บันทึกตำนานราชันอหังการ [ 剑道第一仙 ] - ตอนที่ 1791-1795
ตอนที่ 1,791: บันทึกผลกรรม
หลังซูอี้และซีหนิงจากไป สีหน้าของจิ่งเฉิงดำคล้ำลงเงียบ ๆ ก่อนหน้านี้ เขาเกือบตายในหนึ่งการโจมตี! ทันทีที่คิดเช่นนี้ ความกลัวและโทสะอันเกินบรรยายก็พลุ่งพล่านขึ้นในใจ
“หลังไปที่ซากวังมังกร ข้าจะทำให้พวกเจ้าตายอย่างอนาถให้ได้!!” จิ่งเฉิงลอบกัดฟันด้วยแววตาเคร่งขรึม
“ผู้อาวุโสสูงสุด สตรีนามซีหนิงผู้นั้นน่าจะเป็นบุตรีแห่งสวรรค์จากโลกแห่งเทพนะขอรับ!” จิ่งหงอวี่ลดเสียงลงกล่าว
จิ่งเฉิงพูดเสียงเรียบ “บุตรีแห่งสวรรค์แล้วเช่นไร? พวกเขาอาจมีอำนาจยิ่งใหญ่ การฝึกฝนเกินคาดหยั่ง แต่พวกเขาก็ยังต้องเผชิญการคุกคามจากหายนะเทพอยู่ดี!”
“พวกเขาทำได้เพียงสะกดการฝึกฝนไว้ มิกล้าเผยอำนาจแท้จริง หาไม่ มันจะส่งผลต่อวิถีบรรลุเทพของพวกเขา และนี่คือน้ำหนักที่พวกเขามิอาจรับไหว!”
ว่าแล้ว เขาก็กล่าวต่ออย่างเย็นเฉียบ “การประมูลนี้ เราคาดการณ์ไว้แล้วว่าเมื่อข่าวซากวังมังกรถูกเผย บุตรและบุตรีแห่งสวรรค์เหล่านี้จะมาหาเราถึงที่แน่นอน! และเหตุที่ข้านำสมบัติลับระดับแกนรวมศูนย์ออกมาประมูลก็เพื่อใช้โอกาสนี้สลายหายนะเทพบนร่างข้า”
“ประการที่สองคือเพื่อหาดูว่ามีบุตรและบุตรีแห่งสวรรค์ซุกซ่อนในหมู่ยอดฝีมือที่ร่วมมือกับเราหนนี้มากมายเพียงไร! ยามนี้ข้าบรรลุเป้าหมายแล้ว หลังไปยังซากวังมังกร…” กล่าวถึงตรงนี้ จิ่งเฉิงก็แค่นยิ้มและมิกล่าววาจาอื่นใด
จิ่งหงอวี่อดถามมิได้ “ผู้อาวุโสสูงสุด หากเกิดเหตุขัดแย้งใด ๆ เราไม่เท่ากับล่วงเกินเทพ… ที่อยู่เบื้องหลังบุตรและบุตรีแห่งสวรรค์เหล่านั้นหรือขอรับ?”
จิ่งเฉิงกล่าวด้วยสีหน้าเฉยเมย “มหาวิถีกว้างไกล ทวยเทพมิเพียงพอให้ต้องกลัว! เจ้ายังไม่ก้าวสู่ขอบเขตมหาศาล ย่อมไม่รู้ว่าเทพที่ว่านั่นก็แค่ผู้ฝึกตนที่แข็งแกร่งกว่าพวกข้าหน่อยเท่านั้น ยิ่งมิต้องพูดถึงว่าพวกเขาติดข้อจำกัดกฎบัญญัติ มิอาจมายังแดนเซียนได้เลย!”
หลังเว้นช่วงเล็กน้อย เขาก็กล่าวว่า “อย่าห่วงเลย หากพวกเขาโชคร้าย ประสบเคราะห์ในซากวังมังกร ก็จะไร้ผู้ใดกล่าวโทษเรา!”
จิ่งหงอวี่เงียบไปครู่หนึ่ง และกล่าวว่า “ทว่าหลี่เสวียนจวินและซีหนิงมิได้ลงนามในสัญญาสัตย์ปฏิญาณ เมื่อเข้าไปในซากวังมังกร พวกเขาอาจ… บังเกิดบางสิ่งเกินคาดฝันหรือไม่?”
จิ่งเฉิงกล่าวยิ้ม ๆ “มัจฉาหลุดจากแหไปตัวสองตัว ย่อมยากจะก่อพายุใหญ่ เจ้าไปเชิญกงหยางอวี่มาเถิด เขาประมูลอาภรณ์ศึกระดับแกนรวมศูนย์ไปได้ ถึงคราวที่เขาต้องเติมเต็มคำสัญญา ช่วยข้าปลดหายนะเทพในร่างแล้ว”
“ขอรับ!” จิ่งหงอวี่จรจาก
จิ่งเฉิงนั่งลำพัง มองร่างของเขาลับไปขณะครุ่นคิด เบื้องหลังเขาปรากฏแสงเงาดำมืดล้ำลึกขึ้น ก่อรูปร่างคล้ายหนังสือเล่มหนึ่ง หนังสือเล่มนั้นเปิดออกเงียบเชียบ เผยหน้ากระดาษว่าง ๆ หน้าหนึ่ง แล้วข้อความบรรทัดหนึ่งก็ปรากฏขึ้นบนนั้น
‘ทุกการกระทำกำหนดไว้ด้วยลิขิตฟ้า ทวยเทพคิดอยากชิงพลังของข้า พวกเขาก็เท่ากับหว่านที่มาหายนะด้วยการนี้’
‘หนนี้ ข้าใช้ผลกรรมตั้งบัญญัติ มรณะเป็นม่าน ความปรารถนาแห่งหัวใจมนุษย์เป็นลางบอกเหตุ และซากวังมังกรเป็นสุสานที่ข้าเตรียมไว้สำหรับเหยื่อเหล่านั้น ตอนสุดท้ายของอีกหนึ่งเรื่องราวจะถูกเขียนขึ้นโดยข้า’
‘ในเรื่องนี้ ไร้ผู้ใดหนีพ้น!’
ข้อความเหล่านั้นดูราวมีผู้ใช้เหล็กร้อนแดงจี้เขียนทีละตัว ให้บรรยากาศร้ายแรงเยี่ยงลางมรณะ ทว่าเมื่อประโยคสุดท้ายถูกเขียน หนังสือพลันสั่นสะท้าน บนหน้าว่าง ๆ นั้นปรากฏรอยร้าวนับไม่ถ้วน!
ขณะที่หน้าหนังสือนั้นกำลังจะถูกฉีกกระชากนั้นเอง แคว่ก! รอยไหม้รอยหนึ่งก็ขีดฆ่าประโยค ‘ไร้ผู้ใดหนีพ้น’ ทิ้งไป และทันใดนั้น สรรพสิ่งก็กลับคืนสู่ความเงียบสงบ หนังสือหยุดสั่นสะท้าน รอยร้าวนับไม่ถ้วนบนหน้ากระดาษเลือนหาย มีเพียงประโยคสุดท้ายที่ถูกขีดแก้!
ไม่นานนัก ข้อความอีกบรรทัดก็ปรากฏขึ้นบนหน้าหนังสือ ‘ในเรื่องนี้มีอำนาจลึกลับประหลาดจุดหนึ่งปรากฏขึ้น มันมิได้ถูกผูกมัดโดยบัญญัติผลกรรม และกระทั่งข้าก็ต้องเปลี่ยนจุดจบ’
‘เขาหรือนางคือผู้ใด? ลิ่วล้อแห่งเทพ? ที่รักแห่งชะตา? ช่างเถอะ ไม่ว่าจะเป็นใคร ยามเข้ามาในเรื่องราวที่ข้าเขียน ด้ายไหมแห่งผลกรรมก็ย่อมต้องชี้ชะตาเป็นตายของคนผู้นั้น!’
ทันทีที่เขียนถึงตรงนี้ หนังสือก็สั่นสะท้านอีกครั้ง และเกิดรอยร้าวนับไม่ถ้วนบนหน้ากระดาษอีกหน แคว่ก! ทันใดนั้น รอยไหม้ก็ขีดฆ่าประโยคสุดท้ายไปอีกหน แล้วทุกสิ่งก็กลับคืนสู่ปกติ
‘อุ๊บ๊ะ!! ใครกันที่อยู่เหนือผลกรรม? เทพลงมือเองหรือ? ไม่มีทาง!! ในยุคสมัยนี้ ทวยเทพมิอาจแทรกแซงเรื่องราวในแดนเซียนได้เลย! อย่าให้ข้าจับได้เชียวนะ!’
ข้อความเหล่านี้ปรากฏขึ้นเร็วจี๋ราวเป็นคำสบถรัวเร็ว ให้ความรู้สึกเดือดดาลกรุ่นโกรธชัดเจน
‘น่าเสียดายที่แม่นางตะขอปล้นสวรรค์มิได้อยู่ด้วย หาไม่ ด้วยฝีมือนาง นางก็จะช่วยข้าส่องหาได้ว่าผู้ใดกันที่นอกคอกอยู่เหนือผลกรรม!! เฮ้อ พี่ชายร่มแคล้วคลาดก็มิอยู่ หากให้เขาช่วย เรื่องราวที่ข้าเขียนขึ้นหนนี้ก็คงฆ่าทุกผู้ตายเรียบได้ก่อน!’
