บันทึกตำนานราชันอหังการ [ 剑道第一仙 ] - ตอนที่ 1796-1800
ตอนที่ 1,796: บรรพตอยู่ ชีวิตหาไม่
ชายชราชุดทองและพวกแปรเปลี่ยนสีหน้า หัวใจสั่นสะท้านโดยพลัน
“ก่อนหน้านี้เป็นเพียงเรื่องเข้าใจผิด ทว่าเจ้ากลับฆ่าคนทันที ไร้เหตุผลเกินไปหรือไม่?”
สตรีผู้หนึ่งกล่าวอย่างฉุนเฉียว
ซูอี้กล่าว “ก่อนหน้านี้ ข้าช่วยชีวิตพวกเจ้ามิใช่หรือ?”
สตรีผู้นั้นกล่าว “บุญคุณช่วยชีวิต ข้าย่อมซาบซึ้งอยู่แล้ว”
ซูอี้ส่ายหน้าน้อย ๆ “ยามนี้ ข้าไม่ต้องการความซาบซึ้งจากพวกเจ้า”
ฉัวะ!
ปราณดาบสายหนึ่งโรยลงจากนภา เสียบลงกลางกระหม่อมของสตรีผู้นั้น ผ่าร่างของนางดุจแยกไม้ไผ่ กายมลายวิญญาณแหลกละล่อง
“ที่ข้าช่วยชีวิตพวกเจ้า ก็คิดว่าหากพวกเจ้าจะเป็นฝ่ายก้มหัวขอขมาในความผิดเก่าก่อนกันเอง ข้าก็จะเลิกแล้วต่อกันแล้วไว้ชีวิตพวกเจ้า แต่ยามนี้ข้าตระหนักแล้วว่าคิดมากไปเอง”
ซูอี้ส่ายหน้าน้อย ๆ
เขาไร้บุญคุณความแค้นใด ๆ กับเผ่าภูตปาเสอ และแม้เขาจะไม่พอใจการกระทำของอีกฝ่ายก่อนหน้านี้ ชายหนุ่มก็มิคิดสังหารอีกฝ่าย
แต่ยามนี้ ดูเหมือนเขาจะคิดมากไปเอง
ชายชราชุดทองและมหาเซียนอีกคนที่หลงเหลือหวาดผวา หันหลังเผ่นหนีตาม ๆ กัน
แต่ไม่ทันไร พวกเขาทั้งสองก็ถูกปราณดาบสังหาร
ราชันวิถีมังกรแดงเห็นเรื่องทั้งหมดนี้แล้วอดตะลึงกับฝีมือของซูอี้มิได้
“ยามเราแรกพานพบในตลาดมังกรดำ ใต้เท้าจอมราชันเป็นเพียงผู้ฝึกตนขอบเขตจักรวาลเท่านั้น แต่ไม่ถึงสองปี ใต้เท้าจอมราชันก็สังหารมหาเซียนใด ๆ ในโลกหล้าได้แล้ว!”
ราชันวิถีมังกรแดงพึมพำในใจ “ข่าวลือถูกต้องจริงด้วย ใต้เท้าจอมราชันทุกวันนี้ไร้มหาเซียนในสายตาแล้ว!”
ซูอี้หารู้สึกรู้สาใดไม่
เขายกมือขึ้นคว้า แล้วมุกวิถีผีดิบทั้งสามซึ่งอยู่บนพื้นไกล ๆ ก็ละล่องสู่มือ
สมบัติประหลาดนี้ล้วนเป็นสีเทาหม่น ขนาดราวกำปั้นทารก บรรจุกฎเกณฑ์มหาวิถีสามประการแตกต่างกัน
ทันทีที่ซูอี้ตรวจสอบ เขาก็ทราบทันทีว่ากฎเกณฑ์มหาวิถีทั้งสามคือวิถีกัดกร่อน วิถีกระหายเลือด และวิถีอสุรกาย
พวกมันล้วนเป็นเคล็ดพลังมหาวิถีชั้นหนึ่งสำหรับตัวตนชั่วร้ายใด ๆ ในแดนเซียน
แต่ในสายตาซูอี้ เคล็ดพลังมหาวิถีเหล่านี้กล่าวได้เพียงว่ามิเข้าตา
แต่ถึงอย่างไร มุกวิถีผีดิบก็หาได้ยากยิ่ง และมีสรรพคุณวิเศษอื่นซึ่งสามารถใช้หล่อหลอมอุปกรณ์หรือหลอมโอสถได้ เพราะพวกมันมีกฎเกณฑ์มหาวิถีอยู่ มูลค่าของมันจึงสูงล้ำกว่าวัตถุดิบศักดิ์สิทธิ์หายากอื่น ๆ
ราชันวิถีมังกรแดงเองก็เริ่มเก็บสินสงครามจากสี่มหาเซียน
แต่ส่วนใหญ่แล้วมีแต่สมบัติอันมิเข้าตาซูอี้เลย
อันที่จริง สำหรับเขาในยามนี้ สมบัติระดับมหาเซียนไม่ว่าจะเป็นอาวุธวิเศษหรือโอสถล้วนมีประโยชน์น้อยนิดต่อเขา
โชคดีที่ในหมู่สินสงครามมีมุกวิถีผีดิบอยู่อีกหกชิ้น!
ในหมู่พวกมัน สามมุกวิถีผีดิบบรรจุวิถีกระหายเลือดไว้เหมือน ๆ กัน ขณะที่อีกสามบรรจุเคล็ดพลังวิถีกลืนหยิน อัสนีทมิฬและเพลิงบริสุทธิ์ไว้
พวกมันทั้งหมดล้วนเกี่ยวเนื่องกับผีดิบ
นี่จึงเป็นเหตุที่สมบัตินี้ถูกเรียกว่า ‘มุกวิถีผีดิบ’
“เจ้าเก็บพวกนี้ไว้เถอะ”
ซูอี้ให้สมบัติเหล่านั้นกับราชันวิถีมังกรแดง
ในฐานะเจ้าของตลาดมังกรดำ ต่อให้ราชันวิถีมังกรแดงใช้สมบัติเหล่านี้มิได้ นางก็เอาไปขายได้ในราคาดี
ไม่นานนัก ทั้งสองก็ออกเดินทางต่อ
“หือ?”
ทันใดนั้น ซูอี้ก็ดูจะสังเกตเห็นบางสิ่ง เขาหันไปมอง ณ ทิศหนึ่ง แต่ก็พบว่าหมอกทมิฬลงหนา มิอาจพบเห็นสิ่งใด
“ใต้เท้าพบสิ่งใดหรือเจ้าคะ?”
หัวใจของราชันวิถีมังกรแดงชะงัก
“เมื่อครู่มีผู้ลอบพินิจข้า”
ซูอี้ขมวดคิ้วเล็กน้อย “แต่อีกฝ่ายน่าจะเชี่ยวชาญในเคล็ดวิชาตัวเบาบางอย่างมาก จึงหายลับไปได้ในพริบตา”
“ไปเถอะ อย่าใส่ใจเลย”
ซูอี้ส่ายหัวแล้วเดินจากไป
หัวใจของราชันวิถีมังกรแดงกระสับกระส่ายขึ้นมา
ก่อนหน้านี้นางไม่อาจจับสังเกตได้ จึงเห็นชัดเจนว่าผู้ลอบพินิจนี้ไม่มีทางธรรมดา!
……
จนเมื่อร่างของพวกเขาหายลับสู่ส่วนลึกแห่งม่านหมอกทมิฬ
ด้านนอกซากโบราณบรรพสังขารปรากฏแสงทมิฬประหลาดวูบไหวผ่านนภาราวเคลื่อนย้ายพริบตา
เมื่อมองดี ๆ จะพบว่าเป็นวิหคประหลาดอันอาบด้วยอัสนีทมิฬตัวหนึ่ง!
“น่ากลัวยิ่ง! สังหารมหาเซียนอย่างง่ายดายราวฉีกภาพเขียน คนผู้นั้นเป็นตัวตนขอบเขตมหาศาลหรือ?”
“สี่ผู้อาวุโสระดับมหาเซียนจากเผ่าภูตปาเสอตายตกสิ้น หากข่าวนี้แพร่กลับเผ่า จะเกิดเรื่องร้ายแรงเพียงใด?”
“สรุปคือ อยู่ต่อในซากโบราณบรรพสังขารนี้มิได้แล้ว!”
“ก่อนหน้านี้ พวกเจ้าเฒ่าจากเผ่าวิญญาณกระทิงขุยหนิวก็ยึดครองภูเขาไร้ชีพ แล้วยามนี้ก็ยังมีผู้ร้ายกาจไร้เทียมทานฆ่าคนไม่กะพริบตาโผล่มาอีก หากอยู่ต่อ ข้าจะตายตกยามใดก็ย่อมได้!”
“ดีนะที่ข้าหนีไว…”
วิหคประหลาดกระพือปีกหายลับไปเหนือทะเลบูรพาอันไพศาลอย่างรวดเร็ว
……
ซากโบราณบรรพสังขาร
ภูเขาไร้ชีพสูงสามหมื่นจั้ง ทิวเขายิ่งใหญ่ตระการเยี่ยงมังกรขด
บนภูเขานี้ปกคลุมด้วยเศษเสี้ยวกฎเกณฑ์วิถีเซียนอันปั่นป่วนรุนแรงตลอดทั้งปี เหมือนเช่นคลื่นกระหน่ำอันน่าสะพรึงกลัว
จากตีนเขา ยิ่งปีนขึ้นสูง เสี้ยวกฎเกณฑ์วิถีเซียนยิ่งแข็งแกร่งร้ายกาจ
ลือกันว่ายอดฝีมือทั้งหมดซึ่งตายตกในซากโบราณบรรพสังขารจะถูกริบกฎเกณฑ์วิถีเซียนที่พวกตนสำเร็จมารวมกัน ณ ภูเขาไร้ชีพ
เมื่อกาลผ่าน กฎเกณฑ์วิถีเซียนซึ่งรวมกันอยู่ที่ภูเขาไร้ชีพก็เพิ่มพูนเป็นเท่าทวี ยิ่งร้ายกาจขึ้นเรื่อย ๆ
กล่าวกันว่าเสี้ยวกฎเกณฑ์วิถีเซียน ณ ยอดเขาไร้ชีพนั้นเป็นของตัวตนขอบเขตมหาศาลผู้อยู่บนจุดสูงสุดแห่งวิถีเซียน มีอำนาจร้ายกาจเหนือจินตนาการ
ณ ยามนี้ ไหล่เขาไร้ชีพ
บนผาขนาดพันฉื่อแห่งหนึ่งมีประทีปบงกชดำขนาดสิบจั้งลอยอยู่
สามสิบหกกลีบบงกชรอบประทีปเบ่งบานเต็มที่
บนไส้ประทีปมีเพลิงทิพย์สีดำลุกโชน
เสี้ยวกฎเกณฑ์วิถีเซียนเคลื่อนคล้อยเยี่ยงคลื่นนทีท่ามกลางน้ำตก สาดกระหน่ำลงมาจากที่สูง ทำให้ประทีปบงกชทมิฬนี้สั่นสะเทือนส่งเสียงอื้ออึง
เสี้ยวกฎเกณฑ์วิถีเซียนส่วนใหญ่ถูกเบี่ยงออก ขณะที่ส่วนน้อยถูกประทีปบงกชทมิฬนั้นรวบรวมหลอมเป็นเพลิงโชติ ณ ไส้ประทีป
ขณะที่เสี้ยวกฎเกณฑ์มหาวิถีเหล่านั้นหลอมละลาย พวกมันก็ค่อย ๆ ควบรวมเป็นอำนาจที่มามหาวิถีอันหนาแน่น งดงามและบริสุทธิ์ ณ ก้นประทีป!
ผู้ดำเนินประทีปบงกชทมิฬนั้นเป็นมหาเซียนเจ็ดคน
ผู้อ่อนแอที่สุดมีการฝึกฝนขอบเขตอัศจรรย์ขั้นกลาง ขณะที่ผู้แข็งแกร่งสูงสุดอยู่ในขอบเขตอัศจรรย์ขั้นสมบูรณ์!
พวกเขามาจากเผ่าวิญญาณกระทิงขุยหนิวและวังเซียนฟ้ามรกต เข้ามายึดครองที่นี่ในซากโบราณบรรพสังขารตั้งแต่เมื่อครึ่งเดือนก่อน
ไม่ห่างไปนักมีชายร่างสูงใหญ่กายาผู้หนึ่งยืนอยู่
ชายผู้นี้สวมอาภรณ์สีดำ เส้นผมดุจง้าว ดวงตาทรงพลังเยี่ยงตะวันแผดเผา เพียงยืนเฉย ๆ ก็เผยแรงกดดันเพียงพอสยบเสี้ยวกฎเกณฑ์อันปั่นป่วนทั่วแดนใกล้เคียงจนมิอาจเข้าใกล้พวกเขาได้
ฉู่อวิ๋นเจี่ย!
ตัวตนบรรพกาลผู้หนึ่งจากเผ่าวิญญาณกระทิงขุยหนิว
มหาอำนาจค้านภาผู้เข้าสู่ขอบเขตมหาศาลมาเนิ่นนาน!
