บันทึกตำนานราชันอหังการ [ 剑道第一仙 ] - ตอนที่ 1806-1810
ตอนที่ 1,806: เรือลอยฟ้าอันน่าเคลือบแคลง
สองร่างนั้นเป็นหนึ่งบุรุษหนึ่งสตรี
ฝ่ายสตรีสวมชุดผ้าลินินที่เรียบง่ายและไร้เครื่องประดับ ทว่านางกลับดูงามล้ำแลสูงส่ง โดยเฉพาะขาเรียวตรงดุจหยก ซึ่งทำให้นางยิ่งดูงามสง่า
ฝ่ายบุรุษนั้นมีรูปร่างสูงใหญ่ ที่เอวเหน็บมีดยาว สีหน้าเย็นชาแข็งกร้าว
นั่นก็คือ บุตรีแห่งสวรรค์ซีหนิงกับผู้ติดตามของนาง ‘ฝานจุย’
เมื่อเห็นซูอี้ยืนอยู่บนเรือท้องแบนที่อยู่ห่างออกไป ซีหนิงก็ดูโล่งใจขึ้นมากอย่างเห็นได้ชัด
ชายหนุ่มกล่าวอย่างประหลาดใจ “ไฉนพวกเจ้าจึงมาที่นี่กัน?”
ฝานจุยตอบด้วยน้ำเสียงลุ่มลึก “คุณหนูของข้ากังวลเกี่ยวกับความปลอดภัยของเจ้า นางเพิ่งพ้นอันตรายมาได้ จึงรีบรุดมาโดยเร็วที่สุด”
ซูอี้เข้าใจทันที
ไม่ต้องสงสัยเลยว่าซีหนิงสัมผัสได้แล้วว่าฉินเจี้ยนซูน่าจะทำบางอย่างกับเขา จึงรีบมายังเขตทะเลวังวนโลหิต
ทว่าพวกนางมาช้าไป
“สหายเต๋าได้พบฉินเจี้ยนซูหรือไม่?”
หญิงสาวอดถามมิได้
เขาพยักหน้าและเล่าถึงศึกซึ่งเกิดขึ้นเมื่อวันก่อนโดยสังเขป
หลังจากฟังจบ คิ้วงามของซีหนิงก็เลิกขึ้นเล็กน้อย คู่เนตรวูบไหวอย่างน่าประหลาด
ฝานจุยตกตะลึง “เจ้า… ฆ่าบ่าวเฒ่าข้างกายฉินเจี้ยนซู ‘เสวี่ยคุ่ยอิ๋น’ ได้หรือ? เป็นไปได้เช่นไร นางเป็นยอดฝีมือในระดับแกนรวมศูนย์เชียวนะ…”
ซูอี้คร้านเกินกว่าจะอธิบายรายละเอียด จึงกล่าวเพียงว่า “นางประสบกับหายนะเทพ”
ฝานจุยกล่าวอย่างตกใจว่า “แล้วฉินเจี้ยนซูก็ทำเพียงมองเนี่ยนะ? คนผู้นั้นเป็นผู้ฝึกตนถึงระดับสุดลึกล้ำขั้นสมบูรณ์ มีไพ่ตายสมบัติลับสารพัด ไฉน…”
โดยไม่รีรอให้เขาพูดจบ ซีหนิงก็กล่าวขัดเสียงเย็น “เรื่องธรรมดามิใช่หรือ ฉินเจี้ยนซูมิกล้าเผยอำนาจแท้จริงเพื่อได้ขึ้นเป็นเทพในภายหน้าไง”
ธรรมดา?
ก็แย่แล้ว!
ฝานจุยรู้ดีว่าแม้จะไม่เผยอำนาจเต็มที่ แต่ความแข็งแกร่งของฉินเจี้ยนซูกับเสวี่ยคุ่ยอิ๋นล้วนสามารถสังหารตัวตนระดับมหายุทธ์ได้อย่างง่ายดาย
หลี่เสวียนจวินผู้นี้ อย่างมากก็แค่มหาเซียนผู้หนึ่ง จะเอาสิ่งใดไปสู้กับพวกเขาได้?
เรื่องนี้ต้องมีเงื่อนงำอยู่แน่นอน!
ทว่าเขาก็มิได้กล่าวอันใด
ในเมื่อเขามองออก แล้วคุณหนูหรือจะไม่เข้าใจ?
ทว่าคุณหนูกลับไม่เอ่ยอันใด ซ้ำยังมีเจตนาปกป้องหลี่เสวียนจวินผู้นี้ ทำให้ฝานจุยตระหนักว่าการพูดมากไปรังแต่จะทำให้นางหงุดหงิดเสียเปล่า ๆ
ทว่าในใจเขากลับลอบระแวงอีกฝ่ายขึ้นมาแล้ว
ชายหนุ่มผู้สามารถฆ่าเสวี่ยคุ่ยอิ๋นได้ หากมีเจตนาแอบแฝงต่อเขาและคุณหนู ความอันตรายก็สูงลิบ!
“ในเมื่อสหายเต๋าไม่มีบาดแผลอันใด เราไปเกาะขอนวิเวกกันเลยดีหรือไม่?”
ซีหนิงเอ่ยถามเสียงเบา
“นั่นแหละสิ่งที่ข้าจะทำ”
ซูอี้กล่าวพร้อมกับแย้มยิ้ม “หากมิถือสา จะขึ้นเรือมากับข้าก็ได้นะ”
หญิงสาวพยักหน้า “เช่นนั้นข้าก็มิเกรงใจแล้ว”
แล้วทั้งสามคนก็ขึ้นเรือและลอยจากไปทันที
ระหว่างทาง ซีหนิงนั่งที่ท้ายเรือ เรือนผมพลิ้วสยาย เพียงนั่งเฉย ๆ ก็ให้บรรยากาศราวนางเซียนผู้ไร้มลทินและงดงามตระการตา
ซูอี้เองก็นั่งอยู่ที่นั่น หนึ่งมือถือไหสุรา เอนร่างพิงขอบเรือ แลดูผ่อนคลายสบายใจ
สิ่งนี้ทำให้ฝานจุยผู้กำลังขับเรืออยู่หงุดหงิดไปชั่วขณะ เจ้าเด็กนี่มองว่าเขากลายเป็นคนขับเรือไปแล้วชัด ๆ! ความเกรงใจหามีไม่!
ทว่าเขาก็ทำได้เพียงบ่นในใจ
ทันใดนั้น ซีหนิงก็กล่าวว่า “ราวเจ็ดวันก่อน ข้าได้เห็นเรือสมบัติลำหนึ่งใกล้ ๆ ‘เกาะพันอสูร’ ซึ่งคล้ายกับเรือลอยฟ้าในข่าวลือมากเลยนะ”
ซูอี้ประหลาดใจ “จริงหรือ?”
ซีหนิงตวัดนิ้วขึ้นไปบนอากาศ
ทันใดนั้น ภาพหนึ่งก็ปรากฏขึ้น
เป็นภาพทะเลอันวังเวง เมฆาดำหนาทึบ และเรือที่มีความยาวราวหนึ่งจั้งสีดำลำหนึ่งก็ปรากฏขึ้นท่ามกลางทะเลใต้เมฆาดำคล้ำ
เรือลำนั้นปกคลุมด้วยปราณฮุ่นตุ้นอันเกินเข้าใจ ดูเลือนรางเสียจนไม่อาจเห็นรายละเอียดของเรือได้
ทว่าซูอี้เห็นได้ราง ๆ ว่ามีร่างหนึ่งนั่งอยู่บนเรือลำนั้น!
ทว่าร่างนั้นถูกปกคลุมด้วยปราณฮุ่นตุ้นตั้งแต่หัวจรดเท้า พอเห็นเค้าโครงเล็กน้อย ทำให้ไม่อาจตัดสินได้ว่าเป็นคนหรือไม่
น้ำเสียงอันไพเราะเยี่ยงลำนำสวรรค์ของซีหนิงขับขาน “ยามนั้นข้าได้เห็นมันเพียงชั่วครู่ แล้วเรือน้อยลำนั้นก็หายไปในทะเลที่อยู่ใกล้กับเกาะพันอสูร ข้าออกสืบเสาะไปทั่วแต่ก็มิพบร่องรอย”
ฝานจุยกล่าวเสริมขึ้นมาว่า “ด้วยอำนาจและเคล็ดวิชาของคุณหนู ต่อให้ตัวตนระดับสุดลึกล้ำคิดจะหนีไปต่อหน้านาง นางก็จะสามารถพบร่องรอยเบาะแสแน่นอน ทว่าเรือน้อยลำนั้นกลับหายไปอย่างไร้เบาะแส แสดงให้เห็นว่าสมบัติชิ้นนี้ทรงพลังเพียงใด”
ซูอี้พยักหน้า “สหายเต๋าเห็นหรือไม่ว่าเรือน้อยลำนั้นมีความพิเศษอย่างไร?”
หญิงสาวครุ่นคิดและกล่าวว่า “ปราณของมันพิเศษยิ่ง ยามข้าเห็นมันจากไกล ๆ ก็รู้สึกประหลาดในใจอย่างบอกไม่ถูก ราวกับเป็นความมุ่งร้าย”
“มุ่งร้าย?”
ซูอี้ผงะ
“ใช่ มันแปลกนะ” คิ้วงามของซีหนิงขมวดเล็กน้อย “ข้ากระทั่งรู้สึกว่าเรือนั่นเหมือนจะมองทะลุตัวตนของข้าได้”
ซูอี้ “…”
เรื่องนี้ลึกลับยิ่ง
เขาถามต่อว่า “เจ้าบอกได้หรือไม่ว่ามีผู้ใดอยู่บนเรือลำนั้น?”
สายตาของซีหนิงดูแปลกพิกล “เจ้าเห็นคนเช่นนั้นหรือ แต่ยามข้าเห็นเรือลำนั้น ข้ากลับจับสังเกตผู้ใดมิได้เลย”
ว่าแล้ว นางก็ชี้ไปที่ภาพ “ภาพนี้ข้าใช้สมบัติลับชิ้นหนึ่งเก็บมาได้ ข้าเองก็ประหลาดใจเช่นกันเมื่อเห็นว่ามีบางสิ่งอยู่บนเรือลำนั้น”
ซูอี้เลิกคิ้ว
เรือน้อยลำหนึ่งแผ่ปราณฮุ่นตุ้นหนาแน่น มิเพียงหลบลี้การไล่ตามของซีหนิงได้ กระทั่งบุคคลบนเรือยังดูเหมือนจะซ่อนจากสายตาของนางได้อีกด้วย!
สัญญาณผิดปกติเหล่านี้เพียงพอแสดงชัดว่าเรือลำนี้หาธรรมดามิได้
‘หากเช่นนั้น เรือลำนี้ก็อาจจะเป็นเรือลอยฟ้าจริง ๆ…’
ซูอี้ครุ่นคิดพลางลูบคาง
ครึ่งปีก่อน เรือลอยฟ้าปรากฏขึ้นในเขตทะเลวังวนโลหิต และเจ็ดวันก่อน เรือลอยฟ้าก็ปรากฏขึ้นใกล้ ๆ กับเกาะพันอสูร มันกำลังทำอันใดอยู่?
“หลังกลับจากซากปรักหักพังวังมังกร ข้าจะออกเดินทางรอบ ๆ ทะเลบูรพาดูว่าจะได้พบมันหรือไม่”
ชายหนุ่มตัดสินใจ
เขาจิบสุราและถามขึ้น “ก่อนหน้านี้ ข้าได้ยินฉินเจี้ยนซูบอกว่าสถานการณ์ของพวกเจ้าย่ำแย่ ถึงขั้นอาจจะประสบอุบัติเหตุ เป็นเรื่องจริงหรือ?”
ซีหนิงส่ายหน้าปฏิเสธ “อย่าสนใจเลย ปัญหาเล็กน้อยเอง”
ทว่าใบหน้าของฝานจุยกลับแฝงความกังวล “คุณหนู ผู้น้อยทราบว่าท่านไม่อยากให้สหายเต๋าหลี่เข้ามาพัวพันกับเรื่องนี้ แต่การเดินทางสู่ซากวังมังกรในครั้งนี้ สหายเต๋าหลี่ก็จะร่วมมือกับเรา ข้าว่าเขาควรจะได้รับรู้ด้วยนะขอรับ”
ซีหนิงพลันเงียบไป
ซูอี้ตระหนักแล้วว่าอีกฝ่ายน่าจะประสบปัญหาอยู่จริง ๆ!
