บันทึกตำนานราชันอหังการ [ 剑道第一仙 ] - ตอนที่ 1801-1805
ตอนที่ 1,801: คุกเทพ
ตึง!
ชั่วขณะที่ราชันวิถีมังกรแดงกำลังคิดฟุ้งซ่านอยู่ในใจ พลันเกิดการสั่นสะเทือนอย่างรุนแรง
ซากโบราณบรรพสังขารนี้คล้ายกับมีชีวิต หมอกสีดำอันเกรี้ยวกราดม้วนตัวราวกับเกลียวคลื่น กวาดออกมาทุกทิศอย่างบ้าคลั่ง
เสียงกรีดร้องอันแหบพร่าดังขึ้น
“อย่าไป! ช่วยพวกข้าด้วย! ช่วยพวกข้าด้วย!”
ราชันวิถี mังกรแดงได้ยินเสียงในหัว ราวกับถูกดาบและขวานฟาดฟันจนแทบฉีกขาด จิตวิญญาณได้รับผลกระทบอย่างร้ายแรง
นางส่งเสียงร้อง ใบหน้าขนาดเล็กเต็มไปด้วยความเจ็บปวด
“รนหาที่ตายนัก!”
เสียงอันเย็นเยือกของซูอี้ดังก้องทั่วสวรรค์และปฐพี
เสียงกรีดร้องแหบพร่าพลันจางหายไป
ราชันวิถีมังกรแดงตื่นขึ้นจากฝันร้ายในครานั้น หายใจรวยริน สีหน้าแตกตื่น
เสียงนั้น… เหตุใดจึงน่ากลัวได้เพียงนี้?!
ภัยพิบัติอันน่าสะพรึงที่กำลังเกิดขึ้นมันคืออะไรกันแน่?
ราชันวิถีมังกรแดงมีแรงกระตุ้นอันแรงกล้า อยากหันกลับไปดูอีกสักครา แต่สุดท้ายนางก็หักห้ามใจเอาไว้
ซูอี้เตือนไว้แล้วว่า อย่าหันกลับมา!
“อย่ากลัว ของเก่าแก่บางอย่างถูกขังอยู่ในสถานที่ต้องห้ามลึกลับเหล่านั้น ไม่แตกต่างจากเป็นนักโทษ ไม่มีทางไล่ตามมาได้”
น้ำเสียงอ่อนโยนของซูอี้ดังขึ้น ทำให้ราชันวิถีมังกรแดงสบายใจมากยิ่งขึ้น
แต่ในตอนนี้เอง… เปลวเพลิงศักดิ์สิทธิ์สีโลหิตพลันปรากฏขึ้นตรงหน้า
ทว่าเปลวเพลิงศักดิ์สิทธิ์สีโลหิตนี้แปลกประหลาดยิ่ง มันก่อรูปเป็นใบหน้าคนชรา เอ่ยปากกล่าวว่า
“ช่วยพวกข้าด้วย! พวกข้าคือศัตรูของทวยเทพ ช่วยพวกข้าที พวกข้าจะช่วยเจ้าฆ่าทวยเทพ!”
ซูอี้ปิดตาของราชันวิถีมังกรแดงด้วยมือข้างซ้าย ดาบแห่งโลกาในมือขวายกขึ้น ฟาดฟันอย่างเกรี้ยวกราด
ปัง!!!
เปลวเพลิงศักดิ์สิทธิ์สีโลหิตนั่นระเบิดออก แยกออกจากกัน
ก่อนที่เสียงชราแหบพร่าจะดังขึ้นอีกครา เต็มไปด้วยความเกรี้ยวกราด “เจ้ารู้หรือไม่ว่าถูกทวยเทพจับตาดูอยู่! บนเส้นทางข้างหน้าเจ้ามีชะตาจะต้องพัวพันกับภัยพิบัตินับหมื่น!”
“และศัตรูของพวกข้าคือทวยเทพ ช่วยพวกข้า เท่ากับเป็นการช่วยเจ้าด้วย!”
เสียงกระจายทั่วสวรรค์และปฐพี ทว่าซูอี้กลับเมินเฉย ขณะยังคงปล้นซากโบราณบรรพสังขารต่อไป
ระหว่างทางหมอกสีดำก่อตัวขวางทางซูอี้อย่างต่อเนื่อง พยายามขังเขาไว้ในซากโบราณบรรพสังขารนี้ ทำให้ซูอี้ประสบกับปัญหาครั้งใหญ่
ด้วยหมอกสีดำถูกเปลี่ยนสภาพโดยปราณมรณะแปลกประหลาด ถึงแม้ซูอี้จะไม่หวาดกลัว แต่ก็ทำให้เขาชะงัก
ทันใดนั้น เสียงร้องอันเกรี้ยวกราดของหญิงสาวดังขึ้น
“สหายเต๋า หยุดเขาเอาไว้ อย่าให้หนีออกไปได้!!”
หลังจากนั้น ก็มีเสียงอื่น ๆ ดังตามมา
“ตกลง! พลังของดาบเล่มนั้น สามารถทะลวงมหาภัยพิบัติต้องห้ามได้ ทำให้ทวยเทพหมดหนทาง มันจะต้องทลาย ‘คุกเทพ’ ที่กักขังพวกเราได้อย่างแน่นอน!”
“เร็วเข้า มาลงมือพร้อมกัน!!”
…เสียงจำนวนมากดังขึ้น เผยความวิตกออกมา แสดงท่าทีเป็นศัตรูอย่างชัดเจน
จากนั้น ทั่วซากโบราณบรรพสังขารปั่นป่วนอย่างรุนแรง มิติบิดเบือน หมอกสีดำบ้าคลั่งปกคลุมท้องนภา กลุ่มพลังน่าสะพรึงแปลกประหลาดปรากฏขึ้นราวกับคลื่น โอบล้อมซูอี้เอาไว้
ร่างบอบบางของราชันวิถีมังกรแดงกำลังสั่นสะท้าน นางอยู่ในอ้อมแขนของซูอี้ ไม่อาจมองเห็นอะไรได้
แต่การเคลื่อนไหวเพียงเท่านั้น ย่อมมากพอแล้วที่จะทำให้นางตระหนักได้ว่า หายนะอันน่าสะพรึงกลัวกำลังเกิดขึ้นในตอนนี้!
ในตอนนี้ ซูอี้ขมวดคิ้ว รู้สึกถึงภัยคุกคามเช่นกัน เขาสูดหายใจเข้า และใช้วิถีเต๋าขอบเขตอัศจรรย์อย่างเต็มกำลัง
ตูม!
เมื่อมองร่างสูงโปร่งของซูอี้ จะเห็นเขากับมหาวิถีคลุมเครือลึกลับมากมายที่แสดงถึงความศักดิ์สิทธิ์
มันทะลวงสวรรค์และปฐพีปั่นป่วนทั่วทุกทิศทาง แรงกดดันที่เป็นของระดับมหาเซียน บดขยี้หมอกสีดำที่พวยพุ่งจากทุกทิศทางในอึดใจเดียว
ส่วนซูอี้ยกดาบแห่งโลกาขึ้น
รอบข้างเขาเกิดแสงสว่างนับไม่ถ้วน กลิ่นอาย ‘เขตแดนวิถี’ ที่อธิบายไม่ได้ปรากฏขึ้นเหนือดาบแห่งโลกา เกิดการรวมตัวเป็นเค้าโครงมายาของดาบเต๋าไร้พรมแดน!
ตอนนี้เอง ทั่วทั้งซากโบราณบรรพสังขารถูกปกคลุมโดยพลังดาบที่มองไม่เห็น ศพโบราณที่กระจายอยู่ ล้วนหวาดกลัวตามสัญชาตญาณ
สุญญะสั่นไหวรุนแรง ส่งเสียงไปมา
และภายในรอยแยกขนาดใหญ่ในส่วนลึกของซากโบราณบรรพสังขาร ดวงตาหลายคู่ปรากฏขึ้นท่ามกลางหมอกสีดำ เผยให้เห็นถึงความประหลาดใจและดูสับสน
ซูอี้กวัดแกว่งดาบแล้วฟาดฟันลงไป
“จงเปิดออก!”
“ตูม!”
เมื่อฟาดฟันด้วยดาบ สวรรค์และปฐพีต่างเกิดรอยแยกปรากฏขึ้นมาในฉับพลัน
ทั้งสองฝั่งของรอยแยก ความว่างเปล่าพังทลายและกระจายออก ขุนเขาลำธารพังทลาย ปฐพีแตกร้าวด้วยพลังแห่งการทำลายล้างของดาบที่ฟาดลงไป
ชายหนุ่มไม่รู้ว่ามีศพโบราณมากแค่ไหนที่หลบหนีไม่พ้น พวกมันถูกกวาดล้างจนสิ้น
หมอกสีดำหนาปกคลุมทั่วสวรรค์และปฐพี ถูกปิดกั้นอย่างสมบูรณ์
ขณะที่ปลายทางของรอยแยกนั่น นำไปสู่ภายนอกของซากโบราณบรรพสังขาร!
“ไปกันเถอะ”
ซูอี้คว้าราชันวิถีมังกรแดงเอาไว้ ก้าวเข้าไปในรอยแยก และหายไปในทันที
ผ่านไปพักใหญ่ รอยแยกขนาดใหญ่นั่นหายไป เกิดเป็นความเงียบสงัดในซากโบราณบรรพสังขาร
หมอกที่แตกสลายค่อย ๆ ปรากฏขึ้น แต่ศพโบราณเหล่านั้นหายไปแล้ว
ในขณะเดียวกัน ดวงตาหลายคู่ในรอยแยกขนาดใหญ่ซึ่งอยู่ในส่วนลึกที่สุดเผยความสับสน ตกตะลึง และไม่เต็มใจ
“นี่คือพลังของมหาเซียนงั้นหรือ?”
“ขะ… เขาคือผู้ใดกัน!?”
“บัดซบ ข้ารั้งตัวเขาเอาไว้ไม่ได้!!!”
“รอประเดี๋ยวก่อน ในช่วงไม่กี่ปีที่ผ่านมา ผู้ที่เข้ามาในสถานที่แห่งนี้ต่างพูดกันว่า แดนเซียนขณะนี้กำลังเกิดกลียุคอย่างที่ไม่เคยมีมาก่อน เส้นทางในการเป็นทวยเทพจะปรากฏบนแดนดินในอนาคต เมื่อถึงตอนนั้น… พลังของทวยเทพจะปรากฏขึ้นอีกครั้ง!”
“เจ้ายังเชื่อในทวยเทพอีกหรือ?! หากไม่ใช่เพราะพวกคนโหดเหี้ยมเหล่านั้นยุคสุดวิเวก เหตุใดข้าจึงต้องมาถูกจองจำอยู่ที่นี่ด้วย?”
เสียงบทสนทนาดังขึ้น และจางหายไปในไม่ช้า ก่อนหมอกสีดำหนา จะเข้าปกคลุมซากโบราณบรรพสังขารอีกครา
คลื่นปั่นป่วน สั่นไหวไปมา เรือท้องแบนแล่นข้ามทะเลอย่างรวดเร็ว
ภายในเรือ ซูอี้เผยสีหน้าผ่อนคลายมากขึ้น และตระหนักได้ว่า ร่างเล็กและอ่อนนุ่มของราชันวิถีมังกรแดงยังคงอยู่ในอ้อมแขน
ศีรษะขนาดเล็กซุกอยู่ที่หน้าอกของเขา มือสีขาวสว่างขนาดเล็กทั้งสองข้างกุมเสื้อของเขาเอาไว้มั่น ราวกับยังรู้สึกไม่ปลอดภัย
ซูอี้หัวเราะด้วยความประหลาดใจ
“เจ้าคิดจะพึ่งข้าไปตลอดเลยหรือ?”
