บันทึกตำนานราชันอหังการ [ 剑道第一仙 ] - ตอนที่ 1831-1835
ตอนที่ 1,831: ความโลภ ต้นตอแห่งหายนะทั้งปวง
เมื่อเห็นซูอี้กล่าวเกลี้ยกล่อมไม่ให้ซีหนิงไล่ตามไป ฝานจุยก็อดส่ายหัวมิได้
เขารู้นิสัยคุณหนูของตนดีที่สุด ขอเพียงคิดลงมือโจมตี ผู้ใดก็เกลี้ยกล่อมนางไม่ได้ ไม่ว่าจะเป็นหรือตาย นางจะสู้จนถึงที่สุด แม้แต่ผู้เฒ่าในตระกูลก็ไม่อาจหยุดยั้ง
ทว่าฝานจุยก็เป็นต้องผงะไป เพราะซีหนิงกลับยอมรามือ!
นางเอียงคอครุ่นคิดสักพักแล้วจึงพยักหน้า “ได้”
ฝานจุย “…”
นี่มันเรื่องอันใดกัน?
ไฉนคุณหนูจึงฟังคำแนะนำ!?
นับเป็นหนแรกตราบตลอดกาลมา!!
“ก่อนหน้านี้เจ้าบาดเจ็บหรือไม่?”
ซีหนิงถามเบา ๆ
ซูอี้ส่ายหน้า มองตราประทับวิถีในมือซีหนิงอย่างสนอกสนใจ “นี่คือสมบัติเทพอันบรรจุอำนาจกฎแห่งยุคสมัยหรือ?”
สมบัติเทพนั้นเป็นที่รู้จักในนามสมบัติแห่งยุคสมัยเช่นกัน และมีเพียงเทพเท่านั้นที่สร้างมันได้
“ใช่ สมบัตินี้มีนามว่า ‘ตราประทับเจ็ดดารา’ บรรพชนตระกูลข้าเป็นผู้สร้าง บรรจุกฎดารามหากาฬเจ็ดข้อเอาไว้ แม้ว่าจะมิใช่สมบัติเทพขั้นสูงสุด มันก็ยังเกินธรรมดายากหาสิ่งใดมาเทียบชั้นได้”
ซีหนิงกล่าวขณะส่งตราประทับวิถีให้ซูอี้ “สหายเต๋าลองสัมผัสเองได้เลย”
ฝานจุยอ้าปากจะหยุดยั้ง
นั่นมันสมบัติล้ำค่าเชียวนะ!
ในโลกแห่งเทพ มันเป็นอาวุธหนักไร้เทียมทานเพียงพอจะสยบเผ่าพันธุ์ได้!!
แล้วจะให้คนอื่นยืมไปดูเฉย ๆ ได้เช่นไร?
ทว่าท้ายที่สุดฝานจุยก็สงบวาจาไม่กล่าวสิ่งใด
เขาเป็นเพียงบ่าวรับใช้ไฉนจะกล้าพูดเรื่องเช่นนี้?
ซูอี้รับมันมาสัมผัสตรวจสอบเล็กน้อย
ตู้ม!
ห้วงความนึกคิดของเขาเหมือนจะเห็นจักรวาลพร่างดาวอันกว้างใหญ่ โลกภูมินับพันหมื่นเรียงราย สิ่งที่สะดุดตาสูงสุดคือเจ็ดดาราอันดูยืนยงชั่วกาลนาน
ดาวแต่ละดวงล้วนเปี่ยมด้วยปราณฮุ่นตุ้น บรรจุอำนาจยิ่งใหญ่เยี่ยงกฎแห่งวิถีสวรรค์
ซูอี้รู้สึกว่าตนช่างเล็กจ้อยขึ้นมาเล็กน้อย
ดุจหนึ่งตัวตนเผชิญหน้าจักรวาลพร่างดาวอันโอฬารไร้ขอบเขต!
นี่คือสมบัติแห่งยุคสมัย บรรจุอำนาจกฎแห่งยุคสมัยไว้
กฎแห่งยุคสมัยมีที่มาจากมหาวิถีแห่งอารยธรรมในยุคหนึ่ง มีจำนวนจำกัด
สิ่งสำคัญที่สุดคือการจะควบรวมอำนาจเทพเพื่อบรรลุเป็นเทพได้นั้นก็ต้องใช้กฎแห่งยุคสมัย!
เห็นได้ว่าสมบัตินามตราประทับเจ็ดดารานี้บรรจุกฎแห่งยุคสมัยนาม ‘กฎดารามหากาฬ’ ซึ่งมาจากที่มาฮุ่นตุ้นแห่งหนึ่งอารยธรรมในหนึ่งยุคสมัยไว้
หลังพินิจอยู่ครู่หนึ่ง ซูอี้ก็คืนตราประทับเจ็ดดาราให้ซีหนิงและกล่าวว่า “ก่อนหน้านี้ยามกงหยางอวี่และชิงเซียวหนีไป สมบัติเทพที่พวกเขาใช้ก็เป็นไพ่ตายสูงสุดของพวกเขาด้วยหรือไม่?”
ซีหนิงพยักหน้า “ถูกต้อง สมบัติเทพนั้นร้ายกาจเกินไป แม้จะใช้ช่วยชีวิตพวกเขายามคับขันได้ พวกเขาก็ยังต้องถูกกฎแห่งฟ้าดินรุมโจมตีอยู่ดี การใช้พวกมันจึงไม่ง่ายเลย”
“อันที่จริง แม้เราจะสามารถใช้สมบัติเทพได้ แต่อำนาจที่เราสาแดงได้ก็น้อยกว่าหนึ่งส่วนเสียอีก”
ซูอี้อดใจสะท้านมิได้ “เช่นนั้น สมบัติเทพของพวกเจ้าแต่ละคนเป็นเช่นไรหากเทียบกับเก้าความลับแห่งจักรวาลหรือ?”
ซีหนิงเห็นได้ชัดเจนว่าซูอี้สนใจในสมบัติเทพมาก
นางเองก็กล่าวโดยไร้ปิดบัง “เจ้าก็เห็นแล้วเมื่อครู่ว่า ‘หรูอี้หมื่นประสาน’ ของชิงเซียวถูกอำนาจผลกรรมภายในกฎแห่งฟ้าดินขยี้สลาย เพียงเท่านี้ก็เห็นได้แล้วว่าบันทึกผลกรรม หนึ่งในเก้าความลับแห่งจักรวาลนั้นอยู่เหนือหรูอี้หมื่นประสานมากนัก”
“และนี่ยังเป็นเหตุที่เราทั้งหลายจากโลกแห่งเทพต้องพยายามสุดความสามารถเพื่อให้ได้มาซึ่งเก้าความลับแห่งจักรวาล”
“สมบัติอย่างบันทึกผลกรรมนั้นหายากเกินไป เพียงพอให้ทวยเทพฉีกหน้ารบกันเพื่อแย่งชิงได้!”
ซูอี้เข้าใจแล้ว
สมบัติเทพเองก็มีแบ่งความแข็งแกร่งอ่อนแอ
ความแตกต่างนั้นอยู่ที่กฎแห่งยุคสมัยในสมบัติเทพแต่ละชิ้น!
……
ศึกใหญ่จบลงแล้ว
ชิงเซียว จินจู๋หลิว กงหยางอวี่ และชิงอู่ สี่บุตรและบุตรีแห่งสวรรค์ล้วนหนีหาย
พวกเขาดูเหมือนจะรักษาชีวิตได้ ทว่าก็ถูกกฎแห่งฟ้าดินโจมตีรากฐานจนเสียหายรุนแรง ยามวิถีบรรลุเทพปรากฏในภายหน้า พวกเขาก็แทบไร้โอกาสได้บรรลุเป็นเทพ!
โดยเฉพาะกงหยางอวี่ ร่างวิถีถูกทำลาย หลงเหลือเพียงจิตวิญญาณ ภายหน้าต่อให้เขาสามารถฟื้นคืนร่างกาย พลังชีวิตของเขาก็ยังถูกกระทบ ขอบเขตวิถีเต๋าไม่อาจเคลื่อนต่อ
ราคาเช่นนี้นั้นเกินคำว่าหนักหนา
แสนไกลจากที่นั่น มือเท้าของฉินเจี้ยนซูหนาวยะเยือก สันหลังชุ่มด้วยเหงื่อเย็นเฉียบ
จริงดั่งเช่นที่พวกชิงเซียวคาดการณ์ ว่าแม้ฉินเจี้ยนซูจะไม่ร่วมมือกับพวกเขาแล้ว แต่อีกฝ่ายก็มิได้รามือจรจาก
ก่อนหน้านี้ เขาเร้นกายเงียบเชียบและได้เห็นความพ่ายแพ้ของพวกชิงเซียวอย่างเต็มตา
‘ข้าบอกแล้วว่าคนบาปผู้ถือครองวัฏสงสารไม่มีทางรับมือง่าย แต่พวกเจ้า… ก็ไม่ฟังกัน…’
ฉินเจี้ยนซูพึมพำในใจ
ยามนี้เขาได้แต่โล่งใจปรีดา!
โชคดีที่ตัวเขาเลือกที่จะไม่ร่วมมือ และไม่ได้จมลงในปลักโคลนนี้ด้วย
หาไม่ ชะตาของพวกชิงเซียวคงไม่พ้นเกิดกับเขาอีกคน!
ฉินเจี้ยนซูหันหลังจากไปโดยมิลังเลอีก
แม้โอกาสจะดี แต่เทียบกันแล้ว เขาใส่ใจในวิถีบรรลุเทพมากกว่า
“ยามข้าบรรลุเทพ ชิงเซียว จินจู๋หลิวกับคนอื่น ๆ …มีหรือที่พวกเขาจะเทียบชั้นข้าติด?”
ฉินเจี้ยนซูเคลื่อนกายจรจาก หายลับไปอย่างรวดเร็ว
……
“ฉินเจี้ยนซูผู้นั้นฉลาดขึ้นจริง ๆ เขาไม่ได้ลงมือใด ๆ และจากไปแล้ว”
บนสนามเต๋า ซูอี้กล่าวขึ้น
ก่อนหน้านี้ ซีหนิงถ่ายทอดวจีบอกเขาว่าฉินเจี้ยนซูน่าจะปรากฏตัวแล้ว ทว่าเร้นกายเก็บเงียบอยู่ จึงให้เขาระวังตัวไว้ด้วย
“ไม่ใช่เพราะเขาฉลาดขึ้นหรอก แต่ในเมื่อศัตรูแข็งแกร่งกว่า เขาจึงต้องก้มหัวอย่างช่วยมิได้”
ซีหนิงกล่าว “เชื่อหรือไม่ หากมีโอกาสให้เขาฉวย เขาจะพุ่งออกมาโจมตีสุดกำลังโดยไร้ลังเลเลย”
ซูอี้แย้มยิ้ม “นั่นสินะ”
เขาพบว่ามุมมองสิ่งต่าง ๆ ของตนและซีหนิงแม้อาจแตกต่าง แต่กลับเข้าใจตรงกันอย่างน่าประหลาด
ช่างเป็นความรู้สึกแสนสบายใจ…
มิต้องพูดมากความ มิต้องหยั่งเชิง สื่อใจถึงใจ สื่อสารไร้วาจา
“เจ้าต้องการพักรักษาตัวหรือไม่?”
ซูอี้ถาม
ซีหนิงส่ายหน้า “ไม่เป็นไรหรอก”
ซูอี้ว่า “เช่นนั้น เราไปคลังสมบัติวังมังกรกันเถอะ”
ว่าแล้ว เขาก็นำทางไป โดยมีซีหนิงและฝานจุยตามติด
ยามนี้ ทั้งสองบังเกิดความคาดหวังอย่างแรงกล้าในใจ
สมบัติลับแห่งยุคสมัย บันทึกผลกรรมอยู่ในคลังสมบัติวังมังกรหรือไม่?
……
ณ คลังสมบัติวังมังกร
คลังสมบัติอันอยู่ในปกครองของเผ่ามังกรหลายชั่วรุ่นนี้แท้จริงเป็นโลกเร้นลับแห่งหนึ่ง
โลกเร้นลับแห่งนี้มีเพียงหนึ่งตำหนัก มโหฬารยิ่งใหญ่ดุจบรรพตเทพ ทั้งหลังสร้างจากทองเซียนลึกลับ พื้นผิวปกคลุมด้วยลวดลายอักขระมังกรเต็มไปหมด
ขณะนี้ ภายในตำหนักนั้นมีสงครามดำเนินอยู่
“ฆ่ามัน!”
“จัดการมัน!”
“เอาเลย!”
