บันทึกตำนานราชันอหังการ [ 剑道第一仙 ] - ตอนที่ 1781-1785
ตอนที่ 1,781: ทะเลทุกข์อับปาง
ตู้ม!
ประตูมิติเวลาถล่มหายลับไปในท้องนภา ชายชุดม่วงยืนบนอากาศ บนหัวสวมมงกุฎ เอวคาดเข็มขัดสีทอง แม้จะสะกดการฝึกฝนไว้ในระดับมหายุทธ์ พลังจากร่างของเขาก็ยังยิ่งใหญ่ในฟ้าดิน
สิ่งที่น่าอัศจรรย์ที่สุดคือเตาหยกสีทองซึ่งลอยอยู่ตรงหน้าเขา เมื่อครู่ สมบัติชิ้นนี้ได้เข้าต่อสู้กับกระแสมิติเวลาอันปั่นป่วน ช่วยให้ชายชุดม่วงขัดขวางอำนาจกฎสวรรค์ส่วนใหญ่ไว้ได้ ลึกลับอย่างยิ่ง
“ศิษย์บรรพตลอยฟ้า เซียงอู่และจู่อวิ๋น คารวะใต้เท้าบุตรแห่งสวรรค์!”
สองมหาเซียนที่อยู่ไกลออกไปโค้งตัวคำนับ สีหน้าคลั่งไคล้เทิดทูน ก่อนหน้านี้ พวกเขาเห็นการฝืนบรรลุสู่แดนเซียนของชายชุดม่วงมากับตา หัวใจของพวกเขาตกตะลึงจนเกินใดเทียบ
บนอากาศ ชายชุดม่วงเมินมหาเซียนทั้งสองไป สายตาที่มองไปยังซูอี้ของเขาวาวโรจน์เยี่ยงประทีปและกล่าวเสียงเย็น “เจ้ามิได้หนีไป เกินคาดจริง ๆ”
แรงกดดันของเขาน่าสะพรึงกลัวเยี่ยงนายเหนือแห่งโลกา องอาจเหนือทิศทั้งสี่ จิตสังหารที่อ้อยอิ่งอยู่รอบร่างสะเทือนสุญญะทั่วทศทิศ มือหนึ่งของซูอี้ถือดาบแห่งโลกา ขณะที่เขากล่าวขึ้นด้วยเสียงราบเรียบ “เหตุใดต้องหนีด้วย?”
ชายชุดม่วงว่า “มิกลัวตายหรือไร?”
ชายหนุ่มกล่าวลอย ๆ “ลองหรือไม่เล่า?”
ทั้งสองเผชิญหน้ากัน บรรยากาศกดดันแผ่ไปทั่วทั้งโลกหล้า ต่างฝ่ายต่างไม่ลงมือโดยง่าย ดูราวทั้งคู่กลัวบางอย่างอยู่ แต่ก็ไม่มีผู้ใดยอมลง เผชิญหน้ากับอีกฝ่ายอย่างห้าวหาญเช่นกัน!
ดวงตาที่วูบไหวของชายชุดม่วงจับจ้องซูอี้ครู่หนึ่งแล้วกล่าวว่า “แม้หายนะเทพในสายตาของพวกเจ้าแดนเซียนจะทำร้ายข้าได้ มันก็แค่นั้นแล”
ซูอี้กล่าวซ้ำคำเดิม “ลองหรือไม่เล่า?”
ชายชุดม่วงขมวดคิ้ว เขาไม่เข้าใจเลยว่า ทั้งที่คนผู้นี้มีการฝึกฝนแค่ระดับราชันเซียนเท่านั้น กลับกล้าที่จะเผชิญหน้าเพียงนี้เลยหรือ? เมื่อคิดได้ดังนั้นเขาก็ระงับจิตสังหารของตนเอาไว้ก่อน
จากนั้นก็กล่าวขึ้นอย่างราบเรียบ “หากลงมือกันจริง ๆ เจ้ามิรอดมาคุยกับข้าได้หรอก!”
ซูอี้กล่าวอีกหน “งั้นก็ลองดูสิ”
ทั้งที่น้ำเสียงดูนิ่งเรียบ ทว่าอหังการสุดขีด และยังทำให้ชายชุดม่วงสัมผัสถึงการท้าทายยิ่งกว่าหนใด ปราณของเขาปั่นป่วนดุจคลื่นสมุทร อำนาจร้ายกาจทะลวงเวหา เห็นได้ชัดว่าพร้อมลงมือ ทว่าท้ายที่สุด… เขาก็ยังมิลงมือ
เมื่อเห็นเช่นนี้ ซูอี้ก็อดไม่ได้ที่จะเสสรวล “เจ้ามิกล้าใช่ไหมเล่า?”
เขากล่าวต่อโดยมิรอให้อีกฝ่ายเอ่ยตอบ “หากเจ้าฝืนลงมือ ด้วยการฝึกฝนของเจ้า หายนะเทพเล่นงานเจ้าแน่ บางทีเจ้าอาจไม่กลัว แต่เกรงว่ารากฐานมหาวิถีของเจ้าจะเสียหาย! และมันย่อมส่งผลต่อแผนการบรรลุเทพในภายหลังของเจ้า”
เมื่อได้ยินเช่นนี้ ม่านตาของชายชุดม่วงก็หดลงเล็กน้อย! เพราะเขาคิดเหมือนกับอีกฝ่ายว่าการสังหารศัตรูโดยแลกกับทำร้ายรากฐานมหาวิถีตนนั้นโง่เง่าเกินไปจริง ๆ มิควรค่ากันเลย!
ซูอี้ทอดถอนใจ “การบรรลุเทพเป็นสิ่งที่ยอดฝีมือขอบเขตมหาศาลมากมายเฝ้าฝัน และเจ้าในฐานะบุตรแห่งสวรรค์ก็ทำได้เพียงมาช่วงชิงโอกาสในแดนเซียน เพราะเหตุใดหนอ? เดาคำตอบได้ไม่ยากเลย กระทั่งในโลกแห่งเทพ โอกาสในการบรรลุเทพนั้นยังหายากยิ่งนัก หาไม่ ไฉนต้องฝืนมายังแดนเซียนด้วย?”
“เพราะโอกาสเพียงหนึ่งในชั่วชีวิตนี้เอง ไม่ว่าจะเป็นองค์เทพชิงตี้หรือเทพอื่น ๆ ต่างก็เริ่มวางแผนนี้กันมานาน และยังทุ่มเทอย่างมหาศาลเพื่อมัน จุดประสงค์ก็เพื่อให้พวกเจ้า ‘บุตรแห่งสวรรค์’ ที่ว่ามายังแดนเซียนล่วงหน้าเพื่อแสวงวิถีบรรลุเทพของตน”
“ดังนั้นเจ้าจึงไม่กล้าสร้างความผิดพลาดใด ๆ เพราะมิอาจรับอุบัติเหตุที่ส่งผลกระทบต่อแผนบรรลุเทพในภายหน้าได้”
ชายชุดม่วงกล่าวเหยียดหยันด้วยน้ำเสียงเฉยเมย “หากมีสมองสักหน่อยก็รู้เรื่องนี้กันทั้งนั้น”
ซูอี้แย้มยิ้มมิถือสา และกล่าวว่า “เจ้าเห็นเช่นนี้ได้ก็พอแล้ว”
ร่างของเขาพลันหายวับไป วจีดาบสะเทือนแดนดินสนั่นลั่น ดาบแห่งโลกาที่ปกคลุมด้วยอำนาจดาบน่าสะพรึงกลัวฟาดฟันเข้าใส่อีกฝ่าย กะทันหัน รวดเร็ว ทรงอำนาจ!
จิตสังหารเกินควบคุมปรากฏขึ้นบนใบหน้าชายชุดม่วง เขาเร่งเตาหยกสีทองเข้ารับตรง ๆ ทว่าแม้จะรับดาบของอีกฝ่ายได้ ร่างของเขาก็ปั่นป่วนไปชั่วขณะ
“เห็นหรือไม่ เจ้ามิกล้าใช้อำนาจเต็มที่เลยสักนิด” ซูอี้กล่าว
วูบ!
เขาวาดดาบโจมตี ปราณดาบฉวัดเฉวียนเคี้ยวคด โจมตีกระหน่ำดั่งพายุ ปราณแต่ละสายล้วนทรงพลังจนชวนใจหาย หากเปลี่ยนเป็นตัวตนขอบเขตมหาศาลเทียมอย่างบรรพชนเซินซาง คงถูกฆ่าไปไม่รู้กี่หนแล้ว
ชายชุดม่วงเองก็มิได้สบายนัก! เขามีวิถีเต๋าในระดับสุดลึกล้ำ นับได้ว่าเป็นตัวตนร้ายกาจ ณ จุดสูงสุดแห่งขอบเขตมหาศาลแล้ว แต่เขากลัวเกรงใน ‘หายนะเทพ’ อันปกคลุมอยู่ในกฎสวรรค์ จึงจำต้องสะกดการฝึกฝนของตนไว้ที่ระดับมหายุทธ์
แต่นี่ก็เหมือนเป็นการร่ายรำบนคมดาบ แม้จะใช้ความแข็งแกร่งระดับมหายุทธ์ หากลงมือเต็มที่ก็ยังต้องประสบภัยคุกคามจาก ‘หายนะเทพ’ อยู่ดี เพราะฉะนั้น เขาจึงเหมือนตั้งรับฝ่ายเดียวยามต่อสู้กับซูอี้!
เขากระทั่งต้องหลบครั้งแล้วครั้งเล่าเพื่อสลายวิชาดาบสังหารอันกล่าวได้ว่าร้ายกาจสยบสวรรค์ของอีกฝ่าย
“พอแล้ว!!” ชายชุดม่วงเดือดดาลเสียจนยั้งมือแทบไม่อยู่ หากเขาทิ้งบ่วงกังวล ด้วยความแข็งแกร่งของเขาก็สามารถบี้อีกฝ่ายให้ตายได้เยี่ยงมดได้!
ทว่าเขามิกล้าทำเช่นนั้น ก่อนหน้านี้ยามเขาฝืนข้ามมายังแดนเซียน รากฐานมหาวิถีของเขาก็ถูกหายนะเทพกัดกร่อนเข้าแล้ว และเขาย่อมรู้ว่าขอเพียงฝืนเสี่ยงสักครู่ เขาก็จะสามารถสังหารอีกฝ่ายด้วยอำนาจแท้จริงได้ แต่ตัวเขาก็จะถูก ‘หายนะเทพ’ กลืนกิน!
หากเรื่องนี้เกิดขึ้น มันก็ย่อมส่งผลต่อวิถีบรรลุเทพของเขา ต้องทราบว่าหลายปีมานี้ บุตรและบุตรีแห่งสวรรค์ทั้งหลายผู้ตั้งใจมายังแดนเซียนนั้นมีจำนวนมากยิ่ง ซึ่งหมายความว่าการชิงโอกาสบรรลุเทพนั้นต้องเผชิญการแข่งขันอันโหดร้ายยิ่ง หากเกิดข้อผิดพลาดขึ้น มันจะเป็นเรื่องร้ายแรง!
เปรี้ยง!
การลงมือของซูอี้ทวีความดุเดือดขึ้น เมินเฉยต่อเสียงตะโกนของชายชุดม่วง โดยมิกลัวล่วงเกินอีกฝ่ายแต่อย่างใด ปราณดาบไหลหลากเยี่ยงธารสวรรค์ซัดสาด โจมตีอย่างต่อเนื่อง เพียงไม่กี่อึดใจ ชายชุดม่วงก็บาดเจ็บแล้ว แม้จะเป็นเพียงบาดแผลทางกาย มันก็ยังทำให้เขาสะบักสะบอมเอาการ!
“นี่…” ไกลออกไป สองมหาเซียนซึ่งอ้างว่าชื่อเซียงอู่กับจู่อวิ๋นแทบสิ้นสติ คิดให้ตายอย่างไร พวกเขาก็มิคาดคิดเลยว่าท่านบุตรแห่งสวรรค์ซึ่งดูยิ่งใหญ่เหนือใครจะตกอยู่ในสถานการณ์ตั้งรับฝ่ายเดียว
“ยุ่งไม่เข้าเรื่อง มาทำให้ข้าโกรธ ข้าจะล้างโคตรเจ้าเสีย!!” ชายชุดม่วงคำรามอย่างเดือดดาล เขาโมโหอกแทบระเบิด รู้สึกว่าตนช่างอับโชคเสียจริง
เขาเพิ่งมาถึงแดนเซียนแท้ ๆ แต่ไม่เพียงไป๋หลิ่วต้องตกตายอย่างน่าเวทนา กระทั่งเขายังประสบหายนะเทพจนต้องสะกดการฝึกฝนของตนไว้ ไม่ต้องพูดถึงว่ายามนี้ เขากระทั่งถูกราชันเซียนผู้หนึ่งโจมตีจนกระเจิง ความอับอายนี้ทำให้เขาอยากจะทุ่มอำนาจโจมตีสุดตัวหลายต่อหลายหน
ทว่าท้ายที่สุด… เขาก็ยังกล้ำกลืน! ด้วยหากทนไม่ได้ เขาจะทำให้แผนการใหญ่พังทลาย และเขาจะไม่ยอมให้วิถีบรรลุเทพของตนเองในหนนี้เกิดเหตุพลิกผันเด็ดขาด!
