บันทึกตำนานราชันอหังการ [ 剑道第一仙 ] - ตอนที่ 1816-1820
ตอนที่ 1,816: มังกรติดในหล่มโคลน
คนผู้นั้นคือฉินเจี้ยนซู!
เมื่อเห็นว่าทั่วฟ้าดินหลงเหลือเพียงซูอี้กับฝานจุยสองคน ฉินเจี้ยนซูก็ใจสะท้าน ตระหนักแล้วว่าแย่แน่
“ข้าจำได้ว่ายามอยู่ในเขตทะเลวังวนโลหิต เจ้าบอกไว้ว่ายามพบกันอีกหน เจ้าจะป่นกระดูกข้า แต่ยามนี้เจ้าหนีมิได้แล้วนะ”
ดวงตาของซูอี้ดูหยอกเย้า
สีหน้าของฉินเจี้ยนซูดูแทบไม่ได้ หัวใจแสนอับอาย
ทว่าเขาก็กลับหลังจากไปโดยไร้วาจา
นอกจากนั้นความเร็วของเขายังเหนือธรรมดา หายวับไปในท้องนภากว้างในชั่วพริบตา
ซูอี้ยิ้มค้าง
แม้คนผู้นี้จะขี้ขลาดไปหน่อย แต่ก็ต้องพูดว่าเมื่อเสียหายหนักหนา ผู้คนก็ล้วนระมัดระวังมากขึ้น
และเมื่อเห็นเช่นนี้ หัวใจของฝานจุยก็บีบรัดอีกครา
เขาทำให้บุตรแห่งสวรรค์ฉินเจี้ยนซูแตกตื่นจนหนีไปโดยไม่ต้องลงมือได้อย่างไร?
ตอนที่อยู่ในเขตทะเลวังวนโลหิต ฉินเจี้ยนซูต้องบาดเจ็บย่ำแย่เพียงใดกัน?
“ไปกันเถอะ”
ซูอี้ไพล่มือไว้เบื้องหลัง ก้าวจากไปไกล
ฝานจุยตามเขาไป
ทว่าความคิดของเขาแปรเปลี่ยนไปราวหน้ามือเป็นหลังมือ
ประการแรก เขารู้สึกขอบคุณที่ซูอี้ช่วยเหลือจากหายนะ
ประการที่สอง เขาตกตะลึงกับอำนาจต่อสู้ของซูอี้ กอปรกับเมื่อรู้ตัวตนของอีกฝ่าย นอกจากความตื้นตัน ยังมีความพรั่นพรึงเกินบรรยายเกิดขึ้นในใจ
‘หลังจากพบกับคุณหนู ต้องถามให้ได้ว่านางมีทัศนคติต่อซูอี้เช่นไร’
ฝานจุยกล่าวในใจ
เขามาจากโลกแห่งเทพ และรู้ดีว่าทวยเทพมีทัศนคติเช่นไรต่อวัฏสงสาร
หลังจากนั้นหนึ่งเค่อ
ชิงเซียว จินจู๋หลิว ชิงอู่ ฉินเจี้ยนซู กงหยางอวี่ บุตรและบุตรีแห่งสวรรค์ทั้งหลายมารวมตัวกัน
นอกจากพวกเขาแล้ว ยังมีผู้ทรงอำนาจจากขุมกำลังต่าง ๆ ในทะเลบูรพาอยู่ด้วย เป็นการจัดทัพอันทรงพลังเสียจนไร้ผู้กล้าสกัดกั้นในโลกภายนอกแล้ว
ทว่าบรรยากาศรอบข้างในยามนี้กลับหดหู่ยิ่ง!
“คนผู้นั้นคือซูอี้…”
ชิงเซียวหน้าดำคล้ำเครียด
เขาจำได้แล้ว ยามเขาพบกับหลี่เสวียนจวินที่เกาะขอนวิเวกจึงรู้สึกคุ้นอย่างประหลาด ที่แท้คนผู้นั้นก็คือซูอี้นั่นเอง!
ชายหนุ่มผู้สังหารบริวารของเขา ไป๋หลิ่วในโลกเร้นลับคุนอู๋!
จินจู๋หลิวกล่าว “พี่ชิงเซียว ข้าว่าเราต้องเปลี่ยนแผนแล้ว แผนเก่าไม่ได้ผลเลย”
ตอนที่มายังซากวังมังกร ชิงเซียวได้คิดแผนขึ้นมา นั่นคือจับตัวจิ่งเฉิงกับจิ่งหงอวี่ให้ได้ก่อน
จากนั้นจึงลงมือกับซีหนิงและปราบซูอี้
ทว่ายามนี้ แผนเช่นนี้ล้วนมิอาจทำได้
ชิงเซียวขมวดคิ้ว
เขาได้รับรู้ถึงศึกใหญ่ก่อนหน้านี้แล้ว
ความน่าสะพรึงกลัวของอำนาจต่อสู้ที่ซูอี้แสดงออกมาทำให้เขารู้สึกครั่นคร้าม
ยามนี้ กงหยางอวี่ได้รับบาดเจ็บสาหัส รากฐานมหาวิถีเสียหาย และมีอำนาจผลกรรมอยู่ในร่าง!
ความอับโชคอันน่าเวทนานี้ทำให้ชิงเซียวรับไม่ได้
“ต้องเปลี่ยนแผนกันจริง ๆ”
ชิงเซียวสูดลมหายใจลึก ๆ และสงบใจตนลง “แม้พลังต่อสู้ของซูอี้จะท้าทายสวรรค์ ทว่าเขาก็ไม่ได้ไร้เทียมทาน ดังนั้นอย่าไปกลัวเขาเชียว”
ชิงอู่อดกล่าวมิได้ “เช่นนั้น จากที่พี่ชายร่วมวิถีว่า หากภายหน้าเราพบกับซูอี้อีก ข้าควรทำเช่นไรหรือ?”
จินจู๋หลิวและฉินเจี้ยนซูเองก็มองชิงเซียวเช่นกัน
พวกเขาล้วนเคยประมือกับซูอี้ด้วยตนเองมาก่อน และรับรู้แล้วว่าชายหนุ่มทรงพลังเพียงใด แม้จะไม่ได้กลัว หัวใจของพวกเขาก็เปี่ยมด้วยความครั่นคร้าม ไม่กล้าประเมินอีกฝ่ายต่ำกันแล้ว
“มีหลายวิธีทีเดียว”
ดวงตาของชิงเซียววูบไหว “ประการแรก เราอดทนมองจากที่สูงไปก่อน แล้วยืมมีดฆ่าคน”
“ยืมมีดฆ่าคน?”
จินจู๋หลิวและคณะครุ่นคิด
จริงของเขา หนนี้ผู้เข้ามาในซากวังมังกรมิได้มีเพียงพวกเขา
ในหมู่ขุมกำลังยักษ์ใหญ่แห่งแดนเซียนก็มีตัวตนทรงพลังอื่น ๆ เข้ายุ่งเกี่ยว มีหรือพวกเขาจะปล่อยซูอี้ผู้อ่านอักขระลับวังมังกรออกไปง่าย ๆ?
ยิ่งไม่ต้องพูดถึงว่าขุมกำลังยักษ์ใหญ่เหล่านั้นมีความแค้นลึกล้ำอยู่กับซูอี้!
นอกจากนั้น เผ่าภูตวาฬยักษ์ซึ่งคุ้นเคยกับซากวังมังกรที่สุดจะไม่มีทางปล่อยชายหนุ่มไป
“แต่ข้าเกรงว่าพวกเขาจะมิใช่คู่ต่อสู้ของซูอี้เลยนะ”
จินจู๋หลิวส่ายหน้า
อำนาจต่อสู้ของซูอี้แข็งแกร่งจนสามารถสังหารตัวตนระดับมหายุทธ์ได้ ต่อให้เป็นบุตรและบุตรีแห่งสวรรค์เช่นพวกเขาก็ยังมิอาจปราบลง หากผู้อื่นเข้ามาแทนที่ มีหรือพวกเขาจะทำได้?
นี่คือซากวังมังกรนะ!
จากกฎเกณฑ์แห่งสวรรค์และปฐพีของที่นี่ ไม่ว่าการฝึกฝนจะสูงส่งเพียงใด ก็ต้องกดลงมาให้เหลือเพียงระดับมหายุทธ์!!
เพียงเรื่องนี้ก็ทำให้ซูอี้อันตรายและเป็นภัยเหลือแสน
“ยืมมีดฆ่าคนอาจไม่ได้ผลกับซูอี้ แต่มันจะเปิดโอกาสให้แก่เรา”
ชิงเซียวว่า “จากที่พวกเจ้าว่า ซูอี้ผู้นี้ถือครองวัฏสงสาร ซึ่งสามารถขัดขวางสมบัติลับอำนาจเทพในมือเราได้ และหากปะทะกันตรง ๆ ถ้าเราไม่ใช้อำนาจอย่างจนหนทาง ก็ยากจะได้เปรียบเหนือเขา”
“แต่หากซูอี้ผู้นี้ประสบอันตราย หรือเกิดสิ่งใดขึ้นระหว่างสำรวจหาโอกาส นั่นก็เป็นโอกาสสำหรับเราได้!”
ทุกผู้ดูครุ่นคิด
จินจู๋หลิวขมวดคิ้ว “แต่นั่นก็เท่ากับเราต้องรออย่างเดียว ไม่มีทางอื่นแล้วหรือ?”
“มี”
ชิงเซียวตอบโดยไม่หยุดคิด
สายตาของเขากวาดมองคนทุกผู้ “ที่จริงแล้ว พวกเจ้าต่างมีคำตอบในใจกันอยู่แล้ว นั่นคือหากพบกับซูอี้อีก เราจะร่วมมือกันเพื่อใช้อำนาจระดับสุดลึกล้ำจัดการกับเขาในทันที!”
ชั่วขณะนั้น ทุกผู้ดูตีความได้ยาก
จริงอยู่ที่วิธีนี้ดูเรียบง่ายและได้ผลดีที่สุด
แต่ราคาที่ต้องจ่ายก็สูงลิบเช่นกัน!
เพียงมองดูกงหยางอวี่ก็รู้ว่ารากฐานมหาวิถีของเขาเสียหาย แม้บาดแผลจะได้รับการรักษาแล้ว แต่ยามวิถีบรรลุเทพปรากฏขึ้นในภายหน้า เขาก็ไม่มีโอกาสจะพิสูจน์วิถีบรรลุเทพได้เลย!!
“กลัวว่าจะรับสิ่งที่เกิดขึ้นมิได้หรอก?”
ชิงเซียวเห็นความคิดของคนทุกผู้และกล่าวว่า “แต่หากไม่ลงทุน ก็ยากที่เราทั้งหลายจะจัดการคนผู้นี้ได้ที่นี่”
ทุกผู้เงียบไป
ไม่มีผู้ใดคาดคิดว่าสถานการณ์จะรับมือยากเพียงนี้!
“แล้วซูอี้ก็น่าจะตระหนักแล้วว่าในซากวังมังกรนี้ พวกเราถูกคุกคามจากกฎเกณฑ์แห่งฟ้าดิน มิอาจลงมือได้เต็มที่ จึงกล้ากร่างอำนาจยิ่ง!”
ชิงอู่ขบเขี้ยวเคี้ยวฟัน
ต่อให้ทิ้งตัวตนในฐานะบุตรและบุตรีแห่งสวรรค์ไป พวกเขาก็ยังเป็นตัวตนมหาอำนาจผู้ไร้เทียมทานในระดับสุดลึกล้ำกันอยู่ดี ทว่ายามนี้พวกเขาถูกอำนาจกฎเกณฑ์คุกคาม จึงมิอาจรับมือมหาเซียนผู้เดียวได้ ใครเล่าจะไม่หงุดหงิดใจ?
“มังกรติดในหล่มโคลน หาใช่ใดอื่นไม่”
จินจู๋หลิวถอนหายใจยาว
คนอื่น ๆ เองก็หดหู่ใจเช่นกัน
หากพวกเขาไม่ถูกจำกัดโดยกฎแห่งฟ้าดิน ก็คงจะสามารถสังหารซูอี้ได้ง่าย ๆ มีหรือจะทุลักทุเลเช่นนี้?
มีเพียงฉินเจี้ยนซูที่กล่าวออกมาด้วยเสียงอันเย็นชาว่า “มังกรติดในหล่มโคลน? โอ้ อย่าโทษข้าว่าพูดจาแย่เลยนะ แต่เจ้าสำคัญตนสูงไป และประเมินซูอี้ผู้นั้นต่ำไป!”