“บอกมาเถอะ บางทีข้าอาจช่วยเจ้าได้”
เขาหันกล่าวกับซีหนิง
“ให้ข้าพูดเถอะ”
ฝานจุยกล่าว “บอกไว้ก่อนว่าเรื่องต่อจากนี้มิน่าพิสมัย หลังฟังจบแล้ว เจ้าค่อยตัดสินใจก็ได้ว่าจะร่วมมือกับเราหรือไม่ แน่นอนว่าต่อให้เจ้ากลัวการเข้าไปพัวพันกับปัญหาและเลือกที่จะแยกทาง เราจะไม่ทำให้เจ้าต้องลำบาก”
ซูอี้แย้มยิ้ม เพราะเขาหาหวาดกลัวไม่!
“ว่ามาเถอะ” ชายหนุ่มว่า
ผู้ติดตามหนุ่มเหลือบมองคนข้างกาย และเมื่อเห็นว่าอีกฝ่ายมิได้หยุดเขา จึงกล่าวขึ้นว่า “ต้นเหตุของเรื่องนี้ง่ายมาก หนึ่งในศัตรูคู่อาฆาตของคุณหนูก็จะเข้าร่วมในปฏิบัติการบุกซากวังมังกรครั้งนี้ด้วย”
ศัตรูคู่อาฆาต?
ซูอี้ครุ่นคิด “คนผู้นี้แข็งแกร่งมากหรือ?”
สีหน้าของฝานจุยตึงเครียดขึ้น “เจ้าเป็นคนจากแดนเซียน ย่อมไม่เข้าใจเรื่องภายในโลกแห่งเทพหรอก ข้าบอกเจ้าได้เพียงว่าในหมู่บุตรแห่งเทพที่มาในแดนเซียนหนนี้ คนผู้นี้กล่าวได้ว่า ‘ไร้เทียมทาน’!”
“เมื่อนานมาแล้ว คนผู้นี้มีโอกาสในการบรรลุเป็นเทพ แต่กลับมิชอบคุณภาพที่ธรรมดาของกฎแห่งยุคสมัย จึงเลือกที่จะสละสิทธิ์”
“ในโลกแห่งเทพ ความแข็งแกร่งในระดับสุดลึกล้ำของคนผู้นี้กล่าวได้ว่าอยู่ในระดับสูงสุด เปล่งประกายเฉิดฉายใน ‘ศึกวิถีสุดลึกล้ำ’ หนที่เก้า เป็นที่สนใจของทวยเทพมากมาย”
กล่าวถึงตรงนี้ สีหน้าของฝานจุยก็เครียดขึง เห็นได้ว่าเขาครั่นคร้ามบุตรแห่งสวรรค์ผู้ไร้เทียมทานคนนี้นัก
ซูอี้กล่าวอย่างสนใจ “เขาคือใครหรือ?”
ชายหนุ่มสูดหายใจเข้าลึก ๆ และกล่าวว่า “เขาคือทายาทขององค์เทพชิงตี้ เชื้อสายตระกูลชิงโบราณในโลกแห่งเทพ ชิงเซียว!”
พรวด!
สุราที่ซูอี้เพิ่งจิบถูกพ่นพรวดออกมาทันที สีหน้าของเขาดูตกตะลึงพรึงเพริด
นึกอยู่ว่าใคร ที่แท้ก็เป็นเจ้าคนที่ฝืนปรากฏตัวในแดนเซียนแห่งโลกเร้นลับคุนอู๋เองหรือ?
ซูอี้ยังจำได้อย่างแม่นยำว่า ยามเผชิญหน้ากับชิงเซียว เขาก็สังหารได้เพียงแค่ไป๋หลิ่วผู้เป็นข้ารับใช้ข้างกาย และชิงเซียวก็ทำได้เพียงสะกดกลั้นไม่ยอมเผยอำนาจที่แท้จริงยามต่อสู้กัน
ชั่วขณะนั้น เขากระทั่งสงสัยว่าชิงเซียวที่ฝานจุยเอ่ยถึงกับชิงเซียวที่เขาพบเป็นคนคนเดียวกันจริงหรือ?
คนเช่นนี้คู่ควรกับคำว่า ‘ไร้เทียมทาน’ แน่หรือ?
ทั้งยังเคยเจิดจรัสเฉิดฉายใน ‘ศึกวิถีสุดลึกล้ำ’ ด้วย?
“สหายเต๋าหลี่ เกิดอันใดขึ้นหรือ?” ฝานจุยขมวดคิ้ว เขาพูดอยู่แท้ ๆ แต่เจ้าคนผู้นี้กลับพ่นสุราออกมาเต็มปาก ช่าง… มิสุภาพเอาเสียเลย!
“มิเป็นอันใดหรอก”
ชายหนุ่มโบกมือ “เล่าต่อเถิด”
ทว่าฝานจุยกลับหมดความสนใจที่จะเล่าต่อแล้ว จึงพูดว่า “แค่เจ้าจำไว้ก็พอว่าคนผู้นี้กับคุณหนูของข้าเป็นศัตรูคู่อาฆาตกัน ในปฏิบัติการบุกซากวังมังกรนี้ คนผู้นั้นเกณฑ์กำลังจากแดนเซียนมากลุ่มหนึ่ง ทรงพลังอย่างยิ่ง บุตรแห่งสวรรค์จินจู๋หลิวกับบุตรีแห่งสวรรค์ชิงอู่ก็ร่วมมือกับเขาอยู่”
ซูอี้พยักหน้า
ไม่น่าเล่า ฝานจุยจึงดูหวาดกลัวนัก หากชิงเซียวกับกลุ่มบุตรแห่งสวรรค์เหล่านี้ร่วมมือกัน ก็มิอาจประเมินฝีมือต่ำไปได้จริง ๆ
“หากเจ้ากลัว ก็จะแสดงจุดยืนมิเข้าพัวพันยามนี้ได้นะ”
สายตาที่จ้องมองซูอี้ของฝานจุยคมกริบดุจอสนีบาต “คุณหนูของข้าจะมิโทษเจ้า ข้าก็จะมิว่าอันใดเช่นกัน”
ซูอี้ขมวดคิ้วก่อนจะสอบถามอีกเล็กน้อย “เหตุใดเจ้าต้องคิดว่าข้าจะต้องกลัวด้วย?”
ฝานจุยพูดไม่ออกไปชั่วขณะ
ภายในแดนเซียนทุกวันนี้ เมื่อได้ยินว่าจะต้องไปเผชิญหน้ากับชิงเซียวและบุตรแห่งสวรรค์ทั้งหลาย จะมีผู้ไม่รู้สึกหวาดกลัวในใจได้หรือ?
ซีหนิงซึ่งเงียบมาตลอดกล่าวขึ้นอย่างเคร่งขรึม “ฝานจุยไร้เจตนาร้าย หวังว่าสหายเต๋าจะมิถือสา”
ชายหนุ่มกล่าวขึ้น “ดูสิ เราทั้งหลายลงเรือลำเดียวกันแล้วนะ เหมือนคำกล่าวที่ว่า ‘ลงเรือลำเดียวกัน บากบั่นฝ่าฟันมรสุมร่วมกัน’ เลย”
ซีหนิงนิ่งไป ดวงตาเย็นชาของนางอ่อนโยนลง “ทำเช่นนี้มีแต่จะเป็นปัญหาแก่เจ้า คุ้มค่าแล้วหรือ?”
ชายหนุ่มกล่าวพร้อมกับยิ้มบาง “เหตุใดเรื่องราวในโลกหล้าจึงต้องหยั่งความคุ้มค่าทั้งหมดด้วย? อย่าห่วงเลย ปัญหาในสายตาพวกเจ้า ในความคิดข้า มันมิใช่ภัยคุกคามมากนักหรอก!”
ซีหนิงผงะไป คู่เนตรชวนฝันกระจ่างเยี่ยงน้ำใสกระเพื่อมไหวที่ก้นนที
ฝานจุยเองก็อดมิได้ที่จะมองซูอี้ในมุมมองใหม่
ตอนที่ 1,807: กระทำการยอดเยี่ยมจริง ๆ
เกาะขอนวิเวก
เกาะใหญ่อันอยู่ ณ ส่วนลึกแห่งทะเลบูรพา
คลื่นคลั่งสาดซัดมาไกล ๆ กระทบสาดฟองเยี่ยงน้ำตกลงบนแนวโขดหิน เกิดเสียงสะเทือนเลื่อนลั่นเยี่ยงสายฟ้า
บนเกาะมีผู้คนมากมายมารอแล้ว
พวกเขาแยกกันเป็นกลุ่ม ๆ ตามฝ่ายของตน กระจายอยู่ทั่วเกาะ
ผู้ทรงอำนาจระดับมหาเซียนมากมายจากขุมกำลังยักษ์ใหญ่อย่างวังเซียนฟ้ามรกตแห่งทะเลบูรพา บรรพตลอยฟ้าและศาลาเซียนเผิงไหลก็รวมอยู่ที่นี่
นอกจากนั้นยังมีผู้อาวุโสจากชนเผ่าโบราณในทะเลบูรพาอย่างเผ่าวิญญาณกระทิงขุยหนิว เผ่าภูตปาเสอรวมอยู่ ผู้ฝึกตนซึ่งอ่อนแอที่สุดล้วนเป็นมหาเซียนขอบเขตอัศจรรย์ขั้นต้น
คงมิใช่เรื่องเกินจริงหากสุ่มเลือกคนที่นี่มาสักคน แล้วเป็นผู้แข็งแกร่งทรงอำนาจ สะเทือนทั่วทะเลบูรพานี้ได้ทั้งสิ้น
ทว่ายามนี้ ยอดฝีมือทั้งหลายต่างกลบปราณเร้นคม ดูแสนสุภาพไร้ตัวตนอย่างยิ่ง
เพราะจุดสนใจสูงสุดคือเหล่าบุตรและบุตรีแห่งสวรรค์จากโลกแห่งเทพ!
บุตรแห่งสวรรค์ชิงเซียว จินจู๋หลิว กงหยางอวี่และคนอื่น ๆ ต่างห้อมล้อมด้วยมหาเซียนจากบรรพตลอยฟ้า ศาลาเซียนเผิงไหล วังเซียนฟ้ามรกตและขุมกำลังใหญ่อื่น ๆ
ดุจหมู่ดาราล้อมจันทร์ บุตรแห่งสวรรค์ทั้งหลายดูเฉิดฉายไม่ธรรมดายิ่งกว่ากัน
อันที่จริง ฐานะของบุตรและบุตรีแห่งสวรรค์เหล่านี้มิใช่ความลับอีกต่อไป เป็นที่รู้โดยทั่วกันในหมู่ตัวตนอาวุโสจากขุมกำลังใหญ่ทั่วทะเลบูรพา
ความลับเช่นนี้ย่อมซุกซ่อนมิได้…
เหตุผลนั้นง่ายมาก เพราะเมื่อบุตรและบุตรีแห่งสวรรค์เหล่านี้ปรากฏกายยังแดนเซียน พวกเขาล้วนมีขุมกำลังใหญ่เป็นผู้อัญเชิญ
แม้จะปิดข่าวได้ ก็มิอาจเลี่ยงหลบสายตาเหล่าผู้ทรงอำนาจซึ่งรู้สถานการณ์ภายในได้
……
ยอดฝีมือระดับมหายุทธ์ ‘จิ่งเฉิง’ และมหาเซียน ‘จิ่งหงอวี่’ จากเผ่าภูตวาฬยักษ์ก็รวมอยู่ในหมู่พวกเขำ
“ผู้อาวุโสสูงสุด เตรียมการฝั่งนั้นพร้อมแล้วหรือขอรับ?”
จิ่งหงอวี่กล่าวเสียงต่ำอย่างเคร่งขรึม
หนนี้ นอกจากตัวตนสูงสุดจากขุมกำลังใหญ่ทั่วทะเลบูรพา ยังมีขุมกำลังทรงพลังจากทั่วแดนเซียนเข้าร่วมด้วยเช่นกัน!