“เฮอะ!” ร่างของซูอี้ทะยานขึ้นจากพื้นอย่างรุนแรง เขาใช้อำนาจดาบเก้าคุมขังออกมาอีกครั้ง เมื่อบิดข้อมือ ดาบแห่งโลกาก็ตวัดลงอย่างดุดัน ฟ้าดินพลันตกสู่อนธการ หกนิมิตปรากฏขึ้น สรรพสิ่งดูจะถูกผลักลงสู่วัฏสงสารอันมืดมิด วิเวกเร็วพลัน!
เทียบกับกาลก่อน อำนาจของดาบเล่มนี้ทรงพลังขึ้นทวีคูณ!! ม่านตาของชายชุดม่วงหดตัว วัฏสงสาร!? เขาหากล้าลังเลไม่ ใช้เตาหยกสีทองต้านไว้เต็มกำลังทันที
เคร้ง!!! พิรุณแสงและปราณดาบเคลื่อนผ่าน ในการปะทะสะเทือนโลกหล้าครานั้น ชายชุดม่วงและเตาหยกสีทองกระเด็นไปเบื้องหลัง อาภรณ์ขาดวิ่น ผิวถูกปราณดาบอันน่าสะพรึงกลัวเฉือนเป็นรอยใหญ่และยาว โลหิตกระเซ็นสาด เตาหยกสีทองนั้นก็ยิ่งสั่นสะท้าน แทบกระเด็นอย่างไร้ควบคุม!!
ทว่าซูอี้กลับขมวดคิ้ว ดาบเล่มนี้ก็ยังมิอาจปราบอีกฝ่ายลงได้ แม้แต่บาดแผลก็มิได้ร้ายแรง ท้ายที่สุดแล้ว ชายผู้นี้ไม่ได้อยู่ในระดับมหายุทธ์ แต่เป็นตัวตนระดับสุดลึกล้ำผู้กดการฝึกฝนลงสู่ระดับมหายุทธ์!
“มิน่าเล่า เจ้าจึงไร้ความกลัวนัก ที่แท้เจ้าก็คือผู้ที่ทวยเทพคิดจะล่า!!” ดวงตาของบุตรแห่งสวรรค์เครียดขึ้ง เขาเข้าใจแล้ว อีกฝ่ายหาใช่ทูตสวรรค์ขององค์เทพหลิงหลงไม่ แต่เป็นผู้ลบหลู่ซึ่งถือครองอำนาจวัฏสงสาร!!
“เพิ่งเข้าใจยามนี้หรือ? สายไปแล้ว!” ชายหนุ่มทะลวงโจมตีอีกคราโดยมิได้ยั้งมือ
วิ้ง! คมดาบแห่งโลกาสีหมึกเรืองรองเยี่ยงรัตติกาลมืดมิดไร้จำกัด และบนตัวดาบซึ่งสั่นสะท้านรุนแรง เสียงคำรามก็ดังลั่นเยี่ยงคลื่นกระโชก ทันใดนั้น ทะเลทุกข์อันขมุกขมัวก็สะท้อนขึ้นเป็นวงกว้างในฟ้าดิน สรรพสิ่งนับไม่ถ้วนดิ้นรนอยู่ในทะเลทุกข์ก่อนจะลับหายไป
ทะเลทุกข์ไร้ขอบเขต หันศีรษะกลับจึงเห็นฝั่ง ทว่าทะเลทุกข์นี้หามีขอบเขตไม่ แล้วจะหาฝั่งพบเช่นไร? อำนาจที่ทำให้ฟ้าดินสั่นสะท้านกวาดทั่วนภานั้นคือเคล็ดพลังการจม ร้ายแรงปานจะฝังฟ้าดินถิ่นนี้ลงสู่ทะเลทุกข์ ดาดิ่งจมนทีชั่วกาล!
เมื่อเทียบดาบเล่มนี้กับ ‘วิเวกเร็วพลัน’ แล้วน่าสะพรึงกลัวยิ่งกว่า ทะเลทุกข์นั้นเป็นราวกรงขังจองจำฟ้าดิน ทำให้มิอาจหลีกเลี่ยงได้พ้น ดาบเล่มนี้มีนามว่า ‘ทะเลทุกข์อับปาง’!
นี่คือวิชาดาบขั้นสูงของซูอี้ที่ได้มาจากการทำความเข้าใจมรดกวิถีดาบมาชั่วชีวิต บูรณาการเคล็ดพลังวัฏสงสารและขัดเกลาฝึกฝนเป็นเวลาสามสิบปีในแดนสารทวสันต์! หากจะบอกว่า ‘วิเวกเร็วพลัน’ มีความเร็วที่เป็นเลิศ เช่นนั้น ‘ทะเลทุกข์อับปาง’ ก็คืออำนาจจองจำสยบปราบ!
และเมื่อหลอมรวมดาบเล่มนี้เข้ากับปราณดาบเก้าคุมขัง มันก็เผยอำนาจลึกลับร้ายกาจออกมา สร้างรอยร้าวมากมายนับไม่ถ้วนขึ้นในโลกเร้นลับคุนอู๋นี้เยี่ยงกระเบื้องร้าวใกล้แหลกสลาย!
อำนาจร้ายกาจนั้นกล่าวได้ว่าสั่งตาย ทำให้สองมหาเซียนเซียงอู่และจู่อวิ๋นตกใจขนลุกขนพอง และชายชุดม่วงก็ตัวเกร็งเต็มที่ สังหรณ์ใจอย่างร้ายแรงว่าหากใช้อำนาจระดับมหายุทธ์เข้าประชัน คงปราบอีกฝ่ายได้ยาก!
“ขึ้นมา!” เขาตวาดลั่นขณะเรียกใช้เตาหยกสีทอง อำนาจกฎสีทองเรืองรองเกินคณาเยี่ยงตะวันสีทองเฉิดฉายขึ้นจากทะเลทุกข์
เปรี้ยง!! ท้องนภาสั่นสะท้าน โลกเร้นลับคุนอู๋ถล่มสลายลงพร้อมเสียงกัมปนาท ภายในทะเลทุกข์อันไร้ขอบเขต ชายชุดม่วงส่งเสียงโอดอู้อี้ในคอ ร่างแหลกร้าวทั่วกาย
ทว่ายามนี้ ภายใต้การคุ้มกันของเตาหยกสีทอง ร่างของเขาได้ทะยานผ่านนภา ทะลวงมุมหนึ่งของทะเลทุกข์หนีจากวงล้อมไปได้!
ตอนที่ 1,782: แม้นระวังรอบคอบ ก็ย่อมมีพลาดพลั้ง
โลกเร้นลับคุนอู๋พังทลาย มันส่งคลื่นทำลายล้างสะเทือนโลกาเยี่ยงยามโลกใบน้อยถูกทำลายสิ้น ร่างของชายชุดม่วงที่ลอยอยู่บนอากาศสะบักสะบอมอย่างยิ่ง ใบหน้าหล่อเหลาบึ้งตึง
เขาบาดเจ็บ! บาดแผลร้ายแรง! ทั้งหมดนี้เป็นฝีมือผู้ถือครองวัฏสงสาร! ดวงตาของเขาเครียดเขม็ง พลางชี้หน้าด่าซูอี้ “จำไว้ นามของข้าผู้นี้คือชิงเซียว พบกันครั้งหน้า ข้าจะฆ่าเจ้าแน่!” เสียงมิทันขาดคำ ร่างของเขาก็เลือนหายไป
ตู้ม! แสงทองพาดผ่านนภา ปกคลุมร่างของสองมหาเซียนจากบรรพตลอยฟ้าพาเคลื่อนจากไป ซูอี้มิได้ไล่ตาม เขารู้แต่แรกแล้วว่าด้วยอำนาจปัจจุบันของตน คงไม่อาจสังหารบุตรแห่งสวรรค์ผู้อ้างว่าตนชื่อชิงเซียวได้
เหตุผลนั้นง่ายดายมาก เพราะอีกฝ่ายเป็นผู้ฝึกตนระดับสุดลึกล้ำ! หากจนตรอก อีกฝ่ายคงไม่ลังเลที่จะโจมตีอย่างสุดกำลังเป็นแน่ และด้วยความแข็งแกร่งของซูอี้ในปัจจุบัน ก็ยังมิอาจต่อสู้กับตัวตนระดับสุดล้ำลึกอย่างสูสีได้ เพราะชายหนุ่มยังไม่ได้เข้าสู่ขอบเขตมหาเซียนเลย…
‘ดูเหมือนว่าในช่วงเวลาอันใกล้นี้ ‘บุตรแห่งสวรรค์’ กับ ‘บุตรีแห่งสวรรค์’ ผู้มายังแดนเซียนจะยังเป็นภัยคุกคามต่อข้าไม่สูงนัก’ ซูอี้กล่าวในใจ
‘หายนะเทพ’ ซึ่งทวยเทพทิ้งไว้ในแดนเซียนนั้นมุ่งเป้าไปที่ตัวตนขอบเขตมหาศาลทั้งหลายเป็นพิเศษ เพราะเหตุนี้ เมื่อนานมาแล้ว พวกเจ้าเฒ่าอย่างเซวี่ยเซียวจื่อ เจียงไท่เออ หนานผิงเทียน และฉู่เสินทงจึงหดหัวมิกล้าโผล่มา เพราะต้องหลบเลี่ยงการโจมตีของหายนะเทพ
และ ‘บุตรแห่งสวรรค์’ กับ ‘บุตรีแห่งสวรรค์’ เหล่านี้อาจจะมาจากโลกแห่งเทพ แต่ขอเพียงมีการฝึกฝนในขอบเขตมหาศาล พวกเขาก็จะถูก ‘หายนะเทพ’ โจมตีมิต่างกัน! เหมือนก่อนหน้านี้ สภาพของชิงเซียวสะบักสะบอมเกินรับ จนแล้วจนรอดก็มิอาจใช้อำนาจระดับสุดลึกล้ำได้
เพราะเหตุใด? ง่าย ๆ เลย เพราะกลัวถูกหายนะเทพโจมตี! เมื่อเกิดเรื่องเช่นนี้ขึ้น มันจะกระทบต่อวิถีบรรลุเทพของพวกเขาในภายหน้าอย่างร้ายแรง ด้วยเหตุนี้ มีหรือซูอี้จะยังกลัวภัยคุกคามจากพวก ‘บุตรแห่งสวรรค์’ ‘บุตรีแห่งสวรรค์’ ที่ว่านี้อีก?
“ข้าแค่ไม่ทราบเลยว่าเตาหยกสีทองนั่นคือสมบัติอันใด จึงทำให้อำนาจกรรมวิถีชาติที่ห้าหลี่ฝูโหยวมีปฏิกิริยาเช่นนั้น…” ซูอี้ครุ่นคิด “หรือจะบอกว่าในยุคสุดวิเวก หลี่ฝูโหยวผู้จากโลกเวียนไปแสวงวิถีดาบ ณ ธารนทีสายยาวแห่งยุคสมัยจะมีความแค้นกับเจ้าของเตาหยกสีทองนั่น?”