ทุกผู้ขมวดคิ้ว
มีเพียงชิงเซียวที่รู้สึกอึดอัดในใจเล็กน้อย “ไฉนจึงเห็นเช่นนั้นหรือ?”
ฉินเจี้ยนซูกล่าว “หากผู้ถือครองวัฏสงสารฆ่าได้ง่ายนัก ไฉนตลอดกาลผ่านมา ทวยเทพจึงทำไม่สำเร็จสักที?”
ทุกผู้พลันหมดคำพูด
ฉินเจี้ยนซูแค่นยิ้ม “ในโลกแห่งเทพ ทุกผู้ล้วนทราบว่าทวยเทพไม่ยินยอมให้มีวัฏสงสารอยู่ เพราะเหตุใดเล่า? เหตุผลไม่ใช่ใดอื่น ทวยเทพหวาดกลัวอำนาจวัฏสงสาร!”
“จริงอยู่ที่การฝึกฝนของซูอี้อยู่เพียงแค่ระดับมหาเซียน แต่พวกเจ้าก็เห็นแล้วว่าพลังการต่อสู้ของเขาสามารถสังหารตัวตนระดับมหายุทธ์ได้ และทั่วโลกหล้าแห่งเทพ มหาเซียนผู้ใดบ้างที่เทียบเคียงเขาได้บ้าง?”
“และเขาผู้ถือครองวัฏสงสาร หากลัวการโจมตีจากสมบัติลับอำนาจเทพไม่ เราจะประเมินฝีมือของตัวตนเช่นนี้ต่ำไปได้หรือ?”
ทุกผู้มองหน้ากัน
ฉินเจี้ยนซูกล่าวขึ้นอีกครั้ง “ไม่ว่าเจ้าจะคิดเช่นไรต่อซูอี้ ในซากวังมังกรนี้ ข้าจะไม่ไปยุ่งกับเขาอีก!”
ว่าแล้ว เขาก็หันหลังจากไป
ทุกผู้ล้วนนิ่งงัน สีหน้าหม่นหมองเล็กน้อย
“ไม่คิดเลยว่าฉินเจี้ยนซูผู้นี้จะตาขาวไร้สันหลังนัก! พ่ายแพ้เล็กน้อยก็ถอดใจเสียแล้ว น่าละอายจริง ๆ”
จินจู๋หลิวค่อนแคะ
ทว่าชิงเซียวกลับส่ายหน้าและกล่าวเสียงลุ่มลึก “สิ่งที่เขาพูดนั้นก็มิได้ผิด หากเราคิดจะจัดการซูอี้ เราต้องไม่ประเมินฝีมือของเขาต่ำไปเด็ดขาด”
“ถูกต้อง ในซากวังมังกรต่อจากนี้ เราต้องต่อสู้อย่างรอบคอบ มิสร้างปัญหา แทนที่จะลงมืออย่างบุ่มบ่ามแล้วผิดพลาดเกินแก้ไข”
ชิงอู่กล่าวขณะเหลือบมองกงหยางอวี่ผู้ทำสมาธิอยู่มิไกลนัก
ไม่ต้องสงสัยเลยว่านางกำลังใช้สิ่งที่เกิดกับกงหยางอวี่มาเตือนผู้อื่น
ขณะนั้น กงหยางอวี่ลืมตาขึ้นเงียบ ๆ และกล่าวเสียงเย็น “รากฐานมหาวิถีของข้าเสียหาย จริงอยู่ที่ข้าไร้โอกาสบรรลุเทพในแดนเซียนนี้แล้ว แต่ข้าแตกต่างจากพวกเจ้า เพราะข้าไม่มีสิ่งใดให้กังวลแล้ว!”
เขาว่าแล้วก็ลุกขึ้น ดวงตาคู่นั้นเย็นเยียบ “ผลลัพธ์แย่สุดในปฏิบัติการนี้ก็แค่ฆ่าซูอี้มิได้ แล้วหนต่อไปเล่า? เวลาและโอกาสยังมีอีกมากมาย มองการณ์ให้ไกลไว้ดีกว่า!”
ทุกผู้ครุ่นคิดอย่างเงียบงัน
ภายในซากวังมังกร
ภายในซากโบราณอันห้อมล้อมด้วยเมฆสายฟ้า มีสนามเต๋าโบราณที่ค่อนข้างสมบูรณ์หลงเหลืออยู่
ใจกลางสนามเต๋านั้นมีแท่นบูชาอันทรุดโทรมแท่นหนึ่ง
มีอักษรลับวังมังกรที่ประหลาดเรียบเรียงเป็นข้อความบิดเบี้ยวดุจขนดมังกรเขียนเอาไว้บนพื้นผิวแท่นบูชานั้น
แท่นบูชาวิญญาณ!
ในยุคสุดวิเวก นี่คือสถานที่ทำพิธีบวงสรวงของวังมังกรทะเลบูรพา และเป็นหนึ่งในสถานที่หลักภายในวังมังกรด้วย
ยามนี้ ยอดฝีมือกลุ่มหนึ่งจากเผ่าภูตวาฬยักษ์มารวมตัวกันบนสนามเต๋า
จิ่งเฉิงกับจิ่งหงอวี่ก็รวมอยู่ในนั้นด้วย!
“ที่นี่ร้ายกาจจริง ๆ…”
จิ่งหงอวี่เงยหน้ามองท้องนภา สีหน้าแสนพรั่นพรึง
ท้องนภานั้นปกคลุมด้วยเมฆสายฟ้าอันหนาทึบ แดงฉานดุจโลหิต แม้มันจะเพียงลอยตัวเงียบ ๆ แต่ก็ให้ความรู้สึกกดดันจนหายใจลำบาก
จิ่งหงอวี่รู้ดีว่าขอเพียงเขาออกจากสนามเต๋านี้ ไม่ว่าจะเป็นผู้ใด เมฆสายฟ้าอันหนาหนักก้อนนั้นก็จะประหารสิ้น!
สองสามปีมานี้ ยอดฝีมือหลายคนจากเผ่าภูตวาฬยักษ์ของพวกเขาประสบหายนะที่นี่ ไร้ผู้ใดรอดชีวิต!
“แต่หากถอดปริศนาบนแท่นนี้ได้ ก็คุ้มค่ากับความพยายามแล้ว”
สายตาของจิ่งหงอวี่เลื่อนไปมองแท่นบูชาอย่างเร่าร้อน
ในเผ่าภูตวาฬยักษ์ของพวกเขามีคัมภีร์โบราณตกทอดมาจากยุคสุดวิเวกเล่มหนึ่ง มันบันทึกไว้ว่าแท่นบูชาวิญญาณแห่งวังมังกรซ่อนปริศนาอันยิ่งใหญ่เอาไว้! หากถอดความได้ก็จะพบคลังสมบัติวังมังกร!!
ทันใดนั้น จิ่งเฉิงซึ่งนั่งนิ่งอยู่ก็ลืมตาขึ้น หยิบยันต์สารที่ทอประกายออกมาจากในแขนเสื้อ
เมื่ออ่านเนื้อหาของมันจบ ใบหน้าชราวัยของจิ่งเฉิงพลันงอง้ำ “บัดซบ! เพราะอะไรกัน!?”
จิ่งหงอวี่อดกล่าวมิได้ “ผู้อาวุโสสูงสุด เกิดสิ่งใดขึ้นหรือขอรับ?”
จิ่งเฉิงกัดฟันกล่าว “สถานการณ์เปลี่ยนไปแล้ว หลี่เสวียนจวินผู้นั้น แท้จริงแล้วคือซูอี้!”
ซูอี้!
หัวใจของจิ่งหงอวี่สั่นสะท้าน
เหตุใดจึงเป็นเขาไปได้?
ตอนที่ 1,817: สามจุดประสงค์
เดิมที ตามแผนของจิ่งเฉิง ยามซูอี้ประสบมหันตภัย อีกฝ่ายย่อมขยี้ป้ายหยกที่ให้ไว้เป็นแน่
ทว่าตอนนี้ สถานการณ์ได้เปลี่ยนแปลงไปแล้ว!
ซูอี้ไม่ได้ประสบมหันตภัย ทว่าโจมตีสวนเสียจนสามบุตรและบุตรีแห่งสวรรค์หนีกระเจิง!
“คาดการณ์นับพันหมื่น แต่คิดไม่ถึงเลยว่าคนผู้นั้นจะกลายเป็นซูอี้ไปได้!”
สีหน้าของจิ่งเฉิงถมึงทึง
“ผู้อาวุโสสูงสุด อยากจะเปลี่ยนแผนหรือไม่ขอรับ?”
จิ่งหงอวี่ก็ตระหนักถึงความยากลำบากของปัญหาได้เช่นกัน
ตัวตนของซูอี้นั้นไม่เท่าไร ทว่าความแข็งแกร่งอันน่าเกรงขามของเขาต่างหากที่ทำให้ผู้คนหวาดผวา
ตัวตนอันน่าเกรงขามเช่นนั้น มีหรือจะไม่อาจถล่มเผ่าภูตวาฬยักษ์ของพวกเขาได้?
“ไม่ต้องหรอก”
จิ่งเฉิงกล่าวเรียบ ๆ “จวบยามนี้ ซูอี้ก็ยังไม่เข้าใจแผนการของเราอย่างกระจ่างแจ้งหรือรู้ว่าเราพยายามควบคุมเขาอยู่ ต่อจากนี้เราก็แค่แสดงความจริงใจ ร่วมมือกับเขาก็พอ”
จิ่งหงอวี่นิ่งไป “ร่วมมือหรือขอรับ?”
“ใช่”
จิ่งเฉิงแย้มยิ้ม ดวงตาของเขาวูบไหวไปมา “เขาถอดรหัสปริศนาวังมังกรได้ และเราก็มีความลับบางอย่างของซากวังมังกรอยู่ เจ้าว่าเขาจะปฏิเสธไม่ร่วมมือกับเราหรือไม่?”
เขาทิ้งช่วงและกล่าวว่า “ยิ่งมิต้องพูดถึงว่าขอเพียงเราเป็นพันธมิตรกับเขา ยิ่งเขาแข็งแกร่งยิ่งเป็นประโยชน์กับเรา ต่อให้เผชิญกับคู่แข่งคนอื่น ๆ เราก็ให้ซูอี้ออกหน้าแล้วนั่งรอผลสำเร็จก็ได้”
ว่าแล้ว เขาก็ลุกขึ้นกล่าวว่า “อย่าโอ้เอ้เลย ข้าจะไปคุยกับเขาเดี๋ยวนี้ล่ะ”
บนยอดเขาในม่านหมอกแห่งหนึ่ง
ฝานจุยกำลังทำสมาธิเพื่อเยียวยาบาดแผล
ซูอี้นอนทอดกายอยู่บนเก้าอี้หวาย ในมือถือไหสุรา ท่าทางเกียจคร้านยิ่ง
ซีหนิงนั่งอยู่บนโขดหินข้าง ๆ และกล่าวว่า “แม้ข้าจะเดาตัวตนของสหายเต๋าได้ก่อนหน้านี้ ทว่าก็ไม่คาดคิดเลยว่าความแข็งแกร่งของสหายเต๋าจะสูงล้ำเพียงนี้”
รูปร่างของนางผอมเพรียว แม้จะไม่ได้มีการประทินโฉมเป็นพิเศษ ทว่ากลับงดงามสะกดใจ ยามเอื้อนเอ่ยวาจา ดวงตาดุจห้วงจักรวาลของนางจะวูบไหวไปมา
ก่อนหน้านี้ นางได้รับรู้เกี่ยวกับการปะทะอันยิ่งใหญ่จากฝานจุยแล้ว และหัวใจของนางก็รู้สึกทึ่งยิ่งนัก
ซูอี้กล่าวพร้อมกับยิ้มว่า “ในเมื่อเจ้าเดาตัวตนของข้าได้ก่อนแล้ว ไฉนจึงเลือกร่วมมือกับข้าเล่า?”
เขาว่าพลางมองไปที่หญิงสาว
ซีหนิงกล่าวเสียงแผ่วเบา “ในโลกแห่งเทพ ทวยเทพเองก็แบ่งเป็นฝ่ายต่าง ๆ บ้างไม่ยอมให้มีวัฏสงสารอยู่ บ้างตั้งมั่นจะบรรลุวัฏสงสาร และบ้างแยกตัวจากความอลหม่าน ตั้งมั่นเพียงฝึกฝน…”
“สรุปคือ ต่างฝ่ายต่างมีจุดยืนของตน”
ซูอี้พยักหน้า
ก่อนหน้านี้ เขาก็คาดการณ์เกี่ยวกับเรื่องนี้เอาไว้เช่นกัน
มันกล่าวได้กระทั่งยามเขาอยู่ในโลกมนุษย์ ก็ได้รู้แล้วว่าในโลกแห่งเทพอันอยู่เหนือธารสายยาวแห่งยุคสมัย นอกจากทวยเทพที่เกลียดชังเขา ยังมีเทพบางส่วนที่รอให้เขากลับมาอยู่!
