บันทึกตำนานราชันอหังการ [ 剑道第一仙 ] - ตอนที่ 1836-1840
ตอนที่ 1,836: พุทธเจ้าแผดตะเกียงแห่งนภาประจิม
จี้ถิงยืนนิ่ง ท่าทางรวดร้าวระคนงุนงง หลังจากเสียบันทึกผลกรรมไป อำนาจของผลกรรมสีแดงสดในร่างของเขาก็ค่อย ๆ ระเหย
เปรี้ยง!!
โลงดาบหกชุ่นยังคงไล่ตีบันทึกผลกรรมจนอีกฝ่ายต้องหนีจ้าละหวั่น มีชุดข้อความผรุสวาทด้วยความเดือดดาลปรากฏขึ้นบนหน้ากระดาษซึ่งพลิกเปิดเรื่อย ๆ ภาพนี้ช่างแปลกพิกลดีแท้
ต้องทราบว่าบันทึกผลกรรมคือหนึ่งในเก้าความลับแห่งจักรวาล และกฎแห่งยุคสมัยทั่วไปก็มิอาจเทียบชั้นกับกฎแห่งผลกรรมของมันได้!
ตามที่ซีหนิงเข้าใจ บันทึกผลกรรมนั้นเป็นสมบัติแห่งยุคสมัยชั้นหนึ่งในโลกแห่งเทพ ซึ่งทำให้เหล่าเทพสวรรค์กับพุทธองค์ทั้งหลายยื้อแย่งกันอย่างบ้าคลั่ง ทว่าในยามนี้ บันทึกผลกรรมกลับถูกไล่ตีอย่างดุเดือด!
ในขณะเดียวกัน ฝานจุยก็ตื่นตะลึง พลางพึมพำในใจว่า ‘หรือโลงดาบหกชุ่นนั่นจะเป็นสมบัติแห่งยุคสมัยที่แข็งแกร่งกว่าบันทึกผลกรรมอีก? หากเป็นเช่นนั้น สหายเต๋าซูไปได้สมบัติเช่นนี้มาจากหนใดกัน?’
“ก่อนหน้านี้ เจ้าคิดจะร่วมเป็นร่วมตายกับข้าหรือ?”
ทันใดนั้น เสียงของซูอี้ก็ดังขึ้นในโสตของซีหนิง หญิงสาวหันไปมองและพบว่าซูอี้เดินเข้ามาหานางแต่ยามใดมิอาจทราบ ร่างของเขาเต็มไปด้วยบาดแผล เส้นผมกระเซอะกระเซิง ใบหน้าหล่อเหลาซีดขาว มีเพียงคู่เนตรซึ่งยังคงเปล่งประกายลึกล้ำ และรอยยิ้มบาง ๆ ประดับบนใบหน้า
ซีหนิงรู้สึกเขินอายอย่างบอกไม่ถูก แต่ทันใดนั้น นางก็สบตากับซูอี้อย่างเยือกเย็น “ฝ่ามรสุมในเรือลำเดียวกัน ก็ควรร่วมหัวจมท้ายด้วยกันสิ”
วาจาไพเราะเพราะพริ้งเยี่ยงลานนาสวรรค์ของนางให้ความรู้สึกไร้กังขา ร่างของนางสูงยิ่งอันเนื่องมาจากขาหยกเรียวยาว เมื่อยืนตัวตรง หญิงสาวก็เตี้ยกว่าซูอี้เพียงครึ่งช่วงศีรษะ และกิริยาก็กล่าวได้ว่างามสง่า
ในศึกที่ผ่านมา นางเองก็บาดเจ็บสาหัส ร่างกายโชกเลือดมิต่างจากเขานัก กระทั่งดูสะบักสะบอมด้วยซ้ำ สาเหตุนี้ทำให้ชายหนุ่มรู้สึกสงสารระคนสะเทือนใจขึ้นมาเล็กน้อย “เจ้ารักษาบาดแผลเถอะ ที่เหลือข้าจัดการเอง”
ทว่าซีหนิงกลับส่ายหน้าน้อย ๆ และกล่าวว่า “ได้เห็นบันทึกผลกรรมถูกไล่ตี ข้าก็รู้สึกยินดีแล้ว มิอยากพลาดเหตุการณ์เหลือเชื่อเช่นนี้ไปน่ะ”
ซูอี้อดผงะไปมิได้ ไม่ต้องสงสัยเลยว่า ก่อนหน้านี้ซีหนิงสั่งสมโทสะเอาไว้ในใจมากเพียงใด ดังนั้นยิ่งบันทึกผลกรรมถูกตบตีมากเท่าไร นางก็ยิ่งชอบอกชอบใจ
“ข้าก็ด้วย”
ฝานจุยแสยะยิ้ม ศึกที่ผ่านมาอันตรายเกินไป ชีวิตพวกเขาแขวนบนเส้นด้าย ทำให้แทบรู้สึกสิ้นหวัง ยามนี้ สถานการณ์กลับตาลปัตรแล้ว บันทึกผลกรรมถูกสยบ จี้ถิงจิตใจรวนเร ยืนนิ่งดุจหุ่นขี้ผึ้ง หายนะล่าสังหารล่มสลายหายไป
เปรี้ยง! เปรี้ยง! เปรี้ยง!