เป็นไปได้ทีเดียว! เพราะถึงอย่างไร มีหรืออำนาจกรรมวิถีของหลี่ฝูโหยวจะแปรเปลี่ยนโดยไร้เหตุผล? ก่อนหน้านี้ ที่เขาเคยต่อสู้กับบุตรแห่งสวรรค์ชิงเซียวก็เพื่อฉวยโอกาสนี้หยั่งเชิงว่าจะสามารถปลุกอำนาจกรรมวิถีชาติที่ห้าขึ้นมาได้หรือไม่ น่าเสียดายที่สุดท้ายเขาก็ไม่สมดั่งหวัง
“ช่างเถอะ ออกจากที่นี่ก่อนดีกว่า” ซูอี้มิคิดมาก จากนั้นเขาก็เก็บดาบแห่งโลกาแล้วลอยจากไป ราตรีเคลื่อนผ่าน รุ่งสางใกล้มาเยือนเต็มที
ซูอี้มุ่งหน้าสู่บูรพา ทวีปวิญญาณน้อยเป็นทวีปสุดบูรพาของแดนเซียน อยู่ติดกับทะเลบูรพาและถนนเสนาะจินดา หนึ่งในสามตลาดมืดหลักแห่งแดนเซียนก็ตั้งอยู่ในฝั่งบูรพาของทวีปวิญญาณน้อย
มันเป็นนครเซียนโบราณใกล้ทะเลบูรพา มีนามว่า ‘นครเซียนหมอกอัสดง’ ชายหนุ่มตั้งใช้โอกาสนี้ไปตรวจดูที่ถนนเสนาะจินดาว่าจะสามารถรวบรวมสมบัติเลิศล้ำแห่งฟ้าดินเช่นปราณปฐพี ดินห้าสีและเทวสุคนธ์เก้าลึกล้ำเพื่อฟูมฟักพัฒนาพฤกษาหมื่นภูมิได้หรือไม่
สองชั่วยามต่อมา รุ่งสางเจิดจรัสอาบไล้นภา ซูอี้ผู้กำลังเดินทางพลันจำเรื่องหนึ่งขึ้นได้… ทวยเทพไม่ยอมให้มีวัฏสงสารอยู่ และยามนี้ บุตรแห่งสวรรค์ถูกส่งมายังแดนเซียน นอกจากชิงโอกาสบรรลุเทพแล้ว เกรงว่าพวกเขาก็คงรับภารกิจสังหารเขามาเช่นกัน!
ด้วยเหตุนี้ หากมีโอกาสฆ่าเขา ก็ยากรับประกันได้ว่าจะไม่มีตัวตนเหี้ยมโหดในหมู่บุตรแห่งสวรรค์ที่มิกลัวอำนาจหายนะเทพ! ‘ดูเหมือนว่าหากพบบุตรหรือบุตรีแห่งสวรรค์ในภายภาคหน้า คงไม่อาจชะล่าใจได้แล้วแฮะ’ ซูอี้กล่าวในใจ เขาหากลัวภัยคุกคามเหล่านี้ไม่ แต่ก็ต้องระวังไว้ก่อน
……
ขณะเดียวกัน หุบผาแห่งหนึ่ง สีหน้าของชิงเซียวคล้ำเครียด นั่งขัดสมาธิเยียวยาบาดแผลตนอยู่ มหาเซียนเซียงอู่กับจู่อวิ๋นจากบรรพตลอยฟ้ายืนเล่าเกี่ยวกับวีรกรรมและที่มาของซูอี้อยู่ข้างกายเขาอย่างนอบน้อม
ไม่นานนัก ชิงเซียวก็เข้าใจว่าคู่ต่อสู้ซึ่งทำให้เขาต้องเสียหายหนักหนาผู้นี้เป็นอย่างไร ร่างเวียนวัฏของจอมราชันอนันตรัตติกาล! หนึ่งดาบปราบเหนือแดนเซียน เป็นที่เคารพในโลกหล้า รู้จักในฐานะตัวตนไร้เทียมทานอันดับหนึ่งในแดนเซียน! ความสำเร็จในวิถีดาบมิอาจหาผู้ใดเทียบเคียง!
แม้ยามนี้อีกฝ่ายจะเป็นผู้ฝึกตนในระดับราชันเซียน ตัวเขาในอดีตก็สังหารมหาเซียนในโลกหล้ามามากมาย และกระทั่งถล่มลัทธิหมื่นวิญญาณได้ด้วยตัวคนเดียว!! ความสำเร็จอันเจิดจรัสเช่นนี้ทำให้เขาอดประหลาดใจมิได้
ภายในโลกแห่งเทพที่เขาจากมาก็มีตัวตนวิถีเซียนมากมายเกินคณานับ ทว่าเขาไม่เคยได้ยินเลยว่าจะมีราชันเซียนผู้ใดทรงพลังจนสังหารมหาเซียนได้ ยิ่งไม่ต้องพูดถึงว่าในศึกก่อนหน้านี้ อำนาจต่อสู้ท้าทายสวรรค์ที่ชายหนุ่มสำแดงออกมานั้น เป็นภัยต่อชีวิตได้กระทั่งกับยอดฝีมือระดับมหายุทธ์!!!
“ว่าแล้วเชียว ผู้ถือครองวัฏสงสารนั้นเป็นพวกผิดกฎสวรรค์ ไม่น่าเล่า ทวยเทพจึงมิยอมให้มีอยู่!” ดวงตาของชิงเซียววูบไหว ทันใดนั้น สีหน้าของเขาก็พลันแปรเปลี่ยน ผุดลุกขึ้นและหายวับไปในอากาศ
สองเค่อต่อมา ดวงตาของชิงเซียวกวาดมองไปรอบ ๆ ซากปรักหักพังของโลกเร้นลับคุนอู๋ แต่ก็มิอาจสัมผัสปราณที่อีกฝ่ายทิ้งเอาไว้ได้อีกแล้ว
“พลาดแล้ว!”
“ข้าลืมได้อย่างไรว่าหากล่าเจ้าคนบาปนี่ได้ ข้าก็มิต้องหาหนทางบรรลุเทพอีกต่อไปแล้ว เพียงนำอำนาจวัฏสงสารกลับไปก็เทียบได้กับการสร้างผลงานเกินใดเทียบ!”
“ข้าไม่ต้องสู้กับใคร บรรพชนชิงตี้ก็จะช่วยข้าบรรลุความปรารถนาขึ้นเป็นเทพด้วยตนเอง!”
ชิงเซียวเดือดดาลจนกัดฟันแทบแหลก กระทั่งนักปราชญ์ยังพลาดพลั้งได้ ก่อนหน้านี้ เขาคิดเพียงจะหลบเลี่ยงหายนะเทพอย่างไรมิให้กระทบต่อวิถีบรรลุเทพในภายหน้า จึงลืมไปว่าขอเพียงสังหารซูอี้ผู้ครอบครองวัฏสงสารลงเสีย เขาก็จะสร้างผลงานมหาศาล!!
เมื่อคิดถึงโอกาสอันหายากเช่นนั้นถูกเมินไปเสียดื้อ ๆ ชิงเซียวก็อยากตบตัวเองสักสองฉาดเหลือเกิน ท้ายที่สุด เขาก็ถอนหายใจยาวแล้วหันหลังจากไป
เขารู้ดีมากว่าหากจะจับตัวซูอี้ในภายภาคหน้า เกรงว่าตนก็คงทำได้เพียงรอ… และเขาก็รู้เช่นกันว่าบุตรและบุตรีแห่งสวรรค์เช่นตนย่อมต้องหมายตาซูอี้หลังปรากฏตัวสู่แดนเซียนสำเร็จ! นี่หมายความว่าคู่แข่งจะเพิ่มขึ้น! หากคิดจะจับตัวอีกฝ่าย มันจะยากเย็นขึ้นอย่างยิ่ง!
“บรรพชนชิงตี้กล่าวไว้ว่าในสิบปี แดนเซียนนี้จะเกิดการเปลี่ยนแปลงนับไม่ถ้วน และยามนั้น ‘ผลวิถีฮุ่นตุ้น’ อันเป็นของโลกปัจจุบันจะถือกำเนิดแน่นอน”
“ขอเพียงผลวิถีฮุ่นตุ้นปรากฏขึ้น วิถีบรรลุเทพก็จะอุบัติ และอำนาจ ‘หายนะเทพ’ ที่ทวยเทพเดิมร่วมมือกันปลดปล่อยในแดนเซียนก็จะหายไป”
“นี่คือยุคทองอันเจิดจรัสกว่าหนใดสำหรับแดนเซียนในทุกวันนี้ เหล่ายอดฝีมือระดับสุดลึกล้าล้วนมีโอกาสช่วงชิงผลวิถีฮุ่นตุ้น ปะทุเพลิงเทพ ก่ออำนาจเทพและเข้าสู่วิถีบรรลุเทพได้”
“แล้วข้าหรือจะทำมิได้?”
ยามมายังแดนเซียน ชิงเซียวก็ได้รับรู้ความลับมากมายจากบรรพชนชิงตี้ ในหมู่พวกเขา บรรพชนชิงตี้กล่าวไว้เป็นพิเศษว่าโอกาสบรรลุเทพในแดนเซียนนั้นหาเล็กน้อยไม่ หากคว้าไว้ได้ มันก็สามารถสร้างอำนาจเทพสูงสุด และเมื่อได้เป็นเทพในภายภาคหน้า เขาก็จะเป็นเทพชั้นสูงได้โดยมิต้องกังวลเลย!
และกระทั่งมีโอกาสช่วงชิงตำแหน่ง ‘นายเหนือแห่งทวยเทพ’ ในภายหน้าด้วย! นายเหนือแห่งทวยเทพ สมญานามนี้สามารถทำให้ทวยเทพทั้งหลายถึงกับเฝ้าฝันหาแล้ว!
เพราะการที่ ‘ผลวิถีฮุ่นตุ้น’ ซึ่งกำลังจะเกิดขึ้นในแดนเซียนภายในสิบปีนี้พิเศษและหายากเกินไป มันจึงถูกทวยเทพหมายตามาเนิ่นนาน! ดังนั้นทวยเทพจึงวางแผนล่วงหน้า วางขุมกำลังไว้ในแดนเซียนเสียแต่เนิ่น ๆ เพื่อเตรียมตัวให้พร้อมก่อนมหาสมบัติบรรลุเทพนี้จะปรากฏขึ้น
ดังนั้นบุตรแห่งสวรรค์อย่างชิงเซียวจึงมาเยือนแดนเซียนพร้อมกันในกาลต่อมา! ชิงเซียวไม่ต้องคิดก็รู้ว่า หากมิถูกกฎบัญญัติสั่งห้าม ทวยเทพจะลงมือเอง มิยอมพลาดโอกาสอันยิ่งใหญ่เช่นนี้ไปได้อย่างแน่นอน!
“สิบปี!”
“ต่อให้ฆ่าซูอี้ผู้นั้นไม่ได้ในสิบปี ก็ต้องชิงโอกาสบรรลุเทพนี้มาไว้ในมือให้จงได้!” ชิงเซียวครุ่นคิด
…… ณ ริมธารอันเชี่ยวกรากแห่งหนึ่ง ซูอี้นั่งสนทนากับปราชญ์หงอวิ๋นและซิงเชวียอยู่บนเก้าอี้หวาย ไม่นานนัก เขาก็ได้รับรู้ว่าหญิงสาวกับสุนัขตัวนี้เพิ่งมาถึงแดนเซียนได้ไม่นานนี้
จากคำพูดของพวกนาง ระหว่างโลกมนุษย์กับแดนเซียนยังมีชั้นกั้นภูมิที่แทบจะไม่อาจข้ามได้อยู่ แม้กระทั่งปราชญ์หงอวิ๋นยังประสบกับหายนะร้ายแรง โอกาสตายมากกว่ารอด ท้ายที่สุดนางยังต้องชดใช้หนักหนากว่าจะมาถึงแดนเซียน
ส่วนชิงหว่าน ชิงถัง เซียนดาบชิงซื่อ ดาบพุทธะสรรพสุญตา หลวงจีนคงจ้าวและคนขายของเก่านั้น ยังอยู่ในจักรดาราตงเสวียน เมื่อรู้ว่าสหายเก่าเหล่านี้ยังอยู่ดี ซูอี้ก็โล่งใจ
เวลาเพิ่งผ่านมาสามปี และเมื่อเขากวาดล้างความวุ่นวายในแดนเซียน ปราบโลกหล้าเป็นหนึ่งได้ เขาก็จะสามารถใช้อำนาจยิ่งใหญ่นำคนเหล่านั้นมายังแดนเซียน!
“เจ้าใหญ่ทอง เจ้าพาหงอวิ๋นกับซิงเชวียออกเดินทางสู่ซากตำหนักอนันตรัตติกาลเดี๋ยวนี้เลย” ชายหนุ่มออกคำสั่ง “เมื่อไปถึง หากใช้ยันต์ลับนี่ก็จะเข้าไปในวังดินปุจฉาสวรรค์ได้ พวกเขาจงฝึกฝนอยู่ที่นั่นก่อน”
ว่าแล้ว เขาก็ส่งยันต์ลับแผ่นหนึ่งให้เซียนคุนอู๋ชุดขาว แดนเซียนนั้นปั่นป่วนรวนเร คลื่นใต้น้ำไหลเชี่ยว สถานการณ์รังแต่จะทวีความรุนแรงขึ้นในภายหน้า และซูอี้ก็สังหรณ์ว่าขุมกำลังเซียนที่เป็นปรปักษ์กับเขาจะไม่มีทางยอมรามือ ในอนาคต พวกเขาจะต้องก่อมรสุมถล่มใส่เขาแน่นอน
เพราะฉะนั้น สิ่งเดียวที่จะทำได้ก็คือหาที่หลบภัยให้ผู้คนรอบกายเขาเสียก่อน ในทางกลับกัน ตัวเขาหาใส่ใจเหตุแปรปรวนเหล่านั้นไม่ หากเขาต้องการซ่อนตัวตน ด้วยฝีมือของเขา กระทั่งขุมกำลังไร้เทียมทานอันถือตนเป็นศัตรูคู่อาฆาตเมื่อกาลก่อนของเขาก็ไร้หนทางหาพบ!