ทว่าเมื่อเข้าสู่ซากวังมังกร ขุมกำลังฝั่งทะเลบูรพาและยักษ์ใหญ่ในแดนเซียนเหล่านั้นจะแยกกันลงมือ
ยามนี้ จิ่งเฉิงและจิ่งหงอวี่รับหน้าที่พายอดฝีมือจากขุมกำลังใหญ่ในทะเลบูรพาไปยังซากวังมังกร
จิ่งเฉิงว่า “อย่าห่วงเลย”
เขามิได้อธิบายใด ๆ
ผู้คนตายเพราะทรัพย์ นกตายเพราะอาหาร ตลอดกาลนานมาไม่เพียงปุถุชนในโลกหล้า ผู้ฝึกตนเย้ยสวรรค์เองก็มีมิใช่หรือ?
โอกาสนี้ ณ ซากวังมังกรนั้นดึงดูดใจผู้คนมากมาย เรียกสายตาอันโลภมากหลายต่อหลายคู่ และเมื่อไปถึงซากวังมังกรโดยแท้จริง พวกเขาก็ล้วนมีชะตาต้องเผชิญหายนะนองเลือดเกินคาดเดา
จิ่งเฉิงรู้เรื่องนี้ดี
เขายังแน่ใจด้วยว่าฝ่ายอื่น ๆ ก็เข้าใจดีเช่นกัน
ทว่า…… ไร้ผู้ใดยอมถอย
นี่คือศึกชิงโอกาส ชี้วัดชะตา
ในฐานะผู้ริเริ่มปฏิบัติการนี้ เผ่าภูตวาฬยักษ์วางแผนล่วงหน้า ตระเตรียมการสารพัดไว้เนิ่นนาน และมั่นใจว่าพวกตนจะไม่กลายเป็นลูกไล่ในศึกชิงโอกาสนี้!
“สหายเต๋าจิ่งเฉิง เราต้องรอนานเพียงไรจึงออกเดินทาง?”
ไกลออกไป คนผู้หนึ่งเอ่ยถาม
รีบร้อนอยากไปตายเพียงนั้นเชียวหรือ?
จิ่งเฉิงลอบยิ้มขณะกล่าวอย่างนุ่มนวล “ยามนี้ มีเพียงซีหนิงและสหายเต๋าหลี่เสวียนจวินที่ยังมาไม่ถึง เมื่อพวกเขามาสมทบ เราจะออกเดินทางกัน”
……
ขณะเดียวกัน ชิงเซียว จินจู๋หลิว กงหยางอวี่ บุตรและบุตรตรีแห่งสวรรค์ทั้งหลายต่างประชุมหารือกัน
“หลังเข้าถึงซากวังมังกร ควบคุมจิ่งเฉิงและจิ่งหงอวี่ก่อน”
ชิงเซียวไพล่มือไว้เบื้องหลัง ดวงตากวาดมองทุกคนอย่างเยือกเย็นและกล่าวว่า “ทำเช่นนี้ ต่อให้พวกเขาจะมีเจตนาแฝง พวกเขาก็ยังต้องร่วมมือกับเราแต่โดยดี”
คนอื่น ๆ ล้วนพยักหน้า
เผ่าภูตวาฬยักษ์เข้าไปสำรวจโอกาสในซากวังมังกรหลายต่อหลายหน และยังเป็นผู้รู้สถานการณ์ภายในซากวังมังกรดีที่สุด
หากอีกฝ่ายมีแผนร้ายระหว่างปฏิบัติการนี้ขึ้นมา ปัญหาจะยุ่งยากจริงแท้
นอกจากนั้น หากสามารถควบคุมคนทั้งสองนี้ได้ก่อน มันจะเป็นผลดีต่อการกระทำต่อจากนั้น อย่างน้อยพวกเขาก็จะได้โอกาสยามแย่งชิงกับผู้อื่นบ้าง!
“เรื่องนี้ให้พี่จินจัดการ เจ้าคิดว่าอย่างไร?”
ชิงเซียวกล่าวกับจินจู๋หลิว
“เรื่องเล็กน้อย” จินจู๋หลิวตอบตกลงด้วยรอยยิ้ม
ชิงเซียวเข้าประเด็นที่สองทันที “นอกจากนั้น เรายังต้องควบคุมตัวตนที่มีนามว่าหลี่เสวียนจวินให้ได้ คนผู้นี้คือบุคคลเดียวที่เข้าใจอักขระลับวังมังกร มีเขาอยู่ก็จะช่วยเราแก้ปริศนาวังมังกรได้มากมาย”
กงหยางอวี่ขมวดคิ้ว “คนผู้นี้เป็นบริวารของซีหนิง การกำราบคงทำได้มิง่าย”
เขาแอบเหลือบไปทางฉินเจี้ยนซูผู้เงียบมาตลอดโดยมิตั้งใจ!
ไม่กี่วันก่อน บุตรแห่งสวรรค์เหล่านี้ร่วมมือกับชิงเซียวเข้าปราบซีหนิงเพื่อเปิดโอกาสให้ฉินเจี้ยนซูไปจับตัวคนชื่อหลี่เสวียนจวิน ณ เขตทะเลวังวนโลหิต
แต่ใครเล่าจะคาดคิดว่าฉินเจี้ยนซูจะเป็นฝ่ายพ่ายแพ้
กระทั่งบ่าวเฒ่าเสวี่ยคุ่ยอิ๋นยังตกตายอย่างอนาถโดยหายนะเทพ ผลลัพธ์นี้ทำให้ทุกคนรู้สึกมิพอใจเล็กน้อย
แต่พวกเขาก็ล้วนเห็นชัดว่าฉินเจี้ยนซูเองก็เจ็บหนัก และหลังกลับมาจากเขตทะเลวังวนโลหิต เขาก็เงียบวจีหดหู่มาตลอด
พวกเขาเองก็เคยไถ่ถามสถานการณ์กับฉินเจี้ยนซู
ทว่าฉินเจี้ยนซูไม่ได้กล่าวอันใดมาก บอกเพียงว่าจะประเมินฝีมือหลี่เสวียนจวินต่ำไปมิได้ กระทั่งยอดฝีมือระดับมหายุทธ์ก็ยังยากปราบเขาลงได้
อันที่จริง มีหรือฉินเจี้ยนซูจะยอมประกาศความอัปยศยิ่งใหญ่เช่นนี้ออกมา?
ฉินเจี้ยนซูสูดลมหายใจลึก ๆ สะกดความแค้นคับอกไว้ และกล่าวด้วยเสียงลุ่มลึก “ข้าคิดว่าหากจะจัดการหลี่เสวียนจวินผู้นั้น พวกเจ้าระวังตัวไว้ให้มากดีกว่า”
ชิงเซียวพยักหน้า “หลังเข้าไปในซากวังมังกร ข้าจะลงมือพร้อมแม่นางชิงอู่เพื่อขวางซีหนิงไว้ ส่วนเจ้ากับพี่ชายร่วมวิถีกงหยางไปจัดการหลี่เสวียนจวินผู้นั้นด้วยกัน”
เขาตบบ่าฉินเจี้ยนซูและกล่าวว่า “ถึงยามนั้น สหายเต๋าฉินอย่าเพิ่งเดือดดาลสังหารหลี่เสวียนจวินเลย เพราะถึงอย่างไรเขาก็ยังมีประโยชน์ยิ่งต่อการกระทำหลังจากนี้ของเรา หลังจากนั้น สหายเต๋าจะฆ่าจะแกงคนผู้นี้ก็เชิญ”
มุมปากฉินเจี้ยนซูกระตุก
เขาไม่ได้บอกใครว่าตัวตนนามหลี่เสวียนจวินผู้นี้ร้ายกาจรับมือยากเพียงไร และยังมิได้บอกด้วยว่าเขาลำบากลำบน โกรธเคืองไร้หนทางเพียงไรยามศึก ณ เขตทะเลวังวนโลหิต
และเพราะเช่นนั้น เมื่อเขาได้ยินชิงเซียวพูดเนิบ ๆ ว่าจะให้ตนเองและกงหยางอวี่ไปจัดการหลี่เสวียนจวินด้วยกัน ปฏิกิริยาแรกของฉินเจี้ยนซูก็คือต้องการปฏิเสธ
เขาถอนใจกล่าว “พี่ชิง ข้าเกรงว่าคงมิอาจสะกดกลั้นความแค้นต่อหลี่เสวียนจวินได้ เปลี่ยนให้คนอื่นไปจัดการคนผู้นี้กับพี่กงหยางเถอะ”
แม้จะกล่าวเช่นนี้ หัวใจของเขาก็รู้สึกไม่ดีนัก
ในฐานะบุตรแห่งสวรรค์ผู้ภาคภูมิ เขากลับมิกล้าสู้เพราะความครั่นคร้าม เป็นความอัปยศสำหรับเขาโดยแท้
แต่เหตุผลบอกให้เขาต้องปฏิเสธไม่สู้
หาไม่…… ฉินเจี้ยนซูส่ายหน้า มิคิดถึงมันอีก
เห็นเช่นนี้ ชิงเซียวก็เข้าอกเข้าใจและกล่าวว่า “ได้ เจ้าและข้าจะไปขวางซีหนิง ให้แม่นางชิงอู่ร่วมมือกับพี่กงหยางไปจัดการกับหลี่เสวียนจวิน”
ชิงอู่และกงหยางอวี่ล้วนพยักหน้าตกลง
ฉินเจี้ยนซูลอบถอนหายใจอย่างมิอาจบรรยาย ทันใดนั้น เขาอดรู้สึกละอายในใจไม่ได้ ไฉนเขาจึงรู้สึกโล่งใจเพราะการนี้กัน?
นี่มัน… ความอัปยศโดยแท้!!
หัวใจของฉินเจี้ยนซูสับสนอย่างยิ่ง แสนหดหู่จนเขาดูเงียบขรึมมากยิ่งขึ้นตามกาล
ทุกผู้ต่างไม่เข้าใจชัดถึงการเปลี่ยนแปลงในใจฉินเจี้ยนซู
ต่อจากนั้น ชิงเซียวก็กล่าวถึงเรื่องที่สาม “ในปฏิบัติการ ณ ซากวังมังกรหนนี้ นอกจากเราแล้ว ยังมีตัวตนเช่นเราคนอื่น ๆ อยู่อีก”
“พวกเขาร่วมมือกันกับขุมกำลังยักษ์ใหญ่แห่งแดนเซียน เราจะได้เจอพวกเขาแน่ขณะเข้าสู่ซากวังมังกร จึงต้องเตรียมการล่วงหน้า…”
ขณะที่กล่าวถึงตรงนี้ รอบข้างก็พลันแตกฮือ ขัดจังหวะสนทนาของพวกชิงเซียว
“บุตรีแห่งสวรรค์ซีหนิงมาแล้ว!”
“ชายหนุ่มในชุดนักพรตผู้นั้นคือหลี่เสวียนจวินผู้เชี่ยวชาญอักษรลับวังมังกรหรือ?”
…ระหว่างเสียงลือเซ็งแซ่ สายตาของทุกผู้บนเกาะขอนวิเวกก็มองไปยังจุด ๆ เดียวโดยพร้อมเพรียงกัน
ไกลออกไปในสมุทร เรือท้องแบนลำหนึ่งล่องล้อคลื่นลม มีคนสามคนอยู่บนนั้น
ซึ่งก็คือซูอี้ ซีหนิง และฝานจุย
จิ่งเฉิงแห่งเผ่าภูตวาฬยักษ์ออกมาทักทายด้วยรอยยิ้มทันที “สหายเต๋าทั้งสาม เรากำลังรอพวกเจ้าอยู่เลย!”
ไม่นานนัก พวกซูอี้ก็ก้าวลงจากเรือท้องแบนมาสู่เกาะขอนวิเวก
บางทีอาจเป็นเพราะเขาสามารถถอดความอักษรลับวังมังกรได้ แม้ซูอี้จะทำตัวเงียบเชียบ ก็ยังเป็นที่สนใจมากมาย
“หลี่เสวียนจวิน!”
สีหน้าของฉินเจี้ยนซูพลันดำคล้ำ ความแค้นทั้งใหม่เก่าคละคลุ้งในใจ โกรธเกลียดแทบอยากฉีกร่างกลืนกินทั้งเป็นเสียเดี๋ยวนี้
เนตรงามของชิงอู่วูบไหว กล่าวเสียงเบาหวิว “การฝึกฝนขอบเขตอัศจรรย์ขั้นต้น? หลี่เสวียนจวินผู้นี้มิเพียงรับมือยาก แต่ยังซุกซ่อนการฝึกฝนไว้อย่างเห็นได้ชัด!”