เช่นลั่วเหยาซึ่งเคยเรียกเขาว่าพี่ชายร่วมวิถี!
ท้ายที่สุดแล้ว อดีตทั้งสองชาติของเขาก็เคยต่อสู้กับทวยเทพมาก่อน
แม้ว่าจะตกตายด้วยน้ำมือเทพ อดีตชาติทั้งสองก็ยังมีสหายอย่างลั่วเหยาอยู่!
“แล้วเจ้าเล่า จุดยืนของเจ้าเป็นเช่นไร?”
ซูอี้กล่าวอย่างสนใจ
ซีหนิงจับเส้นผมซึ่งพลิ้วไหวตามสายลมภูเขาทัดหลังหู พลันกะพริบตาอย่างเย้าหยอก “สหายเต๋าลองเดาดูสิ”
ซูอี้ผงะไป
ครู่ต่อมา เขาก็กล่าวขึ้นว่า “หัวใจของสตรีคือสิ่งที่เข้าใจได้ยากที่สุด อย่างน้อยในยามนี้ ข้าก็ถือเจ้าเป็น ‘สหายเต๋า’ ก็แล้วกัน”
สหายเต๋าเป็นคำเรียกทั่วไป
แต่เมื่อพิจารณาอย่างถ่องแท้ จึงค้นพบความหมายแท้จริงของคำเรียกนี้
บนเส้นทางมหาวิถี มีเพียงผู้ร่วมวิถีเดียวกันเท่านั้นที่นับเป็นสหายได้!
หากต่างวิถีมิบรรจบ จะกล่าวได้เช่นไรว่าเป็นสหาย?
หญิงสาวรับรู้ถึงน้ำหนักของคำว่า ‘สหายเต๋า’ ผ่านแววตาของอีกฝ่าย ดวงตาคู่งามเป็นประกายระยับ วาจาอันไพเราะประหนึ่งลำนำสวรรค์พลันนุ่มนวลขึ้นมา
“ข้าเองก็มีความลับมากมายเหมือนสหายเต๋า บ้างเกี่ยวข้องกับภูมิหลัง บ้างเกี่ยวพันกับความสามารถของข้า และบ้างเป็นผลกรรมฟ้าลิขิตทั้งหลาย”
นางกล่าวอย่างนุ่มนวล “กระทั่งในตระกูลของข้า มีเพียงบุพการีและปู่ทวดของข้าเท่านั้นที่รู้ความลับเหล่านี้ พวกเขามองว่าเป็นเรื่องต้องห้าม ทว่าพวกเขาก็ไม่ทราบเช่นกันว่าเหตุใดข้าจึงมีความลับมากมายเพียงนี้”
“และข้าเองก็มิอาจทราบได้จนถึงบัดนี้เช่นกัน”
ซูอี้นิ่งไป เนื่องจากความนัยของคำพูดอีกฝ่ายนั้นคลุมเครือสำหรับเขาเล็กน้อย
ซีหนิงกล่าวว่า “เพราะเช่นนั้น จุดประสงค์การมายังแดนเซียนในครั้งนี้ของข้าก็คือเพื่อตามหาบันทึกผลกรรม ข้าอยากใช้อำนาจของสมบัติลับฮุ่นตุ้นนี้เปิดเผยความลับบางอย่างในตัวข้า”
ชายหนุ่มผงะไป
ทุกผู้ล้วนมีความลับ
แต่เห็นได้ชัดว่าความลับของซีหนิงนั้นพิเศษอย่างยิ่ง!
เพราะถึงอย่างไร ในเมื่อนางเป็นบุตรีแห่งสวรรค์ ตระกูลของนางต้องมีเทพอยู่เบื้องหลัง ทว่ากระทั่งเทพยังมองว่าความลับบนร่างของนางเป็นสิ่งต้องห้าม มิอาจทำความเข้าใจได้
ช่างอัศจรรย์ยิ่ง!
“สรุปคือ เป้าหมายของข้าหาเกี่ยวอันใดกับอำนาจวัฏสงสารของสหายเต๋าไม่ ข้าจึงเลือกร่วมมือกับสหายเต๋าแม้จะเดาตัวตนของสหายเต๋าได้”
คู่เนตรของซีหนิงทอประกายเยี่ยงผืนนที รอยยิ้มปรากฏขึ้นบนใบหน้าเลอโฉมราวกับหยก “แน่นอน ข้าต้องบอกว่าการได้รู้จักกับสหายเต๋านั้นหาใช่ชะตาไม่ ปู่ทวดของข้ามักกล่าวบ่อย ๆ ว่าบนเส้นทางมหาวิถี หากมีน้ำใจต่อผู้อื่น ข้าก็จะได้พานพบสหายเต๋าผู้มีชะตาต้องกันกับข้า”
ซูอี้หวนคิดถึงยามพบพานกับอีกฝ่าย และอดรำพึงออกมามิได้ “ชะตาช่างน่าอัศจรรย์จริง ๆ”
จากนั้นทั้งสองก็สนทนากันถึงเรื่องต่าง ๆ
บรรยากาศอบอุ่นกลมเกลียวเยี่ยงได้พบสหายรู้ใจ
ระหว่างสนทนา ชายหนุ่มก็ได้เรียนรู้เรื่องราวมากมาย
เรื่องแรก ณ ขณะนี้ บุตรและบุตรีแห่งสวรรค์ผู้ลงมายังแดนเซียนไม่ได้มีเพียงเท่าที่เห็น!
บางผู้เป็นตัวตนไร้เทียมทานที่ยังไม่ได้เผยตัว
นอกจากนั้น ก่อนวิถีบรรลุเทพจะปรากฏขึ้นในแดนเซียน บุตรและบุตรีแห่งสวรรค์จะพากันมายังแดนเซียนอีกมากมาย
หัวใจของมันอยู่ตรงที่วิถีบรรลุเทพนั้นเป็นโอกาสอันหาพบได้แต่ยากจะครอบครองในโลกแห่งเทพ
และวิถีบรรลุเทพซึ่งจะปรากฏขึ้นในแดนเซียนหนนี้หาเล็กน้อยไม่ เกรงว่าจะเป็นกฎแห่งยุคสมัยอันหาได้ยากตราบกาล!
หากชิงโอกาสบรรลุเทพได้ พวกเขาก็จะสร้างอำนาจเทพสูงสุดได้!!
สำหรับขุมกำลังใหญ่ในโลกแห่งเทพทั้งหลาย โอกาสเช่นนี้ช่างล้ำค่าหายาก ทุกผู้ล้วนอยากช่วงชิง ตักตวงผลประโยชน์จากโอกาสนี้กันทั้งสิ้น
และจากที่ซีหนิงว่า เมื่ออำนาจ ‘หายนะเทพ’ ในกฎสวรรค์แดนเซียนสลายไป นั่นจะเป็นวันที่วิถีบรรลุเทพปรากฏ!
เรื่องที่สอง ปัจจัยที่ทำให้บุตรและบุตรีแห่งสวรรค์อยากมายังแดนเซียนนั้น แท้จริงมีสามจุดประสงค์
หนึ่งคือเตรียมพร้อมสำหรับโอกาสในการบรรลุเทพ
สองคือสังหารผู้ถือครองวัฏสงสาร
สามคือหาสมบัติลับแห่งฮุ่นตุ้น!
จุดประสงค์ที่สามนี้เกินความคาดหมายของซูอี้ไปพอตัว
ซึ่งซีหนิงก็ได้ให้คำตอบอย่างฉับไว
‘เก้าความลับแห่งจักรวาล’ ของแดนเซียนนั้น เดิมทีเป็นสมบัติระดับสูงที่เกิดจากที่มาฮุ่นตุ้นแดนเซียน มีกฎแห่งยุคสมัยบรรจุอยู่ กล่าวได้ว่าเป็นสมบัติวิถียุคสมัย!
ในยุคสุดวิเวก มีผู้ได้รับร่มแคล้วคลาดและตะขอปล้นสวรรค์และนำพวกมันออกไปจากแดนเซียนแล้ว
นอกจากนั้น ‘ดาบเคียงประชิด’ ยังอยู่ในมือของนักดาบลึกลับหลี่ฝูโหยว
กระทั่งนางยังมิทราบว่า นอกจากบันทึกผลกรรม ยังมีสมบัติใดในแดนเซียนนี้เป็นหนึ่งในเก้าความลับแห่งจักรวาลอีกบ้าง
และสาเหตุที่บุตรและบุตรีแห่งสวรรค์เหล่านี้ต้องการหาสมบัติเหล่านี้ ก็เป็นเพราะยามที่พวกเขาวางแผนในการบรรลุเป็นเทพ หากมีสมบัติลับแห่งฮุ่นตุ้นเหล่านี้อยู่ในมือ พวกมันจะมีบทบาทสำคัญเกินประมาณ!
ดังนั้นคนอย่างชิงเซียว จินจู๋หลิว และคนอื่น ๆ จึงมายังวังมังกรในปฏิบัติการครานี้
เมื่อรู้เช่นนี้ หัวใจของซูอี้ก็สั่นสะท้าน
หากเขาเดาถูก ดาบเคียงประชิด ซึ่งเป็นหนึ่งในหกสมบัติลับแห่งฮุ่นตุ้นก็อยู่ในโลงดาบหกชุ่นของเขาเอง!
เรื่องที่สามนั้นเกี่ยวกับอำนาจต่อสู้ของบุตรและบุตรีแห่งสวรรค์
ทุกคนที่เป็นบุตรและบุตรีแห่งสวรรค์ได้ล้วนแต่เป็นทายาทแห่งเทพ! เกิดมาพร้อมกับความสามารถเลิศล้ำ รากฐานสูงส่ง เลือดเทพไหลเวียนอยู่ในร่างกาย!
ภายในโลกแห่งเทพมีบุตรและบุตรีแห่งสวรรค์อยู่มากมาย
และตัวตนซึ่งถูกเลือกให้บรรลุสู่แดนเซียนนั้น แทบทั้งหมดต่างอยู่ในระดับสุดลึกล้ำ ขาดเพียงโอกาสบรรลุเทพเท่านั้น!
นอกจากนั้น บุตรและบุตรีแห่งสวรรค์เหล่านี้ต่างมีไพ่ตายไว้ปราบตัวตนในขอบเขตเดียวกันได้
ทั่วทั้งแดนเซียน ไม่มีผู้ใดที่ประมือกับพวกเขาแล้วรอดชีวิต
เหตุผลนั้นง่ายดายมาก เพราะเหล่าผู้เฒ่า ณ จุดสูงสุดแห่งวิถีเซียนในแดนเซียน ต่างก็เป็นตัวตนที่แข็งแกร่งที่สุด ฝีมือทัดเทียมกับบุตรและบุตรีแห่งสวรรค์
แตกต่างกันตรงที่บุตรและบุตรีแห่งสวรรค์ต่างมีสมบัติลับอำนาจเทพเป็นไพ่ตายอยู่มากมาย!
เพียงเรื่องนี้ พวกเขาก็สามารถเป็นภัยต่อมหาอำนาจระดับสุดลึกล้ำในแดนเซียนเหล่านั้นแล้ว
จริงอยู่ว่าบุตรและบุตรีแห่งสวรรค์ทั้งหลายต้องสะกดการฝึกฝนของตนไว้ในระดับมหายุทธ์เพราะการจำกัดของ ‘หายนะเทพ’ ที่อยู่ทั่วแดนเซียน
แต่เมื่ออำนาจ ‘หายนะเทพ’ นี้หายไปจากแดนเซียน จะมีผู้ใดในใต้หล้าสามารถประชันกับบุตรและบุตรีแห่งสวรรค์เหล่านี้ได้?