ซูอี้หัวเราะพลางเย้าหยอก เขาครุ่นคิดกับตัวเองว่า พอมองดูดี ๆ แล้ว หญิงสาวผู้นี้นับว่ารูปร่างดี สัดส่วนพอประมาณ ผิวกายอ่อนนุ่มจนน่าทึ่ง
“อืม…” ราชันวิถีมังกรแดงตัวสั่นเทา
หลังจากรีบปล่อยมือแล้ว นางจึงยืนนิ่งงันไป ใบหน้าของหญิงสาวแต่งแต้มไปด้วยสีแดงเข้ม นางก้มศีรษะ อดที่จะกล่าวไม่ได้ว่า “ใต้เท้า ข้า…”
“เอาล่ะ ไม่เป็นไรหรอก”
ซูอี้นั่งบนเรืออย่างสบายใจ นำไหสุราออกมา จมูกพลันได้กลิ่นหอมสดชื่นที่ปลายนิ้ว ให้ความรู้สึกคล้ายดั่งกลิ่นหอมของพฤกษาที่ลอยมาตามลมหลังฝนตกในหุบเขาอันว่างเปล่า ทำให้หัวใจของผู้คนอบอุ่น …เป็นกลิ่นที่ดีทีเดียว
เมื่อมองราชันวิถีมังกรแดงอีกครา นางกำลังยืนอยู่ตรงนั้นอย่างระแวดระวัง ไม่มีร่องรอยของความสง่าในฐานะเจ้าผู้ปกครองตลาดมังกรดำแต่อย่างใด
ผ่านไปสักพัก หลังนางปรับสภาพจิตใจได้ หญิงสาวพลันมัดผมยาวที่ยุ่งเหยิงเล็กน้อยให้กลายเป็นมวยผม ก่อนกล่าวเสียงต่ำว่า “ใต้เท้า เมื่อครู่มันเกิดอะไรขึ้น?”
คิ้วของซูอี้ขมวดขึ้น ก่อนหน้านี้ เขาไม่คาดคิดว่าจะเกิดเรื่องแบบนั้นขึ้น
ตอนนี้พอมาคิดดี ๆ แล้ว ในพื้นที่ต้องห้ามลึกลับไร้นามที่อยู่ลึกเข้าไปในซากโบราณบรรพสังขาร เป็นที่กักขังยอดฝีมือที่มีพละกำลังน่าสะพรึงยิ่งเอาไว้!
ยอดฝีมือเหล่านั้น น่าจะถูกสะกดไว้โดยทวยเทพ ก่อนถูกกักขังในพื้นที่จำกัดที่มีชื่อว่า ‘คุกเทพ’!
เป็นเรื่องน่ากลัวที่ซูอี้คาดเอาไว้นัก
ในชาติที่แล้ว หวังเย่เข้าสู่ซากโบราณบรรพสังขารเช่นกัน แต่ในตอนนั้น พื้นที่อย่าง ‘คุกเทพ’ ถูกปกปิดด้วยพลังต้องห้ามเอาไว้ แม้กระทั่งพละกำลังของหวังเย่ที่อยู่จุดสูงสุดก็ไม่สามารถเข้าไปได้
แต่ตอนนี้ เห็นได้ชัดว่ามีการเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่ในสถานที่แห่งนั้น ทำให้ยอดฝีมือที่ถูกกักขังมีโอกาสแทรกแซงเหตุการณ์ของโลกภายนอก!
“บางคนที่ถูกทวยเทพกักขังเอาไว้ …พวกเขามองทวยเทพเป็นศัตรูงั้นหรือ?”
ซูอี้จำได้ว่าตอนที่ถูกขวางทางก่อนหน้านี้ ‘นักโทษ’ เหล่านั้นต่างพากันร้องขอความช่วยเหลือ เรื่องนี้ดูไร้สาระยิ่งนัก
หากว่าเป็นศัตรูของทวยเทพ ทำไมถึงไม่ถูกสังหาร แต่กลับถูกสะกดและจองจำแทน? ต้องมีเบื้องลึกเบื้องหลังอย่างอื่นซ่อนไว้เป็นแน่!
ครุ่นคิดได้ครู่หนึ่ง ซูอี้จึงบอกราชันวิถีมังกรแดงถึงความคิดของเขาและกล่าวเสริมว่า “ยืนยันได้แล้วว่า คนเหล่านั้นล้วนไม่ใช่พวกดีเด่นอะไร แม้จะดูทรงพลัง ทว่าส่วนใหญ่คงเป็นเพียงตัวตนที่เพิ่งก้าวเข้าสู่ขอบเขตมหาศาลเท่านั้น เพราะงั้นอย่าวิตกเกินไป”
ราชันวิถีมังกรแดงพยักหน้า
เหตุผลที่นางหวาดกลัวก่อนหน้านี้เป็นเพราะไม่รู้ว่าเกิดเหตุอันใดขึ้น เมื่อได้ฟังคำอธิบายของซูอี้ จึงไม่ได้หวาดกลัวมากนัก
ขอบเขตมหาศาลหรือ? อีกไม่ช้านางก็จะถึงแล้วเช่นกัน!
“ใต้เท้า เช่นนั้นพวกเราจะไปที่ไหนกันต่อดี?”
ราชันวิถีมังกรแดงเอ่ยถาม
“เขตทะเลวังวนโลหิต” ซูอี้ตอบโดยไม่คิด
ตอนนี้ยังเหลืออีกสิบวัน ก่อนจะถึงเวลาไปซากวังมังกร เขาจึงอาศัยโอกาสนี้วางแผนจะเดินทางไปเขตทะเลวังวนโลหิต เพื่อดูว่าจะสามารถหาร่องรอยของเรือลอยฟ้าได้หรือไม่
หากสามารถหาสมบัติชิ้นนี้ได้ ย่อมสามารถตามหาสถานที่ที่หลี่ฝูโหยว ชาติที่ห้าของเขาเคยพำนักอยู่ ณ ภูเขาซากวิญญาณได้!
ในไม่ช้า เรือท้องแบนที่ซูอี้และราชันวิถีมังกรแดงนั่งมาได้แล่นไปตามสายลมและเกลียวคลื่น
ซูอี้นั่งขัดสมาธิ ยังคงหลอมไข่มุกหลอมวิถี รวบรวมพื้นฐานของขอบเขตมหาเซียน
ส่วนราชันวิถีมังกรแดงผันตัวไปเป็น ‘คนพายเรือ’ แผ่อำนาจมังกรแท้ไปตามเส้นทาง คอยขัดขวางสิ่งมีชีวิตน่าสะพรึงที่แฝงตัวอยู่ในส่วนลึกของทะเล
สามวันต่อมา ทะเลโลหิตปรากฏขึ้นเบื้องหน้า
ที่นี่มีพายุโหมกระหน่ำ ทำให้เกิดคลื่นโลหิตคล้ำ ราวกับทะเลโลหิตกำลังปั่นป่วน เมฆฝนฟ้าคะนองลอยขึ้นบนท้องนภา ฟ้าแลบอย่างบ้าคลั่ง บางครั้งสายฟ้าฟาดลงมาเป็นครั้งคราว ฉีกเป็นรอยแยกนับไม่ถ้วนในความว่างเปล่า
ที่นี่ คือเขตทะเลวังวนโลหิต! หนึ่งในพื้นที่อันตรายที่อยู่ลึกเข้าไปในทะเลบูรพา
ตามบันทึกบนม้วนหยก เมื่อครึ่งปีก่อน ใครบางคนได้เป็นสักขีพยานกับเรือลอยฟ้าที่ปรากฏขึ้นในเขตทะเลอันตรายแห่งนี้!
ในตอนนั้น เรือลอยฟ้าต้องสงสัยว่ากำลังต่อสู้กับสิ่งมีชีวิตน่าสะพรึงอีกครั้ง กลิ่นอายแห่งความโกลาหลแทรกซึมทุกอณูภายในเรือ ถูกกดขี่จนด้านหนึ่งของท้องนภาพังทลาย ความว่างเปล่าฉีกขาด และในส่วนลึกของทะเลวังวนโลหิต มีเสียงแตกตื่นและดูสิ้นหวังขึ้นมา
“ผ่านไปนานเพียงนี้ เจ้าเรือลอยฟ้านี่ก็ยังอาถรรพ์มิเปลี่ยน!! ต้องการถอนรากถอนโคนให้สิ้นซากเลยหรือไร?”
นี่คือเรือลอยฟ้าในตำนานที่ล่องลอยอยู่ในทะเลบูรพาในยุคสุดวิเวก!
‘ทะเลวังวนโลหิตนี้ห่างออกไปอย่างต่ำสามหมื่นลี้ เรื่องน่าจะเกิดขึ้นเมื่อครึ่งปีก่อน หากต้องการตามหาเบาะแส เกรงจะเป็นเรื่องยากลำบากพอตัว…’
ขณะซูอี้ครุ่นคิดเช่นนี้ เขาคล้ายกับสัมผัสบางสิ่งได้ ก่อนเงยหน้ามองลึกเข้าไปในทะเลวังวนโลหิต
ตอนที่ 1,802: เชื้อเชิญเข้าพวก
ตู้ม!
เสียงอสนีบาตสนั่นลั่นทั่วสรวงสวรรค์แดนสมุทร สะท้านทั่วความว่างเปล่า
บนท้องทะเลอันปั่นป่วนด้วยพายุ คลื่นคลั่งม้วนตัวรุนแรง เรือสมบัติสีดำหวีดหวิวเข้ามาหา
นั่นคือเรือลอยฟ้าที่ใต้เท้าจอมราชันกล่าวถึงหรือ?
เมื่อราชันวิถีมังกรแดงคิดดังนั้น เสียงของซูอี้ก็ดังขึ้นในโสตนาง “เจ้าไปซ่อนในเตาเสริมสวรรค์ก่อน”
หัวใจของราชันวิถีมังกรแดงหนาวยะเยือก แม้นางจะไม่เข้าใจสถานการณ์ นางก็ยังตอบตกลงอย่างเด็ดเดี่ยว “เจ้าค่ะ!”
แล้วนางก็แปรเปลี่ยนเส้นแสงสีแดงกวาดหายไปในเตาเสริมสวรรค์ทันที
และซูอี้ก็พลิกมือเก็บเตาเสริมสวรรค์ไป ก่อนจะยืนอยู่เฉย ๆ
จนเมื่อเขาเห็นเรือสมบัติสีดำเคลื่อนผ่านมรสุมเข้ามาใกล้ คิ้วของชายหนุ่มก็ขมวดเล็กน้อย
นี่มิใช่เรือลอยฟ้า!
ทันใดนั้น เสียงเสสรวลกระจ่างชัดก็ดังออกมาจากเรือสมบัติสีดำ “หลี่เสวียนจวิน ในที่สุดเจ้าก็มา!”
เสียงยังไม่ทันสิ้น เรือสมบัติสีดำก็ทะยานออกจากเขตทะเลวังวนโลหิต มาหยุดในระยะห่างจากซูอี้พันจั้ง
ทันใดนั้น คนกลุ่มหนึ่งก็ปรากฏขึ้นบนเรือสมบัติสีดำ
ผู้นำเป็นชายผู้ดูเก่งกาจในอาภรณ์ศึกสีหมึก ใบหน้าขาวกระจ่าง ดวงตาทรงเสน่ห์หรี่เรียวเช่นคมดาบ
ข้างกายเขามีหญิงชราท่าทางกระฉับกระเฉงผู้หนึ่ง หญิงชลาสวมประคากระดูกขาวขนาดเท่ากำปั้นรอบคอ สะพายกระเป๋าผ้าสีเทาใบหนึ่ง ดวงตาสามเหลี่ยมลึกโหล ดูกดดันน่าขนลุก
เขาคือบุตรแห่งสวรรค์ฉินเจี้ยนซูและบริวารข้างกาย!
เมื่อเห็นคนทั้งสอง ซูอี้ก็เข้าใจได้ทันที
ฉินเจี้ยนซูเป็นผู้ประมูลม้วนหยกอันบรรจุเบาะแสของเรือลอยฟ้าได้ จากนั้นบุตรีแห่งสวรรค์ซีหนิงจึงซื้อมันให้เขา
ดังนั้นจึงไม่น่าแปลกหากพวกฉินเจี้ยนซูจะมาปรากฏที่นี่
ทว่าเมื่อเขาเห็นกลุ่มคนซึ่งรวมตัวเบื้องหลังฉินเจี้ยนซู ซูอี้ก็ประหลาดใจเล็กน้อย
กลุ่มคนนั้นมีทั้งชายหญิง รวมทั้งสิ้นสิบสามคน จากเสื้อผ้าอาภรณ์ พวกเขาล้วนแต่มาจากลัทธิอัคคีเทพ!
ขุมกำลังวิถีมารอันสร้างขึ้นโดยจอมราชันเสมอสวรรค์หนานผิงเทียน!
‘ดูเหมือนว่าฉินเจี้ยนซูจะมายังแดนเซียนได้โดยการเชื้อเชิญจากลัทธิอัคคีเทพนะ’ ซูอี้กล่าวในใจ
“ไฉนจึงมิพูดเล่า? ประหลาดใจหรือ?”
ฉินเจี้ยนซูยืนบนเรือสมบัติสีดำ ดวงตาเรียวยาวเยี่ยงคมมีดมองซูอี้จากไกล ๆ เจือความหยอกเย้า
ซูอี้ครุ่นคิดแล้วจึงกล่าวว่า “พวกเจ้ามารอข้านานแล้วหรือ?”