“ต้องเป็นเช่นนั้นแน่”
จินจู๋หลิวกล่าว “หาไม่ มีหรือฝั่งพี่ฉินจะถูกกดดันจนต้องใช้อำนาจฝึกฝนระดับแกนรวมศูนย์จนจบที่ต้องหายนะเทพตกตายอย่างอนาถ?”
ทันใดนั้น ฉินเจี้ยนซูก็เหมือนถูกใครสักคนทิ่มแทงหัวใจอย่างรุนแรง เดือดดาลแทบสบถสาปแช่ง ไฉนต้องพูดเรื่องนี้ออกมาด้วย!?
คิ้วของชิงเซียวขมวดหากัน “แปลกจริง ไฉนข้าจึงรู้สึกคุ้นกับเจ้าคนผู้นี้ชอบกล?”
คุ้นเคย?
ทุกคนนิ่งไปอย่างงุนงง
กงหยางอวี่คลี่ยิ้มกล่าว “เรื่องนี้ง่ายมาก ให้ข้าพินิจหน้าจริงของเขาก่อน บางทีอาจได้เบาะแสก็ได้”
ว่าแล้ว ดวงตาของเขาก็แปรเปลี่ยนเป็นลึกล้ำเยี่ยงวังวน อักขระประหลาดสีม่วงปรากฏขึ้นจับจ้องไปทางซูอี้ที่เพิ่งมาถึงเกาะขอนวิเวก
วิชาสุญตาม่วงสืบสวรรค์!
เคล็ดวิชาสูงสุดแสนอัศจรรย์ เมื่อใช้โดยอำนาจสายเลือดของกงหยางอวี่ มันก็เพียงพอต่อการสืบตัวตนผ่านมายาปลอมแปลงใด ๆ ได้!
ทันใดนั้น ซูอี้ซึ่งอยู่ห่างออกไปพลันเงยหน้าขึ้นสบราวทำนายไว้ และยามนี้เอง เสียงหนึ่งก็ดังขึ้นอย่างเย็นเยียบ
“บังอาจ!”
มีเพียงสองคำ ทว่าพวกมันบรรจุอำนาจมหาวิถีไว้ ยามกระทบโสต ทุกผู้ต่างมิรู้สึกถึงสิ่งอื่นใด
ทว่ายามกระทบโสตกงหยางอวี่ จิตวิญญาณของเขาก็สะท้านสะเทือน ศีรษะปวดแปลบทรมาน ดวงตาเห็นดาราพร่างพราย
‘วิชาสุญตาม่วงสืบสวรรค์’ ที่เขาเพิ่งใช้ออกมาถูกกระทบจนต้องหยุดลง
“กงหยางอวี่ ใครกันมอบความกล้าให้เจ้าใช้เคล็ดวิชาสืบคนรอบกายข้า?”
คู่เนตรพร่างประกายของซีหนิงเย็นเยียบ บรรยากาศสูงส่งปรากฏความยิ่งใหญ่กดดัน
ซูอี้อดเหลือบมองซีหนิงใหม่มิได้ ไม่คิดเลยว่าหญิงงามสะกดใจเช่นนี้จะมีบรรยากาศยิ่งใหญ่ทรงพลังเพียงนี้ยามฉุนโกรธ
ยิ่งกว่านั้น นางยังหยุดกงหยางอวี่ไว้ ไม่ให้ตรวจสอบเขาได้แต่แรกเริ่ม
วิธีการอันอหังการทรงพลังนี้ทำให้ซูอี้ลอบชื่นชม
สตรีผู้นี้กระทำการยอดเยี่ยมจริง ๆ!
ยากนักที่จะที่ไม่ชื่นชม!
ตอนที่ 1,808: ประตูมังกร
การที่จู่ ๆ ซีหนิงก็เดือดดาลออกตัวปกป้องซูอี้ทำให้ทุกคนที่นี่ต่างประหลาดใจ
บรรยากาศพลันเปลี่ยนเป็นตึงเครียดอย่างเงียบเชียบ
ผู้แข็งแกร่งบางคนซึ่งเดิมพยายามใช้เคล็ดวิชาหรือสมบัติสืบใบหน้าจริงของซูอี้ต่างทิ้งความคิดและไม่กล้าก่อกวนอีก
และสายตามากมายก็มองไปยังชิงเซียว กงหยางอวี่ จินจู๋หลิวและคณะเป็นตาเดียว
นับแต่มารวมตัวกัน พวกเขาก็ได้ยินมาแล้วว่าบุตรสวรรค์ชิงเซียวและซีหนิงเป็นศัตรูคู่อาฆาตกัน!
“ซีหนิง เจ้าจะอหังการไปแล้ว”
กงหยางอวี่หน้าดำคล้ำ กล่าวออกมาเสียงเย็น “คนข้างกายเจ้าเปลี่ยนรูปลักษณ์ซ่อนหน้าจริง ข้าแค่สงสัยว่าตัวตนของเขามีปัญหาหรือไม่ ตรวจสอบมิได้หรือไร?”
ซีหนิงกล่าวเสียงเรียบ “ไม่คิดบ้างหรือว่าข้าใช้เรื่องนี้เป็นข้ออ้างฆ่าเจ้าได้?”
“เจ้า…”
กงหยางอวี่ขมวดคิ้ว
“มิเชื่อหรือ?”
ซีหนิงเดินไปหา ดวงตาพร่างพราวเย็นเยียบ จิตสังหารแผ่คลุ้งบนร่าง “เชื่อหรือไม่ หากข้าโกรธเคืองลงมือจริง ๆ ต่อให้ชิงเซียวลงมือ เขาก็คุ้มกันชีวิตสุนัขอย่างเจ้ามิได้?”
เหล่าผู้ฟังต่างเงียบสนิท ไม่อาจบอกได้ว่ามีผู้เปลี่ยนสีหน้ามากมายเพียงไร
ไร้ผู้ใดคาดคิดว่าบุตรีแห่งสวรรค์ผู้มีอุปนิสัยสงบเสงี่ยมจะดุร้ายได้เพียงนี้!
นางข่มขู่บุตรแห่งสวรรค์ผู้หนึ่งต่อหน้าสาธารณชน!!!
เรื่องน่าสะพรึงกลัวสูงสุดคือ ยามเรียวขาเพรียวตรงคู่นั้นเยื้องย่าง จิตสังหารก็พวยพุ่งสู่โลกา ตรึงร่างกงหยางอวี่อย่างหนักแน่น เห็นได้ชัดว่านางพร้อมลงมือทุกเมื่อ!
กงหยางอวี่สัมผัสได้ชัดเจนเช่นกัน
จิตสังหารจากซีหนิงนั้นหาซุกซ่อนไม่ ทำให้เขาสัมผัสถึงแรงกดดันมหาศาลปะทะหน้า
บ่าวเฒ่ารับใช้กงหยางอวี่กล่าวเสียงเย็น “ท่านซีหนิง ท่านข่มขู่นายน้อยของข้าเช่นนี้ จะรังแกกันเกินไปแล้วนะ!”
ซีหนิงยกหัตถ์หยกขึ้นวาด
ฉัวะ!!!
บ่าวเฒ่ามิทันหลบ ใบหน้าของเขาถูกตบฉาดจนฟันหลุดร่วง แก้มยุบร่างหมุนติ้ว ๆ จนร่วงลงไปกองกับพื้น
เหตุการณ์นี้กล่าวได้ว่าช่างน่าอับอาย
เกิดเสียงสูดปากขึ้นในบริเวณ สายตาบางคู่ที่มองมายังซีหนิงเผยเค้าความพรั่นพรึง
สตรีผู้นี้อหังการอย่างแท้จริง!!
ซูอี้มองเงาร่างอันหยิ่งทะนงของซีหนิง มิอาจซุกซ่อนความชื่นชมจากใจในแววตาได้อีก
ทุกคนที่นี่ล้วนแล้วแข็งแกร่ง บุตรธิดาแห่งสวรรค์เนืองแน่นเช่นไม้ในป่าใหญ่
ทว่าด้านการวางตัว ซีหนิงล้ำเลิศเกินใคร!
“เจ้าทำผิดก่อน แต่ยังกล้ามาเห่าหอนตรงหน้าข้า กงหยางอวี่ เจ้าคิดเห็นเช่นไรที่ข้าสั่งสอนบริวารเจ้า?”
ดวงตาของซีหนิงเย็นเยียบ จับจ้องยังกงหยางอวี่
กงหยางอวี่โกรธจัด สีหน้าบึ้งตึง
ขณะที่เขากำลังจะกล่าวบางอย่าง ชิงเซียวพลันกล่าวขัดเสียก่อน “ซีหนิง ไม่ใช่ว่าเจ้าบาดเจ็บหนัก ณ ทะเลบูรพาเมื่อไม่กี่วันก่อนยามเผชิญหน้ากันมิใช่หรือ ไฉนต้องไปพาลใส่ผู้อื่นด้วย?”
ตู้ม!
อำนาจหนักหนาเกินเข้าใจแผ่ออกจากร่างของชิงเซียว
เผชิญหน้ากับซีหนิงจากไกล ๆ ทำให้บรรยากาศทั่วทิศตึงเครียดขึ้นมาทันตา!
“ได้สิ เจ้ากับข้าต่อสู้ชี้วัดเป็นตายที่นี่เลยจะเป็นไรไป?”
ซีหนิงกล่าวลอย ๆ “พวกคนฝ่ายเจ้าจะลงมือด้วยกันเลยก็ได้ ดูซิว่าข้าซีหนิงคิดจะถอยหรือไม่”
ทุกคนล้วนตะลึง
ช่างไร้เมตตา! ประกาศสงครามโดยมิสนเป็นตาย!
สีหน้าของชิงเซียวยากตีความ
จินจู๋หลิว กงหยางอวี่ ฉินเจี้ยนซูและคนอื่น ๆ เองก็หน้าดำคล้ำ แน่นอน พวกเขาหากลัวเกรงซีหนิงไม่ แต่พวกเขากังวลว่าหากฉีกหน้าออกรบกันจริง ๆ พวกเขาทั้งหมดจะต้องหายนะเทพกันสิ้น!
เพราะถึงอย่างไร ใครเล่าจะสะกดการฝึกฝนได้ในศึกเดิมพันชีวิต?
เมื่อเปิดเผยการฝึกฝนแท้จริงออกมา หายนะเทพได้หมายหัวพวกเขาแน่ ๆ!
แล้วจะมีสักกี่คนที่รับผลกระทบได้?
มิต้องพูดถึงว่าพวกเขาล้วนมายังซากวังมังกรกันหนนี้ ยังไม่ทันได้เริ่มปฏิบัติการ แล้วใครจะยอมมาสู้กับซีหนิง?
“กระไรนี่ มิกล้าหรือ?”
ริมฝีปากสีกุหลาบของซีหนิงยกยิ้มล้อเลียน “เข้าใจแล้ว ดูเหมือนพวกเจ้าจะมีคนมาก แต่ที่แท้ก็แค่ขยะกองหนึ่ง”
ดวงตาของชิงเซียวพลุ่งพล่านด้วยจิตสังหาร เดือดดาลอย่างเห็นได้ชัด
ทว่าเขาก็ยิ้มเยาะออกมาทันที “ซีหนิง ข้าพอจะเดาได้แล้วว่าเจ้าคิดเช่นไร ก็แค่เพราะตระหนักว่าสถานการณ์มิสู้ดี จึงทำทีเหมือนจะต่อสู้ ให้พวกข้าต้องหายนะกันไปเองสิท่า”
เขาสูดลมหายใจลึก ๆ สงบสีหน้าตนลง “แต่ในเมื่อเจ้ามิกลัวตาย ข้าชิงเซียวต้องกลัวหรือ? หากกล้าจริง เจ้ากล้าตัดสินกันหลังเข้าซากวังมังกรหรือไม่?”
“ได้”
ซีหนิงตอบตกลงโดยไม่คิด
ยามนี้ จิ่งเฉิงรีบร้อนเข้ามาเกลี้ยกล่อม “ทุกท่าน เราจะไปยังซากวังมังกรกันเดี๋ยวนี้แล้ว หากล่าช้า เกรงว่าจะส่งผลต่อการค้นหาโอกาสของทุกท่าน ถูกผู้อื่นนำหน้าไปก่อนได้นะ”
หัวใจทุกคนหนาวเยือก
พวกเขาย่อมเข้าใจความนัยของจิ่งเฉิง
‘ผู้อื่น’ ที่ว่านั่นก็คือยอดฝีมือจากขุมกำลังยักษ์ใหญ่แห่งแดนเซียนทั้งหลาย หากปล่อยให้คนเหล่านั้นนำหน้าจริง คงไร้ผู้ใดรับได้แน่นอน
“ในเมื่อทุกคนพร้อมหน้า เช่นนั้นไปกันเถอะ”
ชิงเซียวกล่าวเสียงทุ้มลึก
“ได้!”