เมื่อกล่าวถึงตรงนี้ ซีหนิงก็ทอดถอนใจ “สรรพชีวิตล้วนเกิดมาไม่เท่าเทียม บ้างเกิดมาต่ำต้อยเช่นหย่อมหญ้า ดิ้นรนในวังวนเกิดแก่เจ็บตายท่ามกลางความผันผวนแห่งกาล”
“บ้างกำเนิดมาเป็นบุตรและบุตรีแห่งสวรรค์ เพียงชาติกำเนิดก็กลบรัศมีของสรรพสิ่งเหนือวิถีเซียนในแดนเซียนนี้ได้”
ซูอี้แย้มยิ้ม “แต่บางสิ่งก็ยุติธรรมนะ เช่นการเผชิญเหตุพลิกผัน ปัญหาอันไม่อาจแก้ หากประสบมหันตภัย ต่อให้เป็นมหาเทวา…ก็ตายได้เช่นกัน”
ซีหนิงนิ่งไป ก่อนจะกล่าวว่า “แต่เทียบกับผู้ฝึกตนนับไม่ถ้วนทั่วทั้งโลกหล้าแล้ว โอกาสที่เทพจะตกตายนั้นช่างน้อยนิด นับได้ว่าทวยเทพเป็นประหนึ่งนายเหนือผู้ไร้อายุขัยแล้ว”
ชายหนุ่มกลับยิ้มและตอบว่า “นั่นเพราะพวกเขายังไม่ได้พบกับข้าต่างหาก”
ซีหนิง “…”
แววตาของนางดูแปลกพิกล เห็นได้ว่าเขาไม่ได้เห็นทวยเทพอยู่ในสายตา!
“ในความคิดข้านะ บนเส้นทางมหาวิถี มีเพียงผู้แข็งแกร่งเหนือผู้อ่อนแอ ไร้ผู้ใดเทียบเทียม”
ซูอี้กล่าวเบา ๆ “อายุขัยของเทพอาจยืนยงชั่วกาลนาน แต่นั่นไม่ได้หมายความว่าพวกเขาจะแพ้หรือตายไม่เป็น หาไม่ ไฉนพวกเขาต้องกลัววัฏสงสารด้วย?”
หญิงสาวอดไม่ได้ที่จะมองอีกฝ่ายอีกหน
เดิมทีนางคิดว่าการที่ซูอี้กล่าววาจาทิ่มแทงเหล่านี้ออกมานั้น เป็นเพราะความแค้นต่อทวยเทพ
แต่ยามนี้ นางกลับสัมผัสได้ว่าเขามิเคยกลัวเทพเลย!
ด้วยเหตุนี้ เขาจึงกล่าวถึงเทพได้อย่างไร้ความกลัวเกรง
สิ่งนี้ทำให้ซีหนิงอดสะเทือนใจมิได้
ภายในโลกแห่งเทพ ทวยเทพนั้นหาแตกต่างจากนายเหนือผู้สูงส่งไม่ สรรพชีวิตทั่วโลกหล้าทำได้เพียงแหงนมองอย่างครั่นคร้าม มิอาจเอื้อมถึงได้
ผู้กล่าววิจารณ์เทพนั้นกระทั่งถูกตราหน้าว่าเป็น ‘คนบาป’
ทว่าซูอี้นั้นแตกต่างออกไป เขามิได้อวดอ้างอำนาจ แต่กลับไร้ความกลัวต่อเทพอย่างแท้จริง!
หญิงสาวครุ่นคิด และกำลังจะพูดบางอย่าง
ทว่าทันใดนั้น คลื่นมิติก็วูบไหวบนอากาศที่อยู่ห่างออกไป
ตอนที่ 1,818: สลายอุปสรรคผลกรรม
คลื่นมิติสั่นไหว ร่างหนึ่งปรากฏขึ้นจากอากาศธาตุ
เขาคือผู้อาวุโสสูงสุดแห่งเผ่าภูตวาฬยักษ์ จิ่งเฉิง
คิ้วงามของซีหนิงขมวดเล็กน้อย ทว่าซูอี้หาประหลาดใจไม่
เมื่อเข้ามาในซากวังมังกร จิ่งหงอวี่เคยส่งป้ายหยกให้เขาชิ้นหนึ่ง บอกว่าหากพบอันตราย ให้ขยี้ป้ายหยกนี้ แล้วเผ่าภูตวาฬยักษ์ก็จะมาช่วย
และยามนี้ ป้ายหยกยังคงกับเขาในสภาพดี จึงไม่น่าแปลกใจเลยหากจิ่งเฉิงจะเป็นฝ่ายมาหาเขาเอง
“ตาเฒ่าผู้นี้มาโดยมิได้รับเชิญ โปรดอย่าถือสากันเลย”
จิ่งเฉิงเข้ามาคารวะทุกผู้ด้วยรอยยิ้ม
ซูอี้ดูจะยิ้มเล็กน้อย “ว่ามาเถิด ไฉนเจ้าจึงมาโดยมิได้รับเชิญ?”
จิ่งเฉิงกล่าวอย่างเคร่งขรึม “ย่อมเพื่อให้เราสำรวจหาสมบัติในซากวังมังกรนี้กับสหายเต๋า”
ซูอี้ส่งเสียงในลำคอ ก่อนจะโพล่งขึ้นมาว่า “เจ้ารู้ตัวตนของข้าแล้วสินะ?”
ม่านตาของจิ่งเฉิงหดลงเล็กน้อย ก่อนจะอุทานขึ้นว่า “สหายเต๋าช่างปราดเปรื่องยิ่ง ตาเฒ่าผู้นี้นับถือ”
ซูอี้กล่าวอย่างครุ่นคิด “เช่นนั้น เจ้าก็น่าจะรู้เกี่ยวกับการต่อสู้ระหว่างข้ากับพวกกงหยางอวี่แล้ว”
จิ่งเฉิง “…”
เมื่อเผชิญกับสายตาของซูอี้ เขาก็รู้สึกไม่สบายใจอย่างยากจะอธิบาย ราวกับความลับในใจถูกอีกฝ่ายมองออกทะลุปรุโปร่ง
เขาสงบใจแล้วพยักหน้า “ถูกต้อง”
ซูอี้กล่าวเข้าประเด็น “เราร่วมมือกันได้ แต่ข้าต้องดูความจริงใจของเผ่าภูตวาฬยักษ์ก่อน แล้วค่อยว่ากันภายหลัง”
จิ่งเฉิงขมวดคิ้วเล็กน้อย ก่อนจะแย้มยิ้มทันที “เรื่องนี้ ตาเฒ่าผู้นี้รับประกันได้ว่าช่วงเวลาต่อจากนี้ สมบัติทั้งหมดที่ได้มาจะแบ่งให้สหายเต๋าครึ่งหนึ่ง!”
ซูอี้เสสรวล “นี่เรียกว่าความจริงใจได้หรือ?”
จิ่งเฉิงมิได้หงุดหงิดใจ แล้วกล่าวอย่างคลุมเครือ “สหายเต๋าระบุเงื่อนไขมาเลยก็ได้ หากตาเฒ่าผู้นี้รับได้ ก็จะมิเกี่ยงงอน!”
ซูอี้ชูสองนิ้วออกมาแล้วกล่าวว่า “มีสองเงื่อนไข หนึ่งคือ สมบัติที่ได้มา ข้าและสหายเต๋าซีหนิงจะได้ส่วนแบ่งแปดส่วน”
คิ้วของจิ่งเฉิงพลันขมวดหากัน รอยยิ้มเลือนหาย โทสะอันเกินบรรยายพลุ่งพล่านในใจ คนผู้นี้ต่อรองได้น่าเกลียดมาก!
ทว่าสุดท้ายเขาก็ระงับใจไว้ ไม่ได้รีบร้อนที่จะประกาศจุดยืน
ซูอี้กล่าวเสียงเรียบ “ประการที่สอง ข้าเกลียดการถูกหลอกลวงเอาเปรียบเป็นที่สุด หากเจ้าอยากให้ข้าเชื่อใจ ก็ปลดการป้องกันห้วงความนึกคิดเสียยามนี้ แล้วให้ข้าทิ้งตราลับไว้ในจิตวิญญาณ”
เมื่อฟังแล้ว ใบหน้าของจิ่งเฉิงก็เปลี่ยนสีทันที จากนั้นเขาก็กล่าวอย่างเดือดดาลว่า “สหายเต๋า เงื่อนไขนี้ไม่มากไปหน่อยหรือ?”
ทว่าชายหนุ่มกลับกล่าวว่า “อย่าห่วงเลย ข้าไม่ชอบใช้อำนาจตราลับจิตวิญญาณมาข่มขู่กันหรอก แค่ต้องการป้องกันมิให้เผ่าภูตวาฬยักษ์หักหลังเอาขณะร่วมมือกันเท่านั้น”
สีหน้าของจิ่งเฉิงดูเคร่งเครียดไปชั่วขณะ และกล่าวว่า “ตาเฒ่าผู้นี้เข้าใจความกังวลของสหายเต๋า เช่นนั้น ให้ข้าสาบานด้วยหัวใจวิถีดีหรือไม่?”
ซูอี้ส่ายหน้า “ข้าไม่เคยเชื่อในคำสาบานใด ๆ หากเจ้าตอบรับ ข้าก็จะร่วมมือกับพวกเจ้า แน่นอน เจ้าจะปฏิเสธก็ย่อมได้”
อกของจิ่งเฉิงกระเพื่อมขึ้นลงด้วยความเดือดดาลอย่างเห็นได้ชัด
แต่ซูอี้เลิกสนใจเขาแล้ว กลับไปดื่มสุราอย่างสบายใจ
หลังจากเงียบไปนาน จิ่งเฉิงก็กล่าวว่า “ซากวังมังกรนั้นเปี่ยมด้วยหายนะฆ่าฟัน หากเจ้าไม่ร่วมมือกับเรา สหายเต๋ามิห่วงหรือไรว่า จะพบหายนะเกินคาดคะเนในภายหลัง?”
“เจ้าขู่ข้าหรือ?”
จิ่งเฉิงกล่าวด้วยสีหน้าเยือกเย็น “ตาเฒ่าผู้นี้เพียงพูดความจริงเท่านั้น เพราะถึงอย่างไร สหายเต๋าทั้งหลายก็น่าจะทราบอยู่แล้วว่าพวกเจ้าล่วงเกินชิงเซียว จินจู๋หลิว และบุตรแห่งสวรรค์คนอื่น ๆ หากปล่อยให้ยอดฝีมือจากขุมกำลังยักษ์ใหญ่แห่งแดนเซียนรู้ถึงตัวตนของเจ้า เกรงว่าพวกเขาก็จะมาดร้ายเป็นศัตรูอีกเช่นกัน”
หลังเว้นช่วงเล็กน้อย เขาก็กล่าวว่า “ด้วยเหตุนี้ จึงเป็นการฉลาดสุดหากจะร่วมมือกับเผ่าภูตวาฬยักษ์ของเรามิใช่หรือ?”
ทว่าชายหนุ่มกลับกล่าวขึ้นอย่างเฉยชาว่า “ไม่ต้องกล่าวให้มากความหรอก บอกมาก็พอว่าเจ้าตกลงรับสองเงื่อนไขนี้หรือไม่ก็พอ”
ใบหน้าของจิ่งเฉิงยังคงคล้ำเครียด
ทว่าเขาก็กล้ำกลืนความอึดอัดใจลงไปแล้วกล่าวว่า “ตาเฒ่าผู้นี้จะคิดให้ดี เมื่อเข้าใจอย่างถ่องแท้แล้ว ข้าจะมาพบสหายเต๋าอีกครา ขอตัวก่อน”
ว่าแล้ว เขาก็เตรียมจรจาก
ทว่าซูอี้กลับปรากฏกายขึ้นตรงหน้าและกล่าวอย่างเคร่งขรึม “ข้าว่าเจ้าคิดให้ดีอยู่ที่นี่เถิด ข้าจะให้เวลาเจ้าสองเค่อ น่าจะพอแล้ว”
ว่าแล้ว เขาก็เอื้อมไปแตะบ่าของอีกฝ่าย
เปรี้ยง! พื้นที่บริเวณใกล้เคียงเกิดความป่วนปั่น ร่างของจิ่งเฉิงพลันหายไปในความว่างเปล่า ทำให้การโจมตีของซูอี้พลาดเป้าไป
เหตุการณ์ที่เกิดขึ้นทำให้ชายหนุ่มอดไม่ได้ที่จะเลิกคิ้วและหันไปมอง
ก่อนจะพบว่าบนท้องนภาที่อยู่ไกลออกไปหลายพันจั้ง ร่างของจิ่งเฉิงปรากฏขึ้น ทว่าใบหน้าชรานั้นคล้ำเขียวยิ่ง
“ซูอี้! เหล้าฉลองมิดื่ม จะดื่มเหล้าลงทัณฑ์โดยแท้!”
ดวงตาของจิ่งเฉิงเครียดขึ้ง “หากเป็นเช่นนี้ ภายหน้าก็ระวังอย่าได้ประสบเหตุอันใดก็แล้วกัน!”
