บันทึกตำนานราชันอหังการ [ 剑道第一仙 ] - ตอนที่ 1821-1825
ตอนที่ 1,821: เป็นเจ้าจริง ๆ ด้วย
อวิ๋นจิ่ว เซี่ยฉางเจี่ย และยอดฝีมือระดับมหายุทธ์ทั้งหลายมิได้คลั่ง และไม่ได้ถูกโทสะบังตา
พวกเขาคนใดบ้างไม่ใช่ผู้โหดเหี้ยม สังหารผู้คนจนโลหิตนองเป็นท้องสมุทร กองซากศพเป็นขุนเขา?
แม้พวกเขาจะสงสัยว่าปฏิบัติการนี้เป็นแผนการลวงสังหารของจิ่งเฉิง พวกเขาก็สังเกตเช่นกันว่าเหตุกะทันหันนี้พิลึกเกินไป
ทว่ายามนี้ พวกเขามิอาจใส่ใจเรื่องอื่น ไร้เวลาให้ค้นหาสัจธรรม ต้องทุ่มสุดกำลังจับตัวจิ่งเฉิงให้ได้ก่อน
หาไม่ พวกเขาต้องถึงกาลอวสานกันบนสันเขาฝังมังกรโดยถ้วนทั่วเป็นแน่แท้
เหตุผลนั้นแสนง่าย เพราะมีเพียงจิ่งเฉิงที่รู้ทางข้ามสันเขาฝังมังกร!
“ฆ่ามัน!”
“จะหนีไปไหนได้!”
“เจ้าเฒ่าจิ่งเฉิง หากเจ้าก้มหัวเสียยามนี้ เราจะไว้ชีวิตเจ้า!!”
…ขณะเสียงตะโกนเหล่านั้นสนั่นลั่น อวิ๋นจิ่ว เซี่ยฉางเจี่ย และคณะก็ไล่ล่าตามติดจิ่งเฉิงอย่างบ้าคลั่ง โจมตีกระหน่ำไร้ความเกรงใจ
จิ่งเฉิงกัดฟันเผ่นหนีไปเงียบ ๆ ทว่าหัวใจของเขาแสนอึดอัดคับใจยิ่ง
ก่อนแผนโจมตีซูอี้ผู้นั้นจะทันได้เริ่ม อุบัติเหตุพลันบังเกิดขึ้นขัดจังหวะ มิเพียงเท่านั้น คนอื่นยังเข้าใจเขาผิด ไล่ล่าโจมตีเขา หารับฟังวาจาใดไม่
นั่นทำให้เขาแทบคลั่ง ไอ้คนชั่วช้าสามานย์ใดกันที่ปลดปล่อยปราณดาบออกมาโดยไร้เหตุผล?
ช้าก่อน! หรือจะเป็นซูอี้?
สมองของจิ่งเฉิงหมุนเคว้ง สีหน้าแปรเปลี่ยนอย่างมหันต์ หากเป็นเช่นนั้นจริง ไม่ได้หมายความหรือว่าซูอี้ลอบตามพวกเขามาตลอดทาง?
เปรี้ยง! แสงสว่างเจิดจรัสโผนทะยาน สารพัดสมบัติปรากฏเหนือหล้า หลังของจิ่งเฉิงหนาววูบวาบ เขาหนีสุดชีวิตโดยมิกล้าหยุดคิด
เขารู้ดีมากว่าความสำคัญเหนือสิ่งอื่นใด ณ ยามนี้คือหนีจากสันเขาฝังมังกรโดยเร็วที่สุด หาไม่…
เกิดเสียงกรีดร้องโหยหวนดังขึ้นสนั่นกังวาน สะท้อนก้องทั่วฟ้าดิน
จิ่งเฉิง อวิ๋นจิ่ว เซี่ยฉางเจี่ยและคณะล้วนร่างสะท้าน เบื้องหลังพวกเขามีวิญญาณร้ายปรากฏขึ้นหนาแน่น ล้อมมหาเซียนบางคนซึ่งไม่อาจหนีทันไว้
เพียงพริบตา มหาเซียนเหล่านั้นก็ตกตายทันที!
วิญญาณร้ายเหล่านั้นร้ายกาจยิ่งนัก ด้วยฝีมือพวกเขา ตัวตนอย่างมหาเซียนมิอาจต้านทานได้เลย!
“บรรพชนช่วยด้วย!” มหาเซียนบางผู้ร้องลั่นอย่างหวาดผวา
สิ่งนี้ทำให้อวิ๋นจิ่ว เซี่ยฉางเจี่ย และคณะร้อนใจ สีหน้าเครียดขึง แต่พวกเขาก็มิกล้าหันหลังมอง
เพราะหากถูกวิญญาณร้ายมากมายเพียงนี้รุมล้อม ตัวตนระดับมหายุทธ์เหล่านี้ก็ตายแน่เช่นกัน!
“หนีเร็ว!”
“ไม่”
“กระทั่งผู้อาวุโสสูงสุดก็ทอดทิ้งเราแล้วหรือ?”
…สารพัดเสียงร้องตะโกนดังระงม มหาเซียนมากมายตกตายบนสันเขาฝังมังกร โลหิตสาดกระเซ็น สังขารแหลกสลาย ตกตายอย่างน่าอเนจอนาถใจ
มหาเซียนผู้หนึ่งทะยานสู่เวหา แต่ก่อนทันได้ขึ้นสู่อากาศ อัสนีบาตสีเลือดก็โปรยปรายจากนภากระหน่ำโจมตี บดขยี้วิญญาณของเขาจนแหลกสลาย
และบนสันเขาฝังมังกรก็มีวิญญาณร้ายอยู่แน่นขนัดทุกหนแห่ง ไม่ว่ามหาเซียนเหล่านั้นจะหลีกหนีไปหนใด พวกเขาก็ล้วนถูกห้อมล้อมโจมตี
ภาพอันสะเทือนขวัญละเลงเลือดเช่นนี้เปรียบเช่นขุมนรก!
จิ่งเฉิง อวิ๋นจิ่ว เซี่ยฉางเจี่ย และคณะเองก็ถูกลอบโจมตีมิทันตั้งตัว แต่ถึงอย่างไร พวกเขาก็ล้วนเป็นผู้ฝึกตนระดับมหายุทธ์ พวกเขาไม่ได้ขาดประสบการณ์ศึกใด ๆ ทุกคนล้วนโจมตีสุดกำลัง ทลายวงล้อมในพริบตา
ทว่ามหาเซียนเบื้องหลังพวกเขาตกตายมากขึ้นทุกขณะ… สิ่งนี้ทำให้ดวงตาของอวิ๋นจิ่วและพวกเซี่ยฉางเจี่ยแดงฉาน เปี่ยมความรวดร้าวมิพอใจ
ในปฏิบัติการนี้ พวกเขาหกยักษ์ใหญ่วิถีเซียนร่วมมือกัน จัดกลุ่มรวบรวมตัวตนมหาเซียนอาวุโสฝ่ายละมากกว่าสามสิบคน มหาเซียนบางคนในหมู่พวกเขาห่างจากระดับมหายุทธ์เพียงก้าวเดียวด้วยซ้ำไป
ทว่ายามนี้… เกรงว่าคงเหลือรอดกันไม่มากนัก!! และทั้งหมดนี้ก็เป็นเพราะเหตุกะทันหันหนึ่งเดียว
“จิ่งเฉิง เผ่าภูตวาฬยักษ์ของพวกเจ้าต้องให้คำอธิบายแก่เรา!” บางคนคำรามอย่างเดือดดาล ถือความผิดทั้งหมดเป็นของเผ่าภูตวาฬยักษ์
จิ่งเฉิง “…”
…
ไกลออกไปจากสันเขาฝังมังกร ซูอี้ ซีหนิง และฝานจุยลอยบนอากาศ พวกเขาเห็นเหตุนองเลือดบนสันเขาฝังมังกรจากไกล ๆ
หัวใจของฝานจุยเต้นระทึก สูดหายใจเฮือกใหญ่ วิญญาณร้ายบนสันเขาฝังมังกรเหล่านั้นไม่เพียงมีจำนวนมาก พวกมันยังน่าสะพรึงกลัวอย่างยิ่ง ไร้ตนใดอ่อนแอไปกว่าระดับมหายุทธ์!!
ตัวตนระดับมหาเซียนเหล่านั้นล้วนแต่เป็นเช่นนายเหนือสวรรค์ในโลกภายนอก ทว่ายามนี้ พวกเขาล้วนมีโอกาสดิ้นรนไม่มากนัก และต้องตกตายลงทันที
โลหิตหลั่งริน เสียงกรีดร้องสะท้อนก้องทั่วโลกหล้า แม้ฝานจุยจะชาชินกับวิถีแห่งโลกา หัวใจของเขาก็ยังหนาวยะเยือก
“ไฉนจึงมีวิญญาณร้ายที่นั่นมากมายเพียงนี้?” เขาอดถามออกเสียงมิได้
วิญญาณร้ายเป็นอาเพศอันบังเกิดจากผลกรรมอย่างหนึ่ง และวิญญาณร้ายซึ่งเทียบกับตัวตนระดับมหายุทธ์เหล่านี้ต่างต้องเป็นตัวตนขอบเขตมหาศาลก่อนตายแน่แท้
สิ่งนี้ทำให้ไม่อาจคาดคิดได้เลยว่าวังมังกรทะเลบูรพามีตัวตนขอบเขตมหาศาลต้องตกตาย ณ ยุคสุดวิเวกมากมายเพียงไร!