จิ่งเฉิงรีบรับคำ และเขากับจิ่งหงอวี่ก็ละล่องเวหานำทางสู่ทะเลไกลออกไป
คนอื่น ๆ ติดตามไปเบื้องหลัง ซีหนิง ซูอี้ และฝานจุยก็อยู่ในขบวนด้วย
ทว่าน้อยคนนักจะกล้าเข้าใกล้พวกเขา ทุกคนล้วนหลบไปไกลโดยมิรู้ตน
ซีหนิงหาสนใจไม่
ซูอี้เองก็เช่นกัน
มีเพียงสีหน้าของฝานจุยเจือความเศร้าเล็กน้อย
ยามนี้ คุณหนูออกหน้าปกป้องหลี่เสวียนจวินอย่างดุดัน เกือบฉีกหน้าต่อสู้กันตรง ๆ เป็นการปลุกจิตสังหารของพวกชิงเซียวโดยสมบูรณ์
มิต้องคิดก็รู้ว่าเมื่อไปถึงซากวังมังกร พวกชิงเซียวจะล้างแค้นเอาคืนแน่นอน!
“สหายเต๋าหลี่ เจ้าก็เห็นแล้วว่าคุณหนูถือเจ้าเป็นคนของนาง แต่เจ้ายังซุกซ่อนที่มา มันไม่… เกินสมควรไปหน่อยหรือ?”
ฝานจุยกล่าว
มุมมองของเขาต่อซูอี้นั้นซับซ้อน ทั้งระแวงและชื่นชม
เขาระแวงตรงที่ซูอี้มีเรื่องประหลาดเกิดขึ้นมากมาย เขาจึงมิอาจอยู่เฉยไร้ระแวงได้
สิ่งที่เขาชื่นชมคือ ซูอี้ไม่เพียงเชี่ยวชาญอักษรลับวังมังกร แต่ยังสามารถทำให้ฉินเจี้ยนซูบาดเจ็บยับเยินเหนือเขตทะเลวังวนโลหิตได้ ความแข็งแกร่งเกินธรรมดาอย่างเห็นได้ชัด
แต่เพราะเช่นนี้ ฝานจุยจึงกังวลว่าซูอี้จะมีจุดประสงค์แอบแฝงหรือไม่!
ซูอี้เหลือบมองฝานจุยและกล่าวว่า “คุณหนูของเจ้าน่าจะเดาตัวตนของข้าได้แล้ว ในเมื่อนางไม่รู้สึกผิดแปลก ไฉนเจ้าต้องกังวลด้วย?”
แล้วเขาก็นำไหสุราขึ้นมายกดื่ม
ฝานจุยผงะไป คุณหนูเดาตัวตนของอีกฝ่ายได้แล้วหรือ? เขาเอ่ยปากไถ่ถามซีหนิงทันที
เมื่อซีหนิงได้ยิน นางก็ทำเพียงแค่นเสียงในลำคอ มิได้กล่าวคำพูดอื่นใด
ครึ่งชั่วยามต่อมา เหนือทะเลอันขมุกขมัวแห่งหนึ่ง
จิ่งเฉิงและจิ่งหงอวี่หยุดฝีเท้า
บุคคลแรกนำคันฉ่องสำริดบานหนึ่งออกจากแขนเสื้อและโยนออกไป
วูบ!
คันฉ่องสำริดเรื่อเรืองแสงศักดิ์สิทธิ์สีขาวดุจหิมะ กวาดไปทั่วฟ้าดิน
ทุกคนต่างหยีตาลง สัมผัสได้ชัดเจนว่ามีอำนาจมิติลึกลับสายหนึ่งปรากฏขึ้นในบริเวณสมุทรนี้ แปรเปลี่ยนอยู่ตลอดเวลา
ภายใต้อิทธิพลของอำนาจมิตินี้ ท้องนภาพลันมืดสลัว สารพัดร่องรอยบิดเบี้ยวปรากฏขึ้นบนสุญญะ
จากนั้น ภาพหนึ่งในฟ้าดินเหนือทะเลก็แปรเปลี่ยนอย่างมหันต์ ทะเลคลั่งเดือดพล่าน ท้องนภาจมลงอย่างต่อเนื่อง
สุญญะตรงหน้าหดตัวไม่หยุดยั้ง จนกระทั่งควบแน่นเป็นประตูบานหนึ่ง!
ประตูบานนั้นเชื่อมนภาจรดผืนสมุทร พิรุณแสงแห่งมิติเวลาอันตระการพิศวงปรากฏขึ้นรายล้อม แปลงเปลี่ยนเป็นมังกรทิพย์ขดตัวให้เห็นเลือนราง
“นี่…”
หัวใจทุกคนอดเต้นกระตุกมิได้
“ที่แท้ก็เป็นศาสตร์ทับซ้อนมิติ ใช้อำนาจมิติเวลาเข้าช่วยจึงเปิดประตูสู่โลกเร้นลับนี้ได้!”
ดวงตาของซีหนิงเรืองประกาย “นี่เป็นวิธีการอันมีเพียงเทพที่ควบคุมได้ หากแน่ใจแล้วว่าประตูบานนี้นำสู่ซากวังมังกร มันก็หมายความว่าในหมู่บรรพชนวังมังกรต้องมีตัวตนวิถีเทพอยู่… เทพมังกร!”
ซูอี้ครุ่นคิด
เขากำลังสงสัยว่าจะสามารถใช้อำนาจ ‘ข้ามเขตแดน’ ของพฤกษาหมื่นภูมิบุกเข้าออกจากแดนดินหลังประตูนี้ได้หรือไม่
“ทุกท่าน นี่คือ ‘ประตูมังกร’ ทางเข้าวังมังกรทะเลบูรพา!”
จิ่งเฉิงกล่าวขึ้น “แม้วังมังกรจะล่มสลายไปตั้งแต่ยุคสุดวิเวก ประตูมังกรลึกลับนี้และซากวังมังกรก็ยังคงอยู่ในโลกหล้า!”
ว่าแล้ว เขาก็ชี้ไปยัง ‘ประตูมังกร’ อันเชื่อมนภาจรดน่านน้ำ และกล่าวว่า “หากเข้าประตูนั้นไป พวกท่านก็จะเข้าไปยังซากวังมังกรอันเปรียบเช่นโลกอันเก่าแก่โบราณได้ ในอดีตที่เผ่าของข้าเข้าไปในนี้หลายต่อหลายหน สิ่งที่เราพบก็เป็นเพียงยอดภูเขาน้ำแข็งเท่านั้น”
เขาเบนสายตามองทุกคนรอบข้าง กล่าวด้วยรอยยิ้ม “แน่นอน หนนี้เมื่อสหายเต๋าทั้งหลายมาด้วยกัน เราจะต้องสามารถขุดค้นพบโอกาสเกินคาดคิดได้มากมายแน่นอน”
หลังเว้นช่วงเล็กน้อย จิ่งเฉิงก็กล่าวว่า “แต่ข้าต้องเตือนพวกท่านไว้ ว่าเมื่อเข้าไปในประตูมังกรนี้ ทุกสิ่งจะแปรเปลี่ยนในพริบตา อำนาจกฎเกณฑ์ในวังมังกรร้ายกาจรุนแรงอย่างยิ่ง หากตัวตนใต้ระดับมหาเซียนเข้าไปจะตกตายแน่นอน และตัวตนเหนือระดับมหายุทธ์จะถูกสะกดข่มตอบโต้อย่างร้ายแรง”
ทุกคนดูสงบ ไร้ความประหลาดใจ พวกเขารู้เรื่องนี้ตั้งแต่ในงานประมูลแล้ว
“นอกจากนั้น หลังเข้าสู่ประตูมังกร ทุกท่านจะปรากฏยังบริเวณรอบนอกซากวังมังกรกระจายตัวกันไปตามอำนาจการแปรผันแห่งมิติเวลา”
จิ่งเฉิงกล่าวต่อ “เมื่อไปถึง พวกท่านควรรวมตัวกันลงมือโดยเร็วที่สุดจะดีกว่า”
ทันใดนั้น หลายคนก็ขมวดคิ้ว เรื่องนี้ พวกเขามิเคยได้ยินมาก่อน
“มิเป็นไรหรอก เรื่องนี้หามีผลต่อแผนของเราไม่ เมื่อไปถึง ให้ทุกคนรวมตัวกันก่อน แล้วค่อยทำตามแผนเดิม”
ชิงเซียวรีบบอกกล่าว “จำไว้ว่าเป้าหมายแรกคือจับตัวจิ่งเฉิงและจิ่งหงอวี่ให้ได้ก่อน แล้วค่อยหาโอกาสไปลงมือกับซีหนิงและหลี่เสวียนจวิน!”
“ได้!”
ทุกคนต่างตอบรับ
ขณะเดียวกัน เสียงของจิ่งหงอวี่ก็ดังขึ้นกะทันหันในโสตของซูอี้
“สหายเต๋าหลี่ หากไปถึงซากวังมังกร หากพบอันตรายใดอันเกินหยุดยั้ง เจ้าติดต่อเราได้นะ”
“ถึงยามนั้น ไม่ว่าเจ้าจะอยู่หนใด แค่ขยี้แผ่นป้ายนี้ ข้าจะไปพบเจ้าโดยเร็วที่สุด”
ว่าแล้ว จิ่งหงอวี่ก็ส่งป้ายหยกแผ่นหนึ่งให้ซูอี้
ซูอี้มิได้ปฏิเสธ รับป้ายหยกแผ่นนั้นมา
แน่นอน เผ่าภูตวาฬยักษ์ไม่ได้ทำเช่นนี้ด้วยน้ำใจ แต่เป็นเพราะเขาอ่านอักขระลับวังมังกรได้!
คนอื่น ๆ เองก็สังเกตเห็นภาพนี้และมีสีหน้าแตกต่างออกไป
แต่ไร้คำพูดใดถูกกล่าว ทุกคนต่างรู้ว่าเมื่อเข้าไปในซากวังมังกรได้โดยแท้จริงหลี่เสวียนจวินผู้สามารถอ่านอักขระลับวังมังกรได้ย่อมกลายเป็นอาหารอันโอชะที่ทุกคนประชันแย่งชิง!
ตอนที่ 1,809: ต้นท้อเพลิงหวนสะพรั่ง
ไม่นานนัก จิ่งเฉิงก็นำทุกคนเข้าสู่ประตูมังกรพร้อม ๆ กับจิ่งหงอวี่ ร่างของทั้งสองหายวับไปทันใด
หลังเห็นเช่นนี้ คนอื่น ๆ เองก็ลงมือ
“ซีหนิง ข้าจะตั้งตารอพบเจ้าที่ซากวังมังกรนะ”
ดวงตาของชิงเซียวเหลือบมองซีหนิงอย่างเย็นเยียบ แล้วเขากับจินจู๋หลิว กงหยางอวี่ และคณะก็ทะยานสู่ประตูมังกรไกลออกไป
ไม่นานนักก็เหลือเพียงสามคน ซูอี้ ซีหนิง และฝานจุย
“สหายเต๋า เจ้ารู้สึกหรือไม่ว่าการสำรวจซากวังมังกรหนนี้เหมือนเป็นแผนสังหารที่เตรียมไว้ล่วงหน้า?”