เสียงตะโกนดังกระหึ่มตามกัน โลหิตสาดกระเซ็นแปดเปื้อน
จิ่งเฉิง จิ่งหงอวี่ และสมาชิกเผ่าภูตวาฬยักษ์คนอื่น ๆ รวมถึงอวิ๋นจิ่ว เซี่ยฉางเจี่ย และยอดฝีมือระดับมหายุทธ์จากหกขุมกำลังเซียน ต่างกำลังประชันศึกนองเลือด
คู่ต่อสู้ของพวกเขาคือผู้ทรงอำนาจจากทะเลบูรพาอันนำโดยจั่วหวย หลิ่นกู และหวงชงเจี่ย
แสงสว่างพร่างพราย
รัศมีเทพแผดจ้า
บนพื้นมีซากศพมากมายนอนกระจัดกระจายกันทั่ว โลหิตฟุ้งกระจายเยี่ยงหมอก
สมบัติที่หักพังจนเรืองประกายสลัวมัว พากันหล่นกลาดเกลื่อนอยู่ตามที่ต่าง ๆ วิบวับ บ้างส่งแสงเรืองรอง บ้างมอดหาย
ในโถงตำหนักประหนึ่งมีภาพฉากนองเลือดเยี่ยงขุมนรกกางอยู่ ผู้มีอำนาจเหล่านั้นต่างประชันอย่างบ้าคลั่ง
เพื่อครอบครองสมบัติในตำหนักนี้!
บนผนังรอบตำหนักถูกขุดเป็นตาราง แต่ละช่องมีสมบัติตกแต่งเจิดจรัสพรรณราย
สมบัติทุกชิ้นล้วนเจิดจรัสเรืองรอง เผยปราณเกินธรรมดา
สมบัติเหล่านี้ ส่วนใหญ่แล้วเป็นสมบัติหายากในโลกภายนอก เพียงรูปลักษณ์ก็เพียงพอให้ดวงตาของตัวตนขอบเขตมหาศาลแดงก่ำ!
และสมบัติประเภทนี้ก็มีเป็นแสน ๆ ชิ้น!
ที่น่าตะลึงสูงสุดคือ ณ ท้ายตำหนักมีเตาหลอมขนาดยักษ์ลอยอยู่ สูงร้อยจั้งดูประหนึ่งขุนเขา และมีเก้ามังกรแท้ขดพันรอบ!
เตานั้นปกคลุมด้วยอำนาจกฎเกณฑ์ลึกลับเกินเข้าใจเหมือนชั้นแสงกรมเกลี้ยงปกคลุมท้องนภาเหนือมัน
ไม่อาจเห็นได้เลยว่ามีสิ่งใดซุกซ่อนอยู่ในเตา
ทว่าเพียงแค่มองไปยังเตายักษ์เก้ามังกรนี้ ผู้คนก็ตระหนักได้แล้วว่าสมบัติภายในเตานั้นย่อมไม่ธรรมดา!
“หยุดนะ! หากเราสู้กันเช่นนี้ จะพากันตายหมดแน่!!”
มีผู้ร้องตะโกน
ฉึก!
หอกศึกเล่มหนึ่งทะลวงร่างของชายผู้นั้น สาดเลือดกระจายอีกหนึ่งหย่อม
ผู้ลงมือคือจิ่งเฉิง ใบหน้าของเขาเคร่งขรึม ดวงตาบ้าคลั่ง “ข้าบอกแล้วว่าให้ฟังการแบ่งสรรของข้า ทุกผู้จะแบ่งสมบัติเท่า ๆ กัน แต่พวกเจ้าก็ไม่ฟังไง! เช่นนั้นก็ขึ้นกับผู้ใดอยู่รอดจวบสุดท้ายแล้วกัน!!”
ในศึกอันดุเดือดนี้ เผ่าภูตวาฬยักษ์ของพวกเขาเสียหายสาหัส จิ่งเฉิงจะรามือได้เช่นไร?
ตอนแรกพวกเขาง่วนแต่กับการปล้นสมบัติ
ปัจจุบันพวกเขาก็คลั่งสังหารตาแดงฉาน หัวใจเปี่ยมด้วยโทสะเคียดแค้นเกินสะกด!
“งั้นก็ดูเถอะว่าผู้ใดจะอยู่รอดจวบสุดท้าย!”
น้ำเสียงของจั่วหวยเคร่งขรึม
เขาเองก็เป็นข้ารับใช้ของบุตรธิดาแห่งสวรรค์เหมือนหลิ่นกูและหวงชงเจี่ย แม้จะสะกดการฝึกฝนไว้เพียงระดับมหายุทธ์ ความแข็งแกร่งของเขาก็ร้ายกาจยิ่ง
จวบยามนี้ ศัตรูส่วนใหญ่ตกตายด้วยน้ำมือพวกเขาทั้งสาม
“เมื่อพวกใต้เท้าบุตรแห่งสวรรค์มาถึง พวกเจ้าต้องได้ชดใช้แน่!!”
หลิ่นกูกล่าวอย่างมาดร้าย
พวกเขามั่นใจไร้ความกลัว
และหัวใจสำคัญของความมั่นใจนี้ก็คือพวกเขาเชื่อมั่นหนักหนาว่าบุตรและบุตรีแห่งสวรรค์จะเข้ามาในคลังสมบัตินี้แน่ ๆ
“เฮอะ ช่างฝันหวานเสียจริง บุตรและบุตรีแห่งสวรรค์พวกนั้นน่าจะสิ้นสูญคามือซูอี้ไปหมดแล้ว หาไม่ ไฉนจวบยามนี้ พวกเขาจึงยังไม่โผล่มาอีก?”
อวิ๋นจิ่วเผยยิ้มชั่วร้าย
ไม่นานหลังจากพวกเขาเข้ามาในคลังสมบัติวังมังกร พวกเขาก็สังเกตพบว่าซูอี้และบุตรีแห่งสวรรค์ซีหนิงไม่ได้เข้ามาในนี้เลย
สิ่งนี้ทำให้พวกเขาล้วนตระหนักว่าพวกซูอี้น่าจะกำลังประชันกับบุตรและบุตรีแห่งสวรรค์อยู่ข้างนอก
“ตายเสีย!!”
โลหิตเจิ่งนองทั่วถิ่นที่ ศึกนี้ทวีความน่าสะพรึงกลัวเกินบอกกล่าว
และเหนือเตายักษ์เก้ามังกรที่ท้ายตำหนัก หนังสือเล่มหนึ่งอันปกคลุมด้วยรัศมีขมุกขมัวก็เป็นสักขีพยานแก่ศึกนองเลือดเช่นขุมนรกนี้
บนหน้าหนังสือหน้าหนึ่ง บังเกิดข้อความเขียนว่า
‘ความโลภ ต้นตอแห่งหายนะทั้งปวง’
‘พวกเขามาเพื่อโอกาส ประชันเข่นฆ่าและตกตายเพื่อโอกาส นี่คือผลกรรมอันถูกกำหนดไว้เนิ่นนาน’
‘คนตายเพื่อสมบัติ นกตายเพื่ออาหาร ความโลภคือหนึ่งในกฎเหล็กแห่งบัญญัติผลกรรม! แต่ไหนแต่ไรมา ไม่ว่าจะเป็ นเทพเหนือสรวงหรือมดปลวกบนพื้นก็มิอาจหนีพ้น!’
ถึงตรงนี้ ข้อความชะงักลงชั่วขณะ
แล้วจึงเขียนเพิ่มว่า ‘หากผลกรรมบังเกิดเพราะข้า พวกเขาก็จะตายเพราะข้า!’
แซ่ก!
หน้าหนังสือสั่นสะท้าน รอยร้าวเล็กละเอียดปรากฏขึ้นเต็มไปหมด หนังสือทั้งเล่มไหวโคลงรุนแรง
ทันใดนั้น ข้อความบรรทัดสุดท้ายก็เหมือนถูกเพลิงจี้ลบไป
ตอนที่ 1,832: ตื่นตะลึง
ศึกฆ่าฟันในคลังสมบัติวังมังกรยังคงดำเนินไป
ทว่าผู้บาดเจ็บล้มตายมากมายสาหัสยิ่ง
ทางฝั่งเผ่าภูตวาฬยักษ์เหลือเพียงจิ่งเฉิง
เส้นผมของเขาชุ่มเลือด ร่วมมือกับอวิ๋นจิ่ว เซี่ยฉางเจี่ย และยอดฝีมือระดับมหายุทธ์อีกสี่คนเพื่อรับมือจั่วหวย หลิ่นกู และหวงชงเจี่ยสามคน
เป็นศึกอันร้ายกาจสะเทือนใจ
ฝั่งจั่วหวยเหลือเพียงพวกเขาทั้งสาม ยอดฝีมือคนอื่น ๆ จากขุมกำลังหลักทั่วทะเลบูรพากลายเป็นซากศพกันหมดแล้ว
กระทั่งพวกจั่วหวยทั้งสามก็ยังชุ่มด้วยเลือด ไม่อาจแยกแยะระหว่างศัตรูและพวกเดียวกันได้มากนัก
ทั่วตำหนักเต็มไปด้วยซากศพและสมบัติแตกหัก โลหิตเจิ่งนองทั่วพื้น
เมื่อพวกซูอี้เข้ามาในตำหนัก พวกเขาก็ได้เห็นภาพไม่ต่างจากขุมนรกเช่นนี้
ซูอี้เลิกคิ้วขึ้นทันใดกับภาพตรงหน้า
เดิมทีเขาคิดว่าในคลังสมบัตินี้จะซุกซ่อนอันตรายเกินคาดเดาใดไว้ จึงไม่ได้เข้ามาทันที
ทว่ายามนี้ ชายหนุ่มตระหนักแล้วว่าใจคนต่างหากที่อันตรายที่สุด!
จากซากศพและโลหิตเกลื่อนพื้นเหล่านี้ ใครเล่าไม่ใช่ตัวตนชั้นยอดในวิถีเซียนก่อนตกตาย?
ทว่ายามนี้ พวกเขาทั้งหลายล้วนทอดกายสิ้นชีพที่นี่!
นี่คงมิพ้นการประชันแย่งโอกาสโดยไม่ต้องคาดเดา
“ช่างโง่เง่านัก นำชีวิตมาทิ้งเพื่อสมบัติ”
ฝานจุยรำพึง
ซีหนิงกล่าว “หากเจ้าพบสมบัติอันเพียงพอให้เคลื่อนขอบเขตฝึกฝนได้ เจ้าจะไม่สู้หรือ?”
ฝานจุยเงียบไปทันควัน
ซีหนิงกล่าวเสียงเย็น “ยิ่งก่อนหน้านี้ ยามข้าสู้กับพวกชิงเซียว หากไม่ได้สหายเต๋าซูช่วย สถานการณ์ของเจ้าและข้าจะต่างอันใดกับคนเหล่านี้?”
ฝานจุยดูอึดอัดใจ กล่าวเสียงเบาว่า “คุณหนูกล่าวได้ถูกต้องขอรับ”
“ศึกชิงโอกาสโหดร้ายเสมอ หากไม่เผชิญกับตัว ก็มิอาจเรียกผู้อื่นว่าโง่เขลาได้”
แววตาของซีหนิงละเอียดอ่อน กล่าวขึ้นอย่างแผ่วเบา “และยามนี้เราก็เผชิญมันตรงหน้า…”
ขณะเดียวกัน ทุกคนซึ่งกำลังรบพุ่งก็เห็นพวกซูอี้แล้ว และสีหน้าของทั้งสองฝ่ายก็ล้วนแปรเปลี่ยนมหันต์
“แย่แล้ว!”
“ไฉนเป็นเช่นนี้…”
จั่วหวย หลิ่นกู และหวงชงเจี่ยล้วนหัวใจร่วงลงตาตุ่ม
ก่อนหน้านี้ พวกเขารอชิงเซียวกับบรรดาบุตรและบุตรีแห่งสวรรค์ทั้งหลายมาที่นี่อยู่
ทว่ายามนี้ เมื่อเห็นพวกซูอี้ปรากฏขึ้นก่อน พวกเขาก็ล้วนตระหนักแล้วว่าสถานการณ์ผิดปกติ
พวกเขาพลันหลบลี้ถอยหนีโดยไร้ลังเล ไม่เข้าพัวพันกับพวกจิ่งเฉิงอีก
ขณะเดียวกัน พวกจิ่งเฉิงเองก็สัมผัสถึงความร้ายแรงของสถานการณ์ได้ แต่ละคนล้วนสงบสติ ถอยไปอีกฟากโดยมิกล้าสู้
ในสายตาพวกเขา พวกซูอี้เป็นภัยคุกคามร้ายแรงกว่า!