“เท่าที่ข้ารู้ในยุคสุดวิเวก วังมังกรเป็นนายเหนือทั่วทะเลบูรพานี้ ขุมกำลังน้อยใหญ่ทั่วทะเลบูรพาล้วนขึ้นตรงต่อวังมังกรทั้งสิ้น”
ซีหนิงเอื้อนเอ่ยดุจวจีสวรรค์ “จากที่เห็น อนุมานได้ว่าขณะนั้นวังมังกรทรงอำนาจเพียงไร แต่หากพินิจให้ดี ก็พบได้มิยากนักว่าวิญญาณร้ายที่เห็นไกล ๆ เหล่านั้นไม่ใช่ตัวตนขอบเขตมหาศาลของวังมังกรก่อนตกตาย”
ซูอี้พยักหน้าเห็นด้วย
“หนนี้ พวกเขาเกลียดข้าเข้ากระดูกแน่” ซูอี้กล่าวยิ้ม ๆ
แววตาของซีหนิงดูพิกล เมื่อครู่ นางได้เห็นกับตาว่าซูอี้เป็นผู้ฟาดฟันปราณดาบดุจสวรรค์วาด ฟาดฟันเข้าใส่สันเขาฝังมังกรจากไกล ๆ และหายนะฆ่าฟันอันน่าสะพรึงกลัวก็ก่อเกิดจากมัน
เขามิต้องทุ่มเทกำลังมากแต่ต้นจนจบ ทว่าก็ทำให้หกขุมกำลังเซียนเสียหายยับเยิน! สิ่งที่น่าขันเข้าไปใหญ่คือ อวิ๋นจิ่ว เซี่ยฉางเจี่ย และคณะยังคิดว่าเป็นจิ่งเฉิงที่คิดร้ายโจมตีพวกเขาอีก… ช่างน่าขันเสียนี่กระไร
ไม่นานนัก ศึก ณ สันเขาฝังมังกรก็จบลง นอกจากอวิ๋นจิ่ว เซี่ยฉางเจี่ย และมหาอำนาจระดับมหายุทธ์คนอื่น ๆ ก็มีเพียงมหาเซียนกลุ่มน้อยเท่านั้นที่รอดชีวิต ในขณะที่ผู้อื่นล้วนตกตายสิ้น
“ดูเหมือนคนพวกนั้นน่าจะหนีรอดไปยังอีกฟากของสันเขาได้” ซูอี้ว่า “การทำสิ่งใดล้วนต้องไปให้สุด การส่งพุทธะสู่ประจิมหนนี้ก็ควรส่งสู่ประจิมกันให้หมดเช่นกัน”
ซีหนิงอดยิ้มมิได้ ใบหน้างดงามของนางเพิ่มเสน่ห์สดใสจ้าจรัส พวกเขาออกเดินทาง ทะยานสู่สันเขาฝังมังกรกันทันที
“ทางนี้” อำนาจมหาวิถีเวิ้งล้ำลึกปรากฏขึ้นรอบกายซูอี้ ขยายอาณาเขตเป็นสิบจั้ง ปกคลุมซีหนิงและฝานจุยไว้ ซูอี้เดินนำทางเบื้องหน้า
ทันทีที่พวกเขามาถึงสันเขาฝังมังกร วิญญาณร้ายมากมายก็ถูกปลุกปรากฏขึ้นตาม ๆ กัน ยามนั้น ทั้งซีหนิงและฝานจุยต่างระแวดระวังเตรียมรับศึกกันโดยมิรู้ตน
ทว่าไม่นานนัก ทั้งสองก็สังเกตพบว่าเมื่อซูอี้นำทาง แม้เส้นทางที่พวกเขาเดินจะทุลักทุเลไปนิด แต่พวกเขาก็เลี่ยงสถานที่รวมวิญญาณร้ายไปได้มากมาย
นอกจากนั้น เมื่อวิญญาณร้ายบางตนพุ่งมาหา พวกมันก็ต่างกลับหลังหันเผ่นหนีราวตกใจกลัว ซูอี้รู้แก่ใจว่าวิญญาณร้ายเหล่านี้หามีสติไม่ และเหตุที่พวกมันกลัวจนเผ่นหนีไปนั้นย่อมเป็นฝีมืออำนาจสกัดขวางของเคล็ดพลังเวิ้งล้ำลึก
จนเมื่อพวกเขามาถึงไหล่เขา ซูอี้จึงหยุดฝีเท้า ก่อนหน้านี้ ศัตรูเหล่านั้นรวมตัวกันที่นี่ และยามนี้ แดนดินรอบทิศก็อาบย้อมด้วยโลหิต ทั้งซากศพและสมบัติกระจายทุกแห่งหน
ซูอี้หาเกรงใจไม่ และเริ่มเก็บสินสงคราม
ซีหนิงผงะไป สมบัติที่มหาเซียนทั้งหลายทิ้งไว้หามีค่าในสายตานางไม่ ทว่าสำหรับซูอี้ผู้ซึ่งเป็นมหาเซียน สมบัติเหล่านี้มีประโยชน์อย่างไม่ต้องสงสัย นางสั่งฝานจุยให้ติดตามไปช่วยทันที
ซูอี้รับรู้เรื่องทั้งหมดโดยมิได้เอ่ยวาจาใด ไม่นานนัก หลังเก็บกวาดเสร็จสิ้น พวกเขาก็ออกเดินทางอีกหน
จนเมื่อผ่านสันเขาฝังมังกรไปได้ ซูอี้ก็หันหลังมองบรรพตอันตรายซึ่งทอดตัวยาวเยี่ยงคันดินสวรรค์สร้างขนานโลกานี้ ความคิดหนึ่งปรากฏขึ้นในใจ
“หลังกวาดล้างศัตรูพวกนั้นเสร็จ ข้าต้องเจียดเวลามาขัดเกลาวิถีที่นี่” สันเขาฝังมังกรนี้มีวิญญาณร้ายมากมายมหาศาล แต่ละตนล้วนแข็งแกร่งมิแพ้กัน
ในสายตาซูอี้ วิญญาณร้ายเหล่านี้กล่าวได้ว่าเป็นเป้าซ้อมศึกอันเยี่ยมยอด ใช้ลับคมดาบได้! ทว่า ความสำคัญในยามนี้คือฆ่าศัตรูและค้นหาโอกาส แม้ซูอี้จะหวั่นไหวคันมือยิ่ง เขาก็ทำได้แต่ต้องออกจากที่นี่ก่อน
“ซูอี้ เป็นเจ้าจริง ๆ ด้วย!” เสียงตวาดอย่างโกรธเคืองเย็นเยียบดังมาจากบนพื้นไกล ๆ
จิ่งเฉิง อวิ๋นจิ่ว เซี่ยฉางเจี่ย และยอดฝีมือระดับมหายุทธ์จากหกขุมกำลังเซียน รวมทั้งมหาเซียนหกถึงเจ็ดคนเดินออกมาจากศาลาซึ่งพังทลายเป็นซากจากไกล ๆ สีหน้าทุกคนดำคล้ำ เปี่ยมด้วยจิตสังหารครุ่นแค้น
มิต้องสงสัยเลยว่าพวกเขาแก้ข้อเข้าใจผิดกันไปแล้ว และมารอคอยที่นี่
“ใช่ ข้าเอง” ซูอี้เสสรวล ดวงตากวาดมองทุกคน “มีปัญหาใดหรือ?” ท่าทีสุขุมผ่อนคลายนั้นทำให้ทุกคนเดือดดาล เคี้ยวฟันแทบแหลก
มีปัญหา? นี่คำถามหรือ? และขณะเสียงยังไม่ทันสิ้น ซูอี้ก็ทะยานโจมตีเข้ามาแล้ว หาคิดสนทนาพร่าเพรื่อไม่ ศัตรูมารอถึงที่ พูดมากไปก็ทำลายสายตา
ขณะเดียวกัน ซีหนิงเองก็ลงมือ ร่างของนางทะยานโจมตีพร้อมซูอี้เยี่ยงเส้นแสง
จิ่งเฉิง อวิ๋นจิ่ว และคณะพลันเปลี่ยนสีหน้า
“ไป!” จิ่งเฉิงใช้ป้ายสัญลักษณ์ชิ้นหนึ่งในมือ เพียงพริบตา อำนาจกฎฟ้าดินก็บังเกิดขึ้นทั่วแดนดิน ปกคลุมจิ่งเฉิง อวิ๋นจิ่ว และคณะหายวับไป
ซูอี้และซีหนิงมองหน้ากัน มิต้องสงสัยเลยว่าพวกเขาเข้าใจผิด ศัตรูไม่ได้มารอล้างแค้น แต่มาดูว่าผู้ใดทำร้ายพวกเขากันแน่ หาไม่ ไฉนจึงมิกล้าลงมือแล้วหันหลังจากไปเสีย?
“พวกเขาฉลาดนะ” ฝานจุยแค่นยิ้ม หากลงมือกันจริง ๆ ตัวตนระดับมหายุทธ์จากแดนเซียนเหล่านี้ไม่มีทางรอดแน่!
“ป้ายในมือจิ่งเฉิงนั่นต้องเป็นสมบัติลับที่วังมังกรทิ้งไว้แน่ ๆ” ซูอี้ขมวดคิ้ว คราก่อนที่เขาพยายามรั้งจิ่งเฉิงไว้ อีกฝ่ายก็หนีไปได้โดยใช้ป้ายตราหยิบยืมอำนาจกฎฟ้าดินจากซากวังมังกร และยามนี้ เหตุเดิมก็เกิดซ้ำสอง
“แม้สมบัตินี้จะทรงพลัง มันก็มิใช่ไร้ที่ติ” ดวงตาของซีหนิงเจิดประกายดุจวารี กระซิบว่า “ก่อนหน้านี้ยามเขาผ่านสันเขาฝังมังกร หากเขาใช้อำนาจสมบัตินี้ได้ เกรงว่าคงพากันหนีพ้นไปนานแล้ว”
ซูอี้กล่าวเสียงขรึม “ก็จริง” พบพานจิ่งเฉิงครั้งหน้า เขาต้องถูกจับตัวโดยไวที่สุด ต้องไม่ให้มีโอกาสหนีได้อีก!
ขณะเดียวกัน… ลึกเข้าไปในซากวังมังกร ณ เงามืดในวิหารอันพังทลายแห่งหนึ่ง เงาของหนังสือปรากฏขึ้น หน้ากระดาษของมันถูกเปิดอ้า ปรากฏข้อความขึ้นบรรทัดหนึ่ง
‘แม้ทิศทางแห่งผลกรรมจะหลุดออกนอกการควบคุมของข้า ข้าก็พอจะเดาได้แล้วว่าไฉนจึงเกิดตัวแปรนอกพินิจแห่งผลกรรมขึ้น!’
‘โชคชะตาเกินคาดเดา ผลกรรมยากเข้าใจ ต้องบอกว่าข้าเกิดนึกสนุก เฝ้ารอจะได้เล่นกับตัวแปรนั่นขึ้นมาแล้ว’
ตอนที่ 1,822: เทพมังกรจี้ถิง
สามวันผ่านไปอย่างรวดเร็ว
ฉัวะ! วิญญาณร้ายตนหนึ่งแปรเปลี่ยนเป็นละอองแสงหายไปต่อหน้าต่อตาของซูอี้ ขณะที่เขาจมอยู่ในภวังค์ความคิด
หลังจากข้ามสันเขาฝังมังกรมาได้สามวัน พวกเขาก็เดินทางสู่ภายในวังมังกร สถานการณ์ปกติ ไม่ได้พบคู่ต่อสู้ตลอดทาง
ระหว่างนั้น แม้จะได้พบกับวิญญาณร้ายที่แข็งแกร่งและน่าสะพรึงกลัวบ้าง แต่พวกมันก็ล้วนถูกซูอี้สังหารสิ้น ในขณะเดียวกัน ชายหนุ่มยังได้รับสมบัติมากมายอันกล่าวได้ว่าหายากในโลกหล้า เช่น โอสถหายาก วัตถุโบราณในวังมังกร เป็นต้น
โอสถเซียนพิเศษเฉพาะบางประเภททำให้ซีหนิงและฝานจุยที่มาจากโลกแห่งเทพตื่นตะลึง แสดงให้เห็นได้ว่าสมบัติในมือวังมังกรทะเลบูรพากาลก่อนเหนือธรรมดาเพียงไร
หากจะบอกว่า ในหมู่สมบัติที่พวกเขาเก็บได้ระหว่างทางที่ผ่านมา เพียงหยิบมาประมูลในถนนเสนาะจินดาสักชิ้นหนึ่ง ก็รับประกันว่าจะได้ราคาที่สูงลิ่วก็คงจะไม่ใช่เรื่องเกินจริงนัก
ทว่าสำหรับซูอี้ สมบัติมีค่าที่แท้จริงนั้นคือเขาได้เรียนรู้ความลับมากมายจากวิญญาณร้าย ผู้เป็นยอดฝีมือของวังมังกรเหล่านั้นต่างหาก!
ประการแรก การพังทลายของวังมังกรทะเลบูรพา ณ ยุคสุดวิเวกนั้นเกี่ยวเนื่องกับบันทึกผลกรรมที่เป็นสมบัติลับฮุ่นตุ้นจริง ๆ ทว่าผู้ที่ทำลายวังมังกรทะเลบูรพาจริง ๆ แล้วคือทวยเทพ!! สรุปคือ ในยุคสุดวิเวก มีเทพผู้หนึ่งปรากฏขึ้น นำหายนะมาสู่วังมังกรทะเลบูรพา และที่มาแห่งหายนะนี้ก็คือบันทึกผลกรรม! โชคร้ายที่เขามิอาจทราบได้ว่าเทพที่มาทำลายวังมังกรทะเลบูรพาคือผู้ใด และมีผู้คนอยู่มากเพียงใด กระทั่งตัวตนก็ยังมิอาจทราบได้อย่างชัดเจน และเขาเองก็ไม่อาจไถ่ถามเหตุผลจากการสนทนากับตัวตนเหล่านี้จากวังมังกรได้
ประการที่สอง บรรพชนของวังมังกรทะเลบูรพานั้นมีเทพผู้หนึ่งซึ่งถูกยกย่องเป็น ‘เทพมังกรจี้ถิง’ อยู่จริง และอีกฝ่ายก็ขึ้นเป็นเทพนับแต่เริ่มต้นยุคสุดวิเวกแล้ว! ความจริงที่ว่า อีกฝ่ายได้กลายเป็นเทพในแดนเซียนแห่งนี้ทำให้ชายหนุ่มประหลาดใจนัก เพราะตามที่เขาเข้าใจ แดนเซียนในยุคสุดวิเวกไม่มีโอกาสกระทั่งจะบรรลุเป็นเทพ
วานรเฒ่าสะพายดาบเคยกล่าวไว้ว่าในยุคสุดวิเวก ‘ลั่วฉางหนิง’ ผู้เป็นศิษย์ของหลี่ฝูโหยวต้องเผชิญกับหายนะเทพยามบรรลุเป็นเทพ! และในช่วงปลายยุคอวสานเซียน ทวยเทพกระทั่งส่งมหันตภัยมายังตัวตนขอบเขตมหาศาลทั่วโลกหล้า บ่าวเฒ่าผู้รับใช้ข้างกายลั่วฉางหนิงเองก็ตกตายในหายนะนั่นเช่นกัน และวานรเฒ่าสะพายดาบเองก็ประสบกับหายนะนั้นเช่นกัน!
ทว่ายามนี้ ซูอี้รู้แล้วว่าในยุคสุดวิเวก วิถีบรรลุเทพนั้นยังไม่ได้สลายไปอย่างสมบูรณ์ อย่างน้อยก็มี ‘เทพมังกรจี้ถิง’ แห่งวังมังกรทะเลบูรพาเป็นตัวอย่างที่เห็นได้ชัด! สิ่งที่ชวนใจสะท้านคือ หลังจาก ‘เทพมังกรจี้ถิง’ บรรลุเป็นเทพได้ไม่นาน วังมังกรทะเลบูรพาก็ประสบกับหายนะ กระทั่งเขาเองก็ดูเหมือนจะไม่อาจหนีพ้น!
