาของเขาเปี่ยมด้วยความรู้สึกหลากหลาย ราวหวนระลึกความหลังในอดีต
ซูอี้ถูจมูก “ข้าในยามนี้มิใช่คู่ต่อสู้ของเจ้าหรอก”
วานรเฒ่าเชิดหน้าหัวเราะลั่นนภา “ยากนะเนี่ยที่เจ้าจะถ่อมตัวสักหน หามิได้ง่าย ๆ เลยจริง ๆ!”
ทั้งสองสนทนาประหนึ่งเป็นสหายเก่าหวนพบพาน สีหน้าของมหาเซียนทั้งหลายที่อยู่ห่างออกไปพลันแปรเปลี่ยนเป็นตกตะลึง
เป้าฝึกฝนมีชีวิต? ขัดเกลาวิถีดาบ?
เสิ่นมู่ผู้นั้นไม่เคยมองว่าพวกเขาเป็นศัตรูมาตั้งแต่ต้น แต่เป็นหินลับดาบมาโดยตลอด? และสาเหตุที่วานรเฒ่าสะพายดาบมิเคยลงมือนั้นก็เพราะต้องการสนองความต้องการของเสิ่นมู่ ให้เขาเข่นฆ่ามหาเซียนทั้งหลายทีละคน?
ทันใดนั้น ทุกผู้ก็เข้าใจ ทว่าหัวใจกลับเต็มไปด้วยความอับอายขายหน้า
ราชันเซียนอันใดนี่! ใครเล่าจะกล้าคาดคิดว่า เขาจะกล้ามองว่าตัวตนระดับมหาเซียนเป็นหินลับดาบ? จะยโสเกินไปแล้ว!!!
ชั่วขณะนั้น อวี่เหวินฉี ไท่เจิง และมหาเซียนสูงสุดทั้งหลายต่างเดือดดาลถึงขีดสุด โทสะแน่นเต็มทรวงแทบระเบิด ทว่าท้ายที่สุด… พวกเขาก็กล้ำกลืนฝืนทน
สถานการณ์ในตอนนี้ไม่เอื้อให้พวกเขากระทำการตามใจได้เลย สิ่งที่ต้องไตร่ตรองจริง ๆ ก็คือ พวกตนจะรักษาชีวิตจากหายนะหมายปองชีวิตนี้อย่างไร…
ตอนที่ 1,723: ดาบพิฆาตสวรรค์สุดวิถี
ผืนแผ่นดินที่ห่างไกลออกไป มีตัวตนประหลาดกลุ่มหนึ่งรวมตัวกันราวกับกองทัพขนาดใหญ่กำลังระดมพล
ฮวงถัวผู้มีร่างสูงใหญ่ถึงหมื่นจั้งสร้างความกดดันใหญ่หลวงให้แก่มหาเซียนเหล่านั้นด้วยเช่นกัน และสิ่งที่ทำให้คนทั้งหลายหวาดเกรงมากยิ่งกว่าก็คือวานรเฒ่าสะพายดาบ!
ทำอย่างไรดี? สถานการณ์เช่นนี้ ควรจะแก้ไขอย่างไรดี?
มหาเซียนอย่างอวี่เหวินฉี ไท่เจิง และเซวียหงซานล้วนพากันขมวดคิ้วแน่น แอบถ่ายทอดเสียงปรึกษาหารือกัน
……
หลังจากที่มาถึงสถานที่แล้ว วานรเฒ่าสะพายดาบก็ไม่ได้ให้ความสนใจกับมหาเซียนเหล่านั้นอีก หรืออาจกล่าวได้ว่า ไม่แม้แต่จะส่งสายตามอง สายตาของเขาจับจ้องไปที่ซูอี้ กล่าว “ระดับการฝึกบรรลุไปอีกขั้นแล้วหรือ?”
ซูอี้พยักหน้าน้อย ๆ “นี่คือผลดีของการฝึกฝนแบบเป็นตาย”
ในช่วงเวลาเจ็ดวันที่ผ่านมา เขาปิดตนเพื่อฝึกฝน ระดับการฝึกตนราวกับน้ำเต็มแก้วที่เอ่อท่วมจนล้น ย่างก้าวสู่ขอบเขตสุญตาขั้นปลายในทีเดียว!
ต้องเข้าใจว่า วันแรกที่เขาเข้าสู่หุบเหวหมอกดำในครั้งนั้น ระดับการฝึกตนของเขาเพิ่งบรรลุขอบเขตสุญตาขั้นกลางเท่านั้น การบรรลุขั้นเช่นนี้ ถือได้ว่ารวดเร็วมาก!
ความเป็นจริง ซูอี้ไม่ได้สักแต่เร็วเท่านั้น เขาเดินหน้าไปเรื่อย ๆ อย่างมั่นคงมาโดยตลอด
สาเหตุที่ครั้งนี้สามารถบรรลุถึงสองขั้นในขอบเขตสุญตาได้ในเวลาสั้น ๆ ไม่ถึงหนึ่งเดือน กุญแจสำคัญอยู่ที่การฝึกชนิดแลกชีพชีวา สิ่งที่ฝึกมาได้ก็คือวิถีแห่งการสังหาร
ครั้งนี้ คู่ต่อสู้ที่ซูอี้พบเจอมีจำนวนมาก ความสามารถแข็งแกร่งเหนือกว่าแต่ก่อน สู้รบห้ำหั่นเลือดอาบนอง แม้จะได้รับบาดเจ็บสาหัสอยู่หลายครั้ง ทว่าการต่อสู้แต่ละครั้งเปรียบได้กับการฝึกฝนลึกล้ำสุดยอดที่ทำลายสิ่งเดิมเพื่อสร้างรากฐานใหม่ที่แข็งแกร่งขึ้น จึงทำให้ระดับวิถีในตัวซูอี้พัฒนาก้าวหน้าไปได้รวดเร็วราวกับติดปีก
“ระดับการฝึกยังสามารถบรรลุได้ ไม่เลวเลยจริง ๆ ดังเช่นข้าที่ถูกกักขังไว้ในนี้ ระดับการฝึกตนไม่เพียงไม่ก้าวหน้า แต่ยังถอยหลังไปอีก จนถึงตอนนี้…” วานรเฒ่าสะพายดาบพูดถึงตรงนี้แล้วกล่าวทอดถอนใจ “รักษาระดับการฝึกไม่ให้ถอยหลัง ก็ยังกลายเป็นเรื่องเพ้อฝันไปเสียแล้ว”
ซูอี้กล่าว “หากไม่มีอะไรผิดพลาด ครั้งนี้ข้าสามารถช่วยเจ้าให้มีอิสระได้! จัดการกับคนเหล่านี้เสร็จแล้ว พวกเราค่อยปรึกษากันอีกที”
สายตาของวานรเฒ่าสะพายดาบลุกวาว จิตใจที่ราบเรียบไร้คลื่นราวกับน้ำในบ่อเกิดมีความหวังขึ้นมา เขาพยักหน้า จากนั้นจึงเบนสายตามองเทือกเขาล้อมเทพที่ห่างไกลออกไปเป็นครั้งแรก กล่าว “หากว่าพวกเขาไม่กล้าสู้ตัวต่อตัว จะทำเช่นใด?”
โดนเขาเบนสายตามองมา มหาเซียนเหล่านั้นรู้สึกเจ็บแปลบราวกับโดนคมดาบจ่อที่คอหอย สีหน้าเปลี่ยนแล้วเปลี่ยนอีก
ไม่รอให้ซูอี้เอ่ยตอบ อวี่เหวินฉีกล่าวด้วยน้ำเสียงเย็นชา “แค่สู้กันตัวต่อตัวจนตายกันไปข้างเท่านั้น พวกข้าต้องกลัวด้วยหรือ?”
แววตาของวานรเฒ่าสะพายดาบประหลาดไป คำกล่าวนี้พูดได้อย่างมีพลังมาก ทว่าความเป็นจริงเท่ากับฝ่ายตรงข้ามโดนบีบบังคับให้ยอมรับกฎเกณฑ์เช่นนี้แล้ว!
แบบนี้เรียกว่าสถานการณ์พาไป พวกเขาไม่ก้มหัวให้ไม่ได้!
แน่นอน วานรเฒ่าสะพายดาบไม่อยากจะขุดคุ้ยฝ่ายตรงข้าม เขาถอยไปอยู่ห่าง ๆ ด้วยความสาแก่ใจ กล่าว “สหายเฒ่า เล่นให้สนุก ข้าจะตั้งค่ายกลให้เจ้าอยู่ห่าง ๆ”
ซูอี้พยักหน้า
อวี่เหวินฉีสั่ง “ผู้เฒ่าหลิว เจ้าไปต่อสู้กับเขา!”
“ได้” ผู้ชายสูงผอมสวมชุดสีกรมท่าก้าวออกมา
หลิวสุ่ยจิ้ง มหาเซียนผู้ฝึกดาบขอบเขตอัศจรรย์ขั้นกลาง เขารัดผมยาวด้วยเกล้า สีหน้าเฉยชา กลิ่นอายพลังหนักหน่วงราวกับภูเขา พอกระโดดตัวขึ้นเหมือนกับสายรุ้งเทวะที่แสบตา มาอยู่ในจุดที่ห่างจากซูอี้ร้อยจั้งแล้ว
ชิ้ง!