“ขอรับ!” เซียนคุนอู๋ชุดขาวรับคำสั่งอย่างเคร่งขรึม วันเดียวกันนั้น เขาก็พาปราชญ์หงอวิ๋นกับซิงเชวียจากจร
สองวันหลังจากนั้น ทางบูรพาทิศของทวีปวิญญาณน้อย นครเซียนหมอกอัสดง ซูอี้เปลี่ยนรูปลักษณ์ของเขาคล้ายตัวตนในชาติที่เก้า โดยสวมอาภรณ์เรียบง่าย เดินเข้าไปในเมืองโบราณที่อยู่ติดอยู่กับทะเลบูรพา
วันเดียวกันนั้น เขาใช้ยันต์ส่งสารแจ้งเจ้าของตลาดมังกรดำ ราชันวิถีมังกรแดง สั่งนางให้มารวมตัวกับเขาที่นครเซียนหมอกอัสดงโดยเร็วที่สุด หลังจากไปยัง ‘ถนนเสนาะจินดา’ ชายหนุ่มตั้งใจจะไปทะเลบูรพาต่อ!
ตอนที่ 1,783: บันทึกผลกรรมแห่งเก้าความลับแห่งจักรวาล
การตัดสินใจไปยังทะเลบูรพาของซูอี้ไม่ใช่เพียงความคิดชั่ววูบ ประการแรก คลื่นใต้น้ำในแดนเซียนกำลังเชี่ยวกราก สถานการณ์เรรวนป่วนปั่น การหลีกเลี่ยงมิเป็นจุดสนใจ ทำตนให้ห่างเข้าไว้ก็จะสามารถหลบการถูกดูดเข้าพัวพันในวังวนมรสุมได้
ประการที่สอง ลึกเข้าไปในทะเลบูรพามีเขตหวงห้ามลึกลับอยู่มากมาย โอกาสซึ่งกระจัดกระจายในสถานที่เหล่านั้นมีบทบาทสำคัญสำหรับการพิสูจน์เต๋าสู่ขอบเขตมหาเซียนของเขา และประการที่สามนั้นเกี่ยวข้องกับชาติที่ห้าหลี่ฝูโหยว!
วานรเฒ่าสะพายดาบเคยกล่าวไว้ว่า ณ ยุคสุดวิเวก หลี่ฝูโหยวได้ทิ้ง ‘เรือลอยฟ้า’ ลำหนึ่งไว้ที่ทะเลบูรพา และหากขึ้นเรือลำนั้น เขาก็จะสามารถเข้าสู่ ‘ภูเขาซากวิญญาณ’ แดนพำนักของหลี่ฝูโหยวได้ บนภูเขาซากวิญญาณมีมรดกชั่วชีวิตของหลี่ฝูโหยวอยู่ รวมไปถึงสารพัดมรดกคัมภีร์เต๋าที่เขาสั่งสมไว้
กาลก่อน วานรเฒ่าสะพายดาบเคยได้รับเกียรตินั่งเรือลอยฟ้าสู่ภูเขาซากวิญญาณ และได้พบมรดกตำรามากมายดุจสมุทรไพศาล และเมื่อซูอี้ไปยังทะเลบูรพาหนนี้ เขาก็ตั้งใจลองดูว่าจะสามารถหาภูเขาซากวิญญาณและค้นประวัติอดีตชาติของตนเองได้บ้างหรือไม่
…… นครเซียนหมอกอัสดง ในร้านจำนำทางอาคเนย์
“ข้าจะไปถนนเสนาะจินดา” ซูอี้เคาะโต๊ะปลุกชายชราไว้เคราแพะผู้หนึ่งซึ่งงีบหลับอยู่ขึ้นมา
ชายชราไว้เคราแพะเหลือบมองซูอี้และกล่าวว่า “ท่านเองก็อยากเข้าร่วมงานประมูลของ ‘เผ่าภูตวาฬยักษ์’ หรือ?”
ซูอี้นิ่งไปและกล่าวเบา ๆ “งานประมูลนี้พิเศษมากหรือ?”
ชายชราไว้เคราแพะแย้มยิ้ม ถูสองนิ้วเข้าหากัน ซูอี้นำถุงสัมภาระบรรจุหยกเซียนร้อยชิ้นออกมาส่งให้ ชายชราไว้เคราแพะเหลือบมองถุงสัมภาระแล้วแย้มยิ้มอบอุ่น จากนั้นก็กล่าวแนะนำงานประมูลของเผ่าภูตวาฬยักษ์
ปรากฏว่าเมื่อครึ่งเดือนก่อน ‘เผ่าภูตวาฬยักษ์’ ซึ่งอยู่ ณ ส่วนลึกแห่งทะเลบูรพาออกมาประกาศว่าจะจัดงานประมูลขึ้นในถนนเสนาะจินดา ในงานประมูลหนนี้ สมบัติโบราณจากวังมังกรส่วนหนึ่งซึ่งอยู่รอดมาแต่ยุคสุดวิเวกจะถูกนำมาประมูลด้วย!
ทันทีที่ข่าวปรากฏ ทั่วหล้าก็เซ็งแซ่ฮือฮาโดยพลัน ชั่วกาลช่วงนี้ ผู้มีอำนาจจากทั่วแดนเซียนต่างแห่กันมาเข้าร่วมงานประมูลเพื่อชมสมบัติโบราณจากวังมังกรเหล่านี้มากมาย
“แน่ใจหรือว่ามันเป็นสมบัติโบราณจากวังมังกร?” ซูอี้ประหลาดใจ วังมังกรทะเลบูรพา! ขุมกำลังโบราณอันแทบจะมีอยู่เพียงในเรื่องเล่าเกี่ยวกับยุคสุดวิเวก ตลอดมานี้มิอาจหาหลักฐานใด ๆ มายืนยันได้เลยว่าขุมกำลังโบราณนี้เคยมีตัวตนอยู่จริง
ทว่ายามนี้ เผ่าภูตวาฬยักษ์กลับอ้างว่าจะนำสมบัติจากวังมังกรส่วนหนึ่งออกประมูล ทำให้ซูอี้ถูกกระตุ้นความใคร่รู้ขึ้นมา จากเรื่องเล่าต่าง ๆ วังมังกรทะเลบูรพานั้นมีสมบัติเกินจินตนาการมากมาย!
ชายชราไว้เคราแพะตบอกยืนยัน “ภายในถนนเสนาะจินดา เผ่าภูตวาฬยักษ์มิกล้าโป้ปด เรื่องนี้วางใจได้เลย”
ซูอี้ว่า “ขอใบเบิกทางข้าหนึ่งใบ” ใบเบิกทางนั้นคือบัตรผ่านสำหรับเข้าไปในถนนเสนาะจินดา
ชายชราไว้เคราแพะแย้มยิ้ม นำป้ายตราสีดำชิ้นหนึ่งออกมาให้ด้วยสองมือ “สหายเต๋ารับไว้เถิด” แล้วเขาก็เปลี่ยนประเด็นกล่าวทันที “หากสหายเต๋าสนใจเข้าร่วมงานประมูล ท่านคงต้องเตรียมทรัพย์สินให้มากกว่านี้หน่อย เท่าที่ตาเฒ่าผู้นี้ทราบ นอกจากงานประมูลนี้จะมีสมบัติโบราณจากวังมังกร ยังมีสมบัติหายากอื่น ๆ อยู่ด้วยนะ”
ซูอี้กล่าวอย่างสนอกสนใจ “มีปราณปฐพีหรือไม่?”
ชายชราไว้เคราแพะสีหน้าแข็งค้าง และกล่าวด้วยรอยยิ้มแห้ง “สมบัติศักดิ์สิทธิ์เช่นนั้นสิ้นสูญไปเนิ่นนานแล้ว มีหรือจะมาให้พบเห็นกันง่าย ๆ?”
“แล้วดินห้าสีเล่า มีหรือไม่?”
“เอ่อ… ไม่”
“แล้วเทวสุคนธ์เก้าลึกล้าเล่า?”
“นี่… ก็ไม่มี”
ซูอี้ร่ายรายนามถามถึงสมบัติเลิศล้ำแห่งฟ้าดินชิ้นต่าง ๆ ตาม ๆ กัน ซึ่งทำให้ชายชราไว้เคราแพะปริปากตอบคำ ๆ เดิมซ้ำ ๆ จนอดกลอกตามิได้ สมบัติเลิศล้ำแห่งฟ้าดินเหล่านั้นมิได้ปรากฏเสียเนิ่นนาน อย่าว่าแต่เรื่องอื่นใด ต่อให้พวกมันปรากฏขึ้น ใครเล่าจะนำพวกมันออกมาขาย?
ทันใดนั้น หนึ่งเสียงเพราะพริ้งเยี่ยงลานนาสวรรค์ก็กล่าวขึ้น “ข้ามีเทวสุคนธ์เก้าลึกล้าขวดหนึ่ง คงสามจินได้ หากเจ้าจ่ายไหว ข้าจะขายให้เจ้า”
ชายหญิงคู่หนึ่งเดินเข้ามาในร้านจำนำ ฝ่ายบุรุษมีร่างสูงใหญ่ เอวเหน็บมีดเล่มยาว ใบหน้าแข็งทื่อดุจหินผา ดวงตาเย็นชาคมกริบชวนลืมหายใจ ทว่าฝ่ายสตรีนั้นโดดเด่นยิ่งกว่า
นางสวมอาภรณ์ผ้าลินินเรียบง่าย แขนเสื้อกว้างไร้เครื่องประดับ รวบเรือนผมยาวสีดำของนางด้วยผ้าแดง ทว่ากลับแสนงามสะกดใจ โดยเฉพาะคู่เนตรพร่างดาวคู่นั้น พราวระยับงดงามเยี่ยงภาพฝัน เพียงชำเลืองมองก็ดูประหนึ่งพินิจถึงส่วนลึกแห่งวิญญาณ
สตรีผู้นั้นงดงามไร้ที่ติอย่างยิ่ง พริ้งเพริดเสียจนทุกผู้ได้พบเห็นย่อมละอายแก่ตนโดยมิอาจเลี่ยง ทว่าซูอี้เห็นได้ว่าภายใต้ภาพลักษณ์ซึ่งดูเงียบสงบเย็นเยือก แท้จริงแล้วมีความทะนงสุดขั้วซุกซ่อน
ที่สำคัญสูงสุดคือ เขาสัมผัสปราณพิเศษจากสตรีผู้นี้ซึ่งแตกต่างจากผู้คนทั่วไปในแดนเซียน และค่อนข้างคล้ายคลึงกับบุตรแห่งสวรรค์ชิงเซียวผู้เพิ่งมาถึงยังแดนเซียนเมื่อไม่นานนี้! ‘เกรงว่าสตรีผู้นี้ก็มาจากโลกแห่งเทพเช่นกัน!’ ม่านตาของซูอี้หดตัวเล็กน้อย
เมื่อมีการคาดเดานี้ในใจ ยามเขามองชายร่างสูงใหญ่ข้างกายสตรีผู้นี้อีกครั้ง ซูอี้ก็พบว่าชายผู้นี้สะกดการฝึกฝนของตนอยู่ มีปราณอันยากเข้าใจจริง ๆ!