ศึกนองเลือดอันโหดร้ายนี้จึงจบลงฉับพลัน เพราะการมาถึงของพวกซูอี้!
บรรยากาศในตำหนักเงียบสงัดตึงเครียด กลิ่นเลือดคละคลุ้งน่าสะอิดสะเอียน
“พวกเจ้าลงมือต่อได้เลย”
ซูอี้กล่าวยิ้ม ๆ “ข้าสัญญาว่าจะไม่เข้าไปกวนศึกระหว่างพวกเจ้า”
ทุกคนดูหน้าดำคล้ำ
“ใต้เท้าซีหนิง ท่านให้พวกเรารอดไปได้หรือไม่?”
จั่วหวยสูดหายใจลึก ๆ และกล่าวเสียงทุ้มต่ำ “เพราะหากให้สู้กันจริงๆ ใต้เท้าซีหนิงอยากปราบเราทั้งสาม ก็เกรงว่าคงต้องใช้การฝึกฝนแท้จริงเข้าแลกกับการโจมตีจากกฎฟ้าดิน นั่นจะส่งผลต่อวิถีบรรลุเทพของใต้เท้าซีหนิงในภายหน้า ใต้เท้าซีหนิงจึงย่อมไม่คิดทำเช่นนั้นแน่… ใช่หรือไม่?”
สายตาของหลิ่นกูและหวงชงเจี่ยต่างมองไปยังซีหนิง
สำหรับพวกเขา ภัยคุกคามจากบุตรีแห่งสวรรค์ซีหนิงนั้นร้ายกาจกว่าซูอี้มากนัก!
คู่เนตรพร่างพราวของซีหนิงเย็นเยียบ นางยกมือโบกโดยไร้วาจา
เปรี้ยง!!
ร่างของจั่วหวยถูกฉีกกระชาก วิญญาณแหลกสลาย
หลิ่นกูและหวงชงเจี่ยต่างตกตะลึง ผงะตกใจเสียจนแทบขยับมิได้
พวกเขาแัมผัสได้ชัดเจนว่ายามซีหนิงลงมือ นางใช้วิถีเต๋าระดับสุดล้ำลึกโดยไร้อุปสรรคใด!
และสิ่งนี้ย่อมเหนือความคาดหมายของพวกเขาโดยสมบูรณ์ ด้วยไม่อาจคาดเดาได้เลยว่าไฉนซีหนิงจึงกล้าเผยตัวเปิดใจไร้กังวลเช่นนี้
“ไปซะ!”
หลิ่นกูปฏิกิริยาฉับไว นางเผ่นหนีไปเป็นคนแรก
ทว่าเมื่อซีหนิงงอนิ้ว ร่างของหลิ่นกูก็แหลกสลาย ระเบิดแหลกเป็นชิ้นเล็กชิ้นน้อยเยี่ยงเศษกระดาษ ตกตายอย่างน่าเวทนา
ดวงตาของหวงชงเจี่ยเหลือกถลน ร้องลั่นว่า “ซีหนิง เจ้ามิกลัว…”
เปรี้ยง!
แล้วร่างของเขาก็ระเบิดเป็นผุยผง
ซีหนิงไม่ได้กล่าววาจาใด ๆ แม้แต่น้อย!
วิธีการอันโหดเหี้ยมอหังการนี้ทำให้จิ่งเฉิง อวิ๋นจิ่วและคนอื่น ๆ หนาวเยือกทั้งมือเท้าเยี่ยงถูกแช่แข็ง สีหน้าแสนสิ้นหวัง
ยามนี้เอง พวกเขาจึงตระหนักว่าตัวตนระดับมหายุทธ์เช่นพวกเขาลดจ้อยไร้สำคัญเพียงไรยามเผชิญหน้าตัวตนระดับสุดล้ำลึก!
“สหายเต๋ามีอันใดจะถามหรือไม่?”
คู่เนตรเรืองประกายของซีหนิงดุจวารี จับจ้องยังซูอี้
เพียงหนึ่งวาจาเลื่อนลอย ทว่ากลับทำให้จิ่งเฉิง อวิ๋นจิ่วและคนอื่น ๆ สติแตกก่อนซูอี้จะทันได้พูด
ตุ้บ!
จิ่งเฉิงทรุดลงคุกเข่า โขกหัวลงกับพื้นพลางร้องเสียงสั่น “ผู้อาวุโสโปรดไว้ชีวิตด้วย! ตาเฒ่าผู้นี้ผิดไปแล้ว ข้ายินยอมกระทำการทุกสิ่งเพื่อชดใช้ความผิดขอรับ!”
ทว่าซีหนิงเมินเขาไป นางรอคำตอบจากซูอี้อยู่
ซูอี้ครุ่นคิดสักครู่และกล่าวว่า “เจ้าเคยพบบันทึกผลกรรมหรือไม่?”
จิ่งเฉิงส่ายหน้า “ไม่เลย”
ซูอี้เงยหน้าขึ้นมองเตายักษ์เก้ามังกรที่ท้ายตำหนัก “เจ้ารู้ที่มาของสมบัตินั่นหรือไม่?”
จิ่งเฉิงกล่าวอย่างขมขื่น “พวกตาเฒ่าผู้นี้ยังไม่ทันได้ตรวจสอบสมบัตินั้นเลย”
ทั้งหมดนี้ฟังแล้วดูน่าขันนัก
คนบาดเจ็บล้มตายมากเพียงนี้ แต่พวกเขายังไม่รู้ด้วยซ้ำว่าเตาหลอมเก้ามังกรนั้นคือสิ่งใด!
ทว่านี่แหละศึกชิงโอกาส
ผู้ชนะคนสุดท้ายเท่านั้นที่รุ่งเรืองยิ่งใหญ่ สมบัติทั้งหมดที่นี่จะเป็นของคนผู้นั้น
ซูอี้กล่าวเข้าประเด็น “ข้าจะให้โอกาสเจ้าตรวจสอบว่าในเตานั้นมีสิ่งใดซุกซ่อน หากไม่ตาย ข้าจะให้เจ้ารอดออกไป”
ร่างของจิ่งเฉิงสะท้าน สีหน้าแปรปรวนยากเกินอ่านออก
ทันใดนั้น ผู้อาวุโสสูงสุดอวิ๋นจิ่วจากลัทธิไร้มลทินก็กล่าวขึ้น “หากข้ารับปากทำเช่นนี้ ข้าจะรอดชีวิตออกไปได้หรือไม่?”
“แน่นอน”
ซูอี้พยักหน้า
“ได้!”
อวิ๋นจิ่ว เซี่ยฉางเจี่ย และยอดฝีมือระดับมหายุทธ์อีกสี่คนต่างตอบรับ
พวกเขาล้วนทราบว่าเตาหลอมเก้ามังกรน่าจะซุกซ่อนอันตรายเกินคาดหยั่งไว้! และซูอี้ก็ทำเช่นนี้เพื่อให้พวกเขานำชีวิตไปเสี่ยง!
ทว่าก็ยากที่พวกเขาจะปฏิเสธ เพราะหาไม่ พวกเขาตายแน่! ทว่าหากรับปาก บางทีก็อาจมีโอกาสรอด!
“ตาเฒ่า… ตาเฒ่าผู้นี้ก็ตกลง!”
จิ่งเฉิงกัดฟันกรอดแล้วลุกขึ้น
ทันใดนั้น พวกเขาก็หันเดินไปยังเตาหลอมเก้ามังกร ณ สุดตำหนักด้วยกัน แต่ละคนล้วนระแวดระวังตื่นตัว
“สหายเต๋า เจ้าเห็นบางสิ่งหรือ?”
ซีหนิงถาม
ยามนี้นางไม่คิดจะซุกซ่อนเรื่องใด ๆ ด้วยไร้จำเป็น
“ข้ารู้สึกตงิด ๆ เท่านั้นว่าในเตานั่นน่าจะมีอันตรายบางอย่างซ่อนอยู่”
ดวงตาลึกล้าของซูอี้จับจ้องเตาหลอมเก้ามังกรห่างออกไป และกล่าวออกมาเบา ๆ “แต่ข้าไม่รู้นะว่าอันตรายนั้นคือสิ่งใด”
ซีหนิงพยักหน้า
“ข้าเห็นแล้ว มีหนังสืออยู่เล่มหนึ่ง!!”
ทันใดนั้น จิ่งเฉิงก็ร้องตะโกนอย่างตื่นเต้น “ต้องเป็นบันทึกผลกรรมแน่ ต้องใช่แน่ ๆ!”
ขณะเดียวกัน อวิ๋นจิ่ว เซี่ยฉางเจี่ยและคนอื่น ๆ ก็เห็นเช่นกันว่าเหนือเตาลูกนั้นมีหนังสือเล่มหนึ่งลอยอยู่บนฟ้าท่ามกลางพิรุณแสงฮุ่นตุ้นขะมุกขมัว
มันมีขนาดราวฝ่ามือผู้ใหญ่ เป็นสีเทาทั้งเล่มราวควบแน่นขึ้นจากปราณฮุ่นตุ้น ดูลึกลับอย่างยิ่ง
ซูอี้และซีหนิงมองหน้ากัน ทั้งคู่ล้วนกระชุ่มกระชวยอารมณ์ดี
ก่อนหน้านี้ พวกเขาเองก็ใช้จิตสัมผัสเข้าตรวจสอบ แต่เมื่อจิตสัมผัสเข้าใกล้เตาหลอมเก้ามังกรนี้ อำนาจร้ายกาจสายหนึ่งก็มาขวางพวกเขาไว้ ทำให้ไม่อาจเห็นได้อย่างชัดเจน สัมผัสได้เพียงปราณอันตรายเท่านั้น ไม่อาจมองลึกไปมากกว่านี้
และยามนี้ พวกเขาก็แน่ใจแล้วว่าบันทึกผลกรรมถูกซุกซ่อนเหนือเตาหลอมเก้ามังกรนั่น!
“พวกเจ้าต้องระวังตัวไว้นะ”
ซูอี้กล่าว “แน่นอน หากผู้ใดนำบันทึกผลกรรมมาได้ก็จะรอดชีวิต”
จิ่งเฉิงและคนอื่น ๆ สงบสติลงและดูลังเล
“ข้าเอง!”
อวิ๋นจิ่วพลันกล่าวขึ้น เขานำเชือกสีทองเส้นหนึ่งออกมาจากในแขนเสื้อ ขว้างมันไปบนอากาศ คล้องบันทึกผลกรรมเหนือเตาหลอมเก้ามังกรไว้
ชั่วขณะนี้ บันทึกผลกรรมนิ่งงันดุจสิ้นสติไปกะทันหัน
ทว่าเตาหลอมเก้ามังกรกลับกู่คำรามฉับพลัน รูปสลักเก้ามังกรซึ่งขดรอบเตาดูจะฟื้นคืนชีพในพริบตา พวกมันระเบิดแสงวิถีจรัสจ้าพร่างพราย
ตูม!
แสงสว่างสาดส่อง เชือกสีทองกลายเป็นเถ้าสลายหายในพริบตา กระทั่งร่างของอวิ๋นจิ่วยังถูกแสงวิถีนี้กวาดใส่ กลายเป็นผุยผงเยี่ยงกระดาษไหม้ไปโดยไม่อาจกระทั่งจะกรีดร้อง!
ภาพอันชวนตกตะลึงนี้ทำให้จิ่งเฉิง เซี่ยฉางเจี่ยและคนอื่น ๆ ล้วนผงะตะลึง หันหลังหนีกระเจิดกระเจิง
กระทั่งซูอี้และซีหนิงยังพรั่นพรึงในใจ พวกเขาสังเกตเห็นแล้วว่าอำนาจร้ายกาจในเตาหลอมเก้ามังกรดูจะถูกปลุกกระตุ้นขึ้น!
ทันใดนั้น เสียงแหบต่ำเสียงหนึ่งก็ดังออกมาจากในเตาหลอมเก้ามังกร
“ไร้ผู้ใดในโลกนี้จะชิงบันทึกผลกรรมไปจากมือข้าได้ ไม่มีทาง!!!”
แต่ละถ้อยคำอัดแน่นด้วยจิตสังหารร้ายกาจ สะท้อนก้องทั่วทั้งตำหนัก
และพร้อมกันนั้น เตาหลอมเก้ามังกรก็เป็นเยี่ยงภูเขาไฟปะทุ ปลดปล่อยแสงศักดิ์สิทธิ์สีเลือดสายหนึ่งออกมา
กวาดกระหน่ำเยี่ยงคลื่นโลหิต
แม้จิ่งเฉิง เซี่ยฉางเจี่ยและคนอื่น ๆ จะหนีไปแต่แรกแล้ว ร่างของพวกเขาก็ยังเหมือนถูกตรึงกับที่ ชะงักค้างกลางอากาศ ไม่อาจขยับเขยื้อนได้
พวกเขาล้วนตื่นตระหนก หน้าซีดผวาผวาด
“อย่า!!”