ซูอี้ได้สอบถามซีหนิงเกี่ยวกับเรื่องนี้เป็นการเฉพาะ เพราะถึงอย่างไร บรรพชนของอีกฝ่ายก็เป็นผู้เลิศล้ำในช่วงเริ่มต้นยุคสุดวิเวก ซึ่งหญิงสาวก็ตอบรับอย่างเรียบง่าย โอกาสในการบรรลุเทพนั้นเกี่ยวเนื่องกับกฎแห่งยุคสมัย
ขอเพียงค้นหากฎแห่งยุคสมัยพบ เข้าใจปริศนาและควบคุมพลังนั้นได้ คนผู้นั้นก็จะสามารถปะทุเพลิงเทพ ควบรวมอำนาจเทพและบรรลุเป็นเทพได้! ในช่วงที่ยุคสุดวิเวกเริ่มต้นขึ้น สิ่งที่ใกล้ชิดกับวิถีบรรลุเทพที่สุด คือสมบัติแห่งยุคสมัยเก้าชิ้นอันเล่าลือว่าถือกำเนิดขึ้นจากที่มาฮุ่นตุ้นแห่งโลกเซียน นั่นก็คือเก้าความลับแห่งจักรวาล!
สิ่งที่แน่ใจได้ก็คือ ยอดฝีมือผู้คิดจะออกไปจากแดนเซียน จะต้องนำ ‘ตะขอปล้นสวรรค์’ กับ ‘ร่มแคล้วคลาด’ เพื่อพิสูจน์วิถีเต๋าของตนเสียก่อน จึงจะสามารถบรรลุเป็นเทพได้! และในเมื่อ ‘เทพมังกรจี้ถิง’ จากวังมังกรทะเลบูรพาสามารถบรรลุเป็นเทพได้ มันก็น่าจะเกี่ยวกับ ‘บันทึกผลกรรม’
คำอธิบายนี้ได้รับการสนับสนุนจากซูอี้ ทว่าในใจของเขาก็ยังรู้สึกพิกล หลี่ฝูโหยว ผู้เป็นตัวตนในชาติที่ห้าของเขาก็มีสมบัติลับฮุ่นตุ้น ‘ดาบเคียงประชิด’ ดังนั้นเขาก็น่าจะเป็นเทพเหมือนกันหรือ? แต่หากเป็นเช่นนั้น ไฉนเขาจึงต้องผนึก ‘ดาบเคียงประชิด’ ไว้ในโลงดาบหกชุ่นด้วย? เรื่องนี้ต้องมีเงื่อนงาแฝงอยู่!
‘หากอำนาจกรรมวิถีชาติที่ห้าถูกปลุกขึ้นมา ข้าก็มิต้องมาคาดเดาเช่นนี้ คงได้ทราบทุกอย่างที่เกิดขึ้นในยุคสุดวิเวกแล้ว’ ชายหนุ่มพึมพำในใจ ยุคสุดวิเวกคือห้วงเวลาเก่าแก่อันไกลโพ้น ทุกสิ่งที่เกิดขึ้นเมื่อครั้งนั้นล้วนแปรเปลี่ยนเป็นเถ้าธุลีในประวัติศาสตร์ แม้หวังเย่จะเคยเรืองอำนาจ ความเข้าใจในยุคสุดวิเวกของเขาก็เป็นเพียงยอดภูเขาน้ำแข็ง จึงไม่อาจเห็นภาพรวมของยุคสมัยได้ทั้งหมด แต่หากปลุกกรรมวิถีชาติที่ห้า หลี่ฝูโหยวขึ้นได้ เรื่องราวทั้งหมดนี้จะชัดเจนขึ้นในบัดดล
‘หากข้าหาเรือลอยฟ้าพบในทะเลบูรพา ข้าก็อาจจะปลุกกรรมวิถีชาติที่ห้าได้สำเร็จ และต่อให้ยังไม่บรรลุผล ยามพิสูจน์เต๋าในภายภาคหน้า ข้าก็จะเริ่มสืบจากโลงดาบหกชุ่นได้!’ ซูอี้ครุ่นคิด
“สหายเต๋า ค้นพบสิ่งใดใหม่ ๆ บ้างหรือไม่?” ซีหนิงเดินมาหา ชุดผ้าลินินอันเรียบง่ายของนางทำให้ผิวพรรณดูขาวกระจ่าง ท่าทางโดดเด่นงามสง่า
ซูอี้ส่ายหน้า “ยามนี้ข้าพอตัดสินได้แล้วว่าก่อนวังมังกรจะพังทลาย เกรงว่าพวกเขาคงมิคาดคิดเลยว่าจะมีหายนะร้ายบังเกิดขึ้นอย่างกะทันหัน จึงพากันตกตายโดยมิอาจทราบว่าผู้ใดคือศัตรู” หลังครุ่นคิดเล็กน้อย เขาก็กล่าวเสริมขึ้นว่า “บางที อาจมีเพียงยอดฝีมือระดับสูงแห่งวังมังกรเท่านั้นจึงรู้เรื่องภายใน เช่น… เทพมังกรจี้ถิงผู้นั้น”
ยามนี้ ฝานจุยอดไม่ได้ที่จะกล่าวขึ้น “หากเทพมังกรจี้ถิงผู้นั้นก็ตกตายในหายนะ เขาก็อาจเป็นวิญญาณร้ายเช่นกันหรือ?” การคาดเดานั้นทำให้ทั้งซูอี้และซีหนิงหัวใจสะท้าน ยามทวยเทพตกตาย พวกเขาจะถูกผลกรรมกัดกร่อนเป็นวิญญาณร้ายได้หรือ? อาจเป็นไปได้!
“เมื่อไปถึง ‘ตำหนักบรรพชนสังเวยวิญญาณ’ ของวังมังกร เราก็น่าจะพบความจริงบางอย่างเอง” ซูอี้กล่าว ในแผนที่ซึ่งอ๋าวเยว่ให้เขาไว้ ‘ตำหนักบรรพชนสังเวยวิญญาณ’ ตั้งอยู่ ณ ใจกลางวังมังกร มันถูกจัดเป็นหนึ่งในเขตหวงห้ามนับแต่ช่วงต้นยุคสุดวิเวก!
จากการคาดเดาของเขา ไม่ว่าจะเป็นคลังสมบัติของวังมังกรหรือสมบัติลับแห่งฮุ่นตุ้นอย่างบันทึกผลกรรม แม้แต่เบาะแสเกี่ยวกับเทพมังกรจี้ถิงก็น่าจะพบได้ในบริเวณ ‘ตำหนักบรรพชนสังเวยวิญญาณ’ นี้!
“ตำหนักบรรพชนสังเวยวิญญาณ… ในความคิดข้า จิ่งเฉิงและเผ่าภูตวาฬยักษ์คนอื่น ๆ อาจไปถึงที่นั่นแล้วก็เป็นได้” ซีหนิงกระซิบ
“หากศัตรูไปรวมตัวกันที่นั่นได้ก็ยิ่งดี” ซูอี้ยืดเส้นยืดสายอยู่นาน ก่อนจะนำน้ำเต้าสุราออกมาและกล่าวว่า “จะได้จบศึกให้เด็ดขาดไปเลย” ซีหนิงอดยิ้มมิได้
หลังครุ่นคิดเล็กน้อย นางก็กล่าวขึ้นอย่างเคร่งขรึม “สหายเต๋า อย่าลืมที่ข้าบอกนะ คนอื่นอาจมิเท่าไร แต่บุตรและบุตรีแห่งสวรรค์ทั้งหลายอันตรายที่สุด ห้ามประมาทเป็นเด็ดขาด” ซูอี้พยักหน้า
ระหว่างทาง หญิงสาวได้พูดกับเขาถึงเรื่องบุตรและบุตรีแห่งสวรรค์เหล่านี้ พวกเขาไม่เพียงมีอำนาจน่าน่าสะพรึงกลัว แต่ยังมีไพ่ตายสารพัด แม้ชีวิตจะตกอยู่ในอันตราย พวกเขาก็ล้วนมีวิธีรอดหายนะไปได้! ซีหนิงเองก็มีวิธีการดังกล่าวเช่นกัน นั่นคือการหยิบยืมอำนาจเจตจำนงจาก ‘เทพ’ นั่นเอง! จากคำกล่าวของนาง หากเผชิญกับการโจมตีของเทพ บุตรและบุตรีแห่งสวรรค์อย่างนางก็ยังหลบหนีได้อย่างไม่ลนลาน
สิ่งนี้ทำให้ซูอี้รู้สึกว่ารับมือได้ยากยิ่ง เดิมที เขาก็อยากใช้โอกาสนี้ลองดูว่าจะสามารถฆ่าบุตรและบุตรีแห่งสวรรค์ได้บ้างหรือไม่ แต่หลังได้เข้าใจไพ่ตายในมือพวกเขาเหล่านี้ กระทั่งตัวเขายังต้องยอมรับว่าการฆ่าอีกฝ่ายช่างยากเย็นจริง ๆ
แน่นอน ไม่มีสิ่งใดจีรังยั่งยืนแน่นอน เพราะที่นี่คือซากวังมังกร ซึ่งมีอำนาจผลกรรมปกคลุมทั่วกฎสวรรค์ในฟ้าดิน! นอกจากนั้นยังมี ‘บันทึกผลกรรม’ สมบัติลับแห่งฮุ่นตุ้นซึ่งมิเคยเผยตัวตนอยู่ ทั้งหมดนี้ไม่ใช่ภัยคุกคามสำหรับบุตรกับบุตรีแห่งสวรรค์เหล่านั้นหรือ? หากฉวยโอกาสนี้ได้ เขาก็มิคิดหรอกว่าจะฆ่าพวกเขามิได้! ทว่าการพูดเรื่องนี้ยังเร็วเกินไป
“ไปกันเถอะ ตรงหน้านี้คือ ‘แท่นมังกรผงาด’ อันกล่าวได้ว่าเป็นแดนบททดสอบของวังมังกร เราจะไปดูกันหน่อย” ชายหนุ่มจิบสุราขณะก้าวเดินต่อ
“สหายเต๋าดูไม่ค่อยรีบร้อนเลยนะ” ซีหนิงกล่าวอย่างครุ่นคิด
ซูอี้แย้มยิ้ม ก่อนจะชี้ไปที่ตนเอง “ในซากวังมังกรนี้ มีเพียงข้าที่ถอดปริศนาวังมังกรได้” ซีหนิงพลันประจักษ์แจ้ง พลางก้มหน้ายิ้ม
สถานที่และโอกาสส่วนใหญ่ในซากวังมังกรต่างเกี่ยวพันกับอักษรลับวังมังกร ‘ตำหนักบรรพชนสังเวยวิญญาณ’ อันเป็นหนึ่งในเขตหวงห้ามแห่งวังมังกรก็เป็นเช่นนั้น หากไม่อาจถอดปริศนาอักษรวังมังกรได้ การหาโอกาสใน ‘ตำหนักบรรพชนสังเวยวิญญาณ’ ก็เป็นเพียงฝันกลางวันเท่านั้น! ดังนั้นซูอี้จึงมิต้องกังวลเลย
โอกาสยังอยู่กับที่ ผู้ใดก็นำไปมิได้ ผู้ที่ต้องร้อนใจจริง ๆ คือศัตรูเหล่านั้นต่างหาก! เพราะถึงอย่างไร ชายหนุ่มก็เหมือนถือกุญแจในมือ ไร้ที่ใดในซากวังมังกรนี้ที่เขาเปิดมิได้! ศัตรูเหล่านั้นหรือจะนิ่งนอนใจได้?
“แต่พวกเขาก็ไม่เคลื่อนไหวกันมาสามวันแล้ว ข้าสงสัยว่า… พวกเขาน่าจะกำลังวางแผนบางอย่างอยู่” ฝานจุยขมวดคิ้ว
เขารู้ดีว่าบุตรและบุตรีแห่งสวรรค์เหล่านั้นไม่มีทางกลัว ทว่าผ่านไปสามวันแล้ว กลับยังไร้วี่แววบุตรแห่งสวรรค์เหล่านั้น
“อย่าใส่ใจเลย แผนการอุบายใด ๆ ก็เป็นเพียงเถาองุ่นเท่านั้นแล” ซูอี้ส่ายหัวน้อย ๆ
ขณะสนทนา ขุนเขาลูกหนึ่งที่ถล่มลงมาอยู่บนพื้นปรากฏให้เห็นจากระยะไกล ขุนเขานี้ดูเหมือนถูกสะบั้นจากใจกลาง ขุนเขาส่วนหนึ่งจมลงในโลกหล้า ยอดดูราบเรียบยิ่ง ท้องนภาเหนือมันเองก็ปกคลุมด้วยเมฆสายฟ้าสีเลือดที่หนาแน่นมิต่างจากสันเขาฝังมังกร อำนาจกฎสวรรค์เคลื่อนไหวเยี่ยงคลื่นวารี เรืองประกายแสงสีชาด ชวนให้ผู้คนหน้าซีดขาว
บริเวณรายรอบขุนเขานั้นปกคลุมด้วยม่านหมอก เมื่อพวกซูอี้มาถึง ก็พบว่าบนเขาถล่มลูกนั้นมีรอยเลือดเปรอะเปื้อนมากมาย รวมถึงเศษสมบัติซากกระดูกกระจัดกระจายอยู่บนพื้น มิต้องสงสัยเลยว่าเมื่อหายนะบังเกิด ที่นี่ก็มีศึกนองเลือดเกิดขึ้นเช่นกัน!