ยังไม่ทันสิ้นเสียง ร่างของจิ่งเฉิงก็หายวับไป
ทางด้านซีหนิง คิดไล่ตามไป ทว่าชายหนุ่มกลับส่ายหน้าแล้วกล่าว “ไม่ต้องตามหรอก เจ้าเฒ่านั่นน่าจะมีสมบัติจากวังมังกรที่สามารถเคลื่อนผ่านกฎฟ้าดินที่นี่อยู่ หากไม่ผนึกสถานที่ไว้ล่วงหน้า ก็ยากจะตามเขาทัน”
ก่อนหน้านี้ เขาสังเกตเห็นแล้วว่าในมือของจิ่งเฉิงถือป้ายสัญลักษณ์ชิ้นหนึ่งซึ่งสั่นพ้องรับกับกฎเกณฑ์ฟ้าดินของที่นี่อย่างน่าอัศจรรย์ ทำให้อีกฝ่ายหนีพ้นจากอันตรายไปได้
ซีหนิงว่า “ไฉนสหายเต๋าจึงไม่แสร้งรับปากอสรพิษ ทำทีร่วมมือกับเขาแล้วค่อยจัดการยามถึงเวลาเล่า?”
ซูอี้ส่ายหน้า “ไม่หรอก เผ่าภูตวาฬยักษ์ของพวกเขารู้เกี่ยวกับสถานการณ์ในซากวังมังกรเป็นอย่างดี และยึดครองชัยภูมิไว้แล้ว ขอเพียงคิดร้าย เราก็ย่อมมิอาจหลบเลี่ยงได้”
ซีหนิงกล่าว “แต่หากทำเช่นนี้ จิ่งเฉิงจะเกลียดเจ้าเข้ากระดูกดำ ถึงขั้นจะร่วมมือกับคนอื่นมาจัดการเจ้าก็ได้นะ”
ซูอี้ถอดความอักษรลับวังมังกรได้ ไม่ว่าจะเป็นเผ่าภูตวาฬยักษ์ของจิ่งเฉิงหรือคนอื่น ๆ ล้วนแต่หมายมาดจะควบคุมเขา!
ในเมื่ออีกฝ่ายเผยเจตนาจะร่วมมือกับยอดฝีมือฝ่ายอื่น สถานการณ์ก็จะรับมือได้ยากขึ้น
เพราะถึงอย่างไร จิ่งเฉิงก็คุ้นเคยกับสถานการณ์ภายในซากวังมังกรที่สุด!
“อย่าห่วงเลย”
ซูอี้กล่าวพลางยืดเส้นยืดสาย “ภายในซากวังมังกรนี้ ข้อได้เปรียบของเผ่าภูตวาฬยักษ์คือครองชัยภูมิอันล้ำเลิศ ทว่าพวกเขาหาเข้าใจปริศนาวังมังกรไม่ และย่อมไม่อาจเข้าใจความลับที่แท้จริงของซากวังมังกรนี้”
“ต่อให้พวกเขาร่วมมือกับฝ่ายอื่นก็มิใช่ภัยคุกคาม”
กล่าวถึงตรงนี้ ดวงตาของซูอี้ก็แปลกพิกล “พูดตรง ๆ ก็คือ ต่อจากนี้สิ่งที่พวกเขาควรระวังที่สุดคือการตอบโต้จากข้า”
ซีหนิงประหลาดใจว่า คนตรงหน้าดูจะตั้งมั่นและเตรียมแผนจัดการกับคนเหล่านั้นเอาไว้แล้ว!
“เจ้าวางแผนจะทำอย่างไรหรือ?” ซีหนิงอยากรู้อยากเห็น
ซูอี้ยิ้มอย่างเป็นปริศนา “เดี๋ยวเจ้าก็รู้เอง”
สองชั่วยามต่อมา ท่ามกลางซากปรักหักพังในม่านหมอกมีสระน้ำอันแห้งเหือดอยู่แห่งหนึ่ง
ประกายดาราเงินยวงวิบวับเยี่ยงภาพฝันจากก้นสระ
“สหายเต๋ารู้หรือไม่ว่ามีสิ่งใดถูกฝังไว้ที่ก้นสระนี้”
ไกลออกไป ร่างของพวกซูอี้ปรากฏขึ้นจากอากาศธาตุ
“ต้องเป็นสมบัติบางอย่างแน่” ซีหนิงกล่าว
“ผิดแล้ว มันน่าจะเป็นความลับเกี่ยวกับซากวังมังกรนี้มากกว่า” ซูอี้กล่าวพร้อมกับแย้มยิ้มขบขัน
“ความลับ?” ซีหนิงผงะ
จากนั้นชายหนุ่มก็ลงมือ ร่างของเขาวูบไหว ปรากฏขึ้นเหนือสระน้ำแล้วเอื้อมมือออกไป
ตูม! ค่ายกลศิลาก้นสระน้ำสลายตัว
รุ้งทิพย์สีเงินสายหนึ่งทะยานออกมา
มันเป็นหยกที่มีขนาดเท่าฝ่ามือชิ้นหนึ่ง เหลี่ยมมุมแตกเล็กน้อย ทอประกายด้วยแสงดาวสีเงินเยี่ยงนิมิตฝัน
“พวกเจ้า… ก็อยากปล้นหยกที่ปู่ทวดข้าทิ้งไว้หรือ?”
เงาสีชาดเงาหนึ่งปรากฏขึ้นจากชิ้นหยกพร้อมเสียงเย็นเยียบและแผ่วเบา
วิญญาณร้าย!
เมื่อมองดูดี ๆ ก็พอสรุปได้ว่าวิญญาณร้ายนี้เป็นสตรี ผมยาวสยายยุ่ง มีเขามังกรที่หน้าผาก
ซีหนิงเห็นได้ทันทีว่าวิญญาณสตรีผู้นี้ต้องเคยเป็นตัวตนขอบเขตมหาศาลก่อนตกตาย และระดับการฝึกฝนก็ทรงพลังอย่างยิ่ง
แม้จะกลายมาเป็นวิญญาณร้าย แต่อำนาจของนางก็ยังเทียบได้กับมหาอำนาจระดับมหายุทธ์สูงสุด!
“เกรงว่านี่จะเป็นทายาทเผ่ามังกร!”
ขณะเดียวกัน ซูอี้ก็นึกยินดี
“งั้นก็… ตายเสีย!” ทันใดนั้น ดวงตาของวิญญาณสตรีผู้นั้นก็แดงฉาน โทสะอันดุดันระเบิดออกทั่วกาย
เปรี้ยง! โลกหล้าพลันปั่นป่วน
วิญญาณร้ายผู้นั้นพุ่งโจมตีซูอี้ราวเส้นแสง
รวดเร็วยิ่งนัก ทั้งยังกดดันแลดุร้าย ทำให้โลกหล้าถึงกับตกตะลึง!
“ไม่รู้เลยว่าเขาจะตอบสนองเช่นไร”
ยามนี้ คู่เนตรเป็นประกายของซีหนิงจับจ้องไปยังซูอี้ นางเคยได้ยินฝานจุยบอกแล้วว่าชายหนุ่มโจมตีใส่จินจู๋หลิว ชิงอู่และกงหยางอวี่จนหนีกระเจิง
แต่นางก็ยังมิเคยได้ประสบด้วยตาตน และยามนี้ นี่คือโอกาส
นางพบว่าซูอี้ไม่ได้หลบเลี่ยง ยืนนิ่งกับที่ มีเพียงมือขวาเท่านั้นที่กดลงบนอากาศ
ตูม! ท้องนภาสั่นไหว ทั่วทิศสะท้านสะเทือน
ร่างของวิญญาณสตรีซึ่งพุ่งเข้ามาโจมตีอย่างร้ายกาจถูกสยบอยู่กลางอากาศ จนมิอาจขยับได้อีก
ทั้งซีหนิงและฝานจุยต่างอึ้งงัน
วิญญาณร้ายทรงพลังเพียงนี้ ฝ่ามือเดียวก็หยุดได้แล้วหรือ!?
ฝานจุยอึ้งจนทรุดลงกับพื้น
คู่เนตรของซีหนิงเบิกกว้าง ใบหน้างดงามแข็งทื่อ
แล้วนางก็เห็นว่าชายหนุ่มเคลื่อนมือออกไป เคล็ดพลังลึกลับบางอย่างอ้อยอิ่งอยู่ที่ปลายนิ้ว สร้างตราประทับอันเกี่ยวข้องกับการขจัดสิ่งชั่วร้ายขึ้นมา
วูบ! ตราประทับธรรมเคลื่อนไหว รัศมีเคล็ดเวิ้งล้ำลึกแผ่ปกคลุมวิญญาณร้ายสตรีผู้นั้นหลายชั้น
เพียงมองตาเปล่าก็เห็นได้ว่าอำนาจผลกรรมบนร่างของวิญญาณร้ายสตรีผู้นั้นกำลังปั่นป่วนอย่างรุนแรง และระเหยเป็นหมอกควัน
เพียงชั่วพริบตาเดียว วิญญาณร้ายของสตรีผู้นั้นก็แปรเปลี่ยนเป็นดวงวิญญาณโปร่งใสที่แทบจะเลือนหายไป
“คนผู้นี้สลายอำนาจ ‘อุปสรรคผลกรรม’ ได้หรือ!?”
หัวใจของซีหนิงตกตะลึง ส่วนฝานจุยเองก็มึนงงเช่นกัน
พวกเขารู้สึกเพียงว่าสิ่งที่เห็นตรงหน้าช่างน่าเหลือเชื่อ
อำนาจผลกรรมปกคลุมทั่วกฎฟ้าดินในซากวังมังกรนี้เยี่ยงกฎแห่งยุคสมัย กระทั่งยอดฝีมือจากโลกแห่งเทพอย่างพวกเขายังไม่กล้าแตะต้องง่าย ๆ
หาไม่ พวกเขาจะถูก ‘อุปสรรคผลกรรม’ พัวพัน!
ทว่ายามนี้ ซูอี้กลับสลายอำนาจอันร้ายกาจนี้ได้ง่าย ๆ แล้วจะไม่ให้พวกเขาประหลาดใจได้หรือ?
ยามนี้ ซูอี้ขยี้โอสถซ่อมจิตวิญญาณโดยไร้ลังเล และอำนาจโอสถอันทรงพลังก็แปรเปลี่ยนเป็นหมอก ปกคลุมร่างวิญญาณของสตรีผู้นั้นทันใด
ตอนที่ 1,819: ร่วมมือ
เมื่ออำนาจโอสถพร่างพรม ร่างวิญญาณของวิญญาณร้ายสตรีก็เรื่อเรืองด้วยพลังชีวิต
ซูอี้รู้ว่ำสิ่งนี้คงอยู่ได้เพียงชั่วคราว
อีกไม่นานวิญญาณของสตรีผู้นี้จะสลายไปโดยสมบูรณ์
ซูอี้จึงเอ่ยปากด้วยวจีอันซับซ้อนเกินเข้าใจดังออกมา เผยบรรยากาศเก่าแก่โบราณ
วิญญาณร้ายสตรีร่างสั่น เห็นได้ชัดว่าแสนตื่นเต้น พลางเงยหน้าขึ้นมองซูอี้และตอบสนองด้วยวจีแปร่ง ๆ ภาษาเดียวกัน
ทว่าซีหนิงและฝานจุยนั้นแสนงุนงง ไม่อาจเข้าใจได้ว่าซูอี้กล่าวอันใดกับวิญญาณร้ายสตรี
“ต้องเป็นปริศนาวังมังกรแน่ ๆ! สหายเต๋าซูกำลังสื่อสารกับวิญญาณร้ายสตรีผู้นั้น ไถ่ถามถึงซากวังมังกร!”
ฝานจุยคาดเดา สีหน้าของเขาแสนประหลาดใจ
ซูอี้ผู้นี้ช่างล้ำเลิศจริง ๆ!
ไม่เพียงมีอำนาจต่อสู้ท้าทายสวรรค์ ยังสามารถสลายอุปสรรคผลกรรม ใช้อักขระลับวังมังกรติดต่อสื่อสารกับวิญญาณร้ายซึ่งตายตกมาเนิ่นนานได้!!!
“มิน่าละ เขาจึงมั่นใจนัก คำตอบของเขาก็มีที่มาเช่นนี้เอง”
ซีหนิงเข้าใจแล้ว
หากเป็นเรื่องความรู้เกี่ยวกับซากวังมังกร ใครเล่าจะรู้ดีไปกว่าวิญญาณร้ายสตรีจากเผ่ามังกร?