ซีหนิงถามขึ้นกะทันหัน
ซูอี้พยักหน้า “ทุกคนล้วนมีเจตนาร้าย เพื่อชิงโอกาสในซากวังมังกร พวกเขาย่อมต้องฆ่าฟันกันอย่างมิอาจเลี่ยง”
หลังเว้นช่วงเล็กน้อย ดวงตาของเขาก็มองประตูมังกรอย่างล้ำลึก และกล่าวว่า “คนอื่น ๆ เองก็น่าจะรู้เรื่องนี้เช่นกัน หากจะมีผู้ใดวางแผนล่วงหน้าได้ ผู้ต้องสงสัยสูงสุดก็คือเผ่าภูตวาฬยักษ์นั่นแหละ”
ซีหนิงกล่าว “อย่างไรก็ระวังตัวด้วย”
ซูอี้แย้มยิ้ม “เจ้าก็เช่นกัน”
ขณะเสวนา พวกเขาเองก็เข้าไปในประตูมังกรเช่นกัน ยามนี้ ยอดฝีมือในปฏิบัติการนี้ทั้งหมดก็เข้าสู่ซากวังมังกรกันหมดแล้ว
และโลกหล้าแห่งนี้ก็บังเกิดการเปลี่ยนแปลงอย่างมหันต์
อำนาจมิติทับซ้อนปรากฏขึ้นท่วมประตูมังกรอันสูงตระหง่านเชื่อมฟ้าดินนี้เยี่ยงคลื่นถมทะเล
เพียงพริบตา สรรพสิ่งก็คืนสู่ปกติ
คลื่นลมโถมพัด ท้องนภากว้างไกล ไร้ร่องรอยใด ๆ ว่าประตูมังกรเพิ่งปรากฏขึ้นที่นี่
ทว่าทันใดนั้น แสงสีเทาก็วูบไหวปรากฏ สร้างเป็นรูปหนังสือเล่มหนึ่งกลางอากาศ
หนังสือเปิดออกเงียบเชียบ ปรากฏหน้ากระดาษว่าง ๆ หน้าหนึ่ง และข้อความบรรทัดหนึ่งก็ปรากฏขึ้น ‘ม่านถูกเปิดออกแล้ว ยามผลกรรมพันเกี่ยว ความเป็นความตายจะถูกตัดสินด้วยเปลวเพลิงและโลหิต’
‘จุดจบของเรื่องนี้ ข้าจะเป็นผู้ลิขิต’
ฉัวะ!
เกิดเหตุอันคุ้นเคยขึ้นอีกหน รอยร้าวนับไม่ถ้วนบังเกิดบนหน้ากระดาษ เผยเค้าลางมอดไหม้จวนเจียน
‘บัดซบ สิ่งผิดปกติอันมิอาจควบคุมด้วยกฎแห่งผลกรรมโผล่มาอีกแล้ว!’
‘เพราะเหตุใดกัน?’
‘ไม่ว่าเจ้าจะเป็นใคร อย่าให้ข้าจับได้เชียว!’
ไม่นานนัก วาจาอันเหมือนระบายอารมณ์นี้ก็ถูกขีดฆ่าลบหายไป
และคำว่า ‘ผู้ลิขิต’ ในย่อหน้า ‘จุดจบของเรื่องนี้…’ ก็ถูกเปลี่ยนเป็น ‘สักขี’
แล้วรอยร้าวบนหน้าหนังสือก็หายไป จากนั้น หนังสือลึกลับนี้ก็กลายเป็นเส้นแสงสีเทาหายวับไป
แต่ไม่นานนัก ห่างออกไป เรือลำน้อยเปี่ยมด้วยปราณฮุ่นตุ้นพลันปรากฏขึ้นมายังน่านน้ำนี้อย่างเงียบเชียบ
เรือลำนี้ยาวเพียงจั้ง ทั่วลำปกคลุมด้วยปราณฮุ่นตุ้นหนาแน่นเช่นหมอก
มีเงาร่างหนึ่งปรากฏที่ท้ายเรืออย่างคลุมเครือ มิอาจมองเห็นได้ชัดเจน
เรือลำนั้นลอยละล่องเหนือท้องสมุทรชั่วครู่หนึ่งราวกับกำลังหาบางอย่าง และครู่ต่อมามันก็ละล่องหายลับไป
……
ณ ซากวังมังกร บริเวณรอบนอก
ระหว่างทิวเขาแห่งหนึ่ง รอบข้างแดงก่ำดุจโลหิตราวถูกพิรุณโลหิตซัดสาดทั่วขุนเขาอันเหี่ยวเฉานี้
บนผาเปื้อนเลือดแห่งหนึ่งมีต้นท้อประหลาดหยั่งรากอยู่
ต้นท้อนี้สูงเพียงจั้ง เป็นสีทองแดง บนกิ่งก้านไร้ใบมีเมฆหมอกสีแดงเวียนวน และปลายกิ่งบนสุดมีลูกท้ออัคคีผลหนึ่งห้อยอยู่
ลูกท้ออัคคีลูกนี้ขนาดไม่ใหญ่ เพียงกำปั้นหนึ่งเท่านั้น ทว่าพื้นผิวของมันกลับเรืองรองด้วยพิรุณแสงแดงฉานดุจตะวันดวงน้อย
เห็นได้อย่างคลุมเครือว่าท้ออัคคีนี้เหมือนกำลังหายใจ ดูดซับหมอกสีแดงบนอากาศรอบข้างอย่างต่อเนื่อง!
“ต้นท้อเพลิงหวนสะพรั่ง?”
ไกลออกไป ซูอี้มองต้นท้อนี้แล้วอดประหลาดใจมิได้
ต้นท้อเพลิงหวนสะพรั่งนี้ดูสูงเพียงจั้ง ทว่าแท้จริงแล้วแสนอัศจรรย์นัก!
เพราะวัตถุศักดิ์สิทธิ์เช่นนี้จะเติบโตหนึ่งชุ่นในทุกหมื่นปี! และไม่ออกผลจวบจนสูงได้สามฉื่อ
กล่าวคือ ต้นท้อเพลิงหวนสะพรั่งต้องใช้เวลาอย่างน้อยสามแสนปีกว่าจะหยั่งรากเติบโตจนออกผลได้!
และต้นท้อตรงหน้าเขานี้ก็สูงมากแล้ว! ซูอี้ไม่ต้องใช้เวลาครุ่นคิดก็ทราบได้ว่าสิ่งนี้เกิดขึ้นเมื่อล้าน ๆ ปีก่อน ณ ยุคสุดวิเวก!
“ข้าโชคดีเพียงนั้นเลยหรือ?” ซูอี้กระซิบ
เขาเพิ่งเข้ามาในซากวังมังกร แล้วก็บังเอิญมาโผล่ในดินแดนสีเลือดอันแร้นแค้นนี้ ประสบเข้ากับต้นท้อเพลิงหวนสะพรั่งโดยมิต้องเสียเวลาสำรวจ
โชคเช่นนี้ทำให้เขารู้สึกราวเห็นชิ้นเนื้อร่วงจากสวรรค์
ไม่ใช่ว่าซูอี้มิเคยพบสมบัตินี้มาก่อน ทว่าต้นท้อเพลิงหวนสะพรั่งนี้หายากจริงแท้ ก่อนยุคอวสานเซียนมาถึง มันเคยเป็นสมบัติเลิศล้ำแห่งฟ้าดิน พบได้แต่ไม่อาจครอบครองในสายตาตัวตนขอบเขตมหาศาล!
ในอดีตชาติของเขา หวังเย่เคยเห็นเพียงบันทึกเกี่ยวกับต้นท้อเพลิงหวนสะพรั่งจากในคัมภีร์ต่าง ๆ กล่าวกันว่าวัตถุนี้มีอำนาจที่มาของ ‘เพลิงทิพย์หวนสะพรั่ง’ ซึ่งมิเพียงสามารถช่วยตัวตนขอบเขตมหาศาลหล่อหลอมกฎเกณฑ์วิถีเซียนได้เท่านั้น ยังทำให้มหาอำนาจระดับแกนรวมศูนย์สร้าง ‘ประกายเพลิงขอบเขตมหาศาล’ ได้ด้วย!
หัวใจของวิถีระดับแกนรวมศูนย์คือการสร้าง ‘ประกายเพลิงมหาวิถี’ ขึ้น หากเพลิงไม่ดับมอด วิญญาณก็จะยังคงอยู่!
เพราะมีประกายเพลิงขอบเขตมหาศาลอยู่นี้เอง ตัวตนระดับแกนรวมศูนย์จึงสร้างโลกเร้นลับมหาวิถีของตนได้!
และ ‘เพลิงทิพย์หวนสะพรั่ง’ ในผลจากต้นท้อเพลิงหวนสะพรั่งนี้ก็ควรค่ากล่าวขานว่าเป็น ‘ประกายเพลิงขอบเขตมหาศาล’ ชั้นหนึ่งโดยแน่แท้!
ดังนั้น การที่ซูอี้พบสมบัติเช่นนี้ทันทีที่มาถึงซากวังมังกร เขาจึงแสนประหลาดใจ
ขณะครุ่นคิด ซูอี้ก็ทะยานเวหาเข้าไปใกล้
“อำนาจกฎแห่งฟ้าดินในวังมังกรนี้แตกต่างจากโลกภายนอกจริงแท้ มันแน่นหนารุนแรงยิ่งนัก หากตัวตนใต้ระดับมหาเซียนเข้าไปจะตกตายแน่นอน และตัวตนเหนือระดับมหายุทธ์จะถูกสะกดข่มตอบโต้อย่างร้ายแรง”
“มิน่าจิ่งเฉิงจึงบอกว่าตัวตนใต้ระดับมหาเซียนลงมามีแต่ต้องตาย แค่อำนาจในฟ้าดินนี้ ตัวตนใต้ระดับมหาเซียนก็มิอาจต่อกรได้แล้ว”
ระหว่างทาง ซูอี้เยื้องย่างไม่รีบร้อน
เขาสัมผัสได้อย่างชัดเจนว่าอำนาจกฎเกณฑ์ในซากวังมังกรนี้ประหลาดและพิเศษยิ่ง
แม้การฝึกฝนของเขาจะอยู่ในขอบเขตอัศจรรย์ขั้นต้น ยามเคลื่อนกายเหนือนภา เขาก็ยังรู้สึกติดขัดราวเดินในปลักโคลน
มันมาจากการกดข่มแห่งกฎสวรรค์ทั่วฟ้าดิน!
นอกจากนั้น ในกฎสวรรค์นี้ยังมีปราณทำลายล้างอันแปลกประหลาดยิ่งแฝงอยู่ด้วย คล้ายคลึงกับกฎแห่งยุคสมัยในมือทวยเทพนัก
สิ่งนี้ทำให้ซูอี้ตระหนักว่าจิ่งเฉิงกล่าวได้ถูกต้อง เมื่อตัวตนเหนือระดับมหายุทธ์มา พวกเขาจะถูกอำนาจทำลายล้างประหลาดนั่นโจมตีแน่นอน!
กระทั่งตัวตนระดับมหายุทธ์ยังต้องระวังมิให้ถูก ‘อำนาจสวรรค์’ ประหลาดนี้โจมตี
“จากที่ซีหนิงว่า ‘ประตูมังกร’ ซึ่งเป็นทางเข้าสู่วังมังกรนี้ถูกสร้างขึ้นโดยเทพจากวังมังกรอย่างชัดเจน ซึ่งหมายความว่าบรรพชนของวังมังกรต้องมีอำนาจกฎแห่งยุคสมัยบางอย่างในมือ!”
“หากตีความเยี่ยงนั้น ก็ไม่น่าแปลกใจแล้วหากจะมีอำนาจทำลายล้างเช่นนี้ในกฎสวรรค์รอบซากวังมังกร”
ซูอี้ครุ่นคิด
‘หายนะเทพ’ ที่ปรากฏในยุคอวสานเซียนนี้ ท้ายที่สุดก็คืออำนาจกฎแห่งยุคสมัยที่ทวยเทพร่วมกันออกโรง!
และเช่นกัน อำนาจทำลายล้างประหลาดในกฎสวรรค์แห่งซากวังมังกรนี้ก็กล่าวได้ว่าเป็น ‘หายนะเทพ’ เพราะทั้งสองคล้ายกันเหลือเกิน! เป็นกฎแห่งยุคสมัยเหมือนกันด้วย!
“ดูเหมือนต้องระวังตัวไว้แล้วสิ บรรพชนของวังมังกรต้องมีเทพคุ้มกันอยู่ ทว่าพวกเขาก็ถูกทำลายราบคาบในยุคสุดวิเวก คาดการณ์ได้เลยว่าหายนะที่พวกเขาประสบต้องเหนือธรรมดาแน่แท้”
ขณะซูอี้ครุ่นคิด เขาก็มาถึงยังผาแห่งนั้นได้โดยไร้อุปสรรค
ทว่ายามเขาอยู่ห่างจากต้นท้อเพลิงหวนสะพรั่งเพียงสิบกว่าจั้ง คิ้วของซูอี้ก็ขมวดเล็กน้อย และชะงักไปกะทันหัน
ไร้อันตราย!
กระทั่งแดนดินถิ่นใกล้ยังไร้สัตว์ร้ายใด ๆ กบดาน ไร้อันตรายควรค่าให้ใส่ใจใด ๆ
ผิดปกติเกินไปแล้ว!