“นี่คือแท่นมังกรผงาดหรือ?” ซีหนิงผงะไป
ระหว่างทาง นางเคยได้ยินซูอี้กล่าวไว้ว่าแท่นมังกรผงาดนั้นเป็นสถานที่ทดสอบระดับสูงของวังมังกร และในยุคสุดวิเวก มีเพียงยอดฝีมือซึ่งกำลังจะพิสูจน์ตนสู่ขอบเขตมหาศาลของวังมังกรเท่านั้นที่มีโอกาสมายังแท่นมังกรผงาด กาลก่อน อ๋าวเยว่ ผู้อาวุโสถ่ายทอดวิชาของวังมังกรได้เข้าทดสอบ ณ ‘แท่นมังกรผงาด’ กระตุ้นศักยภาพของนางและช่วงชิงวาสนาสู่ขอบเขตมหาศาลไป!
“น่าจะเป็นที่นี่แหละ” สายตาของซูอี้กวาดมองไปรอบ ๆ “รอข้าจับวิญญาณร้ายของวังมังกรที่ตกตายที่นี่มาถามให้ได้สักตนก่อน”
ขณะที่เขากำลังจะลงมืออยู่นั้น ฝานจุยซึ่งกำลังตรวจสอบสถานการณ์ไกลออกไปพลันกล่าวขึ้น “ดูสิ ที่นี่มีป้ายศิลาอยู่! สลักปริศนาวังมังกรไว้เพียบเลย!”
สายตาของซูอี้และซีหนิงพลันมองตามไปทันที
ตอนที่ 1,823: แท่นมังกรผงาดแปดด่าน
ป้ายศิลานั้นถูกฝังอยู่ภายในซากเขาถล่ม เผยให้เห็นเพียงส่วนเล็ก ๆ เท่านั้น
ฝานจุยดึงป้ายศิลาออกมาปัดฝุ่น มันมีความสูงราวหนึ่งจั้ง พื้นผิวตาสนิทเยี่ยงย้อมด้วยหมึก สลักอักษรลับวังมังกรเอาไว้แน่นหนา
ซูอี้กับซีหนิงเดินเข้าไปแล้วมองหน้ากัน
“ที่นี่เป็นสถานที่ทดสอบชั้นหนึ่งของวังมังกรทะเลบูรพาจริง ๆ และอักขระลับบนป้ายศิลานี้ก็เป็นความลับบางอย่างที่เกี่ยวข้องกับแท่นมังกรผงาด”
ครู่ต่อมา ซูอี้ก็กล่าวว่า “จากป้ายศิลาแผ่นนี้ มหาเซียนเผ่ามังกรได้แบ่งแท่นมังกรผงาดเป็นขั้นบันไดศิลาแปดด่าน ซึ่งถือเป็นตัวแทนของแปดขอบเขตวิถีเต๋าที่เป็นกรงขังแห่งมหาวิถี โดยแต่ละชั้นจะจารึกอำนาจพิเศษของที่มาแห่งมหาวิถีมังกรเอาไว้”
“หลังจากผ่านบันไดศิลาทั้งแปดขั้นได้ พวกเขาก็จะเหมือนมังกรในแอ่งที่ได้ผงาดสู่ท้องนภา ทะยานสู่แท่นมังกรผงาด รับอำนาจที่มาแห่ง ‘มหาวิถีชีพจรมังกร’ เพื่อชำระกายและมหาวิถี”
“มีเพียงมหาเซียนขอบเขตอัศจรรย์อันเป็นทายาทเผ่ามังกรเท่านั้นที่สามารถเข้ารับบททดสอบ ณ แท่นมังกรผงาดได้ และผู้ที่มิใช่สายเลือดมังกรล้วนต้องตกตายโดยไม่มีวิธีรับมือ”
เมื่อได้ยินเช่นนี้ ซีหนิงก็เงยหน้ามองซูอี้โดยไม่รู้ตัว “ดูเหมือนสหายเต๋าจะไร้วาสนากับโอกาสนี้นะ”
ชายหนุ่มกลับเสสรวลและกล่าวว่า “เจ้ามิคิดหรือว่าบททดสอบเช่นนี้ยิ่งน่าสนใจ?”
หญิงสาวถึงกับผงะไป หัวใจของนางสะท้านสะเทือนเล็กน้อย เรื่องบางอย่าง เพียงมองก็เข้าใจ คนบางผู้แฝงความยิ่งใหญ่เอาไว้ในทุกการกระทำ วาจาที่ดูเรียบง่ายของอีกฝ่ายทำให้หญิงสาวได้เห็นมุมมองที่แตกต่างจากผู้คนทั่วไปในโลกหล้า
ต้องทราบว่ากระทั่งยามที่นางได้รู้ถึงเงื่อนไขในการรับบททดสอบของแท่นมังกรผงาด นางยังเผลอคิดไปว่าการทดสอบเช่นนั้นอันตรายเกินไป ทว่าในความคิดของซูอี้ มันกลับทำให้เขายิ่งตั้งตารอ! เทียบกันแล้ว ซีหนิงจะมิทอดถอนใจได้อย่างไร
ฝานจุยอดไม่ได้ที่จะมองชายหนุ่มด้วยมุมมองใหม่มิได้ ยิ่งได้ติดต่อกับอีกฝ่าย เขายิ่งประจักษ์ว่าชายหนุ่มผู้นี้พิเศษและแตกต่างเพียงไร และยิ่งรู้สึกประหลาดใจระคนเลื่อมใส และต้องทราบว่ายามแรกพบ เขายังถือตนเป็นผู้มีอาวุโสกว่า หามีชายหนุ่มจากแดนเซียนผู้นี้อยู่ในสายตาจริงจังไม่!
ซูอี้ไม่ได้คิดอันใดมากนัก เมื่อขยับมือเล็กน้อย ภาษามังกรแปร่งหูพลันเปล่งออกมาจากริมฝีปากของเขา
คลื่นอำนาจที่มองไม่เห็นปรากฏขึ้นที่ปลายนิ้วของเขา แล้วจึงแผ่ออกไปทั่วทุกทิศ คลื่นแห่งมิติที่กำลังกระเพื่อมไหวพลันปรากฏขึ้นเหนือซากภูเขาที่อยู่ตรงหน้า จากนั้นภาพอันเหนือจินตนาการก็อุบัติขึ้น
แท่นที่มีความสูงแปดพันจั้งแท่นหนึ่งถูกเผยขึ้นกลางเวหา! แท่นนี้มีสีดำสนิท มีบันไดศิลาแปดขั้นนำสู่ยอดแท่น แต่ละขั้นสูงร้อยจั้ง เทียบได้กับประตูเมืองที่สูงตระหง่านในโลกหล้า และบนพื้นผิวบันไดศิลาแต่ละขั้นก็เต็มไปด้วยลวดลายอักขระมังกรลึกลับ ซึ่งกำลังแผ่ปราณมังกรอันเก่าแก่ออกมา
ซีหนิงสังเกตเห็นว่าแท่นมังกรผงาดโบราณนี้พิเศษอย่างยิ่ง มันยืนตระหง่านในมิติเอกเทศ ดูเหมือนแสนใกล้ ทว่าหากฝีมือไม่ถึงขั้นก็มิอาจสัมผัสมันได้เลย! แต่หากมีความแข็งแกร่งที่น่าเกรงขามเกินไป เมื่อพยายามเข้าไปใกล้มัน แท่นมังกรผงาดนี้ก็จะหายลับกลับสู่มิติเอกเทศนั้นทันที
‘มิน่าเล่า ที่นี่จึงเหมาะสมแก่ยอดฝีมือเผ่ามังกรผู้กำลังจะเคลื่อนสู่ขอบเขตมหาศาลเท่านั้น แค่การจัดเตรียมเช่นนี้ก็ทำให้ยอดฝีมือระดับอื่นคอตกกันได้แล้ว’ ซีหนิงกล่าวในใจ นางรู้สึกเสียดายอยู่บ้าง
ซูอี้เคยกล่าวอยู่ว่าหลังจากพิชิตแท่นมังกรผงาดแปดด่านได้ คนผู้นั้นจะได้รับอำนาจของ ‘มหาวิถีชีพจรมังกร’ มาชำระล้างวิถีเต๋า ทำให้หัวใจของนางรู้สึกหวั่นไหว มหาวิถีชีพจรมังกร! ที่มามหาวิถีอันเป็นเอกลักษณ์ในโลกหล้า กล่าวได้ว่าเป็นสมบัติหายากอันพบได้แต่มิอาจครอบครอง กระทั่งในโลกแห่งเทพ!
ผู้คนเล่าลือกันว่ามหาวิถีชีพจรมังกรนี้กำเนิดขึ้นจากฮุ่นตุ้นแห่ง ‘บรรพชนเผ่ามังกร’ และมีสรรพคุณล้ำเลิศในการชำระล้างเลือดลมและวิถีเต๋าทั่วร่าง สมบัติเช่นนี้ก็สามารถทำให้ตัวตนขอบเขตมหาศาลน้ำลายหกได้แล้ว
ต้องทราบว่าเมื่อนานมาแล้ว เผ่ามังกรได้รับการยกย่องว่าเป็นนายเหนือแห่งสรรพชีวิต! หากขอบเขตเท่ากัน ยอดฝีมือเผ่ามังกรสามารถบดขยี้ยอดฝีมือของเผ่าอื่น ๆ ได้ นั่นก็เป็นเพราะสายเลือดและมรดกของเผ่ามังกรนั้นน่าสะพรึงกลัวอย่างยิ่ง!!!
“หากเกิดอันใดขึ้น จงทำตามแผนซะ” ซูอี้กล่าวขึ้น
ซีหนิงพยักหน้า “ได้” จากนั้นนางก็สั่งการว่า “ฝานจุย เตรียมตัวรอไว้ว่าจะได้สะบั้นพวกมีตาไร้แววบ้างหรือไม่”
“ขอรับ!” อีกฝ่ายรับคำสั่งอย่างเคร่งขรึม
ก่อนหน้านี้ระหว่างเดินทาง พวกเขาวิเคราะห์ไว้แล้วว่าทั้งชิงเซียวกับบุตรและบุตรีแห่งสวรรค์ทั้งหลาย รวมถึงยอดฝีมือจากหกยักษ์ใหญ่วิถีเซียนซึ่งร่วมมือกับเผ่าภูตวาฬยักษ์ต่างได้รับเสียหายด้วยฝีมือของซูอี้ ศัตรูเหล่านี้ย่อมไม่กล้าลงมือบุ่มบ่าม แต่ไม่ได้หมายความว่าศัตรูจะยอมถอย
เพราะขอเพียงมีโอกาสแม้เพียงเล็กน้อย ศัตรูเหล่านั้นก็จะพุ่งโจมตีเข้ามาโดยไม่ลังเลสักนิด! และการที่ชายหนุ่มขึ้นไปรับบททดสอบบนแท่นมังกรผงาดในยามนี้ มันจะเป็นโอกาสงามสำหรับศัตรูเหล่านั้น เขากับซีหนิงต่างรู้เรื่องนี้ดี ทว่าไม่ได้คิดใส่ใจนัก กลับอยากใช้โอกาสนี้รอดูด้วยซ้ำว่าจะจับปลาใหญ่ได้บ้างหรือไม่!