นับแต่หายนะยุคอวสานเซียนกวาดทั่วโลกหล้า ฉู่อวิ๋นเจี่ยก็เก็บตัวเงียบ ไร้ข่าวคราวในโลกหล้า
ทว่ายามนี้ เขาปรากฏขึ้นบนเขาไร้ชีพ คุมสถานการณ์และร่วมมือกับเจ็ดมหาเซียนรวบรวมเสี้ยวกฎเกณฑ์มหาวิถีที่นี่!
“หากไม่ใช่เพราะบาดแผลที่ข้าได้มาในยุคอวสานเซียนทำลายพลังชีวิตของข้าไปอย่างมหาศาล ข้าคงสามารถขึ้นสู่ยอดเขานี่แล้วรวบรวมเสี้ยวกฎเกณฑ์ขอบเขตมหาศาลได้”
ฉู่อวิ๋นเจี่ยเงยหน้าขึ้นมองยอดเขาด้วยแววตาเจือความเสียดายขณะรำพึงในใจ
“เสร็จแล้ว!”
มหาเซียนผู้หนึ่งร้องอย่างยินดี
ชั้นอำนาจที่มามหาวิถี ณ ก้นประทีปบงกชทมิฬรวบรวมเป็นหนึ่งและหดตัวลง แปรเปลี่ยนเป็นไข่มุกอันเปี่ยมปราณฮุ่นตุ้นเม็ดหนึ่ง
มันเจิดจรัสเกินใดเทียบ พร่างพรายเยี่ยงดวงดาว ปราณฮุ่นตุ้นจากมันหนาแน่นน่าอัศจรรย์ มีวจีวิถีลึกลับแผ่ออกมาจากมันเบาบาง ดูพิสดารยิ่ง
นี่คือไข่มุกหลอมวิถี!
สมบัติเลิศล้ำอันก่อเกิดจากการควบรวมสารพัดเศษเสี้ยวกฎเกณฑ์มหาวิถีระดับมหาเซียน ดูดซับอำนาจที่มามหาวิถีภายในพวกมัน!
สมบัติเช่นนี้มิอาจพบได้ในโลกภายนอกเลย ซึ่งทำให้มหาเซียนทั่วโลกาคลั่งไคล้ ตัวตนขอบเขตมหาศาลน้ำลายหก!
ทำเช่นไรได้ มันหายากยิ่ง ยากเกินไป!
แม้ตัวตนขอบเขตมหาศาลจะใช้มันมิได้ พวกเขาก็ยังทิ้งไว้ให้บุคคลรุ่นหลังเป็นมรดกตกทอดได้
“เก็บมันไปแล้วพักเถอะ”
ฉู่อวิ๋นเจี่ยกล่าวเสียงลุ่มลึก
“ทราบ!”
ทันใดนั้น เจ็ดมหาเซียนก็ผนึกกำลังเก็บไข่มุกหลอมวิถีและประทีปบงกชทมิฬไป จากนั้นจึงถือโอกาสกินโอสถเซียนฟื้นพลังกาย
ไม่ต้องสงสัยเลยว่าหากไร้ขุมกำลังระดับมหายุทธ์อย่างฉู่อวิ๋นเจี่ยอยู่ เพียงกำลังเจ็ดมหาเซียนเหล่านี้ พวกเขาอาจมิสามารถปีนขึ้นเขานี้สำเร็จ
เสี้ยวกฎเกณฑ์วิถีเซียนอันพลุ่งพล่านนั้นน่าสะพรึงกลัวเกินไป มันสามารถบดขยี้ร่างวิถีของพวกเขาได้ตลอดเวลา ทำให้ร่างแหลกวิญญาณสลายตายลง!
เรื่องเช่นนี้เกิดขึ้นมากกว่าหนในอดีต
มหาเซียนบางคนพยายามปีนเขาลูกนี้เพื่อเก็บเสี้ยวกฎเกณฑ์วิถีเซียนสร้างเป็นไข่มุกหลอมวิถี ทว่าพวกเขากลับต้องตายตกอย่างน่าเวทนา มิเหลือแม้แต่กระดูกบนบรรพตนี้
“ได้มาสามแล้ว เมื่อเราได้ครบเก้า เราจะไปจากที่นี่กัน”
ฉู่อวิ๋นเจี่ยกล่าว
ในไหล่เขานี้ แม้เขาจะสามารถกำราบเศษเสี้ยวกฎเกณฑ์วิถีเซียนด้วยการฝึกฝนของเขาได้ เขาก็มิอาจคงสถานการณ์ได้นาน
ทุกผู้พยักหน้า
“มีไข่มุกหลอมวิถีอยู่ ก็เพียงพอให้ราชันเซียนไร้เทียมทานในเผ่าเราเข้าสู่ขอบเขตอัศจรรย์สร้างรากฐานมหาวิถีเป็นมหาเซียนชั้นเลิศในโลกหล้าได้!”
บางผู้กล่าวอย่างคาดหวัง
“ถูกต้อง ไข่มุกหลอมวิถีนี้ลึกลับยิ่ง มันหลอมรวมที่มามหาวิถีมหาเซียนอันบริสุทธิ์ เพียงไม่กี่ชิ้นก็สามารถช่วยราชันเซียนพิสูจน์วิถีสู่อัศจรรย์ได้ง่าย ๆ แล้ว!”
“หนนี้ต้องขอบคุณบรรพชนอวิ๋นเจี่ยซึ่งเสี่ยงต้องหายนะเทพมากับเราที่นี่ หาไม่ เราลำพังอาจมิสำเร็จเช่นนี้”
“ถูกต้อง”
“น่าเสียดายที่บุตรสวรรค์ฉู่ป้าเทียนหายตัวอย่างลึกลับในงานประกวดล่าเวหา และจากการวิเคราะห์ของผู้อาวุโสในเผ่า ความเป็นไปได้สูงสุดคือเขาถูกซูอี้ผู้นั้นสังหารไปแล้ว! หาไม่ ด้วยฝีมือและภูมิหลังเช่นเขา การขึ้นเป็นมหาเซียนไร้เทียมทานยามขึ้นสู่ขอบเขตอัศจรรย์ก็สบายมาก!”
มีผู้รำพึง
พูดถึงฉู่ป้าเทียนแล้ว มหาเซียนบางผู้ก็เผยจิตสังหาร
พวกเขาสรุปแล้วว่าการหายตัวอย่างลึกลับของฉู่ป้าเทียนเกี่ยวข้องกับซูอี้!
“อย่าห่วงเลย เมื่อวานซืนที่ผ่านมา ข้าได้ข่าวจากเผ่าแล้วว่าซูอี้ผู้นั้นมายังทะเลบูรพา ถูกทุกขุมกำลังประกาศจับ หนนี้… เขาตายแน่!”
ฉู่อวิ๋นเจี่ยกล่าวอย่างไร้อารมณ์ มิซุกซ่อนจิตสังหารใด ๆ
ทว่ายามนี้ หนึ่งเสียงเสสรวลพลันดังมาจากตีนเขา
“หึ!”
ตอนที่ 1,797: ใช้ชีวิตเข้าแลก
หนึ่งเสียงหัวเราะหึเปี่ยมความดูแคลน
ฟังดูขัดหูเป็นพิเศษ
ฉู่อวิ๋นเจี่ยและพวกหันมองพร้อมเพรียง
ที่ตีนเขามีชายหญิงคู่หนึ่งปรากฏขึ้น
ฝ่ายบุรุษสวมอาภรณ์นักพรตเรียบง่าย รวบผมเป็นมวย เหน็บน้ำเต้าสุราสีเหลืองที่เอว
ฝ่ายสตรีแน่งน้อยดุจเด็กสาว ผิวพรรณขาวเนียนละเอียดเยี่ยงหิมะ เรือนผมยาวหนานุ่มทอประกายแดงจาง ๆ นัยน์ตาสีทองอำไพ
“ไฉนท่านจึงหัวเราะ?”
ดวงตาของฉู่อวิ๋นเจี่ยกวาดพินิจซูอี้เยี่ยงดาบอันน่าสะพรึงกลัว มหาเซียนอีกเจ็ดคนล้วนเผยจิตสังหารแรงกล้า
“ข้าหัวเราะแก่ความฝันเฟื่องเพ้อพกของพวกเจ้า”
ซูอี้เดินขึ้นเขามา
เปรี้ยง!
คลื่นกระแทกจากสารพัดเสี้ยวกฎเกณฑ์ตื่นตัวถาโถมเข้าใส่ ทว่าล้วนไร้ผล
เพราะขณะที่ซูอี้ก้าวย่าง ร่างของเขาก็หายวับเงียบงันราวเคลื่อนย้ายพริบตาไปปรากฏ ณ จุดอันสูงกว่า มองคลื่นเศษเสี้ยวกฎเกณฑ์ถล่ม
ราวเดินในแดนดินไร้เจ้าของ!
ราชันวิถีมังกรแดงรออยู่ที่ตีนเขา
ม่านตาของฉู่อวิ๋นเจี่ยหดตัวลงเล็กน้อย ช่างเป็นวิชาอันน่าอัศจรรย์!
“ระวังด้วย คนผู้นี้ไม่ธรรมดา”
ฉู่อวิ๋นเจี่ยถ่ายทอดวจีแก่พวกของเขา
ขณะเดียวกัน เขาก็ขมวดคิ้วมองซูอี้ซึ่งกำลังเดินมาหาตน “เจ้าหนุ่ม เจ้าดูมีจิตปรปักษ์กับเรานะ เพราะเหตุใดกัน?”
เขางุนงง
การถูกยั่วยุโดยไร้เหตุผลนั้นหาปกติไม่
สิ่งที่ยิ่งผิดปกติคือ ทุกผู้ซึ่งมีตาสักหน่อยย่อมเห็นได้ว่าพวกเขามาจากวังเซียนฟ้ามรกตและเผ่าวิญญาณกระทิงขุยหนิว!
นอกจากเขาซึ่งเป็นผู้เฒ่าระดับมหายุทธ์ ยังมีตัวตนสูงสุดหลายคนในหมู่เจ็ดมหาเซียน
หากเป็นผู้อื่น มีหรือจะท้าทายพวกเขาเช่นนี้?
เกรงว่าคงไม่อาจหาได้ทั่วทะเลบูรพานี้!
ทว่าชายหนุ่มประหลาดผู้นี้กลับถากถางพวกเขาซ้ำยังเดินเข้ามาใกล้ ประหลาดเกินไปอย่างไร้กังขา
มิเพียงฉู่อวิ๋นเจี่ย เจ็ดมหาเซียนก็สังเกตเห็นจุดนี้เช่นกัน หัวใจของพวกเขาประหลาดใจเล็กน้อย และพากันลุกจากสมาธิมาเตรียมรับศึก
“เพราะเหตุใด?”
ซูอี้ครุ่นคิดเล็กน้อย และกล่าวอย่างเคร่งขรึม “เพราะพวกเจ้าเพ้อเจ้อน่ะสิ”
ทุกผู้ “???”
ฉู่อวิ๋นเจี่ยฝืนกลั้นจิตสังหารในใจ เสสรวลอย่างเดือดดาล “เพ้อเจ้อ? ท่านหมายความเช่นไร?”
ซูอี้พลิกฝ่ามือ
ฉู่ป้าเทียนผู้ไร้สติปรากฏขึ้น
“บุตรสวรรค์!?”
มีผู้กล่าวอย่างประหลาดใจ
คนอื่น ๆ เองก็หน้าถอดสี
ซูอี้ว่า “เขายังไม่ตายสักหน่อย แต่พวกเจ้ากลับบอกว่าเขาตายด้วยมือข้า มิใช่เพ้อเจ้อหรือ?”
“เจ้า… เจ้าคือซูอี้หรือ!?”
ในที่สุดฉู่อวิ๋นเจี่ยก็ตระหนัก ร่างของเขาเปี่ยมด้วยจิตสังหาร
ทุกผู้เองก็มองมาอย่างไม่อยากเชื่อ
เมื่อครู่พวกเขายังพูดถึงคนผู้นี้อยู่เลย ในพริบตา ชายหนุ่มผู้พลิกแดนเซียนกลับด้านก็ปรากฏขึ้น!
ใครเล่าจะมิประหลาดใจ?
ซูอี้พลิกฝ่ามือ เก็บฉู่ป้าเทียนไปอีกหน และกล่าวว่า “ใช่ ข้าเอง ก่อนหน้านี้พวกเจ้าขู่ไว้ว่าหากข้ามายังทะเลบูรพา ข้าก็มีแต่ต้องตาย นี่ไม่เรียกว่าพูดพล่อย ๆ เพ้อเจ้อได้หรือ?”
ชั่วขณะนั้น ทุกผู้ต่างดูยากเข้าใจ
ซูอี้!!
ไม่เพียงเขาปรากฏขึ้นอย่างอหังการ ยังมาไถ่ถามพวกเขาถึงที่ภูเขาไร้ชีพด้วย!!
ตัวแปรเช่นนี้ทำให้พวกเขาล้วนงุนงงเล็กน้อย
ไม่ใช่เพราะความกลัว
แต่เพราะแสนสับสนว่าคนผู้นี้มิกลัวความตายจริง ๆ หรือ?