เสียงตบตีสะท้อนระรัวในตำหนัก โลงดาบหกชุ่นดูเดือดดาล ยังคงไล่กระหน่ำตีบันทึกผลกรรมอย่างดุเดือดโดยไม่หยุดพัก
ยามนี้ อำนาจผลกรรมบนร่างของจี้ถิงจวนสลายสิ้น ร่างของเขาพร่าเลือน ดูราวพร้อมสลายหายทุกเมื่อ และก็เป็นยามนี้เองที่เจ้าตัวก็ดูจะฟื้นสติมาได้บ้าง จึงถอนหายใจยาวและพึมพำเบา ๆ “บันทึกผลกรรมทำให้ข้าบรรลุเป็นเทพ แต่ก็ทำลายทุกสิ่งที่ข้ามีเช่นกัน… คงเป็นผลกรรมกำหนดไว้…”
ทันใดนั้น เขาก็หันไปมองซูอี้ “ไฉนท่านจึงเข้าใจภาษาลับเฉพาะมังกรแท้ของเผ่าข้าได้?”
ซูอี้กล่าวโดยไม่หันกลับมาว่า “ข้าได้พบกับร่างเจตจำนงที่เจ้าทิ้งไว้บนแท่นมังกรผงาด และยามนั้น เจ้ายามิเป็นเทพ”
จี้ถิงนิ่งไป สีหน้าของเขาดูซับซ้อน และกล่าวว่า “หากเป็นไปได้ ข้าอยากกลับสู่จุดเริ่มต้นและไร้โอกาสขึ้นเป็นเทพจะดีกว่า…”
น้ำเสียงของเขาแสนเศร้าโศกอาดูร
ซูอี้กล่าวว่า “ร่างเจตจำนงของเจ้าชดใช้แล้ว และข้าก็รับปากเขาไว้ว่าจะหาผู้แปรเปลี่ยนเป็นมังกรแท้มาสืบทอดวังมังกรของเจ้า”
จี้ถิงร่างสะท้าน บังเกิดประกายในดวงตาที่เคยหม่นหมองของเขา “จริงหรือ!?”
ชายหนุ่มพยักหน้า
จี้ถิงถอนหายใจยาว สีหน้าปรากฏความโล่งใจและพึมพำว่า “เยี่ยม! แม้การชดใช้นี้จะไม่อาจลบล้างความผิดของข้าในกาลก่อน… แต่มันก็ยังถือเป็นการสานต่อให้เผ่าพันธุ์ของข้ายังดำรงในโลกหล้าได้…”
กล่าวเช่นนั้น แล้วองค์ชายเก้าแห่งวังมังกรผู้ครั้งหนึ่งเคยพิสูจน์วิถีบรรลุเทพก็คำนับซูอี้อย่างเคารพ “คนบาปแห่งเผ่ามังกรจี้ถิงขอขอบคุณในน้ำใจยิ่งใหญ่ของสหายเต๋า ขอทราบนามของสหายเต๋าได้หรือไม่?”
ซูอี้ขานนามตนและกล่าวว่า “หากอยากขอบคุณกันจริง ๆ ตอบคำถามข้าสักหน่อยก่อนจะหายไปได้หรือไม่?”
จี้ถิงกล่าวเสียงลุ่มลึก “สหายเต๋าว่ามาเถิด ข้าจะพูดโดยมิปิดบังแน่นอน” ท้ายที่สุด รอยยิ้มเย้ยหยันตัวเองก็ปรากฏขึ้นจาง ๆ “ข้าในยามนี้ไม่ต่างกับเสี้ยววิญญาณ ก็แค่ซากวิญญาณใกล้สลายเท่านั้น…”
ซูอี้มิคิดมากและกล่าวเข้าประเด็นทันที “ใครเป็นคนทำลายเผ่ามังกรของเจ้าในกาลก่อน?”
ม่านตาของจี้ถิงหดลง ความแค้นที่ไม่อาจสะกดกลั้นปรากฏขึ้นบนใบหน้าราวถูกกระตุ้นด้วยความโศก “ข้าไม่ทราบที่มาของอีกฝ่าย รู้เพียงว่าเขาถูกเรียกว่า ‘พุทธเจ้าแผดตะเกียงแห่งอดีตกาล’ คาดว่าน่าจะเป็นเทพอันทรงพลังจากโลกแห่งเทพ!”
พุทธเจ้าแผดตะเกียงแห่งอดีตกาล!