“ใช่”
ฉินเจี้ยนซูกล่าวอย่างสุขุม “ครึ่งเดือนก่อน ข้ามายังเขตทะเลแห่งนี้ แต่โชคร้ายที่แม้ข้าจะค้นจนทั่วเขตทะเลวังวนโลหิต ก็ยังไม่อาจหาสมบัตินามเรือลอยฟ้าพบ”
ว่าแล้ว เขาก็เสสรวล “แต่ข้าก็มิได้มาล่าสมบัติ มาหาเจ้าต่างหาก จึงบอกไม่ได้ว่าเสียดาย”
ซูอี้เลิกคิ้ว “เจ้ามาหาข้าเพื่อการใด?”
ฉินเจี้ยนซูเสสรวล กล่าวปลอบเบา ๆ “อย่ากลัวไป แม้การกระทำของเจ้าในงานประมูลจะทำให้ข้าโกรธมาก แต่ข้าก็ไม่ใช่คนใจแคบเช่นนั้น การที่ข้ามารอเจ้าที่นี่มีเพียงจุดประสงค์เดียว”
ว่าแล้ว เขาก็ขยิบตาให้หญิงชราข้างกายเขา
หญิงชรากล่าวขึ้นทันที “นายน้อยของข้ามีคุณธรรมเสมอ ท่านเชี่ยวชาญในอักษรลับวังมังกร กล่าวได้ว่าเป็นเอกเอกาในโลกหล้า ขอเพียงท่านเต็มใจ ท่านก็สามารถเป็นแขกของนายน้อยของข้าได้ ในภายภาคหน้าก็มิต้องกังวลว่าจะมิอาจรุ่งโรจน์เรืองอำนาจอีก”
“เชิญข้าเข้าพวกหรือ?” ซูอี้ส่งสายตาพิกล
“จะเข้าใจเช่นนั้นก็ได้”
ดวงตาสามเหลี่ยมลึกโหลของหญิงชราเจือประกายภาคภูมิ “นี่เป็นโอกาสครั้งเดียวในชีวิตเลยนะ มันเปลี่ยนแปลงชะตาของเจ้าในภายหน้าได้ อย่าให้นายน้อยของข้าผิดหวังเชียว”
ฉินเจี้ยนซูกล่าวยิ้ม ๆ “ท่านไม่ต้องห่วงเรื่องซีหนิงหรอก หากเข้าร่วมกับข้า ซีหนิงก็ทำอันใดมิได้แล้ว”
ว่าแล้ว สายตาของเขาก็แฝงความนัยยากเกินจะคาดเดา “เพื่อแสดงความบริสุทธิ์ใจ ข้าบอกความลับบางอย่างแก่เจ้าก็ได้ ยามนี้สถานการณ์ของซีหนิงกล่าวได้ว่าย่ำแย่นัก ข้าคิดว่าต่อให้นางได้โอกาสเข้าสู่ซากวังมังกร นางก็น่าจะพบอุบัติเหตุเสียมากกว่าประสบโชค!”
ม่านตาของซูอี้หดตัวเล็กน้อย
จากที่คนผู้นี้ว่า หรือซีหนิงจะถูกศัตรูหมายตาอยู่?
“อย่าคิดว่าข้าพูดให้แตกตื่นเลย”
ท่าทีของฉินเจี้ยนซูดูเรื่อยเฉื่อย น้ำเสียงเจือความปรีดาในความทุกข์ของผู้อื่น “หากไม่เชื่อ เจ้าจะลองขอความช่วยเหลือจากซีหนิงยามนี้ก็ได้ และรอดูว่านางจะมาถึงเขตทะเลวังวนโลหิตทันเวลาหรือไม่”
ซูอี้ขมวดคิ้วเล็กน้อย เขาย่อมเข้าใจความหมายคำพูดของฉินเจี้ยนซู ยามนี้ซีหนิงมาช่วยเขามิได้!
“คิดได้หรือยัง?”
หญิงชราถาม
ซูอี้กล่าว “หากข้าปฏิเสธเล่า?”
หญิงชราอดแสยะยิ้มมิได้ “ท่านควรมองสถานการณ์ให้ชัดเจนก่อนตัดสินใจ หญิงเฒ่าอย่างข้ากล่าวได้เพียงว่าเจ้ารับมือมิได้หรอก!”
ผู้คนจากลัทธิอัคคีเทพต่างเสสรวลด้วยแววตาเย้าหยอก เขาไม่อาจรอดได้ด้วยตัวคนเดียว ยังมีทางให้หวนกลับอีกหรือ?
ซูอี้เองก็แย้มยิ้มกล่าวเนิบ ๆ “หากเกิดบางอย่างขึ้นกับข้า เจ้าจะไม่ได้เข้าใจอักษรลับวังมังกรหรอก”
“ขู่กันหรือ?”
ดวงตาของฉินเจี้ยนซูดูพิกล อดส่ายหน้ามิได้ “ทุกผู้ล้วนเข้าใจกันง่าย ไฉนต้องให้ข้าลำบากด้วยเล่า? งั้นข้าบอกเลยก็ได้ว่า ต่อให้เจ้าอยากฆ่าตัวตาย… ก็ทำมิได้!”
วาจานั้นสนั่นก้อง เผยอำนาจเกินกังขา
ซูอี้แค่นหัวเราะ กล่าวด้วยสีหน้างุนงง “ข้าอยากรู้จริง เจ้ามิห่วงหรือว่าจะต้องเผชิญหายนะเทพ กระทบหนทางบรรลุเทพของเจ้า?”
เขาสับสนจริง ๆ เมื่อครั้งเริ่มยุคอวสานเซียน หายนะเทพนั้นปกคลุมทั่วกฎสวรรค์แดนเซียน
เจ้าเฒ่าอย่างเซวี่ยเซียวจื่อ เจียงไท่เอ๋อ หนานผิงเทียนและคนอื่น ๆ ซึ่งอยู่ ณ ระดับสุดลึกล้าล้วนซุกซ่อนตัว ไม่กล้าเปิดเผยตัวต่อโลกมาเนิ่นนาน
ไม่นานมานี้ ณ โลกเร้นลับคุนอู๋ บุตรสวรรค์ชิงเซียวปรากฏสู่แดนเซียน มีอำนาจร้ายกาจในระดับสุดลึกล้าอย่างเห็นได้ชัด ทว่าเขากลับไม่กล้าเผยอำนาจแท้จริงด้วยกลัวต้องตกตายอย่างอนาถเยี่ยงไป๋หลิ่ว หญิงรับใช้ของเขา
เทียบกันแล้ว ฉินเจี้ยนซูและหญิงชราดูแสนเยือกเย็น ดูมิกลัวการโจมตีของ ‘หายนะเทพ’ นี้เลย
“ซีหนิงไม่ได้บอกเจ้าหรือ?”
ฉินเจี้ยนซูเผยสีหน้าสงสาร “ดูเหมือนนางจะมิถือเจ้าเป็นคนของนางโดยแท้จริงนะ หาไม่ กระทั่งเรื่องนี้ไฉนต้องปิดบัง?”
แล้วเขาก็แย้มยิ้มทันที “เอาเถอะ เพื่อให้เจ้าเข้าร่วมกับข้าอย่างบริสุทธิ์ใจ ข้าจะบอกให้”
“พวกข้าซึ่งมาจากโลกแห่งเทพย่อมหวาดกลัวหายนะเทพกันอยู่แล้ว แต่ก็แค่กลัวเท่านั้น”
“สมบัติบางชิ้นที่พวกเราต่างมีในมือสามารถพรางปราณของเราไม่ให้ถูกหายนะเทพหมายหัวได้”
ซูอี้กล่าว “แต่เท่าที่ข้ารู้ หากตัวตนเช่นพวกเจ้าไม่กดการฝึกฝนไว้ ต่อให้พรางปราณเช่นไรก็ประสบปัญหาได้ง่าย ๆ นะ”
ดวงตาของฉินเจี้ยนซูหรี่ลง ก่อนจะแย้มยิ้มทันใด “ถูกต้อง เราต่างต้องสะกดการฝึกฝนไว้เพื่อหลอกสายตาและหลบหายนะเทพ”
เขาเปลี่ยนน้ำเสียง “แต่แล้วเช่นไร? ในแดนเซียนทุกวันนี้ ตัวตนขอบเขตมหาศาลทั้งหลายต่างซุกซ่อน ทั่วโลกหล้านี้มีผู้ใดต่อกรกับเราได้บ้าง?”
ว่าแล้ว เขาก็ยกยิ้มมั่นใจ “สรุปคือ ในโลกหล้าทุกวันนี้ พวกข้าคือตัวตนแข็งแกร่งสูงสุดเหนือผู้ใด!”
สิบสามยอดฝีมือระดับมหาเซียนจากลัทธิอัคคีเทพล้วนเผยสีหน้าโหยหา
ถูกต้อง ต่อหน้าบุตรแห่งสวรรค์มหาเซียนเหล่านี้ไร้ค่าไม่น่ามองเลยสักนิด! กระทั่งมหาอำนาจระดับมหายุทธ์ยังมิอาจเทียบชั้น!
ต่อให้สัตว์ประหลาดเฒ่าระดับสุดลึกล้าเหล่านั้นออกมา ใครเล่าจะกล้าฉีกหน้าต่อสู้กับบุตรแห่งสวรรค์เหล่านี้?
ไม่กลัวหรือไรว่าบุตรแห่งสวรรค์เหล่านี้จะเผยอำนาจเต็มที่โดยไม่กลัวหายนะเทพ?
กล่าวได้ว่าบุตรและบุตรีแห่งสวรรค์ในแดนเซียนในปัจจุบันเหล่านี้ ‘แข็งแกร่งสูงสุด’ จริง ๆ!
ทว่าซูอี้กลับกล่าวอย่างมิใส่ใจ “ว่าไปแล้ว สรุปก็คือกลัวหายนะเทพและต้องกดการฝึกฝนอยู่เช่นกัน”
ทุกคน “…”
มหาเซียนจากลัทธิอัคคีเทพผู้หนึ่งหน้าเสีย “ตัวตนขอบเขตมหาศาลตกตายในยุคอวสานเซียนด้วยหายนะเทพกันมากมาย และยังไม่อาจทราบว่ามีมหาเซียนตกตายมากเพียงใด หรือจะบอกว่าท่านมิกลัวหายนะเทพหรือ?”
ซูอี้ว่า “ข้ามิกลัว”
ทุกคน “…”
ฉินเจี้ยนซูอดเสสรวลมิได้ “กล้าก็ดีแล้ว แต่อย่าอวดดีไปจะดีกว่า เพราะถึงอย่างไร… เจ้าก็ไม่เคยได้ประจักษ์ความน่าสะพรึงกลัวแห่งหายนะเทพ จึงกล้าอวดดีเช่นนี้”
หญิงชราขมวดคิ้ว กล่าวอย่างเหลืออดเล็กน้อย “หยุดพูดพล่ามเสียที เจ้าตัดสินใจได้แล้ว! ฟังให้ดีนะ อย่าทำให้หญิงชราผู้นี้ต้องลงมือเอง!”
ทันใดนั้น ทุกสายตาก็จับจ้องยังซูอี้ บรรยากาศเหนือน่านน้ำตึงเครียด แดนดินใกล้เคียงเงียบสงัด
ซูอี้แย้มยิ้ม “หรือเจ้าจะลองดู?”
สีหน้าของหญิงชรางอง้ำ
ฉินเจี้ยนซูรำพึงเบา ๆ “ไฉนกันหนอ ข้าอุตส่าห์ให้เกียรติ เชื้อเชิญอย่างอบอุ่น ยังมิตกลงอีก? หรือเขา… จะคิดว่าข้ามีดีแต่ปาก?”
เขาหันมองหญิงชรา หญิงชรากล่าว “ไม่หรอกเจ้าค่ะ เพราะเขาไม่รู้ฟ้าสูงแผ่นดินต่ำต่างหาก จำต้องสั่งสอนให้รู้สำนึกเสียบ้าง”
“งั้นเจ้าก็จัดการเสีย”
ฉินเจี้ยนซูถูมือเบา ๆ และกล่าวช้า ๆ “ทำลายความเย่อหยิ่ง ให้เขาตาสว่างแล้วมาคุกเข่าสำนึกตรงหน้าข้าดี ๆ เสีย”
“รับทราบ!”
ร่างของหญิงชราทะยานเวหาเข้ามาอย่างรวดเร็ว
อึดใจต่อมา จันทร์เพ็ญสีเลือดก็ปรากฏเหนือนภา ร่วงหล่นดุจดวงเพลิงใส่ซูอี้
ตู้ม!