ต้องทราบว่าพวกเขามีฉู่อวิ๋นเจี่ย ตัวตนระดับมหายุทธ์อยู่!
เขาไปนำความกล้ามาจากหนใดจึงกล้าออกปากเช่นนี้?
ที่ตีนเขา แววตาของราชันวิถีมังกรแดงดูพิกลเล็กน้อย
จากท่าทีของใต้เท้าจอมราชัน หากผู้ไม่รู้จักเขามาเห็นล้วนคิดว่าไร้เหตุผล
ทว่าแท้จริง… เห็นได้ชัดว่าเขาหามีคนเหล่านี้ในสายตาไม่!
ทันทีที่ใต้เท้าจอมราชันเผยตัวตน มันหมายความว่าเขาไร้เจตนาไว้ชีวิตผู้ใดที่นี่!!
เมื่อเห็นว่าซูอี้จะมาถึงไหล่เขานี้อยู่แล้ว ฉู่อวิ๋นเจี่ยพลันยิ้มเยาะ
“เพ้อเจ้อ? ไม่เลย ที่นี่มีนามว่าภูเขาไร้ชีพ หมายความว่ามีแต่ตายยากอยู่รอด การที่เจ้ามาที่นี่ ต่างอันใดกับพาตนเองมาตายเล่า?”
ตู้ม!
เสียงยังมิทันสิ้น เขาก็เปิดฉากโจมตีก่อน ใช้ค้อนยักษ์สีเงินทุ่มทุบลงมาอย่างดุดัน
ฉีกกระชากสุญตา
คลื่นเศษเสี้ยวกฎเกณฑ์รอบข้างระเบิดออกทั่วทศทิศ
ค้อนยักษ์นั้นเป็นสมบัติระดับมหายุทธ์ ทรงพลังร้ายกาจ เพียงหนึ่งการโจมตี ทั่วภูเขาไร้ชีพก็สั่นสะท้าน ฟ้าดินรวนเรไร้ระเบียบ
ทว่าร่างของซูอี้ก็หายวับไปในอากาศธาตุ ปล่อยให้การโจมตีนี้ฟาดโดนเพียงลม
หือ?
สีหน้าของฉู่อวิ๋นเจี่ยแปรเปลี่ยนเล็กน้อย
จิตสัมผัสของเขาไม่อาจตรวจจับร่องรอยของซูอี้ได้อีกแล้ว
ประสบการณ์ศึกอันสั่งสมเนิ่นนานทำให้เขาระแวดระวังตัวทันใด
กู่ก้องคำราม ม่านแสงคุ้มกายยิ่งใหญ่ปรากฏขึ้น
ค้อนยักษ์สีเงินตวัดไหวตามแขนสะบัด สร้าง ‘เขตแดนวิถี’ อสนีบาตขึ้นปกคลุมแดนดินรอบข้าง
ทว่าแทบจะพร้อมกันนั้น หนึ่งเสียงก็กรีดร้อง
ฉู่อวิ๋นเจี่ยหันไปมอง
และพบว่าไกลออกไป ร่างของมหาเซียนผู้หนึ่งพลันระเบิดแหลกแปรเปลี่ยนเป็นหมอกโลหิตกระจัดกระจาย
การโจมตีนี้หาแตกต่างจากการลอบสังหารกะทันหันไม่ ไม่เพียงฉู่อวิ๋นเจี่ยมิอาจไหวตัวเท่านั้น
…กระทั่งมหาเซียนคนอื่น ๆ ยังหวาดผวาตื่นตระหนก!
เรื่องน่าสะพรึงกลัวสูงสุดคือ พวกเขามิอาจหาร่องรอยของซูอี้ได้แต่ต้นจวบยามนี้!!
สันหลังทุกผู้ชาวาบ ขนลุกซู่ หัวใจครั่นคร้าม
อำนาจวิเศษนี้คืออันใดกัน?
เงียบงัน ไปมาไร้ร่องรอย ร้ายกาจยิ่งกว่าเคลื่อนย้ายพริบตาอีก!
เพราะถึงอย่างไร ยามเคลื่อนย้ายพริบตาจะทิ้งคลื่นมิติกระเพื่อมไว้ แม้จะรวดเร็วแต่ก็ตรวจจับได้
แต่ซูอี้แตกต่างออกไป
ระหว่างไปมา เขามิได้ทิ้งร่องรอยใด ๆ เลย และดูจะปรากฏขึ้นจากที่ต่าง ๆ ได้ทุกเมื่อโดยมิถูกสังเกตพบ!
“เปิด!”
ฉู่อวิ๋นเจี่ยตวาดลั่น เขตแดนวิถีของเขาพลันขยายวงครอบคลุมไหล่เขานี้ไว้จนสิ้น คุ้มกันหกมหาเซียนไว้ภายใน
แต่ก็ยังไม่อาจหาซูอี้พบ!
สิ่งนี้ทำให้ฉู่อวิ๋นเจี่ยหน้างอ
เขาเป็นมหาอำนาจระดับมหายุทธ์นะ!
ทว่ายามนี้ เขากลับหาร่องรอยชายหนุ่มผู้เดียวไม่เจอ ทำให้สัมผัสความอันตรายและรู้สึกแย่เล็กน้อย
เปรี้ยง!!
บนภูเขาไร้ชีพ เศษเสี้ยวกฎเกณฑ์นั้นถล่มลงต่อเนื่องเยี่ยงกระแสนที เขตแดนวิถีของฉู่อวิ๋นเจี่ยก็ถูกกระทบเช่นกัน
แรงกดดันต่อฉู่อวิ๋นเจี่ยทวีคูณรุนแรง!
อำนาจของเสี้ยวกฎเกณฑ์เหล่านั้น แม้จะมิเพียงพอเป็นภัยถึงชีวิต มันก็รุนแรงยิ่งและไร้สิ้นสุด มันถล่มลงใส่เขตแดนวิถีของเขาทั่วทศทิศมิหยุดพัก
และยังทำให้การฝึกฝนของฉู่อวิ๋นเจี่ยเหือดแห้งไปอย่างมหาศาล ไม่อาจคงสภาพไว้ได้นาน!
“พวกเจ้าใช้ ‘ประทีปบงกชทมิฬผสานวิญญาณ’ แล้วช่วยกันอพยพออกจากเขาไร้ชีพกันก่อนเถอะ!”
ฉู่อวิ๋นเจี่ยตัดสินใจ “จากนั้น พวกเจ้าไปล้อมจับตัวสตรีผู้นั้น ล่ออสรพิษออกจากรู ขอเพียงซูอี้กล้าปรากฏตัว ข้าจะฆ่ามันทันที!”
“ทราบ!”
มหาเซียนคนอื่น ๆ พยักหน้ารับ
ทว่ายามนี้เอง…
ตู้ม!!!
ปราณดาบสายหนึ่งก็ฟาดฟันลงยังเขตแดนวิถีอย่างดุเดือด
อำนาจในปราณดาบนั้นทรงพลังจนมิน่าเชื่อ ทำให้เขตแดนวิถีสั่นสะท้านรุนแรง แสงวิถีกระเพื่อมเคลื่อนขยับ
ร่างของฉู่อวิ๋นเจี่ยสั่นสะท้าน เลือดลมทั่วกายปั่นป่วน สีหน้าพลันแปรเปลี่ยน
ต้องทราบว่า ‘เขตแดนวิถี’ นี้สร้างขึ้นจากกฎเกณฑ์ระดับมหายุทธ์ ห่างไกลเกินเทียบได้กับเขตแดนวิถีระดับมหาเซียน
ทว่ายามนี้ หนึ่งดาบกลับทำให้มันสั่นคลอนได้!
โดยไม่รีรอให้ฉู่อวิ๋นเจี่ยไหวตัว…
ตู้ม! เปรี้ยง! เปรี้ยง!
ปราณดาบอันทรงพลังเยี่ยงสวรรค์ลิขิตสายแล้วสายเล่าโปรยปรายเยี่ยงรุ้งทิพย์จากเก้าชั้นสรวง กระแทกบดขยี้เขตแดนวิถีนั้นอย่างดุเดือด
ทุกดาบล้วนแข็งแกร่งพอให้มหาเซียนสิ้นหวัง!
เมื่อปราณดาบหนาแน่นโปรยลง แม้ฉู่อวิ๋นเจี่ยจะทุ่มเต็มกำลัง เขตแดนวิถีของเขาก็ยังถูกกระทบร้ายแรง
เหมือนเช่นโลกใบน้อยถูกบดขยี้ บังเกิดรอยร้าวขึ้นนับไม่ถ้วน!
แม้รอยร้าวเหล่านั้นจะสมานตัวอย่างรวดเร็ว มันก็เผยสัญญาณเกินทนไหว พร้อมแหลกสลายไปทุกเมื่อ!
“ไฉนกัน? เขา… เขาเป็นแค่ราชันเซียน แต่มีอำนาจสะเทือนถึงมหาอำนาจระดับมหายุทธ์ได้แล้วหรือ?”
มีผู้กล่าวอย่างหวาดผวา
“ซูอี้! ไฉนมิออกมา? ไม่กล้าเผชิญหน้ากันหรือไร?!”
มีผู้คำรามด้วยใบหน้าถมึงทึง โทสะเดือดพล่านไร้ขอบเขต
เพราะจวบจนท้ายที่สุด พวกเขาก็เห็นเพียงธารปราณดาบโปรยปรายจากเก้าชั้นสรวง แต่มิอาจพบตำแหน่งของซูอี้
“ท่านบรรพชน เรารีบออกจากที่นี่กันก่อนเถิด!!”
บางผู้ร้อนรน ตระหนักแล้วว่าสถานการณ์มิสู้ดี
ยามนี้ ไม่เพียงปราณดาบอันน่าสะพรึงกลัวของซูอี้ พวกเขายังต้องถูกคลื่นเศษกฎเกณฑ์กระหน่ำใส่ด้วย!
ฉู่อวิ๋นเจี่ยหรือจะมิอยากอพยพ?
ทว่าชั่วขณะนี้ เขายังทำมิได้
เขาดำเนินเขตแดนวิถีสุดกำลัง ทว่าก็ทำได้เพียงยื้อยุดหยุดคลื่นทำลายล้าง ไม่อาจหาโอกาสอพยพได้!
ทันใดนั้น ดวงตาของฉู่อวิ๋นเจี่ยก็เครียดเขม็ง ปรากฏเค้าความบ้าคลั่ง “พวกเจ้าดำเนินประทีปบงกชทมิฬผสานวิญญาณเต็มกำลังไปเลย พยายามคงสภาพมันไว้สักครู่ แล้วข้าจะไปฆ่าสตรีผู้นั้น!”
ว่าแล้ว ร่างของเขาก็วูบไหว พุ่งทะยานไปยังตีนเขา
และเมื่อเขาไม่อยู่ เขตแดนวิถีก็ระเบิดสลายเยี่ยงฟองคลื่น
ณ ยามคับขันนี้ มหาเซียนทั้งหกต่างใช้ไม้ตายก้นหีบของตนออกมา ดำเนินประทีปบงกชทมิฬผสานวิญญาณอย่างสุดชีวิต
กลีบบงกชบนประทีปเบ่งบานเป็นชั้น ๆ เพลิงทิพย์สีดำปะทุขึ้น ณ ไส้ประทีป ปลดปล่อยอำนาจร้ายกาจกวาดทั่วทศทิศ
พร้อมกันนั้น…
ฉู่อวิ๋นเจี่ยเส้นผมยุ่งกระเซิง วิถีเต๋าระดับมหายุทธ์พลุ่งพล่านดุดันดุจอัสนีทมิฬ มาถึงตัวราชันวิถีมังกรแดงในพริบตา
“ตาย!”
ยามฝ่ามือตบผ่าน สุญญะถล่มสลาย
แม้ราชันวิถีมังกรแดงจะแสนสุขุม นางก็ยังตกใจขนลุกขนพองกับอำนาจของฝ่ามือนี้
เพราะถึงอย่างไร นี่ก็คือตัวตนระดับมหายุทธ์!
แม้นางจะเป็นผู้ฝึกตนขอบเขตอัศจรรย์ขั้นสมบูรณ์ ห่างชั้นกับระดับมหายุทธ์อยู่เพียงก้าว
แต่ความแตกต่างระหว่างก้าวนี้ยิ่งใหญ่เยี่ยงคนละโลก!
ทันใดนั้น ปราณดาบสายหนึ่งก็ปรากฏจากอากาศธาตุตรงหน้าราชันวิถีมังกรแดง ฟาดฟันใส่ฉู่อวิ๋นเจี่ยราวคลื่นสมุทรทะยานเวหา
เปรี้ยง!
บังเกิดเสียงปะทะสะเทือนโลกา
ปราณดาบสายนั้นสะท้านสะเทือนรุนแรง และแม้มันจะสลายไปในที่สุด มันก็ขวางฝ่ามือซึ่งซัดออกอย่างสุดกำลังของฉู่อวิ๋นเจี่ยลงกลางคันได้!
“ซูอี้ผู้นั้นใช้ความแข็งแกร่งของตนขวางการโจมตีสุดกำลังของข้าได้หรือ?”