ทันใดนั้น ข้อความระบายอารมณ์ทั้งหลายก็ถูกขีดฆ่าออกไป ครู่ต่อมา ข้อความอีกบรรทัดก็ปรากฏขึ้นบนหน้ากระดาษอีกหน
‘แม้จะมีตัวแปรอันมิถูกกระทบด้วยผลกรรม เขาก็เปลี่ยนจุดจบของเรื่องมิได้หรอก ยามเรื่องนี้ถึงจุดสำคัญ ตัวประกอบในเรื่องก็ย่อมต้องไปสู่จุดจบของตนอย่างมิอาจเลี่ยง ต่อจากนี้ ข้าจะบันทึกผลกรรมทั้งหลายโดยละเอียด ทั้งตัวแปร เหตุพลิกผัน ฉากสำคัญและจุดจบ’
เมื่อเขียนเช่นนี้ เหตุผิดปกติอื่น ๆ ก็มิปรากฏขึ้นอีก เงาหนังสือลวงตานี้หายวับเข้าไปในร่างจิ่งเฉิงทันที และแต่ต้นจนจบ จิ่งเฉิงผู้กำลังครุ่นคิดหนักหาได้สังเกตเห็นไม่
ตอนที่ 1,792: สัญชาตญาณแห่งสตรี
ถนนเสนาะจินดา ในโรงเตี๊ยมแห่งหนึ่ง ในห้องอันเงียบสงบสง่างาม มีเพียงซูอี้และซีหนิงสองคน บนโต๊ะตรงหน้าพวกเขามีสำรับอาหารมากมาย หอมกรุ่นตระการสี และสุราเก่าอีกหนึ่งเหยือก
ซูอี้กินดื่มสำราญ แสนผ่อนคลายสบายใจ ซีหนิงนั่งตรงข้ามเขา ใบหน้าขาวงดงามของนางเรืองรัศมีเยี่ยงภาพฝันภายใต้แสงสว่าง ชวนให้หัวใจเต้นระรัว
เมื่อเห็นซูอี้กินดื่มสำราญและไร้ผู้อื่นในห้อง ซีหนิงก็เริ่มกล่าวขึ้นก่อน “สหายเต๋ามิสงสัยหรือว่าข้าอยากเสวนากับเจ้าเรื่องใด?”
ซูอี้กล่าวยิ้ม ๆ “ท้ายที่สุดเจ้าก็จะเป็นฝ่ายพูดออกมาเองมิใช่หรือ?”
ซีหนิงนิ่งไปครู่หนึ่ง หัวใจของนางรู้สึกพิกล นางมาจากโลกแห่งเทพ มิเพียงสถานะพิเศษสูงส่ง การฝึกฝนของนางยังอยู่ในระดับสุดล้ำลึก แม้ไม่อาจเทียบตนกับทวยเทพ แต่นางก็เป็นจอมราชันย์ไร้เทียมทานบนวิถีฝึกฝนเช่นกัน
ที่โลกแห่งเทพ กระทั่งตัวตนขอบเขตมหาศาลทั้งหลายยังครั่นคร้ามยามพบนาง ต่างผู้ล้วนนอบน้อมให้เกียรติ มิกล้ามองข้ามล่วงเกินนางแม้แต่น้อย ทว่าชายหนุ่มตรงหน้านาง แม้จะทราบว่านางมาจากโลกแห่งเทพ ก็ดูมิสนใจเลยสักนิด กระทั่งยามเผชิญหน้านางก็ยังมิสำรวมเกร็งตัวใด ๆ
สิ่งนี้ทำให้ซีหนิงรู้สึกแปลกใหม่เป็นครั้งแรก หลังเงียบไปครู่หนึ่ง ซีหนิงก็กล่าวว่า “ก่อนหน้านี้ หลังข้าได้รู้เนื้อหาในปริศนาวังมังกรเหล่านั้น ข้าก็มีการคาดเดาภาพรวมในใจแล้ว คาดว่าการล่มสลายของวังมังกรทะเลบูรพาน่าจะเกี่ยวกับสมบัติชิ้นหนึ่ง”
ซูอี้ถูกกระตุ้นความสนใจ หยุดตะเกียบในมือแล้วเอ่ยถาม “สมบัติหรือ?”
“ใช่” ซีหนิงกล่าว “สมบัตินั้นมีนามว่าบันทึกผลกรรม เป็นสมบัติแห่งยุคสมัยอันก่อเกิดจากที่มาฮุ่นตุ้นแห่งแดนเซียนยามแรกเริ่มยุคสุดวิเวก บรรจุกฎแห่งยุคสมัยเกี่ยวกับผลกรรมไว้ และขณะเดียวกันสมบัตินี้ก็เป็นหนึ่งในเก้าความลับแห่งจักรวาล”
บันทึกผลกรรม! เก้าความลับแห่งจักรวาล!!
ซูอี้จำได้ว่าในอดีตชาติ หวังเย่ได้สำรวจซากโบราณเกี่ยวกับยุคสุดวิเวกมามากมาย และยังเคยได้ยินข่าวลือเก่า ๆ จากปากวานรเฒ่าสะพายดาบมาด้วยเช่นกัน รวมถึงข่าวลือเกี่ยวกับเก้าความลับแห่งจักรวาลด้วย
ทว่าวานรเฒ่าสะพายดาบทราบเพียงว่าเก้าความลับแห่งจักรวาลคือเก้าสมบัติสูงสุดอันเกิดจากที่มาฮุ่นตุ้นยามแรกกำเนิดยุคสุดวิเวก และเป็นเพียงเรื่องเล่าตำนานเก่าแก่ตั้งแต่ยุคสุดวิเวกเท่านั้น อันที่จริง วานรเฒ่าสะพายดาบเองก็หาทราบไม่ว่าข่าวลือเหล่านั้นเป็นจริงหรือเท็จ
เขาอยู่ในช่วงปลายยุคสุดวิเวก และข่าวลือเกี่ยวกับเก้าความลับแห่งจักรวาลก็ถูกสืบต่อนับแต่ช่วงต้นยุคสุดวิเวก ในยุคสมัยของวานรเฒ่าสะพายดาบ ทั่วโลกหล้ายังไร้ผู้ใดได้พบเห็น ‘เก้าความลับแห่งจักรวาล’!
ทว่ายามนี้ ซีหนิงกลับกล่าวขึ้นว่าการพังทลายของวังมังกรทะเลบูรพานั้นเกี่ยวกับสมบัติลับฮุ่นตุ้นนามบันทึกผลกรรม ซูอี้จะไม่ประหลาดใจได้เช่นไร?
“หรือเก้าความลับแห่งจักรวาลจะมีอยู่จริง?” ซูอี้อดถามมิได้
คู่เนตรล้ำลึกพร่างพรายของซีหนิงวูบไหวละเอียดอ่อน กล่าวขึ้นอย่างขบขัน “สหายเต๋าสืบอักขระลับวังมังกรได้ แล้วมีหรือจะไม่รู้ความลับยุคสุดวิเวกราวมือตนเอง?”
ซูอี้แย้มยิ้ม กล่าวอย่างเยือกเย็น “ข้ามิได้รอบรู้ทุกเรื่องนะ”
ซีหนิงกล่าว “จากวาจาบรรพชนของข้า เก้าความลับแห่งจักรวาลมีอยู่จริง ทว่าสมบัติทั้งเก้าต่างถูกถือเป็นวัตถุต้องห้ามนับแต่ช่วงต้นยุคสุดวิเวก ต่อให้เป็นยอดฝีมือไร้เทียมทานในช่วงต้นยุคสุดวิเวก พวกเขาก็เกรงว่าคงมิรู้อันใดมากนักอยู่ดี”
บรรพชนของซีหนิง? หัวใจของซูอี้เต้นกระตุก เขาเดาว่าบรรพชนผู้นี้ต้องเป็นเทพแน่นอน!!
ซีหนิงกล่าวต่อ “และสิ่งที่ข้ารู้ในยามนี้คือในเก้าความลับแห่งจักรวาล มีตะขอปล้นสวรรค์ ร่มแคล้วคลาด บันทึกผลกรรมและดาบเคียงประชิด”
“ในช่วงต้นยุคสุดวิเวก มีผู้ได้รับตะขอปล้นสวรรค์และร่มแคล้วคลาดไป กล่าวกันว่าตัวตนไร้เทียมทานนั้นได้จากแดนเซียนไปพร้อมสมบัติลับแห่งจักรวาลทั้งสอง บันทึกผลกรรมตกสู่มือของวังมังกรทะเลบูรพาโดยบังเอิญและได้รับการเก็บรักษาที่นั่น ทว่าบันทึกผลกรรมนั้นพิเศษและร้ายกาจอย่างยิ่ง วังมังกรทะเลบูรพามิอาจควบคุมใช้งานสมบัตินี้ได้เลย”
ได้ยินเช่นนี้ ซูอี้ก็จำข้อความที่เขาถอดรหัสจากเศษสัมฤทธิ์ก่อนหน้านี้ขึ้นได้ โชคเคราะห์ล้วนไร้ตัวตน มีเพียงมนุษย์กล่าวขานตนเอง ผลแห่งความดีและชั่วตามติดเยี่ยงเงา ความโลภอันใดนั้น… คือที่มาของหายนะทั้งมวล…
ดูแล้วก็เปี่ยมด้วยบรรยากาศลึกลับร้ายแรง ทว่าหากกอปรกับผลกรรม การล่มสลายของวังมังกรทะเลบูรพาก็ผิดปกติยิ่งจริง ๆ! มิน่าเล่า ซีหนิงจึงเชื่อว่าบันทึกผลกรรมเป็นผู้ก่อหายนะสิ้นวังมังกรทะเลบูรพา
หลังครุ่นคิดเล็กน้อย ซูอี้ก็กล่าวอย่างสนใจ “แล้วดาบเคียงประชิดนั่นเล่า เป็นเช่นไร?”
ในฐานะผู้ฝึกฝนดาบ เขาย่อมสนใจในอาวุธดาบเป็นพิเศษ ยิ่งไม่ต้องพูดถึงว่าดาบนี้เป็นหนึ่งในเก้าความลับแห่งจักรวาล สมบัติต้องห้ามอันบรรจุกฎเกณฑ์แห่งยุคสมัย!
ซีหนิงกล่าวอย่างมิปิดบัง “จากที่ปู่ทวดข้าเล่า ดาบนี้ยาวเพียงหกชุ่น มีอำนาจแห่งเทพมารร้ายกาจ ถือระยะทางไร้ตัวตน ต่อให้ศัตรูอยู่แสนไกล มันก็สามารถตามติดประหารเสียได้ราวสุดขอบโลกาอยู่แสนใกล้ ทว่าดาบนี้อยู่ในมือนักดาบลึกลับผู้หนึ่งนามหลี่ฝูโหยวนับแต่ช่วงต้นยุคสุดวิเวก และสงสัยกันว่าเขามิได้อยู่ในแดนเซียนนี้เนิ่นนานแล้ว”
ซูอี้พลันผงะ บังเอิญเพียงนั้นเชียวหรือ?
ตอนที่ 1,792: สัญชาตญาณแห่งสตรี (ต่อ)
ซูอี้เงียบไป หลี่ฝูโหยว! ชาติที่ห้าของเขา! ไม่คาดคิดเลยว่าเขาจะได้รับหนึ่งในเก้าความลับแห่งจักรวาล ดาบเคียงประชิดมาตั้งแต่ช่วงต้นยุคสุดวิเวก?