หัวใจของซูอี้ตะลึง ยามอยู่ในจักรดาราตงเสวียนของโลกมนุษย์ เขาเคยต่อกรกับข้ารับใช้เทพใต้บัญชาพุทธเจ้าแผดตะเกียงแห่งอดีตกาลมาก่อน และยังเคยถูกอำนาจเจตจำนงของพุทธเจ้าแผดตะเกียงแห่งอดีตกาลจู่โจมเหนือธารสายยาวแห่งมิติเวลาด้วย! ยามนั้น สตรีลึกลับนามว่า ‘ลั่วเหยา’ ปรากฏตัวเพื่อช่วยให้เขารอดพ้นจากความตายไปได้
ซูอี้จึงได้รู้ว่าพุทธเจ้าแผดตะเกียงแห่งอดีตกาลเป็นศัตรูคู่อาฆาตของเขาในอดีตชาติ! ทว่าเขามิอาจทราบได้ว่า พุทธเจ้าแผดตะเกียงแห่งอดีตกาลเป็นศัตรูในชาติไหนของเขา เพราะจากที่เขารู้ในตอนนี้ มีอดีตชาติสองร่างของเขาที่ตกตายด้วยมือเทพ!
แต่สิ่งที่แน่ใจได้ก็คือพุทธเจ้าแผดตะเกียงแห่งอดีตกาลต้องเป็นหนึ่งในศัตรูที่เคยสังหารหนึ่งในอดีตชาติของเขาแน่ ๆ และยามนี้ เมื่อทราบว่า ที่แท้ผู้ทำลายวังมังกรทะเลบูรพา ณ ต้นยุคสุดวิเวกก็คือพุทธเจ้าแผดตะเกียงแห่งอดีตกาล ซูอี้จะมิประหลาดใจได้เช่นไร?
“ที่แท้ก็เป็นเขานี่เอง” ขณะเดียวกัน ซีหนิงก็กล่าวขึ้น “นั่นเป็นหนึ่งในพุทธองค์ซึ่งแข็งแกร่งที่สุดใน ‘ภูเขาวิญญาณสุขาวดี’ แห่งโลกเทพ วิถีลึกล้ำเกินคาดหยั่ง”
ภูเขาวิญญาณสุขาวดี! หนึ่งในพุทธองค์ที่แข็งแกร่งที่สุด!? ซูอี้ประหลาดใจ ยามนี้ เขาพลันตระหนักแล้วว่าต้องหาโอกาสชวนซีหนิงคุยเรื่องโลกแห่งเทพสักหน่อย เพื่อค้นหาว่า ‘โลกแห่งเทพ’ ที่ว่านี้เป็นอย่างไร และทวยเทพที่ว่าเหล่านั้นมีวิถีฝึกฝนแห่งเทพแตกต่างกันอย่างไร เช่น พุทธเจ้าแผดตะเกียงแห่งอดีตกาลนี้ที่ดูแตกต่างเกินเทพทั่วไปจะเทียบชั้นได้!
“ในอดีต พุทธเจ้าแผดตะเกียงมายังแดนเซียนได้หรือ?” ซูอี้กล่าวถาม คำถามนี้สำคัญนัก
“ไม่หรอก เมื่อตอนนั้น เขาใช้อำนาจเทพต้องห้ามส่งเจตจำนงมายังแดนเซียน และใช้อำนาจกฎเกณฑ์ในแดนเซียนก่อร่างทิพย์ขึ้นมา” จี้ถิงกล่าวเสียงทุ้มต่ำ “ทว่าต่อให้เป็นอำนาจเจตจำนง เผ่าของข้าก็สู้ไม่ได้อยู่ดี ยามนั้น เขากล่าวไว้ว่าบันทึกผลกรรมมีชะตาต้องกับสำนักพุทธนภาประจิม เผ่ามังกรของข้าไม่มีสิทธิ์ครอบครองสมบัติชิ้นนี้ หาไม่ ทั้งเผ่าจะถูกทำลายสูญสลาย…”
ซูอี้เลิกคิ้ว แค่เพื่อจะชิงสมบัติแต่กลับพูดจาเสียดูสูงส่ง พุทธเจ้าแผดตะเกียงแห่งอดีตกาลนี้ช่างหน้าด้านหน้าทนเสียจริง!
“เช่นนั้น เมื่อเจ้าไม่ตกลง เขาก็โจมตีหรือ?” ซูอี้ถาม
จี้ถิงพยักหน้า สีหน้าแสนโศกเศร้า “คนไม่ผิด ผิดที่ครองหยก แม้พุทธเจ้าแผดตะเกียงแห่งอดีตกาลจะเป็นผู้ทำลายเผ่าของข้า แต่ที่มาแห่งหายนะก็คือบันทึกผลกรรม ถึงอย่างไร ข้าก็เป็นผู้ฝ่าฝืนคำสั่งของบรรพชน ใช้บันทึกผลกรรมโดยไม่ได้รับอนุญาต หายนะสิ้นเผ่าพันธุ์จึงบังเกิด”
ซูอี้ไม่กล้าเห็นด้วยกับเรื่องนี้ ความผิดเช่นนี้ไร้สาระสิ้นดี ก่อนหน้านี้เป็นเพราะวังมังกรทะเลบูรพารักษาบันทึกผลกรรมมิได้ ไม่ใช่เพราะจี้ถิงสร้างภัยต่อวังมังกรทะเลบูรพาเสียหน่อย
ซูอี้ถามอีกครั้ง “เผ่ามังกรของพวกเจ้ามีบันทึกผลกรรม แต่ไฉนจึงมีคำสั่งห้ามใช้สมบัติชิ้นนี้กัน?”