ฉู่อวิ๋นเจี่ยหัวใจสะท้านเกินเชื่อลง
จุดประสงค์ของเขาไม่ใช่การฆ่าราชันวิถีมังกรแดง แต่เป็นการล่อให้ซูอี้ซึ่งเร้นกายอยู่ปรากฏตัว
แต่มิคาดเลยว่าซูอี้จะแข็งแกร่งเพียงนี้!
ความแข็งแกร่งเช่นนี้ร้ายกาจยิ่งกว่าคำร่ำลือเสียอีก!!
ตู้ม!
วจีดาบพลันสนั่นขึ้นเบื้องหลังฉู่อวิ๋นเจี่ย
ฉู่อวิ๋นเจี่ยมิลังเลหรือหันมอง โจมตีใส่ราชันวิถีมังกรแดงอีกหน!
ราวใช้ชีวิตเข้าแลก!
ตอนที่ 1,798: ทลายพันธนาการหัวใจวิถี
ฉู่อวิ๋นเจี่ยใช้ชีวิตเข้าแลก!
เขาแผดเผาอำนาจทั่วกาย โจมตีอย่างดุดันยิ่ง
เมื่อเขาโจมตีเข้าใส่ ร่างอรชรของราชันวิถีมังกรแดงก็เกร็งทื่อ หัวใจวิถีสั่นสะท้าน จิตวิญญาณกดดันยิ่งกว่าหนใด!
ยามนี้ ความสิ้นหวังอย่างรุนแรงเกาะกุมหัวใจของนางประหนึ่งคลื่นคลั่ง
ใบหน้าจิ้มลิ้มของนางซีดขาว ดวงตาสีทองเบิกกว้าง
ทว่าขณะเดียวกัน โทสะและความไม่ยินยอมพร้อมใจก็เอ่อขึ้นในหัวใจอันสิ้นหวังของนาง
นางยังไม่ทันได้เข้าสู่ขอบเขตมหาศาลเลย
ยังไม่ได้ล้างแค้นให้บิดาบุญธรรมเลย!
จะยอมตายไปเช่นนี้ได้อย่างไร?
โทสะปะทุขึ้นเพราะนางหวาดกลัวยามเผชิญหน้ากับตัวตนขอบเขตมหาศาล! ทั้งกดดันและครั่นคร้าม!
สิ่งนี้เหยียบย่ำเกียรติและความภาคภูมิใจของนาง
ยอมมิได้!
ข้ายอมสู้จนตัวตาย ดีกว่านิ่งอยู่เช่นนี้!!
ทันใดนั้น โลหิตของราชันวิถีมังกรแดงก็เหมือนตื่นจากนิทรา ดวงตาเปล่งประกาย เหนือร่างบอบบางของนางปรากฏมังกรแดงมายาทะยานเวหา กู่ก้องประกาศโทสะ
อำนาจมังกรเดือดพล่านแผ่กระจายสู่สวรรค์
ตู้ม!!
หญิงสาวตบฝ่ามือออกไปโดยไร้การออมมือใด!
ใช้ศักยภาพและอำนาจทั้งหมด!
หัตถ์เรียวขาวแปรเปลี่ยนเป็นกรงเล็บมังกร แดงฉานดุจเปลวเพลิง จรัสจ้าเยี่ยงทองเทวะหลอม ฉีกกระชากท้องนภา
เปรี้ยง!!
พื้นที่รอบข้างแหลกสลายเป็นเสี่ยง ๆ เยี่ยงแก้ว
อำนาจทำลายล้างอันน่าสะพรึงกลัวแผ่ไปทั่วสารทิศ
ร่างของราชันวิถีมังกรแดงกระเด็นออกไปอย่างรุนแรง แล้วร่วงหล่นห่างออกไปหลายร้อยจั้ง
โลหิตหยดจากปากของนาง
กระดูกมือขวาของนางแหลกละเอียด แขนขวาทั้งแขนร้าวระบม แม้ท้ายที่สุดนางจะขวางการโจมตีสุดกำลังของฉู่อวิ๋นเจี่ยได้ นางก็ได้รับบาดเจ็บสาหัส!
แต่ถึงเช่นนั้น ความปรีดาเกินบรรยายก็เอ่อขึ้นในใจของนาง
นาง… สามารถขัดขวางวิชาสังหารของตัวตนระดับมหายุทธ์ได้!!
ม่านตาของฉู่อวิ๋นเจี่ยที่อยู่ไกลออกไปหดตัว สีหน้าบิดเบี้ยวเหยเก
มังกรแดงระดับมหาเซียนผู้หนึ่งหยุดการโจมตีแลกชีวิตของเขาได้อย่างนั้นรึ!?
“ถูกต้อง หากเจ้าอยากบรรลุสู่ขอบเขตมหาศาล เจ้าต้องทิ้งความหวาดกลัวที่มีต่อขอบเขตมหาศาลในใจไปเสีย หากเทพขวางก็ฆ่าเทพ พุทธะขวางสังหารพุทธะ สร้างหัวใจวิถีอันไร้ความกลัว!”
เสียงปลอบประโลมของซูอี้ดังขึ้นในฟ้าดิน
เสียงยังไม่ทันสิ้น วจีดาบสะเทือนหล้าก็สนั่นลั่น
ร่างของชายหนุ่มปรากฏขึ้นจากอากาศ มาอยู่ตรงหน้าฉู่อวิ๋นเจี่ย
ดาบแห่งโลกาในมือของเขาอาบภาวะดาบลึกลับ ฟาดฟันอย่างดุดัน
ตู้ม!
ฟ้าดินราวถูกดาบเล่มนี้สะบั้นแยก
อำนาจอหังการนี้ชวนสะท้านจนฉู่อวิ๋นเจี่ยขนลุกขนพอง
“ทลาย!!”
เขาตื่นตระหนก จากนั้นก็เรียกใช้ค้อนยักษ์สีเงิน วงแหวนเทพมหาวิถีคุ้มร่างสิบสามชั้นปรากฏขึ้นมา แต่ละชั้นต่างสร้างจากชั้นเขตแดนวิถีแตกต่างกัน
และเมื่อฉู่อวิ๋นเจี่ยตวัดค้อนยักษ์สีเงิน ชั้นเขตแดนวิถีทั้งสิบสามก็ถล่มลงมาเช่นกัน
มันให้ความรู้สึกราวกับสิบสามโลกหล้ากระแทกลงมาสู่โลกา อำนาจร้ายกาจระดับมหายุทธ์ทำให้พื้นที่ใกล้เคียงในรัศมีสามหมื่นจั้งพังทลายกะทันหัน
หมอกทมิฬทั่วฟ้าดินถูกปัดเป่า!!
ทว่าอึดใจต่อมา เสียงคำรามเสียดโสตก็ดังสนั่น
ชั้นเขตแดนวิถีชั้นเล่าชั้นเล่าระเบิดแหลกเป็นพิรุณแสงภายใต้ดาบของซูอี้ ตามมาด้วยเสียงชิ้ง!!
เสียงปะทะดุจเจาะโลหิตกังวานก้อง ค้อนยักษ์สีเงินกระเด็นปลิวไป ร่างของฉู่อวิ๋นเจี่ยถูกฟาดฟันกระเด็น
ตุ้บ!
ร่างของฉู่อวิ๋นเจี่ยกระแทกพื้นไกลออกไปหลายพันจั้ง กวนฝุ่นควันตลบฟ้า
เขานอนหงายหลัง ทั่วทั้งร่างสั่นสะท้าน ใบหน้าซีดขาว ดวงตาเหลือกถลน ริมฝีปากกระตุกราวอยากกล่าวบางอย่าง
ทว่าไม่อาจเปล่งวาจาได้
รอยเลือดปรากฏขึ้นที่หว่างคิ้วของเขา และลากลงไปเป็นทาง ร่างของฉู่อวิ๋นเจี่ยแหลกสลายไปตามรอยเลือดนี้ เลือดเนื้อแปรเปลี่ยนเป็นธุลีโปรยหายเยี่ยงไม้ฟืนติดไฟ
สิ้นขันธ์ดับวิญญาณ!
หนึ่งดาบไร้เทียมทาน สะบั้นไม้ตายและสังหารฉู่อวิ๋นเจี่ยลงทันใด!!
มหาอำนาจระดับมหายุทธ์ตกตายที่นี่
และฝีมือดาบของซูอี้นั้นบรรยายได้เพียงน่าตื่นตะลึง เพียงพอให้ทั่วยุคสมัยฟ้าดินตะลึงงัน!
ดวงตาของราชันวิถีมังกรแดงเบิกค้าง
“ท่านบรรพชน…”
เสียงโอดครวญอย่างอาดูรดังขึ้นบนเขาไร้ชีพ
หกมหาเซียนล้วนตื่นตะลึง
ใครเล่าจะคาดคิดว่าตัวตนระดับมหายุทธ์อย่างฉู่อวิ๋นเจี่ยจะตกตายด้วยมือราชันเซียนผู้หนึ่ง?
“ไป! หนีเร็ว!”
มหาเซียนทั้งหลายร้องอย่างลนลานขณะเผ่นหนี
ทว่ามีหรือที่เขาจะเมตตา?
ร่างของเขาวูบไหวก่อนจะหายไป
อึดใจต่อมา ปราณดาบสายแล้วสายเล่าคำรนเหนือนภา
มหาเซียนตกตายตามกัน!
ไร้สิ่งใดให้เฝ้าคอย
กระบวนการทั้งหมดเปรียบประหนึ่งเกี่ยวผักหญ้า หนึ่งดาบฟาดฟัน แม้แต่มหาเซียนเลิศล้ำ ณ ขอบเขตอัศจรรย์ขั้นสมบูรณ์ก็ไม่อาจหยุดยั้ง!
โลหิตพร่างพรม ทั่วฟ้าดินป่วนปั่น
ซูอี้เก็บดาบแห่งโลกาไปแล้วยกน้ำเต้าสุราขึ้นดื่มอย่างสำราญใจ
“ขอบคุณใต้เท้าที่ช่วยข้าทลายพันธนาการหัวใจวิถี!”
หญิงสาวโค้งคำนับต่ำ ๆ ให้แก่ชายหนุ่ม ใบหน้าน้อยอันงดงามเต็มไปด้วยความยินดี
“ก่อนหน้านี้ เจ้าตกอยู่ในสถานการณ์คับขัน มิโทษข้าหรือไร?”
ซูอี้ถามพร้อมกับยิ้ม
ราชันวิถีมังกรแดงส่ายหน้าเร็วรี่ “ผู้น้อยเข้าใจเจตนาของใต้เท้า หายนะเช่นนี้ สำหรับข้ามันเป็นโอกาสเพียงคราเดียวในชีวิต ผู้น้อยจะซาบซึ้งยังน้อยไป ไฉนเลยจะกล้าโทษท่าน”
หัวใจของนางเปี่ยมด้วยความปรีดาและซาบซึ้ง
นางเข้าใจเจตนาของอีกฝ่ายดี
เหตุคับขันนั้นน่ากลัวยิ่งนัก!
หากต้องการพิสูจน์ตนสู่ขอบเขตมหาศาล นางต้องทำลายความครั่นคร้ามต่อขอบเขตมหาศาลให้ได้เสียก่อน หาไม่ นางก็ย่อมไร้หวังขึ้นสู่จุดสูงสุดแห่งวิถีเซียนชั่วชีวิต
และก่อนหน้านี้ ซูอี้ดูเหมือนจะมาช่วยนางไม่ทัน แต่แท้จริง เขากำลังสร้างโอกาสให้นางปลดพันธนาการความกลัวต่อขอบเขตมหาศาลอยู่ต่างหาก!
นางแน่ใจว่าแม้ว่านางจะตัวแข็งทื่อด้วยความกลัว ก็จะไม่มีสิ่งใดร้ายแรงเกิดขึ้น
และหากนางคิดจะพิสูจน์ตนเข้าสู่ขอบเขตมหาศาลในภายหลัง ก็ไม่พ้นต้องเผชิญหายนะพลิกผันเกินคาดคะเน เพราะถึงอย่างไร หากหวาดกลัวจนล่าถอยในศึกนี้ มันก็เท่ากับสร้างเงามืดในหัวใจวิถีของนางเอง!
“เจ้าฟื้นตัวที่นี่ก่อน เมื่อรักษาตัวจนหายดีแล้ว เจ้าก็ลองบุกเขาไร้ชีพเพื่อเคลื่อนขอบเขตได้”
หลังจากชายหนุ่มสั่งเสร็จแล้วก็เดินไปยังเขาไร้ชีพ
“เจ้าค่ะ!”
ราชันวิถีมังกรแดงรับบัญชา
ทว่านางก็ไม่ได้รักษาบาดแผลในทันที แต่กลับไปรวบรวมสินสงครามก่อน จนกระทั่งเสร็จลุล่วง นางจึงนั่งลงทำสมาธิที่ตีนเขา
ยามนี้ ซูอี้มาถึงไหล่เขาไร้ชีพแล้ว
เปรี้ยง!