ซูอี้นึกถึงโลงดาบหกชุ่นลึกลับที่เขามีขึ้นมาในทันใด เดิมที เขาได้รับของสิ่งนี้มาจากโลกเร้นลับยุคสุดวิเวก ณ พื้นที่ภายในบรรพตมารล่าเวหา และนอกจากนั้นยังมีหุ่นเชิดวิญญาณศึกเหลยเจ๋อด้วย ซึ่งเป็นบริวารของหลี่ฝูโหยวซึ่งเคยติดตามเขาท่องโลกา!
‘ดาบหกชุ่น โลงดาบหกชุ่น หรือจะบอกว่า…’ เขาได้คำตอบในใจแล้ว มิต้องสงสัยเลยว่าสิ่งที่ผนึกอยู่ในโลงดาบหกชุ่นคือดาบเคียงประชิด!!
“เจ้าคิดอันใดอยู่?” คู่เนตรล้ำลึกพร่างพราวของซีหนิงหันมอง
ชายหนุ่มกล่าวว่า “ข้ากำลังสงสัยอยู่ว่าไฉนปู่ทวดของเจ้าจึงรู้เรื่องในยุคสุดวิเวกแห่งแดนเซียนมากนัก และกระทั่ง… ยังรู้จักหลี่ฝูโหยวด้วย”
ริมฝีปากสีแดงของซีหนิงเม้มเล็กน้อย ก่อนจะกล่าวด้วยน้ำเสียงเพราะพริ้ง “เรื่องนี้หาใช่ความลับไม่ บรรพชนของข้าเดิมทีมาจากแดนเซียน และในช่วงต้นยุคสุดวิเวก เพื่อบรรลุสู่โลกแห่งเทพ เขาออกจากบ้านเกิดไปแสวงวิถีที่สูงกว่าในธารนทีแห่งยุคสมัย”
ซูอี้ “…”
“กล่าวคือ แดนเซียนนี้ก็เป็นปิตุภูมิของข้าเช่นกัน” หญิงสาวยกจอกสุราขึ้นจิบ ก่อนจะกล่าวว่า “ความลับบางอย่างในยุคสุดวิเวกแห่งแดนเซียน ข้าก็รู้มาจากบรรพชนนี่แหละ”
ในที่สุดเขาก็เข้าใจ และกล่าวว่า “หมายความว่าบรรพชนของเจ้าเคยพบหลี่ฝูโหยวมาก่อนหรือ?”
ซีหนิงถามด้วยสีหน้าพิกล “ไฉนสหายเต๋าจึงสนใจในตัวหลี่ฝูโหยวผู้นี้นักเล่า?” ซูอี้กล่าวในใจว่า เขาคืออดีตชาติของข้า ข้าจะมิสนใจได้เช่นไร? ทว่าเขากลับกล่าวเฉไฉ “ข้าเคยได้ยินเรื่องราวของเขามาบ้างน่ะ”
ซีหนิงกล่าว “เรื่องนี้มิใช่ความลับ ข้าไม่รู้เรื่องเกี่ยวกับหลี่ฝูโหยวหรอก และเมื่อบรรพชนของข้ากล่าวถึงคนผู้นี้ เขาก็ใช้เพียงคำว่าลึกลับมาบรรยายอีกฝ่ายเท่านั้น” หัวใจของซูอี้พลันรู้สึกผิดหวังเล็กน้อย
ทันใดนั้น ซีหนิงก็วางจอกสุราในมือลง จับจ้องอีกฝ่ายและกล่าวว่า “สหายเต๋า รู้หรือไม่ว่าหลังจากเห็นฝีมือของเจ้าบางส่วน ข้าก็พลันนึกถึงคนผู้หนึ่งขึ้นมา”
ซูอี้นิ่งไป “ผู้ใดหรือ?”
ซีหนิงกล่าว “ซูอี้ผู้ก่อคลื่นมหาศาลในแดนเซียน ชื่อเสียงโด่งดังเยี่ยงท้องนภาในทุกวันนี้น่ะ” คู่เนตรพร่างพราวของนางกระจ่างและล้ำลึก ดูจะมองทะลุหัวใจผู้คนได้ หากเปลี่ยนเป็นผู้อื่นมาถูกจับจ้องเช่นนี้คงรู้สึกอึดอัดใจไปแสนนาน ทว่ามิใช่สำหรับซูอี้
เขาสบตาอีกฝ่ายและกล่าวว่า “ไฉนเจ้าจึงรู้สึกเช่นนั้นหรือ?” อยู่ใกล้กันเพียงนี้ ชายหนุ่มกระทั่งได้กลิ่นหอมจาง ๆ จากอีกฝ่าย ซึ่งทำให้รู้สึกสดชื่นขึ้นมา
ดวงตาของหญิงสาวหรี่ลงเล็กน้อย พลางกล่าวขึ้นอย่างนุ่มนวล “สัญชาตญาณน่ะ” หัวใจของซูอี้กระตุกวูบ ก่อนจะกล่าวเสียงเบาว่า “หรือที่เจ้ามายังแดนเซียนหนนี้ เจ้าก็มีภารกิจสังหารคนผู้นี้เช่นกัน?”
ริมฝีปากสีกุหลาบของซีหนิงยกยิ้มเย้าอย่างอดมิได้ “สหายเต๋าเดาดูได้เลย”
ซูอี้ “…” ก่อนเขาจะทันได้พูด ซีหนิงก็เปลี่ยนประเด็นกล่าวขึ้น “ในการประมูลหนนี้ เพราะเรื่องของข้า สหายเต๋าจึงถูกเข้าใจผิด หากเข้าใจไม่ผิด ฉินเจี้ยนซู จินจู๋หลิว กงหยางอวี่และคนอื่น ๆ น่าจะมิชอบใจสหายเต๋านัก”
“มิใช่เพราะพวกเขาใจแคบ แต่การที่สหายเต๋าสามารถสำรวจปริศนาวังมังกรได้นั้นสำคัญต่อการสำรวจซากวังมังกรของพวกเขา ทว่า…” น้ำเสียงของซีหนิงเปลี่ยน “สหายเต๋าอย่าห่วงเรื่องนี้เลย หากพวกเขาอยากปฏิบัติต่อสหายเต๋าแย่ ๆ พวกเขาต้องผ่านข้าไปก่อน”
วาจาอันสุขุมเหล่านั้นเจือความยโส ซูอี้พลันกล่าวยิ้ม ๆ ว่า “ไม่ต้องทำเช่นนั้นหรอก ปัญหาเล็กน้อย ข้ารับมือเองได้”
ซีหนิงกล่าวพลางกะพริบตาปริบ ๆ “แต่พวกเขาคิดไปแล้วนี่สิว่าเจ้าและข้าลงเรือลำเดียวกัน มีหรือข้าจะอยู่เฉยได้?” ว่าแล้ว นางก็กล่าวเชื้อเชิญ “สหายเต๋า ข้าหวังว่าปฏิบัติการในซากวังมังกร ข้าจะสามารถร่วมมือกับเจ้าได้อย่างบริสุทธิ์ใจ เจ้าคิดเช่นไรหรือ?”
ซูอี้แย้มยิ้ม “ข้ามิเห็นจะมีเหตุผลใดให้ปฏิเสธ”
ซีหนิงคลี่ยิ้ม ใบหน้าจิ้มลิ้มงดงามอันเย็นชาเล็กน้อยของนางพลันดูราวบุปผาตูมเบ่งบานหลังฝน สดชื่นตระการเป็นพิเศษ คู่เนตรพร่างพราวหยีดุจจันทร์เสี้ยว ซูอี้อดตะลึงมิได้
เขาเคยพบพานหญิงงามในโลกหล้ามามากมาย กล่าวได้ว่ากิริยาและอุปนิสัยเช่นนี้กล่าวได้ว่าชวนตะลึง หาได้ยากนัก ไม่ต้องสงสัยเลยว่าซีหนิงเป็นหญิงงามที่ยากพานพบ เจิดจรัสเป็นธรรมชาติ อุปนิสัยสูงล้ำ ทุกการกระทำสะกดตาตรึงใจ
ซีหนิงกล่าวพลางยกจอกสุราขึ้น “ขอให้การร่วมมือของเราลุล่วงด้วยดี” ซูอี้ดื่มฉลองกับนาง แล้วก็มีผู้มาเคาะประตู
“คุณหนู ของมาถึงแล้วขอรับ” ชายร่างสูงใหญ่ซึ่งติดตามรับใช้ซีหนิงก่อนหน้านี้เข้ามาในห้องส่วนตัว เขามีโครงร่างสูงใหญ่ เหน็บอาวุธเล่มยาวที่เอว ดวงตาเฉียบคมแลเย็นชา หลังเข้ามาในห้องและเห็นซูอี้กำลังดื่มสุรากับซีหนิง คิ้วของเขาก็ย่นเล็กน้อยแทบมิเห็น
ทว่าเขาก็ไม่ได้กล่าววาจาใด ใช้สองมือมอบม้วนหยกม้วนหนึ่งแก่ซีหนิง นางมิได้เปิดอ่าน แต่ส่งม้วนหยกนั้นให้แก่ซูอี้ “ก่อนหน้านี้ในงานประมูล เพราะม้วนหยกม้วนนี้ สหายเต๋าจึงถูกฉินเจี้ยนซูหมายหัว ยามนี้ม้วนหยกนี่น่าจะนับเป็นการชดเชยแก่สหายเต๋าจากข้าได้ โปรดรับไว้เถิด”
ซูอี้ประหลาดใจ เขาย่อมรู้ว่าม้วนหยกนี้ระบุเบาะแสเกี่ยวกับเรือลอยฟ้าไว้! ไม่คาดคิดเลยว่าซีหนิงจะไปรับม้วนหยกนี้คืนมาจากมือฉินเจี้ยนซู เจตนาเช่นนี้หาได้ยากจริง ๆ แน่นอน นี่ก็นับเป็นน้ำใจคน!
“ขอบคุณมาก” ชายหนุ่มมิได้ปฏิเสธ เขาเก็บม้วนหยกไปแล้วถามอย่างสงสัย “นิสัยอย่างฉินเจี้ยนซู เขาหรือจะส่งของสิ่งนี้มาโดยสมัครใจ?”