พอเขาสะบัดแขนเสื้อ ดาบยาวสีขาวเหมือนหิมะก็โฉบออกมา คล้ายกับมังกรผงาด และชุดเสื้อผ้าที่หลิวสุ่ยจิ้งใส่ก็พองลม ส่งเสียงคำรามราวกับเสียงฟ้าผ่า พลังในตัวพุ่งทะยานสู่ฟากฟ้า!
วานรเฒ่าสะพายดาบกล่าว “บนหนทางแห่งวิถีดาบ อีกเพียงก้าวเดียว คนผู้นี้ก็จะสามารถฝึกฝนเขตแดนดาบได้สำเร็จ ไม่ธรรมดาเลย แต่จากที่ข้าดู ภายในสิบกระบวนท่า เขาจะต้องพ่ายแพ้แก่เจ้า”
หลิวสุ่ยจิ้งขมวดคิ้วขึ้น ในฐานะที่เป็นมหาเซียนผู้ผ่านการรบราฆ่าฟันมาอย่างโชกโชน เมื่อโดนวิจารณ์ในลักษณะนี้ เขาย่อมรู้สึกไม่สบายใจเอามาก
ทว่าซูอี้กลับตอบ “ไม่ต้องสิบกระบวนท่าหรอก ภายในสามดาบก็รู้ผลเป็นตายแล้ว”
คนทั้งหลาย “…”
หลิวสุ่ยจิ้งสีหน้าคร่ำเครียดทีละน้อย ความเกรี้ยวกราดในตัวเขาพุ่งกระฉูด กลิ่นอายพลังก็ยิ่งน่ากลัวดุดันมากขึ้น
ทว่าวานรเฒ่าสะพายดาบกลับดูเหมือนไม่รู้สึกสะทกสะท้าน คิดสักครู่แล้วกล่าว “จริงด้วย ระดับการฝึกตนของเจ้าบรรลุไปอีกขั้นหนึ่งแล้ว จัดการกับคู่ต่อสู้เช่นนี้ ไม่ต้องเสียเวลาคิดให้มากนักจริง ๆ”
“พวกเจ้า…” หลิวสุ่ยจิ้งถูกยั่วให้โกรธจัด “รังแกกันเกินไปแล้ว!!”
เสียงยังคงดังกึกก้อง เขาแกว่งดาบสู่ท้องฟ้า แล้วก็พุ่งเข้ามาหา
ครืน!
พลังดาบดุจดังสายรุ้งเทวะนำมาซึ่งเสียงสายฟ้าฟาด กฎเกณฑ์ประกายเจิดจ้าถักทออยู่ภายใน เวลาที่ดาบเล่มนี้ถูกชักออกมา เหมือนกับแสงไฟลูกใหญ่ส่องสว่างไปทั่วเก้าสวรรค์ ฟ้าดินเฉิดฉาย
ในฐานะที่เป็นมหาเซียนบนหนทางวิถีดาบ อานุภาพดาบเล่มนี้ของหลิวสุ่ยจิ้งถือได้ว่าเป็นที่ตื่นตะลึงของทั้งโลก ล้ำหน้ากว่าบุคคลในขอบเขตเดียวกัน
ชั่วขณะนี้ มหาเซียนอย่างอวี่เหวินฉี ไท่เจิง กับเซวียหงซานต่างก็จับจ้องสายตาไปที่ดาบเล่มนี้อย่างพร้อมเพรียงกัน กลั้นหายใจสงบสติ
สาเหตุที่ครั้งนี้ส่งหลิวสุ่ยจิ้งไปต่อสู้ ก็เพราะวิถีดาบของหลิวสุ่ยจิ้งใช้ป้องกันตัวเป็นหลัก ในบรรดามหาเซียนแล้ว กำลังการต่อสู้อาจจะไม่ถึงกับอยู่ในระดับสุดยอด แต่หากพูดถึงการป้องกันตัว น้อยคนนักจะเทียบได้!
นอกจากนี้ ต่อให้หลิวสุ่ยจิ้งสู้ไม่ได้ อาศัยไพ่ใบสุดท้ายในตัวเขา ก็ยังสามารถถอยไปตั้งหลักได้
ประจันหน้ากับดาบเล่มนี้ ซูอี้ก็ปล่อยพลังอย่างเต็มที่เช่นกัน
ชิ้ง!
ดาบแห่งโลกาปรากฏขึ้นกลางมือ ตัวของซูอี้เคลื่อนย้ายตามดาบ เท้าเหยียบอากาศแล้วฟันดาบลง
อากาศรอบสิบด้านยุบตัวในทันใด เกิดรอยร้าวแตกฉานจำนวนนับไม่ถ้วน
ดาบนี้ของหลิวสุ่ยจิ้งได้รับแรงกดดันอันน่าหวาดกลัวระหว่างที่ยังอยู่กลางทาง พลังดาบเรืองแสงจำนวนนับไม่ถ้วนแตกระเบิดราวกับพลุไฟ
แม้กระทั่งตัวเขาเองก็ยังโดนแรงกระแทกที่น่ากลัว ร่างสะดุดหยุดกึก ราวกับโดนภูเขาศักดิ์สิทธิ์ล้มทับ ระดับวิถีในตัวแทบจะโดนสะกด!
หลิวสุ่ยจิ้งสีหน้าเปลี่ยนในทันใด ใช้วิชาไม้ตายโดยไร้ลังเล “ขึ้น!”
เขาควงดาบวิถีในมือขึ้น พลังดาบที่หนักหน่วงราวกับภูเขาผุดขึ้นเป็นระลอก สะท้อนภาพมหัศจรรย์ไม่น่าเชื่อภาพหนึ่งปรากฏขึ้นบนผืนแผ่นดิน
พลังดาบที่ผุดขึ้นเป็นระลอกนั้นราวกับเทือกเขาที่ซ้อนกันเป็นชั้น ๆ ผุดสู่กลางอากาศเชื่อมต่อระหว่างฟ้ากับดิน!
เพียงครู่เดียว ราวกับภูเขาดาบจำนวนนับไม่ถ้วนเรียงกันเป็นแนว! หมื่นภูเขาสกัด!
นี่คือพรมแดนดาบป้องกันของหลิวสุ่ยจิ้ง ถูกขัดเกลามาจากระดับการฝึกขอบเขตอัศจรรย์กับพลังกฎเกณฑ์ในตัว แม้กระทั่งคนในขอบเขตเดียวกันก็ยังไม่อาจสั่นคลอนได้แม้แต่น้อยนิด
ครืน!
แทบจะในเวลาเดียวกัน ซูอี้แสดงดาบท่าที่สอง ราวกับสายรุ้งสีขาวทะลุตะวัน แหวกทะลุฟากฟ้า เจาะทะลุภูเขาดาบที่ซ้อนทับกันหลายชั้น ก่อให้เกิดกระแสพลังจำนวนนับไม่ถ้วนแตกกระจาย
มหาเซียนทั้งหลายที่อยู่ห่างออกไปถึงกับสีหน้าแปรเปลี่ยน ดาบนี้รุนแรงและดุดันจนถึงขั้นคาดไม่ถึง วิชาป้องกันตัวที่หลิวสุ่ยจิ้งแสดงออกมาแทบจะถูกบดขยี้เป็นชิ้น ๆ ราวกับแผ่นกระดาษ
หลิวสุ่ยจิ้งก็ตื่นตระหนกมากเช่นกัน ไม่คาดคิดมาก่อนเลยว่าความสามารถของราชันเซียนที่เคยถูกพวกเขาไล่ฆ่ามาตลอดทางคนนี้จะเกิดความเปลี่ยนแปลงอย่างพลิกแผ่นดินในช่วงเวลาสั้น ๆ เพียงแค่สิบวัน
โดยไร้ลังเล เขาแผดเสียงคำรามควงดาบฟาดฟัน
ครืน!
ดาบยาวราวกับไฟลุกโหมกระหน่ำ เปล่งประกายไปหมื่นจั้ง
พลังลมปราณในตัวหลิวสุ่ยจิ้งถูกส่งเข้าไปในตัวดาบเล่มนี้แทบทั้งหมด ทว่ายังคงไร้ประโยชน์
ดาบนี้ของซูอี้เจาะทะลุภูเขาดาบที่ซ้อนกันหลายชั้นแล้ว แต่ยังคงไม่ลดกำลัง ซัดดาบของหลิวสุ่ยจิ้งจนยับเยินราวกับดวงดาวชนสุริยัน
ปัง!!!