อีกฝ่ายรำพึง “เพราะบรรพชนเชื่อว่าด้วยความแข็งแกร่งของเผ่าข้า มันไม่เพียงพอที่จะใช้สมบัตินี้ หากใช้มัน จะเป็นโทษมากกว่าคุณและก่อให้เกิดหายนะ”
ซูอี้ก็เข้าใจเช่นกัน เมื่อโอกาสยิ่งใหญ่เกินไป ผลลัพธ์ย่อมร้ายมากกว่าดี และสาเหตุที่วังมังกรทะเลบูรพาประสบหายนะเมื่อกาลก่อน อาจจะเป็นเพราะจี้ถิงใช้บันทึกผลกรรมตามใจ แต่คนร้ายตัวจริงก็คือพุทธเจ้าแผดตะเกียงแห่งอดีตกาล!
จู่ ๆ จี้ถิงก็ชี้ไปยังเตาหลอมเก้ามังกรที่มีขนาดใหญ่ที่อยู่ไกล ๆ และกล่าวอย่างเร่งรีบ “นั่นคือ ‘เตาหลอมบรรพบุรุษมังกร’ ของเผ่าข้า เป็นสมบัติสูงสุดขอบเขตมหาศาลซึ่งสามารถกักเก็บโลหิตของบรรพชนมังกรอันบริสุทธิ์และดั้งเดิมได้ รวมถึง ‘คัมภีร์หมื่นมังกรแรกบรรพกาล’ ซึ่งเป็นมรดกสูงสุดของเผ่าข้าด้วย นอกจากนั้นยังมีกระดูกชะตามังกรชิ้นหนึ่งที่บรรพชนของข้าทิ้งเอาไว้…”
เสียงของเขายังไม่ทันสิ้น ร่างอันพร่ามัวของเขาก็สลายเป็นละอองแสงเสียแล้ว ซูอี้นำไหสุราออกมาจิบอย่างเงียบงัน เขาไม่มีความแค้นกับจี้ถิง แม้ก่อนหน้านี้จะถูกอีกฝ่ายไล่ล่าเกือบตาย แต่ชายหนุ่มก็ไม่ได้ถือโทษเจ็บแค้น เพราะถึงอย่างไร อีกฝ่ายเมื่อกาลก่อนก็เป็นเพียงวิญญาณร้าย สิ่งที่สะเทือนใจเขาจริงๆ ก็คือ ในฐานะองค์ชายเก้าผู้เจิดจรัสที่สุดแห่งเผ่ามังกร ผู้บรรลุเป็นเทพในแดนเซียน จี้ถิงกลับมิอาจขัดขืนพลังของพุทธเจ้าแผดตะเกียงแห่งอดีตกาลได้ จึงทำให้ซูอี้ไม่อาจคาดเดาได้เลยว่าพุทธเจ้าแผดตะเกียงแห่งอดีตกาลแข็งแกร่งเพียงใด
“คนผู้นี้… ถูกปลดปล่อยเสียทีนะ” ซีหนิงกระซิบ บางทีสิ่งที่เจ็บปวดที่สุดอาจไม่ใช่ความตาย แต่เป็นการอยู่ก็มิรอด ตายก็มิได้มากกว่า บรรยากาศเงียบสงัดวังเวงไปชั่วขณะ กระทั่งโลงดาบหกชุ่นและบันทึกผลกรรมยังสงบเงียบ หรือก็คือ การต่อสู้ระหว่างสมบัติทั้งสองจบลงแล้ว
โลงดาบหกชุ่นลอยคว้างอยู่กลางอากาศ บันทึกผลกรรมที่อยู่บนพื้นยังคงแน่นิ่ง หน้ากระดาษยับย่นราวถูกขยำอย่างดุเดือด บนหน้ากระดาษแผ่นหนึ่งเขียนไว้ว่า ‘อย่างไรข้าก็ทำอันใดเจ้ามิได้อยู่ดี จะทำอันใดก็ทำเถิด! พวกท่านเจ้าประคุณทั้งหลาย ข้ารับปากจะมิดิ้นรนแล้ว’
วาจานี้ดูเลอะเทอะอย่างเห็นได้ชัด โลงดาบหกชุ่นลอยค้างกลางเวหา ดูไม่อยากยุ่งเกี่ยวกับบันทึกผลกรรมซึ่งทำตัวเป็นเด็ก ๆ อีกต่อไป ทว่าก็มิได้ถอยกลับ ซูอี้ ซีหนิง และฝานจุยล้วนสังเกตเห็นสิ่งที่เกิดขึ้นนี้ และต่างรู้สึกพิกลในใจ ในฐานะหนึ่งในเก้าความลับแห่งจักรวาล ใครเล่าจะคาดคิดว่าบันทึกผลกรรมที่ทำให้จี้ถิงบรรลุเทพ ทั้งยังดึงดูดให้พุทธเจ้าแผดตะเกียงแห่งอดีตกาลมาแย่งชิง จะถูกรังแกจนนอนแผ่เช่นนี้?