จากนั้นซูอี้ก็ทะยานขึ้นสู่บันไดขั้นแรกบนแท่นมังกรผงาดโดยไม่โอ้เอ้
ตู้ม! เกิดเสียงคำรามดังกระหึ่มบนแท่น ลวดลายมังกรบนบันไดศิลาเรืองแสงเจิดจ้า เสียงมังกรคำรามดังก้อง ให้บรรยากาศสูงส่งศักดิ์สิทธิ์ เพียงชั่วพริบตา ร่างของซูอี้ก็หายวับไปในละอองแสง
“หายไปแล้ว?” ฝานจุยหรี่ตาลง
“สถานที่ทดสอบเช่นนี้ แต่ละขั้นล้วนเป็นโลกเร้นลับ หากไม่เข้าไปเองก็ค้นหาสิ่งที่อยู่ภายในมิได้หรอก”
“อย่างนี้เอง”
…… ในขณะเดียวกัน ซูอี้ปรากฏขึ้นในฮุ่นตุ้นสีเทาแห่งหนึ่ง เสียงของมังกรดังแว่วมา
“หากมิใช่คนจากเผ่าของข้า จงถอยไปเดี๋ยวนี้ หาไม่จะถูกสวรรค์ลงทัณฑ์!!” เสียงตะโกนดังสนั่นสะท้านวิญญาณ
ซูอี้แย้มยิ้ม แล้วเขาก็เมินมันไปสิ้น ทันใดนั้น แสงสีทองสายหนึ่งก็ปรากฏขึ้นในฮุ่นตุ้นสีเทาเยี่ยงวาตะอัสนี
เมื่อสังเกตให้ดี จะพบว่าเบื้องหน้าคือชายสวมชุดสีทองผู้หนึ่ง ทั่วทั้งร่างกายอันสูงใหญ่ของเขาอาบไล้ด้วยสายฟ้า บนหน้าผากมีเขามังกรคู่หนึ่ง ดวงตาที่กำลังจับจ้องมาเป็นประกายวาบประหนึ่งจักรวาล!
แววตาของซูอี้นิ่งเฉย ชายชุดทองผู้นี้หาใช่ผู้มีชีวิตไม่ มันเป็นเพียงเจตจำนงซึ่งสร้างจากอำนาจฮุ่นตุ้นลึกลับทั่วทั้งกาย หากว่ากันด้วยเรื่องปราณแล้ว เขาก็ไม่น่าจะด้อยไปกว่ามหาเซียนขอบเขตอัศจรรย์ขั้นสมบูรณ์!
“เจ้าเป็นใคร กล้าดีอย่างไรถึงบุกรุกแท่นมังกรผงาดของเผ่าข้า?” ชายคนนั้นกล่าวขึ้นด้วยน้ำเสียงดังสนั่นเยี่ยงฟ้าผ่า สะท้านสะเทือนกระแสปราณทั่วทุกทิศ
“ข้าน่ะหรือ ผู้เข้าทดสอบซึ่งบังเอิญผ่านมาไง” ซูอี้กล่าวอย่างสบายอารมณ์ “เจ้าเล่า เป็นบรรพชนผู้ใดของเผ่ามังกรหรือ?”
เขาใช้ภาษามังกร สิ่งนี้ทำให้ชายชุดทองประหลาดใจ “อักษรลับเผ่ามังกรของข้ามิอาจสืบทอดกันได้ หากมิใช่ผู้แข็งแกร่งที่เผ่ามังกรของข้ายอมรับโดยเอกฉันท์ ก็จะไร้ผู้ใดแก้ปริศนาอักษรลับอันแท้จริงของเผ่าข้าได้ ข้าถามหน่อยเถิดว่าผู้ใดเป็นคนสอนอักขระลับเผ่ามังกรของข้าให้แก่เจ้ากัน?”
หัวใจของซูอี้กระตุกวูบ ก่อนจะกล่าวออกไปว่า “หลี่ฝูโหยว”
เขาไม่ได้โกหก อักขระลับวังมังกรนี้เขาได้เรียนมาจากหุ่นเชิดวิญญาณศึกเหลยเจ๋อ และเหลยเจ๋อก็คือข้ารับใช้หลี่ฝูโหยว ซึ่งเป็นชาติที่ห้าของเขา
“หลี่ฝูโหยว…” ชายชุดทองขมวดคิ้ว “เขาคือใครกัน?”
เมื่อได้ยินเช่นนั้น ชายหนุ่มก็ผิดหวังเล็กน้อย เดิมที เขาแค่ลองเชิงว่าชายชุดทองผู้นี้จะรู้จักหลี่ฝูโหยวหรือไม่ และบางทีเขาอาจจะถามความลับบางประการได้ แต่ชายชุดทองผู้นี้กลับมิรู้จักหลี่ฝูโหยวเลย!
นี่ยังทำให้ซูอี้ยิ่งรู้สึกว่าตัวตนในชาติที่ห้าของเขาช่างลึกลับยิ่งนัก วานรเฒ่าสะพายดาบเคยได้ยินเพียงเรื่องราวของเขาเท่านั้น บุตรีแห่งสวรรค์ซีหนิงได้รู้จากปู่ทวดของนางเพียงว่า โลงดาบหกชุ่นที่บรรจุสมบัติลับแห่งจักรวาลอยู่ในมือหลี่ฝูโหยว
และชายชุดทองผู้นี้ก็เป็นเศษเสี้ยวเจตจำนง ซึ่งบรรพชนเผ่ามังกรผู้หนึ่งทิ้งเอาไว้ ดังนั้นเขาจะต้องเป็นตัวตนอัศจรรย์ในยุคสุดวิเวกเป็นแน่ ทว่าชายชุดทองผู้นี้กลับมิเคยได้ยินชื่อของหลี่ฝูโหยวมาก่อน ทำให้ ‘หลี่ฝูโหยว’ ยิ่งดูลึกลับขึ้นอีก
ก่อนซูอี้จะทันได้กล่าววาจาใด อีกฝ่ายก็กล่าวขึ้น “ช่างเถิด เรื่องนี้หาสัมคัญไม่ ในเมื่อเจ้าเชี่ยวชาญในปริศนาวังมังกร เจ้าก็มีคุณสมบัติเข้าร่วมทดสอบด้วยเช่นกัน”
ตู้ม! เขาจู่โจมโดยไร้สัญญาณบอกกล่าว เพียงโบกฝ่ามือ อัสนีก็คำรามอย่างบ้าคลั่ง ควบแน่นเป็นกรงเล็บมังกรเข้าคว้าร่างของชายหนุ่ม
แค่นี้ก็ลงมือแล้วหรือ? ซูอี้ผงะไป เขาเบี่ยงตัวหลบเลี่ยง “ช้าก่อน ข้ายังมีสิ่งที่ต้องพูด”
ชายชุดทองกล่าวอย่างไร้อารมณ์ “บนแท่นมังกรผงาด อย่าเสวนาเรื่องความรู้สึกใด ๆ เจ้าไม่ได้มีความสัมพันธ์อันใดกับข้า หากอยากจะผ่านบททดสอบก็แสดงฝีมือที่แท้จริงออกมาเสีย หาไม่ วันนี้เจ้าได้ตายที่นี่แน่!”
ตู้ม! มิทันสิ้นเสียง ปราณของชายชุดทองก็ทวีความน่าสะพรึงกลัวขึ้น ก่อนจะทะยานเข้าใส่เขา
รอบกายเขามีอสนีบาตกระหน่ำฟาด ปราณมังกรแผ่ขยาย แลดูทรงอำนาจและเต็มไปด้วยกำลัง เบื้องหลังของเขาเหมือนปรากฏเงาร่างของมังกรใหญ่ยักษ์ทะยานนภา อาบอสนีบาตมากมายเกินคณานับ สะท้านสะเทือนหมู่ดาราเกินคาดคิด!
อำนาจเจตจำนงนี้น่าเกรงขามยิ่งกว่าตัวตนขอบเขตอัศจรรย์ขั้นสมบูรณ์ทั้งหลายในโลกหล้าเสียอีก! และเมื่อเห็นอำนาจของอีกฝ่ายยามลงมือ ซูอี้ก็อดสงสัยมิได้ว่าชายชุดทองผู้นี้คงเป็นตัวตนไร้เทียมทานในเผ่ามังกรก่อนตายเป็นแน่
และการฝึกฝนที่แท้จริงของเขาย่อมสูงส่งกว่าขอบเขตอัศจรรย์นัก! ขณะครุ่นคิด ซูอี้ก็มิได้เคลื่อนไหวช้าลงเลย จากนั้นเขาพลันทะยานขึ้นฟ้า
เปรี้ยง! เพียงชั่วพริบตา ทั้งสองก็ประมือมากกว่าร้อยหน กระหน่ำโจมตีจนสร้างความปั่นป่วนให้แก่โลกหล้า คลื่นทำลายล้างกวาดเป็นระลอก
“บททดสอบด่านแรกน่าจะมีแค่นี้…” ซูอี้กล่าวในใจ เมื่อวิเคราะห์ได้เช่นนั้น ชายหนุ่มก็รามือแล้วตัดสินใจจบศึก
ตู้ม! ร่างของเขาพุ่งไปเบื้องหน้า ห้านิ้วกดลงบนอากาศ อำนาจทรงพลังพลันปะทุเยี่ยงพลิกฟ้าดินกลับด้าน หยุดการโจมตีของชายชุดทองไว้โดยพลัน จากนั้นเสียงปะทะก็ดังก้องขึ้น ชายชุดทองถูกฝ่ามือนี้กดไว้กับพื้นจนมิอาจขยับเขยื้อน
ดุจหนึ่งมือพลิกนภา ตรึงร่างมังกรไว้!
“เอาล่ะ เราคุยกันดี ๆ ได้หรือยัง?” ซูอี้ถาม
อีกฝ่ายกลับกล่าวอย่างไร้อารมณ์ “เจ้าหนู แค่ผ่านบททดสอบแรกก็คิดว่าจะทำการกร่างต่อหน้าข้าได้แล้วหรือ?”
ซูอี้เลิกคิ้วขึ้น ชายชุดทองกล่าวต่อ “ข้าจะรอเจ้าอยู่ ณ ด่านที่แปดแห่งแท่นมังกรผงาด ยามนั้น ขอเพียงเจ้าใช้หนึ่งมือปราบข้าได้เหมือนยามนี้ ข้าจะให้โอกาสเจ้าคุยด้วยก็ได้”
ซูอี้ “???”
…ร่างจริงของคนผู้นี้ทิ้งเจตจำนงเอาไว้ที่บททดสอบด่านที่แปดหรอกหรือ?
ตอนที่ 1,824: แสร้งเป็นหมูหลอกกินมังกร
ก่อนซูอี้จะทันได้ถามสิ่งใด ร่างของชายชุดทองพลันสลายกลายเป็นพิรุณแสงฮุ่นตุ้นหายไป
ขณะเดียวกัน ร่างของชายหนุ่มก็ถูกปกคลุมด้วยอำนาจมิติ ทัศนวิสัยแปรเปลี่ยนราวเคลื่อนดารา และปรากฏขึ้นบนบันไดศิลาขั้นที่สอง ณ แท่นมังกรผงาด
อำนาจมิติอันปั่นป่วนปรากฏขึ้นพร้อมเพลิงผลาญ คุกรุ่นแลเดือดพล่าน แปรเปลี่ยนเป็นพิรุณแสงแห่งกฎเกณฑ์ประหลาดมากมาย
ตู้ม! เมื่อร่างของซูอี้เพิ่งปรากฏขึ้น เพลิงผลาญทั่วฟ้าดินพลันหลอมรวมกัน แปรเปลี่ยนเป็นชายร่างสูงใหญ่ หนวดเคราเยี่ยงเพลิง ดวงตาของชายผู้นั้นเป็นเช่นตะวันแผดเผา ร่างปกคลุมด้วยเกราะแดงสด ลมหายใจทั้งจากจมูกและปากดูคุกรุ่นด้วยเปลวเพลิง
ปราณอันดุร้ายน่าสะพรึงกลัวนี้ทำให้ซูอี้ประหลาดใจ ชายร่างสูงใหญ่นี้ก็เป็นอำนาจเจตจำนงขอบเขตอัศจรรย์เช่นกัน ทว่าความแข็งแกร่งของเขากลับทรงพลังยิ่งกว่าชายชุดทองเสียอีก!