เผ่าภูตวาฬยักษ์คิดว่าพวกตนได้เปรียบในซากวังมังกร แต่ไม่เข้าใจอักษรลับวังมังกรที่นี่ ความเจนจัดในปริศนาจึงมีจำกัดยิ่ง!
ด้วยเหตุนี้ ขอเพียงซูอี้ไถ่ถามข้อมูลและรายละเอียดเกี่ยวกับซากวังมังกรได้ ความได้เปรียบของเผ่าภูตวาฬยักษ์ก็จะหายไป
วังมังกรทั้งหมดนี้ก็จะไม่ลึกลับอีกต่อไปสำหรับซูอี้ ต่อจากนี้ ไม่ว่าเขาจะไปที่ใด เขาก็จะไม่ต่างจากเจ้าบ้านหวนคืนถิ่น!
หากเทียบซากวังมังกรนี้เข้ากับโลกเร้นลับอันเปี่ยมอันตรายเกินตระหนักแจ้ง
ซูอี้ก็เทียบได้กับมีแผนที่อันสมบูรณ์ของโลกใบนี้ รู้เสมอว่าที่ใดมีโอกาส ที่ใดมีอันตราย!
เมื่อคิดเช่นนี้ ซีหนิงก็อดประทับใจกับวิธีการของซูอี้มิได้
นั่นสินะ หากเป็นเช่นนี้ ผู้ที่ควรเดือดเนื้อร้อนใจจริง ๆ คือศัตรูฝ่ายโน้นต่างหาก!!
ครู่ต่อมา ดวงวิญญาณของวิญญาณร้ายสตรีก็แปรเปลี่ยนเป็นพิรุณแสงแหลกสลาย
บทสนทนาซึ่งกินเวลานานก็จบลงเช่นกัน
ซูอี้ครุ่นคิด
วิญญาณร้ายสตรีผู้นี้มีนามว่าอ๋าวเยว่ อ้างตนว่าเป็นทายาทวังมังกร และก่อนตาย นางเคยเป็นผู้อาวุโสสาขาหนึ่งในวังมังกรซึ่งเชี่ยวชาญในการฝึกสอนชนรุ่นเยาว์ สถานะของนางไม่ได้สูง แต่ก็มิได้ต่ำต้อย
ความทรงจำของอ๋าวเยว่ขาดหายอย่างรุนแรง จดจำเรื่องมากมายมิได้เลย
แต่นางคุ้นเคยกับสถานการณ์ในวังมังกรนี้อย่างยิ่ง และระหว่างสนทนา นางก็ใช้อำนาจตราลับจิตวิญญาณให้ซูอี้ได้เห็นภาพยามสมบูรณ์พร้อมของวังมังกร ณ ยุคสุดวิเวก!
ครานั้น วังมังกรไม่ได้สื่อถึงสถานที่เพียงหนึ่งเดียว แต่เป็นโลกเร้นลับทั้งใบ บรรพตลำธารสะพรั่งพร้อม ตำหนักศาลาตระหง่านสูง ดูประหนึ่งสุขาวดีแดนสมบัติแห่งเซียน
โชคร้ายที่หนึ่งหายนะทำทุกสิ่งพินาศสิ้น
วังมังกรทุกวันนี้เต็มไปด้วยซากปรักหักพัง
เมื่อเทียบกัน ซูอี้ก็พอเข้าใจสถานที่แห่งนี้ได้แล้ว และจดจำบริเวณต่าง ๆ ในซากวังมังกรไว้ในใจอย่างแม่นยำ
เหมือนเช่นการสร้างแผนที่อันสมบูรณ์ เพียงเทียบกันกับแผนที่ก็จะเห็นได้ว่าตนอยู่ ณ จุดไหนในวังมังกร ที่ใดมีสมบัติซุกซ่อน
โชคร้ายที่ความทรงจำของอ๋าวเยว่กะท่อนกะแท่น ซูอี้จึงไม่อาจเข้าใจได้ว่าไฉนวังมังกรจึงถูกทำลายเมื่อกาลก่อน และบันทึกผลกรรมอยู่หนใด
“สหายเต๋า พบเบาะแสมีค่าบ้างหรือไม่?”
ซีหนิงและฝานจุยเข้ามาหา
ซูอี้พยักหน้าและเล่าสิ่งที่เขารู้มาโดยสังเขป
แม้ซีหนิงและฝานจุยจะคาดเดาไว้แล้ว คนทั้งสองก็ยังอดตื่นตะลึงในใจมิได้อยู่ดี
วูบ! ซูอี้คว้ามือ แล้วชิ้นหยกสีเงินที่อ๋าวเยว่ทิ้งไว้ก็ทะยานสู่มือเขำ
นี่คือมรดกวังมังกรที่บันทึกมรดกเคล็ดวิชานับร้อยไว้ภายใน โชคร้ายที่เคล็ดวิชาส่วนใหญ่ มีเพียงทายาทเผ่ามังกรเท่านั้นที่ฝึกฝนได้
มีเพียงส่วนน้อยที่เหมาะสมกับยอดฝีมือในเผ่าอื่น ๆ
มันไม่ได้มีค่ามากนักสำหรับซูอี้ แต่สำหรับราชันย์วิถีมังกรแดงแล้ว นับเป็นมรดกโบราณสายตรงจากเผ่ามังกร!
“เข้าไปยังส่วนลึกของวังมังกรกันเถอะ”
แล้วซูอี้ก็ตัดสินใจ
ในโลกหล้าสีเลือดแห่งหนึ่ง
“ตายซะ!”
ผู้อาวุโสสูงสุดอวิ๋นจิ่วแห่งลัทธิไร้มลทินตวาดลั่น ใช้แผนภาพไท้เก็กหยินหยางกวาดล้างวิญญาณร้ายตนหนึ่งไปทันที
ตูม! ทันทีที่วิญญาณร้ายระเบิดแหลก ร่างของอวิ๋นจิ่วก็หลบเลี่ยงไปไกล
หลังจากร่างวิญญาณร้ายแตกสลาย มันก็แปรเปลี่ยนเป็นคลื่นอำนาจผลกรรมไหลหลากแผ่ขยาย ประหนึ่งคลื่นคลั่งสีแดงเลือด
อวิ๋นจิ่วหาประหลาดใจไม่ นี่เป็นวิญญาณร้ายตนที่สี่แล้วที่เขาสังหารไปหลังเข้าสู่ซากวังมังกร!
“ผู้อาวุโสสูงสุด สมบัติชิ้นนี้สลักอักษรลับวังมังกรไว้ หากไม่เข้าใจมัน ก็ยากจะใช้อำนาจสมบัตินี้ได้เต็มที่ขอรับ”
มหาเซียนผู้หนึ่งจากลัทธิไร้มลทินทะยานเวหาเดินเข้ามา
เขาใช้สองมือประคองหยกหรูอี้สีดำชิ้นหนึ่งไว้ บนพื้นผิวหยกเต็มไปด้วยปริศนาวังมังกรบิดเบี้ยว วิญญาณร้ายตนเมื่อครู่สิงสู่อยู่ในหยกหรูอี้นี้
“ต้องใช้ปริศนาวังมังกรอีกแล้วหรือ?”
อวิ๋นจิ่วขมวดคิ้ว
จนถึงยามนี้ เขาสังหารวิญญาณร้ายไปสี่ตน ได้โอสถเซียนระดับแกนรวมศูนย์ที่ไม่อาจหาพบได้ในโลกภายนอกมาชิ้นหนึ่ง และสมบัติขอบเขตมหาศาลอีกสามชิ้น
ดูเหมือนจะเก็บเกี่ยวได้มาก ทว่าสมบัติขอบเขตมหาศาลทั้งสามล้วนสร้างขึ้นโดยวังมังกร มีอักขระลับวังมังกรสลักไว้ หากไม่เข้าใจพวกเขาก็มิอาจควบคุมสมบัติทั้งสามชิ้นนี้ได้เลย
“ดูเหมือนว่าในปฏิบัติการนี้ ต้องคุมตัวหลี่เสวียนจวินไว้ให้ได้ หาไม่… มีโอกาสมากกว่านี้ก็ไร้ค่า”
สีหน้าของอวิ๋นจิ่วดำคล้ำ
ขณะครุ่นคิด เขาก็หันร่างทะยานสู่ซากปรักหักพังไกลออกไป มีหลายคนรออยู่ในซากแห่งนั้นแล้ว
พวกเขามาจากหกยักษ์ใหญ่วิถีเซียน ประกอบด้วยลัทธิไร้มลทิน ลัทธิกำเนิดเอกภพ ลัทธิอัคคีเทพ สำนักเต๋านิลคราม โถงดาบวิญญาณหาญ และลัทธิหลิงหลง
กำลังจากแต่ละฝ่ายล้วนมีมหาอำนาจระดับมหายุทธ์หนึ่งคน และมหาเซียนอาวุโสติดตามมา
ความแข็งแกร่งของทัพเช่นนี้มิอาจดูแคลนได้
ผู้อาวุโสสูงสุดอวิ๋นจิ่วแห่งลัทธิไร้มลทินเป็นผู้นำในปฏิบัติการนี้ ก่อนหน้านี้ พวกเขาประจำการเฉย ๆ นั่งบนภูดูพยัคฆ์ประชัน ตามคำสั่งของอวิ๋นจิ่ว ไม่ได้เข้าไปรบกวนการกระทำของฝ่ายอื่น
อวิ๋นจิ่วตระหนักได้แล้วว่าเขาต้องเปลี่ยนแผน
“ทุกท่าน เงื่อนไขสำคัญของปฏิบัติการนี้อยู่กับหลี่เสวียนจวินผู้นั้น!”
อวิ๋นจิ่วกล่าวเสียงลุ่มลึก “หากจับคนผู้นี้มิได้ สมบัติใดที่ได้รับมาก็ไร้ประโยชน์”
“ข้าจึงตัดสินใจจะไปขอความช่วยเหลือจากเผ่าภูตวาฬยักษ์”
ดวงตาของอวิ๋นจิ่ววูบไหว “พวกเขามีเผ่าภูตวาฬยักษ์เข้าใจสถานการณ์ในซากวังมังกรกว่าผู้ใด แต่มิอาจเข้าใจอักขระลับวังมังกร และย่อมต้องเผชิญปัญหาทุกแห่งหน เราล้วนมีเป้าหมายเดียวกัน มิต้องห่วงว่าพวกเขาจะไม่ร่วมมือ”
“แต่หลี่เสวียนจวินเป็นบริวารของบุตรีแห่งสวรรค์ซีหนิง และในปฏิบัติการนี้ บรรพชนผู้ก่อตั้งสำนักข้ากล่าวแนะเป็นพิเศษว่าควรอดทนยอมถอย อย่าปะทะกับบุตรและบุตรีแห่งสวรรค์เหล่านั้นไว้จะดีกว่านะ”
ชายชราชุดน้ำเงินผู้ให้บรรยากาศเยี่ยงเทพเซียนกล่าวขึ้น
เซี่ยฉางเจี่ย ยอดฝีมือระดับมหายุทธ์จากลัทธิกำเนิดเอกภพ
ตลอดเวลาที่ผ่านมา ยอดฝีมือ ณ ขอบเขตมหาศาลเช่นพวกเขาหากล้าเปิดเผยร่องรอยไม่ เพราะกลัวจะถูกโจมตีโดย ‘หายนะเทพ’
ทว่ายามนี้ พวกเขายอมเสี่ยงใช้สมบัติลับพรางปราณในร่าง จึงย่องมาถึงซากวังมังกรได้อย่างปลอดภัย เพื่อโอกาสในซากวังมังกร
วาจาเหล่านั้นได้รับการสนับสนุนโดยตัวตนระดับมหายุทธ์ทั้งหลาย
บุตรและบุตรีแห่งสวรรค์ทั้งหลายต่างมีที่มายิ่งใหญ่ หากไม่ถูกบีบบังคับ ผู้ใดก็ล้วนมิอยากขัดแย้งด้วย
“ทุกท่านมิต้องห่วงไปหรอก”
อวิ๋นจิ่วกล่าวอย่างสุขุม “ไม่ว่าบุตรและบุตรีแห่งสวรรค์เหล่านั้นจะทรงพลังเพียงใด พวกเขาก็ถูกคุกคามโดยอำนาจกฎทั่วฟ้าดินนี้อยู่ดี”
เขากล่าวต่อหลังเว้นช่วงเล็กน้อยว่า “แน่นอน หากจะฉีกหน้ากันจริงๆ เราก็ไม่ต้องห่วงจะถูกล้างแค้น มังกรแกร่งย่อมไม่รังแกงูเจ้าถิ่น นี่คือแดนเซียน หาใช่โลกแห่งเทพไม่! มิใช่ที่ที่เหล่าบุตรและบุตรีแห่งสวรรค์จะมาปกครองชี้นิ้วสั่ง!”