ตอนที่ 1,837: สิ่งที่เรียกว่าผลกรรม
ซูอี้หาคาดไว้ไม่ว่าโลงดาบหกชุ่นจะอหังการเสียจนสามารถปราบบันทึกผลกรรมได้อยู่หมัด! เหตุการณ์นี้เกินความคาดหมายของเขา เพราะโลงดาบหกชุ่นไม่อยู่ในควบคุมของชายหนุ่ม หรือฟังคำสั่งของเขามาก่อน ในทางกลับกัน มันดูจะมีจิตวิญญาณเป็นของตน และปราบบันทึกผลกรรมด้วยตัวมันเอง!
“พวกเจ้าอยู่ตรงนี้ก่อนนะ” ซูอี้กล่าวแล้วเดินเข้าไปหาโลงดาบหกชุ่นและบันทึกผลกรรมแต่เพียงผู้เดียว
พั่บ! ทันใดนั้น หน้ากระดาษของบันทึกผลกรรมที่แผ่แน่นิ่งกับพื้นก็สั่นกระพือ ดูเหมือนมันพยายามลุกขึ้น โลงดาบหกชุ่นพลันขยับอย่างมาดร้าย บันทึกผลกรรมชะงักนิ่ง แผ่กลับลงกับพื้นทันใด มีเพียงข้อความอันแสนโกรธเคืองปรากฏขึ้นบนหน้ากระดาษ
‘เยี่ยมมาก ในที่สุดข้าก็เข้าใจ เจ้าสามดาบร่วมมือกับเจ้าคนผิดปกตินั่นมารังแกข้านี่เอง!!’
โลงดาบหกชุ่นไร้การเคลื่อนไหว ทว่าคำขู่ไร้เสียงนั้นทำให้บันทึกผลกรรมมิกล้าขยับเขยื้อนเลยสักนิด ซูอี้เข้ามาใกล้แล้ว เขาเห็นข้อความบนหน้าหนังสือ แล้วสายตาของเขาก็แปรเปลี่ยนพิกล
เจ้าสามดาบ? นี่น่าจะเป็นชื่อเรียกโลงดาบหกชุ่น ส่วนที่ว่า ‘คนผิดปกติ’… ต้องหมายถึงเขาแน่ ๆ บันทึกผลกรรมนี้มีสติปัญญาหรือ? นั่นทำให้ซูอี้รู้สึกพิลึกในใจ เขาย่อตัวนั่งลงจ้องบันทึกผลกรรมบนพื้น และกล่าวว่า “ไฉนเจ้าจึงเรียกข้าเป็นคนผิดปกติหรือ?”
ข้อความปรากฏขึ้นบนหน้าว่างของบันทึกผลกรรม ‘มหาเซียนเล็กจ้อย หาควรค่าเสวนากับข้าผู้นี้ไม่!’
ป้าบ! โลงดาบหกชุ่นตบเข้าใส่บันทึกผลกรรมราวเป็นก้อนอิฐ บันทึกผลกรรมสั่นสะท้านรุนแรง หน้ากระดาษของมันถูกฟาดเสียแบนแต๋ มันยกหน้าว่าง ๆ ขึ้นด้วยท่าทีสั่น ๆ และเขียนว่า ‘ก็ได้! เห็นแก่หน้าเจ้าสามดาบ ข้าจะให้โอกาสเจ้าคุยด้วย!!’
ป้าบ!! โลงดาบหกชุ่นฟาดเข้าใส่อีกหน ดูไม่พอใจกับการวางตัวของบันทึกผลกรรม เพียงมองตาเปล่าก็เห็นได้ว่าบันทึกผลกรรมถูกฟาดจนบู้บี้ พร้อมพังทลายกระเจิดกระเจิงทุกเมื่อ ทว่าในพริบตาเดียว มันก็คืนชีพฟื้นลักษณ์เดิมอย่างน่าประหลาดใจ แม้หน้ากระดาษจะยับย่นดูน่าเวทนานักก็ตาม มันแผ่แน่นิ่งอยู่กับที่ จากนั้นมันก็ส่งข้อความเลอะเทอะออกมาอีกหน ‘หากเจ้าไม่เก็บเจ้าสามดาบไป ข้าจะมิคุยด้วย!’
ซูอี้ “…” เมื่อเห็นโลงดาบหกชุ่นจะขยับอีกหน ซูอี้ก็หยุดมันทันที “ข้าจัดการเอง”
โลงดาบหกชุ่นหยุดทันที บันทึกผลกรรมดูโล่งใจอย่างเห็นได้ชัด หน้ากระดาษยู่ยี่ผ่อนลงเล็กน้อย ซูอี้เองก็ถอนหายใจโล่งอก โลงดาบหกชุ่นอยู่เหนือการควบคุมของเขาเสมอ แต่ก็เห็นได้ชัดว่ามันยังคงเชื่อฟังคำของเขา ซูอี้ตระหนักได้ว่าโลงดาบหกชุ่นก็น่าจะมีจิตวิญญาณและสติปัญญาเหมือนบันทึกผลกรรม!!