เศษเสี้ยวกฎเกณฑ์วิถีเซียนซัดลงมาใส่ อำนาจทำลายล้างนั้นสามารถทำให้มหาเซียนในโลกหล้าสิ้นกำลังตอบโต้
ทว่าก่อนจะทันได้เข้าใกล้ เขาก็ใช้อำนาจวิถีเต๋าของตนสลายมันเสียสิ้น ทำให้ไม่อาจทำร้ายเขาได้
ชายหนุ่มปีนสูงขึ้นโดยมิหยุดยั้ง
ระหว่างทาง เศษซากกฎเกณฑ์วิถีเซียนทวีความรุนแรงขึ้นเรื่อย ๆ
เมื่อพินิจดูแล้ว เศษเสี้ยวกฎเกณฑ์วิถีเซียนเหล่านั้นมีหลากสีสัน มาจากกฎเกณฑ์ต่างชนิดกัน ทว่าพวกมันไม่ได้บริสุทธิ์ ทั้งยังเจือปนด้วยปราณมรณะ ชวนสะพรึงอย่างยิ่ง
ยิ่งเข้าใกล้ยอดเขาเท่าไร แรงกดดันที่เขาได้รับก็ยิ่งเพิ่มมากขึ้น จนเมื่อห่างจากยอดเขาเพียงพันจั้ง เศษเสี้ยวกฎเกณฑ์ชิ้นหนึ่งก็กวาดเข้ามาทำให้ซูอี้โซเซเยี่ยงรุ้งทิพย์
“เสี้ยวกฎเกณฑ์ที่นี่แข็งแกร่งที่สุดแล้วในระดับมหาเซียนทั่วโลกหล้า!”
ดวงตาของชายหนุ่มทอประกาย
เขามาที่เขาไร้ชีพเพื่อพิสูจน์วิถีสู่ขอบเขตอัศจรรย์ ขึ้นเป็นมหาเซียน!
เหตุผลเป็นเพราะเศษเสี้ยวกฎเกณฑ์วิถีเซียนที่กระจัดกระจายอยู่ในที่แห่งนี้สามารถนำมาหลอมเป็น ‘ไข่มุกหลอมวิถี’ ได้ และมีบทบาทที่น่าอัศจรรย์ไม่ว่าจะในการเคลื่อนขอบเขตหรือสร้างรากฐานของมหาเซียน
โอกาสนี้ไม่อาจพบได้ในโลกภายนอกเลย!
ซูอี้ไม่ได้เดินทางต่อ แต่นั่งลงขัดสมาธิและเรียกเตาเสริมสวรรค์ออกมา
ตู้ม!
เตาเสริมสวรรค์เรืองแสงราง ๆ รัศมีเซียนสีม่วงแผ่ออกมา ก่อนจะปรับขนาดใหญ่ขึ้นหลายสิบจั้ง
คลื่นเศษเสี้ยวกฎเกณฑ์โหมกระหน่ำบ้าคลั่ง แม้มันจะทำให้เตาเสริมสวรรค์สั่นสะท้าน มันก็ดูตื่นเต้นปรีดา สูบกลืนเศษเสี้ยวกฎเกณฑ์เหล่านั้นอย่างแทบเรียกได้ว่าหิวกระหายตะกละตะกลาม
แม้มันจะถูกถาโถมโจมตี ก็มิอาจหยุดความกระหายหิวอยากหลอมเศษกฎเกณฑ์เหล่านั้นได้!
ส่วนเหตุผลนั้นก็ง่ายดายมาก เพราะเศษเสี้ยวกฎเกณฑ์เหล่านี้ก็สามารถซ่อมแซมอำนาจที่มาที่ได้รับบาดเจ็บสาหัสของมันได้!
“ขึ้นมา!”
เหนือศีรษะของซูอี้ผู้นั่งขัดสมาธิ พฤกษาเขียวชอุ่มต้นน้อยปรากฏขึ้นกะทันหัน ปราณฮุ่นตุ้นแผ่ออกมาจากกิ่งก้านเรียวบาง
พฤกษาหมื่นภูมิ!
เมื่อวัตถุศักดิ์สิทธิ์ฮุ่นตุ้นชิ้นนี้ปรากฏขึ้น กิ่งก้านของมันพลันแผ่ไปทั่วทิศ กวาดเข้าใส่คลื่นเสี้ยวกฎเกณฑ์อันเชี่ยวกราก
เพียงชั่วพริบตา เศษเสี้ยวกฎเกณฑ์วิถีเซียนมากมายก็ถูกรัดพันและบดขยี้แหลกคากิ่งก้านของมัน แปรเปลี่ยนเป็นอำนาจที่มามหาวิถีบริสุทธิ์ซึ่งถูกพฤกษาหมื่นภูมิดูดซับไป
“ว่าแล้วเชียว”
รอยยิ้มปรากฏขึ้นบนใบหน้าของซูอี้
เขาปวดหัวเกี่ยวกับการพัฒนาพฤกษาหมื่นภูมิมาตลอด เพราะสารอาหารที่วัตถุชิ้นนี้ต้องการนั้นพิเศษยิ่ง ซ้ำยังเกี่ยวข้องกับที่มาแห่งชีวิต เช่น ปราณปฐพี ดินห้าสี เทวสุคนธ์เก้าลึกล้ำ เป็นต้น
นี่ยังหมายความด้วยว่าสมบัติทั่วไปไร้ประโยชน์โดยสิ้นเชิง
โชคดีที่เขาไร้ชีพนี้สั่งสมเศษเสี้ยวกฎเกณฑ์วิถีเซียนไว้มากมาย และก็ยังสามารถพัฒนาพฤกษาหมื่นภูมิได้
เศษเสี้ยวกฎเกณฑ์มหาวิถีเหล่านั้นก็ได้กลายเป็นสารอาหารแก่พฤกษาหมื่นภูมิแล้วในเวลานี้
“ต่อจากนี้ก็ถึงเวลาเตรียมตัวเคลื่อนขอบเขต…”
ชายหนุ่มสลัดความคิดที่กวนใจทิ้งไป และเริ่มทำสมาธิอย่างเงียบเชียบ
หนึ่งวัน สองวัน…
กาลเวลาผ่านไปอย่างเงียบงัน
ในวันที่สามขณะทำสมาธิ ซูอี้ก็ได้รับ ‘ไข่มุกหลอมวิถี’ สามชิ้นจากเตาเสริมสวรรค์
ไข่มุกหลอมวิถีแต่ละชิ้นล้วนทอประกายเยี่ยงมหาตะวัน มันอัดแน่นด้วยปราณฮุ่นตุ้น เป็นที่มามหาวิถีระดับมหาเซียนอันบริสุทธิ์เหนือใดเปรียบ!
การจะสร้างขึ้นมาสักชิ้น ต้องใช้เศษเสี้ยวกฎเกณฑ์วิถีเซียนราวสามพันชิ้นได้
ขณะที่พฤกษาหมื่นภูมินั้น เพียงสามวันมานี้ กิ่งก้านของมันก็ทวีความหนาและแข็งแกร่งขึ้น เกิดกิ่งก้านสาขาใหม่มากมาย เขียวชอุ่มงดงามเกินธรรมดาเยี่ยงหยกเซียน
ความรู้สึกอิ่มเอิบผุดขึ้นในใจของซูอี้
“รออีกสักสองสามวัน เกรงว่าไข่มุกหลอมวิถีแค่สามเม็ดนี้คงไม่พอให้ข้าสร้างรากฐานมหาเซียนที่แข็งแกร่งที่สุดในชาตินี้ได้หรอก”
หลังจากครุ่นคิดเล็กน้อย เขาก็ทิ้งความคิดที่จะเคลื่อนขอบเขตในตอนนี้ไป
อันที่จริง ตั้งแต่วันแรกที่เขาขึ้นเขาไร้ชีพมา หลังสังหารมหาอำนาจระดับมหายุทธ์ฉู่อวิ๋นเจี่ยลง เขาก็พร้อมเคลื่อนขอบเขตได้ทุกเมื่อแล้ว
แต่สาเหตุที่ชายหนุ่มไม่ทำเช่นนั้นก็เพราะต้องการเก็บรวบรวมไข่มุกหลอมวิถีมากกว่านี้!
ตอนที่ 1,799: มหาภัยพิบัติ
หลังจากขึ้นเขาได้ครึ่งทาง
ราชันวิถีมังกรแดงที่กำลังเดินสู่ที่สูงทีละขั้น ได้ค้นพบว่ามันช่างยากเย็นนัก
เศษเสี้ยวกฎเกณฑ์วิถีเซียนนั้นรุนแรงและน่าพรั่นพรึงมาก เมื่อพวกมันกระหน่ำลงมา ก็ราวกับภูเขากดทับลงมาจากด้านบน ถึงแม้ความแข็งแกร่งอันน่ากลัวของนางจะเหนือกว่าเมื่อเทียบกับขอบเขตเดียวกัน แต่ก็ยังดูจะเป็นเรื่องยากลำบากอยู่ดี
เมื่อมองจากไกล ๆ ซูอี้อยู่ห่างจากยอดเขาเพียงหนึ่งพันจั้งเท่านั้น ทำให้หญิงสาวรู้สึกตกตะลึงอยู่ในใจจนยากจะบรรยายเป็นคำพูดได้
ใต้เท้าจอมราชันคือราชันเซียนขอบเขตศักดิ์สิทธิ์ขั้นสมบูรณ์ เขาห่างจากการบรรลุสู่ขอบเขตอัศจรรย์เพียงนิดเดียวเท่านั้น
ส่วนตัวนางคือมหาเซียนขอบเขตอัศจรรย์ขั้นสมบูรณ์ เหลือเพียงก้าวเดียวก็จะทะลวงสู่ขอบเขตมหาศาลได้
ทว่าใต้เท้ากลับสามารถฝึกฝนในสถานที่สูงกว่าบนภูเขาไร้ชีพได้อย่างง่ายดาย ในขณะที่นางกลับรู้สึกลำบากขึ้นทุกขณะทั้งที่มาได้เพียงครึ่งทางเท่านั้น!
เมื่อเปรียบเทียบกัน ก็รับรู้ได้ถึงความสูงต่ำอย่างชัดเจน!
ทว่านางก็ไม่ได้รู้สึกหดหู่ใจ
ในแดนเซียนแห่งนี้มีผู้ฝึกตนอยู่นับไม่ถ้วน แต่มีใต้เท้าจอมราชันเพียงหนึ่ง!
ตัวเขาเองก็เป็นตำนานไร้เทียมทานที่อยู่มาตั้งแต่โบราณกาล ไม่ว่าใครมาเทียบเคียง ก็ไม่ต่างจากเอาฟ้าไปวัดกับเหว!
สำหรับราชันวิถีมังกรแดง นางเพียงรู้สึกแค่ว่ามัน ‘ไกลเกินเอื้อม’ กับ ‘หนักหนาจนต้องทอดถอนใจ’ ถึงแม้จะไปไม่ถึง แต่ก็ยังโหยหามัน
นอกเหนือจากนี้ ก็ไม่มีอะไรให้คิดอีกแล้ว
……
เวลาผ่านไป
สิบวันผันผ่านอย่างรวดเร็ว
พฤกษาหมื่นภูมิแปรเปลี่ยนไปอย่างมาก เมื่อมันปรากฏขึ้นมาครานี้มันก็มีความสูงราวสิบจั้ง กิ่งก้านหนาทึบ ใบสีเหลืองสดใส กลิ่นอายแห่งความโกลาหลไหลลงมาราวกับน้ำตก
ส่วนในวันนี้ พฤกษาหมื่นภูมิได้กลับสู่แดนจักรวาลจิตเซียนของซูอี้ เพราะพลังของชิ้นส่วนกฎเกณฑ์รวมตัวอยู่ในพื้นที่ใกล้เคียง จึงไม่สามารถส่งเสริมการเปลี่ยนแปลงของแหล่งกำเนิดชีวิตของมันได้อีกต่อไป
ขณะเดียวกัน การเปลี่ยนแปลงที่น่าอัศจรรย์ยังเกิดขึ้นในเตาเสริมสวรรค์เช่นกัน
เตาเจิดจ้าราวกับหยกม่วง มีลวดลายธรรมชาติที่แปลกประหลาดจำนวนมากปรากฏบนพื้นผิว คอยแผ่กลิ่นอายออกมา เพื่อสะกดชิ้นส่วนกฎเกณฑ์ในพื้นที่ใกล้เคียงอย่างแน่นหนา
ซูอี้ลืมตาขึ้นอย่างเงียบงัน สัมผัสได้ถึงการเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่ในพฤกษาหมื่นภูมิและเตาเสริมสวรรค์
“พฤกษาหมื่นภูมิในวันนี้ มากพอจะยอมให้ข้าปรากฏขึ้นในทุกแห่งภายในรัศมีสามหมื่นจั้ง โดยไม่ทิ้งร่องรอยเอาไว้แม้แต่นิดเดียว!”
ชายหนุ่มมีกำลังใจมากขึ้น หลังจากรับรู้ถึงการเปลี่ยนแปลงของพฤกษาหมื่นภูมิแล้ว ทำให้ได้รับพรสวรรค์เพิ่มขึ้นอีกอย่าง…
ทลายภูมิ!
ตามชื่อของมันคือ มันสามารถทลายพรมแดน เพื่อเดินทางระหว่างสองภูมิได้!