“เรา… สนทนากันก่อนดีหรือไม่?” ซูอี้เอ่ยถาม
เขาใคร่รู้นักว่าผู้ทิ้งเจตจำนงนี้ไว้เป็นบรรพชนผู้ใดของเผ่ามังกร แต่ไม่คาดคิดเลยว่าชายร่างสูงใหญ่หาสนใจไม่ เขาเหลือบมองชายหนุ่มอย่างเหยียดหยาม ก่อนจะเงื้อหมัดโจมตีทันใด
ฟ้าดินปั่นป่วนรวนเร เปลวเพลิงคุกรุ่นทั่วทุกหนแห่ง เบื้องหลังชายคนนั้นดูจะมีมังกรเพลิงทะยานจากหุบเหว แผดเผาฟ้าดินให้เห็นจาง ๆ
“มิรับแขกกันเอาเสียเลย…” ซูอี้พึมพำ จากนั้นเขาก็ทะยานเข้าไปโดยสิ้นลังเล
ครู่ต่อมา ตู้ม! ชายหนุ่มฟาดฟันหนึ่งดาบอย่างดุเดือด และร่างของชายร่างกายยาก็แหลกสลายเป็นพิรุณเพลิงโปรยปราย
“ความแข็งแกร่งเช่นนี้สามารถเป็นภัยต่อมหาเซียนขอบเขตอัศจรรย์ขั้นสมบูรณ์ในโลกหล้าได้แล้ว แต่การทดสอบเช่นนี้ไร้ค่าสำหรับข้า” ซูอี้ส่ายหน้าเล็กน้อย
ไม่นานนัก เขาก็มายังบันไดศิลาขั้นที่สามบนแท่นมังกรผงาด ยามนี้ เขาได้พบกับชายผมขาวในชุดสีเขียว รวดเร็วปราดเปรียวประหนึ่งสายลม
เทียบกันแล้ว ความแข็งแกร่งของชายผมขาวชุดเขียวผู้นี้หาแตกต่างจากชายร่างสูงใหญ่กายา ณ ด่านที่สองไม่ ทว่ากลับรับมือยากยิ่ง ระหว่างประชันกัน ชายผู้นี้เป็นเช่นวายุอันมีตัวตนทุกแห่งหน ไปมาไร้ร่องรอย
ทุกการโจมตีดูว่องไวจนไม่อาจมองทัน ทว่าความร้ายกาจรุนแรงหมายชีวิตยิ่ง น่าเสียดายที่ความแข็งแกร่งในปัจจุบันของซูอี้สามารถเผชิญหน้ากับมหาอำนาจระดับแกนรวมศูนย์ได้แล้ว ชายหนุ่มจึงไม่เห็นคู่ต่อสู้เช่นนี้อยู่ในสายตา
เพียงชั่วประเดี๋ยว ศึกก็จบลงอย่างง่ายดาย
ในเวลาต่อมา เขาก็ผ่านด่านทดสอบบนขั้นบันไดศิลา ณ แท่นมังกรผงาดทีละด่าน ชั่วขณะนั้น เขาหาบาดเจ็บไม่
ไม่ใช่ว่าบททดสอบของแท่นมังกรผงาดนี้ช่างอ่อนแอ แต่ความแข็งแกร่งระดับมหาเซียนของซูอี้นั้นน่าเกรงขามเกินไป แข็งแกร่งเหนือชั้นกว่ายอดฝีมือไร้เทียมทานของเผ่ามังกรในระดับเดียวกันมากนัก เมื่อทัศนาทั่วทุกยุคสมัย มิอาจหาผู้ใดเทียบเทียมได้
ด้วยเหตุนี้ บททดสอบของแท่นมังกรผงาดจึงกลายเป็นของเด็กเล่นสำหรับชายหนุ่ม
ด่านที่แปด ภายในฮุ่นตุ้นอันเงียบสงัด แสงเงาทมิฬปกคลุมทั่วจตุรทิศดุจผืนม่าน
ซูอี้ได้พบชายชุดทองอีกหน ทว่า หากเทียบกับด่านแรก ชายชุดทอง ณ ยามนี้มีปราณล้ำลึกหนาแน่นเยี่ยงหุบเหว แข็งแกร่งพอให้มหาเซียนทั้งหลายสิ้นหวัง! และนี่ก็ยังเป็นอำนาจเจตจำนง
“ไวแท้?” ก่อนซูอี้จะทันพูด ชายชุดทองก็เอ่ยขึ้นอย่างตกตะลึง เพราะเขาไม่เคยคาดคิดมาก่อนว่าอีกฝ่ายจะมาหาเขาที่ด่านแปดได้รวดเร็วเพียงนี้
“ไม่หรอก” ซูอี้กล่าวอย่างราบเรียบ “ข้าลองชวนคู่ต่อสู้คุยระหว่างทางมากมาย แต่ก็เสียเวลาไปเยอะเลย”
ชายชุดทอง “…” เจ้าเด็กนี่อวดอำนาจอยู่อย่างนั้นหรือ?
หลังจากสงบใจได้แล้ว เขาก็กล่าวอย่างเฉยชา “บททดสอบด่านแปดนี้ กระทั่งในเผ่ามังกรของข้าก็มีตัวตนไร้เทียมทานผ่านไปได้เพียงไม่กี่คน พวกเขาในขอบเขตอัศจรรย์ล้วนมีอำนาจพอที่จะเผชิญหน้ากับขุมอำนาจระดับมหายุทธ์ เจ้าคิดว่าทำได้หรือไม่?”
ซูอี้ประหลาดใจ “หากเจ้าพูดเช่นนั้น เผ่ามังกรของเจ้าก็สร้างตัวตนท้าทายสวรรค์มาได้เยอะทีเดียว”
อำนาจระดับมหาเซียน แต่ข้ามขอบเขตไปลงมือกับมหาอำนาจระดับมหายุทธ์ได้! ไม่ว่าจะเป็นก่อนยุคอวสานเซียนหรือแดนเซียนในทุกวันนี้ ก็กล่าวได้แล้วว่าชวนตะลึงทั่วทั้งโลกหล้า รุ่งโรจน์ตลอดยุคสมัย พบพานได้ยากในรอบพันหมื่นปี!
รอยยิ้มอันภาคภูมิใจปรากฏขึ้นที่มุมปากของชายชุดทองเล็กน้อย “ก็งั้น ๆ แหละ เป็นเรื่องธรรมดาในเผ่าของข้าเพราะถึงอย่างไร เผ่ามังกรก็มีความสามารถที่ไร้เทียมทานตั้งแต่กำเนิดเผ่าอื่นจึงมิอาจเทียบชั้นได้”
ว่าแล้ว ชายชุดทองก็เบนสายตามองไปทางซูอี้ พลางกล่าวเปลี่ยนประเด็น “แน่นอน เจ้าก็ยอดเยี่ยมเช่นกัน มีร่างเป็นเผ่ามนุษย์แต่ยังสามารถบุกมาถึงด่านที่แปดบนแท่นมังกรผงาดได้ จากประสบการณ์ที่ผ่านมา ข้ายังมิเคยพบพาน ช่างหายากจริง ๆ”
ซูอี้กล่าวพร้อมกับยิ้มว่า “ข้าควรรู้สึกเป็นเกียรติหรือ?”
คนฟังคงสัมผัสได้ถึงความเฉยชาของเขา คิ้วคู่นั้นพลันขมวดมุ่นอย่างอดมิได้ “เจ้าหนู การภูมิใจในฝีมือของตนมิได้ดีเสมอไป ระวังจะแข็งทื่อเกินไปจนหักง่ายเสียเล่า”
ซูอี้นำไหสุราออกมาจิบ “ก่อนหน้านี้เจ้าบอกว่า หากข้ายังจัดการเจ้าได้ในด่านแปดนี้ เจ้าจะคุยกับข้า มิลงมือเสียยามนี้เลยเล่า?”
ชายชุดทองกล่าวอย่างไร้อารมณ์ “ข้าเห็นแล้วว่าเจ้ามันบ้า มิฟังคำสอนผู้อื่นจริงๆ เช่นนั้น ข้าผู้นี้จะให้บทเรียน ทำให้เจ้าตาสว่างเอง”
ซูอี้กล่าวอย่างร่าเริง “หากเป็นเช่นนั้นได้ก็ยิ่งดีเลย”
ชายชุดทอง “…” เจ้าเด็กนี่กระเหี้ยนกระหือรืออยากแพ้นักหรือ!?
ดวงตาของชายชุดทองแข็งกร้าวขึ้นมาทันที ท่าทางเหมือนกำลังจะกล่าวบางอย่าง ทว่าซูอี้พลันกล่าวขึ้นว่า “เจ้าต้องทุ่มเทสุดกำลังเลยนะ”
ชายชุดทองหน้าเง้าทันใด บ้า! จะบ้าไปกันใหญ่แล้ว! หากไม่สั่งสอนเจ้าหนูนี่สักหน่อย อีกฝ่ายคงต้องคิดว่าบททดสอบแท่นมังกรผงาดนี้เป็นเพียงเครื่องประดับแน่!
ตู้ม! อำนาจของชายชุดทองพุ่งทะยานสูง ดวงตาเป็นประกายระยับเยี่ยงจักรวาลพร่างดาว วจีมังกรยิ่งใหญ่เปี่ยมอารมณ์สนั่นลั่นจากทั่วร่าง พิรุณแสงมหาวิถีนับไม่ถ้วนโปรยปรายทั่วฟ้าดิน
ปราณนั้นทำให้ซูอี้อดประหลาดใจมิได้ อำนาจของชายชุดทองหาด้อยไปกว่าระดับมหายุทธ์ไม่ แต่ความแข็งแกร่งของเขายังอยู่ในขอบเขตของมหาเซียนจริง ๆ!
กล่าวคือ ร่างจริงของคนผู้นี้ยามอยู่ในขอบเขตมหาเซียน เขาก็ยังมีฐานพลังที่แข็งแกร่งพอจะเผชิญหน้ากับมหาอำนาจระดับมหายุทธ์ได้! ชายชุดทองสัมผัสความประหลาดใจในสายตาซูอี้ได้ชัดเจน และอดยิ้มเยาะในใจมิได้
เขาจะไม่ปรานีหรอก! ขณะครุ่นคิด ชายชุดทองก็โจมตีทันที มังกรคำรนเสียงยาวดุจกระแสธาร พิรุณแสงพร่างพรมเยี่ยงน้ำตก
เมื่อเขาคว้ากรงเล็บจับ ฟ้าดินอันมืดมิดนี้ก็ดุจบังเกิดกรงเล็บมังกรคู่หนึ่งบดบังทั่วนภา ฉีกกระชากเวหา สะบั้นรัตติกาลอันเป็นอนันต์เข้าบดขยี้ร่างของซูอี้
มิต้องสงสัยเลยว่าหากเปลี่ยนเป็นมหาเซียนอื่นใดในโลกหล้า ต่อให้ทรงพลังเพียงไร พวกเขาก็ล้วนสิ้นกำลังต่อหน้าการโจมตีเช่นนี้
ทว่าชายหนุ่มกลับยืนนิ่ง มีเพียงแขนเสื้อเท่านั้นที่โบกสะบัด มือขวาของเขากดลงบนอากาศ
ตู้ม!!! ราวท้องนภาถล่มสลาย ฮุ่นตุ้นแดนนี้สั่นสะท้านรุนแรง
เมื่อคลื่นทำลายล้างพุ่งซัด กรงเล็บมังกรคู่นั้นพลันแหลกมลาย และร่างของชายชุดทองก็นิ่งค้าง ถูกกดลงกับพื้นเสียงดังเปรี้ยงทันที
ไม่อาจขยับได้อีก! ชั่วขณะนั้น เขารู้สึกราวถูกภูเขาศักดิ์สิทธิ์กดทับจากฟ้า ร่างจวนเจียนแหลกสลาย นิ่งอึ้งตะลึงงัน นี่… เป็นอำนาจที่มหาเซียนมีได้หรือ?!
ซูอี้กล่าวอย่างขอโทษขอโพย “ขออภัยด้วย ก่อนหน้านี้เจ้าบอกไว้ว่าหากข้าปราบเจ้าด้วยหนึ่งมือเหมือนเช่นด่านแรก ข้าจึงมีโอกาสสนทนา ข้าก็เลย… ต้องทำเช่นนี้”
ชายชุดทอง “…” อกของเขาอึดอัดจนแทบมิอาจหายใจ ถูกหลอกแล้ว! แสร้งเป็นหมูหลอกกินพยัคฆ์ ไม่สิ แสร้งเป็นหมูหลอกกินมังกร!!
เมื่อเห็นอีกฝ่ายเดือดดาลจนเงียบไป ซูอี้ก็อธิบายว่า “อันที่จริงเจ้าไม่ได้พ่ายแพ้โดยไม่ยุติธรรมหรอกนะ นับแต่ยามข้าก้าวสู่มหาเซียน ตัวตนระดับมหายุทธ์ก็ยากเป็นภัยต่อข้าอีกต่อไปแล้ว ต่อให้เผชิญหน้าตัวตนระดับแกนรวมศูนย์ ข้าก็สู้ได้เช่นกัน”
ชายชุดทอง “???” ดวงตาของเขาเบิกกว้าง สีหน้านิ่งงัน หากเขาได้ยินวาจานี้ก่อนถูกสยบปราบ เขาจะคิดแน่นอนว่าอีกฝ่ายแค่คุยโว ลบหลู่ปัญญาของตัวเขาโดยแท้
ทว่ายามนี้เขากลับลังเล มันเป็นไปได้จริง ๆ ที่มหาเซียนซึ่งสามารถปราบเขาด้วยมือเดียวจะสามารถจัดการตัวตนระดับแกนรวมศูนย์ได้! แม้จะสงสัยว่าซูอี้จะรับมือตัวตนขอบเขตแกนรวมศูนย์ได้หรือไม่ เจ้าตัวก็อดยอมรับมิได้อยู่ดีว่าชายหนุ่มตรงหน้าเขามิเพียงท้าทายสวรรค์ ทว่ายังแข็งแกร่งจนน่าขัน!