ซูอี้สงบใจตนเองแล้วกล่าวกับบันทึกผลกรรม “เอาล่ะ ถึงตาเจ้าตอบคำถามข้าแล้ว”
ปราณฮุ่นตุ้นแผ่ออกมาจากบันทึกผลกรรมจาง ๆ หน้ากระดาษยับย่นกลับสู่สภาพดั้งเดิมของมันอย่างรวดเร็ว จากนั้นก็เปิดหน้าโล่ง ๆ ตรงกลาง ข้อความหนึ่งปรากฏบนหน้ากระดาษนั้น “ผู้ใดใต้ทวยเทพผู้สามารถประชันกับกฎเหล็กแห่งผลกรรมได้ ข้าย่อมถือเป็น ‘คนผิดปกติ’ ทั้งสิ้น”
ซูอี้ครุ่นคิดสักพักและกล่าวว่า “หมายความว่าหลังบรรลุเป็นเทพ เราจะสามารถเป็นอิสระจากพันธนาการแห่งผลกรรมได้หรือ?”
บันทึกผลกรรมกล่าว “ไม่ ทวยเทพก็แค่มี… คุณสมบัติพอต่อกรกับผลกรรมได้เท่านั้น แค่มีคุณสมบัติ! หากข้าคิดจะทำเช่นนั้น ทวยเทพก็มิอาจพ้นบ่วงผลกรรมไปได้หรอก!”
ซูอี้อดประหลาดใจมิได้ พร้อมกล่าวอย่างสนอกสนใจ “เช่นนั้นเราต้องมีมหาวิถีเช่นไรจึงมิถูกพัวพันด้วยอำนาจผลกรรมหรือ?”
บันทึกผลกรรมตอบ ‘ยากจะกล่าว มีทั้งคนผิดปกติเช่นเจ้าซึ่งสามารถต่อกรกับผลกรรมได้โดยมิเป็นเทพ และในหมู่เทพผู้สามารถสะบั้นบ่วงผลกรรมได้นั้นหาเป็นเพราะความแข็งแกร่งของพวกเขาไม่ แต่ขึ้นกับกฎแห่งยุคสมัยในมือพวกเขา’
ซูอี้ครุ่นคิดสักพักก็พอเข้าใจ อำนาจผลกรรมเป็นกฎแห่งยุคสมัยประการหนึ่ง และผู้ที่สามารถต้านทานผลกรรมได้นั้นย่อมขึ้นกับความแข็งแกร่งของกฎแห่งยุคสมัยที่เขามี เมื่อคิดได้ดังนั้นซูอี้ก็ตระหนักถึงบางอย่าง…
เคล็ดพลังเวิ้งลึกล้าสามารถสะบั้นผลกรรมได้ นั่นไม่ได้หมายความว่าอำนาจมหาวิถีจากธารนทีสายยาวแห่งชะตากรรมนั้นเลิศล้ำกว่ากฎแห่งยุคสมัยของทวยเทพทั้งหลายอีกหรือ? แก่นแท้ของกฎแห่งยุคสมัยก็เป็นอำนาจมหาวิถีเช่นกัน แค่ว่ามันสื่อถึงอำนาจกฎเกณฑ์ของอารยธรรมในหนึ่งยุคสมัย และมหาวิถีเวิ้งลึกล้าก็สามารถสะบั้นผลกรรมได้ อาจหมายความว่ามหาวิถีเวิ้งลึกล้านี้มีศักยภาพเพียงพอแปรเปลี่ยนเป็นกฎแห่งยุคสมัย!!
ซูอี้รู้สึกสดชื่นในใจ การค้นพบนี้ไม่ต่างกับการเปิดหน้าต่างบานใหม่สำหรับเขา ไม่เพียงทำให้เขาเข้าใจมหาวิถีเวิ้งลึกล้าอย่างลึกซึ้งมากขึ้น ยังทำให้เขาเข้าใจ ‘กฎแห่งยุคสมัย’ เหล่านั้นมากขึ้นด้วย ในเมื่อมหาวิถีเวิ้งลึกล้ามีศักยภาพเช่นนี้ แล้วมหาวิถีวัฏสงสารเล่าจะอ่อนด้อยกว่าได้หรือ? อย่าลืมเสียว่าทวยเทพไม่ยอมให้มีวัฏสงสารอยู่!!