“ช่วย…ช่วยด้วย!”
เสียงกรีดร้องโหยหวนดังระงม ก่อนจะเงียบไปทันควัน
ภายใต้สายตาของพวกซูอี้ ร่างทรงพลังของจิ่งเฉิง เซี่ยฉางเจี่ย และตัวตนระดับมหายุทธ์คนอื่น ๆ ต่างจมหายไปในกระแสแสงศักดิ์สิทธิ์สีเลือดนั้น วิญญาณแหลกสลายหายไป!
ไม่หลงเหลือแม้เพียงร่องรอยเสี้ยวปราณ!
และเมื่อแสงศักดิ์สิทธิ์สีเลือดสาดผ่าน ทั่วทั้งตำหนักก็ปั่นป่วนรุนแรง พากันซัดกระหน่ำต่อมายังพวกซูอี้!
คู่เนตรเรืองประกายของซีหนิงหดตัว นางใช้สมบัติเทพ ‘ตราประทับเจ็ดดารา’ และเตรียมลงมืออย่างไร้ลังเล
“ข้าจัดการเอง”
ซูอี้ใช้อำนาจเคล็ดพลังเวิ้งลึกล้าประสานเป็นม่านแสงครอบตัวเขา ซีหนิง และฝานจุยไว้
ตูม!!!
แสงศักดิ์สิทธิ์สีเลือดพลุ่งพล่านเยี่ยงคลื่นคลั่งโถมทะลักเข้าใส่ม่านแสง ทำให้มันสั่นสะท้านโคลงเคลง
แม้ซีหนิงและฝานจุยจะฝึกฝนมาดี หัวใจแข็งแกร่งเยี่ยงเหล็ก พวกเขาก็ยังอดหลั่งเหงื่อมิได้
แสงศักดิ์สิทธิ์สีเลือดนี้ เปี่ยมไปด้วยอำนาจผลกรรมดุจกฎสวรรค์ต้องห้าม!!
ท้ายที่สุด ด้วยฝีมือเต็มกำลังของซูอี้ แแสงศักดิ์สิทธิ์สีเลือดก็สลายหาย ไม่อาจทลายม่านแสงลงได้
ทว่า ก่อนที่พวกซูอี้จะทันได้ถอนใจโล่งอก พวกเขาก็ต้องประหลาดใจเมื่อพบเหตุพลิกผันเหลือเชื่อบังเกิดขึ้น ณ คลังสมบัติวังมังกร!
ตอนที่ 1,833: สะพรึง
แสงศักดิ์สิทธิ์สีเลือดกวาดทั่วคลังสมบัติวังมังกรกำลังหดหายเยี่ยงคลื่นคืนสมุทร
เหตุปั่นป่วนอันร้ายแรงสงบลง
แต่เดิม บนกำแพงรอบตำหนักมีการขุดเป็นตารางไว้ แต่ละช่องมีสมบัติวางเรียงราย เจิดจรัสสารพัด
สมบัติเหล่านี้ ส่วนใหญ่ไม่อาจพานพบได้ในโลกภายนอกอีกต่อไป เพียงพอให้ตัวตนขอบเขตมหาศาลตาแดงก่ำ!
อันที่จริง ศึกนองเลือดเมื่อครู่ก็เกิดจากความปรารถนาจะชิงสมบัติเหล่านี้
แต่เมื่อแสงสีเลือดนั้นสลายหาย สมบัติสารพัดอันเรืองรองก็ดูจะสิ้นกำลังพลังชีพ มัวหมองสิ้นซึ่งความงดงาม
สมบัติบางชิ้นปรากฏรอยร้าวนับไม่ถ้วนก่อนแหลกสลาย!
“ไฉนเป็นเช่นนี้ได้?”
ฝานจุยตะลึงจังงัง หัวใจร้าวราน
ความรู้สึกนี้เหมือนดั่งเห็นผลไม้คล้อยบนกิ่งต่ำ จู่ ๆ ก็กลายเป็นน้ำไหลลอดช่องนิ้วมือไป
คู่เนตรเรืองประกายของซีหนิงวูบไหว “สมบัติหายากในคลังสมบัติวังมังกรนี้อาจสิ้นอำนาจไปเนิ่นนานแล้วก็เป็นได้ และสิ่งที่เราเห็นก่อนหน้านี้ก็เป็นเพียงมายา!”
มายา?
ฝานจุยอ้าปากค้าง
หากเป็นเช่นนั้นจริง สมบัติส่วนใหญ่ในคลังสมบัติวังมังกรนี้สิ้นสลายไปเนิ่นนานแล้วหรือ?
แล้วมายานั้นก็หลอกยอดฝีมือทั้งหลายเข้ามาที่นี่ รวมถึงตัวตนมหาอำนาจระดับมหายุทธ์มากมายจนรบพุ่งฆ่าฟัน และตกตายลงที่นี่ ร้ายกาจยิ่งจริงแท้!
ซูอี้กล่าวขึ้นว่า “ไม่ใช่มายาหรอก สมบัติเหล่านั้นเป็นของจริง แต่ในชั่วกาลแสนยาวนาน พลังชีวิตและที่มาแห่งอำนาจสมบัติเหล่านั้นแห้งเหี่ยวไปแล้ว”
ว่าแล้ว เขาก็เงยหน้ามองเตาหลอมเก้ามังกร ณ สุดตำหนัก “และผู้ช่วงชิงอำนาจจากสมบัติเหล่านั้นก็ซ่อนอยู่ในเตานั่น!”
ก่อนหน้านี้ ยามจิ่งเฉิงและคณะกำลังพยายามหยิบบันทึกผลกรรม มีเสียงแหบต่ำเสียงหนึ่งดังออกมาจากในเตาหลอมเก้ามังกร และบังเกิดเหตุพลิกผันร้ายแรงขึ้น
หลังซูอี้สงบใจลง เขาก็พอเดาได้ว่าเจ้าของเสียงคือผู้ใด!
ขณะนั้น ฝานจุยที่มองไปยังพื้นพลันกล่าวขึ้นอย่างประหลาดใจ “ดูสิ พลังชีวิตของซากศพและเลือดบนพื้นก็กำลังเหือดหายไป!”
ซูอี้และซีหนิงมองตาม พวกเขาเห็นว่าซากศพของเหล่ายอดฝีมือผู้ตกตายอย่างอเนถอนาจในตำหนักนี้แห้งเหี่ยวลงอย่างรวดเร็ว
กระทั่งพลังชีวิตบางส่วนในเลือด รวมถึงปราณจิตวิญญาณในซากสมบัติหักพังทั้งหลายยังสลายไปอย่างรวดเร็ว!
เพียงไม่กี่พริบตา ทั้งซากศพและเศษสมบัติ รวมถึงโลหิตบนพื้นก็ล้วนมลายสิ้น
เหตุประหลาดนี้ทำให้ทั้งซูอี้และซีหนิงขมวดคิ้ว
พวกเขาเห็นได้ว่าความเปลี่ยนแปลงทั้งหมดนี้เกี่ยวพันกับแสงศักดิ์สิทธิ์สีเลือดซึ่งกวาดไปทั่วตำหนักเมื่อครู่!
แสงศักดิ์สิทธิ์สีเลือดจากเตาหลอมเก้ามังกรนั้นบรรจุอำนาจแห่งผลกรรมไว้
ยามนี้ เมื่อแสงศักดิ์สิทธิ์สีเลือดถอยกลับเข้าเตาหลอมเก้ามังกรไป มันก็นำพลังชีวิตของทุกสรรพสิ่งทั่วตำหนักไปด้วย!
เหมือนเช่นปากอ่างโลหิตเขมือบทุกสิ่งหายสิ้น!
ขณะเดียวกัน เตาหลอมเก้ามังกรเองก็บังเกิดความเปลี่ยนแปลง เดิมทีมันดูไม่ต่างจากบรรพตย่อม ๆ มีเก้ามังกรแท้ตวัดเกี่ยวพันกัน และเมื่อแสงศักดิ์สิทธิ์สีเลือดเคลื่อนกลับเข้าไป มันก็ส่งเสียงคำรามเยี่ยงฟื้นขึ้นจากนิทราทีละน้อย
ลวดลายวิถีบนพื้นผิวเตาอันหนาหนักนี้เรืองรอง ปราณฮุ่นตุ้นแผ่กระจาย อำนาจผลกรรมสีเลือดทะลักรินสู่ปากเตาไม่ขาดสาย ย้อมทั้งตำหนักด้วยแสงสีแดงเรื่อเรืองชวนใจหาย
หนังสือลึกลับซึ่งลอยเหนือเตาเปิดออก
ข้อความหนึ่งปรากฏขึ้นบนหน้าว่าง
‘จุดจบของเรื่องราวเกินความคาดหมายเสมอ แต่มีเพียงข้าเท่านั้นที่รู้ว่าเรื่องทั้งหลายมีการปูเค้าโครงมาแต่ยุคสุดวิเวก’
‘ยามนี้ เรื่องราวมาถึงจุดจบ ตัวแปรนั้นจะอยู่หรือตายกันหนอ?’
‘ข้าจะขอทัศนาด้วยตาตัวเอง!’
เมื่อข้อความหยุดลง หนังสือพลันปิดลงและถูกหัตถ์ใหญ่ข้างหนึ่งคว้าไว้
หัตถ์ใหญ่ข้างนั้นซีดขาวใหญ่โต ข้อนิ้วปกคลุมด้วยลวดลายวิถี ดุจชั้นเกล็ดมังกร เรืองรองรัศมีชวนใจสะท้าน
จากนั้น เจ้าของหัตถ์ใหญ่นี้ก็เดินออกมาจากในเตาหลอมเก้ามังกร!
ทันใดนั้น แรงกดดันอันร้ายแรงไร้ขอบเขตก็แผ่พุ่งเยี่ยงพายุโหม สุญญะปั่นป่วนไร้ระเบียบ คลังสมบัติวังมังกรทั้งตำหนักเขย่าสะท้านรุนแรง
ม่านแสงซึ่งคลุมรอบกายพวกซูอี้เองก็สั่นสะท้านอย่างรุนแรง
ฝานจุยอ้าปากค้าง ร้องเสียงหลง “ท…เทพ!?”
ใบหน้างดงามจิ้มลิ้มของซีหนิงจริงจังยิ่งกว่าหนใด ด้วยกำลังปรากฏปราณอันคาดว่าน่าจะเป็นของเทพ!
ทว่ามันแตกต่างจากเทพแท้ มันเจือด้วยปราณมรณะประหลาดอันยุ่งเหยิง
“ว่าแล้วเชียว เป็นเขาจริง ๆ ด้วย…”
ซูอี้ถูหว่างคิ้ว ตระหนักแล้วว่าตนกำลังเผชิญปัญหาใหญ่
ร่างสีเลือดร่างหนึ่งปรากฏเหนือเตาหลอมเก้ามังกร บนหัวสวมมงกุฎ รูปร่างสูงใหญ่ ทั่วกายเต็มไปด้วยพิรุณแสงกฎเกณฑ์แดงฉาน
ดวงตาของคนผู้นี้แดงก่ำเยี่ยงคู่ตะวันสีเลือด หนึ่งมือถือบันทึกผลกรรม อีกมือไพล่ไว้เบื้องหลัง ก้าวย่างบนฟ้าเหนือเตาหลอมเก้ามังกร ปราณดุดันน่าสะพรึงกลัว
แต่ละจังหวะหายใจเป็นเช่นวาตะอัสนีกรุ่นคำรามเหนือเก้าชั้นสรวง!
เขาดูเหมือนเทพมารไร้เทียมทานปรากฏกายในโลกหล้า สั่นสะท้านทั่ววังมัง
จี้ถิง!
องค์ชายลำดับเก้าแห่งเผ่ามังกร ณ ช่วงต้นยุคสุดวิเวก ครั้งหนึ่งเขาเคยเป็นยักษ์ใหญ่อันดับหนึ่งในทำเนียบมหาเซียน และยังเป็นเทพผู้ถูกขนานนามว่าเทพมังกรจี้ถิง!