ชายร่างสูงใหญ่กล่าวว่า “จ่ายเงินไง”
ซูอี้ “…” ต้องบอกว่าเป็นวิธีการแลกเปลี่ยนซึ่งเรียบง่ายขวานผ่าซาก แต่ได้ผลดียิ่ง
หลังงานเลี้ยงจบลง ซูอี้ก็กล่าวลาแล้วจรจาก ก่อนแยกทาง ซูอี้กับซีหนิงนัดหมายกันว่าจะไปพบกัน ณ ‘เกาะขอนวิเวก’ แห่งทะเลบูรพาในอีกหนึ่งเดือน อันที่จริง ยอดฝีมือผู้ร่วมมือกับเผ่าภูตวาฬยักษ์หนนี้ล้วนจะไปรวมตัวกันที่เกาะขอนวิเวกในยามนั้นอยู่แล้ว และติดตามเผ่าภูตวาฬยักษ์ไปยังซากวังมังกร
“คุณหนู เพราะม้วนหยกม้วนนั้น ท่านจึงติดหนี้ฉินเจี้ยนซู มันคุ้มกันหรือขอรับ?” หลังซูอี้จากไป ชายร่างสูงใหญ่ก็อดขมวดคิ้วมิได้
ซีหนิงกล่าว “ควรค่าหรือไม่มิใช่คำถาม สหายเต๋าหลี่ถูกฉินเจี้ยนซูหมายหัว ข้าก็ควรชดเชยให้เขา เข้าใจหรือไม่?”
ชายร่างสูงใหญ่ครุ่นคิด “คุณหนูอยากให้หลี่เสวียนจวินผู้นี้ช่วยเราพินิจปริศนาวังมังกรยามเราไปยังซากวังมังกรหรือขอรับ?”
หญิงสาวขมวดคิ้วน้อย ๆ และกล่าวว่า “ข้าเป็นคนเช่นนี้ในความคิดเจ้าหรือ?” ชายร่างสูงใหญ่ชะงัก แล้วรีบแก้ตัว “ผู้น้อยโง่เง่าพูดไม่คิด ขอคุณหนูอภัยด้วย!”
ซีหนิงลุกขึ้น เค้าความทรงอำนาจปรากฏบนใบหน้างดงามจิ้มลิ้ม “อย่าพูดเรื่องเช่นนี้ออกมาอีก”
“ขอรับ!” เหงื่อกาฬเย็นเฉียบผุดขึ้นบนหน้าผากของชายร่างสูงใหญ่ เขารู้ดีว่าแม้คุณหนูจะดูเงียบสงบสูงส่ง ทว่าแท้จริงนางทะนงตนอย่างยิ่ง หากทำให้โมโหขึ้นมา เหล่าผู้เฒ่าในตระกูลก็สั่นสะท้านได้!
ตอนที่ 1,793: มังกรคืนสมุทร
รัตติกาลราบเรียบเช่นวารี บนถนนที่พลุกพล่านของเสนาะจินดา ซูอี้เดินไปยังโรงเตี๊ยม “เป็นสัญชาตญาณจริง ๆ หรือ? อาจมิใช่ สตรีผู้นี้อาจเห็นเบาะแสบางอย่างจากข้าก็ได้”
เขาเล่นกับม้วนหยกในมือ “แต่นางก็ไม่ได้ลงมือ ทำเพียงแสดงน้ำใจครั้งแล้วครั้งเล่า เกินเข้าใจได้จริง ๆ ภาพของซีหนิงปรากฏขึ้นในใจของซูอี้ ต้องกล่าวว่ากระทั่งเขายังชื่นชมบุตรีแห่งสวรรค์จากโลกแห่งเทพผู้นี้ แต่ก็ต้องระวังตัวไว้ก่อน ทวยเทพไม่ยอมให้มีวัฏสงสารอยู่ หากบุตรและบุตรีแห่งสวรรค์จากโลกเทพเหล่านั้นรู้เข้าจริง ๆ ว่าเขาคือคนที่พวกเขาตามหา ย่อมนำไปสู่ผลลัพธ์ที่เกินคาดคิดอย่างมิอาจเลี่ยง
หลังจากกลับไปยังโรงเตี๊ยม ซูอี้ก็เปิดม้วนหยกอ่าน มันระบุไว้ว่าเมื่อครึ่งปีก่อน ในเขตอันตรายที่มีนามว่า ‘เขตทะเลวังวนโลหิต’ ที่อยู่ภายในทะเลบูรพา มีผู้พบเห็นเรือลอยฟ้าปรากฏขึ้น!
จากคำบอกเล่าของผู้พบเห็น เรือลอยฟ้านั้นยาวเพียงหนึ่งจั้ง ปราณฮุ่นตุ้นแผ่กระจาย สยบทั่วโลกหล้าฟ้าดิน สุญญะแหลกมลาย เขตทะเลวังวนโลหิตในบริเวณที่มันอยู่ถูกกดยุบเป็นหลุมใหญ่! และสาเหตุที่ผู้พบเห็นแน่ใจว่าเรือสมบัติลำนี้คือเรือลอยฟ้าในตำนานก็เป็นเพราะยามเรือสมบัตินี้ปรากฏขึ้น เสียงตื่นตระหนกสิ้นหวังเสียงหนึ่งก็ดังออกมาจากเขตทะเลวังวนโลหิตว่า
“ผ่านไปนานเพียงนี้ เจ้าเรือลอยฟ้านี่ก็ยังอาถรรพ์มิเปลี่ยน!! ต้องการถอนรากถอนโคนให้สิ้นเลยหรือไร?”
คำพูดนี้ทำให้ผู้พบเห็นสงสัยว่าเรือสมบัติลำนี้จะเป็นเรือลอยฟ้าที่ละล่องเหนือทะเลบูรพาตั้งแต่ยุคสุดวิเวก “เขตทะเลวังวนโลหิต…” ชายหนุ่มมองไปยังแผนที่สมุทรซึ่งวาดไว้บนม้วนหยก และระบุตำแหน่งคร่าว ๆ ของเขตทะเลอันตรายนี้ได้
คืนนั้น ข่าวเกี่ยวกับการประมูลก็แพร่ไปทั่วถนนเสนาะจินดาและโลกภายนอก ก่อเกิดเสียงฮือฮามากมาย ผู้คนตระหนักแล้วว่าเผ่าภูตวาฬยักษ์จัดงานประมูลนี้ขึ้นเพื่อรวบรวมยอดฝีมือกลุ่มหนึ่งไปสำรวจซากวังมังกรอีกครั้ง!
หนึ่งศิลากวนบังเกิดคลื่นนับพัน ราตรีนี้ย่อมมิอาจสงบสุข กระทั่งซูอี้ผู้ใช้นามแฝง ‘หลี่เสวียนจวิน’ ยังได้รับความสนใจมากมาย เพราะถึงอย่างไร เขาก็เป็นคนผู้เดียวที่อ่านข้อความลับของวังมังกรออก จึงยากที่จะไร้ผู้ใดเหลียวแล! ทว่าซูอี้หาใส่ใจไม่ เขาจะล่องเรือสู่ทะเลบูรพาในไม่ช้า
สองวันหลังจากนั้น ชายหนุ่มก็ออกจากถนนเสนาะจินดา หวนคืนสู่นครเซียนหมอกอัสดง “ในที่สุดก็มาแล้ว” ยันต์ลับแผ่นหนึ่งในมือซูอี้สั่นสะท้านเบา ๆ เมื่อมาถึงนครเซียนหมอกอัสดงนี้ เขาได้ส่งข้อความถึงราชันวิถีมังกรแดง ณ ตลาดมังกรดำ และยามนี้ ยันต์ลับในมือก็บ่งบอกว่าราชันวิถีมังกรดำกำลังเข้ามาใกล้นครเซียนหมอกอัสดง
ขณะครุ่นคิด ซูอี้ก็เข้าไปในนครเซียนหมอกอัสดงแล้ว ยามเดินทางออกจากตลาดมังกรดำ เขาได้กล่าวไว้ว่า เมื่อเดินทางสู่ทะเลบูรพาในภายหน้า ตนจะให้ราชันวิถีมังกรแดงติดตามไปด้วย และยามนี้ถึงกาลแล้ว
เมื่อมี ‘มังกรแดง’ แท้จริงอย่างราชันวิถีมังกรแดงติดตาม การเดินทางในทะเลบูรพาครานี้ เขาก็สามารถผ่านเขตอันตรายเกินคะเนหลายแห่งได้ง่าย ๆ แล้ว ที่สำคัญที่สุดคือ ราชันวิถีมังกรแดงมีความสามารถโดยกำเนิดบางอย่างซึ่งสามารถช่วยซูอี้ในทะเลบูรพาได้!
…… บนท้องนภา ร่างเล็กผอมเพรียวร่างหนึ่งกำลังโผบิน ดุจเส้นแสงจาง ๆ พาดผ่าน ไร้ร่องรอยใด ๆ หลงเหลือ “ข้างหน้านั่นก็คือนครเซียนหมอกอัสดง!” หญิงสาวเบนสายตามองไปไกลในฟ้าดิน
นางสวมชุดแขนเสื้อกว้างสีดำ ใบหน้าน้อยขาวกระจ่าง ร่างอรชรบอบบาง สีหน้าของนางเจือความแข็งแกร่งอย่างที่หญิงสาววัยเช่นนางมิควรมี สิ่งที่พิเศษเหนืออื่นใดคือคู่เนตรสีทองเจิดจรัส เรือนผมนุ่มลื่นเยี่ยงเส้นไหมทอประกายสีแดงท่ามกลางแสงจากท้องนภาเยี่ยงเปลวเพลิง
บรรยากาศรอบกายนางพิเศษเหนือใคร ดูเย็นชาเฉยเมย ประหนึ่งน้ำแข็งเยือกเย็นนับหมื่นปี แม้ร่างของนางจะเล็กจ้อย ทว่าอากัปกิริยากลับสูงส่งราวอยู่เหนือสรรพสิ่งทั่วโลกหล้า เป็นอำนาจที่เกิดจากสายเลือดแบบหนึ่ง ซึ่งสามารถสะท้านสะเทือนสรรพวิญญาณทั่วโลกา!