ขณะซูอี้ครุ่นคิด ข้อความหนึ่งพลันปรากฏขึ้นบนบันทึกผลกรรม ‘สิ่งที่เจ้ามิเข้าใจนั้นเกี่ยวข้องกับทัศนวิสัยและการฝึกฝนของเจ้าเอง และเมื่อเจ้าบรรลุวิถีสู่เทพ ความสับสนมากมายในใจเจ้าก็จะคลี่คลายลงได้เอง’
‘ข้าติดอยู่ที่นี่เนิ่นนานตั้งแต่แต่ต้นยุคสุดวิเวก มิรู้เรื่องอันใดในโลกภายนอก สิ่งที่เจ้าอยากรู้น่าจะแปรเปลี่ยนไปจากความเข้าใจของข้าแล้ว ต่อให้ข้าตอบเจ้าไป ความผิดพลาดคลาดเคลื่อนก็ย่อมต้องมี จำไว้ว่าอย่ากระทำการโดยเปล่าประโยชน์จะดีกว่า กล่าวคือ ข้ามิได้รู้ไปเสียทุกเรื่อง ข้าแค่เคยประจักษ์ต่อผลกรรมมากมาย สืบผลกรรมบางประการที่โลกหล้ามิอาจมองเห็นได้เท่านั้น’
เมื่อข้อความขึ้นมาถึงตรงนี้ มันก็นิ่งไปครู่หนึ่ง จากนั้นก็เริ่มปรากฏข้อความขึ้นต่อ ‘เจ้าเป็นตัวแปรตัวหนึ่งซึ่งมิกลัวในผลกรรม ขอเพียงเจ้าเสวนากับข้า เจ้าจะถูกผลกรรมรัดพัน และจะยังเกิดเรื่องเหนือความคาดหมายแน่แท้ เฉกเช่นจุดจบของจี้ถิง กาลก่อน เขามิอาจสะกดกลั้นความหมกมุ่นกระหายจะเป็นเทพในใจได้ ตั้งมั่นจะทำความเข้าใจอำนาจแห่งผลกรรม แม้ว่าเขาจะทำสำเร็จในที่สุด เขาก็ถูกบ่วงผลกรรมพันธนาการยามขึ้นเป็นเทพ ผลสุดท้าย สิ่งนั้นได้สังหารเขาและยังพาทุกคนในเผ่ามังกรทะเลบูรพาตกตายไปกับเขาด้วย’
ซูอี้ขมวดคิ้ว “กาลก่อน เจ้าเคยเตือนเขาบ้างหรือไม่?”
บันทึกผลกรรมตอบ ‘ข้าเป็นเพียงสมบัติชิ้นหนึ่ง แม้จะถือครองอำนาจผลกรรม ข้าเองก็ถูกอำนาจผลกรรมพันธนาการไว้เช่นกัน มิอาจเข้าแทรกแซงสิ่งใดได้ หากฝ่าฝืน ข้าจะถูกผลข้างเคียงราวีและผลกรรมจากการแทรกแซงของข้ายังจะก่อให้เกิดมหันตภัยเกินคาดคะเนด้วย นั่นเป็นบัญญัติ! เป็นกฎเหล็กสูงสุด! หากเจ้าอยากรู้ว่าไฉนเป็นเช่นนี้ สักวันหนึ่ง หากเจ้าสามารถ…’
ขณะข้อความขึ้นมาถึงตรงนี้ บันทึกผลกรรมพลันสั่นสะท้านรุนแรง รอยร้าวบังเกิดขึ้นบนหน้ากระดาษอันเต็มไปด้วยข้อความ ทันใดนั้น บันทึกผลกรรมก็ลนลาน รีบร้อนขีดฆ่าประโยคสุดท้ายไป จากนั้นข้อความบรรทัดใหม่ก็ปรากฏ ‘เห็นหรือไม่ นี่เป็นเรื่องต้องห้าม มิอาจพูดได้ หาไม่ข้านี่แหละจะซวยก่อน!’
สายตาของซูอี้ดูพิกล เขารู้สึกเสมอว่าข้อความบนบันทึกผลกรรมบรรจุความแค้นเคืองอย่างหนาแน่น ซ้ำยังเจือโทสะเดือดดาลปนเปมาด้วย เขาไม่รู้เลยว่าการมีอยู่ของเขาททำให้บันทึกผลกรรมเกือบได้รับผลข้างเคียงไปหลายต่อหลายหนในปฏิบัติการ ณ วังมังกรทะเลบูรพานี้…
ซูอี้ครุ่นคิดอยู่ครู่หนึ่งก็กล่าวว่า “หากเป็นเช่นนั้น กาลก่อนที่พุทธเจ้าแผดตะเกียงทำลายเผ่ามังกรทะเลบูรพาเพื่อชิงเจ้าไป เขาก็ต้องรับผลกรรมด้วยหรือ?”