โอกาสใด ๆ ล้วนมาพร้อมหายนะทั้งสิ้น นี่คือการสอดประสานระหว่างโชคและเคราะห์
ยิ่งโอกาสหายาก หายนะที่ต้องเผชิญยิ่งร้ายกาจ
ทว่ายามนี้ รอบข้างต้นท้อเพลิงหวนสะพรั่งนี้กลับไร้ร่องรอยอันตราย ทำให้ซูอี้รู้สึกเกินจริงเล็กน้อย
ตู้ม! ทันใดนั้น เสียงคำรามเลื่อนลั่นก็ดังขึ้น
พร้อมกันนั้น ศรดอกหนึ่งอันปกคลุมด้วยเพลิงอสนีเจิดจรัสก็แหวกนภามาปรากฏเบื้องหลังซูอี้ พุ่งโจมตีอย่างดุดัน
วูบ! ซูอี้เคลื่อนกายหลบไปไกลเหนือเวหา
ศรนั้นสะบั้นผาแหลกลาญ กระทั่งต้นท้อเพลิงหวนสะพรั่งก็ร่วงลงไปกับมัน
และทันใดนั้น ร่างหนึ่งก็ปรากฏขึ้นคว้าต้นท้อเพลิงหวนสะพรั่งไว้เยี่ยงภูตพราย เป็นชายในชุดยาวผู้มีจอนผมขาวเยี่ยงหิมะผู้หนึ่ง
หลังเขาได้ต้นท้อเพลิงหวนสะพรั่งไป เขาก็เคลื่อนหนีไปห่าง ๆ ทันทีและหันมายิ้มให้ซูอี้ “ขออภัย สมบัติแห่งฟ้าดินนี้เป็นของเรา”
ซูอี้มองปราดเดียวก็ทราบว่าชายในชุดยาวผู้นี้เป็นมหาเซียนขอบเขตอัศจรรย์ขั้นสมบูรณ์จากเผ่าภูตปาเสอ!
“หลี่เสวียนจวิน นี่คือศึกชิงโอกาส ในเมื่อเราได้สมบัตินี้ก่อน ไม่ว่าเจ้าจะเต็มใจหรือไม่ เจ้าก็ต้องยอมรับมัน”
ขณะเดียวกัน อีกทิศหนึ่ง ชายชราชุดเทาผู้หนึ่งก็ปรากฏขึ้น พร้อมคันศรสำริดขนาดใหญ่
ศรซึ่งลอบโจมตีซูอี้เมื่อครู่มาจากมือคนผู้นี้
ทว่าขณะซูอี้เคลื่อนหลบ ชายในชุดยาวก็ฉวยโอกาสลงมือชิงต้นท้อเพลิงหวนสะพรั่งไป พวกเขาร่วมมือกันอย่างรู้ใจ
“ไปกันเถอะ” ชายในชุดยาวแย้มยิ้มให้ชายชราชุดเทาแล้วหันหลังจากไป
“ช้าก่อน”
ซูอี้กล่าวเตือน “พวกเจ้าไม่คิดหรือว่าต้นท้อเพลิงหวนสะพรั่งนั่นผิดปกติ?”
ชายในชุดยาวผงะไปแล้วอดเสสรวลมิได้ “ข้าว่าเพราะเจ้ามีปัญหามากกว่า จริงอยู่ที่เราฉวยโอกาสนี้ไป แต่เรามิอยากขัดแย้งกับเจ้าหรอกนะ ข้าแนะนำว่าเจ้าอย่าเข้ามายุ่งดีกว่า!”
ว่าแล้ว เขาก็เคลื่อนกายจากไปกับชายชราชุดเทา
ทว่าไม่ทันไร เหตุพลิกผันก็บังเกิด
ชายในชุดยาวเดิมทีตั้งใจจะเก็บต้นท้อเพลิงหวนสะพรั่งไป ทว่าทันใดนั้น หมอกสีแดงก็ระเบิดออกมาจากต้นท้อ กลบร่างของชายในชุดยาวไปทันที
“เร็วเข้า ช่วยข้าด้วย!!”
เสียงกรีดร้องโหยหวนดังออกมาจากปากชายในชุดยาว “มีวิญญาณร้ายจะชิงร่างข้า!! ไม่นะ!”
ร่างของเขาดิ้นพล่าน แยกเขี้ยวปัดป่ายกรงเล็บราวกับอยากดิ้นให้หลุด ใบหน้าบิดเบี้ยวราววิญญาณดุร้าย
ชายชราชุดเทาถือคันศรสำริดใหญ่ตื่นตะลึงขนลุกขนพอง และแทนที่จะเข้าช่วย เขากลับเผ่นถอยไปไกล
“เห็นไหมเล่า มีปัญหาจริง ๆ ด้วย” หนึ่งเสียงรำพึงอย่างเวทนา แล้วร่างของซูอี้ก็ปรากฏขึ้นบนอากาศมิห่างไปนัก
ตอนที่ 1,810: อำนาจแห่งผลกรรม
หมอกสีแดงฉานหลั่งไหลเข้าสู่ร่างของชายในชุดยาวอย่างบ้าคลั่ง
ใบหน้า ผิวกาย กระทั่งเส้นผมของเขาล้วนแปรเปลี่ยนเป็นสีแดงเยี่ยงเพลิงผลาญ
กระทั่งดวงตาของเขาก็ทอประกายแดงชาด
“อย่า!”
ชายในชุดยาวกรีดร้องอย่างขื่นขม สีหน้าท่าทางบิดเบี้ยวด้วยความทุกข์ทรมานของเขาทำให้ชายชราชุดเทาผู้ถือคันศรสำริดใหญ่รู้สึกเย็นวาบเมื่อมองจากไกล ๆ
เกิดอันใดขึ้นกันแน่?
คิ้วของซูอี้ก็ขมวดหากันเช่นกัน
มหาเซียนขอบเขตอัศจรรย์ขั้นสมบูรณ์นั้นห่างไกลจากขอบเขตมหาศาลเพียงก้าว ทว่ายามนี้ เขาเหมือนกับถูกต้นท้อเพลิงหวนสะพรั่งชิงไปเสียแล้ว!
ช่างน่าเหลือเชื่อ
ทันใดนั้น ชายในชุดยาวก็เชิดหน้าขึ้น ดวงตาสีแดงก่ำจับจ้องชายชราชุดเทาผู้ถือคันธนูสำริดใหญ่
“เจ้า… ก็อยากชิงต้นท้อเพลิงหวนสะพรั่งของข้าไปเช่นกันหรือ?”
เขาดูดุดันอย่างยิ่ง เส้นผมสยาย ใบหน้าเหี้ยมเกรียม เปลี่ยนเป็นคนละคนโดยสิ้นเชิง
ชายชราชุดเทาสูดลมหายใจเฮือกแล้วทำท่าจะเผ่นหนี
“ไม่ว่าจะเป็นใคร ขอเพียงกล้าคิดอยากได้ต้นท้อเพลิงหวนสะพรั่งของข้า พวกมันต้องตาย!!”
ทันใดนั้น ชายในชุดยาวก็แผดเสียงร้องคำราม ก่อนจะพุ่งทะยานออกไป
ตู้ม!
เขาฟาดมือไปบนอากาศ แล้วเพลิงสีชาดก็แปรเปลี่ยนเป็นตรวนทิพย์นับพันปกคลุมท้องนภา ผนึกทางหนีของชายชราชุดเทาไว้
และเมื่อมือซึ่งแบอยู่กำแน่น ตรวนทิพย์นับพันก็ประสานเยี่ยงตาข่ายใหญ่พันรอบชายชราคนนั้นเอาไว้
“เปิด!!”
ชายชราชุดเทาร้องลั่น ก่อนจะใช้คันธนูสำริดฟาดเข้าใส่โดยตรง
ทว่ามันกลับไร้ผล เพียงชั่วพริบตา เขาก็ถูกตรวนทิพย์นับไม่ถ้วนตรึงร่างเอาไว้ เพลิงศักดิ์สิทธิ์สีชาดปะทุจากเส้นตรวน แผดเผาร่างของเขาสู่ธุลี ดับสูญในพริบตา
มหาเซียนขอบเขตอัศจรรย์ขั้นปลายจากเผ่าภูตปาเสอผู้หนึ่งตกตายลงอย่างน่าอนาถ!
ตั้งแต่ต้นจนจบ การดิ้นรนทำได้เพียงเล็กน้อย
คิ้วของซูอี้ขมวดน้อย ๆ
ดูเหมือนชายในชุดยาวผู้นี้จะถูกชิงร่างไปแล้ว!
และผู้ชิงร่างนั้นก็เป็นไปได้ว่าจะเป็นตัวตนขอบเขตมหาศาล หาไม่คงมิทรงพลังถึงเพียงนี้
“เจ้าเองก็หนีมิรอดเช่นกัน!”
บนพื้น ชายในชุดยาวหันขวับกลับมา คู่เนตรสีชาดจับจ้องซูอี้จากไกล ๆ
ก่อนชายหนุ่มจะทันได้พูด เขาก็ทะยานเข้ามาโจมตีอย่างบ้าคลั่ง
ตู้ม!
ตรวนทิพย์สีชาดนับพันปรากฏขึ้นหมายจะพันธนาการชายหนุ่ม
ซูอี้แค่นเสียงอย่างเย็นชา จากนั้นก็ทำท่ากระชากบนอากาศ
ตรวนทิพย์สีชาดเหล่านั้นต่างแหลกสลายในชั่วพริบตาราวทำจากกระดาษ
ทว่าน่าแปลกนัก พิรุณแสงสีชาดที่เปล่งออกจากตรวนกลับปลดปล่อยปราณประหลาดปกคลุมพื้นที่รอบกายซูอี้ในชั่วอึดใจถัดมา
วูบ!
อำนาจมหาวิถีพิทักษ์ร่างของซูอี้ถูกกัดกร่อน แสงสีชาดสายหนึ่งคืบคลานเข้าไปหาเขา
ม่านตาของชายหนุ่มหดเล็กน้อย จากนั้นจึงโคจรวิถีเต๋าทั่วทั้งร่างเพื่อบดขยี้และขจัดร่องรอยสีชาดนั้นออกไป
พลังนี้คืออันใดกัน?
คำสาป บาปกรรม หรือวิญญาณแค้น?
ไม่ใช่ทั้งนั้น!
เส้นแสงสีชาดนั้นสามารถกัดกร่อนอำนาจมหาวิถีระดับมหาเซียนได้ง่าย ๆ และเป็นครั้งแรกที่ซูอี้ได้พบพานมันตลอดหลายชาติภพผ่านมา
ตู้ม!
โดยไม่รีรอให้อีกฝ่ายครุ่นคิด ชายในชุดยาวพลันคว้ามือไปบนอากาศ หอกศึกสีชาดปรากฏขึ้นในมือ จากนั้นก็ทะยานเข้าโจมตีอย่างดุดัน
เพียงอำนาจจากการกระทำนั้นก็เกินกว่ามหาเซียนจะทำได้!
ซูอี้ขมวดคิ้วแล้วตั้งรับตรง ๆ ด้วยหนึ่งหมัด สลายหอกศึกสีชาดเล่มนั้น ก่อนที่หมัดของเขาจะฟาดเข้าใส่หน้าอกของชายชุดยาวราวไร้อุปสรรคใดขวางได้
เปรี้ยง!!!
ร่างของชายในชุดยาวกระเด็นถอย พร้อมกรีดร้องด้วยความเจ็บปวดสาหัส เนื่องจากมีโลหิตหลั่งไหลจากหน้าอกที่ยุบตัว
ก่อนอีกฝ่ายจะทันตั้งหลักได้ ซูอี้ก็พุ่งเข้ามาคว้าคอคนผู้นั้นไว้ แล้วส่งอำนาจจากฝ่ามือกระแทกร่างของอีกฝ่ายอย่างจัง
ร่างของชายคนนั้นถูกฉีกกระชาก โลหิตสาดกระเซ็นทันที
ทว่ายามนี้ เงาสีแดงฉานเงาหนึ่งพลันพุ่งออกมาใส่ซูอี้ซึ่งอยู่ในระยะประชิด
ชายหนุ่มตบหลังมือเข้าใส่ เงาสีแดงพลันกระเด็นไปทันที
และในเวลานี้ เขาก็ได้เห็นรูปลักษณ์ของอีกฝ่ายถนัดตา เขาเป็นร่างวิญญาณที่มิใช่ทั้งคนและผี ปกคลุมด้วยหมอกสีชาดสั่นกระเพื่อมตลอดเวลา ใบหน้าคลุมเครือไม่อาจเห็นชัด ปราณบนร่างประหลาดและดุร้ายยิ่ง
“แปลกจริง ดูอย่างไรก็วิญญาณเฮี้ยน แต่มันก็ไม่เหมือนในเวลาเดียวกัน…”
ซูอี้ขมวดคิ้ว
เท่าที่เขารู้ เงาร่างสีแดงนี้เป็นเหมือนพลังงานประหลาดซึ่งแฝงร่างวิญญาณดุจปรสิต
สรุปก็คือ เงาสีแดงนั้นถูกอำนาจประหลาดช่วงชิงร่างไป!