เล่ากันไว้ว่าหลังบรรลุเป็นเทพได้ไม่นาน วังมังกรทะเลบูรพาก็ประสบหายนะพังทลาย กระทั่งเขาเองก็ต้องหายนะตกตาย
ยามนี้ ในที่สุดซูอี้ก็ตัดสินได้ว่าจี้ถิงตายไปแล้วจริง ๆ!
เพราะจี้ถิงตรงหน้าเขาผู้นี้เป็นวิญญาณร้าย!!
วิญญาณร้ายอันตกตายหลังกลายเป็นเทพ!!
เดิมที ก่อนมาถึงคลังสมบัติวังมังกร ซูอี้ก็คาดไว้แล้วว่าหากจี้ถิงตกตายจริง ๆ อีกฝ่ายก็น่าจะประสบอำนาจผลกรรม แปรเปลี่ยนเป็นวิญญาณร้าย มิใช่ทั้งคนและผีเหมือนกัน
การคาดเดาของเขาได้รับการพิสูจน์แล้ว…
ภาพตรงหน้าพวกเขานี้เป็นสถานการณ์เลวร้ายที่สุดโดยไม่ต้องสงสัย
เพราะหากคิดจะชิงบันทึกผลกรรมไป ก็ต้องผ่านจี้ถิงให้ได้ก่อน!
“ระวังด้วย คนผู้นี้คือจี้ถิง”
ซูอี้ถ่ายทอดวจี รีบบอกเรื่องนี้แก่ซีหนิงและฝานจุยทันที
ในฉับพลันนั้น คิ้วงามของซีหนิงยับย่นเข้าหากัน หัวใจรู้สึกแสนหนักอึ้ง
นางมาจากโลกแห่งเทพ มีหรือจะไม่รู้ว่าอำนาจเทพร้ายกาจเพียงไร?
แม้ว่าจี้ถิงในปัจจุบันจะเป็นเพียงวิญญาณร้าย คนก็มิใช่ผีก็มิเชิง ทว่าวิญญาณร้ายตนอื่น ๆ ที่เคยเผชิญก็ไม่มีทางเทียบชั้นเขาได้เลย!
ส่วนฝานจุยนั้นแตกตื่นโดยสมบูรณ์ ด้วยเจ้าตัวสัมผัสได้ถึงภัยคุกคามต่อชีวิตพุ่งเข้าใส่ร่าง!
ยามนี้ เขาเกรงว่าคงพบทางตันเข้าเสียแล้ว!
หากเทพไม่ลงมือเอง ผู้ใดก็ล้วนมีแต่ต้องตาย ไร้โอกาสรอดชีวิตหวนคืน
ไม่สิ!
สหายเต๋าซูก็อยู่นี่นา!
เขาฝืนอำนาจแห่งผลกรรม ช่วยคุณหนูจัดการกับกฎฟ้าดินได้!
ทว่าฝานจุยก็ไม่แน่ใจเท่าไหร่ว่าซูอี้และคุณหนูจะสามารถร่วมมือต่อกรกับวิญญาณร้ายของเทพผู้นี้ได้หรือไม่…
เรื่องน่ากลัวที่สุดคือจี้ถิงมาจากเผ่ามังกร อำนาจของเขาหลังเป็นเทพย่อมน่าสะพรึงกลัวเกินธรรมดา มิอาจจินตนาการได้!!
“ปราณแห่งเทพ…”
ทันใดนั้น เหนือเตาหลอมเก้ามังกร จี้ถิงหันกลับมา ดวงตากลมโตดั่งตะวันโลหิตจับจ้องซีหนิงจากไกล ๆ
ลมหายใจของซีหนิงติดขัด ใช้สมบัติเทพตราประทับเจ็ดดาราออกมาโดยเผลอไผล!
อำนาจของจี้ถิงร้ายกาจเกินไป ทันทีที่เขามองมา ซีหนิงก็รู้สึกถูกกดดันทั้งกายใจอย่างมหาศาล
“พวกเจ้าก็จะมาชิงบันทึกผลกรรมจากข้าหรือ!?”
ดวงตาของจี้ถิงแดงก่ำ น้ำเสียงของเขาแหบต่ำ ใบหน้าเปี่ยมด้วยจิตสังหารแรงกล้า
ทั่วทั้งตำหนักสั่นสะท้าน สุญญะสะเทือนรุนแรง
ไม่ว่าผู้ใดก็เห็นว่าจี้ถิงเดือดดาล
“เกรงว่าคนผู้นี้จะเห็นว่าซีหนิงมีสายเลือดเทพไหลเวียน จึงถูกปลุกเร้าขึ้นอย่างรุนแรง”
หัวใจซูอี้ครุ่นคำนึง “หากเป็นเช่นนี้ หายนะยิ่งใหญ่ที่วังมังกรทะเลบูรพาเผชิญเมื่อกาลก่อนก็เป็นฝีมือเทพจริงๆ!”
เมื่อคิดถึงตรงนี้ จี้ถิงก็ยกมือข้างหนึ่งคว้าตัวซีหนิงจากบนอากาศ
กรงเล็บมังกรสีเลือดขนาดมหึมาปรากฏขึ้นบนอากาศ บดขยี้ท้องนภาแสนง่ายดาย
ม่านแสงจากเคล็ดพลังเวิ้งลึกล้าถูกฉีกกระชากระเบิดจากกันทันที
และซีหนิงก็ลงมือสุดกำลังโดยไร้ลังเล
ตราประทับเจ็ดดาราแผดอำนาจเทพร้ายแรง ประหนึ่งจักรวาลพร่างดาวอันไพศาลปกคลุมทั่วนภา
เปรี้ยง!
เสียงปะทะสนั่นแดนดิน
ท่ามกลางพิรุณแสงสาดกระเซ็น จักรวาลพร่างดาวอันบังเกิดจากตราประทับเจ็ดดาราถูกฉีกกระชาก ตราประทับเจ็ดดารากระเด็นสั่นเหนือนภา
อึ้ก!
ร่างของซีหนิงซวนเซ โลหิตหยาดหยดจากปาก ได้รับผลข้างเคียงจากการโจมตีนี้
คู่เนตรเจิดจรัสของนางเปี่ยมความไม่อยากเชื่อ
วิญญาณร้ายอันแปรเปลี่ยนจากเทพนี้ทรงพลังเหลือเชื่อยิ่งนัก การโจมตีเพียงหนึ่งครั้งก็ทำนางบาดเจ็บได้!!
“บันทึกผลกรรมเป็นของข้า! ผู้ใดกล้าคิดช่วงชิง พวกมันต้องตาย!!”
เสียงของจี้ถิงสนั่นลั่นดุจสายฟ้า เขาคว้ามือไปอีกหน ง้าวสีชาดปรากฏขึ้นในมือ ฟาดฟันไปบนอากาศ
ตู้ม!!
แสงศักดิ์สิทธิ์สีชาดฟาดฟันดุจจะถล่มท้องนภา อำนาจน่าสะพรึงกลัวนี้ทำให้ฝานจุยหัวใจแทบสลาย
อย่าว่าแต่ฝืนต้านเลย พลังปราณของเขาถูกกดไว้อย่างรุนแรง การที่ฝานจุยไม่ได้ทรุดลงไปก็เพราะพลังใจโดยแท้
ซูอี้อดใจสะท้านมิได้
ผู้นี้ร้ายกาจกว่าที่คาดไว้มากนัก! อำนาจเช่นนี้ทรงพลังยิ่งกว่ายามตัวเขาสมบูรณ์พร้อมในอดีตชาติหลายขุม!
ไม่ต้องสงสัยเลยว่าแม้จี้ถิงจะกลายเป็นวิญญาณร้าย มิใช่เทพอีกต่อไป แต่คนผู้นี้ก็ยังสูงส่งห่างไกลเกินมหาอำนาจระดับสุดล้ำลึกจะเทียบชั้น!
ซีหนิงสูดหายใจลึก ๆ ร่างเพรียวบางของนางมีแสงสีเขียวเจิดจรัสแผ่ออกเยี่ยงเพลิงทิพย์แผดเผา
“ทลาย!”
นางเร่งใช้ตราประทับเจ็ดดาราเข้าฝืนต้านสุดกำลัง
ทว่าเพียงพริบตา ตราประทับเจ็ดดาราก็ถูกฟาดกระเด็น
แสงศักดิ์สิทธิ์สีเลือดอันอหังการนั้นทำให้ร่างของนางซวนเซถอยหลัง ใบหน้างดงามกลับซีดขาว เลือดลมทั่วร่างแทบสิ้นสลาย
เมื่อเห็นว่าแสงศักดิ์สิทธิ์สีเลือดนั้นจะถึงตัวซีหนิงอยู่แล้ว ยามคับขันนี้ ซูอี้พลันลงมือโดยไม่ลังเล เขาใช้เคล็ดพลังเวิ้งลึกล้าแปรเปลี่ยนเป็นดาบวิถีคมกริบไร้เทียมทาน ทะยานนภาขึ้นโจมตี
เปรี้ยง!!!
ดาบวิถีแหลกสลายทีละน้อย
แต่แสงศักดิ์สิทธิ์สีเลือดนั้นก็แหลกสลายหายไปเช่นกัน
แม้เขาจะหยุดการโจมตีอันร้ายกาจไว้ได้ ปราณของซูอี้ก็ปั่นป่วน ท่าท่างไม่สบายใจเอาการ
ซูอี้พลันขมวดคิ้ว ดวงตามืดหม่นเย็นเยียบ ก่อนจะแค่นเสียงเย็นชา “ข้าจัดการเอง!”
ตอนที่ 1,834: รับมือยาก
ตู้ม!
เสียงของซูอี้ยังไม่ทันสิ้น ดาบแห่งโลกาก็ปรากฏขึ้นบนมือ
เมื่อเคล็ดพลังเวิ้งลึกล้าทะลักเข้าใส่ตัวดาบแห่งโลกาสีเข้ม วจีดาบอันสูงส่งก็สะท้อนทั่วตำหนัก
ยามนี้ ซูอี้ใช้การฝึกฝนระดับมหาเซียนขอบเขตอัศจรรย์ขั้นกลางถึงขีดสุด ผิวกายของเขาเปี่ยมด้วยรัศมีแสง แปรเปลี่ยนเป็นเวิ้งอันไพศาล
แสงเงาแห่งวัฏสงสารที่อยู่ภายในเวิ้งอันยิ่งใหญ่นั้นกระหวัดพันสะท้อนเงาดาบวิถีเล่มหนึ่งที่ดูคล้ายดาบเก้าคุมขัง ลึกลับชวนใจสะท้าน
นี่คือเขตแดนวิถีมหาเซียนของซูอี้!
อำนาจมหาวิถีที่เขาบรรลุล้วนถูกหลอมรวมเข้ากับวิถีดาบ พัฒนารูปลักษณ์เป็นดาบเก้าคุมขัง!
ตู้ม!
ร่างของชายหนุ่มโผทะยานขึ้นสูง ขณะเดียวกับพลังอำนาจทั่วทั้งร่างกายที่แปรเปลี่ยน ร่างสูงยืนตระหง่านอย่างภาคภูมิและแน่วแน่เยี่ยงคมดาบไร้เทียมทานถูกชักออกจากฝัก ที่สะท้านสะเทือนทั่วทั้งโลกหล้า
“อำนาจร้ายกาจยิ่ง!!”
ฝานจุยตกตะลึงเกินเชื่อลง เพราะเพียงอำนาจที่อีกฝ่ายสาแดง ณ ยามนี้ก็ทำให้ตัวตนระดับแกนรวมศูนย์เช่นเขาสัมผัสได้ถึงแรงกดดันที่เกินต่อต้านได้แล้ว!
ช่างเหลือเชื่อ
ต้องทราบว่าซูอี้นั่งอยู่บนแท่นมังกรผงาดเจ็ดวันเต็ม และแม้เขาจะเลื่อนสู่ขอบเขตอัศจรรย์ขั้นกลาง ชายหนุ่มก็ยังเป็นเพียงมหาเซียนผู้หนึ่งอยู่ดี
ทว่ายามนี้ ฝานจุยตระหนักแล้วว่า แม้การฝึกฝนของซูอี้จะเพิ่มขึ้นเพียงหนึ่งขั้นย่อย ความแข็งแกร่งของอีกฝ่ายกลับพัฒนาขึ้นอย่างก้าวกระโดด!
ทว่าซีหนิงหาประหลาดใจไม่
ในใจนาง ความแข็งแกร่งของซูอี้นั้นเกินกว่าขอบเขตจะวัดได้แล้ว
นางปาดคราบเลือดออกจากมุมปาก จากนั้นนำโอสถเม็ดหนึ่งออกมากิน ขณะฟื้นฟูบาดแผล นางก็รวบรวมกำลังรอรับศึกไปด้วย
วิญญาณร้ายของจี้ถิงผู้นี้ร้ายกาจเกินไป อย่าว่าแต่จะชิงบันทึกผลกรรมได้หรือไม่เลย แค่จะรอดออกไปได้หรือไม่ยังแสนริบหรี่!