หญิงสาวพลันพบว่ามีคนผู้หนึ่งเดินออกมาจากนครเซียนหมอกอัสดงที่อยู่ไกลออกไป มุ่งตรงมาหานาง ชายผู้นั้นสวมชุดนักพรตดูเรียบง่าย รวบผมเป็นมวย ให้บรรยากาศสดชื่น ท่าทางเฉยชา ใบหน้าดูมิคุ้นเคย ทว่าเมื่อชายผู้นี้เข้ามาใกล้ ยันต์ลับในมือเรียวบางราวกับหยกของหญิงสาวก็เริ่มสั่นสะท้านอย่างต่อเนื่อง
ดวงตาของนางทอประกาย นางรู้ว่าเขาคือใต้เท้าจอมราชัน! ทันใดนั้น หัวใจของหญิงสาวก็ปั่นป่วน แล้วสงวนท่าทีด้วยความประหม่า บรรยากาศยิ่งใหญ่แลทรงอำนาจบนร่างของนางก็หายไปเช่นกัน
“มาแล้ว” ซูอี้ทักทายด้วยรอยยิ้ม รอยยิ้มอ่อนโยนนั้นทำให้หัวใจของหญิงสาวบีบรัดเล็กน้อย ทว่าก็ไม่กล้าเงยหน้ามองอีกฝ่าย นางกล่าวอย่างนอบน้อมว่า “ผู้น้อยชื่อซู่คารวะใต้เท้าจอมราชัน” (ชื่อซู่คือนามของราชันวิถีมังกรแดง)
“มองดูแล้ว เจ้าก็ห่างจากขอบเขตมหาศาลเพียงก้าวเดียวเองนะนี่” ซูอี้ประหลาดใจ กาลก่อนยามพบราชันวิถีมังกรแดงครั้งล่าสุด ใบหน้าน้อยของอีกฝ่ายซีดขาว มือเท้าติดในตรวนพันธนาการ สีหน้าเศร้าสร้อยหม่นหมอง
ทว่ายามนี้นางกลับมีแรงกดดันตามธรรมชาติทั้งจากภายในและภายนอก จิตวิญญาณครบถ้วนสมบูรณ์ เป็นสัญญาณว่าการฝึกฝนของนางอยู่ในขั้นสมบูรณ์! เขาเข้าใจในทันที
ราชันวิถีมังกรแดงเป็นมหาเซียนขอบเขตอัศจรรย์นับตั้งแต่ยุคอวสานเซียนแล้ว ทว่า เพื่อไม่ให้นางได้รับผลกระทบจากหายนะ บิดาบุญธรรมของนาง ราชันวิถีมังกรดำจึงใช้ ‘ตรวนโลหิตลายมังกร’ ผนึกสายเลือดและขังนางไว้ในตลาดมังกรดำ จนกระทั่งคราวก่อนที่ซูอี้ไปยังตลาดมังกรดำ เขาก็ช่วยนางทำลายตรวนโลหิตลายมังกร ปลดปล่อยนางจากพันธนาการด้วยตนเอง
นอกจากนั้น ชายหนุ่มยังช่วยให้ราชันวิถีมังกรแดงเข้าสู่สระบังเกิดมังกร เข้ารับการชำระล้างจากหมื่นอัสนี ปลุกสายเลือดของนางเป็นมังกรแดงแท้จริง! ในเวลานั้น อำนาจมังกรของราชันวิถีมังกรแดงก็เหนือล้ำกว่ากาลก่อนแล้ว และซูอี้ยังได้ให้ประสบการณ์บางส่วนในขอบเขตมหาศาลแก่ราชันวิถีมังกรแดงด้วย ด้วยเหตุนี้ การเปลี่ยนแปลงของราชันวิถีมังกรแดงจึงคาดเดาได้
“หากมิใช่เพราะได้ท่านช่วยเหลือ ผู้น้อยคงมิสำเร็จได้เช่นทุกวันนี้เจ้าค่ะ” หญิงสาวก้มหัวลงอย่างสงบเสงี่ยม ชายหนุ่มกล่าวพร้อมกับแย้มยิ้ม “ข้าเรียกเจ้ามาในครานี้ก็เพื่อไปยังทะเลบูรพา เจ้าเต็มใจหรือไม่?”
หญิงสาวตอบโดยไม่คิด “หากใต้เท้าจอมราชันมีบัญชา ผู้น้อยย่อมยินดีบุกน้ำลุยไฟ ตายก็มิหวั่นเจ้าค่ะ!”
ซูอี้พยักหน้าแล้วตบบ่านางเบา ๆ “อยู่กับข้า เจ้าไม่ต้องเกร็งนักหรอก จะเอาแต่ใจบ้างก็ได้ หาไม่คงดูแข็งทื่อแย่” หญิงสาวก้มหน้าลงพลางส่งเสียงอืมรับคำ แต่ก็ยังมิกล้ามองอีกฝ่ายตรง ๆ
“ไปกันเถอะ เรา…” ขณะกำลังจะกล่าวบางอย่างนั้นเอง คิ้วของเขาก็ขมวดเล็กน้อย ก่อนจะมองไปยังท้องนภาไกลออกไป
…… ห่างออกไปสามพันลี้ สองร่างยืนอยู่ในหุบเขาที่ไม่โดดเด่นแห่งหนึ่ง “หากไร้สิ่งใดอื่น ผู้ที่ราชันวิถีมังกรแดงมาพบในเวลานี้ก็น่าจะเป็นซูอี้!” ชายชุดม่วงผู้หนึ่งเผยรอยยิ้ม
ในมือของเขาถือผืนธงสีเลือดผืนหนึ่ง รัศมีเกินเข้าใจลอยอ้อยอิ่งบนผืนธง สะท้อนภาพการพบปะระหว่างราชันวิถีมังกรแดงกับซูอี้ “บรรพตลอยฟ้ามิได้โกหกจริง ๆ ซูอี้มาปรากฏกายในเขตทวีปวิญญาณน้อยแล้ว และยังมาที่นครเซียนหมอกอัสดงด้วย ข้าว่าเขาคงเข้าร่วมงานประมูลในถนนเสนาะจินดาเมื่อสองวันก่อนด้วย!”
ชายชราในชุดผ้าแพรอีกคนผู้ไว้หนวดเป็นรูปเลขแปด กล่าวเพื่อแกะรอยซูอี้ พวกเขาอุตส่าห์ขุดค้นเบาะแสและตรวจสอบสถานที่ต่าง ๆ ที่ซูอี้เคยไปปรากฏในอดีต ในที่สุดพวกเขาก็ได้ทราบว่า เมื่อสามปีก่อน หลังจากชายหนุ่มเพิ่งมาถึงแดนเซียนไม่นาน เขาเคยไปยังตลาดมังกรดำ และราชันวิถีมังกรแดงแห่งตลาดมังกรดำก็น่าจะมีความสัมพันธ์ใกล้ชิดกับซูอี้ด้วย!
ดังนั้นพวกเขาจึงลอบจับตามองการเคลื่อนไหวของตลาดมังกรดำอย่างลับ ๆ มาโดยตลอด และเมื่อไม่กี่วันก่อน ราชันวิถีมังกรแดงแห่งตลาดมังกรดำก็มุ่งตรงสู่บูรพาทิศ จึงกระตุ้นความสนใจของพวกเขาให้ลอบสะกดรอยตามมาตลอดทาง และในที่สุดพวกเขาก็กล้าสรุปว่าผู้ที่นางมาพบก็คือซูอี้!
ส่วนเหตุผลนั้นสามารถอนุมานได้ง่ายดายมาก ก่อนหน้านี้พักหนึ่งมีข่าวจากบรรพตลอยฟ้า ณ ทะเลบูรพาว่าซูอี้ปรากฏตัวขึ้นในทวีปวิญญาณน้อย สังหารตัวตนวิถีเซียนนับพันของบรรพตลอยฟ้าในโลกเร้นลับคุนอู๋ เมื่อกอปรกับการกระทำของราชันวิถีมังกรแดงในเวลานี้ พวกเขาก็ตัดสินได้แล้วว่าชายในชุดนักพรตที่ปรากฏตัวด้านนอกนครเซียนหมอกอัสดงก็คือเป้าหมายที่พวกเขาตามหาในอดีต!
“ที่ปฏิบัติการนี้ดำเนินไปได้อย่างราบรื่น ต้องขอบคุณ ‘ธงลำแสงไร้ประมาณ’ ที่เจ้าสำนักให้มาจริง ๆ มันใช้ตรวจจับร่องรอยและติดตามเป้าหมายอย่างเงียบงันได้ดีจริง ๆ!” ชายชุดม่วงกล่าวยิ้ม ๆ
ชายชราในชุดผ้าแพรกล่าวขึ้นด้วยเสียงต่ำ “ชักช้าอยู่ไย รีบส่งข่าวกลับสำนักสิ ข้าสงสัยว่าซูอี้น่าจะไปยังก้นทะเลบูรพา และอาจเป็นไปได้ด้วยว่าเขาอาจจะไปสำรวจซากวังมังกร”
“ได้!” ชายชุดม่วงนำยันต์กระดูกชิ้นหนึ่งซึ่งขาวโพลนดุจหิมะออกมา แต่ก่อนเขาจะทันได้ขยี้มัน มือใหญ่สีขาวข้างหนึ่งก็โผล่มาฉวยยันต์กระดูกนั้นไปกะทันหัน และคอของชายชุดม่วงก็ถูกมืออีกข้างคว้าไว้ แน่นิ่งมิอาจขยับ ใบหน้าเปี่ยมความตกตะลึง
ซูอี้! คนผู้นี้โผล่มาแต่ยามใดเกินหยั่งทราบ!! เรื่องทั้งหมดนี้เกิดขึ้นเร็วเกินไป ยามชายชราในชุดผ้าแพรรู้ตัว เขาก็อดสะดุ้งโหยงอย่างพรั่นพรึงและหันหลังจากไปทันทีมิได้
เปรี้ยง! ปราณดาบสายหนึ่งวูบไหวผ่านเวหา ร่างของชายชราในชุดผ้าแพรถูกผ่าแยก สิ้นขันธ์ดับวิญญาณ มหาเซียนขอบเขตอัศจรรย์ผู้หนึ่งตกตายราวก้อนกระดาษ!
ชายชุดม่วงอดผงะมิได้ เขาเข้าใจมานานแล้วว่าซูอี้เป็นตัวตนร้ายกาจอย่างยิ่ง แต่เมื่อได้มาเห็นด้วยตาตน ก็พบว่าอีกฝ่ายน่ากลัวกว่าที่คิดมากนัก! สังหารมหาเซียนราวเชือดไก่ฆ่าสุนัข เป็นความแข็งแกร่งที่มีได้เพียงในขอบเขตมหาศาลเท่านั้น แต่ซูอี้ผู้เป็นราชันเซียนกลับทำได้!!