ยกตัวอย่างเช่น เมื่อติดอยู่ในพรมแดนหนึ่ง หรือถ้าอยากไปโลกอื่นที่ถูกผนังพรมแดนขวางเอาไว้ สามารถพึ่งจิตสัมผัสของพฤกษาหมื่นภูมิเพื่อทลายได้โดยง่าย
ถึงแม้จะใช้ได้จุดประสงค์เดียว แต่เรียกได้ว่าอำนาจล้นเหลือ สร้างประโยชน์ได้ไม่มีสิ้นสุด!
ต้องทราบก่อนว่า มีโลกลี้ลับและซ่อนเร้นที่ไม่รู้จักอยู่ในแดนดิน ซึ่งแม้แต่ตัวตนขอบเขตมหาศาลก็ไม่สามารถทะลวงผ่านได้
เหตุผลก็เพราะมันถูกปิดกั้นโดยผนังพรมแดนที่เปลี่ยนสภาพมาจากพลังของมิติและเวลา
แต่สำหรับซูอี้ ‘ทลายภูมิ’ นี้ลบล้างข้อจำกัดดังกล่าว นั่นคือทันทีที่ติดอยู่ใน ‘โลกเร้นลับมหาวิถี’ ของตัวตนระดับแกนรวมศูนย์ เขาจะสามารถทะลวงเพื่อเปิดออกได้!!
นี่คือสิ่งที่ทำให้เขาประทับใจ
โลกเร้นลับมหาวิถีมีความคล้ายกับ ‘เขตแดนวิถี’ ที่ควบคุมโดยมหาเซียน นั่นก็คือสามารถควบคุมได้โดยยอดฝีมือระดับแกนรวมศูนย์เท่านั้น
โดยขณะที่ ‘เขตแดนวิถี’ ของมหาเซียนปกคลุมโลกส่วนหนึ่งด้วยกฎเกณฑ์วิถีของตนเอง
เช่นนั้นแล้ว เขตแดนวิถีของตัวตนระดับแกนรวมศูนย์ก็ไม่ต่างกับการสร้างโลกเร้นลับระหว่างสวรรค์และปฐพีขึ้น!
ในโลกเร้นลับนี้ ตัวตนระดับแกนรวมศูนย์สามารถบงการทุกสิ่งด้วยกฎเกณฑ์ คล้ายดั่งเจ้าแห่งโลกา ครอบฟ้า ครองสวรรค์ ควบคุมทุกสิ่งสรรพ บงการฟ้าดินพลิกคว่ำปฐพี!
ส่วนฉู่อวิ๋นเจี่ยผู้เสียชีวิตอย่างน่าเวทนาภายใต้เงื้อมมือของซูอี้ก่อนหน้านี้ มีรากฐานการฝึกฝนระดับมหายุทธ์ ถึงแม้พลังเขตแดนวิถีของเขาจะสูงล้ำเมื่อเทียบกับมหาเซียนเหล่านั้น แต่เทียบกับ ‘โลกเร้นลับมหาวิถี’ ที่ถูกควบคุมโดยตัวตนระดับแกนรวมศูนย์แล้ว นับว่าต่างออกไปมากเช่นกัน
“ทลายภูมิและวิชาอื่นสามารถฝึกจนชำนาญได้โดยตัวตนที่อยู่ขอบเขตสุดลึกล้ำเท่านั้น ไม่คาดคิดเลยว่านี่จะเป็นพลังโดยกำเนิดของพฤกษาหมื่นภูมิ…”
ซูอี้ทอดถอนใจ
พฤกษาหมื่นภูมิควรค่าแก่เป็นหนึ่งในหกมหาเทวพฤกษ์ตั้งแต่โบราณจนถึงปัจจุบัน
เขามั่นใจว่า หากพฤกษาหมื่นภูมิเติบโตขึ้นทีละขั้น มันจะสร้างผลลัพธ์มากยิ่งขึ้นในอนาคต
ตรงกันข้ามกับการเปลี่ยนแปลงของเตาเสริมสวรรค์ที่ทำให้เขาขบขันเล็กน้อย
สมบัติชิ้นนี้ฟื้นคืนจิตวิญญาณ เปี่ยมไปด้วยความนึกคิด ทว่ามันก็กลับเป็นหยิ่งยโส คล้ายดั่งคนเก็บตัวที่เผยอำนาจยิ่งใหญ่ออกมา
เมื่อซูอี้ตั้งใจสัมผัสเตาเสริมสวรรค์ มันกลับทำตัวยโสด้วยการสร้างข้อความขึ้นว่า
‘ฮ่า ๆๆ ตอนนี้รากฐานฟื้นคืนจากเดิมสี่ในสิบส่วนแล้ว ซึ่งมากพอที่จะบดขยี้สมบัติมหาเซียนทุกชิ้นในใต้หล้า พร้อมแข่งขันกับสมบัติระดับมหายุทธ์แล้ว!’
‘ขอเวลาสักหน่อย เมื่อรากฐานนี้กลับคืนสู่จุดสูงสุด มันก็จะสามารถบดขยี้สิ่งที่เรียกว่าสมบัติเซียนขอบเขตมหาศาล ทำให้ศัตรูต้องหวาดกลัว!’
มันดูภาคภูมิใจยิ่ง เปี่ยมด้วยความทะเยอทะยาน ร่างทรงกลมของเตากำลังสั่นไหว
เป๊าะ!
ซูอี้ดีดนิ้ว ทำให้เตาเสริมสวรรค์โงนเงน ลอยกลับหัวกลับหาง ส่งเสียงไปมา
จากนั้นเขาจึงกล่าวอย่างแผ่วเบาว่า “เทียบกับตอนนี้แล้ว ข้ายังชอบเจ้าตอนก่อนมากกว่า ไม่โอ้อวด รู้จักประมาณตน รักษาตัวเองเป็นยอดดี”
เตาเสริมสวรรค์ “…”
ร่างของมันสั่นไหว แถวอักษรปรากฏขึ้นในเตา ‘ขอนายท่านใจเย็นก่อน! ไม่ใช่ว่าข้าหลงผิดแต่อย่างใด แต่เป็นเพราะตื่นเต้นมากเกินไปต่างหาก ความเมตตาที่นายท่านมีให้ ข้ายังคงเก็บเอาไว้อยู่ในใจ จะกล้าทำเรื่องเสียมารยาทได้อย่างไร? นายท่านไม่ต้องห่วง ในอนาคตข้า…’
“เกิดกลัวขึ้นมาหรือ?”
ซูอี้ยิ้มออกมา ก่อนจะกล่าวว่า “เอาเถอะ เจ้าจะมีนิสัยใจคอแบบไหน ข้าก็ไม่สนใจหรอก แต่ในเมื่ออยู่ข้างข้าแล้ว ช่วยทำอย่างหนึ่งให้ทีสิ”
‘นายท่านโปรดชี้แจงด้วย!’ แถวคำพูดปรากฏขึ้นจากเตาเสริมสวรรค์
ซูอี้กล่าวออกมาสองคำอย่างแผ่วเบาว่า “เชื่อฟัง”
เตาเสริมสวรรค์กล่าวว่า ‘ทราบแล้ว!’
ชายหนุ่มพยักหน้าเล็กน้อย
นอกจากความจริงที่เตาเสริมสวรรค์มีจิตวิญญาณมากยิ่งขึ้น สมบัติชิ้นนี้ก็เปลี่ยนไปมากจริง ๆ!
เคร้ง!
ซูอี้หยิบดาบแห่งโลกาออกมา จากนั้นก็โยนเข้าไปในเตาเสริมสวรรค์ “ช่วยลับคมดาบคู่กายให้ข้าหน่อย”
เตาเสริมสวรรค์กล่าวว่า ‘ขอรับ!’
ถึงแม้มันจะใช้ข้อความโดยไร้ซึ่งเสียง แต่ซูอี้คล้ายกับสามารถมองออกว่า อีกฝ่ายมีความเคารพยำเกรง แถมกำลังตบอกอย่างหมายมั่นว่าจะทำหน้าที่ให้ลุล่วง
หลังจากคลี่ยิ้มกับภาพเบื้องหน้า ซูอี้พลันลุกขึ้น
จนถึงตอนนี้ เตาเสริมสวรรค์ได้รวบรวม ‘ไข่มุกหลอมวิถี’ ได้เก้าเม็ดแล้ว ซึ่งมากพอจะให้เขาทะลวงเพื่อสร้างรากฐานของมหาวิถีขึ้นมา
‘ถึงเวลาทะลวงแล้ว…’ ซูอี้กระซิบอยู่ในใจ
……
“ในไม่ช้า ข้าจะสัมผัสกับธรณีประตูของขอบเขตมหาศาลแล้ว อีกเพียงนิดเดียวเท่านั้น… ข้าก็สามารถก้าวไปได้อีกขั้น!”
บนภูเขาไร้ชีพ ร่างบอบบางของราชันวิถีมังกรแดงถูกกระหน่ำด้วยเศษเสี้ยวกฎเกณฑ์ ผิวหนังเจ็บปวดสุดแสนราวกับกำลังจะฉีกขาด
แต่ในใจของนางกลับมีความยินดีที่ไม่อาจบรรยายได้ขึ้นมา
สิบกว่าวันแล้ว ซูอี้ช่วยทลายพันธนาการหัวใจวิถีให้ จนถึงตอนนี้ เมื่อนางร่อนเร่อยู่บนภูเขาไร้ชีพ ก็ได้สัมผัสกับธรณีประตูของขอบเขตมหาศาลแล้ว!!
การเปลี่ยนแปลงเช่นนั้น นางจะไม่มีความสุขได้อย่างไร?
“หืม?”
ทันใดนั้น ราชันวิถีมังกรแดงสั่นสะท้านอยู่ในใจ ดวงตาสีทองใสกระจ่างคู่นั้นจับจ้องไปยังท้องนภา
กลิ่นอายที่ยากจะอธิบายของข้อห้ามและมหาภัยพิบัติ ไม่อาจทราบได้ว่ามันปรากฏขึ้นบนท้องนภาอย่างเงียบงันตั้งแต่เมื่อไหร่ แต่ทันทีที่สัมผัสได้ ร่างของหญิงสาวราวกับตกลงไปในถ้ำน้ำแข็ง จิตวิญญาณหลุดลอยไป
ความรู้สึกที่แทบจะหายใจไม่ออก ราวกับก้อนหินกระแทกลงมาในทะเลสาบจิตใจของนาง ก่อเกิดพายุในทะเล
นี่… หรือจะเป็นมหาภัยพิบัติของขอบเขตมหาศาลซึ่งเล็งมาที่นาง!?
มันน่ากลัวยิ่งนัก…
สีหน้างดงามของราชันวิถีมังกรแดงเปลี่ยนไป
หลังจากนั้น นางก็ตระหนักได้ว่ามีบางสิ่งผิดปกติ
นี่ไม่ใช่มหาภัยพิบัติที่มุ่งเป้ามาที่ตัวเอง!
แต่ว่า…
นางมองไปทางอื่น จับจ้องซูอี้ผู้อยู่ในสถานที่สูงกว่าโดยไม่รู้ตัว
ตอนนี้เอง นางพลันตระหนักได้ บนภูเขาไร้ชีพที่มีความสูงสามหมื่นจั้งนี้ ชิ้นส่วนกฎเกณฑ์ทั้งหมดคล้ายกับหวาดกลัว พวกมันล้วนหดตัว หายไปในขุนเขา ไม่อาจพบเห็นได้อีก!
นอกจากนี้ ในซากโบราณบรรพสังขารแห่งนี้ หมอกสีดำหนากำลังทะลวงเข้ามาราวกับคลื่น ศพโบราณที่กระจายตามพื้นที่ต่าง ๆ กำลังวิ่งหนีอย่างแตกตื่น
ทันใดนั้น เมื่อไร้การบดบังของหมอกสีดำ ฉากทั้งหมดของซากโบราณบรรพสังขารก็ถูกเผยขึ้นมา เด่นชัดมากยิ่งขึ้น
เมื่อมองดูจึงพบว่า นี่คือดินแดนที่มากไปด้วยซากปรักหักพัง มีภูเขาแม่น้ำที่แห้งเหือดและแตกหักอยู่ทุกหนแห่ง ไร้ซึ่งชีวิต
“หืม?”
ราชันวิถีมังกรแดงพลันสังเกตเห็นว่า ภายในซากโบราณบรรพสังขาร มีรอยแยกมิติขนาดใหญ่อยู่ทั่วทุกมุม!
มันเหมือนกับการฉีกบาดด้วยฝีมือของสวรรค์และปฐพี
ในรอยแยกมิตินั่น หมอกสีดำไหลทะลัก ดูคลุมเครือจนน่าประหลาด ราวกับมีดวงตาคู่หนึ่งลืมขึ้นในหมอกสีดำ ดูแปลกประหลาดและเต็มไปด้วยอำนาจทะลุทะลวง
ราชันวิถีมังกรแดงรู้สึกเย็นเยือกไปถึงกระดูกสันหลัง ‘นะ…นั่นมันอะไร?’