“ตาย!”
ทันใดนั้น จี้ถิงผู้ยืนตระหง่านเหนือเตาหลอมเก้ามังกรก็กล่าวขึ้นเสียงเย็น ตวัดง้าวสีชาดโจมตีเข้าใส่
เป็นการโจมตีอันเรียบง่าย ทว่าร้ายแรงยากเกินต้านทาน
แสงศักดิ์สิทธิ์สีชาดทิ่มทะลวงสุญญะ แผ่วงบ้าคลั่งเยี่ยงคลื่นกระเพื่อมสลายสุญตารอบด้าน
ทว่าชายหนุ่มกลับไม่ได้หลบเลี่ยง และทะยานเข้าไปฟาดฟันดาบลงมาอย่างดุเดือดแทน
หนึ่งดาบนั้นเป็นเยี่ยงธารดาราโปรยปรายจากเก้าชั้นสรวง อำนาจวิถีดาบอันหลอมรวมกับเคล็ดพลังเวิ้งลึกล้าเพิ่มบรรยากาศลึกลับแก่ดาบ
ตู้ม!!
เมื่อดาบเล่มนี้ฟาดฟัน แสงศักดิ์สิทธิ์สีชาดซึ่งพุ่งทะลวงเข้ามาก็สั่นสะท้าน สองอำนาจโรมรันกันและส่งเสียงคำรนสนั่นก้อง
ร่างของซูอี้ถูกผลักจนถอยไปทันที
ดาบแห่งโลกาในมือเขาสั่นสะท้าน
และแสงศักดิ์สิทธิ์สีชาดดุจคลื่นกระเพื่อมนั้นก็แยกออกสองข้างทาง
ก่อนเขาจะทันยืนตั้งหลักได้ ร่างของซูอี้ก็หายวับไป
อึดใจต่อมา เขาก็ปรากฏขึ้นตรงหน้าเตาหลอมเก้ามังกร กวัดแกว่งดาบอันทรงพลังเข้าโจมตีโดยไร้ความลังเล
คู่เนตรแดงก่ำของจี้ถิงวาวโรจน์อย่างน่าสะพรึงกลัว ปราณของเขาทวีความดุร้ายขึ้นทุกขณะ
เขาฟาดฟันง้าวในมืออย่างโกรธเกรี้ยว
เคร้ง!!
เสียงโลหะปะทะกันดังกังวาน
ทั่วทั้งตำหนักสั่นสะท้านอย่างรุนแรง พื้นที่บริเวณใกล้เคียงแหลกสลายเยี่ยงทำจากกระดาษ
ซูอี้และดาบของเขาปลิวกระเด็น
อกของเขากระเพื่อมขึ้นลงอย่างรุนแรง เสื้อผ้าสะบัดไหว เส้นผมยาวซึ่งม้วนเป็นมวยยุ่งสยาย เลือดลมในกายปั่นป่วนอย่างรุนแรง
จี้ถิงแข็งแกร่งเกินไปจริงๆ!
แม้เขาจะเป็นวิญญาณร้าย ทว่าความแข็งแกร่งของเขาก็เหนือชั้นกว่าตัวตนระดับสุดล้ำลึกอยู่หลายขุม
สาเหตุที่ชายหนุ่มสามารถเผชิญหน้ากับอีกฝ่ายได้นั้นก็เพราะเคล็ดพลังเวิ้งลึกล้าของเขาสามารถสยบอำนาจของผลกรรมบนตัวจี้ถิงได้!
และสาเหตุที่จี้ถิงซึ่งกลายเป็นวิญญาณร้ายยัง ‘มีชีวิต’ อยู่ได้ก็เพราะอำนาจผลกรรมนั่นเอง
นี่ยังหมายความว่า ขอเพียงอำนาจผลกรรมในร่างของอีกฝ่ายถูกทำลาย จี้ถิงก็ย่อมดับสูญ!
และเคล็ดพลังเวิ้งลึกล้าก็สะบั้นผลกรรมได้!!
ด้วยเหตุนี้ ซูอี้จึงสามารถใช้การฝึกฝนระดับมหาเซียนขอบเขตอัศจรรย์ขั้นกลางมาต่อกรกับอีกฝ่ายได้ หาไม่ เขาคงแพ้พ่าย หมดโอกาสดิ้นรนไปนานแล้ว
‘เราต้องลิดรอนอำนาจผลกรรมของคนผู้นี้โดยเร็วที่สุด ไม่เช่นนั้น เกรงว่าหากชนะได้ก็คงต้องจ่ายราคาที่หนักหน่วง’
ขณะคิดถึงสิ่งนี้ ซูอี้ก็ออกโจมตีอีกหน
เขาใช้อำนาจพฤกษาหมื่นภูมิพาร่างหายวับไป และอึดใจต่อมา ชายหนุ่มก็ปรากฏขึ้นที่เบื้องหลังของจี้ถิง จากนั้นฟาดฟันดาบในมือออกไป
ปราณดาบนับไม่ถ้วนโปรยปรายเยี่ยงพิรุณ สาดซัดเข้าใส่จี้ถิงจากทุกมุมทิศ
ทว่าจี้ถิงกลับตวัดง้าวสลายการโจมตีของชายหนุ่มลงอย่างง่ายดาย
ความแข็งแกร่งของวิญญาณร้ายตนนี้น่าสะพรึงกลัวอย่างยิ่ง หนึ่งการโจมตีสะบั้นสิบทิศ ไม่ว่าจะเป็นวิชาดาบสังหารลึกลับเพียงไรก็ไม่อาจทะลวงการป้องกันไปทำร้ายเขาได้
แม้เคล็ดพลังเวิ้งลึกล้าจะปราบอำนาจผลกรรมได้ มันก็ทำได้เพียงให้ซูอี้สามารถต่อสู้กับเขาได้เท่านั้น
“ตาย!”
จี้ถิงตวาดลั่น กวาดง้าวผ่านเวหา ฟาดฟันใส่ซูอี้
วูบ!
ร่างของซูอี้หายวับไปในอากาศธาตุ มาอยู่อีกฝั่งข้างกายจี้ถิง ก่อนจะระดมโจมตีอีกครั้งเยี่ยงพายุโหม
จวบจนกระทั่งยามนี้ เขาก็ไม่ได้ปะทะกับอีกฝ่ายตรง ๆ อีกต่อไป แต่เปลี่ยนเป็นสู้ไปหนีไปแทน
หากเปลี่ยนไปเผชิญหน้ากับทวยเทพ กลยุทธ์นี้ล้วนไร้ค่า ด้วยเพียงหนึ่งฝ่ามือ แดนดินถิ่นใกล้ก็ถูกผนึกสิ้นได้แล้ว
ทว่าจี้ถิงนั้นแตกต่างออกไป เขาไม่ใช่เทพ และมิใช่กระทั่งผู้มีชีวิต แต่เป็นวิญญาณร้าย ใช้เพียงสัญชาตญาณต่อสู้
นี่ย่อมมอบโอกาสในการต่อสู้ให้ซูอี้!
ฆ่า!
ชายหนุ่มฟาดฟันดาบออกไป เมื่อประสบกับอันตรายถึงตาย ร่างของเขาก็จะหายวับไปปรากฏในอีกทิศทาง
ร่างของชายหนุ่มดูประหนึ่งเยื้องย่างในแดนดินไร้นาย ปรากฏขึ้นได้ทุกหนแห่ง ไม่อาจจับร่องรอยที่แท้จริงได้
และเมื่อเขาโจมตี ปราณดาบอันหนาแน่นก็พุ่งทะยาน ปราณแต่ละสายล้วนอาบด้วยเคล็ดพลังเวิ้งลึกล้า ดุดันอหังการ เป็นภัยต่อชีวิตของตัวตนระดับแกนรวมศูนย์ได้ทุกขณะ
ทว่าการโจมตีส่วนใหญ่นี้ล้วนถูกจี้ถิงสลายไปสิ้น เหลือเพียงส่วนน้อยเท่านั้นที่ถูกกระทบ ทว่าก็สร้างบาดแผลให้แก่จี้ถิงได้เพียงเล็กน้อย
ไม่อาจทำให้เขาบาดเจ็บสาหัสได้เลย!
ทว่าอีกฝ่ายกลับบันดาลโทสะโดยสมบูรณ์ เขาโจมตีอย่างบ้าคลั่ง กระแทกร่างของซูอี้ล่าถอยกระอักเลือดหลายหน ทั่วทั้งกายเปี่ยมด้วยบาดแผลร้ายแรง
เมื่อเห็นศึกอันดุเดือดนี้ หัวใจของซีหนิงและฝานจุยก็กระดอนในอก อดหลั่งเหงื่อแทนซูอี้มิได้
อันตรายยิ่งนัก!
ราวประชันกันบนเส้นแบ่งความเป็นความตาย หากไม่ระวังก็ได้ลาโลกเป็นแน่!
“ไม่อาจทราบได้เลยว่าสหายเต๋าซูจะยื้อได้นานเพียงใด”
ฝานจุยเป็นกังวล
เขาเห็นแล้วว่าซูอี้บาดเจ็บ โลหิตหยาดหยดจากริมฝีปาก ใบหน้าซีดขาวลงทุกขณะ ไม่ว่าผู้ใดตกอยู่ในสถานการณ์เช่นนี้ล้วนอดเป็นห่วงมิได้
ทว่าซีหนิงพลันกล่าวขึ้น “เจ้าไม่เห็นหรือว่าอำนาจผลกรรมบนร่างของจี้ถิงกำลังอ่อนแรงลงเรื่อย ๆ?”
ฝานจุยผงะไป และมันก็เป็นจริงเช่นนั้น เขาพบว่าปราณดาบของซูอี้ซึ่งฟาดฟันบนร่างของอีกฝ่าย แม้จะมิอาจสร้างความเสียหายต่อเป้าหมายได้มากนัก แต่อำนาจผลกรรมบนร่างของจี้ถิงก็อ่อนแรงลงเรื่อย ๆ!
แม้นับแต่เริ่มศึกจวบจนบัดนี้ อำนาจผลกรรมของจี้ถิงจะอ่อนแอกำลังลงเพียงเล็กน้อย แต่ขอเพียงเป็นเช่นนี้ต่อไป จี้ถิงก็จะเป็นฝ่ายแพ้!
เหมือนเป็นศึกชักเย่อ ขอเพียงชายหนุ่มทนไหว เขาก็จะลากอีกฝ่ายลงสู่ความตายทีละน้อย!!!
แต่ทั้งฝานจุยกับซีหนิงก็ล้วนไม่อาจแน่ใจได้ว่า ซูอี้จะอยู่รอดจนจบศึกอันตรายนี้ได้หรือไม่…
แน่นอนว่า ซูอี้ย่อมไม่ได้คิดมากนัก แม้เขาจะได้รับบาดเจ็บอย่างต่อเนื่องในการต่อสู้นี้ ไม่ต่างกับการร่ายรำเหนือคมมีดดาบ พร้อมตกตายได้ทุกเมื่อ ทว่า…
เพลิงสงครามในใจของเขาถูกจุดขึ้นโดยสมบูรณ์!
นักดาบ!
ดูแคลนผลสำเร็จล้มเหลว สิ้นห่วงเป็นตาย
ยิ่งการต่อสู้อันตราย ยิ่งซูอี้ได้รับบาดเจ็บสาหัส จิตวิญญาณและปราณในร่างกายของเขาก็ยิ่งเดือดพล่าน ศักยภาพในร่างถูกผลักดันมากขึ้นทุกขณะ
เขาดื่มด่ำกับการต่อสู้ทั้งกายและใจ ลืมฟ้าดินถิ่นนี้ ลืมตัวตนใด ๆ!
ท้ายที่สุด กระทั่งตัวเขาเองก็ถูกหลงลืม
ทุกคำนึง… ทุกอำนาจ… ล้วนหลอมเป็นหนึ่งกับการต่อสู้!
ลืมสิ้นตัวตน!
การโจมตีของชายหนุ่มทวีความดุเดือดขึ้นทุกขณะ ความสำเร็จในวิถีเต๋าของเขาแข็งแกร่งขึ้นเยี่ยงสายธารเอ่อสูงหลังพิรุณโปรย และกำลังแปรเปลี่ยนไปอย่างลึกลับซับซ้อน
การโจมตีเช่นนี้เองที่ทำให้บาดแผลดาบบนร่างของจี้ถิงเพิ่มจำนวนขึ้นเรื่อย ๆ แม้จะยังไม่อาจโจมตีได้หนักหน่วง แต่อำนาจผลกรรมบนร่างของอีกฝ่ายก็ถูกปราณดาบสายนี้กัดกร่อนอย่างต่อเนื่อง!