กระแสทำลายล้างอันบ้าระห่ำสาดกระเซ็น ดาบวิถีในมือหลิวสุ่ยจิ้งได้รับความกระเทือนจนกระเด็นออกไป ข้อมือแทบหัก
สีหน้าของเขาพลันแปรเปลี่ยน ไม่อาจหลบได้ทันอีกแล้ว ได้แต่ต้านรับอย่างเต็มกำลัง และในตัวของเขา สมบัติเซียนนับสิบกว่าชนิดส่องแสงเปล่งประกาย เกิดเป็นพลังพรมแดนป้องกันที่เฉิดฉายแสบตา
ทว่าชั่วครู่ถัดมา ตามเสียงระเบิดที่ดังขึ้นถี่ ๆ ติด ๆ กัน สมบัติเซียนป้องกันตัวสิบกว่าชนิดเหล่านี้ก็ระเบิดแตกไม่เหลือ ส่วนดาบนี้ของซูอี้ เจาะทะลุอกของหลิวสุ่ยจิ้งผ่านร่างออกไป!
เอื๊อก!
เลือดสีแดงสด ๆ ร้อน ๆ สาดกระเซ็น หลิวสุ่ยจิ้งสั่นสะท้านไปทั้งตัว ดวงตากลมโตราวกับไม่อยากจะเชื่อ ทันใด เขากล่าวเสียงสั่น “วิถี… วิถีดาบที่ดี….”
เสียงยังคงดังก้อง ทว่าร่างของเขาแตกสลายไปแล้ว พลังพิฆาตรุนแรงที่อัดเต็มดาบแห่งโลกาแผ่ขยาย พังทลายโอกาสรอดและจิตวิญญาณทั้งหมดของเขา ร่างและวิญญาณดับสลาย!
ทุกคนในเหตุการณ์เงียบกริบ มหาเซียนที่อยู่ห่างออกไปต่างก็ตะลึง เพียงสองดาบเท่านั้น หลิวสุ่ยจิ้งก็พ่ายแพ้ไปเสียแล้ว!
ดาบที่หนึ่ง สะกดทับการบุกโจมตีของเขา ดาบที่สอง พังทลายการป้องกันของเขา ระหว่างรับกับรุก แบ่งแยกความเป็นและความตาย!!
ภาพนองเลือดที่รุนแรงเช่นนั้นทำให้มหาเซียนทั้งหลายรู้สึกสั่นสะท้าน
ไม่มีใครคาดคิดว่า มหาเซียนขอบเขตอัศจรรย์ขั้นกลางอย่างหลิวสุ่ยจิ้งเช่นนี้ กระทั่งหนีก็ยังทำไม่ทัน โดนสังหารตายคาที่ภายในสองท่าดาบเท่านั้น!
“ตามความคาดหมาย ภายในสามดาบ เขาก็ต้านทานไม่ไหวแล้ว” วานรเฒ่าสะพายดาบถอนใจเบา ๆ
ซูอี้เก็บดาบแห่งโลกา กล่าว “นักดาบควรจะต้องตัดขาดหนทางหนี เดินหน้าไม่หยุดยั้ง แต่เวลาที่คนผู้นี้ต่อสู้ มัวแต่คิดป้องกันและถอยหนี หากว่าเป็นช่วงเวลาปกติ ยังไม่เท่าไร แต่หากว่าต้องประลองกับพวกที่ฝีมือใช้ได้ จะต้องพ่ายแพ้อย่างย่อยยับ”
วานรเฒ่าสะพายดาบพยักหน้าพลางกล่าว “เป็นเช่นนี้จริง ๆ หากว่าในใจคิดจะถอยหนี เท่ากับทำผิดกฎการฝึกดาบ”
ทั้งสองพูดคุยกันราวกับไม่มีคนนอกอยู่ด้วย ห่างออกไป มหาเซียนทั้งหลายสีหน้าสับสน
“คนถัดไป ใครขึ้น?” ซูอี้ถาม
สายตาของมหาเซียนเหล่านั้นต่างก็มองไปที่อวี่เหวินฉี เซวียหงซาน กับไท่เจิงสามคน ที่ตรงนั้น พวกเขาทั้งสามคือผู้ที่แข็งแกร่งที่สุดแล้ว
โดยเฉพาะอย่างยิ่งไท่เจิง เป็นถึงมหาเซียนขอบเขตอัศจรรย์ขั้นปลาย!
และเวลานี้ เมื่อหลิวสุ่ยจิ้งพ่ายแพ้ไป มหาเซียนเหล่านั้นเข้าใจดีว่าหากว่าเป็นพวกเขาออกสู้ ย่อมไม่มีทางที่จะเอาชนะซูอี้ได้
“เขากล่าวไม่ผิด นักดาบควรสละความอยู่รอดและลืมความตาย มุ่งเดินไปข้างหน้า” ทันใด อวี่เหวินฉีก็เอ่ยขึ้นมาเรียบ ๆ “การต่อสู้ครั้งที่สองนี้ ข้าเอง”
เขาสวมชุดผ้ากระสอบ สะพายดาบโบราณ กลิ่นอายพลังล้ำลึกยิ่งใหญ่ ทว่าเมื่อเขาก้าวออกมา ฟ้าดินสั่นสะเทือนในฉับพลัน เกิดเสียงดังไปทั่ว ภาวะดาบอันเกรี้ยวกราดน่ากลัวดั่งสายรุ้งยาวที่พร้อมจะยิงดวงตะวันก็พุ่งขึ้น สั่นคลอนไปทั่วผืนปฐพี
สิ่งมีชีวิตรูปร่างประหลาดที่คอยดูการต่อสู้อยู่ห่าง ๆ เหล่านั้นต่างก็สับสนอลหม่าน ราวกับสัมผัสได้ถึงความน่ากลัวของอวี่เหวินฉี
อวี่เหวินฉีก้าวเดินมาทีละก้าว ในแววตาสีหน้าของเขาเต็มไปด้วยความสงบนิ่งและราบเรียบ และเมื่อเขาก้าวเดิน กำลังอานุภาพในตัวเขาก็ยิ่งรุนแรง ยิ่งดุดัน ยิ่งน่ากลัวมากขึ้นเรื่อย ๆ เปรียบดังภูเขาไฟที่สงบเงียบมานานมาก กำลังสั่งสมพลังอยู่ไม่ขาด พร้อมที่จะระเบิดทุกเมื่อ
“ไม่ทราบว่าท่านมีข้อวิจารณ์เช่นใดต่อวิถีดาบของข้า?” อวี่เหวินฉีถาม
วานรเฒ่าสะพายดาบกลับเบนสายตามองไปที่ซูอี้ กล่าว “ในตัวของเขา เหตุใดจึงมีภาวะดาบของ ‘ดาบพิฆาตสวรรค์สุดวิถี’ อยู่ด้วย อีกทั้งยังสั่งสมออกมาเป็น ‘อาณาเขตดาบสุดวิถี’ อีก?”
เห็นได้ชัดว่าเขาตะลึงมาก
สายตาของซูอี้เปลี่ยนไปเล็กน้อย กล่าว “พูดขึ้นมาแล้วยาว ความจริงข้าก็สงสัยมากเช่นกัน เหตุใดคนของสำนักเซียนหมื่นดาบจึงเข้าร่วมเป็นปฏิปักษ์กับข้าในครั้งนี้”
ดาบพิฆาตสวรรค์สุดวิถี! สูตรนี้เป็นหนึ่งในวิถีดาบสืบทอดสูงสุดสิบสามชนิดที่หวังเย่เก็บรักษาไว้บน ‘อนุสรณ์ดาบ’ ของสำนักเซียนหมื่นดาบเมื่อครั้งนั้น!
เมื่อตอนที่หวังเย่กับวานรเฒ่าสะพายดาบฝึกประลองวิถีดาบ เคยใช้วิถีดาบนี้ ด้วยเหตุนี้ เมื่อเห็นอวี่เหวินฉีแห่งสำนักเซียนหมื่นดาบเดินมาแต่ไกล ๆ วานรเฒ่าสะพายดาบก็นึกออกได้ในทันใดว่ากลิ่นอายพลังในตัวเขาคือวิถีดาบที่ว่า!
เพียงแต่ว่า วานรเฒ่าสะพายดาบไม่รู้ว่า หวังเย่เคยเก็บรักษาวิถีดาบนี้ไว้ในอนุสรณ์ดาบของสำนักเซียนหมื่นดาบ
ตอนที่ 1,724: ดาราล้อมดวงเดือน
ห่างไกลออกไป อวี่เหวินฉีถึงกับหนังตากระตุก เขาไม่คาดคิดเลยว่าวานรเฒ่าสะพายดาบจะรู้จักวิถีดาบที่เขาฝึกฝน!
แต่ก็ตะลึงเพียงชั่วครู่เท่านั้น ครู่ถัดมา จิตใจของเขาก็ว่างเปล่า สงบนิ่ง ภาวะดาบในตัวน่ากลัวมากยิ่งกว่าเดิม บนผืนปฐพีเต็มไปด้วยพลังแห่งความเกรี้ยวกราดที่ดุดันและรุนแรง
“จัดการเขา ต้องใช้เวลานานเท่าใด?” วานรเฒ่าสะพายดาบกล่าวขึ้นเรียบ ๆ
สายตาของซูอี้ล้ำลึก กล่าว “เมื่อจับช่องโหว่ได้ เพียงหนึ่งดาบเท่านั้น หากจับไม่ได้ ทำได้แค่รอ”
วานรเฒ่าสะพายดาบเหมือนจะเข้าใจแล้ว กล่าว “จริงดังว่า วิชาอย่างดาบพิฆาตสวรรค์สุดวิถีเช่นนี้ เกินกว่าที่วิถีดาบทั่วไปจะสามารถเทียบเคียงได้ เจ้าจะต้องระวังตัวสักหน่อย หากว่าแพ้ขึ้นมาจะเสียหน้า”
เมื่อได้ยินเช่นนี้ มหาเซียนเหล่านั้นต่างก็ตื่นตัว เข้าใจไปว่าวานรเฒ่าสะพายดาบประเมินความสามารถของอวี่เหวินฉีสูง และเริ่มเป็นห่วงเสิ่นมู่ขึ้นมา!
