บันทึกตำนานราชันอหังการ [ 剑道第一仙 ] - ตอนที่ 1746-1750
ตอนที่ 1,746: ต้อนรับบุตรแห่งสวรรค์
พยากรณ์สวรรค์ชะงักฝีเท้า ร่างผอมแห้งของเขาหยุดนิ่ง
จอมราชันฮุ่นเทียนกล่าวอย่างประหลาดใจ “ข้าก็คิดอยู่ว่าหนูที่ไหนมาหลบในซอก ที่แท้ก็เป็นเจ้าเฒ่าโป้ปดนี่เอง!”
ดวงตาสีทองซีดของเขาจับจ้องชายชรา ราวสงสัยว่าเหตุใดเขาจึงมาอยู่ที่นี่
คนที่ถูกจ้องเหยียดยิ้ม “เจ้าเฒ่าฮุ่นเทียน ข้าไปโกหกเจ้ายามใดกัน? หากไม่มีอันใดก็ถอยไป ข้ามิอยากเข้าไปพัวพันกับปลักโคลนนี้”
พญาวิหคเผิงเทียนสลัวไร้วจีไปครู่หนึ่ง กระทั่งมันก็เห็นได้ว่าแม้ภายนอกของเจ้าเฒ่าชั่วนี่จะดูดุดัน ทว่าในใจเขากลับตกตะลึงอย่างเห็นได้ชัด
จอมราชันฮุ่นเทียนกล่าวอย่างไร้อารมณ์ “พวกเจ้าถลาลึกมาถึงป่านนี้ มีหรือจะไปไหนได้ ไป ไปตรงโน้นกับข้า”
ว่าแล้ว เขาก็เดินไปทางสนามเต๋า
พยากรณ์สวรรค์หน้าคล้ำเครียดขึ้นมาในพลัน
“หากกล้าหนีล่ะก็ อย่าโทษข้าที่หักขาเจ้าแล้วกัน!” จอมราชันฮุ่นเทียนกล่าวโดยมิได้หันมอง
พยากรณ์สวรรค์สูดหายใจลึกๆ และแค่นยิ้มราวไร้สิ่งใดต้องเสีย “ข้าหากลัวไม่ ไปก็ไปสิ!”
เขาหิ้วพญาวิหคเผิงเทียนสลัวเดินตาม
“เดี๋ยวสิเฮ้ย!” คนโดนลากดิ้นรนอย่างร้อนใจ “เจ้าจะไปตาย ก็อย่าลากข้าไปด้วยได้หรือไม่?”
ชายชราขมวดคิ้วพลางกล่าวด่า “หากอยากมีชีวิตอยู่ก็อยู่นิ่งๆ!”
ขณะเดียวกัน เขาก็ส่งกระแสปราณบอกอีกฝ่ายว่า “อย่าห่วงไป เจ้าเฒ่าฮุ่นเทียนได้รับบาดเจ็บจากหายนะเทพ ต้องเชื่อฟังเจ้าลัทธิหมื่นวิญญาณ หากเขาอยากแก้ไขสถานการณ์ เขาจะไม่ลงมือกับเราหรอก และบางทีอาจจะมองว่าเราเป็นตัวแปรที่ใช้ได้ด้วย”
หลังเว้นช่วงเล็กน้อย เขาก็กล่าวต่อ “สรุปคือ หากเราร่วมมือสักหน่อย ก็จะมิเป็นไร!”
ดวงตาของพญาวิหคเผิงเทียนสลัววูบไหว แล้วหยุดพูดโดยพลัน
มันไม่อาจเดาออกว่าคนตรงหน้าไปได้ความมั่นใจมาจากไหน แต่มันรู้ว่าแม้เจ้าเฒ่าผู้นี้จะเชื่อถือมิได้ แต่หากเป็นเรื่องการใช้ชีวิตยาวนาน ผู้ใดในโลกหล้าก็เทียบเขามิได้!
บริเวณใกล้เคียงกับสนามเต๋า เมื่อเห็นจอมราชันฮุ่นเทียนกลับมาพร้อมหนึ่งบุคคลหนึ่งวิหค คิ้วของเจ้าลัทธิหมื่นวิญญาณก็ย่นอย่างช่วยมิได้
“พี่ชายร่วมวิถี เกิดอันใดขึ้นหรือ?” เจ้าลัทธิหมื่นวิญญาณกล่าวด้วยเสียงลุ่มลึก
เขารู้จักเพียงตัวตนของพญาวิหคเผิงเทียนสลัว ทว่ากลับไม่คุ้นหน้าของพยากรณ์สวรรค์เลย
จอมราชันฮุ่นเทียนกล่าวด้วยสีหน้าเฉยชา “คนผู้นี้คือพยากรณ์สวรรค์ เฒ่าโป้ปดผู้ใช้ชีวิตยาวนานที่สุดในโลกเซียนโบราณ ข้าคิดว่าเจ้าน่าจะเคยได้ยินนามของเขามาบ้าง”
เจ้าลัทธิหมื่นวิญญาณเผยสีหน้ากระจ่างแจ้งทันใด “ที่แท้ก็เป็นเขา!”
เขาจับจ้องชายชรา “ท่านคือมหาอำนาจโบราณในโลกเซียน วิชาพยากรณ์เลิศล้ำไร้เทียมทานตลอดกาลนาน เป็นหนึ่งเดียวในโลกหล้า ซึ่งสามารถอนุมานชะตาฟ้า คาดการณ์ปริศนาชะตาเร้นลับได้ ไม่ทราบว่าท่านจะทำนายชะตาของข้าได้หรือไม่?”
พยากรณ์สวรรค์เหยียดยิ้ม “ทุกคนที่ได้รับการทำนายชะตาจากข้า เก้าในสิบมักโชคร้ายมีจุดจบไม่สวยนัก เจ้าแน่ใจหรือว่าอยากจะลอง?”
เจ้าลัทธิหมื่นวิญญาณ “…”
รอยยิ้มหยอกเย้าปรากฏขึ้นบนใบหน้าจอมราชันฮุ่นเทียน “จุดนี้ข้ารับรองได้ ก่อนยุคอวสานเซียนปรากฏ เจ้าเฒ่าโป้ปดนี่ก็เป็นที่รู้จักในนาม ‘เทพโรคระบาด’ มาก่อน เรื่องปากอีกา*[1]นี่ถนัดนัก หากเจ้าอยากลอง ก็ให้เขาลองทำนายให้ได้”
เทพโรคระบาด! ปากอีกา! เฒ่าโป้ปด!
คำสบประมาทเช่นนั้นทำให้ชายชราไม่พอใจยิ่ง ทว่า…เขาก็ทนไว้!
เจ้าลัทธิหมื่นวิญญาณปฏิเสธอย่างแข็งขัน “ช่างมันเถิด เข้าเรื่องสำคัญดีกว่า”
แววตาของจอมราชันฮุ่นเทียนเจือประกายเย้ยเยาะ ขณะกล่าวขึ้น “ก็ได้ กาลเวลามิคอยท่า เริ่มกันเถอะ”
ว่าแล้ว เขาก็หันไปเผชิญหน้าสนามเต๋า มองไปที่แท่นบูชา ณ ใจกลาง
“ช้าก่อน!” เจ้าลัทธิหมื่นวิญญาณกล่าวด้วยเสียงลุ่มลึก “ก่อนเริ่มกัน ข้ามีคำขอหนึ่ง”
จอมราชันฮุ่นเทียนกล่าว “ว่ามา”
เจ้าลัทธิหมื่นวิญญาณชี้ไปที่พยากรณ์สวรรค์และพญาวิหคเผิงเทียนสลัว “เรื่องวันนี้ลึกล้ำยิ่งใหญ่ ข้าขอให้พี่ชายร่วมวิถีลงมือส่งทั้งสองไปก่อน”
สีหน้าของชายชราเริ่มดูไม่ได้ ส่วนพญาวิหคเดือดดาลจนสบถด่าออกมา
“มิได้!” จอมราชันฮุ่นเทียนปฏิเสธเสียงแข็ง “เมื่อนานมาแล้ว พยากรณ์สวรรค์ก็เคยทำนายชะตาให้ข้ามาก่อน แม้จะมิแม่นยำ มันก็ถือได้ว่าเคยรู้จักพบหน้ากันมา หากเจ้าเป็นห่วง ข้าจะผนึกพวกเขาและสัญญามิให้เข้ามายุ่งเกี่ยวด้วยก็ได้”
ว่าแล้ว เขาก็กดมือลง
ตู้ม! อำนาจกฎเกณฑ์สีเลือดแปรเปลี่ยนเป็นตรวนพันธนาการร่างของพยากรณ์สวรรค์กับพญาวิหคเผิงเทียนสลัวไว้ แล้วเหวี่ยงพวกเขาไปไกล
เมื่อเห็นเช่นนี้ เจ้าลัทธิหมื่นวิญญาณก็ครุ่นคิดสักพัก ก่อนจะพยักหน้าในที่สุด “พี่ชายร่วมวิถี ข้าเชื่อเจ้า”
แล้วเขาก็กล่าวเปลี่ยนประเด็นทันที “แต่ข้าต้องเตือนเจ้าก่อน ว่าหากเกิดปัญหาใดขึ้นยามต้อนรับบุตรสวรรค์ พี่ชายร่วมวิถีก็ต้องระวังทัณฑ์สวรรค์ไว้!”
น้ำเสียงฟังดูจริงใจ ทว่าคำข่มขู่ในวาจานั้นเผยออกมาอย่างชัดเจน!
จอมราชันฮุ่นเทียนหรี่ตาลงพลางกล่าวขึ้น “รวมกันเราอยู่ แยกหมู่เราตาย ขอเพียงเจ้ารักษาสัจจะ ข้าก็จะมิทิ้งเจ้า”
เจ้าลัทธิหมื่นวิญญาณเสสรวล “ดี!”
จอมราชันฮุ่นเทียนมิกล่าวอันใดอีก จากนั้นเขาก็เดินไปที่กลางสนามเต๋า เผชิญหน้ากับแท่นบูชาสูงเก้าฉื่อ
เจ้าลัทธิหมื่นวิญญาณยืนอยู่รอบนอกของสนามเต๋า ดวงตาจับจ้องไปที่จอมราชันฮุ่นเทียนนิ่งงัน
“เจ้าเฒ่าชั่ว มีทางช่วยชีวิตเราหรือไม่?” พญาวิหคเผิงเทียนสลัวรีบส่งกระแสปราณถามอย่างวิตก
มันสังหรณ์ว่าเมื่อจอมราชันฮุ่นเทียนเชิญบุตรแห่งสวรรค์มาได้ ตัวแปรที่เหนือความคาดหมายจะปรากฏขึ้น!
หากจอมราชันฮุ่นเทียนไม่ทรยศเสียเอง ก็จะเป็นเจ้าลัทธิหมื่นวิญญาณที่หักหลังอีกฝ่าย! ไม่ว่าอย่างไร มันกับพยากรณ์สวรรค์ก็แย่อยู่ดี
“รอก่อน” ดวงตาของชายชราไหววูบ “ห้าสิบมหาวิถี สี่สิบเก้าสวรรค์ส่งหนึ่งหลบเร้น ชะตาคนนั้นซุกซ่อนในตัวแปร หลังจากนี้… ตัวแปรกำลังมา!”
ขณะเขาพูด จอมราชันฮุ่นเทียนซึ่งอยู่ที่หน้าแท่นบูชาก็เริ่มลงมือแล้ว!
เขาคว้ามือขึ้นบนอากาศ
วูบ! พิรุณแสงสีเลือดที่เต็มไปด้วยปราณมหาวิถีปรากฏขึ้น โลกหล้าพลันปั่นป่วน
สนามเต๋าสีดำที่มีขนาดร้อยจั้งดูจะตื่นจากนิทรา ลวดลายค่ายกลประณีตลึกลับปรากฏขึ้นบนพื้น เพลิงแสงเจิดจรัสทะยานขึ้น
ทันใดนั้น แท่นบูชาที่มีความสูงเก้าฉื่อก็เรืองประกาย ส่งเสียงคำรามประหลาดออกมา รากไม้ไหม้เกรียมที่อยู่บนแท่นบูชานั้นพลันแปรเปลี่ยนไปอย่างเงียบเชียบ
เดิมทีมันแห้งเหี่ยวไร้ชีวิต ทว่ายามนี้ พิรุณแสงมิติอันเจิดจรัสก็ปรากฏขึ้นบนพื้นผิวอันไหม้เกรียม
“ข้าเข้าใจแล้ว สนามเต๋ากับแท่นบูชานั้นเรียกใช้ได้เพียงตัวตนขอบเขตมหาศาล เพื่อให้อำนาจผสานกับสุญญะทั่วทศทิศ ปลุกพลังของรากไม้นั่นขึ้นมา!” พยากรณ์สวรรค์พึมพำ
ทั้งสนามเต๋าและแท่นบูชาล้วนแต่ถูกเตรียมไว้เพื่อรากไม้นั้น! และการจัดการทั้งหมดนี้จะสัมฤทธิ์ผลได้ก็ต่อเมื่อถูกดำเนินการโดยตัวตนขอบเขตมหาศาลอย่างจอมราชันฮุ่นเทียน!