“สหายเต๋าซู… เหมือนเขาจะรู้แจ้งระหว่างศึก?”
ดวงตาของฝานจุยเบิกกว้าง สีหน้าเปี่ยมความไม่อยากเชื่อ
ศึกเช่นนั้นอันตรายเพียงไร หากไม่ระวังก็ตัดสินเป็นตายได้ทันที!
ทว่าซูอี้กลับประจักษ์แจ้งในวิถีระหว่างศึก!!
คู่เนตรพร่างประกายของซีหนิงเองก็เผยร่องรอยความตกตะลึง นางสังเกตเห็นเช่นกันว่าเกิดการเปลี่ยนแปลงอันน่าเหลือเชื่อขึ้นในร่างของชายหนุ่ม
และการเปลี่ยนแปลงนั้นก็คือการตกสู่ภวังค์รู้แจ้ง
ทว่าซูอี้กลับรู้แจ้งในขณะที่กำลังรบพุ่งเดิมพันชีวิต ซึ่งหาได้ยากยิ่ง!
“ลับคมดาบผจญศึก ต้องบอกว่าสหายเต๋าซูเป็นผู้เลิศล้ำในวิถีดาบที่เพียงพอจะสั่นสะเทือนโลกหล้าทุกสมัยจริงๆ”
ซีหนิงรำพึง
ทว่าทันใดนั้น ม่านตาของนางก็หดตัวอย่างรุนแรง ใบหน้าอันงดงามแปรเปลี่ยน ‘แย่แล้ว!’
นางเห็นว่าจู่ ๆ จี้ถิงก็กู่คำรามยาว และยกบันทึกผลกรรมในมือขึ้น
จากนั้นภาพอันเกินคาดคิดก็อุบัติขึ้น
บันทึกผลกรรมสั่นสะท้าน ส่งแสงวิถียิ่งใหญ่ที่เจิดจรัสเยี่ยงกระแสคลื่นหลั่งไหลเข้าไปในร่างของจี้ถิง
และอำนาจผลกรรมซึ่งเดิมร่อยหรอก็ฟื้นฟูขึ้นมาทีละขั้นอย่างเห็นได้ชัดด้วยตาเปล่า!
“นี่…”
สีหน้าของฝานจุยแปรเปลี่ยนอย่างเฉียบพลัน หัวใจร่วงหล่นไปถึงตาตุ่ม
มือเท้าของซีหนิงเย็นยะเยือก ราวกับมีผู้สาดน้ำเย็นจัดใส่
ก่อนหน้านี้ พวกเขาคิดว่าขอเพียงอำนาจผลกรรมของจี้ถิงอ่อนกำลังลง อีกฝ่ายก็จะปราชัย
ทว่าตอนนี้ พวกเขาตระหนักแล้วว่าตนเองคิดตื้นเกินไป
เมื่อมีสมบัติลับแห่งฮุ่นตุ้นอย่างบันทึกผลกรรมอยู่ จี้ถิงก็มีแหล่งกำเนิดอำนาจผลกรรมอันมั่นคง!!
แล้วจะสู้ได้เช่นไร?
ตูม!!
ความแข็งแกร่งของจี้ถิงก็ทะยานสู่จุดสูงสุด ฟาดร่างของซูอี้กระเด็นได้ด้วยหนึ่งการโจมตี
ทันใดนั้น สภาพราวตกอยู่ในภวังค์รู้แจ้งของซูอี้ก็สูญสิ้น ชายหนุ่มฟื้นคืนสติโดยสมบูรณ์
“ที่แท้ก็เป็นฝีมือของสมบัติที่มีนามว่าบันทึกผลกรรม!”
สีหน้าของซูอี้ดำคล้ำ
เขาพยายามพลิกสถานการณ์แทบตาย แล้วใครจะคิดว่าจะมาถูกสกัดความคิดโดยบันทึกผลกรรม!!
ไม่ต้องสงสัยเลยว่า หากคิดสังหารจี้ถิงก็ต้องชิงบันทึกผลกรรมไปให้ได้ก่อน จี้ถิงจึงจะได้หมดโอกาสฟื้นฟูพลัง
แล้วจะทำได้หรือ…?
ไม่ต้องสงสัยเลยว่าเป้าหมายนี้ยากเกินไป!
จี้ถิงเคยบรรลุเป็นเทพด้วยบันทึกผลกรรม แม้ยามนี้เขาจะเป็นวิญญาณร้าย เขาก็มีการควบคุมบันทึกผลกรรมที่สมบูรณ์แบบ แล้วจะชิงสมบัตินี้ไปง่าย ๆ ได้อย่างไร?
ในเวลานี้ ซูอี้พลันสัมผัสได้ถึงแรงกดดันยิ่งกว่าหนใด รู้สึกว่าศัตรูรับมือยากยิ่งนัก!!
ตอนที่ 1,835: กระหน่ำโจมตี!
“ฆ่า!”
จี้ถิงตวัดง้าวเข้าโจมตี โดยไม่รอให้อีกฝ่ายได้คิดแผนรับมือ
ทั่วทั้งร่างกายของเขาปกคลุมด้วยแสงศักดิ์สิทธิ์สีชาดนับไม่ถ้วน ดวงตาเปรียบเช่นคู่ตะวันสีเลือด จากการโจมตีของเขา คมง้าวเจิดจรัสถูกวาดออก เพียงพอที่จะสังหารตัวตนระดับสุดล้ำลึกในโลกหล้า!
คู่ต่อสู้เช่นนี้ หากเปลี่ยนเป็นหวังเย่ยามสมบูรณ์พร้อมก็ยังต้องทุ่มสุดกำลังเข้าสู้
และยามนี้ ซูอี้ก็จำต้องใช้อำนาจพฤกษาหมื่นภูมิในการหลบเลี่ยง
แต่เขาก็ยังถูกอำนาจทำลายล้างสายหนึ่งฟาดใส่เสียจนร่างสะท้านสั่น บาดแผลทวีความรุนแรง
“สหายเต๋าซู ข้าจะถ่วงเวลาเขาไว้ เจ้าไปชิงบันทึกผลกรรมมา!”
บนพื้น ซีหนิงลงมือโจมตีขนาบข้าง นางโยนยันต์ลับอำนาจเทพแผ่นหนึ่งออกมา แล้วอำนาจอันน่าสะพรึงกลัวแห่งเทพก็ฟาดฟันใส่ ร่างของจี้ถิงสั่นสะท้าน
ทว่ายามนี้ รังแตนดูจะถูกแหย่เข้าเสียแล้ว
ใบหน้าของจี้ถิงบิดเบี้ยว คำรามลั่นอย่างเดือดดาล “อำนาจเทพ? ข้าจะฆ่าเจ้าซะ!!”
น้ำเสียงของเขาเต็มไปด้วยความแค้น
ขณะวจียังสะท้อนก้อง จี้ถิงก็โจมตีอย่างสุดกำลัง ดูบ้าคลั่งไร้สติ
ซีหนิงเผยไพ่ตายก้นหีบมากมายที่นางมีอย่างไร้ลังเล ทั้งสมบัติลับอำนาจเทพ ยันต์ลับเทพ ยันต์เทพ…
ทั้งหมดล้วนกระหน่ำโจมตีใส่จี้ถิง
ตู้ม! ตู้ม! ตู้ม!
สารพัดอำนาจทำลายล้างระเบิดออก ทั่วทั้งตำหนักสะเทือนสั่นอย่างรุนแรง
จี้ถิงถูกกระหน่ำโจมตีจนได้รับบาดเจ็บ ร่างเซถอย เขาส่งเสียงร้องลั่นประหนึ่งสัตว์ป่า
ทว่าเขาหากลัวตายไม่ ดวงตาแดงก่ำ ทะยานเข้าหาหญิงสาวอย่างบ้าคลั่ง
ทางด้านซูอี้ก็ลงมือเข้าขวางโดยไร้ลังเล ตั้งใจจะฉวยโอกาสนี้ชิงบันทึกผลกรรมในมือจี้ถิงไป
ทว่าในยามนี้ จี้ถิงดูดุร้ายยิ่งนัก ง้าวในมือร่ายรำอย่างบ้าคลั่ง ส่งซูอี้กระเด็นไปในชั่วพริบตา
ใบหน้างดงามของซีหนิงแปรเปลี่ยนกะทันหัน ขณะล่าถอย นางก็ใช้ตราประทับเจ็ดดาราอย่างเต็มกำลัง
เคร้ง!!!
เสียงปะทะสนั่นทั่วหล้า ทั้งตราประทับเจ็ดดาราและง้าวสีชาดล้วนกระเด็นไปพร้อมกัน
ร่างอรชรของซีหนิงสั่นสะท้าน ปราณปั่นป่วนทั่วทั้งกาย ประสบผลข้างเคียงร้ายแรงจนกระอักเลือดคำโต ใบหน้างดงามของหญิงสาวซีดขาว
“ตาย!”
จี้ถิงคว้าง้าวสีชาดขึ้นมาใหม่ และฟาดฟันใส่หญิงสาวอีกหน
“คุณหนู!!” ฝานจุยทะยานเข้าช่วยโดยไร้ลังเล
ทว่ามิทันไร ก่อนเขาจะได้เข้าใกล้ก็ถูกอำนาจเทพจากร่างของจี้ถิงกดไว้เสียก่อน ร่างของเจ้าตัวจึงแทบแหลกสลาย ฟาดกระแทกลงกับพื้น
คู่เนตรพร่างดาวของซีหนิงในเวลานี้แสดงความสิ้นหวังออกมาอย่างช่วยมิได้
นางมิได้กลัวตาย
นางแค่คาดไม่ถึงเลยว่ายามชิงบันทึกผลกรรมนี้ นางจะต้องมาเผชิญกับเทพอย่างจี้ถิง
และในเวลานี้เอง สายตาของหญิงสาวก็มองไปทางซูอี้โดยไม่รู้ตัว
ทว่านางกลับไม่เห็นร่างของอีกฝ่าย กลับได้ยินเสียงแปร่งหูของมังกรสะท้อนก้องอยู่ในตำหนักแทน
ประหนึ่งสายฟ้าฟาดเปรี้ยง
ซีหนิงไม่รู้ว่าถ้อยคำของมังกรตนนี้กล่าวถึงสิ่งใด
ทว่านางก็พบว่าจี้ถิงซึ่งเหวี่ยงง้าวเข้าใส่นางพลันร่างชะงัก ดวงตาแดงก่ำเผยร่องรอยความสับสน
แล้วร่างของซูอี้ก็โผล่มาคว้ามือนางเคลื่อนกายหนีไป
“เจ้ากับฝานจุยเพียงมองศึกอยู่เฉย ๆ ก็พอ ส่วนเจ้านี่ปล่อยให้ข้าจัดการเอง”
ซูอี้รีบส่งกระแสปราณบอก
แล้วเขาก็หันกลับไปโจมตีใส่จี้ถิง
ยามนี้ จี้ถิงได้ฟื้นสติแล้ว แต่เขากลับทวีความบ้าคลั่งดุร้ายราวถูกกระตุ้นอย่างรุนแรง
“ฆ่า!”
จี้ถิงคำราม กวัดแกว่งง้าวของเขางต่อสู้กับชายหนุ่มอย่างดุเดือด
ดวงตาของซีหนิงที่อยู่ไกลออกไปเหม่อลอย อารมณ์วูบไหวไปมา
ยามถูกซูอี้ช่วยเหลือก่อนหน้านี้ นางไร้โอกาสให้ไหวตัว จนกระทั่งยามนี้… หญิงสาวจึงเพิ่งตระหนักว่ายามคับขัน เขาได้ช่วยชีวิตนางไว้…
ปลายนิ้วเรียวขาวเยี่ยงหยกของนางสั่นสะท้านน้อย ๆ มีรอยเลือดถูกทิ้งเอาไว้
นั่นคือเลือดจากมือของซูอี้ซึ่งเปื้อนติดมายามเขาคว้ามือนาง ช่างเตะตาแต่ก็แสนร้อนรุ่มเยี่ยงเพลิง ทำให้หัวใจวิถีอันเยือกเย็นเช่นน้ำแข็งของหญิงสาวอ่อนยวบ
ซีหนิงสูดหายใจเข้าลึก ๆ กำมือเปื้อนเลือดของนางอย่างเงียบเชียบขณะเงยหน้าขึ้นมองซูอี้ซึ่งกำลังต่อสู้อย่างดุเดือด คู่เนตรลึกล้ำเปี่ยมด้วยจิตวิญญาณของนางปรากฏแววตาประหลาด
ความตายนั้นไม่ได้น่ากลัว
แต่หลังฟื้นจากความสิ้นหวังบนเส้นคั่นแห่งความตาย ผลกระทบทางใจที่ได้รับนั้นมิอาจบรรยายได้ด้วยลายลักษณ์ใด ๆ
ความรู้สึกนั้นเพียงพอให้จดจำได้ชั่วชีวิต
“คุณหนู ท่านไม่เป็นอันใดใช่หรือไม่ขอรับ?”