จันทร์เพ็ญนั้นเคลือบด้วยสีเงินเจิดจรัสเหนือเก้าสวรรค์ เปี่ยมอำนาจประหลาดลึกลับ ยามเคลื่อนคล้อยเหนือเวหา ความว่างเปล่าพลันแผดเผาถล่มร่วงดุจกระดาษเปื่อย
อำนาจทำลายล้างร้ายกาจเองก็กวาดเข้าใส่ มหาเซียนทั้งหลายจากลัทธิอัคคีเทพล้วนพรั่นพรึง
นี่คืออำนาจระดับมหายุทธ์!
เพียงหนึ่งการโจมตี สุญญะทั่วฟ้าดินดูจะถูกสะกดข่ม ไม่อาจรับอำนาจร้ายกาจเช่นนี้ได้!
ฉินเจี้ยนซูหยุดเสวนา เดิมทีเขาตั้งใจเตือนหญิงชราไม่ให้ลงมือเฉียบขาดจนเผลอฆ่าอีกฝ่าย แต่หลังจากครุ่นคิดอยู่ครู่หนึ่ง เขาจึงมิได้หยุดยั้งห้ามปรามนาง หญิงชราก็มิใช่ผู้มิเข้าใจอะไรเลย นางย่อมรู้ดีว่าต้องทำเช่นไร
ตอนที่ 1,803: นี่หรือมหาเซียน?
ทว่า… ทุกคนกลับต้องประหลาดใจเมื่อหญิงชราโจมตีมิถูกผู้ใด!
ขณะที่ซูอี้กำลังจะถูกโจมตี ร่างของเขาก็พลันหายวับไปกับตา
หัวใจของหญิงชราหนาวยะเยือก การโจมตีของนางปกคลุมไปทั่วทุกที่เยี่ยงกรงขัง ต่อให้เป็นตัวตนระดับมหายุทธ์ก็ใช่จะหนีได้ง่าย ๆ!
แต่ยามนี้ ซูอี้หายไปแล้ว เหมือนดั่งปักษาในกรงซึ่งอันตรธานหายไปอย่างไร้ร่องรอยทั้ง ๆ ที่กรงยังอยู่กับที่!
ทันใดนั้น สันหลังของหญิงชราก็หนาวยะเยือก หันไปฟาดฝ่ามือโดยไร้ลังเล
ตู้ม!
สุญญะแหลกระเบิด น่านน้ำในรัศมีสามพันจั้งยุบตัว กระแสวารีแปรเปลี่ยนเป็นศรนับไม่ถ้วนพุ่งทะยานมั่วซั่วทุกทิศทาง
ทว่าหญิงชราก็ต้องขมวดคิ้วแน่น เมื่อท้ายที่สุดนางก็ยังหาร่องรอยคู่ต่อสู้ไม่เจอ
“ออกมา!”
นางตวาดลั่น มือผนึกเป็นสัญลักษณ์ สุญญะใกล้เคียงพลันแหลกร้าวราวถูกหัตถ์ใหญ่ล่องหนบดขยี้ คลื่นทำลายล้างร้ายกาจสาดซัด
อำนาจร้ายกาจเช่นนั้นทำให้มหาเซียนทั้งหลายจากลัทธิอัคคีเทพสูดหายใจเฮือก
ทว่ายามนี้เอง แสงอันเจิดจ้าแสงหนึ่งพลันปรากฏขึ้นเหนือศีรษะหญิงชราอย่างรวดเร็วและเงียบงัน!
“เจอตัวเจ้าแล้ว!”
หญิงชราไม่ได้รีบร้อน เนตรสามเหลี่ยมของนางเบิกโพลง ยกมือขึ้นอย่างรวดเร็ว
เปรี้ยง!!!
แสงนั้นสลายไป ขณะเดียวกัน ซูอี้ก็ทะลวงออกมาจากก้นสมุทรเยี่ยงคมดาบไร้เทียมทานทะลวงขึ้นจากขุมนรก!
“แย่แล้ว!”
สีหน้าของหญิงชราแปรเปลี่ยนกะทันหัน
เดิมทีนางคิดว่าซูอี้ซุกซ่อนอยู่เหนือท้องนภา ไม่คิดว่าอีกฝ่ายจะโจมตีมาจากใต้สมุทร ยามนางไหวตัว อีกฝ่ายก็โจมตีออกมาอย่างดุเดือดแล้ว
ตู้ม!
ดวงตาเย็นเยียบของซูอี้วาวโรจน์เช่นอสนี เหวี่ยงหมัดราวตวัดดาบ พุ่งตรงออกไปอย่างทรงพลัง
ด้วยหมัดนี้ ฟ้าดินพลันปั่นป่วน สุญญะรอบข้างพังทลาย และยามคับขันนี้เอง ประคากระดูกขาวรอบคอหญิงชราก็ส่องประกาย สร้างวงแหวนทิพย์คุ้มรอบกายนางไว้
วงแหวนทิพย์นั้นเจิดจรัสเรืองรอง แผ่ความรู้สึกเป็นอมตะมิอาจทำลายออกมาบาง ๆ
ทว่าด้วยหมัดของซูอี้ วงแหวนทิพย์นั้นพลันถูกกระทบกระแทกรุนแรงจนบังเกิดรอยร้าวนับไม่ถ้วน
“นี่…”
ดวงตาของหญิงชราเบิกกว้างอย่างไม่อาจเชื่อ นี่คืออำนาจของมหาเซียนหรือ? น่ากลัวกว่าอำนาจระดับมหายุทธ์อีก!
ต้องทราบว่าประคากระดูกขาวเส้นนั้นของนางเป็นสมบัติระดับมหายุทธ์ขั้นสูงสุด และวงแหวนทิพย์ที่สมบัตินี้สร้างขึ้นมีนามว่า ‘กฎต้องห้ามหกตะปูสยบนภา’ ซึ่งเพียงพอต่อการขวางการโจมตีสุดกำลังของศัตรูในระดับมหายุทธ์ได้
ทว่ายามนี้ กฎต้องห้ามนี้กลับสั่นคลอนบังเกิดรอยร้าว!! หญิงชราจะไม่ประหลาดใจได้หรือ?
ก่อนหญิงชราจะทันเปลี่ยนกระบวนท่า ซูอี้ก็โจมตีเข้ามาอย่างหนักหน่วง เหวี่ยงหมัดเยี่ยงตวัดดาบ ชกออกมาเป็นร้อย ๆ หนในอึดใจเดียว!
ทุกหมัดนั้นฉาบด้วยกฎเกณฑ์มหาเซียนสูงสุดอันทรงพลัง ภายใต้การระดมโจมตีรัวเร็วเช่นนี้ วงแหวนทิพย์รอบกายหญิงชราแหลกสลายเป็นพิรุณแสงนับไม่ถ้วน
หญิงชราผงะอึ้ง ต้องต่อสู้อย่างสุดกำลัง ทว่าไม่นานนัก นางก็จวนเจียนแพ้พ่าย อำนาจแต่ละหมัดของซูอี้นั้นทรงพลังเหลือเชื่อ ไม่ว่านางจะใช้เคล็ดวิชาเลิศล้ำเพียงไร พวกมันก็ล้วนถูกชกระเบิดแหลกตาม ๆ กัน
และนางก็ถูกชกจนเซถอยหลัง สภาพยับเยินทุลักทุเล เพียงไม่กี่พริบตา จมูกและใบหน้าของนางก็บวมเป่ง เส้นผมกระจัดกระจาย อำนาจคุ้มกายทั้งหลายแทบสลายสิ้น
หญิงชราแทบไม่อยากเชื่อ นี่หรือมหาเซียน!?
ไกลออกไป ฉินเจี้ยนซูเองก็ผงะอึ้งตะลึงงัน
หญิงชราคือบริวารของเขา นางเป็นตัวตนระดับแกนรวมศูนย์ขั้นสมบูรณ์ เป็นเฒ่าชราและสุขุมเยือกเย็น แม้ยามนี้การฝึกฝนของนางจะถูกกดอยู่ในระดับมหายุทธ์ นางก็ยังมีพลังอยู่เหนือผู้คนในระดับเดียวกันทั่วแดนเซียน!
ทว่ายามนี้… หญิงชรากลับแพ้พ่ายยับเยิน! ถูกมหาเซียนผู้หนึ่งโจมตีจนแทบไร้ทางสู้!!
“นี่…”
มหาเซียนทั้งหลายจากลัทธิอัคคีเทพก็ตะลึงงันมิต่างกัน ในแดนเซียนทุกวันนี้ ผู้ใดบ้างเคยได้พบพานมหาเซียนอันห้าวหาญทรงพลังจนสามารถโจมตีตัวตนระดับมหายุทธ์จนถอยร่นสะบักสะบอมได้!?
ตู้ม!
สุญญะถิ่นนั้นปั่นป่วนรวนเร ทศทิศเหนือน่านน้ำถูกกระทบจนบังเกิดคลื่นยักษ์โถมกระเทือน
หญิงชรากระอักเลือด ทั้งตื่นตะลึงและเดือดดาล นางทุ่มสุดกำลังและใช้เคล็ดวิชาเลิศล้ำต่าง ๆ มากมาย ทว่ากลับยังไม่อาจหยุดการโจมตีอย่างดุดันของอีกฝ่ายได้
จนนางต้องพึ่งพาประคำเส้นนั้น แต่ก็ทำได้เพียงสกัดกั้นไว้ชั่วขณะ!
ขณะเดียวกัน ซูอี้นั้นไร้อุปสรรคดุจรุ้งพาดเวหา ระหว่างร่ายหมัด ปราณดาบเรืองรองก็ทะยานผ่านนภา อำนาจร้ายกาจถล่มทลาย
แต่ต้องพูดว่าหญิงชรามีฝีมือจริงแท้ ต้องทราบว่าซูอี้สามารถสังหารฉู่อวิ๋นเจี่ยและมหาอำนาจระดับมหายุทธ์ได้ตั้งแต่อยู่ในขอบเขตศักดิ์สิทธิ์
และยามนี้ ซูอี้ก็เป็นมหาเซียนไปแล้ว! ด้วยความแข็งแกร่งปัจจุบันของเขา ชายหนุ่มสามารถประชันกับตัวตนระดับแกนรวมศูนย์ได้
แม้การฝึกฝนของหญิงชราจะถูกกดเหลือเพียงระดับมหายุทธ์ ทว่าความแข็งแกร่งของนางเหนือชั้นเกินคนอย่างฉู่อวิ๋นเจี่ยจะเทียบได้ หากไม่ใช่เพราะเหตุนี้ นางคงถูกซูอี้ฆ่าตายในพริบตา มิอาจดึงดันยืดศึกได้ถึงยามนี้
“พวกเจ้าลงมือด้วยกันเลย เร็วเข้า!”
ฉินเจี้ยนซูตะโกน เขารับรู้ได้ถึงเหตุการณ์ผิดปกติ ศัตรูที่ต้องจัดการหนนี้หาใช่มหาเซียนธรรมดาไม่ แต่เป็นผู้ร้ายกาจซึ่งเร้นกายมิดชิด!
มหาเซียนจากลัทธิอัคคีเทพทั้งหลายมองหน้ากัน ก่อนจะกัดฟันทุ่มโจมตีสุดกำลังทันใด
เปรี้ยง!
มหาเซียนสิบกว่าคนเผยสมบัติออกใช้ โจมตีออกมาอย่างอหังการดุเดือดมิแพ้กัน ไร้ผู้ใดกล้าเลินเล่อ โคจรดำเนินกำลังเต็มที่ไร้เก็บงำ
“รู้ทั้งรู้ว่าต้องตายก็ยังแห่กันมา โง่เง่าสิ้นดี!”
ซูอี้แค่นเสียงอย่างเย็นชาแล้วโบกแขนเสื้อ
ตู้ม!
ปราณดาบสายหนึ่งทะยานผ่าน ทุกแห่งหนในเส้นทางปลิดปลิวเยี่ยงสายลมสารทฤดูพลิ้วแผ่วผ่านใบไม้ สังหารมหาเซียนทั้งหลายมลายสิ้น โลหิตสาดกระเซ็นย้อมแดนดินถิ่นใกล้แดงฉาน
มหาเซียน!! ยักษ์ใหญ่ชั้นหนึ่งในแดนเซียนทุกวันนี้ เมื่อตัวตนขอบเขตมหาศาลไม่ปรากฏตัว มหาเซียนก็กลายเป็นที่ยกย่อง
ทว่ายามนี้ มหาเซียนทั้งหลายจากลัทธิอัคคีเทพกลับตกตายในพริบตาราวแมลงเม่าบินสู้ไฟ เหตุละเลงเลือดเช่นนี้สะท้านใจยิ่งอย่างไร้กังขา!