มีแต่เพียงซูอี้คนเดียวเท่านั้นที่เข้าใจความหมายของวานรเฒ่าสะพายดาบ จึงหัวเราะออกมา จริงดังที่กล่าว หากว่าพ่ายแพ้ต่อวิถีดาบถ่ายทอดที่ตนเองคิดค้นขึ้นเมื่อในชาติก่อน จะเป็นการเสียหน้าอย่างมาก
ชั่วขณะนี้ อวี่เหวินฉีที่เตรียมตัวอยู่นานแล้วพลันหยุดเดิน จากนั้น เขายกแขนขวาขึ้น กล่าวคำรามเสียงดัง “ขึ้น!”
ครืน!!
ท้องฟ้าสั่นสะเทือน สะท้อนภาพดวงดาราจำนวนนับไม่ถ้วนกำลังเปล่งประกาย ภาวะดาบที่คล้ายกับละอองฝนเม็ดเล็ก ๆ จำนวนนับไม่ถ้วนสาดเทลงมาจากดวงดารา เพียงชั่วครู่เดียวเท่านั้นก็ครอบคลุมผืนแผ่นดินแห่งนี้
ดาวโผล่ยามทิวากาล พลังดาบหล่นจากเก้าสวรรค์!
วานรเฒ่าสะพายดาบเลิกคิ้วเล็กน้อย ถอยออกไปไกล นี่คือเขตแดนดาบสุดวิถี!
ราวกับเขตแดนแห่งหนึ่ง ได้แทนที่ผืนแผ่นดินโดยรอบ ไม่ว่าใครก็ตามที่ตกอยู่ในนั้น ล้วนต้องโดนคุมขัง และอวี่เหวินฉีคนนั้นก็คือผู้ชี้ชะตาของเขตแดนที่ว่า
วานรเฒ่าสะพายดาบไม่กลัวเขตแดนดาบเช่นนี้ ทว่าเขาไม่อาจเข้าไปยุ่งด้วยได้ เพราะจะเป็นการทำลายความสนุกของซูอี้
แทบจะเป็นเวลาเดียวกันกับที่วานรเฒ่าสะพายดาบถอยออกไป ฝูงตัวตนประหลาดที่อยู่ห่างไกลออกไปเหล่านั้นก็พากันถอยหนี มีเพียงซูอี้เท่านั้นที่ไม่ถอย
แขนเสื้อของเขาพองลม พลังปราณในตัวขับเคลื่อน ก่อนหายตัวไปกลางสุญญะ ถือดาบแห่งโลกาเข้าจู่โจม!
ชิ้ง!
เสียงดาบคำรามก้อง ซูอี้เคลื่อนตัวไปตามดาบ รวดเร็วราวกับสายฟ้า แทงออกไปอย่างเรียบง่ายและรวดเร็ว พุ่งตรงไปยังอวี่เหวินฉี
“สะกด!” อวี่เหวินฉียกมือไปคว้า
ครืน!
ดวงดาวจำนวนนับไม่ถ้วนสั่นคลอน พลังดาบเต็มฟ้าร่วงหล่น ราวกับเขื่อนแห่งดาราถล่ม ยิ่งใหญ่อลังการ พุ่งซัดเข้าใส่ซูอี้อย่างเต็มแรง
ฉับพลัน ฟ้าดินตกอยู่ในสภาวะสับสนอลหม่าน มองจากภายนอก ภาวะดาบที่เกิดขึ้นจากการจู่โจมนี้ครอบคลุมไปทั่วฟ้าดินจนไม่มีที่จะให้หลบหนี ไม่มีที่จะให้ถอยร่น!
พลังดาบที่ซัดเทลงมาราวกับประกายแสงดารา ดูคลุมเครือราวกับละอองหยาดฝนเหล่านั้น แต่ความเป็นจริงแล้วรุนแรงและดุดันอย่างที่สุด สามารถบดขยี้สังหารมหาเซียนในขอบเขตเดียวกันได้อย่างง่ายสบาย!
เห็นเพียงว่าร่างของซูอี้กำลังจะถูกกด ดาบแห่งโลกาในมือของเขาก็พลันพลิกหมุน จนบังเกิดม่านดาบกลมมนพุ่งขึ้นกลางท้องฟ้า
ครืน!
ม่านดาบสั่นสะเทือน เสียงกระทบกระทั่งราวกับเสียงฟ้าผ่า ถึงแม้ซูอี้จะต้านกำลังแห่งการบดขยี้ครั้งนี้ได้ ทว่าร่างของเขายังคงโดนกระแทกจนต้องกระเด็นออกไปอยู่ดี
ยังไม่ทันที่เขาจะยืนมั่น อวี่เหวินฉีก็ลงมืออีกครั้ง ดวงดาราสั่นสะเทือนราวกับภาพดาบโหมซัดสาดเท ในชั่วขณะที่ความคิดของอวี่เหวินฉีผันแปร ภาวะดาบเหล่านี้ก็กลายเป็นกระบวนท่าไม้ตายที่น่ากลัวนับไม่ถ้วน ประเดี๋ยวราวกับเขื่อนดาราถล่ม ประเดี๋ยวเหมือนกับภูเขาไฟระเบิด ประเดี๋ยวกลายเป็นพายุฝนบ้าระห่ำ… แต่ละการโจมตีล้วนเต็มไปด้วยอานุภาพแห่งการทำลายล้างที่ยิ่งใหญ่
ภายใต้การบุกกระหน่ำโจมตีหลายกระบวนท่าเช่นนี้ ถึงแม้ซูอี้จะแก้ทุกกระบวนท่าได้ แต่ก็ยังคงโดนกระหน่ำจนต้องถอยร่นติดต่อกัน ร่างกายอยู่ในสภาพย่ำแย่ และบนตัวเขา เริ่มมีบาดแผลเพิ่มขึ้นไม่ขาด เลือดอาบชุดที่สวมใส่
มหาเซียนที่คอยดูการต่อสู้อยู่ห่าง ๆ พากันแสดงสีหน้าปีติยินดีออกมา รู้สึกมั่นใจขึ้นไม่น้อย
อวี่เหวินฉีเป็นหนึ่งในมหาเซียนที่กำลังการต่อสู้แข็งแกร่งที่สุดของสำนักเซียนหมื่นดาบ มีระดับการฝึกตนขอบเขตอัศจรรย์ขั้นกลาง ครอบครองเขตแดนดาบ ความสามารถเช่นนั้นสามารถท้าทายมหาเซียนขอบเขตอัศจรรย์ขั้นปลายในโลกหล้าได้เลยทีเดียว!
แต่ไม่มีใครสามารถปฏิเสธได้เช่นกันว่าซูอี้แข็งแกร่งมาก! หากว่าเป็นมหาเซียนขอบเขตอัศจรรย์ขั้นกลางคนอื่น ๆ คงถูกบดขยี้จนตายคาที่ไปนานแล้ว ถึงแม้เขาจะดูย่ำแย่ ถูกบีบให้ถอยอยู่เรื่อย ๆ ได้รับบาดเจ็บอยู่ไม่ขาด แต่ทุกครั้งล้วนสามารถทลายท่าไม้ตายที่รุนแรงถึงแก่ชีวิตไปได้ทุกครั้งอย่างหวุดหวิด!
“ตัวตกอยู่ในเขตแดนดาบสุดวิถี ถึงแม้ว่าเขาจะสามารถฝืนต้านรับได้ ทว่าสุดท้ายก็ยังยากที่จะหนีความตายพ้น!” มหาเซียนแห่งสำนักเซียนหมื่นดาบคนหนึ่งกล่าวอย่างมีเหตุมีผล
“อย่าดีใจเร็วเกินไปนัก ห่างออกไปยังมีวานรเฒ่าสะพายดาบกับพวกตัวตนประหลาดเหล่านั้นคอยจับจ้องอยู่ จะปล่อยให้เสิ่นมู่ถูกฆ่าตายไปต่อหน้าต่อตาได้เช่นใดกัน?” ไท่เจิงกล่าวเสียงเคร่งเครียด
ในใจทุกคนสั่นสะท้าน สีหน้าคร่ำเคร่ง
“ทุกท่านต้องเตรียมตัวให้พร้อม ก่อนที่สหายเต๋าอวี่เหวินฉีจะออกไปสู้ได้ถ่ายทอดเสียงมาสั่งกำชับไว้ก่อนแล้ว ว่าอีกประเดี๋ยวเขาจะพยายามบีบบังคับให้ซูอี้เข้าไปใกล้เทือกเขาล้อมเทพ เวลานั้นจะเป็นโอกาสดีที่สุดที่จะจับตัวเสิ่นมู่!”