ฝานจุยผู้บาดเจ็บสาหัสกระเสือกกระสนเข้ามาหาอย่างยากลำบาก
ก่อนหน้านี้เขาคิดจะเข้าแลกชีวิตเพื่อนาง แต่เพราะอ่อนแอเกินไป จึงได้รับบาดเจ็บหนัก ทำให้เขาอับอายอย่างไม่อาจควบคุมได้
ทว่าซีหนิงไม่ได้ตำหนิเขา นางเพียงกล่าวขึ้นเบา ๆ “ไม่เป็นไรหรอก เจ้ากับข้ารักษาบาดแผลกันก่อน ไม่ว่าวันนี้เราจะอยู่หรือตาย เราจะร่วมหัวจมท้ายไปกับสหายเต๋าซู”
ฝานจุยใจชื้นขึ้น เขาแย้มยิ้มออกมาและกล่าวว่า “เป็นเกียรติสำหรับผู้น้อยอย่างยิ่งขอรับ!”
……
เปรี้ยง!
ศึกระหว่างซูอี้กับจี้ถิงทวีความเข้มข้นขึ้นทุกขณะ
แต่หากมองดี ๆ จะพบว่าซูอี้เป็นฝ่ายเสียเปรียบแล้ว หากมิใช่เพราะมหาวิถีเวิ้งลึกล้าและพฤกษาหมื่นภูมิที่เขามี เกรงว่าคงปราชัยไปเนิ่นนาน
อันที่จริง ศึกนี้ชวนสิ้นหวังจริงแท้
แม้เขาจะมีความสามารถที่ท้าทายสวรรค์ อย่างมากเขาก็ต่อสู้กับมหาอำนาจระดับแกนรวมศูนย์ได้เท่านั้น
แต่จี้ถิงเป็นวิญญาณร้ายของทวยเทพ! ตัวตนซึ่งสามารถสังหารตัวตนระดับสุดล้ำลึกได้อย่างง่ายดาย!!
การที่ชายหนุ่มสามารถยื้อมาจนป่านนี้ได้ก็ถือว่าไม่ต่างจากปาฏิหาริย์แล้ว ต่อให้เขาในอดีตชาติมาเห็นก็ทำได้เพียงทึ่ง
เปรี้ยง!!
ทันใดนั้น ซูอี้ก็โจมตีออกไปอีกหน
ร่างสูงใหญ่ของชายหนุ่มโชกเลือด บาดเจ็บสาหัส
ก่อนหน้านี้ เขาเอ่ยวจีมังกร ตั้งใจจะปลุกสติของจี้ถิงขึ้นมา มันได้ผล!
แต่การกระตุ้นนั้นกลับทำให้อีกฝ่ายยิ่งบ้าคลั่งมากกว่าเดิม เรื่องนี้ทำให้เขาพูดไม่ออกไปชั่วขณะ และไม่กล้าลองเชิงง่าย ๆ แล้ว
“ตาย!”
จี้ถิงโจมตีอีกหน
เขาดุดันแลเดือดดาล ใบหน้าถมึงทึง คู่เนตรแดงก่ำเปี่ยมจิตสังหาร เผยอำนาจอันน่าสะพรึงกลัวจนทำให้เขาได้รับบาดเจ็บแม้จะหลบได้
“คุณหนู สหายเต๋าซูเขา…”
ฝานจุยหัวใจบีบรัดแน่นด้วยความกระสับกระส่าย
บาดแผลของซูอี้ยิ่งนานยิ่งร้ายแรง ขณะเดียวกัน จี้ถิงกลับดูไร้เทียมทาน พลังอำนาจทวีความดุร้าย แข็งแกร่งจนน่าสิ้นหวัง
ห่างแต่ซีหนิงกลับกล่าวเบา ๆ “อย่างมากก็แค่ตาย ข้าไม่กลัวหรอก และสหายเต๋าซูก็มิกลัว”
นางเพิ่งกล่าวเช่นนี้…
ตู้ม!
ง้าวในมือของจี้ถิงเปล่งลำแสงศักดิ์สิทธิ์สีชาดทอดยาว ฟาดฟันใส่ซูอี้ผู้เพิ่งถูกโจมตีอย่างหนักหน่วงไป
ดูเหมือนว่าเหตุคับขันหมายชีวิตเช่นนี้ ซูอี้จะประสบมันมาไม่รู้กี่หนแล้ว ไม่ว่าจะเป็นในชาตินี้หรือชาติก่อน
ดังนั้น ในยามนี้เขาจึงหาลนลานหรือหวาดกลัวไม่ หัวใจของเขาสุขุมไร้การเปลี่ยนแปลงใด ๆ
เพราะเขายังมีไพ่ตายอยู่ ทั้งยังมีมากกว่าหนึ่งเสียด้วย!
เช่น ดาบเก้าคุมขัง หรือการทะลวงขอบเขตลากยาวไปจนถึงจุดสูงสุดแห่งขอบเขตมหาศาลมันเสียยามนี้…
ไพ่ตายทุกชิ้นสามารถสลายสถานการณ์สิ้นหวังตรงหน้าเขาได้ สาเหตุที่ชายหนุ่มไม่ได้ใช้มันก่อนหน้านี้ ก็เพราะยังไม่ถูกต้อนจนมุมจริงๆ
ทว่ายามนี้ เขาจะสนใจมิได้แล้ว
ทว่า ขณะที่ชายหนุ่มกำลังจะใช้อำนาจของดาบเก้าคุมขังนั้นเอง ความคิดหนึ่งพลันปรากฏขึ้นในใจ
แล้วเขาก็ใช้สมบัติอีกชิ้นออกมา
มันคือโลงดาบสีดำสนิทที่มีความยาวหกชุ่น
ตู้ม!
ดุจแสงทมิฬทะยานเวหา โลงดาบหกชุ่นฟาดเข้าใส่จี้ถิง
เปรี้ยง!!
ง้าวของจี้ถิงฟาดใส่โลงดาบหกชุ่นจนกระเด็นออกไปได้อย่างง่ายดาย ขณะที่ซูอี้ก็ถูกฟาดกระเด็นออกไปอีกหน ร่วงลง ณ มุมหนึ่งของตำหนักพร้อมกับโลงดาบหกชุ่น
มิได้หรือ?
ซูอี้ขมวดคิ้ว
เขาไร้จังหวะให้ครุ่นคิด เพราะจี้ถิงโจมตีเข้ามาอีกแล้ว ง้าวสีชาดของอีกฝ่ายตวัดฟาดอย่างดุเดือดประหนึ่งเคียวของยมทูต
ทันใดนั้น ซีหนิงก็คว้าตราประทับเจ็ดดาราฟาดโจมตีมาจากไกล ๆ
นางจะทนมองซูอี้ตกตายได้เช่นไร? หากจะตาย… ก็ตายด้วยกัน!
ดวงตาของฝานจุยเบิกกว้างในทันที
คุณหนู นาง…!!
และเวลานี้เองที่แสงสีดำพลันทะยานขึ้นจากพื้น แล้วหยุดการโจมตีของจี้ถิงในทันใด
มันคือโลงดาบหกชุ่น!
มันอาบไล้ด้วยปราณดาบดุจละอองแสงสลัวมัว จิตสังหารแผ่กระจาย เพียงหนึ่งฟาดฟันไม่เพียงสลายการโจมตีของจี้ถิง แต่ยังฟาดอีกฝ่ายจนกระเด็นออกไปด้วย!!
ซูอี้ “??”
ทำได้แล้วหรือ!?
ซีหนิงผู้เตรียมสู้จนตัวตายชะงักงัน คู่เนตรเบิกกว้าง ‘นี่มัน?’
ฝานจุยเผยความปรีดา ดูจะ…รอดแล้ว!?
โดยไม่รีรอให้ผู้ใดไหวตัว หลังจากโลงดาบหกชุ่นสลายการโจมตีของจี้ถิงได้ มันก็ส่งวจีดาบก้องสะท้านทั่วทั้งตำหนัก
พื้นที่รอบข้างปกคลุมด้วยอำนาจดาบอันน่าสะพรึงกลัว ปราณนั้นทรงพลังเสียจนพวกซูอี้ผิวกายเจ็บแปลบ หัวใจสั่นสะท้าน
วูบ!
โลงดาบหกชุ่นแปรเปลี่ยนเป็นเส้นแสง ฟาดฟันใส่บันทึกผลกรรมในมือของจี้ถิงทันที
เหตุการณ์อันน่าเหลือเชื่อพลันบังเกิด บันทึกผลกรรมอันเปี่ยมปราณฮุ่นตุ้นดูจะตกใจแตกตื่น เร่งดิ้นหลุดจากมือของจี้ถิงและเตรียมหลบหนี
เปรี้ยง!!!
โลงดาบหกชุ่นฟาดฟัน ตบเข้าใส่บันทึกผลกรรมทันที
สิ่งที่ยิ่งเหนือความคาดหมายคือเมื่อไม่มีบันทึกผลกรรม จี้ถิงพลันตัวแข็งทื่อ ปราณอันร้ายกาจบนร่างปั่นป่วนวุ่นวายอย่างยิ่ง
เขาดูแสนรวดร้าว ร่างกระตุกอย่างรุนแรงอยู่กลางเวหา สีหน้าปรากฏหลากหลายอารมณ์ ทั้งความงุนงง โทสะ เศร้าโศก และอื่น ๆ
ซูอี้และคณะต่างมองหน้ากันไปมา ก่อนจะลอบถอนหายใจโล่งอก
ป้าบ!
โลงดาบหกชุ่นหาปรานีไม่
ไม่สิ ‘บันทึก’ ต่างหากที่มิถูกละเว้น บันทึกผลกรรมถูกตบตีครั้งแล้วครั้งเล่า
ราวหัตถ์ใหญ่ล่องหนใช้โลงดาบหกชุ่นฟาดกระหน่ำใส่บันทึกผลกรรมราวกับเป็นก้อนอิฐ
ป้าบ!
บันทึกผลกรรมหลบกันจ้าละหวั่น หน้ากระดาษพลิกไปมา และหนึ่งในหน้าว่างบังเกิดข้อความขึ้นในพริบตา ‘อย่าตี! อย่าตี! เราคนกันเองนะ!!’
ป้าบ!
โลงดาบหกชุ่นฟาดลงแต่ละที บันทึกผลกรรมก็ดูแสนรวดร้าว ปกหนังสือบุบบี้ยับเยิน สภาพทุลักทุเลหนีกระเจิดกระเจิง
‘พี่ดาบ นี่ข้าเอง!!’
บนหน้าหนึ่งของบันทึกผลกรรม ข้อความหวัด ๆ ปรากฏขึ้นอย่างดูจนใจและกระวนกระวาย ‘นี่เป็นเรื่องเข้าใจผิด… อะจึ๋ย!’
เปรี้ยง!!
บันทึกผลกรรมถูกตบกระเด็นไปอีกหน หน้ากระดาษดิ้นเร่าไปมาเยี่ยงหนวดหมึกยักษ์ป่ายปัด
‘ข้าขอโทษแล้วนะ ไว้หน้ากันหน่อยมิได้หรือ?’
เปรี้ยง!!
‘ห่าแม่ง ยังมิจบอีก? เจ้าสามดาบ คิดว่าข้ากลัวเจ้าจริง ๆ หรือ?’
เปรี้ยง!!
‘อ๊ากกกกกก ข้ายอมรับผิดแล้ว เหตุใดเจ้ายังทำเช่นนี้อีก?’
ป้าบ!!
…ซีหนิงกับฝานจุยต่างยืนนิ่งมองโลงดาบหกชุ่นไล่ตีบันทึกผลกรรมไปทั่วตำหนักอย่างตะลึงงัน รู้สึกราวกับสิ่งที่เกิดขึ้นไม่ใช่เรื่องจริง
ขณะที่ซูอี้ลูบจมูกแล้วอดขำมิได้