เปรี้ยง! สนามเต๋ากู่คำราม รัศมีเฉิดฉายเยี่ยงน้ำตก
รากไม้ไหม้เกรียมที่อยู่บนแท่นบูชาเก้าฉื่อดูจะฟื้นขึ้นโดยสมบูรณ์ มันเป็นประกายด้วยพิรุณแสงมิติ
จอมราชันฮุ่นเทียนผสานมือและโพล่งขึ้น “ขึ้น!”
ตู้ม! พิรุณแสงประสานกับอำนาจมิติ พลันแปรเปลี่ยนเป็นเงาร่างพฤกษาใหญ่ต้นหนึ่ง!
พฤกษาใหญ่ต้นนั้นดูจะหยั่งรากในฟ้าดิน กิ่งก้านแผ่ขยายสู่สุญญะ สูงล้ำไร้ขอบเขต ดวงดาวตรงหน้าดูเล็กจ้อยเยี่ยงเศษฝุ่น!
ชายชราอดอึ้งมิได้ “หรือนี่จะเป็นพฤกษาหมื่นภูมิ?!”
ดวงตาของพญาวิหคเบิกกว้างด้วยความตกตะลึงมิต่างกัน พฤกษาใหญ่ต้นนั้นประหลาดยิ่ง แม้จะเป็นเพียงเงาลวงตา ทว่าเพียงแค่เห็นมันก็สะท้านถึงทรวง
ให้ความรู้สึกเล็กจ้อยดุจมดบนพื้นประจักษ์แก่จักรวาลอันยิ่งใหญ่
“พี่ชายร่วมวิถี ฝีมือยอดเยี่ยม!”
นอกสนามเต๋า เค้าความปรีดาปรากฏขึ้นบนใบหน้าเจ้าลัทธิหมื่นวิญญาณ เขากล่าวขึ้นอย่างตื่นเต้น “ห่างเพียงก้าวเดียว เราก็จะเปิดวิถีสู่ ‘แดนเทพ’ ได้แล้ว! ใต้เท้าบุตรแห่งสวรรค์ก็จะได้ข้ามมิติเวลาไร้ขอบเขตมาปรากฏในโลกหล้าเป็นครั้งแรก!”
สีหน้าของเขาเปี่ยมความเฝ้ารอ นานนับปีที่เขาพยายามวางแผนอย่างสุดกำลังเพื่อเปิดเส้นทางสู่โลกแห่งเทพและเชิญ ‘บุตรแห่งสวรรค์’ มา ณ ยามนี้!!
พยากรณ์สวรรค์กับพญาวิหคเผิงเทียนสลัวมองหน้ากัน หัวใจสั่นสะท้าน
ใบหน้าของจอมราชันฮุ่นเทียนในยามนี้ซีดเซียว ขมับเต็มไปด้วยเหงื่อ ไม่ต้องสงสัยเลยว่าการกระตุ้นสนามเต๋านี้อย่างสุดกำลังทำให้เขาสิ้นเปลืองพลังอย่างยิ่ง
“หากซาบซึ้งใจกันจริงๆ ก็ส่งเคล็ดสลายหายนะเทพมาเดี๋ยวนี้เลย ไม่อย่างนั้น ข้าก็ไม่อาจรับประกันสิ่งที่จะเกิดขึ้นต่อจากนี้ได้หรอกนะ” จอมราชันฮุ่นเทียนพลันกล่าวขึ้นด้วยน้ำเสียงเฉยชา
วาจาของเขาทำให้หน้าของเจ้าลัทธิหมื่นวิญญาณพลันเปลี่ยนสี
พยากรณ์สวรรค์อดไม่ได้ที่จะยิ้มเย้ยหยัน เขากะไว้แล้วเชียวว่าคนชั่วช้ามากเล่ห์อย่างเจ้าเฒ่าฮุ่นเทียนไม่มีทางร่วมมือแน่ๆ!
เพราะถึงอย่างไร อีกฝ่ายก็เป็นมหาอำนาจ ณ จุดสูงสุดแห่งวิถีเซียนตั้งแต่ก่อนเกิดยุคอวสานเซียน มีหรือมหาเซียนที่ไหนจะมาสั่งเขาได้ตามใจ?
พญาวิหคเผิงเทียนสลัวอดเดาะลิ้นมิได้ กระทั่งมันยังต้องยอมรับว่ากลยุทธ์ของจอมราชันฮุ่นเทียนครานี้เด็ดขาดยิ่ง!
และสีหน้าของเจ้าลัทธิหมื่นวิญญาณก็คล้ำเครียดยิ่ง
จอมราชันฮุ่นเทียนกล่าวเสียงเรียบ “โอกาสมีเพียงหนึ่ง หากเกิดเหตุพลิกผัน ความพยายามทั้งหลายและสิ่งที่เจ้าจ่ายไปจะพังทลายสิ้น อย่าว่าแต่เจ้าไม่อาจเชิญบุตรแห่งสวรรค์ผู้นั้นมาเลย ทูตสวรรค์เช่นเจ้า… ก็เกรงว่าคงมิอาจรับผลลัพธ์ของมันได้กระมัง?”
ขณะกล่าวเช่นนั้น เขาก็ขับเคลื่อนอำนาจของสนามเต๋า ดึงอำนาจจากกฎสวรรค์มารักษาเงามายาพฤกษาใหญ่ที่ปรากฏขึ้นบนอากาศไว้
ทว่าทุกผู้รู้ดีว่า ขอเพียงอีกฝ่ายสั่งการ ทั้งหมดนี้จะสูญสลายไปโดยพลัน!
เจ้าลัทธิหมื่นวิญญาณโกรธอย่างเห็นได้ชัด ร่างของเขาสั่นเทิ้ม ใบหน้าแดงก่ำ ขณะกล่าวลอดไรฟันว่า “หากเจ้าทำเช่นนั้น จะถูกเทพลงทัณฑ์ มีแต่ตายมากกว่ารอด!”
จอมราชันฮุ่นเทียนกล่าวอย่างเฉยชา “ข้าผู้นี้รักชีวิต ทว่าหากลัวความตายไม่ จะไม่ทันการณ์แล้ว ในสิบอึดใจ หากมิส่งเคล็ดสลายหายนะเทพมา ข้าจะทำลายทุกสิ่งทันที!”
น้ำเสียงนั้นเด็ดขาดยิ่ง บรรยากาศเองก็หดหู่อย่างยิ่ง
ใบหน้าของเจ้าลัทธิหมื่นวิญญาณแดงก่ำด้วยเดือดดาลเสียจนอยากพ่นไฟจากดวงตา ทว่าในที่สุด เขาก็ยั้งตนไว้และกัดฟันกล่าว “ได้! ข้ารับปาก!”
ว่าแล้ว เขาก็นำยันต์ลับสีดำชิ้นหนึ่งออกมาจากแขนเสื้อ และกำลังจะส่งให้กับจอมราชันฮุ่นเทียน
“ช้าก่อน!” ดวงตาของจอมราชันฮุ่นเทียนวูบไหว “มอบมันให้กับพยากรณ์สวรรค์”
ไอ้นี่! ชายชราลอบสบถในใจ หากยันต์ลับสีดำนั่นมีปัญหา ผู้แรกที่จะแย่ก็เขานี่แหละ!
“โจรเฒ่านี่ยังคงชั่วช้ามิเปลี่ยนแปลง!” สีหน้าของพยากรณ์สวรรค์เหยเกยิ่ง
ไม่ต้องคิดก็รู้ว่ายันต์ลับสีดำนั่นของเจ้าลัทธิหมื่นวิญญาณต้องมีปัญหาแน่!
และจริงเช่นนั้น เจ้าลัทธิหมื่นวิญญาณลังเล ใบหน้าเดี๋ยวคล้ำเดี๋ยวซีด
*[1] ปากอีกา หมายถึงทักสิ่งใดในเรื่องร้ายๆ แล้วมันก็จะเกิดขึ้นจริง
ตอนที่ 1,747: หนึ่งดาบฟาดฟัน
เมื่อเห็นท่าทีโกรธเคืองเสียอาการของเจ้าลัทธิหมื่นวิญญาณ จอมราชันฮุ่นเทียนก็อดหัวเราะหึมิได้
“ข้ารู้ว่าเหตุที่พวกเจ้าลัทธิหมื่นวิญญาณอยากเชิญบุตรแห่งสวรรค์นั่นมานักก็เพื่อชิงโอกาสยึดกฎแห่งยุคสมัยโลกปัจจุบันยามบรรลุเป็นเทพ ณ แดนเซียนในภายหน้า เพื่อสร้างอำนาจเทพขึ้น”
จอมราชันฮุ่นเทียนกล่าวเสียงเรียบ “เพราะถึงอย่างไร หากข้าเดาถูก ต่อให้เป็นบุตรแห่งสวรรค์ หากคิดจะเป็นเทพ เขาก็ยังต้องหาโอกาสก่ออำนาจเทพ สร้างตำแหน่งเทพมิต่างกัน!”
หัวใจของพยากรณ์สวรรค์สั่นสะท้าน
เขาเองก็เคยได้ยินเช่นกันว่าเมื่อยุคทองปรากฏ ภายหน้า โอกาสบรรลุเทพจะปรากฏขึ้นในแดนเซียน! ทว่านี่เป็นครั้งแรกที่เขาได้รับรู้ ว่าทายาทแห่งเทพดั้งเดิมเองก็หมายตาโอกาสเช่นนั้นอยู่!
“ข้าก็คิดอยู่ว่าทวยเทพจะรุกล้ำแดนเซียนเพื่อจัดการกับเจ้าหวังเย่ผู้นั้น แต่ปรากฏว่าพวกเขามีจุดประสงค์อื่นด้วย!” พยากรณ์สวรรค์พึมพำในใจ
ลัทธิหมื่นวิญญาณมีองค์เทพเทียนอู่หนุนหลัง และคิดจะเชิญบุตรแห่งสวรรค์มายังแดนเซียน ขุมกำลังอื่นๆ ในโลกซึ่งพึ่งพาเทพเองก็น่าจะวางแผนเช่นเดียวกันอยู่!
คาดการณ์ได้ว่าต่อจากนี้ไป เมื่อโอกาสบรรลุเทพปรากฏขึ้นในแดนเซียน สถานการณ์จะแปรผันอันตรายและแสนซับซ้อน!
ยามนี้ สีหน้าของเจ้าลัทธิหมื่นวิญญาณยิ่งทวีความเกินรับไหว “พี่ชายร่วมวิถี ข้ารับปากจะให้เคล็ดวิชาสลายหายนะเทพไปแล้ว แต่เจ้ามีสิ่งใดเป็นประกันว่าจะมิกลับคำเล่า?”
จอมราชันฮุ่นเทียนกล่าวอย่างเรียบเฉย “อย่ามาเสแสร้ง ไอ้หนูเฒ่า เจ้ามีสมบัติลับจากเทพอยู่กับตัว เพียงพอเป็นภัยต่อชีวิตข้าได้ ด้วยเหตุนี้ ไฉนเจ้าต้องกลัวด้วยว่าข้าจะกลับคำ?”
“ท้ายที่สุดแล้ว เจ้าก็ไม่ได้อยากช่วยข้า ยังอยากใช้หายนะเทพทำให้ข้าต้องเชื่อฟังรับใช้เจ้าอยู่อีกล่ะสิ!”
น้ำเสียงของเขาเปี่ยมความเย็นเยียบแดกดัน มหาเซียนผู้หนึ่งกล้ามาทำสงครามประสาทตรงหน้าเขา น่าขันสิ้นดี!
เจ้าลัทธิหมื่นวิญญาณหรี่ตาลงกล่าว “พี่ชายร่วมวิถี ข้าหวังว่าเจ้าจะมิทำให้ข้าผิดหวังนะ”
เขาเก็บยันต์ลับสีดำในมือไป แทนที่ด้วยม้วนหยกอันสร้างจากกระดูกชิ้นหนึ่ง “ในนี้มีเคล็ดวิชาสลายหายนะเทพอยู่”
ว่าแล้ว เขาก็เตรียมโยนมันให้พยากรณ์สวรรค์มิห่างไปนัก
จอมราชันฮุ่นเทียนเปลี่ยนใจอีกครั้ง กล่าวว่า “ช้าก่อน ให้ข้าได้เลย!”
ไอ้นี่นี่! พยากรณ์สวรรค์เดือดดาลเสียจนอยากด่าบุพการี ไอ้แก่ฮุ่นเทียนนี่ชั่วช้าสุนัขไม่คบจริงๆ!
ทางด้านเจ้าลัทธิหมื่นวิญญาณ เขาก็ไม่ลังเลที่จะส่งม้วนหยกกระดูกขาวให้กับจอมราชันฮุ่นเทียนกลางอากาศ
วูบ!
จอมราชันฮุ่นเทียนงอนิ้ว แล้วม้วนหยกกระดูกขาวก็หยุดตรงหน้าเขาสามฉื่อ จนกระทั่งเมื่อพบว่าจิตสัมผัสของตนมิพบอันตรายใด เขาจึงรับม้วนหยกนั้นไว้และกล่าวว่า “รอเดี๋ยว ให้ข้าดูก่อน”
“การจะสลายหายนะเทพ ต้องใช้อำนาจที่เทพให้มาหรือ?”
หลังอ่านเนื้อความในม้วนหยก สีหน้าของจอมราชันฮุ่นเทียนพลันดำคล้ำ ดวงตากรุ่นโทสะ “ไอ้หนูเฒ่า เจ้าล้อเล่นกับข้าอยู่หรือไร?”