แต่เมื่อนางมองดูดี ๆ จึงพบว่าในรอยแยกมิติ นอกจากหมอกสีดำที่เป็นลูกคลื่นแล้ว ก็มองไม่เห็นอะไรอีก ดวงตาที่ลืมอยู่นั้นราวกับภาพหลอนก็ไม่ปาน
นอกจากนี้ รอยแยกมิตินั่นกำลังหดลงอย่างรวดเร็ว!!
“หยุดมองได้แล้ว สถานที่น่าขนลุกนั่นแม้แต่ยอดฝีมือระดับสุดลึกล้ำยังไม่สามารถเข้าไปได้”
ทันใดนั้น เสียงของซูอี้ก็ดังขึ้น “ในช่วงเวลาปกติ เมื่อเจ้ามองดูอดีต จะทำให้ถูกหมายหัวโดยสิ่งมีชีวิตแปลกประหลาดที่ซ่อนอยู่ในรอยแยกมิติ ทำให้เสียสติขึ้นมา หนักเข้าก็ถึงขั้นทำให้ร่างหายไป”
หญิงสาวสูดหายใจเข้า
หลังจากนั้นนางถึงตระหนักได้ว่า การกระทำอย่างการมอง มันอันตรายถึงเพียงนี้!!
“ใต้เท้า หรือมหาภัยพิบัตินี้จะเป็น…”
“ใช่แล้ว นี่คือมหาภัยพิบัติของข้าเอง”
ชายหนุ่มพยักหน้าเล็กน้อย
ราชันวิถีมังกรแดงไม่ทราบได้ว่าจะบรรยายอารมณ์นี้อย่างไรสักพัก
นี่คือมหาภัยพิบัติที่ราชันเซียนต้องเผชิญจริงหรือ?
แค่พลังอำนาจของมันก็น่าสะพรึงยิ่งกว่ามหาภัยพิบัติของขอบเขตมหาศาลเสียอีก!!
‘ใต้เท้าจอมราชันควรค่าแก่การเป็นใต้เท้าจอมราชันของข้า ยามเผชิญหน้ากับมหาภัยพิบัติเช่นนั้น กลับมีทีท่าสงบลุ่มลึก ถึงขั้นหันมาให้ความสนใจเพื่อสนทนากับข้าได้…’
ราชันวิถีมังกรแดงพึมพำอยู่ในใจ
กลุ่มเมฆภัยพิบัติปรากฏขึ้นในท้องนภา ราวกับความโกลาหลกำลังดีดดิ้น กลิ่นอายต้องห้ามถูกปลดปล่อยออกมา ทำให้ซากโบราณบรรพสังขารตกอยู่ในบรรยากาศน่าหวาดกลัวสุดบรรยาย
หญิงสาวมั่นใจแล้วว่า เศษเสี้ยวกฎเกณฑ์วิถีเซียน หมอกดำ ซากศพโบราณ รวมถึงรอยแยกมิติที่กำลังหดอย่างรวดเร็วเหล่านั้น เป็นไปได้มากว่าพวกมันล้วนถูกคุกคามโดยมหาภัยพิบัติต้องห้ามนี้ ด้วยเหตุนี้พวกมันจึงล้วน ‘จำศีล’!
นี่มันน่าเหลือเชื่ออย่างไม่ต้องสงสัย
นอกจากนี้ยังมองเห็นได้อีกว่า มหาภัยพิบัติต้องห้ามนี้ร้ายกาจมากแค่ไหน!
ทันใดนั้น เสียงร่ายรำดาบอันไร้พรมแดนพลันดังก้องขึ้น
ความคิดอันปั่นป่วนของราชันวิถีมังกรแดงแตกสลาย นางเงยหน้าขึ้นโดยไม่รู้ตัว พบเงาเสมือนดาบวิถีปรากฏขึ้น พุ่งเข้าสู่ท้องนภา
ในเวลาเดียวกัน มีร่างใหญ่โตลึกลับจำนวนมากปรากฏขึ้นภายในท้องนภาเป็นจำนวนมาก!
ตอนที่ 1,800: ข้าคือมหาเซียน!
ภายในภัยพิบัติมีร่างใหญ่โตลึกลับอยู่ด้วยหรือ?
ดวงตาของราชันวิถีมังกรแดงเบิกกว้าง เต็มไปด้วยความสับสน
คนพวกนั้นเป็นใคร?
ทวยเทพหรือ?
หรือจะเป็นผู้ชี้ชะตาที่คอยดูแลมหาวิถี?
มิเช่นนั้น เหตุใดจึงปรากฏตัวในมหาภัยพิบัติที่กำเนิดจากสวรรค์ได้?
จิตใจของหญิงสาวว่างเปล่า
นางเพียงรู้สึกว่าสิ่งที่ได้เห็นในวันนี้ ช่างเกินกว่าความรู้ความเข้าใจที่มีอย่างสิ้นเชิง ไม่อาจเข้าใจได้
ทางด้านซูอี้เองก็เห็นร่างมายาเหล่านั้นเช่นกัน
พวกเขาคล้ายกับยืนอยู่ที่จุดสิ้นสุดของมิติและเวลาอันไกลโพ้น โดยมีคนหนึ่งที่ดูใหญ่โตมากกว่าผู้อื่นอยู่ด้านหน้า
และเมื่อได้เห็นร่างเหล่านั้น ชายหนุ่มก็รู้สึกได้ถึงความคุ้นเคย หลังจากนั้น เขาพลันนึกขึ้นได้
ในตอนแรก คราที่สืบหาการหายไปของเขาโอฬารยุทธ์ในทวีปกกพิสุทธิ์ พยากรณ์สวรรค์เคยขอให้พญาวิหคเผิงเทียนสลัวใช้ดวงตาแนวตั้งที่หว่างคิ้วของมัน เพื่อเสาะหาเบาะแส
ผลที่ได้ก็คือ พญาวิหคเผิงเทียนสลัวบังเอิญพบร่องรอยที่ถูกทิ้งไว้โดยทวยเทพ จนถึงขั้นประสบกับหายนะเพราะสิ่งนี้!
ในตอนนั้น พญาวิหคเผิงเทียนสลัวเคยกล่าวไว้ว่า มันได้เห็นทวยเทพบางตนกำลังยืนอยู่เหนือธารสายยาวแห่งยุคสมัย!
มีสตรีผู้หนึ่งขี่หลังหงส์เพลิง โอบล้อมด้วยทะเลเพลิงอันไร้สิ้นสุด
หนึ่งบุรุษยืนเหนือหมู่เมฆา สะท้อนดารานับร้อยล้านเบื้องหลัง
หลวงจีนร่างผอมมีสามเศียรหกกร เหยียบย่างเหนือทะเลโลหิตภูผาซากศพ ถือพุทธนครอันศักดิ์สิทธิ์กว้างใหญ่ไว้ในมือ
ชายในชุดคลุมนักพรตเต๋าซึ่งดูเหมือนชายหนุ่มนั่งอยู่บนดาบไม้ อีกผู้หนึ่ง เมื่อดวงตาของเขากวาดมองมา ก็เห็นปราณดาบอันไร้ขอบเขตเป็นประกายเหนือนภา
และตอนนี้ ซูอี้พยายามอย่างหนักที่จะดู แน่นอนว่าเขาค้นพบร่างลึกลับที่ปรากฏขึ้นภายในมหาภัยพิบัติ คล้ายกับคำอธิบายของพญาวิหคเผิงเทียนสลัวในอดีตยิ่งนัก
“เป็นทวยเทพเหล่านั้นที่ทำให้เขาโอฬารยุทธ์หายไปในยุคอวสานเซียนงั้นหรือ?”
“ทว่าเหตุใดพวกเขาถึงปรากฏตัวในมหาภัยพิบัติเคลื่อนขอบเขตของข้ากัน?”
“หรือว่าพวกเขาที่อยู่ในธารสายยาวแห่งยุคสมัยไร้ที่สิ้นสุดอันไกลโพ้น จะสังเกตเห็นมหาภัยพิบัติที่ข้ากำลังเผชิญในตอนนี้งั้นหรือ?”
ความคิดของซูอี้เปลี่ยนไปมา ความฉงนสงสัยก่อตัวขึ้นครั้งแล้วครั้งเล่า
ชายหนุ่มยังจำได้ว่า พญาวิหคเผิงเทียนสลัวเคยบอกไว้ ในบรรดาทวยเทพที่เคยพบมา ตัวตนที่น่าสะพรึงที่สุดคือผู้ที่ยืนอยู่ในความมืด ไม่อาจมองเห็นใบหน้าได้ชัดเจน ทว่ารอบกายเขารายล้อมด้วยอักขระกฎเกณฑ์นับไม่ถ้วนเยี่ยงวงแหวนศักดิ์สิทธิ์จากกฎสวรรค์คุ้มกันอยู่!
แต่ตอนนี้ เขามองไม่เห็น
อันที่จริง ตัวตนเหล่านั้นที่ปรากฏตัวขึ้นในมหาภัยพิบัติล้วนเป็นภาพมายาหาใช่ของจริงไม่ ราวกับพวกเขาอยู่ในจุดสิ้นสุดของมิติและเวลาอันไกลโพ้นไร้ที่สิ้นสุด ระบุตัวตนได้ยากยิ่งนัก
ดังนั้นเขาจึงไม่สามารถสรุปได้ว่า เทพตามคำบรรยายของพญาวิหคเผิงเทียนสลัวที่น่าสะพรึงที่สุด อยู่ในหมู่พวกเขาหรือไม่
แต่ก่อนที่ซูอี้จะทันได้กล่าวอันใด…
ตู้ม!
มีเสียงดังกึกก้องสะเทือนปฐพี
ราวกับเสียงฟ้าร้องอู้อี้ในช่วงเริ่มต้นของมหาภัยพิบัติ ดาบเก้าคุมขังที่กวาดเข้าไปในท้องนภาฟาดฟันลงมา
ตอนนี้ เมฆภัยพิบัติหนาแน่นที่เต็มไปด้วยข้อห้ามแตกสลายเป็นริ้ว!
ในช่วงเวลานี้เองที่ชายหนุ่มสังเกตเห็นว่า ในหมู่ภาพมายาลึกลับที่อยู่ในท้องนภา ใครบางคนขยับ!
เป็นชายในชุดคลุมนักพรตเต๋าที่ดูเหมือนชายหนุ่ม ด้วยดาบไม้ที่เท้าของเขา ข้ามผ่านมิติและเวลาไร้ที่สิ้นสุด ตรงมาที่นี่อย่างสุดกำลัง
ที่ใดที่เขาผ่าน ปราณดาบจะโหมกระหน่ำแล้วกระจายออกไป จนท้องนภาที่เต็มไปด้วยดวงดาวพังทลาย พลังแห่งมิติและเวลาแตกสลายเป็นเสี่ยง ๆ!
พลังอันน่าสะพรึงนั่น มันแก่กล้าจนแม้แต่ซูอี้ก็ไม่อาจเข้าใจได้
แต่ระหว่างมาได้ครึ่งทาง ภายในท้องนภาพลันมีพลังกฎเกณฑ์ลึกลับนับไม่ถ้วนปรากฏขึ้น ราวกับพลังผนังไร้ที่สิ้นสุด มาขวางกั้นตรงหน้านักพรตเต๋าผู้เหยียบอยู่บนดาบไม้
ตู้ม!
มหาภัยพิบัติแตกสลาย กลายเป็นน้ำตกแสงสว่างและสายฝนเทลงมา
ทิวทัศน์ทั้งหมดที่อยู่ในท้องนภากระจัดกระจายแล้วหายไป กลายเป็นความว่างเปล่าไร้ที่สิ้นสุด
แม้จะไม่อาจทราบได้ว่ามันคือภาพมายาหรือไม่ แต่ซูอี้ได้ยินเสียงถอนหายใจด้วยความไม่เต็มใจอย่างเลือนราง
ในเวลาเดียวกัน ดาบเก้าคุมขังกลับสู่ห้วงความนึกคิดของซูอี้
ทว่าชายหนุ่มกลับค่อนข้างกระสับกระส่าย เพราะสังเกตเห็นว่านักพรตเต๋าหนุ่มผู้นั้น… คล้ายว่าจะมาเยือนเพราะดาบเก้าคุมขัง!
เพื่อช่วงชิงดาบเก้าคุมขัง คนผู้นี้จึงไม่ลังเลที่จะฝ่าฝืนเพื่อต่อสู้กับกฎเกณฑ์แห่งสวรรค์!
หลังจากเหตุการณ์ครั้งนี้ ทำให้ซูอี้ตระหนักได้เช่นกันว่า บางทีทวยเทพน่าจะไม่สามารถมาเยือนแดนเซียนได้ แต่พวกเขารู้แน่ชัดว่าตัวซูอี้มาถึงแดนเซียนแล้วเป็นแน่!
นอกจากนี้ มหาภัยพิบัติต้องห้ามที่เกิดจากการทะลวงทุกครั้งในแดนเซียน ก็ดึงดูดความสนใจของทวยเทพมานานแล้ว
ซึ่งเห็นได้ชัดเจนอย่างยิ่งว่า เป็นดาบเก้าคุมขังที่กำลังช่วยเขาทาลายมหาภัยพิบัติต้องห้ามนี้ที่มิอาจคลี่คลายได้!!