เซวียหงซานถ่ายทอดเสียงไปให้คนอื่น ๆ อย่างรวดเร็ว “และเมื่อวานรเฒ่าสะพายดาบยื่นมือเข้าไปช่วย พวกเราก็จะขับเคลื่อนค่ายกลพิฆาตทั้งหมดพร้อมกันอย่างเต็มกำลังเพื่อทำการขัดขวาง! เช่นนี้ เหตุการณ์ในวันนี้ก็สามารถลุล่วงไปได้”
ทุกคนต่างก็พยักหน้า
……
ครืน!
พลังดาบส่งเสียงกึกก้องครอบคลุมทั่วฟ้าดิน ยามตกอยู่ในเขตแดนดาบเปรียบดั่งโดนกักขังอยู่ในกรง ไม่ว่าจากใต้พื้นหรือจากบนฟ้า ไม่ว่าจะด้านไหนล้วนได้รับการบุกโจมตีอย่างรุนแรงถึงแก่ชีวิตทั้งสิ้น ส่วนอวี่เหวินฉีคือผู้ชี้ชะตาที่ควบคุมทุกอย่างทั้งหมด!
วิถีดาบของเขาแข็งแกร่งอย่างมาก สามารถเรียกได้ว่าน่ากลัว บังคับใช้เขตแดนดาบสุดวิถีได้ดีจนถึงขั้นสุดยอด นับตั้งแต่เริ่มต้นจนถึงตอนนี้ ไม่ให้โอกาสซูอี้ได้หยุดพักหายใจแม้แต่น้อย!
และในสถานการณ์กดดันเช่นนี้ ซูอี้เปรียบเสมือนสัตว์ดุร้ายที่ถูกขัง คอยหลบหนีอยู่ตลอด แต่ถึงแม้จะหลบหนีเช่นนี้แล้วก็ยังคงได้รับบาดเจ็บสาหัสอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ รอยดาบที่มีเลือดไหลย้อยเพิ่มมากยิ่งขึ้น ดูท่าแล้วน่าเวทนา สาหัสมาก
ทว่าวานรเฒ่าสะพายดาบกลับสงบนิ่งมาก ยืนอยู่ตรงนั้นอย่างสบาย คอยดูอยู่ห่าง ๆ เขามองออก ถึงแม้ซูอี้จะดูอยู่ในสภาพย่ำแย่ แต่แท้จริงแล้วใช้กลยุทธ์ตะล่อม หลบภัยอันตรายที่ร้ายแรงไปได้ทุกครั้ง ส่วนบาดแผลบนตัวเหล่านั้น ดูเหมือนจะร้ายแรง ความจริงแล้วไม่เท่าไรเลย
‘ด้วยระดับการฝึกตนของเขา สามารถทำได้จนถึงขั้นนี้ สามารถกล่าวได้ว่าน่าอัศจรรย์มาก…’ วานรเฒ่าสะพายดาบแอบรำพึงในใจ
เขารู้มานานแล้วว่าสหายเก่าของตนเองที่หายสาบสูญไปนานเป็นหมื่นปีคนนี้ บัดนี้เป็นเพียงตัวตนในขอบเขตสุญตาขั้นปลายเท่านั้น ไม่อาจเปรียบกับหวังเย่เมื่อตอนที่รุ่งเรืองที่สุดได้
ทว่าซูอี้ในตอนนี้กลับสามารถสังหารมหาเซียนได้ในขอบเขตสุญตาขั้นปลาย ลำพังแค่จุดนี้จุดเดียว หวังเย่เมื่อในอดีตก็ไม่อาจเปรียบได้แล้ว! กล่าวได้ว่าไร้เทียมทาน ไม่เคยมีมาก่อน!
……
ภายในเขตแดนดาบสุดวิถี สายตาของซูอี้เย็นยะเยือก ทว่าสงบนิ่ง สีหน้าราบเรียบราวกับน้ำในบ่อ
‘ดาบพิฆาตสวรรค์สุดวิถี’ ที่อวี่เหวินฉีใช้นั้นเดิมทีเป็นสูตรที่เขาในชาติก่อน ๆ คิดค้นขึ้น เขาจึงรู้และเข้าใจความลี้ลับซับซ้อนของวิถีดาบสืบทอดวิชานี้เป็นธรรมดา
ทว่าก็แค่รู้เท่านั้น เขาถูกจำกัดด้วยระดับการฝึกตนและพลังมหาวิถีที่ถือครอง เมื่อประจันหน้ากับมหาเซียนวิถีดาบระดับสุดยอดอย่างเช่นอวี่เหวินฉีเช่นนี้ ซูอี้ทำได้เพียงรอเท่านั้น รอโอกาสที่จะเอาชนะในดาบเดียว!
หากว่าสู้กันซึ่ง ๆ หน้า ถึงแม้ระดับการฝึกของเขาจะอยู่ในขอบเขตสุญตาขั้นปลายแล้วก็เถอะ ก็ยังทำได้เพียงสู้สุดชีวิตเท่านั้น จึงจะพอมีโอกาสจัดการกับอวี่เหวินฉีได้อยู่หมัด ทว่าสำหรับซูอี้แล้ว ทำเช่นนี้ไม่คุ้มค่า และไม่จำเป็นต้องเอาชีวิตเข้าสู้ด้วย!
ครืน!
พลังดาบโฉบเฉี่ยวฉวัดเฉวียน อวี่เหวินฉีบุกโจมตีรุนแรงขึ้นและรวดเร็วขึ้น ไม่มีอ่อนกำลัง ในสายตาของคนนอก เขาเป็นฝ่ายได้เปรียบ ไล่ซัดกระหน่ำซูอี้ไม่ยั้งด้วยความดุดัน
ทว่ามีแต่ตัวเขาเองเท่านั้นที่รู้ดีว่า คู่ต่อสู้ที่ตัวเองพบเจอในครั้งนี้เอาเรื่องขนาดไหน! เพียงราชันเซียนคนหนึ่งเท่านั้น ทว่ากลับสามารถหลบเลี่ยงท่าไม้ตายแต่ละท่าที่เขาแสดงออกมาราวกับรู้เท่าทันก่อนล่วงหน้าได้ทุกครั้งไป! เช่นนี้ช่างน่าอัศจรรย์มาก
แน่นอน ในเขตแดนดาบของเขา การหลบหลีกใด ๆ ล้วนเป็นสิ่งเปล่าประโยชน์ อีกทั้งยังต้องชดเชยที่ตัวเองหนีอย่างแสนสาหัสด้วย! เพราะอย่างไรเสีย นี่คือเขตแดนที่วิถีดาบในตัวเขาสร้างขึ้น! ในที่แห่งนี้ เขาคือผู้ชี้ชะตา กุมความเป็นและความตาย!
“ไม่อาจถ่วงเวลาได้อีกแล้ว บีบให้เขาถอยไปใกล้ ๆ เทือกเขาล้อมเทพก่อน แล้วค่อยจับเขาทีเดียว!” อวี่เหวินฉีตัดสินใจ
ครืน!
กำลังอานุภาพในตัวเขาระเบิดขึ้นอีกครั้ง ขับเคลื่อนเขตแดนดาบสุดวิถีอย่างเต็มกำลัง ดวงดาวจำนวนนับไม่ถ้วนสั่นสะเทือนอย่างแรง จนแทบจะร่วงตกลงมา
ในเวลาเดียวกัน ภาวะดาบอันบ้าระห่ำระเบิดประกายแสงสว่างเจิดจ้า สาดกระเซ็นอย่างแรงราวกับคลื่นลูกยักษ์ในมหาสมุทรโหมซัด ร่างของซูอี้ถูกซัดจนต้องถอยร่นไปเรื่อย ๆ บาดแผลบนตัวก็เพิ่มมากขึ้นเรื่อย ๆ ด้วยเช่นกัน
“เร็วเข้า เตรียมตัวขับเคลื่อนค่ายกลให้ดี!” บนเทือกเขาล้อมเทพ มหาเซียนทั้งหลายเช่นเซวียหงซานกับไท่เจิงต่างก็เตรียมพร้อมรับมือ ประกายเกรี้ยวกราดดุดันผุดขึ้นในสายตา แพ้หรือชนะ ก็ตอนนี้แหละ!
หน้าที่ของพวกเขาก็คือเมื่ออวี่เหวินฉีสยบซูอี้จนอยู่หมัดแล้ว ไปขัดขวางวานรเฒ่าสะพายดาบไม่ให้ช่วยซูอี้! ทว่า เกินความคาดหมายของพวกเขา วานรเฒ่าสะพายดาบยืนอยู่ห่าง ๆ ตรงนั้นด้วยสีหน้าที่สงบราบเรียบ ไม่ได้มีทีท่าจะเข้ามาช่วยเลยแม้แต่น้อย
ทันใด แขนเสื้อของอวี่เหวินฉีก็พองลม ส่งเสียงร้องคำรามออกมา “ดาราล้อมดวงเดือน!”