เจ้าลัทธิหมื่นวิญญาณขมวดคิ้ว “เจ้าน่าจะทราบว่าหายนะเทพนี้ร้ายแรงเพียงใด มีหรือจะถูกลบได้โดยมิใช้อำนาจเทพ?”
หลังเว้นช่วงเล็กน้อย เขาก็กล่าวว่า “แม้เคล็ดวิชาในม้วนหยกนั้นจะทำลายหายนะเทพมิได้ แต่ก็ช่วยเจ้าสกัดการกัดกร่อนของอำนาจหายนะเทพได้นะ!”
“นอกจากนั้น หลังใต้เท้าบุตรแห่งสวรรค์มา ด้วยฝีมือใต้เท้าบุตรแห่งสวรรค์ เขาจะสามารถช่วยเจ้าสลายหายนะเทพในกายให้ได้แน่นอน!”
จอมราชันฮุ่นเทียนแค่นเสียงอย่างเย็นชา “ข้าหวังว่าจะเป็นเช่นเจ้าว่า”
เจ้าลัทธิหมื่นวิญญาณถอนหายใจโล่งอกโดยพลัน ทว่ายามนี้ พยากรณ์สวรรค์พลันกล่าวขึ้นอย่างเย็นชา “เจ้าเฒ่าฮุ่นเทียน เจ้าไม่ห่วงหรือว่าหลังเชิญบุตรแห่งสวรรค์นั่นไป อีกฝ่ายจะสังหารเจ้าทิ้ง?”
จอมราชันฮุ่นเทียนเสสรวลกล่าวลอยๆ “ยามบุตรแห่งสวรรค์แรกปรากฏ เขาจะต้องการความช่วยเหลือเป็นแน่ และมหาเซียนอย่างเจ้าลัทธิหมื่นวิญญาณเป็นทูตสวรรค์ได้ เจ้าคิดว่าข้าจะเป็นบ้างมิได้เชียวรึ?”
สีหน้าของเจ้าลัทธิหมื่นวิญญาณแปรเปลี่ยนเล็กน้อย ทว่าท้ายที่สุดเขาก็มิได้กล่าววาจาใด
พยากรณ์สวรรค์กล่าวประชด “ว่าแล้วเชียว เจ้าจอมปีศาจนี่มิสนใจภาพลักษณ์ คิดอยากกระทำกับผู้คนเยี่ยงหมูหมา! ยังจะมาพูดอย่างหน้าด้านหน้าทนได้อีก!”
จอมราชันฮุ่นเทียนกล่าวอย่างมิคิดถือสา “หากเจ้าอยากได้บางสิ่ง ก็ต้องจ่ายค่าตอบแทนอันสืบเนื่องกัน บุตรแห่งสวรรค์ผู้นั้นไม่เพียงช่วยข้าสลายหายนะเทพในกายข้าได้ หากข้าได้ความเชื่อใจจากเขา ข้ายังได้โอกาสบรรลุเทพยามวิถีบรรลุเทพปรากฏขึ้นมากกว่าใครอีกด้วย!”
“นี่กล่าวได้ว่า สร้างศาลาริมน้ำ ได้ชมจันทร์ก่อนผู้ใด!”
พยากรณ์สวรรค์ไร้วจีไปชั่วขณะ
เจ้าลัทธิหมื่นวิญญาณเองก็กล่าวด้วยสีหน้าพิกล “ในเมื่อพี่ชายร่วมวิถีวางแผนเช่นนี้ ก็ขอให้เริ่มโดยเร็วที่สุดเถิด”
จอมราชันฮุ่นเทียนพยักหน้าน้อยๆ อันที่จริง เขาเองก็คงสภาพมันไว้ได้ไม่นาน การกระตุ้นสนามเต๋านี้อย่างสุดกำลังทำให้จอมราชันเช่นเขายังรู้สึกสิ้นเรี่ยวแรง แน่นอน เขายังคงดูแสนเยือกเย็น
“เปิด!” จอมราชันฮุ่นเทียนสูดหายใจลึกๆ แล้วตวาดลั่น
ตู้ม!
เงามายาของพฤกษาใหญ่อันดูจะหยั่งรากในฟ้าดินสั่นสะท้าน จากนั้น กิ่งหนึ่งของมันก็ทะยานเวหา ยื่นไปสู่ทิศทางหนึ่งลึกเข้าไปในท้องนภาไร้ขอบเขต ผ่านชั้นแบ่งมิติเวลา จนในที่สุดก็กระแทกเข้าใส่ม่านกั้นเขตแดนลึกลับสูงส่งหนึ่งอย่างแรง
ยามนี้ ลึกเข้าไปในท้องนภารวนเร อำนาจมิติเวลาเดือดพล่านราวกับโลกภูมินับไม่ถ้วนถูกทะลวงผ่าน แสงสว่างเจิดจรัสแผ่ผ่านแดนดินอันแสนห่างไกล
มันคือเส้นทางแห่งมิติเวลา สร้างขึ้นบนกิ่งก้านอันแทบเป็นมายานั้น และเพียงพริบตา มันก็ปรากฏขึ้นบนท้องนภา
“เสร็จแล้ว!” เจ้าลัทธิหมื่นวิญญาณเผยความปรีดา
ลวดลายลับมหาวิถีปกคลุมทั่วสนามเต๋านี้ แท้จริงแล้วคือพิกัดมิติ และยามนี้ เส้นทางสู่โลกแห่งเทพก็ถูกสร้างขึ้นจากส่วนลึกแห่งมิติเวลาไร้ขอบเขต!
ตู้ม!
ท้องนภาบิดวน อำนาจมิติเวลาบิดม้วนเป็นประตูวังวนประหนึ่งอ่างโลหิตปรากฏเหนือนภา เห็นได้อย่างเลือนรางว่าในประตูมิตินั้นมีร่างสูงใหญ่ร่างหนึ่งอาบรัศมีเจิดจรัสอยู่ เยี่ยงเทพผู้สถิตเหนือเก้าสวรรค์!
พยากรณ์สวรรค์และพญาวิหคเผิงเทียนสลัวล้วนตะลึง
นี่หรือเส้นทางซึ่งเชื่อมต่อกับ ‘โลกแห่งเทพ’? ตัวตนยิ่งใหญ่นั่นหรือคือบุตรแห่งสวรรค์ที่เจ้าลัทธิหมื่นวิญญาณว่า?
สนามเต๋าร้อยจั้งปรากฏอักขระเจิดจรัสวูบไหวประหนึ่งเดือดพล่าน และบนแท่นบูชาเก้าฉื่อ รากไม้ไหม้เกรียมถูกแผดเผา เงาพฤกษาใหญ่ทวีความสมจริงขึ้นทุกขณะ
ใบหน้าของจอมราชันฮุ่นเทียนซีดขาว หน้าผากเต็มไปด้วยเม็ดเหงื่อ อำนาจที่เขาใช้ในการดำเนินค่ายกลนี้มหาศาลเสียจนเขาแทบมิอาจคงสภาพได้แล้ว
ทว่า เมื่อเขาเห็นร่างสูงใหญ่สะท้อนในประตูบนท้องนภา แววตาประหลาดก็ปรากฏขึ้นเช่นกัน
นี่หรือบุตรแห่งสวรรค์?
จอมราชันฮุ่นเทียนอดรู้สึกคลุมเครือในใจมิได้ คนบางผู้เกิดมาต้อยต่ำเยี่ยงต้นหญ้า ขณะที่บางผู้เกิดมาเป็นบุตรแห่งสวรรค์ แตกต่างเหลื่อมล้ำกันยิ่งนัก! กระทั่งมหาอำนาจไร้เทียมทานเช่นเขาผู้ก้าวสู่ขอบเขตมหาศาลเนิ่นนานก่อนยุคอวสานเซียน ยังมิอาจอดใจมิรำพึงกับความอยุติธรรมแห่งชีวิตได้!!
และยามนี้ เจ้าลัทธิหมื่นวิญญาณก็ตัวสั่น หมอบลงกราบกับพื้น พูดอย่างนอบน้อมว่า “ผู้น้อยว่านอวิ๋นหยา คารวะใต้เท้าบุตรแห่งสวรรค์!”
“ว่านอวิ๋นหยา เจ้าทำได้ดีมาก เมื่อข้าสะบั้นตรวนแห่งมิติเวลาได้ ข้าจะมายังโลกหล้าและประทานพรแก่เจ้า!”
ในประตูมิติเวลา ร่างสูงใหญ่นั้นกล่าวขึ้นด้วยเสียงกึกก้อง ฟังมิต่างจากสวรรค์ประกาศโองการ เผยความยิ่งใหญ่ยืนยง
“จอมราชันฮุ่นเทียน ข้าเคยได้ยินว่านอวิ๋นหยากล่าวถึงเจ้าแล้ว ยามนี้เจ้าทำผลงานยิ่งใหญ่ในการเปิดทางเชื่อมมิติเวลา เมื่อข้ามายังโลกหล้าได้ ข้าจะลบหายนะเทพบนร่างเจ้าให้เอง”
ร่างสูงใหญ่นั้นกล่าวขึ้นอีกหน ทำให้จอมราชันฮุ่นเทียนกล่าวอย่างยินดี “ขอบคุณใต้เท้าบุตรแห่งสวรรค์!”
ไอ้บัดซบนี่! หน้ามิอาย!
พยากรณ์สวรรค์ก่นด่าอย่างขุ่นเคืองเต็มอก ถึงขั้นเรียกกันเป็น ‘ใต้เท้า’ ออกจะเลียกันเกินไปหน่อยกระมัง?
“ขอเชิญบุตรแห่งสวรรค์มาสู่โลกหล้าโดยเร็วเถิด ข้ามิอาจคงสภาพมันไว้ได้นานนัก” จอมราชันฮุ่นเทียนกล่าวรัวเร็ว
“ได้!” ร่างสูงใหญ่ในประตูมิติเวลาเร่งรุดเข้ามา
ตู้ม! อำนาจมิติเวลาอันพลุ่งพล่านนั้นขวางกั้นเขาเป็นระยะ ทว่าร่างนั้นระเบิดรัศมีเรื่อเรือง เผยความกล้าหาญยิ่งใหญ่ ทะลวงผ่านราวไร้อุปสรรคมาสู่ประตูมิติเวลา!
ยามนี้ ทุกผู้ได้เห็นใบหน้าที่แท้จริงของ ‘บุตรแห่งสวรรค์’ นี้อย่างถนัดตา คนผู้นี้มีเรือนผมยาวสีเงินขาว ร่างสูงสวมชุดศึกสีดำ ใบหน้าดูเหมือนชายหนุ่มรูปงาม ดวงตาเรืองโรจน์ดุจอัสนี
ที่หว่างคิ้วของเขาถูกจารึกสัญลักษณ์เล็กๆ เหมือนอสรพิษสีทองขนดกายไว้ และในมือของเขาก็มีหอคอยกระดูกขาวหลังหนึ่ง มีเก้าชั้น เรื่อเรืองรัศมีเทพ ทลายทุกมิติเวลาขวางทางตรงหน้า ไม่ต้องสงสัยเลยว่าหอคอยกระดูกขาวนั้นเป็นยอดสมบัติอัศจรรย์!
“เปิด!”
ชายผมสีเงินตวาดลั่น พร้อมกันนั้นก็พุ่งสู่ประตูมิติเวลา ฟ้าดินสั่นสะเทือน สนามเต๋าร้อยจั้งปั่นป่วนโกลาหล แท่นบูชาเก้าฉื่อสะท้านสั่น
อัก!
จอมราชันฮุ่นเทียนกระอักเลือด แทบสิ้นการควบคุม เขาสูดหายใจลึกๆ และพยายามคงความเสถียรของสนามเต๋าและแท่นบูชาไว้อย่างสุดกำลัง
ยามนี้ ครึ่งร่างของชายผมสีเงินปรากฏขึ้นในประตูมิติเวลาแล้ว อีกเพียงก้าวเดียว เขาก็จะปรากฏลักษณ์สู่โลกหล้าโดยสมบูรณ์!
“ในที่สุดก็จะสำเร็จแล้ว!!” เจ้าลัทธิหมื่นวิญญาณตื่นเต้น
เขาคาดเดาได้ว่าในภายหน้า ด้วยการชี้นำของใต้เท้าบุตรแห่งสวรรค์ ลัทธิหมื่นวิญญาณของพวกเขาก็จะสามารถครองโลกา เป็นหนึ่งไร้เทียมทานได้!
พยากรณ์สวรรค์และพญาวิหคเผิงเทียนสลัวหดหู่ในใจ หากปล่อยให้บุตรแห่งสวรรค์ผู้นี้มายังโลกหล้าได้จริงๆ …อย่าว่าถึงผลกระทบต่อแดนเซียนเลย เพียงพวกเขาทั้งสอง ก็เกรงว่าคงประสบปัญหายุ่งยากแล้ว!!!
ทำเช่นไรดี?
พญาวิหคเผิงเทียนสลัวเป็นกังวล พยากรณ์สวรรค์กัดฟัน รีบกล่าวว่า “ฉวยโอกาสตอนนี้แหละ ไป!”