ทว่าฉินเจี้ยนซูหาได้ประหลาดใจกับเรื่องนี้ไม่ มหาเซียนทั้งหลายจากลัทธิอัคคีเทพอาจจะเป็นผู้นำสูงสุดในสายตาสรรพชีวิตแห่งแดนเซียน แต่ในสายตาเขา คนพวกนี้เป็นเพียงข้าทาสใช้แล้วทิ้ง ต่อให้ตายไปก็หากระทบกระเทือนถึงเขาไม่
แน่นอน แม้มหาเซียนเหล่านี้จะตายไป หญิงชราก็มีโอกาสพักหายใจและกลับสู่ข้างกายฉินเจี้ยนซูในที่สุด
“นายน้อย คนผู้นั้นผิดปกติเจ้าค่ะ!”
หญิงชราเค้นเสียงกล่าว ร่างของนางเต็มไปด้วยบาดแผล เส้นผมยุ่งเหยิง จมูกคล้ำม่วง ใบหน้าบวมเป่ง ดวงตาสามเหลี่ยมม่วงคล้ำช้ำเขียว ดูสะบักสะบอมนัก
“แค่นี้หรือ?”
ไกลออกไป ดวงตาของซูอี้ปรากฏเค้าดูแคลน อันที่จริง หัวใจของเขารู้สึกเสียดายเล็กน้อย เพราะเขากังวลว่าตัวตนจะถูกเปิดเผย จึงไม่ได้ใช้ดาบแห่งโลกา มิเช่นนั้นคงได้สับหญิงชราผู้นี้ตายไปแล้ว
“อย่าห่วงเลย ต่อให้เขาจะมีวิถีเต๋าระดับสุดลึกล้ำ เขาก็มิเป็นภัยต่อเราหรอก!”
สีหน้าของฉินเจี้ยนซูดำคล้ำ เขามิได้ตื่นตระหนก แต่รู้สึกเหมือนถูกหลอก ไม่คาดคิดเลยว่าข้าทาสข้างกายบุตรีแห่งสวรรค์ซีหนิงจะทรงพลังเพียงนี้
“ไม่เป็นภัยต่อพวกเจ้า?”
ซูอี้เสสรวล “งั้นก็รอดูว่าเจ้าจะกล้าใช้อำนาจเต็มที่หรือไม่” เขาก้าวเข้ามา ปราณบนร่างไต่ระดับขึ้นเรื่อย ๆ และโจมตีเข้ามาทันที
“เจ้า…”
ฉินเจี้ยนซูฉุนขาด ทว่าท้ายที่สุด เขาก็มิกล้าเผยอำนาจแท้จริง
เหตุผลนั้นง่ายมาก เขามายังแดนเซียนหนนี้เพื่อแสวงโอกาสพิสูจน์ตนบรรลุเทพ หากเผยอำนาจทั้งหมดออกมา ตัวเขาจะถูกหายนะเทพโจมตีอย่างไม่อาจหลีกเลี่ยง และจุดประสงค์การขึ้นเป็นเทพในภายหน้าของเขาก็จะพลอยถูกกระทบไปด้วย!
แต่นี่ไม่ได้หมายความว่าเขาไร้น้ำยาไม่อาจสังหารศัตรู!
“ไป!”
ฉินเจี้ยนซูยกมือขึ้น ยันต์ลับสีเลือดชิ้นหนึ่งระเบิดออกกลางอากาศ อำนาจเทพร้ายกาจทรงพลังปรากฏขึ้นโจมตีซูอี้
ทว่าซูอี้ไม่ได้ต้านรับตรง ๆ แต่ใช้อำนาจของพฤกษาหมื่นภูมิลบร่างหายไป
ฉินเจี้ยนซูไม่กล้าเผยอำนาจตน ขณะที่เขามิกล้าเผยพลังวัฏสงสารมาหยุดอำนาจเทพ มิเช่นนั้นตัวตนของเขาจะถูกเปิดโปงทันที
ทันทีที่การโจมตีนี้ปรากฏสู่อากาศ เปลือกตาของฉินเจี้ยนซูกระตุก เคล็ดวิชาเร้นกายเคลื่อนย้ายบ้า ๆ นั่นอีกแล้ว! เขาสังเกตเห็นตั้งแต่ยามซูอี้ประมือกับหญิงชราแล้วว่าอีกฝ่ายสามารถผลุบโผล่ตามที่ต่าง ๆ อย่างเงียบงัน ไม่อาจตรวจจับร่องรอยได้
แม้จะใช้เคล็ดวิชาล้ำเลิศปิดผนึกพันธนาการ อีกฝ่ายก็ยังสามารถหลบเลี่ยงได้อย่างง่ายดาย ช่างน่าเหลือเชื่อ!
เมื่อเห็นว่าซูอี้สามารถหลบการโจมตีของ ‘ยันต์ลับอำนาจเทพ’ ได้ง่าย ๆ ฉินเจี้ยนซูก็พรั่นพรึงในใจ อำนาจวิเศษนี้คืออันใดกัน? ไฉนจึงท้าทายสวรรค์เพียงนี้?
ก่อนฉินเจี้ยนซูจะคืนสติ ร่างของซูอี้ก็พลันปรากฏขึ้นมิห่างไปไกลนักและชกเข้าโจมตี เฉียบขาดเยี่ยงสายฟ้า รวดเร็วดุจแสงวูบไหว!
ยามคับขันนี้ หญิงชราใช้เส้นประคำขวางการโจมตีของซูอี้ไว้ ทว่าตัวนางก็ถูกชกกระเด็นไปพร้อมเสียงร้องโหยหวนอย่างเจ็บปวด
“ไอ้! สาร! เลว!”
ฉินเจี้ยนซูเดือดดาลจนขบเขี้ยวแทบแหลก ตะโกนออกมาว่า “ไม่ต้องสะกดการฝึกฝนแล้ว กำราบเขาเร็วเข้า! ข้าจะฉีกเนื้อถลกหนังจนมิอาจร้องขอชีวิตได้เลย!!”
“เจ้าค่ะ!”
หญิงชราสะกดกลั้นโทสะไว้จนแทบบ้าอยู่แล้ว เมื่อนางได้ยินเช่นนี้ นางก็สลัดกระเป๋าสีเทาที่นางสะพายไว้ออกอย่างไร้ลังเล
ตู้ม!
ราวผนึกถูกปลดออก การฝึกฝนของนางไต่ระดับสู่ระดับแกนรวมศูนย์ทันที อำนาจน่าน่าสะพรึงกลัวนี้ทำให้ท้องทะเลใกล้เคียงปั่นป่วนสุญญะในบริเวณเก้าหมื่นจั้งสั่นสะท้านครวญคราง
ราวท้องนภาเจียนถล่ม และบาดแผลทั่วกายหญิงชราก็เยียวยาหายวับทันใด เทียบกันกับกาลก่อนแล้วดูราวคนละคน!
ไกลออกไป ดวงตาของซูอี้แปรเปลี่ยนละเอียดอ่อน หลังเข้าสู่ระดับมหาเซียน เขาวิเคราะห์ไว้ว่าความแข็งแกร่งของเขาน่าจะเพียงพอสูสีกับศัตรูระดับแกนรวมศูนย์
สิ่งเดียวที่เขาไม่แน่ใจคือ จะสามารถฆ่าศัตรูเช่นนี้ได้หรือไม่ และยามนี้ โอกาสก็ปรากฏขึ้น!
“เร็วเข้า จัดการเขาซะ!!”
ฉินเจี้ยนซูตะคอกลั่น มิอาจเก็บกักความเคียดแค้นในใจได้
“เจ้าค่ะ!”
หญิงชรากระโจนสู่เวหา ตบฝ่ามือเข้าใส่ซูอี้
ตู้ม!
เพียงหนึ่งฝ่ามือ บังเกิดดาบสวรรค์ล่องนภา เป็นเส้นแสงสีเงินเจิดจรัส เคล็ดกฎเกณฑ์ระดับแกนรวมศูนย์ปรากฏพวยพุ่งเยี่ยงน้ำตก เทียบกับเมื่อครู่ อำนาจที่หญิงชราเผย ณ ยามนี้ทรงพลังกว่ากันยิ่งกว่าเท่าทวี!
นี่คือระดับแกนรวมศูนย์ อยู่เหนือกว่าระดับมหายุทธ์ หลอมรวมกฎเกณฑ์วิถีเซียนปะทุประกายเพลิงขอบเขตมหาศาล หากเพลิงไม่ดับมอด วิญญาณก็จะยังคงอยู่!
ยามนี้เอง จิตต่อสู้ปะทุขึ้นอย่างเงียบเชียบในดวงตาล้ำลึกของซูอี้ ร่างของเขาเหยียดโผนกระโจนหาวออกไป!!
ตอนที่ 1,804: โลกเร้นลับมหาวิถี น้อยใหญ่ตามปรารถนา
“รวม!”
ขณะที่ยังอยู่บนอากาศ ซูอี้ก็คว้ามือออกไป
ตู้ม!
กฎเกณฑ์มหาเซียนควบแน่นเป็นดาบวิถีเล่มหนึ่ง เมื่อเขาบิดข้อมือ คมดาบก็ตวัดเข้ารับอำนาจฝ่ามือของหญิงชราราวกับสายรุ้ง
สองอำนาจพุ่งปะทะ ปราณดาบสลายไปทีละน้อย ทว่าอำนาจฝ่ามือของหญิงชราก็สลายไปเช่นกัน!
เปรี้ยง!
ณ จุดที่สองอำนาจประสานกัน สุญญะทั่วแดนปั่นป่วน ท้องทะเลใกล้เคียงรวนเรราวกับพายุคลั่งในวันสิ้นโลก
ร่างของซูอี้เซถอยไปสิบกว่าก้าว เขาอดเลิกคิ้วขึ้นมิได้ มหาอำนาจระดับแกนรวมศูนย์คนอื่น ๆ มิอาจเทียบกับความแข็งแกร่งของหญิงชราผู้นี้ได้ นางน่าจะเป็นยอดฝีมือผู้หนึ่ง!
หญิงชราเองก็ผงะไป นางปลดผนึกเรียบร้อยแล้ว จึงไม่ได้เก็บกักพลังเอาไว้อีกต่อไป และใช้อำนาจระดับแกนรวมศูนย์อย่างเต็มที่ แต่ใครเล่าจะคาดคิดว่านางจะยังมิอาจเอาชนะคู่ต่อสู้ได้ในทันที!
“ฆ่า!”
ในขณะเดียวกัน ซูอี้กับหญิงชราก็โจมตีอีกครั้งอย่างพร้อมเพรียงกัน
คนแรกฟาดฟันดาบวิถีที่สร้างจากกฎเกณฑ์มหาเซียน แขนเสื้อสะบัดพลิ้ว ปราณดาบพาดผ่านเหนือนภา ดาบแต่ละเล่มล้วนเผยบรรยากาศอันทรงอำนาจเยี่ยงทรราชครองนภา
ส่วนคนหลังใช้อำนาจยิ่งใหญ่ระดับแกนรวมศูนย์ เพียงหนึ่งโจมตีก็เผยอำนาจทำลายล้างที่สามารถสะท้านท้องนภา
ทันใดนั้น ท้องทะเลก็เกิดความโกลาหล วจีวิถีกู่คำรามก้อง แสงศักดิ์สิทธิ์แพรวพราววูบวาบ
เห็นได้ชัดเจนว่าหญิงชรารุกคืบโจมตีซูอี้อย่างทรงพลังยิ่ง กฎเกณฑ์ระดับแกนรวมศูนย์ในการควบคุมของนางพัฒนาเป็นวงแสงสีเงินเจิดจรัส บดขยี้พื้นที่รอบทิศ เพียงพลังของนางเพียงคนเดียวก็สามารถสังหารมหาเซียนทั่วโลกหล้าได้
ต่อให้เป็นมหาอำนาจระดับมหายุทธ์ยังไร้กำลังต่อต้าน!
ทว่าชายหนุ่มแตกต่างออกไป เมื่อเผชิญหน้ากับการโจมตีอย่างดุดันของอีกฝ่าย แทนที่จะล่าถอย เขากลับเพิ่มกำลังขึ้น ตวัดดาบเข้าโจมตี ปราณดาบทะลวงเก้าสวรรค์สะท้านทศทิศ!