“ขายเช่นไร?” ซูอี้ถามด้วยสีหน้าราบเรียบ
สตรีในชุดผ้าลินินกล่าวโดยไม่คิด “หยกเซียนชั้นเลิศแสนชิ้น”
ซูอี้ครุ่นคิดสักพัก จากนั้นก็นำวัตถุดิบศักดิ์สิทธิ์ชิ้นหนึ่งออกจากในแขนเสื้อ “เหล็กหมึกทมิฬหงสาแท้ชิ้นนี้น่าจะพอ” ในอดีต เขาสังหารมหาเซียนและได้รับสมบัติระดับมหาเซียนมามากมาย และสมบัติเหล่านั้นก็ล้วนถูกหล่อหลอมเป็นวัตถุดิบศักดิ์สิทธิ์โดยเตาเสริมสวรรค์
นอกจากตีดาบแห่งโลกาขึ้นใหม่ ซูอี้ก็ยังได้วัตถุดิบศักดิ์สิทธิ์หายากล้ำค่ามากมายอย่างเหล็กหมึกทมิฬหงสาแท้มาไว้กับตัวอีกด้วย ชายร่างสูงใหญ่มองซูอี้อย่างประหลาดใจเล็กน้อย ประหนึ่งมิคาดเลยว่าชายหนุ่มผู้นี้จะมีสมบัติเช่นนี้กับตัว
สตรีในชุดผ้าลินินเฉียบคมอย่างยิ่ง นางนำขวดหยกใบหนึ่งมาส่งให้ซูอี้ทันที “นี่คือเทวสุคนธ์เก้าลึกล้าสามจิน ตรวจดูได้เลย” ซูอี้รับมาตรวจสอบเล็กน้อยแล้วพยักหน้า “ถูกต้อง” เขาเองก็ส่งเหล็กหมึกทมิฬหงสาแท้ให้อีกฝ่าย
หลังซื้อขายกันอย่างมิคาดฝันเสร็จสิ้น ซูอี้ก็หันหลังออกจากร้านจำนำไป ไร้อุบัติเหตุใด ๆ ตั้งแต่ต้นจนจบ จากเหตุนี้ ซูอี้จึงตัดสินใจได้ว่าสตรีในชุดผ้าลินินซึ่งน่าจะเป็น ‘บุตรีแห่งสวรรค์’ น่าจะยังมิทราบถึงตัวตนของเขา และมิได้มาพบเขาโดยจงใจ
กล่าวคือ มันคือการพบพานโดยบังเอิญ ‘พวกนางกล้าเดินในโลกหล้าอย่างผ่าเผยแทนที่จะซุกซ่อนจากหายนะเทพอย่างพวกเจ้าเฒ่าขอบเขตมหาศาล ดูเหมือนพวกนางจะมีสมบัติลับบางอย่างซึ่งสามารถช่วยพรางปราณจากหายนะเทพได้’ ซูอี้คิดในใจ
ไม่ว่าอย่างไร การที่เขาสามารถซื้อเทวสุคนธ์เก้าลึกล้าจากบุตรแห่งสวรรค์ผู้นี้ได้ก็กล่าวได้ว่าเป็นความบังเอิญอันน่ายินดี เรื่องสำคัญที่สุดคือ เขาแปลงรูปลักษณ์เป็นตนเองในชาติที่เก้า และหลังลบปราณจากร่าง อีกฝ่ายก็จำเขามิได้แล้ว
…… “นายหญิงน้อย ไฉนท่านจึงตัดสินใจแลกเปลี่ยนกับเจ้าหนูนั่นล่ะขอรับ?” หลังซูอี้จากไปได้ไม่นาน ชายร่างสูงใหญ่ก็กล่าวถามอย่างงุนงง สตรีในชุดผ้าลินินแลกใบเบิกทางจากชายชราไว้เคราแพะและจากร้านจำนำไปกับชายร่างใหญ่
จากนั้น นางก็กล่าวต่อ “นับแต่ข้ายังเล็ก ท่านปู่ทวดบอกข้าบ่อยครั้งว่าบนวิถีฝึกฝน นอกจากปฏิบัติกับผู้อื่นเช่นที่อยากให้ผู้อื่นปฏิบัติกับเราแล้ว เราก็ยังต้องเมตตาต่อผู้อื่นด้วยเพื่อสร้างกรรมดี ส่วนอีกฝ่ายจะเห็นค่าหรือไม่ ก็มิจำเป็นต้องใส่ใจ”
หลังเว้นช่วงเล็กน้อย นางก็กระซิบ “ยิ่งมิต้องพูดถึงว่าเรื่องราวในโลกนี้มีเหตุผลต้นกรรมมากมาย ในเมื่อหนทางบรรจบก็ช่วยเหลือกันสักหน่อยเป็นกระไรไป?” ชายร่างสูงใหญ่ฟังแล้วก็รำพึง “นายหญิงน้อยยังคงเมตตา ใจกว้างเยี่ยงสมุทรเช่นเคย”
สตรีในชุดผ้าลินินส่ายหน้า “มิต้องชมกันหรอก ข้าแค่ทำในสิ่งที่ควรทำเท่านั้น ผดุงสิ่งที่ข้าคิดว่าดี ดั่งคำสอนสำนักพุทธที่ว่าฝึกฝนความคิดจิตใจ ต้องมีทั้งความเมตตาและฝีมือพอปราบมารปีศาจ”
หลังเว้นช่วงเล็กน้อย นางก็กล่าวว่า “ในงานประมูลหนนี้ เราต้องหาให้ได้ว่าเผ่าภูตวาฬยักษ์ไปได้สมบัติโบราณของวังมังกรมาจากหนใด และหากหาซากวังมังกรพบ เราก็อาจได้พบ ‘บันทึกผลกรรม’ ซึ่งถือเป็นหนึ่งใน ‘เก้าความลับแห่งจักรวาล’ นับแต่ยุคสุดวิเวกก็เป็นได้”
บันทึกผลกรรม! หัวใจของชายร่างใหญ่ผงะตะลึง ลือกันว่านี่เป็นสมบัติแห่งยุคสมัยอันสร้างขึ้นจากที่มาฮุ่นตุ้นแห่งแดนเซียน บรรจุกฎแห่งผลกรรมเอาไว้ และถือว่าเป็นวัตถุในตำนานในโลกแห่งเทพ!
“ขอรับ!” ชายร่างสูงใหญ่พยักหน้าตอบรับ แล้วเขาก็อดถามขึ้นมิได้ “คุณหนู ‘เก้าความลับแห่งจักรวาล’ มีอยู่จริง ๆ หรือขอรับ?”
“จากที่ปู่ทวดข้าว่าไว้ ‘เก้าความลับแห่งจักรวาล’ อันก่อเกิดขึ้นในแดนเซียนนั้นมีอยู่จริง และมีผู้ได้ครอบครองสมบัติสองชิ้นในเก้าความลับแห่งจักรวาล ได้แก่ ‘ร่มแคล้วคลาด’ และ ‘ตะขอปล้นสวรรค์’ ได้แล้ว”
สตรีในชุดผ้าลินินกล่าวเสียงเบา “และบันทึกผลกรรมนี้ เดิมมิได้อยู่ในควบคุมของวังมังกรทะเลบูรพา แต่มันบังเอิญถูกเก็บรักษาอยู่ในวังมังกรทะเลบูรพา กระทั่งพวกเขาเองก็ใช้สมบัติชิ้นนี้มิได้”
“ร่มแคล้วคลาด ตะขอปล้นสวรรค์และบันทึกผลกรรม…” ชายร่างสูงใหญ่อดพลุ่งพล่านด้วยความอยากรู้เข้มข้นมิได้ “คุณหนู ขอบังอาจถามได้หรือไม่ว่าสมบัติลับแห่งจักรวาลอีกหกชิ้นอยู่หนใด?”
สตรีในชุดผ้าลินินครุ่นคิดสักพักและกล่าวว่า “เท่าที่ข้ารู้ ยังมีสมบัติลับแห่งจักรวาลอีกชิ้นนามว่า ‘ดาบเคียงประชิด’ อยู่ ว่ากันว่ามีอำนาจแห่งเทพมาร ขอเพียงครอบครอบย่อมสามารถถือระยะทางดั่งไร้ตัวตน ต่อให้ศัตรูอยู่แสนไกล มันก็สามารถตามติดประหารเสียได้ ราวสุดขอบโลกาอยู่แสนใกล้ เพียงขว้างหินก็สะกิดถึง”
ชายร่างสูงสูดหายใจเฮือก แม้เขาจะไม่ทราบเรื่องราวภายในของเก้าความลับแห่งจักรวาล เขาก็เคยได้ยินถึงสมบัติแห่งยุคสมัยทั้งเก้าซึ่งก่อเกิดในที่มาฮุ่นตุ้นแห่งแดนเซียน!
และสมบัติแห่งยุคสมัยต่างบรรจุกฎแห่งยุคสมัย เป็นวัตถุเลิศล้ำอันเพียงพอให้เหล่าเทพน้ำลายหก! ไม่ต้องคิดเลยว่าทั้งดาบเคียงประชิด บันทึกผลกรรม ตะขอปล้นสวรรค์ หรือร่มแคล้วคลาดล้วนแต่ก่อเกิดขึ้นในที่มาฮุ่นตุ้นในอารยธรรมแห่งยุคสมัยอันแข็งแกร่งสูงสุด!
“จากที่ปู่ทวดของข้ากล่าวไว้ ดาบนี้มีความยาวเพียงหกชุ่น อยู่ในมือนักดาบลึกลับผู้หนึ่งนามหลี่ฝูโหยว ณ ยุคสุดวิเวก” ว่าแล้ว สตรีในชุดผ้าลินินก็ส่ายหน้า “นอกจากสมบัติลับแห่งจักรวาลทั้งสี่ นามของสมบัติลับแห่งจักรวาลอีกห้าชิ้นนั้น ข้าเองก็มิเคยรับรู้”
“ที่ข้ามายังแดนเซียนยามนี้ ประการแรกคือมาหาโอกาสบรรลุเทพ และประการที่สองคือมาค้นหาที่อยู่ของเก้าความลับแห่งจักรวาล”
“และยามนี้ สมบัติโบราณของวังมังกรก็ปรากฏขึ้นในงานประมูล ภายหน้า จากเบาะแสนี้ เราก็จะสามารถค้นหาที่ตั้งซากวังมังกรได้!” กล่าวถึงตรงนี้ คู่เนตรพร่างดาวดุจฝันของสตรีชุดผ้าลินินก็เรืองรองด้วยความคาดหวังจาง ๆ
ตอนที่ 1,784: ถนนเสนาะจินดา
ถนนเสนาะจินดา โลกเร้นลับแห่งหนึ่งในเมืองหมอกอัสดง ในฐานะหนึ่งในสามตลาดมืดหลักแห่งแดนเซียน ถนนเสนาะจินดามีประวัติศาสตร์ยาวนานสูงสุด สามารถสืบย้อนได้ถึงยุคสุดวิเวก
ถนนเสนาะจินดาเองก็พิเศษยิ่งนัก เหตุเป็นเพราะสมบัติหายากมากมายอันมิอาจค้นพบได้ ณ ถิ่นอื่นใดในแดนเซียนมาปรากฏให้เห็นในถนนเสนาะจินดามากมายสารพัด นอกจากนั้น ที่แห่งนี้ยังรวบรวมสมบัติหายากจากทะเลบูรพามาขายตลอดทั้งปี เป็นที่ดึงดูดใจเหล่าตัวตนวิถีเซียนทั่วโลกหล้าได้อย่างยิ่ง
หลังซูอี้มาถึง เขาก็ไปยังหอวาณิชใหญ่สักแห่งเพื่อขายสมบัติศักดิ์สิทธิ์ที่ตนไม่ได้ใช้ส่วนหนึ่งออกไปก่อน ซึ่งก็ได้หยกเซียนเลอเลิศมาเกือบสามแสนชิ้น จากนั้น เขาก็เริ่มสัญจรไปมาในถนนเสนาะจินดา
เขาได้ทราบแล้วว่างานประมูลของเผ่าภูตวาฬยักษ์จะถูกจัดขึ้นในคืนวันพรุ่ง บัตรเข้าร่วมงานประมูลขายหมดไปเรียบร้อย โชคดีที่เรื่องนี้ไม่อาจหยุดซูอี้ได้ เขาทุ่มเงินสามเท่าซื้อบัตรเข้าร่วมงานประมูลจากพ่อค้าคนกลางได้ใบหนึ่ง
“ไม้เบญจขันธ์บำรุงจิตชิ้นนี้ เจ้าขายเช่นไร?”
“หยกเซียนแปดพันชิ้น ต่อรองมิได้นะ”
“สามร้อยหยกเซียน ข้าซื้อ”
“สหายเอ๋ย ตัดราคาเช่นนี้ได้เช่นไรกัน? มันต่างอันใดกับการปล้นกันหรือ?”
“งั้นข้าไปนะ?”
“เฮ้อ ช่างมันเถอะ ตาเฒ่าผู้นี้จะยอมขาดทุนเพื่อสร้างสัมพันธ์ ขายให้เจ้าก็ได้!”