ว่าแล้ว เขาก็แบมือออก กระดองเต่าสีคล้ำชิ้นหนึ่งปรากฏขึ้น เตรียมการจะทำบางอย่าง
ทว่ายามนี้เอง…
ตู้ม!
ปราณดาบอันดูราวจุติจากสวรรค์พาดลงจากเหนือเวหา ฟาดใส่สนามเต๋าร้อยจั้งอย่างดุเดือด
ทันใดนั้น จอมราชันฮุ่นเทียนและเจ้าลัทธิหมื่นวิญญาณก็แปรเปลี่ยนสีหน้าพร้อมเพรียง
“ทลาย!” เจ้าลัทธิหมื่นวิญญาณลงมือขวางปราณดาบไว้ทันที ทว่าเพียงพริบตาต่อมา ร่างของเขาก็ถูกฟาดกระเด็น
ปราณดาบนั้นร้ายกาจทรงพลังเกินไป มันฟาดฟันเข้าใส่สนามเต๋าร้อยจั้งในทันที
เปรี้ยง!
ดุจดาวหางกระทบโลกหล้า สนามเต๋าแหลกสลายพังทลายลง แท่นบูชาเก้าฉื่อ ณ กลางสนามเต๋าเองก็พังถล่ม
เมื่อถูกกระทบเช่นนี้ เงามายาของพฤกษาใหญ่ซึ่งปรากฏขึ้นในฟ้าดินก็สั่นสะท้านวูบไหว แหลกสลายสิ้นร่องรอยเยี่ยงฟองคลื่นแตก
บัดซบเอ๊ย! จอมราชันฮุ่นเทียนเดือดดาล
ลึกขึ้นไปในท้องนภา รอยร้าวนับไม่ถ้วนพลันปรากฏในประตูมิติ และกำลังจะแหลกสลายไป
สิ่งนี้ทำให้ชายผมสีเงินซึ่งเพิ่งพุ่งออกมาได้ครึ่งตัวตกตะลึง คำรามลั่น “ผู้ใดกันกล้าขัดขวางแผนใหญ่ของข้า!!!”
ตอนที่ 1,748: คาดเดา
ชายผมสีเงินเดือดดาลเสียจนร่างสั่นเทิ้ม
เขารอคอยมาเนิ่นนานเพื่อที่จะได้ปรากฏกายสู่แดนเซียน จนท้ายที่สุด ณ ยามนี้ เขากำลังจะบรรลุความหวังรอมร่อ ทว่ามันก็ถูกทำลายลง!
มันทำให้เขาแทบสติแตก แต่ชายผมสีเงินจำต้องล่าถอยจากประตูมิติเวลาโดยด่วนเพื่อรักษาชีวิตตน
ตู้ม! ทันทีที่เขาล่าถอย ประตูมิติเวลาก็พังทลาย แปรเปลี่ยนเป็นคลื่นอำนาจมิติเวลาพลุ่งพล่านสลายหาย
และยามนี้เองที่ชายผมสีเงินได้เห็นบุคคลซึ่งประทุษร้ายเขา เป็นชายชุดเขียวซึ่งมีใบหน้าเยาว์วัย
“ไอ้สารเลว ข้าลู่เฟิงจะจำไว้!” ใบหน้าของชายผมสีเงินซีดขาวด้วยโทสะ จิตสังหารพลุ่งพล่านกระหน่ำโหม
เปรี๊ยะ! เปรี๊ยะ! รอยร้าวเริ่มปรากฏขึ้นบนทางเชื่อมมิติเวลา เศษเสี้ยวมิติเวลาแตกร้าวพุ่งเฉี่ยวใบหน้าของชายผมสีเงินจนปรากฏรอยแผลอาบเลือด
ชายผมสีเงินผงะ เขามิกล้าลังเลอยู่ต่อ ต้องหันหลังจากไป จนเมื่อร่างของเขาลับตา ทางเชื่อมอันพาดผ่านม่านคั่นมิติเวลาก็ถล่มหายไป
……
ท้องนภาไร้ระเบียบ คลื่นอำนาจมิติเวลาป่วนปั่น
หนึ่งดาบฟาดฟันทลายสนามเต๋า สะบั้นแท่นบูชา ทำลายมายาพฤกษาใหญ่ และถล่มประตูมิติเวลาเหนือสรวงพินาศสิ้น!
เหตุพลิกผันอันติดกันเป็นลูกโซ่นี้ทำให้แผนเชิญ ‘บุตรแห่งสวรรค์’ จากโลกแห่งเทพนี้พังไม่เป็นท่า!
บนพื้น เจ้าลัทธิหมื่นวิญญาณเดือดดาลเสียจนรู้สึกหัวใจเหมือนถูกมีดทิ่มแทง แสนอึดอัดร่างแทบระเบิด
ไร้ผู้ใดตระหนักรู้ว่าเขาต้องทุ่มเทพยายามเพียงใดตลอดหลายปีมานี้ กว่าจะได้เชิญบุตรแห่งสวรรค์มา ทว่ายามนี้ ทุกสิ่งพังทลายมิเหลือดี! สิ่งนี้ทำให้เจ้าลัทธิหมื่นวิญญาณสติแตก
“บัดซบเอ๊ย!”
จอมราชันฮุ่นเทียนหน้าบูดบึ้ง ทั่วกายเปี่ยมด้วยจิตสังหาร เขาเองก็เดือดดาลเช่นกัน! ไม่คาดคิดเลยว่าหนึ่งปราณดาบจะมาทำลายความพยายามทั้งหมดของตนในอึดใจสุดท้าย!
“ผู้ใดลงมือกันนี่ จังหวะการออกดาบช่างร้ายกาจอหังการยิ่ง!” พญาวิหคเผิงเทียนสลัวผงะ
พยากรณ์สวรรค์เองก็ตะลึง ก่อนหน้านี้ เขาตั้งใจจะใช้สมบัติลับหนีไปกับพญาวิหคเผิงเทียนสลัว มิคาดเลยว่าจะบังเกิดตัวแปรชวนตะลึงเยี่ยงนี้ขึ้น!
ไม่ว่าจะเป็นแผนการของเจ้าลัทธิหมื่นวิญญาณหรือจอมราชันฮุ่นเทียนล้วนสลายไปตามลม! จากสีหน้าสิ้นสติทำอันใดมิถูกราวสิ้นบุพการีของทั้งคู่แล้ว พยากรณ์สวรรค์ก็แทบหลุดหัวเราะ
คนหรือจะสู้สวรรค์ลิขิตได้!
“เจ้าลัทธิ!!”
หนึ่งเสียงตะโกนลั่นแว่วมาไกลๆ ทุกสายตามองตามอย่างพร้อมเพรียง
หนึ่งร่างสูงใหญ่ปรากฏขึ้นในโลกหล้าอันมืดสลัว กำลังตรงดิ่งมาที่นี่อย่างไม่รีบร้อน
ในมือของเขาแบกคนผู้หนึ่งไว้ ซึ่งก็คือซูอี้กับหัวหน้านักบวชสูงสุดแห่งลัทธิหมื่นวิญญาณ เว่ยสวิ้น
“ไฉนเป็นเจ้าคนแซ่ซูนั่นอีกแล้วเล่า!” พญาวิหคเผิงเทียนสลัวผงะนิ่ง
ดวงตาของพยากรณ์สวรรค์วูบไหว “เจ้าไม่คิดหรือว่าเขามาได้จังหวะพอดิบพอดี? ต่อจากนี้มีเรื่องน่าสนุกให้ดูแน่นอน!”
น้ำเสียงของเขาเจือความปรีดาในความทุกข์ของผู้อื่น เหตุผลหาใช่ใดอื่น กาลก่อน ในศึกอนันตรัตติกาล จอมราชันฮุ่นเทียนเองก็เคยเข้าร่วม และยามนี้ ร่างเวียนวัฏของหวังเย่มาแล้ว!
……
ฟ้าดินไร้วจี มิติเวลาอันแปรผันในโลกหล้าค่อยๆ จางหาย
เมื่อเห็นซูอี้มาจากไกลๆ ใบหน้าของจอมราชันฮุ่นเทียนดำคล้ำ ดวงตาเปี่ยมด้วยจิตสังหาร “ดาบก่อนหน้านี้ เป็นฝีมือเจ้าหรือ?”
ซูอี้กล่าวด้วยแววตาพิกล “แน่นอน”
เว่ยสวิ้นตะโกน “เจ้าลัทธิ คนผู้นี้คือซูอี้ขอรับ! ราชันเซียนไร้เทียมทานผู้สังหารมหาเซียนมามาก! เพียงคืนนี้คืนเดียว เขาก็ล่าละเลงเลือดบนขุนเขามหาราชวังสวรรค์ลำพัง ยามนี้ลัทธิหมื่นวิญญาณ… สิ้นแล้วขอรับ!!”
เขากล่าวด้วยดวงตาแดงฉาน ปนเปทั้งความเศร้าและไม่พอใจ
เจ้าลัทธิหมื่นวิญญาณสมองอื้ออึง มือเท้าสั่นสะท้าน ลัทธิหมื่นวิญญาณ… สิ้นแล้วหรือ!?
แผนเชิญบุตรแห่งสวรรค์ของเขาถูกทำลาย ยามนี้ กระทั่งลัทธิที่เขาตั้งยังสูญสลาย ความสูญเสียต่อเนื่องเช่นนี้ แม้เขาจะชินชากับการเผชิญมรสุมแปรผัน ยามนี้ก็ยังเดือดดาลเสียจนแทบกระอักเลือด สั่นสะท้านไปทั่วทั้งร่าง
ซูอี้?
สีหน้าของจอมราชันฮุ่นเทียนแปรเปลี่ยนเป็นตกตะลึง เดิมที เขาแสนกรุ่นโกรธอาฆาต อยากลงมือสังหารโดยไร้การยั้งคิดเพื่อระบายโทสะ ทว่ายามนี้ เขามิอาจทำได้!
พยากรณ์สวรรค์และพญาวิหคเผิงเทียนสลัวมองหน้ากันด้วยสีหน้าพิกล ปรากฏว่าลัทธิหมื่นวิญญาณล่มสลายไปแล้ว…
ทันใดนั้น ดวงตาของเจ้าลัทธิหมื่นวิญญาณก็แดงก่ำ ถามขึ้นมาเสียงแข็ง “เว่ยสวิ้น เจ้าพาเขามาที่นี่หรือ?”
สีหน้าของเว่ยสวิ้นพลันแปรเปลี่ยน กล่าวขึ้นเสียงดัง “เจ้าลัทธิ…”
เจ้าลัทธิหมื่นวิญญาณขึ้นเสียง “ข้าถามแค่ว่าเจ้าทำหรือไม่?”
เว่ยสวิ้นก้มหน้ายอมรับ สิ่งนี้ทำให้เจ้าลัทธิหมื่นวิญญาณโกรธจนเคี้ยวฟันแทบแหลก “ไอ้แก่นี่สมควรตายนัก! หากมิใช่เพราะเจ้า ใต้เท้าบุตรแห่งสวรรค์คงได้บรรลุสู่แดนเซียนอย่างราบรื่นแล้ว!!”
“ข้าจะช่วยเจ้าเอง” ซูอี้กล่าวขณะหักคอของเว่ยสวิ้น
กร๊อบ! เสียงกระดูกแหลกดังสนั่น
สีหน้าของเว่ยสวิ้นแข็งค้าง เดิมที เขาตั้งใจจะลวงซูอี้มาฆ่า มีหรือจะคิดว่าเรื่องเช่นนี้จะบังเกิด? ทันใดนั้น สติของเว่ยสวิ้นก็ดับวูบ ตายตกมิอาจหลับตา
ม่านตาของเจ้าลัทธิหมื่นวิญญาณหดตัว ในที่สุดเขาก็ใจเย็นและตระหนักว่าบางสิ่งผิดปกติ
อีกฝ่ายเป็นเพียงราชันเซียนหนึ่งคน แต่กลับสามารถถล่มลัทธิหมื่นวิญญาณ จับตัวมหาเซียนขอบเขตอัศจรรย์อย่างเว่ยสวิ้นได้ทั้งเป็น และกระทั่งเมื่อครู่ยังฟาดเขากระเด็นด้วยหนึ่งดาบได้! ศัตรูเช่นนี้ร้ายกาจเกินไปโดยมิต้องกังขา!
“พี่ชายร่วมวิถีฮุ่นเทียน โปรดลงมือสังหารคนผู้นี้เสีย ข้ารับปากว่าจะลบอำนาจหายนะเทพให้เจ้าในภายหน้า!” เจ้าลัทธิหมื่นวิญญาณกล่าวเสียงลุ่มลึก
เปลือกตาของจอมราชันฮุ่นเทียนกระตุก กล่าวขึ้นอย่างเฉยชา “เจ้ามีสมบัติที่เทพให้มา ยังจะกลัวมิอาจรับมือราชันเซียนคนเดียวได้อีกหรือ?”
เจ้าลัทธิหมื่นวิญญาณขมวดคิ้ว “พี่ชายร่วมวิถี เจ้าก็เห็นแล้วว่าคนผู้นี้ทำลายแผนของใต้เท้าบุตรแห่งสวรรค์ เป็นบาปที่มิอาจอภัย หากเจ้าสังหารเขาในครานี้ ก็เทียบได้กับการระบายโทสะแทนใต้เท้าบุตรแห่งสวรรค์ ไฉนต้องกังวลด้วยว่าภายหน้าจะไร้ผู้ใดลบหายนะเทพจากร่างได้?”