ตลอดกาลอันยาวนานในเผ่ามังกรของพวกเขา มิอาจหาสัตว์ประหลาดแบบเดียวกันพบ!!
“เอาล่ะ เราคุยกันดี ๆ ได้แล้วหรือไม่?” ขณะพูดเช่นนั้น ชายหนุ่มก็สลายอำนาจสะกดออกไป มิให้มันทำลายร่างเจตจำนงของชายชุดทองอีก
“เจ้าตอบข้ามาก่อน เจ้าเป็นใครกันแน่?” ชายชุดทองเอ่ยถาม “ใครอนุญาตให้เจ้าเข้าร่วมการทดสอบแท่นมังกรผงาด?”
เห็นได้ชัดว่าคนผู้นี้ก็งุนงงเช่นกัน ซูอี้กล่าวโดยไม่ปิดบัง “นามของข้าคือซูอี้ เป็นนักดาบ และยามนี้ ข้ามาแสวงหาโอกาสในซากวังมังกร”
ทันทีที่เขากล่าวเช่นนั้น ชายชุดทองก็กล่าวขัด “ซากวังมังกร?! หมายความเช่นไร? หรือว่า…”
ซูอี้ครุ่นคิดสักพัก และกล่าวความจริงกับเขา
“เผ่ามังกรของข้า… มันพังทลายหรือ!? ไฉนเป็นเช่นนั้นได้…” ชายชุดทองตกตะลึงราวถูกสายฟ้าฟาดใส่ สีหน้าหมองหม่น ซูอี้เฝ้ารออย่างเงียบงัน
มิต้องสงสัยเลยว่ายามวังมังกรทะเลบูรพาล่มสลาย ชายชุดทองผู้พิทักษ์แท่นมังกรผงาดไม่ได้ทราบเรื่องราวทั้งหมดนี้ และนับจากตอนนั้นจวบยามนี้ ก็ไร้ผู้ใดมายังแท่นมังกรผงาดอีกนอกจากเขา!
เนิ่นนานจากนั้น ชายชุดทองก็กล่าวเสียงพร่า “หรือจะเป็นบันทึกผลกรรมที่ทำลายเผ่าข้า… ว่าแล้วเชียว…”
สีหน้าของเขาแสนเศร้าโศกขมขื่น ราวจดจำเรื่องหนึ่งในอดีตได้ อารมณ์ผันแปรไปมา
ซูอี้กล่าว “เจ้ารู้อยู่แล้วหรือว่า สมบัตินามบันทึกผลกรรมจะนำหายนะร้ายแรงมาสู่เผ่ามังกรของเจ้า?”
ชายชุดทองเงียบไปเนิ่นนาน ก่อนที่เขาจะสะกดอารมณ์ในใจและกล่าวขึ้น “ไม่ใช่การคาดคิด แต่เป็นความกังวล”
“ช่วงที่ยุคสุดวิเวกปรากฏขึ้นแรก ๆ สมบัติลับฮุ่นตุ้นบันทึกผลกรรมนี้อยู่ในการครอบครองของเผ่ามังกร และจากคำสั่งของหัวหน้าเผ่า ไม่ว่าเป็นผู้ใดก็ห้ามใช้บันทึกผลกรรมโดยไม่ได้รับอนุญาต หาไม่ คนผู้นั้นจะประสบกับหายนะเกินคาดหยั่ง”
“ยามนั้น ข้าก็รู้แล้วว่าบันทึกผลกรรมนี้น่าเกรงขามนัก!”
“แต่มิคาดเลยว่าสมบัตินี้จะทำลายเผ่าของข้า!” สีหน้าของเขาแสนรวดร้าว ดวงตาแดงก่ำ มิอาจซุกซ่อนหัวใจที่บอบช้ำได้
ทันใดนั้น เขาก็เหมือนจะตระหนักถึงบางสิ่ง ร่างสะท้านอย่างรุนแรงและตะโกนว่า “ไม่สิ มิใช่แล้ว! ข้าต่างหากที่ทำร้ายคนของข้าเอง! ข้าคือคนบาปสามานย์เกินชดใช้!!” วจีของเขารวดร้าว สะท้อนก้องทั่วฟ้าดิน ทำให้ซูอี้ประหลาดใจขึ้นมา!
ตอนที่ 1,825: เทพมังกรจี้ถิง เจ้าสวรรค์หลิงซู
ชายชุดทองผู้นี้คือใคร? เหตุฉไนจึงกล่าวโทษว่าตนเองเป็นผู้ทำลายวังมังกร?
ขณะความคิดของซูอี้เปลี่ยนไป เขาถามว่า “ในตอนนั้น เจ้าเคยคิดควบคุมบันทึกผลกรรมหรือไม่?”
ชายชุดทองเมินเฉย เจ้าตัวทำทีราวกับเสียสติ เอามือสองข้างกุมศีรษะไว้มั่น บ่นพึมพำว่า “ทั้งหมดเป็นความผิดของข้า ในตอนนั้นข้าอวดดีเกินไป ใจข้ามีความปรารถนาที่อยากเป็นจริงต่อบันทึกผลกรรม… ทั้งหมดเป็นความผิดของข้าเอง!!”
สีหน้าของเขาเต็มไปด้วยความเจ็บปวด การตำหนิตัวเอง ความเสียใจ ความไม่พอใจ และความเศร้าโศก ทั่วร่างคล้ายกับจะทรุดลงมา
“เจ้าเป็นใคร?” ทันใดนั้น ความคิดของซูอี้ระเบิดออกราวกับฟ้าร้องยามวสันต์ พลังยิ่งใหญ่ในน้ำเสียงของชายหนุ่มดังก้องไปถึงหัวใจของผู้คน ตูม!
ชายชุดทองดูสับสนราวกับถูกสายฟ้าฟาด ตอบโดยไม่รู้ตัวว่า “ข้า นามของข้าคือจี้ถิง องค์ชายลำดับที่เก้าผู้ได้รับการสนับสนุนจากผู้อาวุโสของเผ่ามากที่สุด!”
เมื่อกล่าวถึงตรงนี้ ดวงตาของเขาทอประกายพร้อมกับสีหน้าอันยากลำบากราวกับว่าความทรงจำของชายชุดทองได้กลับคืนมา “ครั้งหนึ่งข้าเคยเอาชนะทุกคน ทะยานข้ามทะเลบูรพา อีกทั้งยังเคยบุกเข้าไปในสี่สิบเก้าทวีปแดนเซียนเพียงลำพัง เพื่อเอาชนะวีรชนทั้งหมดในโลกหล้า!”
“ในตอนนั้น ข้าคือมหามังกรจี้ถิงผู้เป็นอันดับหนึ่งในรายนามแห่งมหาเซียน! ข้าคือมหามังกรผู้ทรงพลังที่สุดในประวัติศาสตร์ของเผ่ามังกร!”
“บิดาของข้าและผู้อาวุโสเผ่าเหล่านั้นล้วนคิดว่าข้าสามารถพิสูจน์เต๋าเพื่อกลายเป็นเทพในอนาคต กลายเป็นเทพมังกรผู้มีพลังมหาศาลได้! ในตอนนั้น…”
เมื่อกล่าวถึงตรงนี้ ใบหน้าของเขาเต็มไปด้วยความเศร้าโศก ก่อนทุบพื้นแล้วร่ำไห้อย่างขมขื่นออกมา “แต่เป็นข้าเอง ที่ทำให้เกิดภัยพิบัติกับเผ่า!” ชายชุดทองดูสิ้นหวังและเศร้าโศก ไร้ร่องรอยของพลัง เหมือนกับคนบาปที่สำนึกผิด ติดอยู่ในความเจ็บปวด คอยกล่าวโทษตัวเองที่ไม่สามารถหลุดพ้นจากมันไปได้
ซูอี้ตกตะลึง ในใจสั่นสะท้านยากควบคุม จี้ถิง! กลายเป็นว่าชายชุดทองผู้นี้ คือบรรพบุรุษชนเผ่ามังกรผู้พิสูจน์เต๋ากลายเป็นเทพ!! เขาเคยได้รับการสักการะในฐานะ ‘เทพมังกรจี้ถิง’ ในช่วงต้นของยุคสุดวิเวก เขาเคยพิสูจน์เต๋าเพื่อกลายเป็นเทพ!
ก่อนหน้านั้น ซูอี้สังหารวิญญาณร้ายจำนวนมาก ได้รู้ความลับมากมาย ทำให้เขาทราบว่าวังมังกรทะเลบูรพาเผชิญกับหายนะไม่นานหลังจาก ‘เทพมังกรจี้ถิง’ ผู้นี้กลายเป็นเทพ! ว่ากันว่าแม้แต่เทพมังกรจี้ถิงก็ไม่สามารถหลบหนีจากภัยนี้ได้!
ซูอี้ได้ปรึกษากับซีหนิงเป็นการส่วนตัว ในที่สุดก็ได้ข้อสรุป ในช่วงต้นของยุคสุดวิเวก สิ่งที่ข้องเกี่ยวกับเส้นทางกลายเป็นเทพมากที่สุด คือเก้าความลับแห่งจักรวาลที่มีข่าวลือว่าถือกำเนิดจากฮุ่นตุ้นของแดนเซียน นั่นก็คือเก้าความลับแห่งจักรวาล และเนื่องจาก ‘เทพมังกรจี้ถิง’ กลายเป็นเทพในช่วงต้นของยุคสุดวิเวก จึงอาจมีบางอย่างข้องเกี่ยวกับบันทึกผลกรรมก็เป็นได้!
ชายชุดทองผู้อยู่บนแท่นมังกรผงาดคือเจตจำนงของจี้ถิงผู้เป็นองค์ชายลำดับที่เก้าของวังมังกรที่ถูกทิ้งไว้ตอนเขาอยู่ในขอบเขตมหาเซียน ในที่สุดซูอี้ก็เข้าใจว่าเหตุใดจี้ถิงถึงได้ทรงพลังนัก
คนผู้นี้ในยุคสุดวิเวกเคยเป็นอันดับหนึ่งในรายนามมหาเซียน และนับเป็นมหาเซียนผู้แข็งแกร่งที่สุดในประวัติศาสตร์ของเผ่ามังกร! สาเหตุที่ทำไมจี้ถิงถึงสามารถพิสูจน์เต๋าเพื่อกลายเป็นเทพในตอนแรกได้นั้น เป็นเพราะมันถูกกำหนดให้ข้องเกี่ยวกับบันทึกผลกรรมนั่นเอง!
หลังจากเงียบอยู่ชั่วครู่ ซูอี้จึงกล่าวว่า “อดีตสิ้นสุดลงแล้ว เจ้าไม่ต้องโทษตัวเอง ถึงอย่างไรเจ้าก็เป็นเพียงเจตจำนง ตัวตนที่แท้จริงของเจ้าจากไปนานแล้ว”
จี้ถิงส่ายหน้า กล่าวอย่างขมขื่นว่า “ต่อให้มันเป็นเรื่องในอดีต แต่ความผิดที่ตัวเองก่อ ข้าจะปฏิเสธมันได้อย่างไร? ข้า… คือคนบาปของเผ่าชั่วนิรันดร์!!”
ซูอี้กล่าว “แต่เท่าที่ข้าทราบมา สาเหตุการทำลายล้างของวังมังกรอาจข้องเกี่ยวกับบันทึกผลกรรม แต่ในหายนะครั้งนี้มีทวยเทพเข้ามาเกี่ยวข้องด้วยเช่นกัน”
“ทวยเทพหรือ?” จี้ถิงพลันเงยหน้าขึ้น ดวงตาแดงก่ำ
“ใช่” ซูอี้กล่าวว่า “ทว่าข้ายังค้นหาไม่พบว่าเทพตนนั้นคือเทพตนใด และมีจุดประสงค์แท้จริงอย่างไร”
จี้ถิงนึกบางสิ่งขึ้นมาได้และกล่าวว่า “เจ้าทำบางอย่างเพื่อข้าได้หรือไม่ ข้าสัญญาว่าจะไม่ปล่อยให้ความพยายามของเจ้าสูญเปล่า!” เขาเริ่มมีความหวังขึ้นเล็กน้อย ขณะมองซูอี้ด้วยท่าทีรอคอย
ซูอี้คาดเดาความคิดของอีกฝ่ายได้คร่าว ๆ แล้วเอ่ยถามว่า “เจ้าอยากให้ข้าแก้แค้นหรือ?”
จี้ถิงส่ายหน้าและตอบว่า “ไม่ว่าจะเป็นบันทึกผลกรรมหรือทวยเทพ พวกมันล้วนน่าสะพรึงเกินไป ข้าไม่กล้าคาดหวังให้สหายเต๋าช่วยจัดการกับพวกมันหรอก ข้าเพียงต้องการสืบเชื้อสายเผ่ามังกรต่อไป!”