…ไม่นานนัก ไม้เบญจขันธ์บำรุงจิตอันเกินธรรมดาชิ้นหนึ่งก็มาอยู่ในมือเขา ซูอี้เมินเจ้าของแผงลอยผู้มีสีหน้ารวดร้าว ก่อนออกหาสมบัติที่ต้องการต่อ
ทว่าตัวตนทั้งหลายซึ่งตั้งแผงลอยในถนนเสนาะจินดาล้วนแต่เป็นเฒ่าเนื้อเค็ม ตลบตะแลงฉ้อฉลชั่วร้าย แม้ซูอี้จะมีทุนหนา เขาก็ไม่อยากเป็นแกะอ้วนให้ผู้ใดเชือด เหมือนเช่นเจ้าเฒ่าก่อนหน้านี้ที่อ้างราคาแปดพันหยกเซียนหน้าตาเฉย เห็นได้ชัดว่าโก่งราคาสูงลิบแล้วนั่งรอรับกำไรตามแต่ซูอี้จะต่อรอง
ซูอี้ย่อมมิเกรงใจในเรื่องนี้ เขาหั่นราคาหนเดียวเหลือเพียงสามร้อยหยกเซียน แม้จะไม่ทำให้เจ้าเฒ่าผู้นั้นขาดทุน ทว่าอีกฝ่ายก็ยังไม่อาจหากำไรเพิ่มได้เช่นกัน ซูอี้เพลิดเพลินกับความรู้สึกเช่นนี้นัก
มิต้องต่อสู้ฆ่าฟัน มิต้องหลอกลวงผู้ใดก็ยังได้สมบัติที่ต้องตามาครอบครอง ผลการเก็บเกี่ยวอุดมสมบูรณ์ ทำให้ทั่วกายสุขสำราญผ่อนคลาย และมันก็ยิ่งดีไปใหญ่เมื่อนาน ๆ ครั้งเขาจะได้พบสมบัติเกินธรรมดาหลุดมาขายในราคาน้อยนิด
“ข้าอยากได้เหล็กเทวะเถ้าวิญญาณชิ้นนี้”
“หยกเซียนสามหมื่นชิ้น แล้วหวายเลือดกิเลนเก้าใบทั้งสิบกิ่งนี้จะเป็นของเจ้า”
“ตั้งราคาดินเทพเมฆาหมอกนี้มา หากเหมาะสมข้าจะซื้อ แต่หาไม่ ข้าจะไป”
…กาลต่อมา ซูอี้ก็ได้พบสมบัติชิ้นแล้วชิ้นเล่า ในใจของเขาค่อนข้างเป็นสุข สมบัติบางชิ้นเหมาะสมใช้ซ่อมแซมจิตวิญญาณของหุ่นเชิดวิญญาณศึกเหลยเจ๋อ บางชิ้นเหมาะสมบ่มเพาะพฤกษาหมื่นภูมิ
เขาอาจได้พบสมบัติอันคล้ายคลึงกันในโลกภายนอก แต่ไม่มีทางซื้อพวกมันได้เยอะแยะในคราวเดียวเฉกเช่นในถนนเสนาะจินดาแน่แท้ นี่แหละความพิเศษของถนนเสนาะจินดา รวบรวมสมบัติหายากจากทั่วหล้าฟ้าดิน เติมเต็มความต้องการของผู้ฝึกเซียนต่าง ๆ ได้
ต่อให้มิอาจหาสมบัติที่ต้องการพบในถนนเสนาะจินดา เขาก็ยังสามารถติดป้ายประกาศล่าบน ‘ต้นข่าวสาร’ แห่งถนนเสนาะจินดาได้ เพียงเขียนบอกสมบัติที่ต้องการ รูปลักษณ์และราคาค่าหัวไว้บนประกาศตามหา ส่วนใหญ่แล้วในไม่ช้า ผู้ขายก็จะมาหาเองถึงที่
ซูอี้เองก็ติดป้ายประกาศล่าสมบัติกลุ่มหนึ่งอันเกี่ยวเนื่องกับการซ่อมแซมจิตวิญญาณและปลูกโอสถเซียนไว้เช่นกัน ยิ่งคุณภาพสูงยิ่งดี และรางวัลเองก็แสนเตะตายิ่งนัก ทันทีที่ประกาศล่าสมบัตินี้ปรากฏ มันก็ดึงความสนใจของบุคคลมากมายในบริเวณต้นข่าวสารทันที
ชั่วขณะนั้น พ่อค้าคนกลางมากมายเริ่มลงมือแพร่ข่าวสู่โลกภายนอก ตั้งใจฉวยโอกาสนี้สร้างข่าวรับค่านายหน้า นี่คือประโยชน์ของ ‘ประกาศล่าสมบัติ’ ขอเพียงวางเงื่อนไขและราคา เขาก็มิจำเป็นต้องเดือดร้อนตามหา ผู้คนมากมายจะออกไปป่าวประกาศเพื่อแสวงกำไรกันเอง
โลกหล้านั้นเบ่งบานด้วยผลประโยชน์ ผู้คนจะรวมตัวกันเพื่อผลกำไร ตลอดกาลนานมาเป็นเช่นนั้น ตัวตนในวิถีเซียนเองก็มิอาจหลีกเลี่ยง
เมื่อซูอี้ปรากฏขึ้นอีกครั้งที่ต้นข่าวสารในยามเย็น คนกลุ่มหนึ่งก็มารอทำการซื้อขายอยู่ที่นี่แล้ว โชคไม่ดีนัก แม้สมบัติส่วนใหญ่ของยอดฝีมือเหล่านี้จะตรงตามเงื่อนไขของซูอี้ พวกมันก็มิได้ล้ำค่าหายากนัก มีไม่กี่ชิ้นเท่านั้นที่เข้าตา แต่ซูอี้เองก็ไม่ได้เกี่ยงงอน เขาซื้อพวกมันมาทั้งหมด
ขณะที่เขากำลังจะจากไปนั้นเอง ชายชุดดำผู้หนึ่งพลันเดินมาไกล ๆ และแปะประกาศค่าหัวบนต้นข่าวสาร! บนประกาศมีภาพวาดภาพหนึ่ง ร่างสูงใหญ่ ใบหน้าหล่อเหลา มีข้อความอยู่ใต้ภาพวาด
‘ประกาศจับผู้ฝึกตนไร้สังกัดซูอี้ จากแหล่งข่าวอันเชื่อถือได้ คนผู้นี้ปรากฏขึ้นในบริเวณทวีปวิญญาณน้อยแล้ว ไม่ว่าผู้ใดพบร่องรอยคนผู้นี้ เพียงให้เบาะแสอันมีค่าก็จะได้รับรางวัลหกแสนหยกเซียน!’
‘ใครก็ตามชี้จุดซ่อนตัวของซูอี้ได้ จะได้ค่าหัวล้านหยกเซียน!’
‘ผู้ใดช่วยจับเป็นซูอี้จะได้รับรางวัลสามล้านหยกเซียน!’
ผู้ประกาศคือ: หกขุมกำลังเซียนยักษ์ใหญ่ ประกอบด้วยลัทธิไร้มลทิน ลัทธิกำเนิดเอกภพ ลัทธิอัคคีเทพ ลัทธิหลิงหลง สำนักเต๋านิลครามและโถงดาบวิญญาณหาญ ทันทีที่ประกาศนำจับนี้ปรากฏขึ้น บริเวณข้างเคียงพลันลุกฮือลือลั่น
“ปรากฏว่าซูอี้ผู้นั้นมายังทวีปวิญญาณน้อยหรือ?”
“ดูเหมือนว่าหลังเขาปฏิเสธการนัดดวลเมื่อกาลก่อน หกยักษ์ใหญ่วิถีเซียนก็มิคิดรามือ!”
“ซูอี้ผู้นี้มาทำอันใดในทวีปวิญญาณน้อยกัน?”
“หรือเขาจะสัมผัสได้ว่าสถานการณ์มิสู้ดี จึงคิดหนีไปเลี่ยงปัญหาที่ทะเลบูรพากันหนอ?”
“ไฉนเจ้าจึงว่าเช่นนี้?”
“ใครเล่าในโลกาจะมิทราบว่าทะเลบูรพาคือแหล่งหลบภัยสูงสุดของแดนเซียน? ตลอดกาลแต่โบราณ มิอาจทราบได้ว่ามีตัวตนอันมิอาจสุงสิงในแดนเซียนหนีไปกบดานที่ทะเลบูรพากันมากเพียงไร”
ผู้คนเสวนา ซูอี้ขมวดคิ้ว ภาพวาดบนประกาศนำจับนี้วาดไว้อย่างชัดเจน มีรูปลักษณ์และบรรยากาศคล้ายคลึงกับเขายิ่งนัก เห็นได้ชัดว่าเป็นฝีมือจิตรกรเลื่องชื่อ ทว่าค่าหัวช่างแสนน่ารังเกียจนัก จับเป็นเขา… มีค่าเพียงสามล้านหยกเซียน? หกยักษ์ใหญ่วิถีเซียนพวกนี้กดราคากันเห็น ๆ
แน่นอน ซูอี้ก็รู้เช่นกันว่ายักษ์ใหญ่วิถีเซียนทั้งหกล้วนไม่คาดว่าจะจับเขาได้เพียงเพราะติดประกาศนำจับ และการทำเช่นนี้เกรงว่าจะเป็นการบอกผู้คนทั่วโลกหล้าว่าซูอี้มายังทวีปวิญญาณน้อย! แปลกยิ่ง ใครบอกพวกนั้นกันว่าเขามายังทวีปวิญญาณน้อย?
ก่อนซูอี้จะคิดออก ทันใดนั้นก็มีผู้รีบร้อนมาปิดประกาศค่าหัวบนต้นข่าวสารอีกแผ่น! ภาพบนนั้นก็ยังคงเป็นภาพของซูอี้ แต่ข้อความใต้ประกาศนั้นต่างออกไปโดยสิ้นเชิง ‘สามวันก่อน ซูอี้ปรากฏขึ้น ณ ซากสุขาวดีวารีหยก สังหารเซียนนับพัน ๆ คนของบรรพตลอยฟ้าข้าอย่างโหดเหี้ยม หากผู้ใดให้เบาะแสที่อยู่ของเขาได้ ไม่ว่าจะเสนอข้อแม้เงื่อนไขเช่นไร ขอเพียงบรรพตลอยฟ้าเราสนองได้ เราจะมิเกี่ยงงอน!’
ผู้ประกาศคือบรรพตลอยฟ้า! เมื่อเห็นประกาศจับฉบับนี้ ทั่วหล้าก็ลุกฮือดุจหม้อระเบิด
“ซูอี้ผู้นี้จะโหดไปแล้ว ก่อนหน้านี้เขาล่วงเกินยักษ์ใหญ่วิถีเซียนมากมาย และยามนี้เขาก็บุกสังหารพวกบรรพตลอยฟ้าอีก!”
“สุขาวดีวารีหยก? ซูอี้กับคนของบรรพตลอยฟ้าไปโผล่ที่นั่นได้เช่นไร? หรือข่าวลือที่พวกเขาออกตามหาเทวพฤกษ์คุนอู๋จะเป็นเรื่องจริง?”
“ข่าวใหญ่! คาดได้เลยว่าซูอี้ต้องอยู่ในทวีปวิญญาณน้อยเป็นแน่!”
“ดีไม่ดี… อาจจะอยู่ในถนนเสนาะจินดานี้ก็เป็นได้!”
“ไฉนจึงเห็นเช่นนั้น?”
“โง่นัก! ในทวีปวิญญาณน้อย สิ่งที่น่าจับตามองที่สุดคืองานประมูลของเผ่าภูตวาฬยักษ์ซึ่งกำลังจะเกิด เป็นที่จับตามองของผู้ทรงอำนาจลึกลับร้ายกาจมากมาย หากซูอี้รู้ เขาก็น่าจะเข้าร่วมด้วยเช่นกัน!”
….เมื่อซูอี้ได้ยินเช่นนี้ เขาพูดไม่ออกอย่างช่วยมิได้ การคาดเดาเช่นนี้ไร้หลักฐานใด ๆ แต่ต้องกล่าวว่าเดาได้ตรงเผง!
“เฮอะ หากข้าเป็นซูอี้ผู้นั้น มาเห็นประกาศจับสองฉบับนี่เข้า ข้าคงเผ่นหายจากถนนเสนาะจินดาโดยไวที่สุดแล้ว ไม่มีทางเข้าร่วมงานประมูลได้หรอก!”
“ผิดแล้ว ที่อันตรายสุดก็ปลอดภัยที่สุดเช่นกัน อย่าว่าแต่ทุกผู้ในแดนเซียนทุกวันนี้ต่างรู้ว่าซูอี้ไม่เพียงมีการฝึกฝนท้าทายสวรรค์ ยังมีความอาจหาญยิ่งใหญ่ด้วย! หาไม่ มีหรือจะบุกเดี่ยวถล่มลัทธิหมื่นวิญญาณไหว? ไฉนจึงกล้าประชันกับยักษ์ใหญ่วิถีเซียนเหล่านั้น?”