จอมราชันฮุ่นเทียนแค่นยิ้ม “บุตรแห่งสวรรค์ผู้นั้นอาจมิสามารถปรากฏสู่แดนเซียนได้ในกาลอันสั้นแล้วก็เป็นได้ ไฉนข้าต้องเดือดดาลแทนเขาด้วย?”
“เจ้า…” เจ้าลัทธิหมื่นวิญญาณหงุดหงิด ใบหน้าบึ้งตึง
ซูอี้ซึ่งมองอยู่อดขำมิได้ ในสายตาเขา การโต้เถียงระหว่างเจ้าเฒ่าฮุ่นเทียนและเจ้าลัทธิหมื่นวิญญาณหาแตกต่างจากสุนัขกัดกันไม่ ช่างตลกน่าขันสิ้นดี
โครม! ซูอี้สะบัดมือโยนร่างของเว่ยสวิ้นทิ้งไป แล้วกล่าวยิ้มๆ “หรือว่า… พวกเจ้าจะสู้กันก่อนเพื่อดูว่าผู้ใดจะได้ออกโรงก่อนกันเล่า?”
น้ำเสียงของเขาเจือคำประชดประชัน
พยากรณ์สวรรค์และพญาวิหคเผิงเทียนสลัวล้วนขบขัน ทั้งสองล้วนเห็นได้ชัดเจน ว่าทั้งจอมราชันฮุ่นเทียนและเจ้าลัทธิหมื่นวิญญาณต่างแสนหวาดหวั่นต่อซูอี้!
พญาวิหคเผิงเทียนสลัวสับสนมิทราบสาเหตุ มีเพียงพยากรณ์สวรรค์ที่รู้ว่าจอมราชันฮุ่นเทียนสังเกตเห็นเบาะแสบางประการ และคาดเดาตัวตนแท้จริงของซูอี้ไว้แล้ว! หาไม่ โจรเฒ่าผู้โหดเหี้ยมอำมหิตนี้มีหรือจะยอมทนดังเห็น!
จริงดังว่า ยามคำประชดของซูอี้ดังขึ้น จอมราชันฮุ่นเทียนหาสะท้านสะเทือนไม่ ดวงตาของเขาวูบไหว กล่าวกับเจ้าลัทธิหมื่นวิญญาณว่า “อย่าห่วงไป หากเกิดอันใดขึ้น ข้าไม่อยู่เฉยหรอก!”
เจ้าลัทธิหมื่นวิญญาณพลิกฝ่ามือ ยันต์ลับสีดำชิ้นหนึ่งปรากฏขึ้น แล้วกล่าวออกมาอย่างเย็นชา “พี่ชายร่วมวิถี ข้าว่าคงเป็นการดีกว่าหากเราจะลงมือด้วยกัน หาไม่ หากเกิดสิ่งใดกับข้า เกรงว่าชั่วชีวิตนี้ เจ้าคงมิอาจสลายหายนะเทพได้อีก!”
สีหน้าของจอมราชันฮุ่นเทียนงอง้ำ ขณะที่เขากำลังจะกล่าวบางอย่างนั้นเอง
ตู้ม! หนึ่งวจีดาบพลันกู่ก้อง และร่างของซูอี้ก็หายวับไป
ยามนี้ เจ้าลัทธิหมื่นวิญญาณและจอมราชันฮุ่นเทียนต่างมีปฏิกิริยาแตกต่างกัน
บุคคลแรกขยี้ยันต์ลับสีดำในมือโดยไร้ลังเล อำนาจค่ายกลร้ายกาจปรากฏขึ้นแปรเปลี่ยนเป็นเกราะลึกลับสีแดงสดปกคลุมทั่วกายเขา หอกศึกสีชาดเล่มหนึ่งปรากฏขึ้นในมือ แทงตรงออกไป
ตู้ม! สุญญะทั่วทศทิศสลายล่ม อำนาจเทพอันคุกรุ่นพลุ่งพล่านแผ่รัศมี การโจมตีเช่นนี้เพียงพอเป็นภัยต่อตัวตนขอบเขตมหาศาลได้!
และร่างของจอมราชันฮุ่นเทียนก็วูบไหวมาหาพยากรณ์สวรรค์ คว้าคอพยากรณ์สวรรค์ไว้ ทั้งหมดนี้เกิดขึ้นพร้อมกันหมด!
เจ้าลัทธิหมื่นวิญญาณและจอมราชันฮุ่นเทียนดูจะเข้าใจกันโดยมิต้องพูดจา หนึ่งคนเผชิญหน้าศัตรู ขณะที่อีกผู้จับพยากรณ์สวรรค์เป็นตัวประกัน ร่วมมือกันอย่างไร้รอยต่อ
ไม่ว่าผู้ใดก็เห็นได้ว่าก่อนหน้านี้ ทั้งคู่ดูเหมือนจะทะเลาะกัน ทว่าแท้จริงพวกเขาลอบตกลงกันแล้ว! และซูอี้ก็ลงมือเฉียบพลัน ทั้งสองจึงมิอาจแสดงละครต่อได้ ต่างฝ่ายล้วนตอบโต้ทันควันไร้ลังเล!
น่าเสียดายที่ทั้งคู่คำนวณพลาด
ก่อนหน้านี้ เมื่อจอมราชันฮุ่นเทียนลงมือ ร่างของพยากรณ์สวรรค์และพญาวิหคเผิงเทียนสลัวก็หายวับไปอย่างน่าประหลาด ดุจระเหิดหายสู่อากาศธาตุ มันยังทำให้การโจมตีของจอมราชันฮุ่นเทียนพลาดเป้าอย่างไม่อาจเลี่ยง
แทบจะพร้อมกันนั้น หนึ่งเสียงปะทะก็สนั่นพิภพ ร่างของซูอี้ปรากฏขึ้นบนฟ้าเหนือศีรษะเจ้าลัทธิหมื่นวิญญาณ ฟาดฟันดาบลงสะบั้นหอกศึกสีชาดในมือเจ้าลัทธิหมื่นวิญญาณจนมันหักกลางด้วยอำนาจทรงพลังเกินใดต้าน!
และปราณดาบก็ทะยานต่อ สับเข้าใส่ร่างของเจ้าลัทธิหมื่นวิญญาณจนกระเด็น ชุดเกราะสีแดงรอบร่างสั่นสะท้านรุนแรง ใบหน้าของเขาทั้งพรั่นพรึงและไม่อยากเชื่อ
สิ่งที่เขาใช้คือสมบัติที่เทพประทานให้ มีนามว่า ‘เกราะศึกแดงชาด’ อำนาจเทพร้ายกาจอันสามารถแปรเปลี่ยนเป็นชุดเกราะและหอกศึก เพียงเรียกใช้ก็เพียงพอให้มหาเซียนอย่างเขามีอำนาจข่มขู่ถึงชีวิตตัวตนขอบเขตมหาศาลได้
ทว่ายามนี้ มันกลับถูกฟาดกระเด็นในดาบเดียว! หอกศึกสีชาดกระทั่งถูกสับขาด!! ประหลาดอย่างจริงแท้
ขณะเดียวกัน สีหน้าของจอมราชันฮุ่นเทียนก็ไม่สู้ดีนัก เดิมที เขาตั้งใจจะจับพยากรณ์สวรรค์เป็นตัวประกัน แล้วร่วมมือกับเจ้าลัทธิหมื่นวิญญาณปราบอีกฝ่ายลงทันที ใครเล่าจะคิดว่าพยากรณ์สวรรค์ดูจะเตรียมการไว้แล้ว และหนีไปเสียก่อน!!
“ว่าแล้วเชียว โจรเฒ่าฮุ่นเทียนยังคงชั่วช้ามิต่างจากเก่า มิมีทางอยู่เฉยเป็นแน่!”
บนท้องนภาแสนไกลห่าง ร่างของพยากรณ์สวรรค์ปรากฏขึ้นจากอากาศธาตุ มือของเขายังรวบคว้าปีกพญาวิหคเผิงเทียนสลัวไว้
“ดักดานแท้หนอ ไม่ว่าจะผ่านไปนานเพียงใดก็ไร้การพัฒนาเอาเสียเลย” ซูอี้กล่าวเนิบๆ
ก่อนหน้านี้ พยากรณ์สวรรค์ถ่ายทอดวจีบอกเขาว่าจอมราชันฮุ่นเทียนประสบหายนะเทพ พลังชีวิตเสียหายร้ายแรง นอกจากนั้น เมื่อครู่ยามเชิญบุตรแห่งสวรรค์ ไอ้แก่นี่ยังสิ้นเปลืองพลังไปอย่างหนักหนาจนใกล้สิ้นกำลัง ด้วยเหตุนี้ ซูอี้ย่อมไม่ถ่วงเวลาให้อีกฝ่ายมีโอกาสพักหายใจ เขาจึงโจมตีกะทันหันออกไปเมื่อครู่!
สีหน้าของจอมราชันฮุ่นเทียนดำคล้ำ ดวงตาจับจ้องนิ่งที่ซูอี้ “หวังเย่ เป็นเจ้าจริงๆ หรือ?”
น้ำเสียงของเขาทุ้มต่ำเย็นเยียบ
หวังเย่!!
เมื่อได้ยินนามนี้ หัวใจของเจ้าลัทธิหมื่นวิญญาณก็ดูราวถูกคนบางผู้บีบรัดแน่น สีหน้าแปรเปลี่ยนโดยสมบูรณ์
คนผู้นั้น… คือจอมราชันอนันตรัตติกาลงั้นหรือ!?
ตอนที่ 1,749: ศึกแห่งศัตรู
ในช่วงเวลาแต่โบราณกาลมาจนถึงตอนนี้ของแดนเซียน จอมราชันอนันตรัตติกาลคือตัวตนในตำนานที่ทุกคนล้วนต้องเอ่ยถึง กระทั่งจนถึงทุกวันนี้ หากถามผู้ฝึกตนสักคนในแดนเซียน พวกเขาล้วนเคยได้ยินเรื่องราวของจอมราชันอนันตรัตติกาลเป็นอย่างดี!
ในสายตาของผู้ฝึกตนวิถีเซียนเหล่านี้ ชื่อนี้ยังมีพลังที่สร้างความหวาดผวาอีกด้วย!
แม้เจ้าลัทธิหมื่นวิญญาณจะไม่ใช่ผู้แข็งแกร่งก่อนยุคอวสานเซียน แต่เขาก็รู้เป็นอย่างดีเช่นกันว่าจอมราชันอนันตรัตติกาลเป็นตัวตนไร้เทียมทานในตำนานที่มีความน่ากลัวมากเพียงใด!
และในฐานะที่เคยเป็นศัตรูของหวังเย่ จอมราชันฮุ่นเทียนจะไม่รู้ถึงความน่ากลัวของหวังเย่ได้อย่างไรกัน?
ทว่าที่น่าตื่นตระหนกที่สุด คงไม่มีใครเกินไปกว่าพญาปักษาเทียนสลัว
มันเบิกตากว้าง ร้องเสียงหลงออกมา “ให้ตายสิ ที่แท้… คนผู้นั้นก็คือใต้เท้าอนันตรัตติกาลผู้มีชื่อเสียงสั่นสะเทือนไปทั่วแดนดิน มีบารมีไปทั่วสี่ทะเลแปดแดนร้าง เป็นหนึ่งเดียวในแดนเซียนตั้งแต่อดีตจนปัจจุบัน!!”
“ไม่น่าเล่าแต่ละครั้งที่พบกับใต้เท้าอนันตรัตติกาล ข้าจึงได้รู้สึกหวาดเกรงราวกับเหยียบย่ำบนน้ำแข็งแผ่นบางๆ ราวกับพบเจอเทพบนสวรรค์ เกิดความรู้สึกเคารพยำเกรงขึ้นมาอย่างไม่อาจควบคุมได้”
พูดจบ มันก็ถอนหายใจ แสดงสีหน้าละอายแก่ใจออกมา “จะโทษก็ต้องโทษที่ข้ามีตาหามีแววไม่ จนกระทั่งถึงตอนนี้จึงได้เข้าใจกระจ่างแจ้ง อีกประเดี๋ยว ข้าจะต้องไปขอโทษต่อใต้เท้าอนันตรัตติกาลเสียหน่อย!”
พยากรณ์สวรรค์ “…”
เริ่มประจบกันแบบนี้เลยหรือ? หน้าไม่อายเอาเสียเลย! ถุย! ขายขี้หน้า!
……
ซูอี้ถือดาบแห่งโลกายืนอยู่กลางอากาศ สายตาเพ่งมองไปที่จอมราชันฮุ่นเทียน กล่าวด้วยน้ำเสียงราบเรียบ “เดิมที ข้าคิดว่าเจ้าก็เหมือนกับเจียงไท่เออและเซวี่ยเซียวจื่อ คงเดาสถานะของข้าออกตั้งนานแล้ว แต่ดูท่าทางในตอนนี้แล้ว หากพูดกันถึงความคมของสายตา อย่างไรเสียเจ้าก็ยังด้อยกว่าพวกเขา”
จอมราชันฮุ่นเทียนขมวดคิ้ว ปากกล่าว “หวังเย่ บัดนี้เจ้าก็เป็นเพียงคนที่เวียนวัฏกลับมาเกิดใหม่เท่านั้น มีสิทธิ์อะไรกล้าสบประมาทข้าเหมือนเมื่อก่อน?”