ครืน!
บนท้องฟ้า เวลานี้ดวงดาวจำนวนนับไม่ถ้วนสั่นคลอนอย่างแรง และหลุดร่วงไปรวมตัวกันรอบกายอวี่เหวินฉี และบนตัวเขา ระเบิดแสงสว่างเจิดจ้าไปทั่วหมื่นจั้ง เขารวบรวมพลังทั้งหมดของเขตแดนดาบสุดวิถีมาไว้บนมือขวา
เมื่อเขายกมือขึ้นฟาด ชั่วครู่นั้นเอง ดวงจันทร์กลมมนขาวสะอาดก็พุ่งขึ้น มีดวงดาวจำนวนนับไม่ถ้วนล้อมรอบ ปรากฏเป็นภาพดาราล้อมดวงเดือน ช่างน่าตะลึงยิ่งนัก!
ทว่ามีดวงดาวกับดวงจันทร์ที่ไหนกันเล่า เห็นชัด ๆ ว่าเป็นภาวะดาบอันแหลมคมบาดตาที่สุดต่างหาก ภายในซ่อนเร้นด้วยภาวะดาบทะลุฟ้าที่แข็งแกร่งที่สุดในชั่วชีวิตของอวี่เหวินฉี!
ชั่วขณะนี้ ฟ้าดินสั่นสะเทือน สรรพสิ่งมืดมิด มีแต่เพียงพลังดาบสีขาวนวลนั้นเคลื่อนไปอยู่กลางอากาศ หมู่ดาวล้อมรอบ เพียงอานุภาพดาบเช่นนั้นก็เบียดเสียดไปด้วยพลังแห่งจักรวาล น่ากลัวจนถึงขั้นไม่อาจคาดคิด
และในชั่วขณะนี้ซูอี้ที่คอยหลบหลีกอยู่ตลอดเวลาเมื่อก่อนหน้านี้เลิกคิ้วขึ้น บนใบหน้าหล่อเหลาแสดงอาการเพียงเท่านี้ออกมา
คราวนี้ เขาไม่ได้หลบหนี แต่เลือกที่จะสู้ซึ่ง ๆ หน้า
ชิ้ง!!
ดาบแห่งโลกาส่งเสียงร้องคำรามดังกึกก้อง ดาบเดียว ราวกับกระตุ้นปรโลกอันมืดมิดและจมลึกให้ตื่นขึ้น! มีภาพลักษณ์ของวัฏสงสารซ่อนเร้นอยู่ภายใน ทะเลทุกข์ไร้ขอบเขต บุปผามิคสัญญีเบ่งบาน แท่นเวียนว่ายเกิดตายหมุนเวียนสับเปลี่ยน เงาเทพมารจำนวนนับไม่ถ้วนจมปลักอยู่ในความโดดเดี่ยวตลอดกาลนาน ทุกอย่างล้วนอับเฉาโรยรา ภาพประหลาดทั้งหมดนี้ล้วนรวมอยู่ในดาบเล่มนี้
ในสายตาของคนภายนอก ซูอี้ชักดาบเล่มนี้ออกมา ฟ้าดินกลับตาลปัตร ภูเขาลำธารสั่นสะเทือน กาลเวลาสับสน! ทั้งหมดนี้ปรากฏเป็นสภาวะซึ่งแฝงไว้ซึ่งการทำลายล้าง ความล่มสลาย และความโรยรา
ในดวงตาของวานรเฒ่าสะพายดาบผุดประกายสว่างวาบ นี่คือ… พลังแห่งวัฏสงสารเช่นนั้นหรือ? เป็นอานุภาพมหาวิถีต้องห้าม!
ห่างไกลออกไป มหาเซียนที่เตรียมตัวพร้อมแล้วเหล่านั้นก็อดตะลึงไม่ได้เช่นกัน ทุกคนถึงกับหน้าถอดสี นี่เป็นดาบอะไรกัน? กลิ่นอายพลังเช่นนั้น ราวกับกำลังจะฝังทุกสิ่งให้จมธรณี!!
ตอนที่ 1,725: ฝ่ามือเดียวพลิกฟ้าพลิกแผ่นดิน
ฮวงถัวผู้มีร่างสูงถึงหมื่นจั้งก้มหน้าลงในทันใด ชั่วขณะนี้โซ่ล่ามสีดำขนาดเท่ากับแนวเทือกเขาที่ผูกรัดอยู่บนตัวเขาสั่นสะเทือนอย่างแรงราวกับได้รับความตื่นตระหนกตกใจ
ฮวงถัวสะดุ้งในใจ นัยน์ตาสีเลือดที่เรียบเฉยเหมือนผิวน้ำแสดงอาการตื่นตระหนกขึ้นมา
ห่างออกไปไกล ตัวตนประหลาดเหล่านั้นต่างพากันขนลุกสะพรึงกลัว เมื่อซูอี้แทงดาบออกไป พวกเขาเกิดความรู้สึกหวาดกลัวขึ้นมาโดยสัญชาตญาณ ไม่อาจจะระงับได้!
และภายใต้ดาบนี้… ดวงจันทร์สีขาวนวลกับดวงดาวพราวระยิบที่ซัดลงมากลางอากาศนั้นพากันสั่นสะเทือนอย่างรุนแรง
ในชั่วขณะนี้เขตแดนดาบสุดวิถีที่อวี่เหวินฉีถือครองก็กำลังสั่นคลอนอย่างรุนแรงเช่นกัน จากนั้น…
ครืน!!
เสียงสั่นสะเทือนไปถึงฟ้าดินก็ดังขึ้น ภายใต้สายตาที่จับจ้องคาดไม่ถึงของคนทั้งหลาย ดาบของซูอี้บดขยี้ดวงดาวจำนวนนับไม่ถ้วนได้อย่างง่ายดาย แทงทะลุดวงจันทร์สีขาวนวลดวงนั้น!
ดาบเดียวแทงทะลุ พลังของดวงดาราล้อมเดือนก็แตกสลายไปด้วย
ภาพเหตุการณ์เช่นนั้นทำให้คนมากมายถึงกับอ้าปากค้าง เพราะว่า ถึงแม้อานุภาพของดาบนี้จะน่ากลัว แต่ไม่ใช่เพียงสามารถต้านทานกระบวนท่า ‘ดวงดาราล้อมเดือน’ ที่เขาแสดงออกมาได้เท่านั้น แต่จุดที่น่ากลัวจริง ๆ คือ ในช่วงเวลาวิกฤติสุดขีด มันได้ชนกระแทกเข้ากับเขตแดนดาบที่เขาถือครองอย่างรุนแรง ทำให้เขตแดนวิถีของเขาปรากฏรอยแตกร้าวบาง ๆ
ถึงแม้รอยแตกร้าวนี้จะบางมาก เพียงชั่วพริบตาก็หายลับไปได้ แต่ในชั่วขณะนี้เองซูอี้กลับคว้าโอกาสมาได้ พุ่งดาบเข้าแทงรอยแตกร้าวบาง ๆ นี้จนทะลุอย่างแม่นยำเหมาะเจาะ!
ดาบเดียวเท่านั้น ราวกับฟันเสาหลักที่ค้ำฟ้าจนโค่นล้ม!
ครืน!
เขตแดนทั้งหมดสั่นคลอน จากนั้นแตกร้าวเป็นเสี่ยง ๆ
เดิมทีเขตแดนถูกแปลงมาจากพลังมหาวิถีในตัวมหาเซียน เมื่อถูกโค่นล้มจนพัง อวี่เหวินฉีจึงได้รับแรงกระแทกย้อนกลับอย่างรุนแรงตามไปด้วย เลือดกระอักออกจากปากราวกับโดนฟ้าผ่า รากฐานมหาวิถีในตัวเขาได้รับบาดเจ็บสาหัส ร่างกายเซถลาถอยร่นไปข้างหลัง
และในเวลานี้ ดาบนั้นที่พุ่งทะลุอากาศของซูอี้ก็มาถึง ปลายดาบจ่อที่คอหอยของอวี่เหวินฉีพอดี!
อวี่เหวินฉีตกใจ สีหน้าขาวซีด หลบหนีไม่ทัน จนถึงขั้นไม่กล้าแม้แต่จะขยับเขยื้อน!
ฝุ่นตลบอบอวล ฟ้าดินเงียบสงบ บนเทือกเขาล้อมเทพ มหาเซียนทั้งหลายล้วนตกตะลึง ทั้งโกรธทั้งตกใจผสมผสานกัน
ก่อนหน้านี้ พวกเขาได้เตรียมตั้งค่ายกลรอก่อนแล้ว ตั้งใจว่าในชั่วขณะที่อวี่เหวินฉีจับซูอี้ได้จะขับเคลื่อนค่ายกลเพชฌฆาตที่ตั้งไว้นี้อย่างเต็มกำลัง เพื่อป้องกันไม่ให้วานรเฒ่าสะพายดาบถือโอกาสลงมือ
แต่ใครกันจะคาดคิดว่า อวี่เหวินฉีผู้ที่เป็นฝ่ายได้เปรียบกลับพ่ายแพ้ในดาบเดียว!!