…ผู้คนโต้เถียงไปมา และซูอี้ก็ทราบแล้วว่าไฉนหกยักษ์ใหญ่วิถีเซียนจึงรู้ว่าเขาอยู่ในทวีปวิญญาณน้อย พวกเขาต้องได้ข่าวจากบรรพตลอยฟ้าเป็นแน่! และเป็นเพราะเป้าหมายของขุมกำลังทั้งหลายต่างก็เป็นเขา หกยักษ์ใหญ่วิถีเซียนและบรรพตลอยฟ้าจึงร่วมมือกัน! ทว่าบรรพตลอยฟ้าจงใจปิดข่าวเกี่ยวกับการมาถึงของ ‘บุตรแห่งสวรรค์ชิงเซียว’ ถือเรื่องนี้เป็นความลับและมิแพร่งพรายใด ๆ
‘ดูเหมือนต่อจากนี้ข้าต้องไปทะเลบูรพาโดยมิอาจเลี่ยงปัญหาเหล่านั้นเสียแล้ว…’ ซูอี้ลอบขมวดคิ้ว ทว่าเขาหาใส่ใจไม่ ที่เช่นทะเลบูรพานั้นกว้างขวาง โดยเฉพาะเมื่อเข้าสู่ส่วนลึกแห่งทะเลบูรพา มีสถานที่เร้นลับอันมิเคยถูกค้นพบอยู่มากมาย หากเขาคิดจะกบดาน ต่อให้เป็นศัตรูร้ายในอดีตชาติอย่างเซวี่ยเซียวจื่อหรือเจียงไท่เออออกมาเอง พวกเขาก็ยังมิอาจพบร่องรอย
“ซูอี้ผู้นั้นดูจะถูกคนมากมายหมายหัว ย่อมแสนยากที่เราจะจับเขาได้” ทันใดนั้น เสียงหนึ่งก็ดึงความสนใจของซูอี้
เขาเป็นชายผู้ท่าทางเก่งกาจสามารถ สวมอาภรณ์ศึกสีหมึกเข้ารูป ใบหน้าขาวสะอาด คู่เนตรทรงเสน่ห์เรียวหรี่ดุจคมดาบ ข้างกายเขามีหญิงชราผู้ดูกระฉับกระเฉงคนหนึ่งยืนอยู่ นางแต่งกายประหลาดยิ่ง รอบคอสวมประคากระดูกขาวขนาดเท่ากำปั้น สะพายถุงผ้าสีเทาไว้เบื้องหลัง ดวงตาสามเหลี่ยมลึกโหล ให้ความรู้สึกหดหู่คุกคาม
เมื่อสายตาของซูอี้กวาดมองมา หญิงชราก็หันเข้าสบทันใด พริบตานั้นให้ความรู้สึกราวถูกอสรพิษร้ายจับจ้องเลือกเหยื่อ ทำให้ซูอี้ไม่สบายใจเล็กน้อย โชคดีที่เรื่องทั้งหมดเป็นเพียงเหตุชั่วประเดี๋ยว และหลังเหลือบมองเขา หญิงชราก็เบนสายตาไปทางอื่น
หญิงชรากล่าวเสียงแหบพร่าทว่าฟังชัด “นายน้อย หากสงครามยังมิสิ้น ท่านจะนับศพทหารยามนี้มิได้นะ”
ชายในชุดสีหมึกพยักหน้ากล่าว “จริงของเจ้า ไปโรงเตี๊ยมพักแรมกันเถอะ หากในงานประมูลนั่นเราได้ที่ตั้งซากวังมังกรล่ะก็…” ก่อนเขาจะทันพูดจบ เขาและหญิงชราก็จากไปไกลแล้ว
ซูอี้ยืนนิ่งมิขยับอยู่ที่เดิมมาแต่แรก ไร้ความโดดเด่นเยี่ยงผู้ผ่านทาง แต่ซูอี้สัมผัสได้ชัดเจนว่ามีจิตสัมผัสสายหนึ่งซึ่งแทบมิอาจตรวจจับได้ซุ่มซ่อนใกล้เคียงเขาเสมอ จับจ้องเขาทุกการกระทำ!
ตอนที่ 1,785: ร่องรอยของเรือลอยฟ้าที่สูญหาย
ซูอี้ไม่ขยับเขยื้อนและเมินมันไป จิตสัมผัสอันเบาบางประหลาดแทบมิอาจตรวจจับนั้น เห็นได้ชัดว่าเป็นเคล็ดวิชาอันละเอียดอ่อน ยากที่ตัวตนใต้ขอบเขตมหาศาลจะตระหนักพบได้ และหัวใจของซูอี้ก็สรุปคร่าว ๆ ได้แล้วว่าเป็นฝีมือหญิงชราผู้นั้น!
ชายหนุ่มในชุดศึกและหญิงชราเมื่อครู่เห็นได้ชัดว่ามาจาก ‘โลกแห่งเทพ’ สู่แดนเซียนเหมือนชิงเซียว ‘แปลกจริง ยังมิทันพ้นวัน ข้าก็พบตัวตนอันคาดจะเป็นบุตรและบุตรีแห่งสวรรค์คนแล้วคนเล่า หรือพวกเขาก็มาเพื่อสมบัติโบราณแห่งวังมังกรเช่นกัน?’ ซูอี้คิดในใจ
ครู่ต่อมา เขาก็หันหลังจรจาก จิตสัมผัสประหลาดนั้นติดตามซูอี้ราวเป็นเงาแต่ต้นจนจบ ‘นางเฒ่านั่นสังเกตเห็นบางอย่างหรือ? หรือข้าจะเผยช่องโหว่ใด ๆ ออกไป?’
ระหว่างทาง ซูอี้ดูราวสัญจรเรื่อยเปื่อย ขณะครุ่นคิดเรื่องราวต่าง ๆ ในใจ ขณะที่เขาสัญจรมาถึงโรงเตี๊ยมแห่งหนึ่ง เสียงอันไพเราะเสนาะหูก็ดังขึ้นทันใด
“เอ๋ บังเอิญจริง พบสหายเต๋าอีกแล้ว” ซูอี้หันมองและพบร่างงดงามร่างหนึ่งเดินออกมาจากโรงเตี๊ยม ใบหน้าดุจภาพวาด งดงามตรึงตาสะกดใจ กิริยาไร้เทียมทานมิอาจปกปิดได้ด้วยอาภรณ์ผ้าลินินเรียบง่าย นี่คือสตรีผู้ซึ่งเขาคาดจะเป็น ‘บุตรีแห่งสวรรค์’!
ข้างกายนาง ชายร่างสูงใหญ่เดินติดตาม เมื่อเขาพบซูอี้ ชายผู้นั้นก็ตกใจเล็กน้อยเช่นกัน
ซูอี้กล่าว “หากท่านก็กำลังจะเข้าร่วมงานประมูลของเผ่าภูตวาฬยักษ์เช่นกัน การพบข้าที่นี่ก็มินับเป็นเรื่องบังเอิญหรอก” เขากำลังทดสอบอีกฝ่าย
สตรีในชุดผ้าลินินพยักหน้า “ข้าอยากเข้าร่วมงานประมูลครั้งนี้จริง ๆ และสนใจสมบัติจากวังมังกรเหล่านั้นมากเลย” ว่าแล้ว นางก็กล่าวอย่างครุ่นคิด “ก่อนหน้านี้ท่านเคยล่วงเกินผู้ใดมาหรือไม่?”
ซูอี้นิ่งไปและกล่าวว่า “ไฉนจึงพูดเช่นนี้หรือ?”
สตรีในชุดผ้าลินินมิได้ตอบ ทว่ากล่าวเตือนเสียงเบา “ระวังตัวด้วย” จากนั้น นางและชายร่างสูงใหญ่ก็หันหลังจากไป ร่างของทั้งสองหายลับไปบนถนนอันพลุกพล่านอย่างรวดเร็ว
‘ดูเหมือนนางจะรู้ถึงจิตสัมผัสประหลาดที่ติดตามข้ามาจนบัดนี้และกล่าวเตือนออกมา’ ขณะซูอี้ครุ่นคิด เขากลับประหลาดใจเมื่อพบว่าจิตสัมผัสประหลาดสายนั้นหายไปแล้ว!
‘เฮอะ หญิงชราผู้นั้นเองก็ระแวดระวังใช่ย่อย บางทีนางคงรู้ตัวตนของสตรีในชุดผ้าลินิน นางจึงเลือกหยุดมืออย่างเด็ดเดี่ยว’ ซูอี้แค่นยิ้มในใจ แล้วเขาก็เดินเข้าไปจองห้องในโรงเตี๊ยมโดยมิคิดอื่นใดต่อ
…… หน้าแผงลอยแห่งหนึ่งในถนนเสนาะจินดา ชายในอาภรณ์ศึกสีหมึกกำลังเลือกซื้อสมบัติในร้าน
ทันใดนั้น หญิงชราสวมประคากระดูกขาวรอบคอ สะพายกระเป๋าผ้าสีเทาที่หลังก็เปลี่ยนสีหน้าเล็กน้อย “เจ้าเด็กนั่นมีปัญหาจริง ๆ!” ชายในอาภรณ์ศึกหันมาถาม “เจ้าพูดถึงผู้ใดอยู่?”
หญิงชราเอ่ยตอบ “เรียนนายน้อยตามตรง ก่อนหน้านี้ที่หน้าต้นข่าวสาร ขณะที่เรากำลังสนทนาเรื่องการจับตัวซูอี้ผู้นั้น ชายหนุ่มผู้หนึ่งเหลือบมองมาทางเรา ซึ่งทำให้ข้าในขณะนั้นตื่นตัว จึงใช้วิชา ‘ตราลับคันฉ่องมายา’ ติดตามชายหนุ่มผู้นั้นไปตลอดทาง”
หลังเว้นช่วงเล็กน้อย ดวงตาสามเหลี่ยมของนางก็ฉายประกายเย็นเยียบ “มิคาดเลยว่าข้าจะพบความผิดปกติจริง ๆ! ชายหนุ่มผู้นั้นน่าจะเป็นผู้ใต้บัญชาของบุตรีแห่งสวรรค์ซีหนิง!”
ซีหนิง! ม่านตาของชายในอาภรณ์ศึกหดตัว “นางก็มาด้วยหรือ ดูเหมือนนางจะได้ข่าวสมบัติวังมังกรและอยากจะสืบที่อยู่ของซากวังมังกรแล้วเช่นกัน”
หญิงชราพยักหน้า “บรรพชนของบุตรีแห่งสวรรค์ซีหนิง ‘องค์เทพหมื่นกระแส’ เป็นเทพจากแดนเซียน นางต้องมีความลับมากมายเกี่ยวกับเก้าความลับแห่งจักรวาลในมือแน่แท้!”