ซูอี้หัวเราะขึ้นมา กล่าว “ถ้าเช่นนั้นเหตุใดเจ้าไม่ลงมือเล่า? กลัวเช่นนั้นหรือ? หรือว่าไม่มั่นใจว่าข้ามีความสามารถเพียงใด?”
สีหน้าของจอมราชันฮุ่นเทียนขุ่นมัวไปเรื่อยๆ
ซูอี้กล่าวด้วยน้ำเสียงสบายๆ “จริงดังที่เจ้ากล่าว ข้าในตอนนี้เวียนวัฏกลับมาเกิดใหม่แล้ว อีกทั้งระดับการฝึกตนอยู่แค่ขอบเขตศักดิ์สิทธิ์ขั้นต้น แต่ข้ายังคงเห็นว่าเจ้าด้อยกว่า อยากรู้หรือไม่ว่าเพราะเหตุใด?”
จอมราชันฮุ่นเทียนสบถเสียงร้องฮึ “ทำเป็นพูดดีไป!”
ซูอี้หัวเราะ ก่อนจะกล่าว “เวลานี้ หากว่าเป็นเจียงไท่เออ เขาคงลงมือไปตั้งนานแล้ว และหากลองเชิงดูจนพบว่าไม่ใช่คู่ต่อสู้ของข้า เขาคงหนีไปตั้งแต่แรก ไม่รีรอ”
“หากว่าเป็นเซวี่ยเซียวจื่อ ในช่วงที่เขาไม่มั่นใจในความสามารถของข้า เขาจะเลิกล้มความตั้งใจที่จะต่อสู้กับข้าโดยไม่ลังเล”
“แต่เจ้าเฒ่าฮุ่นเทียนไม่เหมือนคนอื่น ไม่เด็ดเดี่ยวเหมือนกับเจียงไท่เออ และไม่เฉียบขาดเหมือนกับเซวี่ยเซียวจื่อ ทั้งๆ ที่ในใจมีความหวาดผวา ก็ยังไม่ยอมที่จะรามือไปง่ายๆ พยายามที่จะถ่วงเวลา ค่อยๆ หาโอกาสทดสอบความสามารถของข้า”
พูดถึงตรงนี้ ในสายตาของซูอี้เต็มไปด้วยความดูแคลน “ไม่แปลกใจเลยที่ความสำเร็จในขอบเขตมหาศาลของเจ้าด้อยกว่าคนอื่นๆ มัวแต่ห่วงหน้าพะวงหลัง ไม่มีความเด็ดขาดมากพอ!”
สีหน้าของจอมราชันฮุ่นเทียนบึ้งตึงหนักยิ่งกว่าเดิม หากว่าเป็นคนอื่นพูดสบประมาทเช่นนี้ เขาไม่คิดแม้แต่จะใส่ใจ ฆ่าให้ตายไปเลยก็จบเรื่อง
ทว่าเมื่อเป็นหวังเย่ ศัตรูที่เขาเคยให้ความหวาดกลัวเป็นที่สุดคนนี้ คำพูดแต่ละคำแต่ละประโยคราวกับมีดแหลมที่ทิ่มแทงเข้าไปในหัวใจอย่างจัง! ช่างอับอายขายหน้ายิ่งนัก
บางที อาจเป็นเพราะเคยกลัวจนเกินไป จึงเป็นเหตุให้เขารู้สึกโกรธแค้นไม่พอใจถึงเพียงนี้!
“เป็นอย่างไร ข้าพูดอย่างไร้ความเกรงใจเช่นนี้แล้ว เจ้าก็ยังไม่กล้าทดสอบอีกเช่นนั้นหรือ?” ซูอี้ทำท่าเหมือนจะหัวเราะ
บนหน้าผากของจอมราชันฮุ่นเทียนมีเอ็นสีเขียวปูดโปนออกมา เห็นได้ชัดว่าโกรธจัดจนหน้าเขียวแล้ว
ทว่าสุดท้าย เขาก็อดกลั้นไว้ได้ กล่าวทน้ำเสียงเย็นชา “หวังเย่ เจ้าในตอนนั้นอำมหิตเลือดเย็น พูดไม่เข้าหูเล็กน้อยเป็นต้องลงมือ เหตุใดเจ้าในตอนนี้จึงพูดมากร่ำไรไปได้?”
หลังสูดหายใจลึกๆ ไปทีหนึ่ง แววตาของเขาผุดประกายพราว “หรือว่า เจ้าไม่มีความสามารถจะรั้งข้าได้? จึงได้วางท่าพูดโอ้อวด?”
ซูอี้หัวเราะส่งเสียงออกมา กล่าว “ไม่เห็นต้องลองเชิงเลย ข้าบอกเจ้าตรงๆ ก็ย่อมได้!”
จากนั้นเขาก็กล่าวด้วยน้ำเสียงจริงจังและเปิดเผย “ด้วยความสามารถของข้าในตอนนี้ ข้าไม่มั่นใจที่จะรั้งเจ้าไว้ได้จริงๆ แต่ขอเพียงวันนี้เจ้าไม่หนีไป ข้ารับรองได้เลยว่าสุดท้ายคนที่ตายจะต้องเป็นเจ้าอย่างแน่นอน”
จอมราชันฮุ่นเทียนหรี่ตาลง สีหน้าคลุมเครือ
“ตาเฒ่าฮุ่นเทียน เจ้าเสียอีกที่ควรจะรีบลงมือ! กลัวถึงเพียงนี้เลยเชียวหรือ? เจ้าอุตส่าห์เป็นถึงผู้ยิ่งใหญ่ไร้เทียมทานเชียวนะ ช่างขายขี้หน้าเหลือเกิน!” ห่างไกลออกไป พญาปักษาเทียนสลัวแผดเสียงร้องตะโกน
พยากรณ์สวรรค์เองก็กล่าวด้วยน้ำเสียงดูแคลนเข้าเสริม “เขาไม่กล้า! ไม่ใช่เพราะขี้ขลาด แต่เป็นเพราะกลัว! กลัวว่าหากลงมือไปแล้ว จะจบชีวิตอยู่ตรงนี้”
หลังนิ่งเงียบไปสักครู่ เขาก็กล่าวอีก “ทว่าเรื่องนี้ก็เป็นเรื่องปกติ ตั้งแต่ก่อนยุคอวสานเซียน ตาเฒ่าฮุ่นเทียนก็ไม่กล้าไปท้าทายกับหวังเย่เพียงลำพังแล้ว”
“เขาในตอนนี้ เจอหายนะเทพเข้าไป ได้รับบาดเจ็บรุนแรง ระดับการฝึกตนคงจะเสียหายไปนานแล้ว ประกอบกับเมื่อก่อนหน้านี้ เพื่อชักนำบุตรแห่งสวรรค์บ้าบอคนนั้น ทำให้เขาสูญเสียพลังไปมาก กลายเป็นลูกธนูสุดคันศร ภายใต้สถานการณ์เช่นนี้ เขาไฉนเลยจะกล้าสู้ตายอีก?”
สิ่งที่กล่าวมาทั้งหมดนี้ ทำให้จอมราชันฮุ่นเทียนโกรธจัดจนหน้าแทบบิด อยากจะตบพยากรณ์สวรรค์กับพญาปักษาเทียนสลัวให้ตายคาฝ่ามือ
จอมราชันขอบเขตมหาศาลทั้งคน เคยมีใครดูแคลนและสบประมาทเช่นนี้เสียที่ไหนกัน?
พรึบ! ทันใด เสียงหนึ่งก็ดังแหวกทะลุอากาศ
เจ้าลัทธิหมื่นวิญญาณที่คอยดูเหตุการณ์อย่างสงบมาโดยตลอด พลันกลายร่างเป็นแสงสีแดงหายลับไปจากที่เดิม
“หืม?” สีหน้าของจอมราชันฮุ่นเทียนเปลี่ยนไป ไม่คาดฝันเลยแม้แต่น้อยว่าเจ้าลัทธิหมื่นวิญญาณจะหนีไปในเวลาเช่นนี้
ทว่า… ซูอี้รวดเร็วยิ่งกว่าเขานัก! หรือกล่าวอีกอย่างได้ว่า เขาเตรียมตัวไว้ก่อนแล้ว
ชั่วขณะที่เจ้าลัทธิหมื่นวิญญาณจะหนี เขาหมุนปลายดาบแทงลงไป ขณะเดียวกันหายตัวไปจากที่เดิม
ครืน!! ฟ้าดินสั่นสะเทือน อากาศรอบสิบด้านที่ราบเรียบประดุจผิวน้ำก็แตกระเบิด เกิดรอยร้าวขนาดใหญ่จำนวนนับไม่ถ้วน
ส่วนร่างของเจ้าลัทธิหมื่นวิญญาณกลับโดนบีบบังคับให้โผล่ออกมากลางอากาศที่ยุบตัวในระยะที่ห่างออกไปหลายพันจั้ง
แย่แล้ว! สีหน้าของเจ้าลัทธิหมื่นวิญญาณเปลี่ยนไป
ก่อนหน้านี้ เคล็ดวิชาที่เขาใช้เป็นเคล็ดวิชาต้องห้าม ยืมใช้พลังแห่งเทพ สามารถเคลื่อนย้ายตัวในระยะไกลได้ภายในชั่วพริบตา! แม้กระทั่งตัวตนขอบเขตมหาศาลก็อย่าคิดเลยว่าจะจับเขาได้ ทว่าตอนนี้ เขากลับโดนขัดขวาง!
“โดน!” เจ้าลัทธิหมื่นวิญญาณส่งเสียงแผดร้องคำราม ชุดเกราะสีแดงบนตัวพุ่งขึ้นกลางอากาศ แตกระเบิดเป็นเพลิงเทวะหมื่นจั้ง
ทว่าเพียงชั่วครู่เดียวเท่านั้น ประกอบกับภาวะดาบจำนวนนับไม่ถ้วนซัดกระหน่ำลงมา เพลิงเทวะหมื่นจั้งนั้นพลันย่อยยับพินาศไปในทันใด และที่ตามมาติดๆ คือเสียงระเบิด ด้วยชุดเกราะสีแดงเลือดบนตัวเจ้าลัทธิหมื่นวิญญาณระเบิดขึ้นพร้อมกัน
…ตายอนาถคาที่!
ทั้งหมดนี้รวดเร็วเสียเหลือเกิน ล้วนเกิดขึ้นในช่วงเวลาหนึ่งดีดนิ้วเท่านั้น!
ซูอี้ฟันร่างเจ้าลัทธิหมื่นวิญญาณจนตายตก!!
เห็นเช่นนี้แล้ว จิตใจของจอมราชันฮุ่นเทียนสั่นสะท้านขึ้นมาโดยไม่รู้ตัว ร่างสั่นระรัว ความหนาวเย็นผุดขึ้นกลางสันหลัง
หวังเย่คนนี้ไม่เกรงกลัวพลังแห่งเทพ!!
ตามที่รู้กันดี ว่าแม้กระทั่งตัวตนขอบเขตมหาศาลอย่างเขาเช่นนี้ลงมือ ก็ยังคงรู้สึกหวาดกลัวต่อพลังเทพที่เจ้าลัทธิหมื่นวิญญาณถือครองอยู่ดี
และนี่ก็คือสาเหตุที่ว่าเพราะเหตุใดถึงแม้ก่อนหน้านี้เขาจะโดนเจ้าลัทธิหมื่นวิญญาณคอยบงการอยู่ตลอด ก็ยังไม่เคยแตกหักซึ่งๆ หน้าจริงๆ สักครั้ง
ทว่าใครบ้างจะคาดคิด หวังเย่ที่กลับชาติมาเกิดใหม่ สามารถสังหารเจ้าลัทธิหมื่นวิญญาณได้ในดาบเดียวเท่านั้น?
“น่าเสียดาย หากว่าเขาไม่หนี เพียงตอบคำถามข้ามาตามตรง บางทีอาจจะรอดชีวิตก็ได้” ซูอี้ส่ายหน้าเบาๆ
พยากรณ์สวรรค์กับพญาปักษาเทียนสลัวมองตากัน ในใจรู้สึกว้าวุ่นไม่หาย ทั้งสองเคยเห็นฝีมือการสลายหายนะเทพของซูอี้มาแล้ว จึงเข้าใจเป็นธรรมดาว่าพลังแห่งเทพที่เจ้าลัทธิหมื่นวิญญาณถือครองนั้น อาจจะสามารถข่มขู่ตัวตนขอบเขตมหาศาลอย่างจอมราชันฮุ่นเทียนเช่นนี้ได้
ทว่าอยู่ต่อหน้าซูอี้ มันกลับไม่มีผลกระทบใดๆ แม้แต่น้อย! เช่นนี้เรียกว่าของสิ่งหนึ่งสยบของอีกสิ่งหนึ่ง เหมือนดังแผ่นผังเบญจธาตุ
เวลานี้ ซูอี้เบนสายตามองไปที่จอมราชันฮุ่นเทียน กล่าว “จนถึงเวลานี้แล้ว เหตุใดเจ้าจึงยังไม่ลงมืออีก?”