ความพลิกผันเช่นนี้กะทันหันจนเกินไป ไม่มีแม้แต่ลางบอกเหตุ ทำให้ทุกคนรับมือไม่ทัน
“ตามความคาดหมาย ขอเพียงเขาจับโอกาสได้ ต่อให้เป็นโอกาสที่บางเบาน้อยนิด อวี่เหวินฉีคนนี้จะมีแต่ต้องตายอย่างไม่ต้องสงสัย” วานรเฒ่าสะพายดาบรำพึง สายตาของเขาแหลมคมมากถึงเพียงนั้น เพียงแค่แวบเดียวก็มองออกว่าดาบนี้ของซูอี้เรียกได้ว่าแยบยลจนถึงขีดสุด ช้าไปนิดไม่ได้ น้อยไปนิดก็ไม่ได้เช่นกัน แม่นยำจนถึงขั้นทำให้โลกทั้งใบต้องตะลึง!
เหมือนดังรายละเอียดที่วานรเฒ่าสะพายดาบมองออก หากพูดกันเพียงแค่ความสามารถ ซูอี้ในตอนนี้ยังไม่อาจสยบคู่ต่อสู้อย่างอวี่เหวินฉีเช่นนี้ได้ง่าย ๆ สาเหตุที่ครั้งนี้เขาได้รับชัยชนะ ก็เพราะว่าวิถีดาบที่อวี่เหวินฉีใช้ เดิมทีเป็นวิชาดาบที่เขาคิดค้นขึ้นเมื่อชาติที่แล้ว เช่นนี้ก็เท่ากับว่าเข้าใจตื้นลึกหนาบางของอวี่เหวินฉีเป็นอย่างดี สามารถคาดคะเนการต่อสู้ของฝ่ายตรงข้ามได้ก่อน เมื่อคว้าโอกาสมาได้ จึงสามารถพลิกผันได้ในทันใด!
“เขตแดนดาบของข้า… พ่ายแพ้ไปง่าย ๆ เช่นนี้น่ะหรือ….” อวี่เหวินฉีดูเหมือนจะทนต่อเหตุการณ์สะเทือนใจเช่นนี้ไม่ได้ สีหน้าเลื่อนลอย สติไม่อยู่กับเนื้อกับตัว เขาเป็นมหาเซียนวิถีดาบ กำลังการต่อสู้ในตัวแข็งแกร่งล้ำหน้าอย่างที่สุด อยู่ในภูมิเซียนหมู่คนขอบเขตเดียวกันตอนนี้ก็ยังถือเป็นตัวตนระดับสุดยอด ทว่าตอนนี้ เขากลับพ่ายแพ้ภายใต้ ‘เขตแดนดาบสุดวิถี’ ของตนเอง! พ่ายแพ้ต่อคนหนุ่มที่เขามองว่าเป็นเพียงราชันเซียนคนหนึ่งเท่านั้น! ความจริงนี้กระทบกระเทือนใจอย่างแรงโดยไม่ต้องสงสัย
“เหตุใดสำนักเซียนหมื่นดาบของพวกเจ้าจึงร่วมมือกับคนอื่น ๆ ไล่สังหารข้า?” ซูอี้ถาม
รอบตัวเขาเต็มไปด้วยรอยแผลจากดาบ เลือดไหลย้อยเป็นทาง เสื้อผ้าเปียกชุ่มไปด้วยเลือด ผมเผ้ารุงรัง มองดูแล้วน่าเวทนายิ่งนัก
ทว่าเวลานี้ ปลายดาบของชายหนุ่มจ่อไปที่คอหอยของอวี่เหวินฉี ลำตัวที่ตั้งตรงทำให้ใครที่พบเห็นเกิดความรู้สึกหวาดเกรงสั่นสะท้าน
อวี่เหวินฉีนิ่งเงียบ ซูอี้กล่าว “ตอบข้า แล้วข้าจะให้เจ้าตายอย่างไม่ทรมาน”
คำกล่าวเรียบง่ายเพียงประโยคเดียว แต่กลับทำให้อวี่เหวินฉีสีหน้าเปลี่ยน
เอื๊อก!
ประกายดาบส่องวาบ ดาบแห่งโลกาแทงทะลุคอหอยของอวี่เหวินฉีตามแรงตวัดของคมดาบ ศีรษะพร้อมกับเลือดสด ๆ กระเด็นขึ้นไปกลางอากาศ ส่วนร่างของอวี่เหวินฉีฉีกขาดเป็นชิ้น ๆ กลายเป็นละอองเลือดสาดกระเซ็นเต็มท้องฟ้า
ห่างออกไปไกล วานรเฒ่าสะพายดาบกล่าว “คนผู้นี้เป็นผู้มีจิตฝึกดาบที่แท้จริงคนหนึ่งเช่นกัน ไม่กลัวความตาย มีปณิธานมุ่งมั่น” เพียงแวบเดียวเขาก็มองออกว่าก่อนหน้านี้อวี่เหวินฉีต้องการจะทำลายระดับวิถีและเลือกที่จะตายพร้อมกับซูอี้ แต่ปรากฏว่าซูอี้รู้ทัน จึงสังหารตายในดาบเดียวอย่างไร้ความเกรงใจ!
“ถึงแม้จะน่านับถือ แต่ก็น่าเจ็บใจเช่นกัน” ซูอี้หยิบไหสุราออกมาดื่ม ศึกในครั้งนี้ ชนะด้วยความยากลำบาก ต้องใช้บาดแผลแลกมา จึงได้โอกาสเอาชนะศัตรูในดาบเดียว
ซูอี้ก็เข้าใจเช่นกันว่าด้วยความสามารถของตัวเองในตอนนี้ หากต้องการจะจัดการกับคู่ต่อสู้อย่างอวี่เหวินฉีเช่นนี้ ยังคงเป็นเรื่องยากมาก
“คนถัดไป” สายตาของซูอี้เบนสายตามองไปไกล ๆ บนเทือกเขาล้อมเทพ บรรยากาศอึมครึมกดดัน มหาเซียนทั้งหมดต่างก็มีสีหน้าเคร่งเครียดบูดบึ้ง
การตายของอวี่เหวินฉีส่งผลกระทบต่อพวกเขาอย่างแรง ทำให้พวกเขาตระหนักถึงความรุนแรงของสถานการณ์ สร้างความหนักใจให้แก่พวกเขา
และเมื่อซูอี้กวาดสายตามองมา มหาเซียนทั้งหลายต่างก็รู้สึกอึดอัดขึ้นมา
“ข้าออกไปสู้เอง” เซวียหงซานแห่งลัทธิกำเนิดเอกภพเอ่ยขึ้นหนัก ๆ บนตัวซูอี้มีบาดแผล เขาจึงคิดไปว่าหากต่อสู้อย่างเต็มกำลัง น่าจะสามารถเอาชนะฝ่ายตรงข้ามได้
“ไม่เหมาะ!” ไท่เจิงส่งเสียงค้าน “หากว่าสู้กันตัวต่อตัว ต่อให้เจ้าชนะ วานรเฒ่าสะพายดาบจะยอมเพิกเฉยไม่เข้ามาช่วยได้หรือ?”
เซวียหงซานรู้สึกหนักใจขึ้นมา เขาก็กังวลเช่นกันว่าจะเกิดเรื่องเช่นนี้ขึ้น
ซูอี้กล่าวด้วยน้ำเสียงราบเรียบ “ข้ารับรอง เขาจะไม่เข้ามายุ่งเกี่ยวด้วย”
วานรเฒ่าสะพายดาบพยักหน้า “ไม่ผิด”
ทว่าสิ่งนี้กลับไม่มีใครเชื่อ
ไท่เจิงพูดเสียงเครียด “หากต้องออกไปสู้กันทุกคน อาจจะต้องเผชิญกับจุดจบในแบบต่าง ๆ หากว่าต้องเป็นเช่นนี้ สู้วางกำลังอยู่ตรงนี้ อย่างน้อยยังใช้ค่ายกลใหญ่ฆ่าศัตรูได้!”
หลังมองวานรเฒ่ากับตัวตนประหลาดที่อยู่ห่างไกลออกไปเหล่านั้นแล้ว เป็นไปได้หรือที่จะให้โอกาสพวกเขาฆ่าเสิ่นมู่? เป็นไปไม่ได้หรอก! ต่อให้ฝ่ายตรงข้ามเอาจิตวิถีออกมาสาบาน ก็ยังเชื่อไม่ได้!
“นี่เป็นโอกาสครั้งสุดท้ายของพวกเจ้าแล้ว ขอเพียงเอาชนะข้าได้ พวกเจ้าก็สามารถกลับไปได้ เหตุใดจึงไม่ลองดูสักหน่อยเล่า?” ซูอี้เริ่มหมดความอดทน
อย่างไม่ต้องสงสัย มหาเซียนเหล่านี้ล้วนตกใจกลัว เข้าใจว่าเขากำลังใช้แผน จึงไม่มีใครกล้าก้าวออกมาประมือกับเขาอีก
ไท่เจิงกล่าวเสียงเข้ม “เสิ่นมู่ หากว่าเจ้าเลือกที่จะหยุดเพียงเท่านี้ ปล่อยพวกข้ากลับไปอย่างปลอดภัย ข้ารับรองว่าจะไม่คิดบัญชีกับเจ้าเพราะเรื่องในวันนี้อีก”
“ในทางตรงข้าม ต่อให้ครั้งนี้เจ้าได้รับชัยชนะทั้งหมด แต่วันข้างหน้า… จะต้องกลายเป็นศัตรูของแดนเซียน ผลเช่นนั้น เจ้าเคยคิดบ้างหรือไม่?”