ชายในอาภรณ์ศึกขมวดคิ้ว ซีหนิง! ใน ‘โลกแห่งเทพ’ ที่พวกเขาจากมา สตรีผู้นี้ก็กล่าวได้ว่าเป็นตัวตนไร้เทียมทานในรุ่นเดียวกัน มีฐานะพิเศษและยากจะล่วงเกินยิ่งนัก
“ซีหนิงปรากฏแล้ว เกรงว่าก็คงมีตัวตนแบบเดียวกับเราที่ได้รับข่าวคราวเช่นกัน…” ชายในอาภรณ์ศึกกระซิบ “ข้าแค่ไม่รู้เลยว่ามีผู้ล่วงรู้เกี่ยวกับเก้าความลับแห่งจักรวาลแดนเซียนมากมายเพียงไร”
…… ขณะเดียวกัน บนถนนอันพลุกพล่าน สตรีในชุดผ้าลินินได้รับความสนใจทุกแห่งหนที่นางเยื้องย่างผ่าน รูปลักษณ์ของนางสูงส่งสะดุดตายิ่ง งดงามเยี่ยงจันทร์เสี้ยวกลางเวหา ยากจะมิเป็นที่สนใจ ทว่านางหาใส่ใจไม่
“คุณหนู เจ้าหนูเมื่อครู่นี้ คาดว่าคงถูกหมายหัวโดยบ่าวเฒ่าข้างกาย ‘ฉินเจี้ยนซู’ ขอรับ” ชายร่างสูงใหญ่กล่าว
สตรีในชุดผ้าลินินส่งเสียงรับในคอ ชายร่างสูงว่า “ฉินเจี้ยนซูน่าจะมาหาซากวังมังกรเหมือนเรา คาดการณ์ได้ว่างานประมูลคืนพรุ่งนี้จะครึกครื้นมากเป็นแน่” สตรีในชุดผ้าลินินกล่าวรับ “อื้อ”
เมื่อเห็นปฏิกิริยาแสนเย็นชาของนาง ชายร่างสูงใหญ่ก็หยุดกล่าวเรื่องนี้ไปโดยรู้ความ
“ข้าเคยได้ยินปู่ทวดพูดอยู่ว่าเดิมที ถนนเสนาะจินดานี้สร้างขึ้นโดยวังมังกร เป็นตลาดมืดอันลือนามในโลกหล้ามาแต่ยุคสุดวิเวก แต่น่าเสียดาย… เมื่อกาลผ่าน ใครเล่าจะคาดคิดว่ายักษ์ใหญ่อย่างวังมังกรทะเลบูรพาจะสลายสิ้นไปแต่ยุคสุดวิเวก” สตรีในชุดผ้าลินินกระซิบอย่างแสนสะเทือนใจ
ว่าแล้ว นางก็เบนสายตากระจ่างพร่างพราวชวนฝันของนางไปมองชายร่างสูงใหญ่ “ต่อจากนี้ ให้เจ้าไปสืบข่าวดูว่ามีตัวตนจากโลกแห่งเทพเช่นเราปรากฏขึ้นในถนนเสนาะจินดามากเพียงไร”
“ขอรับ!” ชายร่างสูงใหญ่รับบัญชา
…… ตกดึก ณ ห้องหนึ่งในโรงเตี๊ยม ซูอี้นั่งขัดสมาธิ
เขาเพิ่งส่งสมบัติสำหรับซ่อมแซมจิตวิญญาณกลุ่มหนึ่งที่รวบรวมมาได้ให้หุ่นเชิดวิญญาณศึกเหลยเจ๋อ ทว่าโชคร้ายที่มันมิได้ช่วยเหลยเจ๋อสักเท่าไหร่ แต่หากเทียบกับกาลก่อน สภาพของเหลยเจ๋อก็ดีขึ้นมากแล้วอย่างเห็นได้ชัด
หุ่นเชิดวิญญาณศึกนี้มีอำนาจต่อสู้ใน ‘ระดับแกนรวมศูนย์’ ยามสมบูรณ์พร้อม แม้อำนาจที่มาจะเสียหายหนักหนา แต่จากที่ซูอี้ใช้โอสถเซียนช่วยเขาฟื้นฟูบาดแผลมาตลอด อำนาจต่อสู้ของเหลยเจ๋อก็ฟื้นฟูขึ้นมาก และการฉีกร่างมหาเซียนใด ๆ ในโลกหล้าด้วยมือเปล่าก็ทำได้สบาย ๆ และยังสามารถประชันกับตัวตนระดับมหายุทธ์ได้!
“แค่ว่า ความเร็วการพัฒนาของต้นกล้าพฤกษาหมื่นภูมิช่างช้าเหลือเกิน…” ซูอี้นวดหว่างคิ้ว ในแดนจักรวาลจิตเซียนของเขา ต้นกล้าพฤกษาหมื่นภูมิซึ่งเติบโตเป็นพฤกษาต้นย่อมแตกกิ่งก้านเพรียวบาง หมอกฮุ่นตุ้นปกคลุมเปี่ยมด้วยชีวิตชีวา
เทวสุคนธ์เก้าลึกล้าสามจินและสมบัติอีกมากมายถูกใช้ไป ทว่ากลับทำให้พฤกษาหมื่นภูมิเปลี่ยนแปลงเพียงแตกกิ่งได้เล็กน้อย มิได้มากมายใด ๆ เลย ไม่ต้องสงสัยเลยว่าเป็นยากที่สมบัติทั่วไปจะเร่งการเติบโตให้พฤกษาหมื่นภูมิสำเร็จ
“แต่สำหรับข้า อำนาจของพฤกษาหมื่นภูมินั้นเพียงพอแล้ว หากต่อกรกับศัตรู ข้าก็สามารถเคลื่อนตำแหน่งทั่วฟ้าดินระยะสามหมื่นจั้งได้ในพริบตา ทำให้มิอาจจับตัวข้าได้ หากใช้ในการลอบสังหาร ประโยชน์จะมากมายเหลือเชื่อแน่แท้”
ซูอี้ครุ่นคิดสักพัก และความคิดหนึ่งก็พลันปรากฏในใจ เขาควรใช้โอกาสคืนนี้ไปตามคิดบัญชีกับนางปีศาจเฒ่าผู้นั้นดีหรือไม่? วันนี้ เขาถูกหญิงชราใช้จิตสังหารตามติดเนิ่นนาน ทำให้ในใจซูอี้บังเกิดจิตสังหารแล้ว
ทว่าหลังครุ่นคิดสักพัก ซูอี้ก็ทิ้งความคิดนี้ไป วันนี้ หกยักษ์ใหญ่วิถีเซียนและบรรพตลอยฟ้าต่างออกประกาศจับ ก่อเกิดเหตุอลหม่านในถนนเสนาะจินดา ยามนี้ ทุกผู้รู้แล้วว่าเขามาปรากฏตัวในพื้นที่ทวีปวิญญาณน้อย
หากเขากระทำการใดแบบมุทะลุ ก่อเกิดเหตุปั่นป่วนเกินคาดคะเน เขาก็ย่อมต้องเผชิญปัญหาไม่รู้จบ หากถูกบุตรและบุตรีแห่งสวรรค์เหล่านั้นหมายหัวเข้าอีก ก็ย่อมยุ่งยากเป็นปัญหาทวีคูณ
แม้ซูอี้จะมิประหวั่นพรั่นพรึงกับเรื่องเหล่านี้ เขาก็มิได้โง่พอจะเป็นฝ่ายไปก่อปัญหาใส่ตัว สำหรับเขา กาลช่วงนี้ควรอยู่เฉยทำตัวให้เงียบ อย่าก่อเรื่องปั่นป่วนใด ๆ และพินิจว่ามรสุมนี้จะร้ายแรงเพียงไร ซูอี้รู้ดีว่าขอเพียงเขายังอยู่ ยักษ์ใหญ่วิถีเซียนเหล่านั้นก็จะเหมือนมีดาบแขวนเหนือหัว มิอาจอยู่เป็นสุขได้!
นี่หรือจะมิใช่การทรมานสำหรับศัตรู? สรุปก็คือ ความแข็งแกร่งของเขาในยามนี้เพียงพอเป็นภัยต่อยักษ์ใหญ่วิถีเซียนในโลกหล้าแล้ว! แต่หากถูกตัวตนขอบเขตมหาศาลหมายหัวเอายามใด สถานการณ์จะอันตรายทันที
“ความแข็งแกร่งปัจจุบันของข้าต่อสู้กับตัวตนระดับมหายุทธ์ได้ ต่อให้เผชิญตัวตนขอบเขตแกนรวมศูนย์ ข้าก็ยังสามารถล่าถอยได้ แต่หากเผชิญหน้าศัตรูระดับสุดลึกล้ำ เกรงว่าคงต้องสู้ยิบตาสถานเดียว”
“แต่หากข้าเข้าสู่ระดับมหาเซียนได้ เรื่องทั้งหมดนี้จะเปลี่ยนแปลง!”
ซูอี้ตัดสินใจแล้วว่าหลังงานประมูลพรุ่งนี้จบลง เขาจะไปยังทะเลบูรพา กระโดดออกจากพันธนาการแห่งแดนเซียนแล้วมุ่งเป้าช่วงชิงโอกาสพิสูจน์ตนขึ้นเป็นมหาเซียน และยามนั้น เขาก็จะบรรลุดั่ง ‘มัจฉากระโดดเหนือสมุทร บุปผาเบ่งบานสุดชายฝั่ง’!
…… วันถัดมา ซูอี้สัญจรทั่วถนนเสนาะจินดาอีกหน ได้ซื้อสมบัติมาบางชิ้น แต่พวกมันก็ไม่ได้หายากใด ๆ จวบจนตกเย็น งานประมูลอันเป็นสนใจยิ่งก็จะถูกจัดขึ้นใน ‘หอเด็ดดารา’ ณ ถนนเสนาะจินดา
เมื่อวานนี้ ซูอี้ใช้เงินมากมายเพื่อซื้อตั๋วเข้าร่วมงานประมูล และเขาก็มานั่งในห้องส่วนตัวอันปกคลุมด้วยอำนาจค่ายกลที่หอเด็ดดาราแต่เนิ่น ๆ เขาสามารถชมการประมูลได้ผ่านหน้าต่าง
ไม่นานนัก งานประมูลก็เปิดฉาก บรรยากาศครึกครื้นขึ้น ต้องกล่าวว่าในการประมูลครั้งนี้มีสมบัติวิถีเซียนอันเลอเลิศหายากมากมาย สร้างสงครามประมูลราคาอย่างดุเดือดรอบแล้วรอบเล่า ทว่าซูอี้มิได้เคลื่อนไหว
แม้สมบัติเหล่านี้จะแสนเย้ายวนใจ มันก็มิได้ทำให้เขาสนใจนัก เมื่อกาลผ่าน เขากระทั่งผิดหวัง เขาทาได้เพียงนั่งเบื่ออยู่กับที่ ร่ำสุราขณะเฝ้ารอให้สมบัติจากวังมังกรซึ่งเป็นรายการปิดท้ายโผล่ออกมา
ทว่าไม่นานนัก ซูอี้ก็กระชุ่มกระชวยขึ้นและสนใจสิ่งของในงานประมูลชิ้นหนึ่ง “ทุกท่าน เมื่อไม่นานนี้ มีผู้บังเอิญได้พบเรือลอยฟ้าซึ่งสาบสูญไปเนิ่นนานในส่วนลึกของทะเลบูรพา! และในม้วนหยกนี้มีบันทึกสถานที่พบเห็นเรือลอยฟ้าลำนั้น!”
เมื่อวาจาของพิธีกรดังขึ้น บรรยากาศทั่วลานประมูลก็นิ่งงัน ทุกผู้งุนงงสับสน เรือลอยฟ้า? นี่คือสมบัติอันใด? ขณะที่ผู้ทรงอำนาจซึ่งสูงวัยกว่าบางคนตื่นเต้น
“หรือเรือสมบัติลึกลับลำนั้นจะมีอยู่จริง?”
“กล่าวกันว่ามันเป็นสมบัติอันลึกลับสูงสุดในยุคสุดวิเวก หากมันให้การยอมรับ เราก็จะเข้าสู่ถ้ำลับในยุคสุดวิเวกแห่งหนึ่งได้!”
“ใช่ ข้าก็เคยได้ยินข่าวลือนี้มาเช่นกัน ว่ากันว่าในยุคสุดวิเวก ยอดฝีมือขอบเขตมหาศาลมากมายตามหาเรือลอยฟ้าลำนั้น ทว่าโชคร้ายที่สมบัติชิ้นนี้มีอาถรรพ์ หากวาสนามิตรงกัน หาเช่นไรก็ยากได้พานพบ”
“ข่าวลือเหล่านี้ไกลตัวเกินไป มิมีผู้ใดได้พบเรือลอยฟ้าลำนั้นหลังยุคอวสานเซียน ดังนั้นในยุคสมัยนี้ ผู้คนน้อยนักจะยังรู้ถึงมัน”
“ใครจะแน่ใจได้ว่ามันคือเรือลอยฟ้า?”
“ไฉนข้าจึงว่าความลับนี้เชื่อมิได้กันหนอ?”
“นั่นสิ ใครเล่าในโลกหล้าทุกวันนี้จะยังแยกได้ว่ามันคือเรือลอยฟ้าอันมีเพียงในตำนานจริง ๆ?”
….ผู้คนเสวนาไปมา กระทั่งเหล่าผู้อาวุโสทั้งหลายก็ค่อย ๆ สิ้นสนใจ ไม่ว่าจะเป็นเรือลอยฟ้าจริงหรือไม่ สิ่งที่ปรากฏในงานประมูลก็เป็นเพียงสถานที่บันทึกการปรากฏตัวของเรือลอยฟ้าเท่านั้น ต่อให้ไปตามหามันยามนี้ เรือลอยฟ้าก็หายไปนานแล้ว
มีเพียงซูอี้ที่แสนตื่นเต้นในใจ ไม่ว่าจะจริงหรือไม่ อย่างน้อยก็มีข่าวเกี่ยวกับเรือลอยฟ้าปรากฏให้เห็น ไม่ว่าอย่างไร เขาก็จะไปยังทะเลบูรพาอยู่แล้ว หากเขาสามารถสำรวจมันได้ ไฉนเลยจะเกี่ยงงอน? แน่นอน ทั้งหมดนี้คือเขาต้องได้ม้วนหยกชิ้นนั้นมาก่อน!!