จริงอยู่ที่การโจมตีของเขาถูกสลายไปอย่างต่อเนื่อง และเขาตกอยู่ในสถานการณ์เสียเปรียบ ทว่าจิตต่อสู้ของชายหนุ่มกลับทวีความทรงพลังขึ้นทุกขณะ ยิ่งต่อสู้ยิ่งแกร่งกล้า!
“นี่…นี่คือมหาเซียนแน่หรือ!?”
สีหน้าของฉินเจี้ยนซูตกตะลึงอย่างไม่อยากจะเชื่อ เขามาจากโลกแห่งเซียน เป็นผู้ฝึกตนระดับสุดลึกล้ำ ทั้งประสบการณ์และความรู้ของเขาย่อมเหนือกว่าตัวตนในแดนเซียน
แต่กระทั่งในโลกแห่งเทพ เขายังไม่เคยได้ยินว่ามีตัวตนระดับมหาเซียนผู้ใดประมือกับมหาอำนาจระดับแกนรวมศูนย์ได้เช่นนี้!
“คนผู้นี้ต้องซ่อนการฝึกฝนของตนอยู่เป็นแน่ และผิดปกติอย่างมาก! หาไม่ เขาคงไม่มีทางทำเช่นนี้ได้!”
ฉินเจี้ยนซูลอบกัดฟัน เขารู้ว่ามีสมบัติลับและเคล็ดวิชาบางอย่างที่สามารถอำพรางและแปลงเปลี่ยนปราณวิถีเต๋าในร่างกายได้
และในสายตาของเขา ซูอี้ในยามนี้คือตัวตนผู้ไร้เทียมทานที่จงใจปลอมแปลงเป็นมหาเซียน การฝึกฝนแท้จริงของเขาต้องอยู่ในขอบเขตมหาศาลเป็นแน่!
“แต่ไฉนหลี่เสวียนจวินผู้นี้จึงซ่อนการฝึกฝนของตนเอาไว้กัน? เขามีวัตถุประสงค์อันใด?”
สีหน้าของฉินเจี้ยนซูคล้ำเครียด “หรือจะบอกว่านี่เป็นแผนของซีหนิง?”
เปรี้ยง!!
ร่างของซูอี้กระเด็นไปจากสนามรบ และทันใดนั้น วงแสงสีเงินที่มีขนาดร้อยจั้งก็ฟาดผ่านนภา มิคิดให้โอกาสอีกฝ่ายพักหายใจ
ทว่าด้วยพลังพฤกษาหมื่นภูมิของซูอี้ ร่างของเขาก็หายวับไป ทำให้การโจมตีนี้ของหญิงชราพลาดเป้าไป!
นางกัดฟันอย่างเคียดแค้น ในศึกอันดุเดือดนี้ ซูอี้ได้ใช้วิชาเคลื่อนย้ายประหลาดดังกล่าวหลายหน และแต่ละครั้ง เขาก็หลบเลี่ยงท่าสังหารของนางได้อย่างไร้รอยขีดข่วน
สิ่งนี้ทำให้หญิงชรารู้สึกอึดอัดใจด้วยโทสะที่สุมอก เพราะมิอาจหาที่ระบายได้
ตู้ม!
ปราณดาบเคลื่อนไหวเช่นสายนที ชายหนุ่มโจมตีขึ้นสู่เวหาอีกหนด้วยความรวดเร็ว ซึ่งมิต่างจากประกายแสง
ร่างของเขาเต็มไปด้วยจิตต่อสู้ ท่าทางดุดันและทรงพลัง หัวใจเยือกเย็นดุจหิมะ ไร้ความคิดฟุ้งซ่านใด ๆ และหลอมรวมจิตวิญญาณเข้ากับวิถีดาบของตน
หากเขาจะถอนตัวจากศึกนี้ ก็จะสามารถใช้อำนาจพฤกษาหมื่นภูมิล่าถอยไปโดยไม่ต้องรับความเสี่ยงได้
เพราะถึงอย่างไร ต่อให้เขาจะขึ้นเป็นมหาเซียนแล้ว การฝึกฝนของซูอี้ก็ยังต่างชั้นกับอีกฝ่ายจนมิอาจเทียบได้อยู่ดี
มหาเซียนกับระดับแกนรวมศูนย์นั้น เดิมทีคือสองวิถีที่แตกต่างโดยสิ้นเชิง
ขอบเขตมหาศาลยืนตระหง่าน ณ จุดสุดยอดแห่งวิถีเซียน ทว่ากลับอยู่ต่ำกว่าขอบเขตมหาศาล เช่นนี้จะเทียบกันได้อย่างไร?
ทว่าเขาก็ไม่ได้ล่าถอย! มิใช่เพราะทะนงตนหรือสำคัญตัวผิด แต่เป็นเพราะมรดกมหาวิถีอันเก่าแก่ไร้ใดเทียบ!
ระดับแกนรวมศูนย์แล้วอย่างไร? ตัวเขาในอดีตชาติไม่ใช่ว่าไม่เคยฆ่ามาก่อน
และเขาเองก็อยากลองดูว่าจะสามารถสังหารมหาอำนาจระดับแกนรวมศูนย์ได้ด้วยอำนาจระดับมหาเซียนหรือไม่!
ฆ่า!
ซูอี้ฟาดฟันดาบเยี่ยงคนบ้า ปราณดาบพลุ่งพล่านทั่วทั้งสวรรค์เก้าชั้น บดขยี้สุญตา ท้องนภาสั่นสะเทือน
เมื่อมองจากไกล ๆ แล้ว เขาเป็นผู้ฝึกตนระดับมหาเซียนชัด ๆ ทว่าอำนาจจากร่างของชายหนุ่มกลับดูสูสีกับหญิงชราอย่างมิอาจแยกออกอย่างไรชอบกล!
นางทั้งตกตะลึงระคนกรุ่นโกรธ เมื่อสัมผัสได้ว่าจิตต่อสู้ พละกำลัง และอำนาจวิถีดาบของอีกฝ่ายกำลังทวีความแข็งแกร่ง! ยิ่งเสียเปรียบยิ่งแกร่งกล้าอาจหาญ!
โดยเฉพาะอำนาจของวิถีดาบนี้ นับได้ว่าอยู่ในระดับที่น่าอัศจรรย์ ทำให้หัวใจของนางซึ่งเป็นตัวตนระดับแกนรวมศูนย์สั่นสะท้านได้!
“ลังเลต่อไปไม่ได้แล้ว!”
หญิงชรากัดฟันกรอด ตวัดมือขึ้นสู่อากาศ “ขึ้นมา!”
ฟ้าดินพลันแปรเปลี่ยน ‘โลกเร้นลับมหาวิถี’ อันตระการตาปรากฏขึ้นทันที
ภายในโลกเร้นลับแห่งนี้มีวงแสงซ้อนทับกันอย่างหนาแน่น ประหนึ่งจันทร์เพ็ญปกคลุมทั่วท้องนภา โลหิตเจิ่งนองทั่วแดนดิน เงาร่างที่ดูประหนึ่งเทพนับไม่ถ้วนผลุบโผล่อยู่ในทะเลโลหิต
โลกเร้นลับมหาวิถีนี้แตกต่างจากเขตแดนวิถีซึ่งควบคุมโดยมหาเซียน เนื่องจากมันใช้กฎเกณฑ์มหาวิถีระดับแกนรวมศูนย์ในการเปิดใช้งานและสามารถสื่อสารกับอำนาจกฎสวรรค์ได้ ทำให้โลกเร้นลับนี้ดูราวกับมีอยู่จริง
และตัวตนระดับแกนรวมศูนย์ผู้ควบคุมโลกเร้นลับมหาวิถีนั้นก็หาแตกต่างจากตัวแทนบัญชาสวรรค์ ควบคุมมหาวิถีทั่วโลกหล้าไม่!
กล่าวได้ว่าตัวชี้วัดความแข็งแกร่งของมหาอำนาจระดับแกนรวมศูนย์นั้นอยู่ที่โลกเร้นลับมหาวิถีที่คนผู้นั้นสร้างขึ้น ยิ่งแข็งแกร่งเท่าไรก็ยิ่งทรงพลังเท่านั้น
‘โลกเร้นลับมหาวิถี’ ที่หญิงชราผู้นี้สร้างขึ้นมีนามว่านรกวงล้อเงิน มันสร้างขึ้นจากกฎเกณฑ์มหาวิถีสูงสุดเก้าประการ อยู่ในจุดสูงสุดอย่างไร้กังขา!
เมื่อโลกเร้นลับมหาวิถีนี้ปรากฏขึ้นเหนือนภา มันก็กักขังซูอี้เอาไว้ภายในทันที
“เท่านี้ เขาก็หนีไม่ได้แล้ว!”
ฉินเจี้ยนซูผู้มองการศึกจากไกล ๆ พลันผ่อนคลายลงมาก เขารู้ถึงความแข็งแกร่งของ ‘นรกวงล้อเงิน’ นี้ดี และกล่าวได้แล้วว่าเป็นโลกเร้นลับมหาวิถีชั้นหนึ่งในระดับแกนรวมศูนย์
กาลก่อน ยามหญิงชราสร้างโลกเร้นลับนี้ นางก็ได้รับการชี้แนะจากเทพ!
จึงไม่ใช่การกล่าวเกินไปหากจะบอกว่ากระทั่งผู้คนในระดับเดียวกันยังมีแต่ต้องตายหากถูกกักขังเอาไว้ภายในนั้น!
“ยายเฒ่าผู้นี้เทียบกับมหาอำนาจระดับแกนรวมศูนย์ทั่วไปมิได้จริง ๆ”
ขณะเดียวกัน ซูอี้ผู้ถูกกักในนรกวงล้อเงินกำลังขมวดคิ้ว ยอดฝีมือระดับแกนรวมศูนย์นั้นก็แยกออกเป็นจำพวกต่าง ๆ
ผู้มิได้สร้าง ‘โลกเร้นลับมหาวิถี’ ขึ้นนั้นอ่อนแอที่สุด
และ ‘โลกเร้นลับมหาวิถี’ ก็แบ่งได้เป็นสามระดับจากรูปลักษณ์ของมัน ซึ่งก็คือชั้นสอง ชั้นหนึ่ง และสูงสุด
หญิงชราตรงหน้าเขานี้อยู่ระหว่างชั้นหนึ่งกับสูงสุด โลกเร้นลับมหาวิถีที่นางสร้างขึ้นนั้นเกิดจากกฎเกณฑ์วิถีเซียนสูงสุดมากมาย มีความเสถียรในตนและสามารถสื่อสารให้อำนาจกฎสวรรค์สนับสนุนได้
สาเหตุที่นางไม่อาจกล่าวได้ว่าอยู่ในระดับสูงสุดได้อย่างแท้จริงนั้น เป็นเพราะว่า…
โลกเร้นลับมหาวิถีของนางยังมิถูกขัดเกลาจนสมบูรณ์แบบโดยแท้จริงนั่นเอง
สิ่งใดคือคำว่า ‘สมบูรณ์แบบ’? มีเพียงคำตอบเดียว นั่นคือการเข้าใจปริศนาของ ‘น้อยใหญ่ตามปรารถนา’!
มิเพียงมันจะทำให้ ‘โลกเร้นลับมหาวิถี’ เปลี่ยนแปลงไปจนมิอาจคาดเดา แต่ยังสามารถย่อขนาด ‘โลกเร้นลับมหาวิถี’ ให้กลายเป็น ‘ตราโลกเร้นลับ’ ได้ด้วย!
ใหญ่ได้ดั่งหนึ่งโลกหล้าไร้ประมาณ น้อยนิดได้เยี่ยงกรวดเล็กละเอียด
ดุจพุทธวลี ‘หนึ่งเม็ดทรายเร้นหนึ่งโลกา หนึ่งใบไม้หนึ่งตระหนักแจ้ง’ นี่แหละน้อยใหญ่ตามปรารถนา
มหาอำนาจสูงสุดระดับแกนรวมศูนย์โดยแท้จริงนั้นบรรจุอำนาจ ‘โลกเร้นลับมหาวิถี’ ไว้ในหนึ่งการโจมตี สื่อสารกับกฎสวรรค์สะกดทศทิศทั่วแดน!