เหลือเชื่อจริงๆ
“ฆ่า!”
เงาร่างสีชาดโจมตีเข้ามาอีกครั้งอย่างบ้าคลั่งราวไร้เหตุผล
ซูอี้กดฝ่ามือลง
เปรี้ยง!
ชั่วอึดใจต่อมา เงาสีชาดก็ถูกตรึงบนเวหา จึงไม่อาจขยับไหวได้อีก
ซูอี้ตั้งใจจะทดสอบอีกฝ่ายอย่างจริงจัง จึงมิได้ลงมืออย่างไร้ความปรานี และเมื่อตรึงอีกฝ่ายได้แล้ว เขาก็แยกจิตสัมผัสสายหนึ่งทะลวงเข้าหว่างคิ้วของคู่ต่อสู้ราวคมดาบ
ตู้ม!!
เพียงชั่วพริบตาเดียว อำนาจประหลาดอันร้ายแรงก็ไหลตามจิตสัมผัสของซูอี้เข้าสู่ห้วงความนึกคิดของเขา
“ต้นท้อเพลิงหวนสะพรั่งต้นนั้น ข้าคือผู้ปลูก ต่อให้ข้าตายไป ผู้ใดก็ขโมยมิได้! ต่อให้เป็นเทพก็ไม่!!”
“ความโลภคือรากเหง้าแห่งหายนะ? บ้าบอ! เดิมทีมันก็เป็นของข้าอยู่แล้ว โลภอันใด?”
“ฆ่า! ฆ่า! ฆ่า!”
…เสียงคำรามเยี่ยงคนบ้าปรากฏขึ้นในอำนาจประหลาดนั้น หมอกสีชาดเริ่มแผ่กระจายในห้วงความนึกคิดของซูอี้
ความโลภคือรากเหง้าแห่งหายนะ!
หัวใจของชายหนุ่มตกตะลึง
เขาจำปริศนาวังมังกรที่ตนเองเป็นคนถอดรหัสได้ และในหมู่พวกมันก็มีประโยคนี้อยู่
นอกจากนั้นยังมีประโยคขาด ๆ หาย ๆ อย่างโชคเคราะห์ล้วนไร้ตัวตน มีเพียงมนุษย์กล่าวขานตนเอง ผลแห่งความดีและชั่วตามติดเยี่ยงเงาอยู่ด้วย
ยามนั้น บุตรีแห่งสวรรค์ซีหนิงคาดเดาได้ว่าการล่มสลายของวังมังกรน่าจะเกี่ยวข้องกับบันทึกผลกรรม ซึ่งเป็นหนึ่งในเก้าความลับแห่งจักรวาล!!
หรืออำนาจประหลาดบนเงาสีชาดนี้จะเป็นอำนาจแห่งผลกรรม?
เมื่อตระหนักถึงเรื่องนี้ หัวใจของซูอี้ก็กระตุกวูบ เขาโคจรอำนาจเคล็ดพลังเวิ้งล้ำลึก แล้วจิตสัมผัสของเขาที่ควบแน่นดุจดาบก็กวาดไปทั่วห้วงความนึกคิด
เปรี้ยง!
หมอกสีชาดนั้นถูกลบไปทันใดเยี่ยงประสบคู่ปรับ!
และอำนาจประหลาดที่แผ่เข้าสู่ห้วงความนึกคิดของซูอี้ก็ดูเหมือนตื่นกลัว ก่อนจะเผ่นหนีออกไปในทันที
แต่มีหรือจะหนีพ้น?
ชายหนุ่มใช้เคล็ดพลังเวิ้งล้ำลึกเปลี่ยนห้วงความนึกคิดของเขาให้พัฒนาเป็นจิตวิญญาณธรรมลักษณ์ไร้ประมาณ ซึ่งอาบด้วยแสงวิถีลึกลับสีเข้ม ลบล้างอำนาจประหลาดนั้นไปในชั่วพริบตา!!
“ได้ผลจริง ๆ!”
ซูอี้ใจชื้น
ในหมู่อำนาจมหาวิถีมากมายที่เขาเชี่ยวชาญ เคล็ดพลังเวิ้งล้ำลึกนั้นเป็นปริศนาที่สุด หาโดดเด่นหรือด้อยไปกว่าวัฏสงสารไม่
เคล็ดพลังมหาวิถีนี้เป็นของขวัญที่ ‘ชาติแรก’ กลั่นขึ้นจากธารนทีสายยาวแห่งโชคชะตาเพื่อมอบให้แก่เขา ซึ่งมันสามารถตัดบ่วงผลกรรมและห้ามชะตาได้!
ก่อนหน้านี้ ตัวตนในชาติแรกได้มอบเคล็ดพลังเวิ้งล้ำลึกนี้เพื่อให้เขาไม่ได้รับผลกระทบจากอดีตชาติของตนยามปลุกอำนาจมหาวิถีอดีตชาติขึ้นมา
ทว่า ตอนนี้ซูอี้ประจักษ์แล้วว่าเคล็ดพลังเวิ้งล้ำลึกนี้แข็งแกร่งมากเสียจนสามารถชำระหมอกสีแดงอันคาดจะเป็นอำนาจผลกรรมได้โดยง่าย!
‘บันทึกผลกรรมถือครองอำนาจแห่งผลกรรม เคล็ดพลังเวิ้งล้ำลึกตัดผลกรรมห้ามชะตาได้ หมายความว่าหากบันทึกผลกรรมอยู่ในซากวังมังกรจริง ข้าจะสามารถกำราบมันได้หรือ?’
ซูอี้ครุ่นคิด
ภายในซากวังมังกร หนังสือเล่มหนึ่งซึ่งลอยอยู่เหนือแท่นโบราณพลันสั่นสะท้าน ข้อความบรรทัดหนึ่งปรากฏขึ้นบนหน้ากระดาษที่ว่างเปล่า
‘ไฉน… ข้าจึงรู้สึกถึงจิตมุ่งร้ายลึกล้ำได้กันหนอ?’
อึดใจต่อมา หนังสือเล่มนั้นก็หายวับไป
ในขณะนี้ ซูอี้เริ่มชำระล้างเงาสีแดงซึ่งถูกตรึงอยู่แล้ว!
มือขวาของเขายื่นออกไป ปลายนิ้วที่ปกคลุมด้วยเคล็ดพลังเวิ้งลึกลับกดลงบนเงานั้น
ตู้ม!
เงาสีแดงนั้นเหมือนถูกแผดเผา เพียงชั่วพริบตา รัศมีสีแดงบนร่างนั้นก็เลือนหาย เหลือเพียงร่างเงาวิญญาณซึ่งแทบจะโปร่งใสอยู่แล้ว
เมื่อมองดี ๆ อีกฝ่ายเป็นชายซึ่งดูเฒ่าชรา
เขาหัวเราะลั่นอย่างยินดียิ่ง “อิสระ ในที่สุดข้าก็เป็นอิสระจากการจองจำของ ‘อุปสรรคผลกรรม’ แล้วโว้ย! ฮ่า ๆๆ! ฮ่า ๆๆๆ!”
ก่อนซูอี้จะทันไหวตัว เงาวิญญาณอันแทบโปร่งใสของชายชราก็แปรเปลี่ยนเป็นพิรุณแสงสลายหายไป
“อุปสรรคผลกรรม?”
ดวงตาของชายหนุ่มวูบไหว และเขาพอจะเดาเหตุผลได้บ้างแล้ว
ชายชราผู้นี้น่าจะเป็นตัวตนขอบเขตมหาศาลผู้หนึ่งก่อนตกตาย ทว่าเขากลับถูกอำนาจผลกรรมเปลี่ยนเป็นเสี้ยววิญญาณที่ไม่ใช่ทั้งผีและคน สิงสถิตติดอยู่ในต้นท้อเพลิงหวนสะพรั่งต้นนั้น
ผลกรรมที่ว่านั้นย่อมมีที่มาที่ไป หากไร้สิ่งใดอื่น ต้นท้อเพลิงหวนสะพรั่งซึ่งเขาปลูกเองกับมือนั่นก็น่าจะเป็นที่มาของผลกรรมของเขา!
“สิ่งที่อาวรณ์ที่สุดในชีวิตกลับกลายเป็นกรรมตามติด และในที่สุดก็กลายเป็นเสี้ยววิญญาณดุจหายนะผลกรรม บ้าคลั่งกระหายการฆ่า ไม่ใช่ทั้งผีทั้งคน โศกเศร้าทรมาน น่าสงสาร”
ซูอี้รำพึงเบา ๆ
เหตุการณ์นี้ทำให้เขาประจักษ์ตั้งแต่ก้าวแรกว่าสมบัติลับแห่งจักรวาลอย่าง ‘บันทึกผลกรรม’ น่ากลัวเพียงใด มันกล่าวได้กระทั่งว่าชวนขนหัวลุก!
ต้องทราบว่าสรรพชีวิตในโลกหล้า ไม่ว่าจะเป็นเซียนผู้ยิ่งใหญ่หรือปุถุชนในวังวนเกิดแก่เจ็บตาย ใครบ้างไร้บ่วงผลกรรมพัวพัน?
บุญคุณความแค้น ความรักความชัง… ทุกผู้ล้วนมีเจ็ดอารมณ์หกปรารถนา ไม่ว่าผู้ใดบนผืนพิภพล้วนมีผลกรรมตามติดตราบอวสาน!
ไม่ต้องสงสัยเลยว่าบันทึกผลกรรมสามารถใช้ผลกรรมเหล่านี้สร้างเป็นหายนะสังหารได้!
แน่นอนว่าทุกปัญหาย่อมมีทางแก้
ผู้ฝึกตนเดินบนวิถีท้าทายสวรรค์ แม้จะมีอุปสรรคผลกรรมมากมาย ทว่าผู้แข็งแกร่งก็สามารถต้านทานและสะบั้นมันได้!
ในสายตาของซูอี้ ความพิสดารของบันทึกผลกรรมน่าจะเป็นเพราะมันสามารถใช้กฎแห่งผลกรรม บงการเจ็ดอารมณ์หกปรารถนาในสันดานมนุษย์เพื่อก่อหายนะได้!
แน่นอน นี่เป็นเพียงการคาดเดาของเขาเท่านั้น หากจะหาว่ามีปริศนาซุกซ่อนในบันทึกผลกรรมมากมายเพียงใด เขาก็ทำได้เพียงต้องหามันให้พบก่อนเท่านั้น
จากนั้นซูอี้ก็หันไปมองต้นท้อเพลิงหวนสะพรั่งซึ่งหลงเหลืออยู่ในสนามรบ
เพียงเอื้อมมือคว้า พฤกษาต้นนั้นก็ทะยานเข้าสู่มือ
วัตถุศักดิ์สิทธิ์นี้กล่าวได้ว่าเป็นสมบัติหายากอันเปี่ยมด้วยปราณเพลิงทิพย์หวนสะพรั่งหนาแน่น โดยเฉพาะลูกท้ออัคคีบนกิ่ง ซึ่งมีแดงสดเยี่ยงดวงตะวันยอแสง
สิ่งนี้ทำให้ซูอี้อดไม่ได้ที่จะใจเต้นแรงและครุ่นคิด
นี่ยังเป็นบริเวณรอบนอกของวังมังกร แต่ก็มีสมบัติล้ำเลิศแห่งฟ้าดินเช่นนี้อยู่ ไม่อาจคาดเดาได้เลยว่าจะมีสมบัติอะไรซุกซ่อนอยู่ภายในวังมังกรทะเลบูรพาอันกล่าวว่าเป็นขุมสมบัติหายากในตำนานโบราณนี้!