เสียงดังก้องนภา ซูอี้รู้สึกหมดสนุกขึ้นมา มาไม้นี้อีกแล้ว
หากว่าเป็นคนอื่นบางทีอาจจะยังหวาดกลัวต่อขุมกำลังที่อยู่เบื้องหลังมหาเซียนเหล่านี้ จึงเลือกที่จะรามือ แต่เสียดาย เขาไม่เคยหวาดกลัวในเรื่องเหล่านี้มาก่อน
“ไม่เช่นนั้น ข้าสยบพวกเขาทุกคนก่อน จากนั้นค่อยให้พวกเขาฝึกประลองกับเจ้าอีกที?” วานรเฒ่าสะพายดาบเสนอความคิด
ซูอี้ส่ายหน้าพลางตอบ “เช่นนั้นน่าเบื่อเกินไป”
สาเหตุที่เขาเลือกสู้หนึ่งต่อหนึ่ง ก็เพราะอยากจะดับความโกรธแค้นด้วยตนเอง และถือโอกาสขัดเกลาวิถีดาบของตัวเองไปด้วย
แต่หากปล่อยให้มหาเซียนเหล่านั้นโดนสยบไปก่อนค่อยมาฝึกประลองกำลังอีกครั้ง ก็เหมือนกับไร้รสชาติ ไม่มีความภาคภูมิใจแม้แต่น้อย
“สยบทุกคน? หึ พูดจาโอ้อวดไม่ละอายบ้าง!” ไท่เจิงหัวเราะเสียงเย็นชา “หากว่าพวกเจ้ามั่นใจว่าจะเอาชนะได้จริง ๆ เหตุใดจึงไม่ยอมลงมือสักทีเล่า?”
หลังนิ่งเงียบไปชั่วครู่ เขากล่าวออกมาทีละคำช้า ๆ “พูดไปแล้ว ก็เป็นเพราะรู้สึกกลัวและกังวล ไม่กล้าสู้จนตายกันไปข้างกับพวกเราใช่หรือไม่ เพราะอย่างไรก็ดี ต่อให้พวกเราต้องตายในการต่อสู้ พวกเจ้าก็ต้องได้รับความเสียหายอย่างหนักเช่นกัน!”
ซูอี้ “…”
วานรเฒ่าสะพายดาบ “…”
เหล่าตัวตนประหลาดที่อยู่ห่างออกไป “…”
บรรยากาศ เริ่มอึดอัดขึ้นมาอย่างประหลาด
ทันใด ซูอี้ทนไม่ไหวหัวเราะขึ้นมา กล่าว “ดูท่าแล้ว จนถึงตอนนี้ พวกเขายังคงเข้าใจว่าค่ายกลแน่นหนาที่ตั้งบนเทือกเขาล้อมเทพ รวมไปถึงไพ่ใบสุดท้ายที่พวกเขาแต่ละคนถือครองสามารถทำอันตรายต่อพวกเราได้”
วานรเฒ่าสะพายดาบก็หัวเราะสบายอารมณ์เช่นกัน กล่าว “พวกเขาไฉนเลยจะรู้ว่า สำหรับข้ากับเจ้าแล้ว ตั้งแต่เริ่มแรก จุดจบของการต่อสู้ครั้งนี้ได้ถูกลิขิตไว้เรียบร้อยแล้ว ไม่มีอะไรให้ต้องเดา?”
การสนทนาระหว่างคนทั้งสอง ทำให้มหาเซียนเหล่านั้นยิ่งมีสีหน้าบูดบึ้งดูไม่ได้ ถูกเหยียบย่ำศักดิ์ศรีอย่างแรง
“ไม่มีอะไรให้ต้องเดา? ถ้าเช่นนั้นเหตุใดพวกเจ้าจึงไม่ลงมือ?” ไท่เจิงกล่าวน้ำเสียงเย็นชา
ซูอี้หยิบเก้าอี้หวายออกมา จากนั้นก็นั่งลงไปพลางกล่าวด้วยน้ำเสียงหมดสนุก “วานรเฒ่า ส่งพวกเขากลับบ้านเก่าเถอะ”
“หมดสนุกแล้วจริง ๆ ด้วย” วานรเฒ่าสะพายดาบพยักหน้า
ครู่ถัดมา เขาก้าวขึ้นไปกลางอากาศ ชุดผ้าที่สวมโบกสะบัด และบนร่างที่มีความสูงจั้งกว่า ๆ กลับมีพลังน่ากลัวปกคลุม
“เคลื่อนค่ายกลใหญ่!” บนเทือกเขาล้อมเทพ ไท่เจิงร้องตะโกนเสียงดัง
ครืน!
ครู่ถัดมา ค่ายกลพิฆาตแต่ละแห่งส่งเสียงดังอึกทึก ประกายแสงเจิดจ้าแพรวพราวพุ่งขึ้นสู่ท้องฟ้า บดบังท้องนภาที่อยู่เหนือเทือกเขาล้อมเทพ
ซูอี้หรี่ตาลง รู้สึกตกใจมากเช่นกัน มหาเซียนเหล่านั้นตั้งวางค่ายกลพิฆาตถึงสิบเก้าแห่ง แต่ละแห่งล้วนมีอานุภาพร้ายแรงสามารถเข่นฆ่ามหาเซียนจนตายได้!
กล่าวได้อีกอย่างว่า หากว่าก่อนหน้านี้เขาจาบจ้วงบุกขึ้นเทือกเขาล้อมเทพ ต่อให้ใช้ดาบเก้าคุมขังก็ยังคงได้รับความเสียหายอย่างแสนสาหัส
แต่น่าเสียดาย… มหาเซียนเหล่านั้นไม่ได้รู้เลยสักนิดว่า ในสายตาของวานรเฒ่าสะพายดาบแล้ว ค่ายกลแน่นหนาราวกับตาข่ายแห่งสวรรค์เช่นนี้เป็นเพียงเครื่องประดับที่ไม่มีอานุภาพใดแม้แต่น้อย!
สายตาของวานรเฒ่าสะพายดาบราบเรียบ คว้ามือออกไปกลางอากาศ
ครืน!!
ฟ้าดินสั่นสะท้าน เทือกเขาล้อมเทพสั่นสะเทือนขึ้นมา ราวกับโดนกระชากขึ้นมาจากผืนแผ่นดิน! ค่ายกลพิฆาตสิบเก้าแห่งที่ครอบคลุมทั่วเทือกเขาล้อมเทพโดนกระแทกอย่างแรง ตกอยู่ในสภาพเสียหายอย่างยับเยิน แตกหักเป็นเสี่ยง ๆ เสียงกรีดร้อง เสียงโอดครวญ เสียงร้องคำรามดังขึ้นตามมา
มหาเซียนเหล่านั้นที่ก่อนหน้านี้ยังตั้งท่าเตรียมพร้อมพากันตื่นตระหนกจนหน้าขาวซีด วิ่งหนีหัวซุกหัวซุนในทันใด ไม่กล้ารีรอชักช้า กลัวแต่จะโดนลูกหลง
“เหตุใดจึงเป็นเช่นนี้ได้!?” ไท่เจิงโกรธจนหน้าดำหน้าแดง ดวงตาปูด เคาะสมองให้แตก เขาก็ไม่คาดคิดเลยสักนิดว่าวานรเฒ่าสะพายดาบจะมีความน่ากลัวถึงเพียงนี้ เพียงแค่คว้ามือออกไปเท่านั้น ฟ้าดินถึงกับถล่มทลาย!
“ขอบเขตมหาศาล! วานรเฒ่านั่นจะต้องเป็นตัวตนขอบเขตมหาศาลอย่างแน่นอน!” เซวียหงซานร้องเสียงแหลม สีหน้าตื่นตระหนกหวาดกลัว
ขอบเขตมหาศาล!! คำนี้เปรียบเสมือนสายฟ้าฟาดกลางวันแสก ๆ ซัดลงบนหัวใจของมหาเซียนเหล่านั้นอย่างแรง ทุกคนหวาดกลัวจนวิญญาณแทบหลุดจากร่าง
จนกระทั่งถึงตอนนี้ พวกเขาจึงเข้าใจได้สักทีว่าการต่อต้านและสิ่งที่ใช้เป็นเครื่องพึ่งพาเมื่อก่อนหน้านี้ช่างน่าขันเพียงใด อยู่ต่อหน้าตัวตนขอบเขตมหาศาลเช่นนี้ ไม่ว่าค่ายกลพิฆาตหรือไพ่ใบสุดท้าย จะมีประโยชน์อันใดกัน?