ขณะหัวใจกำลังปั่นป่วน ชายชุดม่วงรีบกล่าวยอมแพ้ทันควัน “อย่าฆ่าข้าเลย ข้าจะบอกทุกสิ่งที่รู้ให้” ซูอี้แค่นเสียงหึ “มิต้องหรอก” ชายชุดม่วงหัวใจสะท้าน “ข้า…” กร็อบ!
คอของเขาถูกบิดหัก ร่างกายถูกอำนาจอันอหังการป่นเป็นธุลี “ข้ารู้แล้วว่าพวกเจ้ามาจากลัทธิกำเนิดเอกภพ” ซูอี้กระซิบ เขามองยันต์กระดูกในมือแล้วเก็บมันไป จากนั้นก็นำสมบัติที่มีชื่อว่า ‘ธงลำแสงไร้ประมาณ’ ขึ้นมาดู
‘ว่าแล้วเชียว ธงลำแสงไร้ประมาณของลัทธิกำเนิดเอกภพจริง ๆ ด้วย’ ชายหนุ่มกล่าวในใจ ตั้งแต่ก่อนยุคอวสานเซียนมาเยือน เขาก็ได้เห็นคุณสมบัติวิเศษของสมบัติชิ้นนี้มาก่อนแล้ว ทว่ายามนั้น สมบัตินี้อยู่ในมือเจียงไท่เออ หลังจากครุ่นคิดเล็กน้อย ซูอี้ก็ผนึกสมบัติชิ้นนี้ทันที จากนั้นจึงค่อยเก็บเข้ากระเป๋า
ตอนที่ 1,794: ซากโบราณบรรพสังขาร
สามวันหลังจากนั้น ในท้องทะเลห่างออกไป มีเกาะน้อยใหญ่ตั้งอยู่อย่างกระจัดกระจาย “เรียงแถวให้ดี ตรวจสอบทีละคน!”
“เผ่าภูตเต่าดำของข้ารับคำสั่งจากวังเซียนฟ้ามรกต หวังว่าทุกท่านจะไม่ทำเรื่องง่ายให้ยุ่งยาก!”
“หากต้องการผ่านทะเลเขตนี้ ต้องก้าวออกมาทิ้งตราประทับจิตวิญญาณไว้ในศิลาวิญญาณนี้”
“อย่าห่วงเลย ไม่ว่าพวกเจ้าจะเป็นคนนอกผู้ชั่วร้ายหรือผู้ผิดบาปร้ายแรง ข้าหาสนใจไม่ ขอเพียงทิ้งตราประทับจิตวิญญาณไว้ เจ้าจะไปไหนก็ตามใจ”
“แต่เตือนไว้ก่อน บริเวณสมุทรในรัศมีเก้าหมื่นลี้ที่ล้อมรอบถูกขวางไว้หมดแล้ว ทุกแห่งมีด่านตรวจกระจัดกระจายอยู่ อย่าคิดแม้แต่จะกลับหลัง!”
…ไกลออกไปในท้องทะเล ยอดฝีมือกลุ่มหนึ่งจากเผ่าภูตเต่าดำรวมตัวกันปิดทางเบื้องหน้าเอาไว้ คำพูดเมื่อครู่มาจากชายชราร่างผอมผู้หนึ่งแห่งเผ่าภูตเต่าดำ เขาดูทรงอำนาจ วิถีเต๋าอยู่ในระดับราชันเซียน ตรงหน้าเขามีผู้ฝึกตนมากมายเรียงแถวกันตามคำแนะนำของเผ่าภูตเต่าดำแต่โดยดี ก่อนจะจากไปหลังทิ้งตราประทับจิตวิญญาณบนศิลาวิญญาณสูงหนึ่งจั้ง
ซูอี้กับราชันวิถีมังกรแดงก็มาเช่นกัน ด้วยฝีมือของพวกเขา การจะบุกผ่านที่นี่ก็ย่อมทำได้อย่างเงียบเชียบ ทว่าเมื่อเห็นเช่นนี้เข้า ชายหนุ่มก็อดอยากรู้มิได้ “ขอบังอาจถามสหายเต๋า เกิดอันใดขึ้นหรือ?” ซูอี้มาที่ท้ายแถวและขอคำแนะนำจากชายชุดน้ำเงินผู้หนึ่ง
ชายชุดน้ำเงินลดเสียงลงกล่าว “ท่านไม่ทราบหรือ เมื่อวานนี้มีข่าวแพร่ออกมาทั่วทั้งทะเลบูรพา ว่ากันว่าซูอี้ผู้ก่อความวุ่นวายในโลกเซียนหนีการตามล่าของเหล่ายักษ์ใหญ่แห่งโลกเซียนมายังทะเลบูรพาแล้ว!” ซูอี้นิ่งไป “มันเกี่ยวกับคนผู้นี้หรือ?”
“ถูกต้อง!” ชายชุดน้ำเงินกล่าว “หลังประกาศข่าวนี้ออกไป ขุมกำลังใหญ่ อย่างวังเซียนฟ้ามรกต บรรพตลอยฟ้าและเผ่าวิญญาณกระทิงขุยหนิวที่อยู่ภายในทะเลบูรพาก็ร่วมกันประกาศจับซูอี้ไปทั่วทะเลบูรพาเลย!”
“วันนี้ ทั้งขุมกำลังน้อยใหญ่ในทะเลบูรพาต่างออกมาคัดกรองผู้ต้องสงสัยทั่วน่านน้ำในปกครองของตนทั้งสิ้น” ว่าถึงตรงนี้ แววตาของชายคนนั้นก็ฉายแววล้อเลียน “แต่ข้าว่านะ การค้นหาเช่นนี้ไร้ประโยชน์สิ้นดี ด้วยฝีมือเหนือนภาของซูอี้ เขาหรือจะถูกปลาซิวปลาสร้อยเหล่านี้จับได้?”
“หือ? ไปไหนแล้ว?” …ชายชุดน้ำเงินพลันพบว่าซูอี้หายไปแล้ว เขามองไปรอบ ๆ และก็ต้องประหลาดใจเมื่อพบว่าชายหนุ่มซึ่งสนทนากับเขาเมื่อครู่หายลับไปราวกับระเหิดหายจากโลกหล้าเสียแล้ว
“คนผู้นั้น หรือว่าจะเป็นซูอี้?” หัวใจของชายชุดน้ำเงินสั่นสะท้าน แล้วเขาก็ส่ายหัวทิ้งการคาดเดานั้นไปทันที ซูอี้ในคำร่ำลือนั้นอหังการเยี่ยงเทพมาร มือเปรอะเปื้อนด้วยโลหิต และกล่าวกันว่าเพียงมองมา สายตาก็ทำให้เหล่ามหาเซียนตื่นกลัวแล้ว! ชายหนุ่มคนเมื่อครู่หาอหังการดุดันใดไม่ จะเป็นซูอี้ไปได้เช่นไร?
เรือท้องแบนพาซูอี้กับราชันวิถีมังกรแดงละล่องสู่ทะเลบูรพาต่อไป “ศัตรูเหล่านั้นถูกบีบจนต้องตามหาข้าด้วยวิธีสิ้นคิดเช่นนี้แล้วหรือ?” ซูอี้นึกถึงเรื่องเมื่อครู่แล้วอดยิ้มมิได้
ราชันวิถีมังกรแดงกล่าว “ใต้เท้า ในเมื่อพวกเขาลงมือ ก็น่าจะใช้มากกว่าหนึ่งวิธี ข้าสงสัยว่าการที่พวกเขาทำเช่นนี้ก็เพื่อให้ยอดฝีมือทั้งหมดซึ่งเข้ามาในทะเลบูรพารู้ว่าท่านมายังทะเลบูรพา และก่อกวนสถานการณ์ในทะเลบูรพาให้ปั่นป่วนมากกว่าเจ้าค่ะ”
ชายหนุ่มกล่าวชม “ถูกต้อง นั่นแหละ เจตนาที่แท้จริงของพวกเขา แม้อาจหาข้าไม่พบ แต่พวกเขาก็ใช้ผู้เป็นปรปักษ์กับข้าทั้งหลายมาจัดการกับข้าได้ เช่น… เหล่าบุตรและบุตรีแห่งสวรรค์จากโลกแห่งเทพ”
“ยามนี้ โลกหล้าได้รู้แล้วว่า เผ่าภูตวาฬยักษ์จะเข้าสู่ซากวังมังกรพร้อมยอดฝีมือกลุ่มหนึ่งในอีกไม่ถึงเดือน รวมไปถึงบุตรและบุตรีแห่งสวรรค์มากมาย นอกจากนั้นยังมียอดฝีมือจากขุมกำลังยักษ์ใหญ่ในโลกเซียนบางแห่งปะปนเข้ามาด้วย ด้วยเหตุนี้ ขอเพียงข่าวการปรากฏตัวของข้าในทะเลบูรพาถูกเปิดเผย มันก็จะดึงความสนใจของคนมากมาย นำปัญหาที่เกินคาดคิดมาให้ข้าอย่างมิอาจเลี่ยง”
หญิงสาวกล่าว “ใต้เท้า ท่านมิกังวลหรือเจ้าคะ?” “ผู้ที่ควรกังวลคือพวกเขามากกว่า” ซูอี้กล่าวเนิบ ๆ “ตราบใดที่ข้ายังอยู่ พวกเขาก็จะไม่อาจกินอิ่มนอนหลับชั่วกาล เชื่อหรือไม่ว่ายามนี้ วังเซียนฟ้ามรกต บรรพตลอยฟ้าและขุมกำลังปรปักษ์ทั้งหลายของข้าเตรียมการพร้อมสรรพ รอคอยอย่างเครียดขึ้งด้วยกลัวข้าจะบุกไปล่าสังหารถึงสำนักกันอยู่?”
“ใต้เท้า เราจะเดินทางไปที่ใดหรือเจ้าคะ?” “หาที่ที่ข้าจะสามารถพิสูจน์ตนสู่ขอบเขตอัศจรรย์ได้” ดวงตาของผู้พูดเผยแววคาดหวัง นับตั้งแต่เก็บตัวในแดนสารทวสันต์มาสามสิบปี การฝึกฝนของเขาก็เข้าสู่ขอบเขตศักดิ์สิทธิ์ขั้นสมบูรณ์ ห่างเพียงก้าวเดียวก็จะเข้าสู่ขอบเขตอัศจรรย์ เป็นมหาเซียนอยู่แล้ว!