วาจานั้นกังวานก้อง ทุกคนมองหน้ากันแล้วพยักหน้า
นี่ไม่ใช่สุนทรพจน์ปลุกใจ พวกเขาแต่ละคนล้วนมีขุมกำลังยักษ์ใหญ่หนุนหลัง และล้วนแต่มีมหาอำนาจระดับสุดลึกล้ำอยู่ทั้งสิ้น!
ตราบใดที่ไม่มีเทพในโลกเซียน พวกเขาก็จะไม่กลัวเกรงบุตรและบุตรีแห่งสวรรค์ซึ่งยังมิเป็นเทพเหล่านี้มากนัก
“เท่าที่ข้าทราบ บุตรและบุตรีแห่งเทพกลุ่มหนึ่งนำโดยชิงเซียว นั้นเป็นอริกับบุตรีแห่งสวรรค์ซีหนิง ไม่อาจเข้ากันได้เยี่ยงน้ำกับไฟ”
อวิ๋นจิ่วว่า “หากจำเป็น เราก็ติดต่อบุตรสวรรค์ชิงเซียวเพื่อขอเป็นพันธมิตรได้ ย่อมเป็นการดีกว่าอยู่แล้ว”
ทันทีที่เขากล่าวเช่นนี้ อวิ๋นจิ่วก็นำยันต์สาส์นชิ้นหนึ่งออกมาจากในแขนเสื้อ
ยันต์สาส์นนั้นกำลังเรืองรัศมี หลังอวิ๋นจิ่วตรวจสอบ สีหน้าของเขาพลันมืดหมองนิ่งเงียบไป
ครู่ต่อมา เขาก็ถอนหายใจยาวและกล่าวว่า “ทุกท่าน ดูเหมือนการไปจับตัวหลี่เสวียนจวินคงเลี่ยงมิได้แล้ว!”
“พี่ชายร่วมวิถี เกิดอันใดขึ้นหรือ?” เซี่ยฉางเจี่ยอดถามมิได้
อวิ๋นจิ่วกล่าวเสียงลุ่มลึก “มีข่าวมาจากผู้อาวุโสสุงสุดจิ่งเฉิงของเผ่าภูตวาฬยักษ์ หลี่เสวียนจวินผู้นี้… คือซูอี้!”
ซูอี้! ทันใดนั้น ทั่วทิศก็ประหนึ่งหม้อเดือดระเบิดตูม เกิดเสียงฮือฮาอื้ออึง สีหน้าทุกคนแสนตื่นตัว
เมื่อพูดถึงซูอี้ ความแค้นทั้งเก่าใหม่ก็ไหลประดัง ทำให้ทุกคนเข่นเขี้ยวอย่างแค้นเคือง
หกขุมกำลังเซียนยักษ์ใหญ่นี้ล้วนมีความแค้นยิ่งใหญ่กับซูอี้ในอดีต!
“ปรากฏว่าซูอี้ปะปนเข้ามากับบุตรีแห่งสวรรค์ซีหนิงในฐานะหลี่เสวียนจวิน เกินคาดเดาจริง ๆ”
“หนนี้เราต้องทำลายเขาทุกวิถีทาง!!”
“หากบุตรและบุตรีแห่งสวรรค์เหล่านั้นรู้ว่าเขาคือคนบาปผู้ถือครองวัฏสงสาร มีหรือพวกเขาจะปล่อยเขาไป?”
ทุกคนเสวนา จิตสังหารคละคลุ้ง
เมื่อเห็นเช่นนี้ อวิ๋นจิ่วก็กล่าวตรง ๆ “ก่อนหน้านี้ จิ่งเฉิงส่งข้อความมาหวังจะร่วมมือกับเราและให้แผนที่มา เราจะตรงไปยังสถานที่ชื่อ ‘สันเขาฝังมังกร’ ได้ด้วยสิ่งนี้”
“มีสถานที่สำคัญแห่งหนึ่งในส่วนลึกแห่งซากวังมังกร จากแผนของจิ่งเฉิง เราจะวางแผนสังหาร ณ บริเวณสันเขาฝังมังกร รอกระต่ายออกจากโพรงแล้วจัดการซูอี้ซะ!”
“หากไร้ความเห็นคัดค้าน เราจะลงมือกันทันที”
ทุกคนมองหน้ากัน แล้วหันไปมองอวิ๋นจิ่วเป็นตาเดียว
เมื่อเห็นเช่นนี้ อวิ๋นจิ่วก็เลิกลังเล พาทุกคนเดินทางทันที
หลังพวกเขาจากไปได้เพียงครู่สั้น ๆ มีสามร่างปรากฏขึ้นจากอากาศธาตุอย่างเงียบงัน
นั่นคือซูอี้ ซีหนิง และฝานจุย!!
ตอนที่ 1,820: กับดักสังหาร
ก่อนหน้านี้ ซูอี้ ซีหนิง และฝานจุยลอบซ่อนตัวอยู่ไกล ๆ มาแต่ต้น
พวกเขาต่างกลบปราณจนมิดเพื่อไม่ให้อีกฝ่ายจับสัมผัสได้ ซ้ำยังอยู่ห่างออกไปไกล จึงไม่ได้ยินบทสนทนาของพวกอวิ๋นจิ่ว
แต่ก็ไร้ความหมายสำหรับซูอี้ เมื่อเขารู้ตัวตนของอีกฝ่าย เขาก็ตัดสินโทษตายของพวกเขาไว้ในใจแล้ว!
“ไป ตามไปกัน” ซูอี้ลงมือ
“สหายเต๋ามีความแค้นกับพวกเขาหรือ?” ระหว่างทาง ซีหนิงถ่ายทอดวจีไถ่ถาม
“ใช่” ซูอี้พยักหน้า
เขาเองก็ไม่คิดเลยว่าระหว่างสำรวจซากวังมังกร จะได้พบกับยอดฝีมือจากหกขุมกำลังเซียนยักษ์ใหญ่
แต่ในเมื่อได้พบพาน ชายหนุ่มย่อมไม่พลาดโอกาสดีงามเช่นนี้!
“เจ้าจะลงมือเลยหรือ?” ซีหนิงเอ่ยถาม
นางหาสนใจไม่ว่าซูอี้กับคนเหล่านั้นจะมีความแค้นแบบใดต่อกัน นางแค่ต้องการทราบว่าคนเหล่านั้นคือศัตรูหรือไม่ก็เพียงพอแล้ว
“ไม่ต้องรีบร้อน รอดูก่อนเถิดว่าพวกเขาจะทำอันใดกัน” ซูอี้กล่าวเรียบ ๆ
หนึ่งชั่วยามต่อมา ขุนเขาใหญ่ทอดตัวยาวขนานโลกาปรากฏขึ้นเบื้องหน้าในคลองจักษุของพวกอวิ๋นจิ่ว
ขุนเขาเหล่านั้นหาแตกต่างจากคันดินสวรรค์สร้างไม่ มันสูงหลายหมื่นจั้ง ทอดยาวเป็นลูกคลื่น เป็นสีแดงดุจโลหิตย้อมตลอดปี ทั่วทิศล้วนเผยภาพซากปรักหักพัง
ท้องนภาอันสูงส่งเหนือเทือกเขาเหล่านั้นล้วนปกคลุมด้วยเมฆสายฟ้าสีแดงหนาแน่น
อสนีบาตกู่ก้อง สายฟ้าแลบแปลบปลาบ อำนาจกฎเกณฑ์ร้ายกาจกรุ่นกำจายจาก ณ ส่วนลึกแห่งเมฆสายฟ้าสีเลือด สะท้านสะเทือนทั่วฟ้าดิน
เฮือก! เสียงสูดลมหายใจ สีหน้าของมหาเซียนมากมายแปรเปลี่ยน
เมฆสายฟ้าสีเลือดเหนือเทือกเขานั้นปกคลุมด้วยอำนาจกฎแห่งฟ้าดินคุกรุ่น นอกจากนั้นยังมีอำนาจแห่งผลกรรมเพียงพอให้ผู้คนหนาวยะเยือก!!!
หากตัวตนขอบเขตมหาศาลกล้าละล่องผ่านท้องนภานั้น ก็ย่อมถูกโจมตีตกตายแน่แท้!
“นั่นคือสันเขาฝังมังกรหรือ? สมกับเป็นสถานที่อันตรายชั้นหนึ่งในซากวังมังกรนี้จริง ๆ …”
สีหน้าของอวิ๋นจิ่วเครียดเขม็ง กระทั่งตัวตนระดับมหายุทธ์เช่นเขายังหัวใจสั่นกระตุกยามได้เห็นภาพอันน่าสะพรึงกลัวนี้จากไกล ๆ
“สันเขาฝังมังกร… หรือที่นี่จะมีสุสานฝังบรรพชนเผ่ามังกรไว้หรือ?” มีผู้อดถามมิได้
“เปล่าหรอก สันเขาฝังมังกรคือนามที่เราเผ่าภูตวาฬยักษ์เรียกมัน” ไกลออกไป จิ่งเฉิงเดินมาหาบนอากาศด้วยรอยยิ้ม
“บนสันเขานั้นมีซากโบราณกระจายตัวเต็มไปหมด จากการอนุมานของเผ่าข้า ซากศพเหล่านั้นล้วนแต่เป็นยอดฝีมือจากเผ่ามังกรแห่งทะเลบูรพา พวกเขาจึงตั้งชื่อนี้ขึ้นมา”
ว่าแล้วเขาก็ก้มหัวให้อวิ๋นจิ่ว เซี่ยฉางเจี่ย และมหาอำนาจระดับมหายุทธ์คนอื่น ๆ “ทุกท่าน ตาเฒ่าผู้นี้มารออยู่นานแล้ว”
อวิ๋นจิ่วก้าวเข้าไปหาแล้วเริ่มสนทนากับจิ่งเฉิง ประเด็นสนทนาหาใช่ใดอื่น นอกเสียจากการร่วมมือกัน
หลังจากนั้น จิ่งเฉิงก็นำทางทุกคนไปยังสันเขาฝังมังกร โดยมีอวิ๋นจิ่วและคณะจากหกขุมกำลังเซียนยักษ์ใหญ่ติดตามไปเบื้องหลัง
“ไม่ว่าจะเป็นผู้ใด หากต้องการเข้าสู่ส่วนลึกแห่งวังมังกร พวกเขาก็ต้องผ่านสันเขาฝังมังกรนี้”
ระหว่างทาง จิ่งเฉิงกล่าวอย่างสะเทือนอารมณ์ “ตาเฒ่าผู้นี้บอกว่าตลอดกาลที่ผ่านมา เผ่าภูตวาฬยักษ์ของข้าสละชีวิตนับพัน รวมไปถึงมหาเซียนมากมาย กว่าจะได้พบทางรอดชีวิตจากสันเขาฝังมังกร”
ทุกคนล้วนใจสะท้าน แค่จะหาทางรอดชีวิตผ่านสันเขาฝังมังกรนี้ ก็ต้องตกตายหนักหนาเพียงนั้นเลยหรือ? เห็นได้ชัดเลยว่าสันเขาฝังมังกรน่าสะพรึงกลัวเพียงไร!
“สหายเต๋า มีอันตรายแบบใดอยู่บนสันเขาฝังมังกรนั่นหรือ?” เซี่ยฉางเจี่ยเอ่ยถาม
จิ่งเฉิงชี้ไปยังท้องนภาเหนือสันเขาฝังมังกร “เมฆสายฟ้าสีเลือดเหนือท้องนภานั้นเป็นอุปสรรคสังหารที่น่ากลัวสูงสุด ไม่ว่าพวกเขาจะเป็นใคร ขอเพียงลองทะยานเหนือเวหา พวกเขาจะถูกกฎแห่งฟ้าดินโจมตีไม่ไว้หน้า”
“นอกจากนั้นแล้ว บนสันเขาฝังมังกรยังมีวิญญาณร้ายอยู่นับไม่ถ้วน แต่ละตนล้วนน่ากลัวมิด้อยไปกว่ากัน กระทั่งตัวตนขอบเขตมหาศาลยังมีแต่ตายมากกว่ารอด!”
ได้ยินเช่นนี้ เซี่ยฉางเจี่ยและยอดฝีมือขอบเขตมหาศาลทั้งหลายก็อดครั่นคร้ามมิได้ ลอบดีใจที่พวกตนเลือกร่วมมือกับจิ่งเฉิง
หาไม่ ยามเข้าสู่ส่วนลึกของวังมังกร พวกเขาคงมิพ้นเผชิญมหันตภัยร้ายกาจเกินคาดคิดบนสันเขาฝังมังกร!