ตัวอยู่ที่ใด แดนดินถิ่นนั้นล้วนถูกควบคุมโดยโลกเร้นลับมหาวิถีของตน อำนาจเช่นนั้นแลจึงคู่ควรกับคำว่า ‘สูงสุด’
‘นรกวงล้อเงิน’ ของหญิงชราแฝงร่องรอยของ ‘น้อยใหญ่ตามปรารถนา’ จาง ๆ ทว่าก็ยังมิถึงขั้นสำเร็จลุล่วง จึงกล่าวไม่ได้ว่าอยู่ในระดับสูงสุด
แต่มันก็ไม่ใช่สิ่งที่ระดับชั้นหนึ่งจะเทียบได้ ซูอี้ไม่คาดเลยว่า ศึกเปิดประเดิมยามเขาเข้าสู่ระดับมหาเซียนจะเป็นการต่อสู้กับมหาอำนาจระดับแกนรวมศูนย์ ซึ่งอยู่ระหว่างชั้นหนึ่งกับชั้นสูงสุด
ความหวังที่จะสังหารอีกฝ่ายช่างริบหรี่
“หลี่เสวียนจวิน ไฉนเจ้าจึงไม่หนีไปเสียเล่า?”
ในโลกเร้นลับนครวงล้อเงิน ร่างของหญิงชราปรากฏขึ้นจากอากาศธาตุ สีหน้าเคร่งเครียด นางไม่คิดจะซุกซ่อนจิตสังหารอันแรงกล้าในดวงตาเลยแม้แต่น้อย
“หากข้าคิดจะหนี โลกเร้นลับก็หยุดข้ามิได้หรอก”
ซูอี้กล่าวเนิบ ๆ
“สามหาว!”
หญิงชราหัวเราะอย่างเหี้ยมเกรียมและโจมตีทันที
ตู้ม! นรกวงล้อเงินนี้เดือดพล่าน
วงแสงสีเงินนับไม่ถ้วนซึ่งละล่องลอยเหนือเวหาพลันส่ายไหว เปล่งประกายแสงสีเงิน พาดผ่านท้องนภาเพื่อเข้าโจมตีอีกฝ่าย
บนพื้น สมุทรโลหิตไร้สิ้นสุดกู่คำราม เทพมารนับไม่ถ้วนโลดโผน แยกเขี้ยวกางกรงเล็บทะยานโจมตีใส่ซูอี้จากทุกทิศทาง
ภาพนี้ให้ความรู้สึกประหนึ่งเป็นศัตรูกับโลกหล้าทั้งใบ ขณะที่หญิงชราผู้นั้นคือเจ้าเหนือโลกา!
วิกฤตอันตรายพลุ่งพล่านในใจของซูอี้ ช่วงเวลานี้ เขาสัมผัสได้ถึงลางมรณะ!
ไม่ต้องคิดก็รู้ว่าความแข็งแกร่งของเขาในตอนนี้ หากไม่งัดไพ่ตายมาใช้ ก็มิอาจต่อกรโลกเร้นลับมหาวิถีนี้ได้จริง ๆ!
ท้ายที่สุด ชายหนุ่มก็สะกดกลั้นความอยากใช้ดาบเก้าคุมขังเอาไว้
จริงอยู่ที่การใช้ดาบเล่มนี้จะช่วยคลี่คลายวิกฤตให้เขาได้ แต่ตัวตนของเขาก็น่าจะถูกเปิดเผยเพราะมันเช่นกัน
ทว่า! นี่ไม่ได้หมายความว่าชายหนุ่มจนปัญญาต่อกร
จากนั้นเขาก็เลิกลังเล พฤกษาหมื่นภูมิในร่างสั่นไหวอย่างรุนแรง ปราณฮุ่นตุ้นพวยพุ่งขึ้นมา
ขณะเดียวกัน มือของซูอี้ก็ฉีกกระชากอากาศตรงหน้า รอยแยกมิติปรากฏขึ้นตรงหน้าราวผืนผ้าใบถูกฉีกแยก
แล้วเขาก็หายลับไปจาก ‘นรกวงล้อเงิน’ ของหญิงชรา นี่คืออำนาจโดยกำเนิดของพฤกษาหมื่นภูมิ …ทลายขอบเขต!
ทลายขอบเขตและเคลื่อนย้ายระหว่างสองโลกภูมิ! อำนาจมิติต้องห้าม!
แม้จะถูกกักขังใน ‘โลกเร้นลับมหาวิถี’ ของตัวตนระดับแกนรวมศูนย์ เขาก็ยังหนีออกไปได้!
“เพราะเหตุใดกัน!?” ยามนั้น หญิงชราตกตะลึงตาแทบถลน ความรู้ความเข้าใจแทบสูญสิ้น
โลกเร้นลับมหาวิถีนี้สร้างขึ้นจากอำนาจกฎเกณฑ์ของนาง ดังนั้นมันจึงอยู่ในความควบคุมของนางโดยสมบูรณ์ ซ้ำยังสื่อสารกับกฎสวรรค์ได้ ต่อให้เป็นตัวตนในขอบเขตเดียวกันยังมิอาจหลบหนีพ้น
ทว่ายามนี้ มหาเซียนผู้หนึ่งกลับหลบหนีไปได้ง่าย ๆ!!
การเปลี่ยนแปลงนี้ผิดปกติเกินไป มันได้ทำลายความรู้ความเข้าใจที่เคยมี ซึ่งไม่ต่างจากคนตายที่จู่ ๆ ก็คืนชีพขึ้นมา ใครเล่าจะยอมรับได้?
ตอนที่ 1,805: ขี้แพ้ชวนตี
หนีไปได้!?
ในขณะเดียวกัน ฉินเจี้ยนซูก็เห็นร่างของซูอี้ปรากฏกายขึ้นที่ด้านนอกนรกวงล้อเงิน ดวงตาของเขาจึงเบิกกว้างอย่างช่วยมิได้
อัศจรรย์เกินไปแล้ว!
“อย่างน้อย คนผู้นี้นับเป็นยอดฝีมือระดับแกนรวมศูนย์!!” สีหน้าของฉินเจี้ยนซูถมึงทึง
เพราะผู้ที่ทำเช่นนี้ได้มีเพียงยอดฝีมือระดับแกนรวมศูนย์ ไม่เช่นนั้น เขาก็ไม่อาจอธิบายทุกสิ่งที่เกิดขึ้นตรงหน้าได้เลย
ตู้ม!
ก่อนเขาจะได้คิดมากกว่านี้ ซูอี้ซึ่งหลบหนีจากพันธนาการได้ก็ฟาดฟันดาบเข้าใส่ ‘นรกวงล้อเงิน’ ส่งปราณดาบโปรยปรายในโลกหล้าเยี่ยงหมู่ดาวเก้าสวรรค์
นรกวงล้อเงินกู่คำรามเลื่อนลั่น หญิงชราโกรธจัด นางไม่กล้าคิดมากไปกว่านี้และใช้นรกวงล้อเงินกักขังอีกฝ่ายอีกครั้ง
ภาพเช่นนี้เปรียบประหนึ่งควบคุมโลกา สยบเวหา ร่างของซูอี้หายวับไปจากโลกหล้าอีกครั้ง
หญิงชราไล่ตามราวสิ้นสติ ทว่านางก็ไม่อาจพบร่องรอยของอีกฝ่าย จึงมิอาจกักร่างนั้นได้อีก
ชั่วขณะนั้น สถานการณ์ยืดเยื้อจนมิอาจตัดสินแพ้ชนะ
ไม่เพียงหญิงชราจะแสนอึัดอัดใจ ซูอี้เองก็จนปัญญาเช่นกัน
เขาเผชิญกับคู่ต่อสู้อันแข็งแกร่งในระดับแกนรวมศูนย์ทันทีที่เข้าสู่ระดับมหาเซียน และเพื่อปกปิดตัวตน เขาจึงไม่อาจใช้ได้ทั้งดาบแห่งโลกาและไพ่ตายอื่นได้
ชายหนุ่มจึงทำได้เพียงต่อสู้อย่างสูสีกับหญิงชราผู้นี้! ทว่าซูอี้ก็มิได้ถอดใจ เขากำลังรอโอกาสอยู่!
“ข้าจะช่วยเจ้าเอง!”
ฉินเจี้ยนซูที่ยืนมองอยู่บนพื้นอดรนทนมิได้ จากนั้นร่างของเขาก็ทะยานเวหาและโจมตีเข้าใส่อีกฝ่าย
ฉัวะ!
เขาใช้ดาบหยกปลายมนสีม่วงเล่มหนึ่งส่งเพลิงสายฟ้าอันร้ายกาจกวาดผ่านทั่วหล้า พยายามผนึกซูอี้และเปิดโอกาสแก่หญิงชรา
ซูอี้พลันแย้มยิ้มออกมา สองมือประทับตรา ทลายเพลิงสายฟ้าอันคุกรุ่นเหนือนภาลงในคราวเดียว
ร่างของเขาวูบไหว ไม่สู้ติดพันกับหญิงชราอีก และโจมตีใส่ฉินเจี้ยนซูโดยตรง
เปรี้ยง!! ปราณดาบซัดออกไปเยี่ยงคลื่นยักษ์ถาโถม
ร่างของฉินเจี้ยนซูถูกกระแทกถอย ใบหน้าเดี๋ยวคล้ำเดี๋ยวซีด เขารู้สึกอึดอัดใจจนแทบระเบิด
ทว่าก็จนปัญญา เพื่อหลีกเลี่ยงการโจมตีจากหายนะเทพ เขาจึงไม่กล้าเผยอำนาจแท้จริง ใช้ได้เพียงการฝึกฝนระดับมหายุทธ์เท่านั้น
ทว่าเห็นได้ชัดว่าอำนาจต่อสู้ระดับมหายุทธ์มิอาจหยุดซูอี้ได้เลย!
ตู้ม! ร่างของชายหนุ่มพุ่งเข้าโจมตีอีกหน ปราณดาบตวัดฉวัดเฉวียน
ฉินเจี้ยนซูกัดฟันกรอด จากนั้นก็โยนยันต์อำนาจเทพแผ่นหนึ่ง ปลดปล่อยคลื่นอัสนีปกคลุมพื้นที่ในรัศมีหมื่นจั้ง
อำนาจอันร้ายแรงและน่าสะพรึงกลัวเช่นนี้ปกคลุมฟ้าดิน พื้นที่ระเบิดแหลก
ทว่าร่างของซูอี้หายวับไปก่อนภัยจะถึงตัว ทำให้การโจมตีของยันต์อำนาจเทพนี้พลาดเป้า
“บ๊ะ!!” ฉินเจี้ยนซูแทบก่นด่าบรรพบุรุษทั้งสิบแปดรุ่นอย่างเคียดแค้น
ยันต์อำนาจเทพแผ่นนี้มิใช่สมบัติธรรมดา แต่เป็นไพ่ตายไว้ใช้ช่วยชีวิตยามคับขัน ทว่ายามนี้มันกลับถูกใช้อย่างเสียเปล่า!
ท่ามกลางฝุ่นควัน ซูอี้ปรากฏขึ้นจากอีกทิศทางและฟาดฟันดาบเข้าใส่
เขาเห็นแล้วว่าฉินเจี้ยนซูแตกต่างจากหญิงชราผู้นั้น และมิกล้าเผยอำนาจทั้งหมดออกมาได้
ต่อให้เขาจะฆ่าอีกฝ่ายไม่ได้ ก็ต้องฉวยโอกาสนี้ซัดไอ้บ้านี่ให้สะบักสะบอมสักหน่อย!
“นายน้อย มาทางนี้เร็วเข้าเจ้าค่ะ!” หญิงชราทะยานเวหาเข้าโจมตี
ฉินเจี้ยนซูกล้ำกลืนความอึดอัดใจ ก่อนจะเลือกไปรวมตัวกับหญิงชรา
ทว่าทันใดนั้น ร่างของฉินเจี้ยนซูก็ชะงักงัน สีหน้าเปลี่ยนแปลงไปอย่างมาก “ระวัง!!”
ขณะเดียวกัน เขาก็เคลื่อนตัวหลบ หญิงชราชะงักไป และทันใดนั้นนางก็เงยหน้ามอง แล้วพบว่า เหนือท้องนภาบังเกิดอำนาจกฎเกณฑ์ร้ายกาจขึ้น แปรเปลี่ยนเป็นสายอัสนีสีเทา
“แย่แล้ว! หายนะเทพ!!”
หญิงชราตื่นตะลึงเสียจนเก็บโลกเร้นลับมหาวิถีไปทันที สะกดปราณของตนเองไว้และคว้ากระเป๋าสีเทากลับมา ก่อนจะหันหลังเผ่นหนีไปไกล
ทว่าก็สายไปแล้วก้าวหนึ่ง!