เพียงชั่วพริบตาก็ผ่านไปอีกสามวัน ระหว่างทาง พวกเขาได้พบด่านตรวจสอบอีกหลายต่อหลายด่าน ทว่าพวกมันก็ไม่ได้ส่งผลต่อทั้งสองคนนัก ราวกับเป็นแค่เครื่องประดับบนน่านน้ำเท่านั้น จนเมื่อพวกเขาข้ามมายังน่านน้ำแห่งหนึ่งที่มีชื่อว่า ‘ทะเลกักสวรรค์’ ทั้งสองจึงมายังภายในทะเลบูรพาโดยสมบูรณ์!
ตู้ม! ท้องนภามืดสนิท พายุสายฟ้าโหมกระหน่ำ อัสนีวาดวงชำแรกนภา สร้างรอยแตกมิติมโหฬารที่แล้วที่เล่า เหนือผิวสมุทรมีคลื่นคลั่งถาโถม ลมพายุโหมกระหน่ำ เรือท้องแบนพาซูอี้กับราชันวิถีมังกรแดงเคลื่อนผ่านท้องทะเลอันปั่นป่วนรุนแรงอย่างมั่นคง
ภายในก้นสมุทร คู่เนตรสีเลือดอันใหญ่โตดุจทะเลสาบเรืองประกายขึ้นมาเฉียบพลัน มันเป็นสัตว์ร้ายตัวหนึ่งซึ่งกบดานอยู่ที่ก้นทะเลอย่างเงียบงัน ร่างของมันประหนึ่งเทือกเขา ดูลึกลับและน่าสะพรึงกลัวอย่างยิ่ง ทว่าทันใดนั้น สัตว์ร้ายก็ตัวสั่นงันงก กลัวเสียจนส่งเสียงร้องครวญคราง
มันสัมผัสได้ถึงแรงกดดันอันน่าสะพรึงกลัวดุจนายผู้อยู่เหนือมันได้ พลังสายเลือดของมันถูกสยบไว้อย่างมิอาจขัดขืน และมันก็ได้ยินบทสนทนาหนึ่งแว่วมา “ใต้เท้า ท่านหิวหรือไม่เจ้าคะ ก้นทะเลนี้มีสัตว์ร้ายเร้นวารีเขาเดี่ยวตัวหนึ่ง จับมากินดีหรือไม่เจ้าคะ?” สัตว์ร้ายตัวนั้นแทบสติแตก สตรีผู้อยากจับมันมากินคือใครกัน? น่ากลัวเกินไปแล้ว!
แล้วเสียงบุรุษอันเฉยชาเสียงหนึ่งก็ดังขึ้น “มิต้องหรอก สัตว์ร้ายเร้นวารีกลืนกินปราณผีดิบสามานย์ในฟ้าดิน คุณภาพเนื้อมิดีนัก แค่คิดข้าก็ไม่อยากอาหารแล้ว”
บนหนทางต่อมา แม้จะมีสัตว์ร้ายน่าสะพรึงกลัวมากมายกบดานอยู่ ณ ก้นทะเลบูรพา พวกมันก็ล้วนแตกกระเจิงไปเงียบ ๆ เมื่อราชันวิถีมังกรแดงปรากฏตัว ไร้ความจำเป็นต้องเผยการฝึกฝนใด ๆ แค่อำนาจมังกรจากร่างของนางก็ทำให้สัตว์ร้ายทั้งหลายกลัวหัวหดได้แล้ว นี่คือความน่าสะพรึงกลัวของ ‘มังกร’ นักล่าผู้อยู่เหนือสรรพชีวิตในท้องทะเลดุจเจ้าชีวิต!
ซูอี้หันมามอง ในใจมีประโยคหนึ่งผุดขึ้นมา มังกรคืนสมุทร บรรลุอำนาจแห่งฟ้าดิน!
“ถึงแล้ว” หลังจากเดินทางในก้นทะเลบูรพามาได้อีกหนึ่งวัน เมฆาดำมืดพลันปรากฏขึ้นบนท้องทะเลไกล เหมือนรัตติกาลนิรันดร์ปกคลุมท้องนภาเหนือสมุทร เห็นได้ราง ๆ ว่าภายในเมฆดำนั้นมีเกาะมหึมาลอยอยู่! กว้างไกลสุดลูกหูลูกตา!
“ใต้เท้า ที่นี่คือที่ใดหรือเจ้าคะ?” “หนึ่งในเจ็ดเขตหวงห้ามอันเป็นที่รู้จักในทะเลบูรพา เรียกกันว่า ‘ซากโบราณบรรพสังขาร’ ก่อนที่ยุคอวสานเซียนจะบังเกิด” ซูอี้กระซิบ ดวงตาฉายประกายหวนระลึก
ซากโบราณบรรพสังขาร สถานที่ลึกลับอันเหลือรอดมาจากยุคสุดวิเวก ปกคลุมด้วยปราณมรณะหนาแน่นตลอดทั้งปี ภายในซากโบราณบรรพสังขารแห่งนี้มีศพโบราณอันดุร้ายโหดเหี้ยมอยู่มากมาย ศพที่อ่อนแอที่สุดนั้นสังหารราชันเซียนได้ และที่แข็งแกร่งหน่อยก็สามารถทำให้มหาเซียนตายโดยไร้ที่ฝัง!
ในอดีตชาติ ยามหวังเย่สำรวจซากโบราณบรรพสังขาร เขาเคยได้พบกับซากศพโบราณร่างหนึ่งซึ่งเทียบได้กับตัวตนระดับแกนรวมศูนย์ และยามนี้ เหตุที่ซูอี้เลือกมาเคลื่อนขอบเขตในซากโบราณบรรพสังขารก็เพราะในเขตหวงห้ามแห่งนี้มีภูเขาประหลาดอยู่ลูกหนึ่ง บรรพตนี้มีนามว่า ‘ภูเขาไร้ชีพ’ ซึ่งหมายความว่า ‘มีแต่ตายมิเหลือรอด’ ปกคลุมด้วยปราณมรณะ ไร้สิ่งมีชีวิตใดมานานแล้ว
ทว่าบนบรรพตลูกนั้นมีสมบัติชิ้นหนึ่งซึ่งมิอาจพานพบได้ในโลกภายนอก… ไข่มุกหลอมวิถี! สิ่งนี้สามารถทำให้หัวใจตัวตนขอบเขตมหาศาลสั่นสะท้าน ป่วนกิเลสให้มหาเซียนคลุ้มคลั่งได้ และมันก็มีบทบาทสำคัญต่อการเคลื่อนขอบเขตเช่นกัน ทั้งยังเสริมความแข็งแกร่งให้รากฐานมหาวิถีในขอบเขตมหาเซียนด้วย!
ตอนที่ 1,795: ป้ายสี
ซากโบราณบรรพสังขาร ปราณมรณะมืดทะมึนปกคลุมทั่วอากาศ ท้องนภาถูกบดบังเสียสนิท เงาดำสายหนึ่งพลันปรากฏขึ้นอย่างเงียบเชียบ เหวี่ยงมีดเข้าใส่ซูอี้รวดเร็วดุจสายฟ้า ว่องไวดุจภูตผี ทว่าก่อนคมมีดจะมาถึง อำนาจทำลายล้างรุนแรงก็ปกคลุมทั่วร่างซูอี้
เมื่อมองดี ๆ เงาดำนั้นเป็นซากศพร่างหนึ่ง สวมชุดหลวงจีนขาดวิ่นเปื้อนเลือด แขนซ้ายผุหัก ศีรษะหายไปครึ่งหนึ่ง ดวงตาฉายประกายแดงฉานดุร้าย ในมือเขาถือขรรค์สัมฤทธิ์ทรงคล้ายพระจันทร์เสี้ยวเล่มหนึ่ง เพียงหนึ่งปาดเฉือนก็มีอำนาจมากพอสังหารตัวตนระดับราชันเซียนลงโดยง่าย!
เปรี้ยง!! บนพื้น หัตถ์หยกขาวข้างหนึ่งตบผ่านอากาศ แล้วเงาดำถือขรรค์ศึกในมือก็แหลกสลายเป็นชิ้นเล็กชิ้นน้อย ง่ายดายเยี่ยงจิ้มฟองคลื่นให้แตก ส่วนซูอี้นั้นไม่กระทั่งจะชายตาแล เขาคร้านเกินกว่าจะสนใจ!!