ขณะที่พูด เขาถือดาบแห่งโลกาก้าวเดินออกไป
จอมราชันฮุ่นเทียนส่งเสียงถอนหายใจ ก่อนกล่าว “เวลาผ่านไปนานนับหมื่นปี เจ้ากับข้าราวกับศัตรูที่เผชิญหน้าซึ่งกันและกันอีกครั้ง พบกันตรงนี้ ถึงแม้จะเคยเป็นศัตรูคู่อาฆาต แต่เหตุใดจึงไม่ปล่อยวางความโกรธแค้นในตอนแรกไป และกลับมาพูดคุยกันก่อนเล่า?”
ซูอี้กล่าว “พูดคุยกันก่อน? ได้ เจ้าคุกเข่าต่อหน้าข้าก่อน หากว่ายอมทำตามแต่โดยดี ข้าก็ไม่รังเกียจที่จะพูดกับเจ้าสักประโยคสองประโยค”
“ให้ข้าคุกเข่า!?”
ฉับพลัน สีหน้าของจอมราชันฮุ่นเทียนแดงก่ำขึ้นมา โกรธเคืองอย่างแรง
สำหรับผู้ยิ่งใหญ่ไร้เทียมทานก่อนยุคอวสานเซียนผู้ย่างก้าวสู่ขอบเขตมหาศาลดังเช่นเขา คำกล่าวทั้งหมดของซูอี้นี้เท่ากับเป็นการเหยียบย่ำศักดิ์ศรีอย่างป่นปี้ ล่วงละเมิดความอดกลั้นของเขา!
ขณะที่อีกด้าน พยากรณ์สวรรค์กับพญาปักษาเทียนสลัวอดสูดปากขึ้นมาไม่ได้ คำกล่าวนี้ดูแคลนกันเกินไปแล้ว! และก็เป็นเพราะเหตุนี้เช่นกัน ก็ยิ่งแสดงให้เห็นถึงความแข็งกร้าวและเกรี้ยวกราดของซูอี้!
ส่วนซูอี้ยังคงเดินหน้าไปเรื่อยๆ ราวกับไม่รู้สึกว่าคำพูดของตัวเองเหยียบย่ำใครเข้า จนกระทั่งเมื่ออยู่ห่างจากจอมราชันฮุ่นเทียนไม่ถึงพันจั้ง
จอมราชันฮุ่นเทียนเงยหน้าขึ้นอย่างรวดเร็ว กล่าวพลางหัวเราะเย็นชาว่า “หวังเย่ ข้ามั่นใจแล้วว่า เจ้าไม่อาจจับข้าได้!”
ครืน!
พอเขายืดตัว ชุดสีโลหิตก็พองตัว กลิ่นอายพลังในตัวพุ่งกระฉูด พลังกฎเกณฑ์ขอบเขตมหาศาลสำแดงเดชและผุดขึ้นรอบตัวราวกับน้ำพุหลากหลายสายพุ่งฉวัดเฉวียน แรงกดดันนั้นถึงกับทำให้ฟ้าดินสั่นสะเทือน
เหนือศีรษะของเขา ปรากฏภาพวาดสีเขียวรูปสี่เหลี่ยม ในภาพวาด เป็นภาพมหาสมุทรกว้างสีโลหิตที่กำลังลุกไหม้แผดเผา ลำพังเพียงกลิ่นอายพลังที่แผ่กระจายออกมาก็ทำให้ท้องฟ้าในระยะหมื่นจั้งหลอมละลาย!
ภาพเพลิงโลหิตหลอมนภา!
เคล็ดวิชาลึกลับขอบเขตมหาศาลที่จอมราชันฮุ่นเทียนถือครอง!
ก่อนยุคอวสานเซียน เขาเคยใช้เคล็ดวิชานี้หลอมละลายภูมิใหญ่แห่งหนึ่ง สรรพชีวิตนับแสนล้านในภูมิใหญ่แห่งนั้นต้องดับสลายมอดม้วยไป เห็นได้ว่าเคล็ดวิชาขอบเขตมหาศาลนี้มีความน่ากลัวถึงเพียงใด
อานุภาพของจอมราชันฮุ่นเทียนในเวลานี้แสดงความน่ากลัวจนถึงขีดสุด แสดงพลังอันไร้เทียมทานของตัวตนขอบเขตมหาศาลออกมาอย่างเต็มที่!
ตาเฒ่าผู้นี้คิดจะสู้เต็มกำลังแล้วเช่นนั้นหรือ?
พยากรณ์สวรรค์กับพญาปักษาเทียนสลัวตะลึงงันในใจ เริ่มตื่นตัวขึ้นมา
อย่างไรเสียจอมราชันฮุ่นเทียนก็เป็นผู้ยิ่งใหญ่ขอบเขตมหาศาล! ถึงแม้ก่อนหน้านี้พวกเขาจะพูดจาดูแคลนสบประมาทฝ่ายตรงข้ามเพียงใด ทว่าใครบ้างที่ไม่รู้ ว่าตัวตนระดับนี้บันดาลโทสะออกมาแล้วจะน่ากลัวเพียงใด?
ชั่วขณะนี้ ดวงตาของซูอี้หรี่เล็กลง สีหน้าเคร่งเครียดขึ้น ชุดของเขาสะบัดพรึบๆ พลังปราณทั่วกายถูกขับดันจนถึงขีดสุด
ในห้วงแห่งความนึกคิด ดาบเก้าคุมขังที่สงบเงียบมานานก็กำลังสั่นสะเทือนขึ้นมาแล้วเช่นกันในเวลานี้
ก่อนหน้านี้ซูอี้ไม่ได้กล่าวเท็จ อาศัยเพียงความสามารถของเขาในตอนนี้ ไม่อาจหยุดยั้งศัตรูร้ายกาจอย่างจอมราชันฮุ่นเทียนได้จริงๆ ทว่าไม่ได้หมายความว่า เขาไม่มีวิธีจะเอาชนะ!
ครืน!
ซูอี้ก้าวขึ้นกลางอากาศ ถือดาบพุ่งขึ้นนภา เป็นฝ่ายเริ่มลงมือก่อน โดยไร้ความลังเลและความหวาดกลัว ในทางกลับกันยังแข็งกร้าวเช่นเดิม รวดเร็วปานลมกรด
นี่ก็คือความองอาจของนักดาบ ปล่อยวางในความตาย ไม่สนใจแพ้หรือชนะ
ต่อสถานการณ์ในวันนี้ก็ยิ่งไม่ต้องพูดถึง ไม่เปิดโอกาสให้อีกฝ่ายถอยหนีแม้แต่น้อย!
ตอนที่ 1,750: ดาบที่แข็งแกร่งที่สุด
ซูอี้รู้ดีว่าจอมราชันฮุ่นเทียนเป็นคนอย่างไร ชั่วร้ายอำมหิต ขี้ระแวง โลเล อย่าว่าแต่ยอมถอย ขอเพียงเผยท่าทีประนีประนอมแม้เล็กน้อย อีกฝ่ายก็จะสงสัยขึ้นมาทันที
ดังนั้นเขาจึงเผยอำนาจอหังการแต่แรกเริ่ม หาใช่การข่มขู่ไม่ แต่เขาไม่คิดจะให้อีกฝ่ายฉวยโอกาสซื้อเวลา!
ตู้ม! หนึ่งดาบกวาดผ่านนภา ฟ้าดินดูจะถล่มสลาย
ดาบแห่งโลกาปกคลุมด้วยปราณลึกลับเกินเข้าใจแห่งดาบเก้าคุมขังที่เขาเรียกใช้อย่างสุดกำลัง อำนาจดาบอันน่าสะพรึงกลัวนี้ทำให้ใบหน้าของจอมราชันฮุ่นเทียนถึงกับเปลี่ยนสี
เจ้านี่ พลังเช่นนี้ไฉนการฝึกฝนจึงอยู่ในขอบเขตศักดิ์สิทธิ์ขั้นต้นได้!? ต้องหลอกกันอยู่แน่!
ขณะกำลังครุ่นคิด ปฏิกิริยาของเขาก็ไม่ได้เชื่องช้า ห้านิ้วขยับประทับตรา ปากตวาดลั่น “ไป!”
เหนือศีรษะของเขา ภาพเพลิงโลหิตหลอมนภาที่มีรูปทรงสี่เหลี่ยมทะยานเวหา รัศมีสีเลือดทอประกาย กฎเกณฑ์ขอบเขตมหาศาลอันน่าสะพรึงกลัวย้อมฟ้าดินให้เป็นสีแดงฉาน ทั่วทศทิศสั่นคลอน
อำนาจของสมบัติลับขอบเขตมหาศาลนั้นสุดแสนน่าสะพรึงกลัว ประหนึ่งคิดทลายสวรรค์ หลอมละลายสรรพสิ่งในแดนดิน
พยากรณ์สวรรค์กับพญาวิหคเผิงเทียนสลัวต่างสีหน้าเปลี่ยน แล้วถอยหลบไปไกลทันที
เปรี้ยง!! ดาบของซูอี้ทะยานแหวกนภา ฉีกกระชากแสงสีเลือดอันไร้สิ้นสุด ฟาดฟันใส่ภาพเพลิงโลหิตหลอมนภา สมบัติทั้งสองปะทะกันอย่างรุนแรงเสียจนฟ้าดินแทบสิ้นสลาย บรรยากาศปั่นป่วนใกล้สิ้นสลายอยู่ร่อมร่อ
เปรี้ยง! ร่างของชายหนุ่มปลิวกระเด็น ดาบแห่งโลกาในมือสั่นเบาๆ เลือดลมทั่วร่างป่วนปั่น
ภาพเพลิงโลหิตหลอมนภากระเพื่อมไหวสะท้านทั่วสุญญะอย่างบ้าคลั่ง เมื่อมองด้วยตาเปล่าก็เห็นได้ว่าใบหน้าของจอมราชันฮุ่นเทียนซีดลงทุกขณะ
ทว่าเขากลับกำลังหัวเราะลั่นนภา ดวงตาทอประกาย “หวังเย่! ร่างเวียนวัฏของเจ้ามีฝีมือแค่นี้เอง!”
ซูอี้กล่าวด้วยน้ำเสียงหยอกเย้า “ในฐานะยอดฝีมือขอบเขตมหาศาลระดับสามสุดลึกล้ำ ความแข็งแกร่งปัจจุบันกลับเทียบได้เพียงตัวตนระดับแรกมหายุทธ์ เห็นได้ชัดเจนว่าหายนะเทพที่เจ้าประสบทำลายวิถีเต๋าของเจ้าคงรุนแรงน่าดู”
รอยยิ้มของอีกฝ่ายแข็งทื่อ ก่อนจะกล่าวขึ้นเสียงเรียบ “แต่ก็สามารถจัดการกับร่างเวียนวัฏของเจ้าได้อยู่ดี!”
“โอ้?”
ขณะกล่าวเช่นนั้น ซูอี้ก็ฟาดฟันดาบลงมาอีกหน เสียงดาบทะลักไหลเยี่ยงสายน้ำ ปราณลึกลับของดาบเก้าคุมขังอัดแน่นในปราณดาบ และเมื่อฟาดฟันออกมา อำนาจดาบก็ถาโถมเข้าใส่สรวงสวรรค์
ชั่วขณะนั้น ฟ้าดินเป็นเหมือนผืนผ้าใบที่แหลกสลายเป็นเสี่ยงๆ มิติอากาศบิดเบี้ยวไปหมด
อำนาจดาบนี้ทำให้พยากรณ์สวรรค์สั่นสะท้านทั้งกายใจ เห็นได้ทันทีว่าอำนาจที่ชายหนุ่มใช้นั้นสูงส่ง ร้ายกาจและลึกลับอย่างยิ่ง
มิต้องสงสัยเลยว่านั่นคือไพ่ตายของซูอี้!!
“สยบ!” ฝั่งศัตรูคำรามลั่น จากนั้นก็ใช้ภาพเพลิงโลหิตหลอมนภาเข้าต่อสู้
เปรี้ยง! ทั่วทิศเรรวน ร่างของทั้งสองประหนึ่งเทพประชันยุทธ์ ทะลวงผ่านนภากว้าง บดขยี้ทศทิศ อำนาจทำลายล้างดุจพายุใหญ่ในโลกหล้าอันรกร้างนี้
ชั่วพริบตาต่อมา
เปรี้ยง!! ร่างของซูอี้ก็กระเด็นถอย โลหิตไหลซิบจากมุมปาก
เขากระเด็นไปหลายพันจั้งกว่าจะตั้งหลักได้ ในขณะเดียวกัน ภาพเพลิงโลหิตหลอมนภาก็สั่นสะท้าน อกของจอมราชันฮุ่นเทียนกระเพื่อมขึ้นลงอย่างรุนแรง ใบหน้าชรายิ่งซีดขาวลงทุกขณะ
“หวังเย่เอ๋ย เมื่อกาลก่อนเจ้าช่างอหังการ สังหารตัวตนขอบเขตมหาศาลได้ทุกอึดใจ ทว่ายามนี้ เจ้าอ่อนแอจริงๆ!”
จอมราชันฮุ่นเทียนหัวเราะ ก่อนยุคอวสานเซียนบังเกิด เขานั้นไม่มีสิทธิ์ที่จะสู้ตัวต่อตัวกับหวังเย่โดยสิ้นเชิง และเมื่อต้องเผชิญหน้ากัน หัวใจของเขาก็ล้วนครั่นคร้าม ถือเป็นศัตรูคู่ปรับโดยธรรมชาติ!