การดิ้นรนเช่นนี้ย่อมไร้ผลต่อหน้าหายนะเทพซึ่งปรากฏขึ้นแล้ว เมฆทัณฑ์แปรเปลี่ยนเป็นทัณฑ์อสนีบาต หายวับไปในอากาศ ขณะที่อึดใจต่อมา…
ตู้ม!! ร่างของหญิงชรานิ่งค้าง ทัณฑ์อสนีบาตฟาดสลายกระเป๋าผ้าสีเทา อำนาจคุ้มกายของนางถูกฉีกกระชาก
จากนั้นร่างของนางก็ถูกสับเป็นชิ้นเล็กชิ้นน้อย กรีดร้องโหยหวนอย่างทรมาน
ฉินเจี้ยนซูขนลุกขนพอง หายนะเทพ!
ดุจบัญญัติห้ามแห่งสวรรค์ที่เหล่าทวยเทพร่วมมือกันฝังไว้ในกฎสวรรค์ของแดนเซียนนับแต่ยุคอวสานเซียน มุ่งเป้าที่ตัวตนขอบเขตมหาศาลเป็นพิเศษ
แม้ชายหนุ่มจะคาดไว้แล้วว่ายามอีกฝ่ายใช้อำนาจระดับแกนรวมศูนย์ นางจะถูกหายนะเทพหมายหัวอย่างเลี่ยงไม่ได้ แต่เมื่อได้เห็นเองกับตา เขาก็ยังตื่นตะลึงจนเหงื่อแตกพลั่ก
น่ากลัวเกินไปแล้ว! เพียงหนึ่งการโจมตี หญิงชราก็บาดเจ็บสาหัส แทบทำลายรากฐานมหาวิถีของนางไป
และยามนี้เอง ร่างของซูอี้ก็ปรากฏขึ้นตรงหน้าหญิงชรา ฟาดฟันดาบออกไป
ฉับ! ศีรษะขาดสะบั้นกระดอนสู่อากาศ
ใบหน้าของหญิงชราเปี่ยมความตะลึงและโทสะ บิดเบี้ยวอย่างดุร้าย
นางคงไม่คาดคิดว่าตัวตนระดับแกนรวมศูนย์เช่นตนจะมาตกตายด้วยน้ำมือของมหาเซียนผู้หนึ่ง
ตู้ม! ร่างวิถีของนางระเบิดแหลกเป็นธุลี
ซูอี้ผ่อนหายใจยาวอย่างโล่งใจ!
เขาไม่ได้หนีไปไหน เพราะรอคอยโอกาสเช่นนี้อยู่ และในที่สุดเขาก็สบโอกาสสะบั้นหัวของหญิงชราผู้นี้เสียที ช่างเป็นการรอคอยที่เจ็บปวดเหลือเกิน
และเมื่อเห็นเช่นนี้ ดวงตาของฉินเจี้ยนซูก็เหลือกถลนแทบหลุดจากเบ้า คู่เนตรแดงฉานเปี่ยมจิตสังหาร
เมื่อเห็นสีหน้าเดือดดาลระคนเคียดแค้นของฉินเจี้ยนซูจากไกล ๆ เขาก็อดแย้มยิ้มกล่าวอย่างเหยียดเยาะมิได้ “ใช้มิได้เลย จนป่านนี้เจ้าก็ยังไม่กล้าเผยอำนาจแท้จริงออกมาสู้กันอีกหรือ?”
ใช้มิได้? ฉินเจี้ยนซูเดือดดาลจนตัวสั่น
ในฐานะบุตรแห่งสวรรค์ ขณะที่เขาอยู่ในโลกแห่งเทพ ก็ยิ่งใหญ่พอจะยืนหยัดต่อศัตรูที่อยู่ต่ำกว่าขอบเขตเทพอย่างไร้ความกลัวได้แล้ว
ดังนั้นเมื่อมาถูกล้อเลียนเช่นนี้ มีหรือเขาจะไม่โมโห?
ชั่วขณะนั้น ชายหนุ่มอยากสังหารอีกฝ่ายอย่างสุดกำลังเหลือเกิน! ทว่าเขาก็อดทนไว้
การตายอย่างน่าอนาถของหญิงชราก่อนหน้านี้คือบทเรียน แล้วเขาจะกล้าเผยการฝึกฝนทั้งหมดหรือไร?
แม้หากเป็นเช่นนั้นก็ยังพอทำเนา เพราะเขามาจากโลกแห่งเทพ บรรพชนของเขามีตัวตนอยู่ในวิถีเทพ ย่อมมีวิธีขจัดบาดแผลจากหายนะเทพเช่นกัน
แต่เขาต้องคำนึงถึงผลกระทบยามรากฐานมหาวิถีของเขาเสียหายด้วย! เพราะถึงอย่างไร จุดประสงค์สำคัญที่สุดที่เขามายังแดนเซียนในครั้งนี้ก็เพื่อชิงโอกาสบรรลุเทพ
“ใช้มิได้เลยจริง ๆ” ซูอี้ซึ่งอยู่ไกลออกไปกล่าวขึ้นอีกครั้ง “เอาแต่ยึกยัก ทำตัวขี้แพ้ชวนตี ความคิดจิตใจเช่นเจ้าไม่มีทางประสบความสำเร็จในการบรรลุเป็นเทพในภายหน้าได้หรอก”
“เจ้า…” ฉินเจี้ยนซูกัดฟันด้วยความเดือดดาลเสียจนมันแทบแหลก
“อันใดกัน ข้าพูดอะไรผิดหรือ?” ดวงตาของซูอี้เย้ยเยาะ
ว่าแล้ว ชายหนุ่มก็สาวเท้าขึ้นเหนือเวหา ตวัดดาบอันทรงพลังโจมตีใส่อีกฝ่าย
สำหรับฉินเจี้ยนซู การกระทำของซูอี้ ณ ขณะนี้หาแตกต่างจากการเหยียบย่ำศักดิ์ศรีของเขาซึ่งหน้าไม่ ทว่าท้ายที่สุด… เขาก็หันหลังเผ่นหนี
แม้ในใจจะเคียดแค้นเพียงใด เขาก็ไม่ใช่คนโง่ ย่อมรู้ดีว่าวาจาของอีกฝ่ายนั้นหมายจะยั่วยุให้เขาปลดปล่อยอำนาจเต็มที่โดยเมินเฉยทุกผลลัพธ์
เจตนานั้นกล่าวได้ว่าชั่วร้ายมาก หากถูกหลอก เขาอาจสังหารอีกฝ่ายได้ในทันที แต่วิถีบรรลุเทพของเขาก็น่าจะพังทลายด้วย!
ผลลัพธ์เช่นนี้ ฉินเจี้ยนซูยอมรับมิได้ การเป็นเทพนั้นแสนยากเย็น!
กระทั่งในโลกแห่งเทพ โอกาสในการบรรลุเป็นเทพยังริบหรี่มาก หาไม่ ไฉนเขาต้องเสี่ยงชีวิตจากโลกแห่งเทพมายังแดนเซียนด้วย?
“หลี่เสวียนจวินผู้นี้นับเป็นไพ่ตายที่ซีหนิงซ่อนไว้เพื่อเผยบทบาทในยามคับขันเป็นแน่!”
ฉินเจี้ยนซูขบเขี้ยวเคี้ยวฟัน จนพานถึงซีหนิงด้วยคิดว่านี่คือไพ่ตายที่นางซุกซ่อน และวันนี้เขาก็บังเอิญมาติดกับเข้า
โดยมิคิดอื่นใด ฉินเจี้ยนซูก็หนีหายไปอย่างไร้ร่องรอยในชั่วพริบตา
ซูอี้มิได้ไล่ตาม หากกระต่ายจนมุม มันก็กัดได้เช่นกัน
ยิ่งไม่ต้องพูดถึงว่าบุตรแห่งสวรรค์อย่างฉินเจี้ยนซูนั้นเป็นผู้ฝึกตนระดับสุดลึกล้ำ หากคับขันจนมุมจริง ๆ อีกฝ่ายจะตอบโต้อย่างสุดกำลังแน่ ๆ
“เอาเถอะ หากเขารู้ว่าข้าคือซูอี้ เกรงว่าเขาคงเสียดายที่มิทุ่มสุดตัววันนี้กระมัง?” แววตาของซูอี้ดูแปลกพิกล
เขารู้ดีมากว่าหากอีกฝ่ายสังหารตน ซึ่งเป็นผู้ถือครองวัฏสงสารได้ บุตรแห่งสวรรค์อย่างฉินเจี้ยนซูจะทำทุกสิ่งโดยหาคำนึงว่าตนจะถูกหายนะเทพเล่นงานไม่!
และนี่คือสาเหตุที่ซูอี้มิเคยใช้ดาบแห่งโลกาและอำนาจวัฏสงสารออกมา เพราะขอเพียงตัวตนของเขาถูกเปิดเผย ศึกฆ่าฟันในวันนี้ย่อมมิอาจคลี่คลายอย่างง่ายดาย ชีวิตของเขาอาจกระทั่งตกอยู่ในอันตราย!
สรุปแล้ว ไม่ว่าจะเป็นเขาหรือศัตรูอย่างฉินเจี้ยนซู ล้วนมีอุปสรรคขัดขวาง
เฮ้อ~ ซูอี้ถอนหายใจระบายอารมณ์ ศึกนี้อันตรายเกินไปจริง ๆ
ทว่าเขาก็สามารถสะบั้นหัวยอดฝีมือระดับแกนรวมศูนย์อันทรงพลังอย่างยิ่งได้คนหนึ่ง ซึ่งทำให้รู้สึกปรีดาขึ้นมาก
จากนั้นร่างของซูอี้ก็เคลื่อนไหวอย่างไร้การลังเล ลี้หนีออกจากเขตทะเลนี้ไปหาที่ปลอดภัยเพื่อฟื้นฟูกำลังกายก่อน
แม้จะไม่ได้รับบาดเจ็บในศึกเมื่อครู่ เขาก็สิ้นพลังไปอย่างมหาศาล โดยเฉพาะยามเขาใช้อำนาจ ‘ข้ามเขตแดน’ ของพฤกษาหมื่นภูมิ ทำให้พลังอำนาจของมันแทบสูญสิ้น
สิ่งนี้ยังทำให้ซูอี้สรุปได้ว่า ด้วยความแข็งแกร่งของพฤกษาหมื่นภูมิในตอนนี้ อย่างมากเขาก็สามารถ ‘ข้ามเขตแดน’ ได้อีกเพียงสองหน และในช่วงครึ่งเดือนนี้ พฤกษาหมื่นภูมิคงมิอาจฟื้นฟูพลังได้อย่างเต็มที่
……
วันถัดมา ซูอี้กับราชันวิถีมังกรแดงกลับมาสู่เขตทะเลวังวนโลหิต พวกเขาเริ่มสำรวจมันอย่างระมัดระวังเพื่อหาร่องรอยของเรือลอยฟ้า
ทว่าแม้จะตรวจสอบทะเลสามหมื่นลี้นี้จนถ้วนทั่ว พวกเขาก็ยังมิพบสิ่งใด
“ช่างเถอะ ถึงเวลาไปยังเกาะขอนวิเวกแล้ว” ในที่สุดซูอี้ก็รามือและตัดสินใจเดินทางสู่เกาะขอนวิเวก
เหลืออีกเพียงหกวัน ก็จะถึงวันนัดหมายไปยังซากวังมังกร จากเขตทะเลวังวนโลหิตไปยังเกาะขอนวิเวกต้องใช้เวลาอย่างน้อยสามวัน หากเกิดเหตุพลิกผันใด ๆ ระหว่างทางก็ย่อมกินเวลาไปอีก
“จากนี้ให้เจ้าอยู่ในเตาเสริมสวรรค์ไปก่อน หลังจากเข้าสู่ซากวังมังกรแล้ว ข้าจะหาดูว่าจะมีวาสนาโอกาสเกี่ยวกับเผ่ามังกรให้เจ้าได้หรือไม่” ซูอี้กล่าวสั่งอย่างนุ่มนวล
หญิงสาวถูกคนจากลัทธิกำเนิดเอกภพหมายหัว จึงมีความเป็นไปได้ว่า หากมีผู้พบนางอยู่กับเขา ตัวตนของเขาก็ย่อมถูกเปิดเผย
“เจ้าค่ะ!” ราชันวิถีมังกรแดงรับคำ
หลังจากเตรียมการทั้งหมดเสร็จสิ้น ซูอี้ก็ล่องเรือท้องแบนไปสู่เกาะขอนวิเวกเพียงลำพัง ในขณะที่เขากำลังจะจรจากนั้นเอง ชายหนุ่มก็พลันจับสังเกตบางอย่างได้และเงยหน้ามองขึ้นไปบนท้องนภาอันห่างไกล
ณ ที่แห่งนั้น มีสองร่างกำลังทะยานมายังเขตทะเลวังวนโลหิต!