หาไม่แล้ว เป็นไปไม่ได้เลยที่จะอธิบายว่าทำไมทุกครั้งที่เขาพิสูจน์เต๋าก้าวข้ามมหาภัยพิบัติในแดนเซียน ภาพมายาลึกลับเหล่านั้นถึงได้ปรากฏขึ้น
เห็นได้ชัดว่าอีกฝ่ายเล็งมาที่เขา!
ความจริงนี้ ทำให้ซูอี้อดที่จะขมวดคิ้วไม่ได้
หลังจากนั้น เขาพลันหัวเราะออกมา เผยสีหน้าเหยียดหยันขณะกล่าว “เจ้าพวกนั้นอดทนไม่ไหวแล้ว มันก็แค่มหาภัยพิบัติ แต่กลับไม่อาจทำใจสงบ และร้อนรนเสียอย่างนั้น”
ทวยเทพมีอันใดให้หวาดกลัวหรือ?
รอก่อนเถอะ ไม่ช้าก็เร็วเขาจะไปทำลายธารสายยาวแห่งยุคสมัยเพื่อดับชีวิตของอีกฝ่ายเอง!
วิ้ง~
เมฆแห่งภัยพิบัติที่แยกออกจากกันกลายเป็นน้ำตกแห่งแสงสว่างและสายฝน ปกคลุมร่างของซูอี้เอาไว้ข้างใน
หลังจากนั้น ทั่วร่างของเขาก็เกิดการเปลี่ยนจนทำให้ปฐพีสั่นสะเทือน!
“คะ…แค่ก้าวข้ามมหาภัยพิบัติพิสูจน์เต๋า…”
ราชันวิถีมังกรแดงยืนอยู่กับที่ด้วยความประหลาดใจ สีหน้าเต็มไปด้วยความไม่อยากเชื่อเล็กน้อย
หนึ่งดาบกวัดแกว่ง ทำลายมหาภัยพิบัติ!
ในความเป็นจริง ทุกสิ่งที่นางได้เห็นในวันนี้ไม่สามารถอธิบายด้วยสามัญสำนึกได้ มันประหลาดเกินไป น่าขนลุกเกินไป ผิดปกติเกินไป
ทำให้ทั่วร่างสั่นสะท้านเล็กน้อย
การเปลี่ยนแปลงของซูอี้กินเวลาหนึ่งวันหนึ่งคืน!
ส่วนจิตวิญญาณของเขา ผลการฝึก ร่างเต๋า รวมถึงความเชี่ยวชาญของกฎเกณฑ์วิถี ได้ก้าวทะยานสู่ขอบเขตอัศจรรย์ แตกต่างจากก่อนหน้านี้อย่างสิ้นเชิง
ขอบเขตอัศจรรย์คือ ขอบเขตที่สี่ของวิถีเซียน
ผู้ที่มาถึงจุดนี้ได้จะถูกเรียกว่ามหาเซียน แม้กระทั่งก่อนหน้ายุคอวสานเซียน ตัวตนนี้ก็นับได้ว่ายิ่งใหญ่ในแดนเซียนแล้ว!
มีเพียงมหาเซียนเท่านั้นที่สามารถควบคุมกฎเกณฑ์บงการแดนจักรวาลจิตเซียน และสร้าง ‘เขตแดนวิถี’ ขึ้น!
ในเขตแดนวิถีนี้ มีเพียงมหาเซียนที่จะเป็นผู้ชี้ชะตาผู้มีอำนาจทุกอย่างในมหาวิถี!
ขณะทำสมาธิเพื่อรับรู้ถึงการเปลี่ยนแปลงในวิถีของตัวเอง ซูอี้อดที่จะรู้สึกภาคภูมิใจไม่ได้
ทันทีที่เข้าสู่ขอบเขตอัศจรรย์ ก็จะกลายเป็นราชันในวิถีเซียน!
เพราะแม้จะขยับเคลื่อนขึ้นเพียงหนึ่งขอบเขต หากแต่มันก็นับว่าต่างราวฟ้ากับเหว! และหากมองดูทั่วหล้าแดนเซียน เห็นทีก็มีเพียงตัวตนขอบเขตอัศจรรย์อย่างมหาเซียนเท่านั้นที่ถูกนับเป็นเสาหลัก!
แน่นอนว่า ขอบเขตมหาเซียนที่เขาก้าวเข้าไปนั้น แตกต่างจากมหาเซียนผู้อื่น
ถึงอย่างไร ในช่วงขณะที่อยู่ขอบเขตศักดิ์สิทธิ์ ซูอี้ก็สามารถฆ่าราชันเซียน ปลิดชีพบรรพชนเซินซาง ตัวตนในขอบเขตมหาศาลจากสำนักเซียนหมื่นดาบ อีกทั้งยังสามารถเด็ดชีวิตของฉู่อวิ๋นเจี่ยผู้ต้องทนทุกข์จากหายนะเทพได้!
และตอนนี้ เขาก็กลายเป็นมหาเซียนแล้ว!!
การเปลี่ยนแปลงของขอบเขตทำให้ซูอี้กลายเป็นมหาเซียน และกำลังอำนาจที่เขาครอบครองนี้ มันก็มากพอที่จะทำให้แดนเซียน … ตกตะลึง!
“พอหันกลับไปดูชาติที่แล้ว ข้าในตอนนี้ได้มองเห็นเส้นทางที่ไม่เคยเห็นมาก่อนในขอบเขตมหาเซียน!”
‘ข้าเพียงไม่รู้ว่า ยามข้าในตอนนี้เผชิญหน้ากับยอดฝีมือระดับแกนรวมศูนย์อย่าง ‘ไป๋หลิ่ว’ อีกครา ด้วยการใช้พละกำลังของตนเพียงอย่างเดียว จะสามารถอีกฝ่ายฆ่าได้หรือไม่!’
ซูอี้ครุ่นคิด
ไป๋หลิ่ว ข้ารับใช้ที่อยู่ข้างกายบุตรแห่งสวรรค์ชิงเซียวและเป็นยอดฝีมือระดับแกนรวมศูนย์ ตอนที่เขาอยู่ในโลกเร้นลับคุนอู๋ อีกฝ่ายนับว่าเป็นภัยคุกคามใหญ่หลวงกับซูอี้นัก!
ตอนแรก เขาไม่ใช่คู่ต่อสู้ของอีกฝ่าย เหตุผลที่ทำไมถึงชนะได้ในท้ายที่สุด มีเพียงสองเหตุผลเท่านั้น
หนึ่งคือยามปะทะไป๋หลิ่ว อีกฝ่ายได้รับบาดเจ็บสาหัสมากก่อน ร่างกายครึ่งหนึ่งถูกระเบิดเป็นชิ้น ๆ
สองคือซูอี้ใช้ยันต์ลับสีดำนั่น!
แต่ตอนนี้ เขาไม่หวาดกลัวคู่ต่อสู้เช่นนั้นอีกแล้ว
สิ่งที่ยังไม่แน่ใจก็คือ หากเขาพยายามลงมืออย่างสุดความสามารถ จะสามารถเอาชนะคู่ต่อสู้เช่นนั้นได้หรือไม่!
ส่วนตัวตนในระดับมหายุทธ์…
ไม่ใช่ภัยคุกคามสำหรับซูอี้มากนัก
ด้วยเหตุนั้น จึงไม่ควรค่าที่ชายหนุ่มจะต้องหวาดกลัวและสนใจอีกต่อไป!
แน่นอนว่า ทุกสิ่งย่อมแตกต่างออกไปเมื่อพบเจอผู้เก่งกล้าสามารถ ด้วยแม้จะเป็นระดับมหายุทธ์เท่ากัน หากแต่แดนเซียนนี้ก็ไม่เคยขาดแคลนตัวตนไร้เทียมทานที่สามารถขัดขืนสวรรค์ได้
เหมือนกับบุตรและบุตรีแห่งสวรรค์เหล่านั้นผู้มายังแดนเซียน แม้การฝึกฝนจะถูกสะกดให้อยู่ในระดับมหายุทธ์ซูอี้ก็ไม่ควรประมาทอยู่ดี
ต่อมา เขาก็ไม่คิดอีกต่อไป จากนั้นก็หยิบไข่มุกหลอมวิถีออกมา แล้วเริ่มทำสมาธิเพื่อเสริมสร้างวิถีของตน
พลังที่บรรจุอยู่ภายใน ทั้งบริสุทธิ์และเข้มข้นยิ่ง ซึ่งนับเป็นสิ่งสำคัญสำหรับการสร้างรากฐานของมหาเซียน และให้ผลอันน่าเหลือเชื่อนนัก
พูดง่าย ๆ ก็คือ เพียงหลอมไข่มุกนี้ ก็สามารถทำให้มหาเซียนผู้หนึ่งสร้างรากฐานอันเลิศล้ำขึ้นมาในโลกหล้า!
แต่เห็นได้ชัดว่าซูอี้ต่างออกไป
ร่างกายของเขาเหมือนดั่งหลุมลึกไร้ก้น พลังที่สั่งสมในไข่มุกหลอมวิถีหนึ่งเม็ดย่อมไม่เพียงพอ ในเวลาเพียงครึ่งชั่วยามชายหนุ่มก็จำต้องหลอมไปถึงสี่เม็ด ทว่ามันกลับยังไม่มีทีท่าว่าจะเพียงพอ!
‘ใต้เท้าจอมราชันพิสูจน์เต๋าได้อย่างง่ายดาย ไม่รู้เลยว่าเมื่อไรข้าจะสามารถก้าวเข้าสู่ธรณีประตูของขอบเขตมหาศาลได้…’
ราชันวิถีมังกรแดงลอบกล่าวออกมา
นางเคยสัมผัสธรณีประตูของขอบเขตมหาศาลแล้ว แต่ถ้าอยากก้าวเข้าไปจริง ๆ คงไม่สามารถทำได้ในเร็ววันนี้
เพราะขอบเขตมหาศาลคือขอบเขตในตำนาน และคำที่ใช้อธิบายถึงมันก็คือ ‘ยากเกินไป!’
ทันใดนั้น เส้นด้ายสีโลหิตที่บางราวกับเส้นขนวัวก็ปรากฏขึ้นจากอากาศธาตุ ตกลงบนแขนเสื้อของหญิงสาวอย่างเงียบงัน
จากนั้น เส้นด้ายสีโลหิตนี้ก็คืบคลานไปตามแขนเสื้อ
ตั้งแต่ต้นจนจบ ราชันวิถีมังกรแดงผู้ตกอยู่ในห้วงความคิดไม่แม้แต่จะตระหนักถึงมันได้
จนกระทั่งเส้นด้ายนี้ไปถึงหลังคอที่ขาวราวกับหิมะ เส้นด้ายจึงพลันตั้งขึ้น มือโลหิตขนาดใหญ่ก่อตัวขึ้นจากด้านบนอย่างเงียบงัน คว้าเข้าที่คอของนางอย่างแรง
ไวเกินไป!
เมื่อราชันวิถีมังกรแดงสังเกตเห็น มันก็สายเกินกว่าจะหลบแล้ว
ชิ้ง!
ในช่วงเวลาที่อันตรายยิ่งนี้ แสงวาบจากปราณดาบพลันปรากฏขึ้น
มือโลหิตขนาดใหญ่ถูกฟันขาดทันที
ก่อนหญิงสาวจะทันได้ตอบสนอง มือขนาดใหญ่นั่นที่ตกลงมาพลันรวมตัวเป็นปากโลหิตที่สูงราวสิบจั้ง ก่อนกลืนกินไปทางนางอย่างบ้าคลั่ง
แต่ดาบเล่มหนึ่งข้ามผ่านท้องนภา ราวกับสายฟ้าเฉียบคมไร้ใครเทียบ พุ่งเข้าไปในปากโลหิตอย่างรุนแรง
ปัง!!
ปากโลหิตแตกออกเป็นชิ้น ๆ กลายเป็นขี้เถ้าลอยในท้องนภา
ส่วนมือขนาดใหญ่คว้าไหล่ของราชันวิถีมังกรแดงเอาไว้ พานางไปสู่ความว่างเปล่าไกลออกไป
“จำไว้ อย่าหันหลัง!”
เป็นซูอี้นั่นเอง!
มีประกายแสงตรงหว่างคิ้วของเขา ขณะกำลังใช้พฤกษาหมื่นภูมิเคลื่อนกาย พุ่งไปทางซากปรักหักพัง!
ขณะนั้นราชันวิถีมังกรแดงหวาดหวั่น ชุ่มโชกไปด้วยเหงื่อเย็น หลังจากนั้นจึงตระหนักได้ว่านางถูกดึงกลับมาจากความตายโดยใต้เท้าจอมราชันเมื่อครู่!
ทว่านางยังคงไม่เข้าใจว่า เมื่อครู่มันเกิดอันใดขึ้น
เหตุใด…สิ่งนั้นจึงเพ่งเล็งมาที่นาง?
แล้วที่เขากล่าวว่าอย่าหันหลังนั่นอีก?
หรือมีบางสิ่งผิดปกติกับสถานที่ต้องห้ามลึกลับไร้นามอยู่ภายในซากโบราณบรรพสังขารแห่งนี้กัน?