ทว่ายามนี้ เขาสามารถต่อสู้ตัวต่อตัวกับหวังเย่ได้! จริงอยู่ว่าอีกฝ่ายเป็นเพียงร่างเวียนวัฏ แต่อีกฝ่ายก็คือหวังเย่อยู่ดี!
ซูอี้กล่าวพร้อมกับยิ้มว่า “ข้าเห็นได้ว่าเจ้าจะทนไม่ไหวอยู่แล้ว น่าจะเป็นเพราะก่อนหน้านี้ยามเจ้าเชิญบุตรแห่งสวรรค์นั่นมา เจ้าสูญเสียพลังไปมาก หาแตกต่างจากศรปลายวิถีไม่”
ชายชรากล่าวอย่างไม่แยแส “งั้นหรือ ก็ลองดูแล้วกันว่าท้ายที่สุดผู้ใดจะเหลือรอด!”
ตู้ม!
หนนี้ จอมราชันฮุ่นเทียนเปิดฉากโจมตีก่อน ชุดสีเลือดพลิ้วสะบัด เคลื่อนกายผ่านนภา สองมือถือภาพเพลิงโลหิตหลอมนภาเข้าโจมตีอีกฝ่ายอย่างดุร้าย ทรงอำนาจเยี่ยงท้องนภา!
ชายหนุ่มหาสะทกสะท้านไม่ เขาตวัดดาบเข้ารับการโจมตี
ชั่วขณะนั้น ฟ้าดินกลับสู่ความรวนเรอีกหน สุญญะอันแหลกสลายปั่นป่วนเยี่ยงกระแยวารีเชี่ยว อำนาจศึกนี้ทำให้เกิดเป็นนิมิตชวนตะลึงสารพัด ปราณดาบนับพันล้านสายทะยานผ่านนภา ร่วงหล่นเช่นพิรุณ ตะวันคล้อย จันทราร่วงหล่น มหาภูมิทลายสิ้น และยังมีนิมิตศึกนองเลือดระหว่างเทพมาร ตกตายดุจขุมนรกปรากฏขึ้น
นิมิตมหาสงครามนี้ทำให้พญาวิหคใจเต้นระทึก เย็นยะเยือกราวถูกแช่แข็ง
“เจ้าเฒ่าชั่ว ใต้เท้าอนันตรัตติกาลเขา… ช่วงเวลาสั้นๆ นี้ เขาจะมิอาจทำอันใดจอมราชันฮุ่นเทียนได้เลยนะ…”
“โง่เง่า!” ชายชราด่า “เจ้าไม่คิดหรือว่ามันช่างน่าละอาย?”
พญาวิหคเผิงเทียนสลัวใช้ปีกตบตัก “ถูกต้อง! แม่งโคตรน่าอายฉิบหาย! ก่อนหน้ายุคอวสานเซียน เขาเป็นตัวตนสูงสุดในขอบเขตมหาศาล ทว่ายามนี้ เขากลับมิอาจต่อกรได้เมื่ออยู่ภายใต้เงื้อมมือของใต้เท้าอนันตรัตติกาล ซึ่งอยู่เพียงขอบเขตศักดิ์สิทธิ์ขั้นต้น หากเปลี่ยนเป็นข้า คงปาดคอฆ่าตัวตายไปแล้ว!”
อันที่จริง ทั้งมันและพยากรณ์สวรรค์ต่างรู้เหตุผลสำคัญที่จอมราชันฮุ่นเทียนอ่อนแอ นั่นเพราะเจ้าเฒ่าผู้นี้ประสบหายนะเทพ อำนาจตกต่ำกว่าเก่าก่อนมาเนิ่นนาน!
แค่อำนาจที่เขาสำแดงออกมา ก็แย่กว่ายอดฝีมือขอบเขตมหาศาลระดับแรกมหายุทธ์อยู่แล้ว! พยากรณ์สวรรค์สงสัยกระทั่งว่าวิถีเต๋าของอีกฝ่ายน่าจะร่วงลงจากขอบเขตมหาศาลแล้วด้วยซ้ำ!!
ต้องทราบว่าเขาเองก็เคยอยู่ในขอบเขตมหาศาลมาก่อน แต่เพราะประสบทัณฑ์สวรรค์มามากมาย การฝึกฝนจึงร่วงลงจากขอบเขตมหาศาลมาเนิ่นนาน
เพราะเหตุนี้เอง หลังจากได้ประจักษ์ฝีมือที่จอมราชันฮุ่นเทียนแสดงออกมา พยากรณ์สวรรค์จึงอนุมานเช่นนี้
ทว่าสิ่งที่ทำให้ชายชราตะลึงจริงๆ คืออำนาจการต่อสู้ของซูอี้
ชายหนุ่มมีการฝึกฝนในขอบเขตศักดิ์สิทธิ์ขั้นต้นเท่านั้น แต่เมื่องัดไม้ตายออกมาใช้ เขากลับสามารถต่อสู้กับจอมราชันฮุ่นเทียนได้! ตั้งแต่อดีตจวบจนปัจจุบัน มิอาจหาผู้ใดเทียบเทียม!!
ตู้ม! ขณะที่สนทนากันอยู่นั้น ซูอี้ก็ถูกฟาดจนเซถอยอีกหนพร้อมเสียงปะทะสนั่นหล้า เส้นผมสยายยุ่ง พลังปราณปั่นป่วนเล็กน้อย เขาบาดเจ็บเสียจนไม่อาจยั้งโลหิตที่มุมปากได้
สิ่งนี้ทำให้พยากรณ์สวรรค์กับพญาวิหคเผิงเทียนสลัวตกตะลึงอยู่ในใจ
ทว่าจอมราชันฮุ่นเทียนเองก็ไม่ได้ดีไปกว่ากันนัก อาภรณ์ของเขาถูกปราณดาบฟันจนขาดวิ่น ใบหน้าชราแทบไร้สี หอบแฮ่กเหนื่อยล้า สีหน้าแววตาของเขาเจือความเหนื่อยล้าอย่างมิอาจสะกด
ทว่าเมื่อเห็นชายหนุ่มได้รับบาดเจ็บ จอมราชันฮุ่นเทียนก็อดหัวเราะลั่นนภามิได้ “หวังเย่เอ๋ย ก่อนหน้านี้เจ้ายังหน้าด้านบอกจะฆ่าข้าอยู่เลย ไม่มาฆ่าข้าให้เป็นบุญตาเสียหน่อยเล่า?”
เขาสาวเท้าไปบนอากาศ ทั่วทั้งกายแผ่ปราณร้ายกาจออกมา ขณะขับเคลื่อนภาพเพลิงหลอมนภาพุ่งเข้าใส่ซูอี้
เปรี้ยง! ทุกย่างก้าวของเขาถล่มนภาและสรรพสิ่ง!
“แย่แล้ว!” สีหน้าของพญาวิหคแปรเปลี่ยน “โจรเฒ่านั่นกำลังจะปิดฉาก!”
พยากรณ์สวรรค์สูดหายใจลึกๆ กระดองเต่าสีหม่นของเขาปรากฏขึ้นในมือ พร้อมโจมตี! ในสถานการณ์นี้ หากซูอี้พ่าย เขากับพญาวิหคเผิงเทียนสลัวก็จบเห่เช่นกัน!
ทว่ายามนี้ ชายหนุ่มคนนั้นกลับเสสรวลขึ้น “ได้ ข้าจะสงเคราะห์ให้”
ทันทีที่กล่าววาจา นิมิตหกวิถีเวียนวัฏก็ปรากฏขึ้นเบื้องหลังร่างสูงใหญ่ เผยอำนาจลึกลับเกินเข้าใจ
โลกหล้าอันปั่นป่วนแหลกสลายพลันดูเหมือนตกสู่ขุมนรกมืดมิดทันใด ทุกสิ่งในขณะนี้ดูจะนิ่งค้าง และบนร่างซูอี้ ภาวะดาบสายหนึ่งทะลวงตรงสู่สรวง!
ในภาวะดาบนั้น นิมิตอัศจรรย์สารพัดแห่งวัฏสงสารปรากฏขึ้น แท่นเกิดใหม่ตั้งตระหง่าน ชีวิตและความตายเป็นมายา บุปผาสุดวิถีแดงสดเบ่งบาน สะพรั่งแพร่ดุจเพลิงผลาญ เหนือทะเลทุกข์ไร้ประมาณ สรวงสวรรค์หมื่นภูมิสงัดเงียบจมดิ่งชั่วกาลนาน พลบค่ำมาเยือน ณ กาลอวสาน สิ้นสุดชีพแห่งเทพเซียน…
หกวิถีเวียนวัฏ เป็นตายไร้จีรัง เคลื่อนสวรรค์พัฒนา สรรพสิ่งล้วนเวียนวัฏ!
นี่คือภาวะดาบวัฏสงสารที่ลึกลับและร้ายกาจ ซูอี้รีดเร้นการฝึกฝนทั่วกายของเขาอย่างไร้จำกัด เร่งพลังดาบเก้าคุมขังอย่างเต็มที่ หลั่งไหลเข้าสู่ดาบแห่งโลกาในมือ
ตู้ม! ดาบแห่งโลกาส่งวจีลึกล้ำเยี่ยงวงเวียนวัฏสงสารหมุนสะท้อนคำราม
ม่านตาของจอมราชันฮุ่นเทียนพลันหดตัว สตินึกคิดของเขาสัมผัสวิกฤตร้ายแรงและกระสับกระส่ายยิ่ง ผิวรอบกายเจ็บแปลบ รู้สึกถึงอันตรายแก่ชีวิต
“วัฏสงสารหรือ? ร้ายกาจเช่นนี้…” หัวใจของจอมราชันฮุ่นเทียนสั่นสะท้าน
ตัวคนชะงักกะทันหัน ไม่รีบพุ่งเข้าใส่แล้ว เขาใช้ภาพเพลิงโลหิตหลอมนภาขวางไว้ตรงหน้าตนสุดกำลัง ทำร้ายกรรมวิถีของตนโดยไร้ลังเล
แทบจะพร้อมกันนั้น ซูอี้ก็เผยเพลงดาบอันแข็งแกร่งสูงสุด วิเวกเร็วพลัน!
เขารีดเร้นวิถีเต๋า หลอมรวมเคล็ดวัฏสงสารและปราณดาบเก้าคุมขังเข้าด้วยกัน อำนาจของดาบเล่มนี้จึงพุ่งทะยานถึงระดับที่น่าเหลือเชื่อ
เมื่อดาบเล่มนี้ทะยานเวหา
ตู้ม!
แดนดินในรัศมีหลายพันลี้ดูจะถูกผลักเข้าสู่วัฏสงสาร ดำมืดเยี่ยงรัตติกาลไร้สิ้นสุด
ภาวะดาบปะทุออกเยี่ยงเส้นแสงทะลวงใส่รัตติกาล เปล่งประกายในความมืดยิ่ง มีกระทั่งเสียงกำสรวลอย่างโศกาสิ้นหวังของทวยเทพดังแว่ว
พยากรณ์สวรรค์ครั่นคร้ามจนจิตหลุด ดวงตาเจ็บแปลบ พญาวิหคเผิงเทียนสลัวสมองว่างเปล่า หวาดผวาทั้งใจกาย มิอาจรับรู้เรื่องใดได้อีกราวถูกฟ้าดินเนรเทศ สิ้นสัมผัสทั้งมวล
และจอมราชันฮุ่นเทียนก็ตัวสั่นตกตะลึง เขารู้สึกกลัวขึ้นมาแล้ว!
ความหวาดกลัวแผ่ขยายเยี่ยงหย่อมหญ้างอกเงยหลังฝนในใจเขา ภัยถึงตายนี้ทำให้เขาแทบลืมหายใจ จิตต่อสู้ซึ่งเดิมแข็งแกร่งดุจเหล็กผุกร่อนไปอย่างเงียบเชียบ
หนี! ต้องหนี! หาไม่ เขาก็มีแต่ต้องตาย!
ทันใดนั้น จอมราชันฮุ่นเทียนก็คำรามสะท้านสรวง ใช้ภาพเพลิงโลหิตหลอมนภาหุ้มตัว กัดปลายลิ้นแล้วใช้เคล็ดวิชาต้องห้ามหลบหนี!
ตู้ม!!
แทบจะยามเดียวกัน ดาบอันแข็งแกร่งของซูอี้ก็ทะยานเข้าใส่อย่างดุเดือด
พื้นที่แถบนั้นแตกร้าว สภาพแวดล้อมป่วนปั่นในบัดดล คลื่นอำนาจพลุ่งพล่านอย่างบ้าคลั่ง ทำให้แดนดินในรัศมีหลายพันลี้ราบเป็นหน้ากลอง
ดาบนั้นอหังการเกินไป!
แม้จอมราชันฮุ่นเทียนจะหนีไปแต่แรก ทว่าเขาก็ยังถูกลูกหลงจากอำนาจดาบ สมบัติขอบเขตมหาศาล ภาพเพลิงโลหิตหลอมนภาเกิดรอยร้าวทั่วทั้งกาย!
และร่างของเขาก็แทบแหลกสลาย ผิวกายปริแตก กระดูกป่นละเอียด โลหิตรินไหล กลายเป็นมนุษย์สีเลือด!!