เขากล่าวด้วยความตื่นเต้น “ในคลังสมบัติของพวกข้า มีเลือดมังกรของบรรพชนที่เก่าแก่และบริสุทธิ์ที่สุดอยู่ และยังมีมรดกสูงสุดที่บรรพบุรุษของพวกข้าหลงเหลือไว้มากมาย!”
“ขอเพียงสหายเต๋าตอบตกลง ช่วยข้าตามหาเมล็ดพันธุ์ดีผู้จะกลายเป็นมังกรแท้ในอนาคต ข้าย่อมเต็มใจมอบวิธีลับในการเปิดคลังสมบัติของวังมังกรให้กับสหายเต๋า สมบัติทั้งหมดในคลังสมบัติจะเป็นของสหายเต๋า”
ดวงตาของซูอี้ขยับ สายตาแปลกประหลาดมากขึ้น ตามหาเมล็ดพันธุ์ดีเพื่อให้เผ่ามังกรสืบทอดต่อไปหรือ? ช่างบังเอิญนัก! เขาบังเอิญมีผู้สมัครยอดเยี่ยม… ราชันวิถีมังกรแดง!
ซูอี้กล่าวหลังจากครุ่นคิด “ข้าสามารถตอบตกลงได้ แต่ข้าเป็นกังวลยิ่งว่าหลังจากผ่านมาเนิ่นนาน คลังสมบัติที่เจ้ากล่าวถึงจะยังอยู่ที่เดิมจริงหรือไม่”
จี้ถิงกล่าวอย่างไม่ลังเลว่า “ต้องอยู่แน่! คลังสมบัติของเผ่าข้าที่บรรพชนหลงเหลือไว้ให้ หากไม่เชี่ยวชาญวิธีในการเปิดมัน ต่อให้เป็นทวยเทพก็ไม่สามารถเปิดออกได้!”
เขาชูปลายนิ้วขึ้น รวบรวมผนึกพลังลับ ส่งมันให้ซูอี้จากอากาศธาตุ “สหายเต๋า ผนึกลับนี้คือวิธีลับในการเปิดคลังสมบัติของเผ่าข้า” ซูอี้ยกมือขึ้นรับเอาไว้
หลังจากนั้น พลังผนึกลับนั่นกลายเป็นแสงสว่างก่อนหลอมรวมเข้าสู่ร่างกาย กลายเป็นวิชาที่คลุมเครือแปลกประหลาด ปรากฏขึ้นในจิตใจของซูอี้ เขาอดที่จะประหลาดใจไม่ได้ว่าวิชานี้จะเกี่ยวกับการเปลี่ยนแปลงของพลังมิติ ‘คลังสมบัติวังมังกร’ น่าจะซ่อนอยู่ในสถานที่แห่งความว่างเปล่าที่ไม่มีใครรู้จักเป็นแน่! หากไม่เชี่ยวชาญวิชานี้ ก็จะไม่มีทางหามันพบ!
“เหตุใดเจ้าถึงเชื่อข้าง่ายเพียงนี้?” ซูอี้ถาม
จี้ถิงตอบตามตรงว่า “ตั้งแต่สมัยโบราณ สหายเต๋าคือคนเดียวที่ขึ้นไปยังแท่นมังกรผงาด ข้าจึงไม่มีทางเลือกนอกจากเชื่อในสหายเต๋า”
เมื่อกล่าวถึงตรงนี้ เขาเงยหน้าขึ้นมองซูอี้ “ส่วนคนที่สามารถเอาชนะเจตจำนงของข้าในขอบเขตมหาเซียนได้นั้น เรียกได้ว่าไม่เคยมีมาก่อนในประวัติศาสตร์! ด้วยความกล้ากับความประพฤติของสหายเต๋า ย่อมควรค่าแก่การเชื่อใจ!”
ย้อนกลับไปในวันนั้น เขาคืออันดับหนึ่งในรายนามมหาเซียน! ครอบครองพลังในการต่อกรกับมหาอำนาจระดับมหายุทธ์! แต่ซูอี้สามารถเอาชนะเขาได้ด้วยมือข้างเดียว ตัวตนที่ฝืนสวรรค์เช่นนั้นมีชะตาให้เป็นผู้ยิ่งใหญ่ในแดนเซียนแห่งนี้!
ซูอี้พยักหน้า แทนที่จะบอกว่าจี้ถิงเชื่อในตัวเขา สู้บอกว่าอีกฝ่ายเชื่อในพละกำลังที่ตัวเขาครอบครองเสียยังดีกว่า! นั่นแหละที่สำคัญ!
ต่อมา ซูอี้ถามอีกหลายอย่าง น่าเสียดายที่จี้ถิงในตอนนี้เป็นเพียงเจตจำนงที่หลงเหลือไว้ สิ่งที่เจ้าตัวเข้าใจจึงล้วนข้องเกี่ยวกับช่วงต้นของยุคสุดวิเวกที่ห่างไกลเกินไปจนไร้ตัวตน
ทว่าซูอี้ก็ได้รับเบาะแสอันมีค่ามา ในช่วงต้นของยุคสุดวิเวก นับได้ว่าเป็นยุคบรรพกาลที่เก่าแก่ที่สุดในแดนเซียน ในตอนนั้นมีเผ่าพันธุ์นับพัน ขุมกำลังวิถีเต๋าราวกับหมู่เมฆ เจริญรุ่งเรืองถึงขีดสุด ทว่าผู้ที่ทรงพลังที่สุดไม่ใช่สายเลือดดั้งเดิมของเผ่าพันธุ์มนุษย์ แต่เป็นกลุ่มก้อนอย่างเผ่ามังกรแห่งทะเลบูรพาต่างหาก!
บรรพชนของทุกกลุ่มชาติพันธุ์แทบทั้งหมดคือสิ่งมีชีวิตที่เกิดในกลียุค เช่นบรรพชนของเผ่ามังกรคือมังกรฟ้าที่เกิดในความโกลาหล! ยิ่งไปกว่านั้นตัวตน ‘ระดับบรรพชน’ ในกลุ่มชาติพันธุ์โบราณจำนวนมาก พวกเขาล้วนกลายเป็นเทพก่อนออกจากแดนเซียนไปในช่วงต้นของยุคสุดวิเวก!
ซูอี้ตระหนักได้ว่าความโกลาหลของแดนเซียนในช่วงต้นของยุคสุดวิเวกจะต้องมีกฎแห่งยุคสมัยลึกลับมากมาย ที่ทำให้ตัวตน ‘ระดับบรรพชน’ สามารถกลายเป็นเทพได้คนแล้วคนเล่า นี่เป็นเพียงบางอย่าง… ที่ก่อนหน้านี้ซูอี้ไม่เข้าใจ
หลายปี หลังจากผ่านช่วงต้นของยุคสุดวิเวก วิถีแห่งเทพกลายเป็นตำนานอันคลุมเครือ ผู้คนที่พิสูจน์เต๋าเพื่อกลายเป็นเทพแทบพบเห็นได้ยากนัก ในตอนนั้น หนึ่งในสิ่งที่ได้รับการยอมรับจากมหาอำนาจของโลกหล้าก็คือ ใครก็ตามที่ได้รับสมบัติหนึ่งในเก้าความลับแห่งจักรวาล คนผู้นั้นจะมีโอกาสพิสูจน์เต๋าเพื่อกลายเป็นเทพ!
ผลที่ได้คือ ‘เก้าความลับแห่งจักรวาล’ กลายเป็นสมบัติลึกลับที่ทุกคนต้องตามากที่สุดในแดนเซียน แต่ผู้ที่เคยเห็น ‘เก้าความลับแห่งจักรวาล’ มีเพียงจำนวนหยิบมือเท่านั้น!
ในตอนนั้น มหาอำนาจจำนวนมากในแดนเซียนจึงเลือกที่จะไปจากแดนดินถิ่นนี้เพื่อกลายเป็นเทพ จากผืนดินไปสู่สายธารนทีสายยาวแห่งยุคสมัย คล้ายกับสิ่งที่หวังเย่ทำในตอนนั้น
นอกจากนี้ ซูอี้ยังทราบบางอย่างเกี่ยวกับหลี่ฝูโหยวเช่นกัน! จี้ถิงไม่ทราบจริงๆ ว่าหลี่ฝูโหยวเป็นใคร แต่ตอนซูอี้ถามเกี่ยวกับ ‘ภูเขาซากวิญญาณในทะเลบูรพา’ จี้ถิงจึงพลันตื่นเต้นขึ้นมา เขากล่าวว่าในช่วงต้นของยุคสุดวิเวก ภูเขาซากวิญญาณเหมือนกับสรวงสวรรค์ชั้นสูง!
ข่าวลือเกี่ยวกับภูเขาซากวิญญาณกระจายไปทั่วทั้งแดนเซียน แม้กระทั่งจี้ถิงก็เคยได้ยินผู้อาวุโสบางท่านในเผ่าพูดถึง แม้เผ่ามังกรจะเป็นจ้าวแห่งทะเลบูรพา เป็นหนึ่งในสัตว์ประหลาดขนาดมหึมาที่สุดในโลกหล้า แต่พวกเขาก็ยำเกรงในภูเขาซากวิญญาณเช่นกัน!
ในบรรดาตัวตนเก่าแก่ของเผ่ามังกร จ้าวขุนเขาซากวิญญาณคือตัวตนที่เคยได้รับความเคารพจากบรรพชนเผ่ามังกรของพวกเขา! เป็นนักดาบลึกลับผู้หนึ่ง! จากข้อมูลที่สืบทอดต่อกันมารุ่นสู่รุ่นของเผ่ามังกร จ้าวขุนเขาซากวิญญาณถูกขนานนามว่า ‘เจ้าสวรรค์หลิงซู’!
วิถีดาบราวกับสวรรค์ มีเพียงหนึ่งเดียว! จึงถูกเรียกว่า ‘เจ้าสวรรค์’ ในช่วงต้นของยุคสุดวิเวก มีมหาอำนาจอยู่นับไม่ถ้วน แต่มีเพียงจ้าวขุนเขาซากวิญญาณที่ถูกขนานนามว่าเป็น ‘เจ้าสวรรค์’! ส่วนนามของ “เจ้าสวรรค์หลิงซู” น้อยคนนักที่จะรู้
เมื่อรู้เช่นนี้ ซูอี้อดที่จะตกตะลึงไม่ได้ เขารู้เพียงว่าหลี่ฝูโหยวที่เป็นชีวิตที่ห้าเดิมอยู่ในช่วงต้นของยุคสุดวิเวก เป็นตัวตนชั้นสูงลึกลับที่สุดในสายตาของโลกหล้า
หลังจากนั้นเขารู้ว่าหลี่ฝูโหยวเคยถูกเรียกว่า ‘เจ้าสวรรค์หลิงซู’ แม้กระทั่งบรรพชนของวังมังกรในทะเลบูรพาก็ยังให้การนับถือเขายิ่งนัก! นี่ทำให้ซูอี้รู้สึกประหลาดใจ “ข้าไม่ยักรู้ว่าชาติก่อน ๆ ของตัวเองจะทรงพลังปานนี้”
ตามที่จี้ถิงว่า ในช่วงต้นของยุคสุดวิเวก มีข่าวลือว่าในมือของหลี่ฝูโหยวผู้เป็นเจ้าสวรรค์หลิงซู ครอบครองสมบัติหนึ่งในเก้าความลับแห่งจักรวาลมากกว่าหนึ่งชิ้น! ส่วนจริงเท็จเป็นอย่างไรนั้นไม่มีใครทราบ
ยังมีข่าวลืออีกว่าเจ้าสวรรค์หลิงซูคือเทพท่องเที่ยวไปในแดนเซียนเพื่อค้นหาเก้าความลับแห่งจักรวาล กล่าวคือ ข่าวลือเกี่ยวกับเจ้าสวรรค์หลิงซูมีมากเกินกว่าจะนับไหว ส่วนใหญ่เป็นการกล่าวเกินจริง
สิ่งเดียวที่ซูอี้มั่นใจได้คือชีวิตที่ห้าของเขาลึกลับเกินไป แม้กระทั่งในช่วงต้นของยุคสุดวิเวกแทบไม่มีใครรู้จักชื่อและจุดกำเนิด รวมถึงการกระทำของเขาที่เป็นส่วนที่ลึกลับยิ่งเช่นกัน ซูอี้ตั้งตารอมากยิ่งขึ้น เขาอยากเห็นพฤติกรรมของชาติที่ห้านัก
“หลังออกจากซากวังมังกรไปแล้ว จงตามหาเรือลอยฟ้า รวมถึงค้นหาภูเขาซากวิญญาณที่คล้ายกับมีตัวตนเพียงแค่ในตำนานนั่น” ซูอี้ลอบกล่าวว่า “เมื่อถึงตอนนั้น บางที…ข้าอาจสามารถปลุกกรรมวิถีของชาติที่ห้าได้ใช่หรือไม่?”