“ใต้เท้า จากอาภรณ์และรูปลักษณ์ของซากศพนี้ ข้าเกรงว่าจะเป็นยอดฝีมือมหาเซียนผู้หนึ่งจากสำนักพุทธก่อนตายตกนะเจ้าคะ” ราชันวิถีมังกรแดงว่า ซูอี้ส่งเสียงรับ “ซากศพโบราณทั่วสถานที่นี้ล้วนแปรเปลี่ยนมาจากยอดฝีมือผู้มาสำรวจโอกาสในกาลตลอดมา และหลังตายตก ซากศพและจิตวิญญาณผุพังของพวกเขาก็จะอาบในปราณมรณะทั่วถิ่นนี้จนกลายเป็นสัตว์ประหลาดอันมิใช่ทั้งผีและคน”
“ปราณมรณะเหล่านี้ขจัดมิได้ น่าประหลาดอย่างยิ่ง น่าจะเกี่ยวพันกับอำนาจกฎที่มาฟ้าดินที่นี่ ขอเพียงยอดฝีมือซึ่งตายตกที่นี่ถูกห้อมล้อมโดยปราณมรณะเหล่านี้ พวกเขาก็จะแปรเปลี่ยนเป็นสัตว์ประหลาดไร้ชีวิต แต่ก็ไม่รู้จักตาย”
ซูอี้กล่าว “ศพโบราณซึ่งแข็งแกร่งหน่อยจะสามารถควบรวมมุกพิเศษนาม ‘มุกวิถีผีดิบ’ ได้ พวกมันบรรจุอำนาจกฎเกณฑ์ต่าง ๆ กัน เช่นวิถีกัดกร่อน วิถีโลหิต วิถีกลืนวิญญาณและอื่น ๆ ในสายตาพวกข้า มันกล่าวได้ว่าเป็นสมบัติหายาก โดยเฉพาะผู้ฝึกฝนวิถีชั่วร้ายนอกรีต สมบัติเหล่านี้กล่าวได้ว่าเป็นสมบัติวิถีหายากได้”
ระหว่างเสวนา ซูอี้ก็พาราชันวิถีมังกรดำเข้าไปยังส่วนลึกแห่งซากโบราณบรรพสังขาร ระหว่างทาง ซากศพโบราณประหลาดบางร่างก็จะบุกเข้าโจมตีในหมอกทมิฬปรกนภาบ่อยครั้ง มิใช่เพียงยอดฝีมือมนุษย์ ยังมีตัวตนเผ่าอื่นปะปนอยู่ด้วย แต่ละผู้ล้วนดุร้ายโหดเหี้ยมมิแพ้กัน ทว่าพวกมันล้วนไม่อาจเป็นภัยต่อซูอี้ได้
ขณะเดินทางต่อ จู่ ๆ ก็มีเสียงรบพุ่งดุเดือดแว่วมาไกล ๆ “มีผู้สัญจรมาที่นี่หรือ?” ราชันวิถีมังกรแดงประหลาดใจเล็กน้อย ซูอี้กล่าวเนิบ ๆ “แม้นนี่จะเป็นหนึ่งในเจ็ดเขตหวงห้ามแห่งทะเลบูรพา ก็ยังมียอดฝีมือมาผจญภัยหาโอกาสกันตลอดปีอยู่แล้ว” ไม่นานนัก ทั้งสองก็พบศึกอันดุเดือดบังเกิดตรงหน้า
พวกเขาเป็นมหาเซียนสี่คน สามชายหนึ่งหญิงซึ่งกำลังต่อสู้กับซากศพโบราณสิบกว่าร่าง รัศมีสมบัติทะยานฟ้า อำนาจทำลายล้างกวาดผ่านสะท้านแดนดิน “ปรากฏว่าเป็นยอดฝีมือจากเผ่าภูตปาเสอ” ซูอี้มองปราดเดียวก็รู้ ในหมู่ชนเผ่าใหญ่แห่งทะเลบูรพา เชื้อสายเผ่าภูตปาเสอนั้นกล่าวได้ว่าเป็นหนึ่งในเผ่าสูงสุดมาเนิ่นนาน เผ่านี้มากสามารถ สายเลือดทรงพลังอย่างยิ่ง
ยามนี้ สี่มหาเซียนประกอบด้วยสามบุรุษหนึ่งสตรีจากเผ่าภูตปาเสอกำลังต่อสู้ ผู้ฝึกตนซึ่งแข็งแกร่งที่สุดเป็นชายชราชุดทอง มีการฝึกฝนขอบเขตอัศจรรย์ขั้นปลาย เขาควบคุมสายฟ้าอสนีบาตเยี่ยงเทพอัสนี ทรงพลังอย่างยิ่ง ทว่า คู่ต่อสู้ของพวกเขาหาใช่ซากศพโบราณธรรมดาไม่
ซากศพโบราณร่างหนึ่งในชุดนักพรตนั้นดุดันยิ่งกว่าผู้ใด ในมือถือดาบยักษ์ใบกว้างออกอาละวาด โจมตีชายชราชุดทองจนเสียเปรียบเล็กน้อย! “ซากศพโบราณนั้น เกรงว่าก่อนตายคงเป็นมหาเซียนวิถีดาบอันทรงพลัง” ซูอี้ประหลาดใจ ในสายตาเขา ซากศพโบราณถือดาบยักษ์นั้นพิเศษอย่างยิ่ง ปราณดาบเจิดจรัสเยี่ยงสายรุ้งพาดผ่านนภา!
“เขาแข็งแกร่งเพียงนี้ ทว่าไฉนจึง…” ราชันวิถีมังกรแดงประหลาดใจ “เขาน่าจะไปผิดที่เสียแล้ว” ดวงตาของซูอี้มืดหมอง “จาสิ่งที่ข้าพูดได้หรือไม่ ว่า ‘มีสถานที่บางแห่งในซากโบราณบรรพสังขารนี้ที่ปกคลุมด้วยอำนาจร้ายกาจกระทั่งตัวตนขอบเขตมหาศาลบุกเข้าไปยังทุลักทุเลเสี่ยงชีวิต’ ”
บนพื้นมีเสียงทรงอำนาจเสียงหนึ่งแว่วมาอย่างเฉยชา “ท่านทั้งสอง เผ่าภูตปาเสอของเรากำลังกระทำการ ควรไปเสียให้ไวจะดีที่สุด! หาไม่ อย่าหาว่าข้าเสียมารยาทนะ!” ผู้พูดคือชายชราชุดทอง เขาเห็นแล้วว่าซูอี้และราชันวิถีมังกรแดงกำลังมา จึงกล่าวเตือนขึ้นทันที
ราชันวิถีมังกรแดงขมวดคิ้ว “ใต้เท้า ฆ่าพวกเขาเลยดีหรือไม่เจ้าคะ?” ซูอี้กล่าวยิ้ม ๆ “มิต้องหรอก” ว่าแล้ว เขาก็พาราชันวิถีมังกรแดงจากไป “ซากโบราณบรรพสังขารนี้มิใช่ถิ่นเผ่าภูตปาเสอเสียหน่อย แต่กลับมาไร้มารยาทกับใต้เท้า” ราชันวิถีมังกรแดงหงุดหงิดไม่พอใจเล็กน้อย
ซูอี้ยิ้มทื่อ ๆ “เราไม่ต้องลงมือหรอก พวกเขาจะเสียหายร้ายแรงกันเอง” โดยไม่ทันขาดคำ เสียงตวาดลั่นก็ดังออกมาจากสนามรบ ปรากฏว่าในสนามรบมีซากศพโบราณอันเทียบได้กับมหาเซียนปรากฏขึ้นอีกห้าร่าง ทันใดนั้น สี่มหาเซียนจากเผ่าภูตปาเสอก็ปั่นป่วนทุลักทุเลกันทันที หนึ่งในพวกเขาบาดเจ็บสาหัส!
ราชันวิถีมังกรดาอดยิ้มมิได้ “นี่แหละกรรม! ก่อนหน้านี้หากพวกเขาสุภาพนอบน้อมกับใต้เท้ากว่านี้ เราก็คงเข้าช่วยพวกเขายามพบวิกฤติแล้ว แต่ยามนี้… เฮอะ!” ซูอี้ไม่คาดเลยว่าราชันวิถีมังกรแดงผู้ดูเยาว์วัยนี้จะเจ้าคิดเจ้าแค้นนัก “ไปกันเถอะ อย่าสนใจความเป็นความตายพวกเขาเลย”
แต่หลังจากที่ทั้งสองเดินต่อได้ไม่กี่ก้าว เสียงแหวกอากาศพลันดังแว่วมาข้างหลัง สี่มหาเซียนทะยานเข้ามาหาพวกเขา เบื้องหลังคนเหล่านั้นมีซากศพโบราณหลายสิบร่างไล่ล่ามาติด ๆ “ท่านทั้งสอง โปรดช่วยสังหารศัตรูด้วย! เผ่าภูตปาเสอของเราจะบำเหน็จให้!” ชายชราชุดทองร้องลั่น วาจาฟังดูดี แต่กลับหามีความจริงใจสักนิดไม่
ทันใดนั้น ใบหน้าจิ้มลิ้มของราชันวิถีมังกรแดงก็คุกรุ่นด้วยจิตสังหาร “ใต้เท้า สารเลวพวกนี้เอาชนะซากศพโบราณเหล่านั้นมิได้ เลยอยากป้ายสีโยนหายนะให้เรา!” ซูอี้กล่าวยิ้ม ๆ “งั้นก็สั่งสอนพวกเขาสักหน่อย” ว่าแล้ว เขาก็โบกแขนเสื้อ
ตู้ม! ฟ้าดินสะท้านสะเทือนเลื่อนลั่น วจีดาบพร่ารำพันดุจสายนที ปราณดาบสายแล้วสายเล่าโผนทะยานฉวัดเฉวียน เพียงพริบตา ซากศพโบราณหลายสิบร่างซึ่งไล่ล่ามหาเซียนทั้งสี่ต่างถูกฉีกกระชากสลายสิ้น! กระทั่งซากศพโบราณถือดาบยักษ์ซึ่งแข็งแกร่งที่สุดยังมิต่างจากกระดาษยุ่ย ๆ!
ชายชราชุดทองและพวกต่างผงะตะลึงทันที แย้มยิ้มกุมกำปั้นคารวะ “ขอบคุณที่ช่วยเหลือ! เพื่อเป็นการขอบคุณ ให้ข้าตอบแทนเถิด!” ซูอี้ส่งเสียงในลำคอและกล่าว “ตอบแทนเช่นไร?”
ชายชราชุดทองกล่าวยิ้ม ๆ “มุกวิถีผีดิบสามชิ้นนี้เป็นของสหายเต๋าทั้งหมดเลย และนอกจากนั้น ข้ายังเต็มใจนำมุกวิถีผีดิบอีกสามชิ้นมาแทนคำขอบคุณด้วย อีกประการ ท่านทั้งสองก็ยังได้รับมิตรภาพจากเผ่าภูตปาเสอของเราด้วย ในทะเลบูรพานี้ ไม่ว่าต้องการความช่วยเหลือจากเผ่าเรายามใด เราจะมิบ่ายเบี่ยง!”
ราชันวิถีมังกรแดงแยกเขี้ยวอย่างเดือดดาล “สินสงครามเหล่านั้นเดิมเป็นของใต้เท้าของข้าอยู่แล้ว ไฉนต้องใช้เป็นของตอบแทนกันด้วย? อีกอย่าง มิตรภาพจากเผ่าภูตปาเสอของพวกเจ้ามีค่าเพียงใดเชียว?”
ชายวัยกลางคนร่างผอมผู้หนึ่งอดกล่าวขึ้นเสียงเย็นมิได้ “เราแสดงความซาบซึ้ง เผยความบริสุทธิ์ใจเพียงพอแล้ว ยังมิพอใจอีกนี่มากไปหรือไม่? นอกจากนั้น หากไม่ใช่เพราะก่อนหน้านี้พวกเจ้าสองคนโผล่มา มีหรือซากศพโบราณเหล่านั้นจะถูกดึงมายังจุดที่เราต่อสู้อยู่?”
ฉัวะ! สิ้นคำ รูเปื้อนเลือดก็ปรากฏขึ้น ณ หว่างคิ้วของชายวัยกลางคนร่างผอม ดวงตาของเขาเบิกกว้าง ร่วงหงายหลังลงกับพื้น สีหน้าแสนตกตะลึงยังคงฉายชัดอยู่บนใบหน้า!