อวิ๋นจิ่วพลันกล่าวขึ้น “สหายเต๋า เจ้าวางแผนจะจับตัวซูอี้เช่นไร?”
จิ่งเฉิงกล่าวอย่างมิหยุดคิด “ง่ายมาก พวกเราจะลอบโจมตีในสันเขาฝังมังกรก่อน และเมื่อซูอี้มา ใช้อำนาจภัยบนสันเขาฝังมังกรล้มเขาลงก็พอแล้ว”
ดวงตาของอวิ๋นจิ่ววูบไหว “ขยายความหน่อย”
จิ่งเฉิงกล่าวยิ้ม ๆ “หอกในที่แจ้งหลบง่าย ศรในที่ลับมิอาจสกัดกั้น เราซ่อนตัวอยู่ในสันเขาฝังมังกร ขอเพียงซูอี้เหยียบย่างเข้ามาในสันเขาฝังมังกร เขาจะถูกวิญญาณร้ายรุมโจมตีแน่แท้!”
“แล้วหากเขาหนีไปได้เล่า?” อวิ๋นจิ่วถาม
จิ่งเฉิงว่า “มีเราอยู่เขาหรือจะมีโอกาสหนี?”
อวิ๋นจิ่วครุ่นคิดสักพัก และเงยหน้ากล่าวกับจิ่งเฉิง “สหายเต๋า ข้าไม่อยากให้เกิดสิ่งใดผิดพลาดยามรับมือซูอี้ และมิอยากให้เกิดปัญหาใด ๆ ในการร่วมมือระหว่างเรานะ”
วาจานั้นฟังดูเรียบง่าย ทว่าเจือคำเตือนไว้แผ่วเบา จิ่งเฉิงเข้าใจฉับพลันและกล่าวด้วยสีหน้าเคร่งขรึม “สหายเต๋า วางใจเถิด เผ่าภูตวาฬยักษ์ของเราจะไม่ทำสิ่งใดล่วงเกินหกขุมกำลังเซียนของพวกเจ้า!”
อวิ๋นจิ่วพยักหน้า จนเมื่อมาถึงตีนสันเขาฝังมังกร อวิ๋นจิ่วก็กล่าวอย่างเพิ่งนึกได้ “ไฉนสหายเต๋าจึงไม่เลือกร่วมมือกับบุตรและบุตรีแห่งสวรรค์ทั้งหลายเล่า?”
จิ่งเฉิงรำพึง “ร่วมมือกับพวกเขา ข้าเกรงว่าคงเหมือนไปหาหนังสัตว์กับเสือ ความเสี่ยงสูงเกินไป หากมิระวังก็ย่อมถูกกิน”
ได้ยินเช่นนี้ อวิ๋นจิ่วก็ครุ่นคิดหนักและกล่าวว่า “นั่นสินะ ตัวตนเหล่านั้นหามีเรา คนจากแดนเซียนในสายตาไม่”
ไม่นานนัก ภายใต้การนำของจิ่งเฉิง พวกเขาก็มุ่งหน้าขึ้นสันเขาฝังมังกรไป
ระหว่างทาง หมอกทมิฬปกคลุมทุกแห่งหน แดนดินรอบข้างพังทลาย เต็มไปด้วยร่องรอยแห่งศึก มีทั้งสมบัติแตกหัก ชุดเกราะเน่าเปื่อย รอยเลือดแห้งกรัง และซากศพกระจัดกระจาย!
ซากศพส่วนใหญ่กระจายตัวเป็นชิ้น ๆ บ้างกลายเป็นกระดูกไปเนิ่นนาน และบ้างเป็นศพแห้งเหี่ยวชวนหวาดผวา
การเดินทาง ณ ที่แห่งนั้นไม่ต่างจากการทัศนาสนามรบโบราณ ไร้ชีวิตและเต็มไปด้วยซากศพ!
เปรี้ยง! เมฆสายฟ้าสีเลือดคุกรุ่นเวียนวนเหนือท้องนภา ส่งวจีสะท้านสะเทือนทั่วทิศ อำนาจกฎเกณฑ์ดุดันพลุ่งพล่านดุจพายุ กำจายก้องทั่วสุญญะ
ทุกคนล้วนหัวใจบีบแน่นราวเผชิญศัตรูร้าย
“ทุกท่านระวังด้วย อย่าใช้จิตสัมผัสตรวจสอบซากศพเหล่านั้น หาไม่ วิญญาณร้ายในซากศพเหล่านั้นจะถูกปลุกขึ้นมาเป็นมหันตภัย”
ระหว่างทาง สีหน้าของจิ่งเฉิงแสนเคร่งขรึม รีบร้อนถ่ายทอดวจีกล่าวเตือนทุกผู้
ผู้คนล้วนทวีความระแวดระวังขึ้นทุกขณะ โชคยังดี เมื่อมีจิ่งเฉิงนำทาง ระหว่างสัญจรจึงไร้อันตราย
จนเมื่อข้ามขึ้นมายังไหล่เขาฝังมังกร จิ่งเฉิงจึงถอนหายใจยาว เห็นได้ชัดว่าโล่งใจขึ้นมาก
“ทุกท่าน เรารอที่นี่กันเถิด” จิ่งเฉิงแย้มยิ้มและกล่าวว่า “รอให้ซูอี้โผล่มา เขาต้องทุลักทุเลเป็นแน่!”
ท้ายที่สุด ความเคียดแค้นก็พลุ่งพล่านในใจเขาเกินสะกดกลั้น เมื่อนึกถึงประสบการณ์แสนอัปยศยามเจรจากับซูอี้
คนผู้นั้นนอกจากจะตั้งเงื่อนไขแสนอุบาทว์ ยังเย่อหยิ่งเสียจนหามีกฎเกณฑ์ในสายตาไม่!
คิดจริงๆ หรือว่ามีปริศนาวังมังกรในกำมือแล้วจะทำอันใดก็ได้? หนนี้ เขาจะทำให้อีกฝ่ายเสียหายย่อยยับ!!
“ที่นี่หรือ?” อวิ๋นจิ่วมองไปรอบ ๆ แล้วขมวดคิ้วเล็กน้อย “แถวนี้ยังมีซากศพมังกรโบราณกระจายอยู่มากมาย หากถูกปลุกขึ้นล่ะก็…”
วาจามิทันสิ้น ความหมายก็ถูกสื่อชัดแล้ว
จิ่งเฉิงกล่าวด้วยรอยยิ้ม “อย่าห่วงเลย ที่นี่คือใจกลางสันเขาฝังมังกร ขอเพียงเราไม่บุ่มบ่าม มันก็จะมิบังเกิด…”
ยังมิทันสิ้นคำ ตู้ม!!!
ปราณดาบเยี่ยงสวรรค์วาดพลันปรากฏขึ้นจากท้องนภาแสนไกล ยาวนับหมื่นจั้ง เจิดจรัสสาดส่องเก้าชั้นสรวง ภาวะดาบยิ่งใหญ่ทำให้ฟ้าดินสั่นสะเทือน
และปราณดาบหมื่นจั้งซึ่งปรากฏขึ้นกะทันหันนี้ก็ฟาดฟันเข้าใส่สันเขาฝังมังกร!
“นี่…” ทุกคนต่างตกตะลึงเบิกตาค้าง
“ไอ้จิ่งเฉิง! เจ้ากล้าหลอกเราหรือ?!” อวิ๋นจิ่วเดือดดาล ดวงตาน่าสะพรึงกลัว
พอพวกเขามาถึงสันเขาฝังมังกร เหตุพลิกผันเช่นนี้ก็บังเกิด ทุกคนย่อมสงสัยว่ามันเกี่ยวข้องกับจิ่งเฉิง
เปรี้ยง! ปราณดาบสายนั้นฟาดฟันลงบนสันเขาฝังมังกร ก่อเกิดเสียงสนั่นลั่น ปราณดาบน่าสะพรึงกลัวพลุ่งพล่านโหมกระหน่ำ ทำให้ทั้งซากศพกระจัดกระจาย เศษชุดเกราะและสมบัติทั้งหลายทั่วสันเขาฝังมังกรสั่นสะเทือน
จากนั้น ภาพอันชวนขนหัวลุกก็บังเกิด ซากศพแต่ละซากล้วนฟื้นขึ้นจากนิทราอันยาวนาน ลุกขึ้นจากพื้นพิภพ เพลิงสีชาดเจิดจรัสเรืองรอง ทั้งเศษชุดเกราะสมบัติต่าง ๆ ล้วนทะยานขึ้น มองเห็นกลาดเกลื่อนทั่วทิวเขาไปหมด
วิญญาณร้ายปรากฏขึ้นทั่วทุกแห่งหน สันเขาฝังมังกรทั้งเขาดูจะกลายเป็นขุมนรก!
อวิ๋นจิ่ว เซี่ยฉางเจี่ย และคนอื่น ๆ พากันหน้าเปลี่ยนสี สันหลังหนาวยะเยือก ถูกหลอกแล้ว!
พวกเขาถูกเผ่าภูตวาฬยักษ์วางกับดักสังหารชัด ๆ!!
ตู้ม! อวิ๋นจิ่วและเซี่ยฉางเจี่ยไหวตัวเร็วที่สุด พวกเขาล้วนโจมตีจิ่งเฉิงโดยพลัน
“เข้าใจผิดแล้ว! อย่าเพิ่งวู่วาม!!” จิ่งเฉิงร้องลั่นขณะหลบเลี่ยงพัลวัน
ก่อนหน้านี้ยามปราณดาบทะยานฟาด เขาเองก็ตะลึงอึ้ง มิคาดฝันเช่นกันว่าจะเกิดเรื่องเช่นนี้ขึ้น
อวิ๋นจิ่ว เซี่ยฉางเจี่ย และคณะล้วนเข้าใจผิด ทำให้จิ่งเฉิงโกรธจนแทบบ้า ไอ้ชั่วพวกนี้เอาตาข้างไหนมาเห็นว่าพวกเขาดักโจมตีกัน?
“มารดาเจ้าเซ่!!” อวิ๋นจิ่วโกรธจนลงมืออย่างเหี้ยมโหดไร้ปราณี เขารู้ดีว่าหากเขามิจับตัวเจ้าเฒ่าชั่วจิ่งเฉิงไว้ คนเหล่านี้จะตกตายกันหมด!
“ฆ่ามัน!” เซี่ยฉางเจี่ยและยอดฝีมือระดับมหายุทธ์ทั้งหลายต่างลงมือประสาน เผยโทสะไร้ขอบเขต
จิ่งเฉิงเองก็โมโหแทบคลั่ง นี่เรียกเช่นไร?
“ผิดแล้ว พวกเจ้าว่าร้ายตาเฒ่าผู้นี้จริงๆ นะ! เราไร้ความแค้นต่อกัน ไฉนเลยต้องทำเช่นนี้? ใจเย็น ทุกท่านใจเย็นก่อน!!” จิ่งเฉิงแผดร้อง
“เย็นกับผีสิ!!” เสียงสบถอย่างเดือดดาลนั้นดังพร้อมกับปราณมีดสายหนึ่งเฉี่ยวหูจิ่งเฉิง เฉือนเส้นผมและหนังศีรษะของเขาไปครึ่งหนึ่ง โลหิตหยาดหยด
สิ่งนี้กระตุ้นโทสะของจิ่งเฉิงขึ้นโดยสมบูรณ์ “ข้าก็บอกอยู่ว่านี่เป็นเรื่องเข้าใจผิด ไฉนพวกเจ้าจึง…”
ทันทีที่เขากล่าวขึ้นเช่นนี้ สีหน้าของจิ่งเฉิงก็แปรเปลี่ยนไปอีกหน วิญญาณร้ายมากมายจากทั่วสารทิศต่างโผนทะยานเข้าหาพวกเขาราวฉลามตามกลิ่นเลือด
“แย่แล้ว!” จิ่งเฉิงร้องลั่นในใจ ไม่อาจป้องกันตัวอีกต่อไป เขาฝืนตนกล้ำกลืนโทสะและความหมองหม่นในใจ หันหลังเผ่นหนี มิกล้าลังเล
“หนีงั้นหรือ? ไม่มีทาง!” อวิ๋นจิ่ว เซี่ยฉางเจี่ย และยอดฝีมือระดับมหายุทธ์คนอื่น ๆ ล้วนตามไล่ล่าอย่างบ้าคลั่ง