บันทึกผลกรรมตอบ “เขาสามารถปลดเปลื้องผลกรรมได้เช่นเจ้า มันเขียนต่อ มหาวิถีส่วนใหญ่ที่พวกสำนักพุทธบรรลุล้วนเกี่ยวเนื่องกับผลกรรม พวกเขาจึงมีเคล็ดวิชามากมายไว้ต่อกรกับผลกรรม ผลกรรมนั้นกระจัดกระจายอยู่ในกระแสธารแห่งชะตากรรม ผ่านอดีต ปัจจุบัน และอนาคต ทว่าสรรพชีวิตในโลกหล้า ไม่ว่าจะมีมหาวิถีสูงส่งต่ำต้อยเพียงไร ขอเพียงคำนึงก็จะเกิดผลกรรมได้ทั้งสิ้น สำนักพุทธนั้นเสาะแสวงผลกรรม อิงอดีต ประจักษ์ปัจจุบัน และอนุมานอนาคต ความเข้าใจผลกรรมของพวกเขาสูงล้ำห่างไกลกว่าผู้ฝึกตนอื่นใดในโลกหล้า กาลก่อนก็ ‘กฎแห่งอดีต’ นี่แหละที่เป็นเหตุผลให้พุทธเจ้าแผดตะเกียงยืนกรานจะชิงข้าไป…’
ทันใดนั้น ข้อความก็ชะงักไป มิต้องสงสัยเลยว่านี่ก็เป็นเรื่องต้องห้ามอีกอย่าง หากเล่าออกไป บันทึกผลกรรมจะได้รับผลข้างเคียง ‘กล่าวคือ เมื่อความลับเหล่านี้เกี่ยวเนื่องกับเรื่องต้องห้าม ข้ามิอาจบอกออกมาได้ นั่นเป็นปริศนายากที่เจ้าจะเข้าใจ สักวันหลังเจ้าขึ้นเป็นเทพ เจ้าจะได้เห็นความลับเหล่านี้เอง’
บันทึกผลกรรมปรากฏข้อความขึ้นอีกหน มันพูดจ้อน้ำไหลไฟดับ หากซูอี้ซูอี้ไม่ปริปาก มันก็จะพูดไม่หยุด ซูอี้พลันกล่าวขัดขึ้นว่า “งั้นอย่าพูดเรื่องนี้กันเลย”
บันทึกผลกรรมดูเหมือนจะยังมิจบประเด็น ‘เรื่องนั้น…ช่างเถอะ เจ้าไม่รู้หรอกว่าข้าเหงาเพียงไร ตลอดกาลนานมา ข้าถูกกฎบัญญัติแห่งผลกรรมจำกัดไว้ ทำให้ข้าพูดได้กับแค่ตัวเอง มิอาจหาใครแบบเจ้ามาคุยด้วยได้ เฮ้อ ที่สูงช่างเหน็บหนาววังเวงเงียบเหงาเหลือเกิน คำบรรยายเช่นนี้ยังน้อยไปด้วยซ้ำ’
ซูอี้ “…” บันทึกผลกรรมไม่เพียงปากคอเยี่ยงโจร ยังช่างจ้ออีกด้วย! และมันยังชอบบ่นไม่หยุดปากอยู่ฝ่ายเดียวด้วย ยามพบคนให้คุยด้วย มันจะพูดไม่หยุดราวกลัวถูกสวนกลับ
“หยุด!” เมื่อเห็นบันทึกผลกรรมยังจะพูดต่อ ซูอี้ก็หยุดไว้ทันที “มีเรื่องหนึ่งที่ข้าต้องการให้เจ้าช่วย”
บันทึกผลกรรม ‘ฮึ ข้ารู้อยู่แล้วว่าเจ้ามายังซากวังมังกรเพื่อพบข้า ว่ามาเถอะ เห็นแก่หน้าบาง ๆ ของเจ้าสามดาบ ข้าก็มิถือหากจะช่วยเท่าข้าจะช่วยได้’ วาจานั้นดูราวกำลังจะสงเคราะห์การกุศล
ซูอี้คร้านเกินกว่าจะอ้อมค้อม เรียกซีหนิงมาหา และกล่าวกับบันทึกผลกรรม “ช่วยข้าดูทีว่าผลกรรมใดซุกซ่อนในปริศนาโดยกำเนิดของนางบ้าง”
ก่อนหน้านี้ ซีหนิงเคยกล่าวว่ายามกำเนิด นางพัวพันด้วยปริศนาพิเศษเกินหยั่งคาดมากมาย บ้างเกี่ยวกับชีวิต บ้างเกี่ยวกับความสามารถ บ้างเกี่ยวเนื่องกับผลกรรมลิขิต! กระทั่งในตระกูลของซีหนิง ยังไม่มีผู้ใดทราบได้ว่าไฉนซีหนิงจึงมีปริศนาซุกซ่อนมากมายเพียงนี้ ราวเป็นบัญญัติห้ามอันเกินหยั่งถึง กระทั่งบัดนี้ ซีหนิงเองก็ยังไม่อาจพบคำตอบ นางจึงมายังแดนเซียนในครานี้เพื่อค้นหาบันทึกผลกรรม ด้วยต้องการใช้อำนาจของสมบัติลับแห่งฮุ่นตุ้นชิ้นนี้คลี่คลายปริศนาในตัวนางเอง และยามนี้ก็ถึงกาลอันสมควรแล้ว!
ตอนที่ 1,838: ปริศนา
ซูอี้บอกเล่าเกี่ยวกับสถานการณ์ของซีหนิงคร่าว ๆ เห็นได้ชัดว่าบันทึกผลกรรมเกิดความอยากรู้อยากเห็นเช่นกัน แถวตัวอักษรปรากฏขึ้นบนหน้ากระดาษ
‘ทุกสรรพสิ่งในใต้หล้า มีเหตุย่อมมีผล เจ้าเจอคนที่ใช่แล้ว สิ่งที่ทวยเทพไม่สามารถทำได้ ใช่ว่าข้าจะไม่สามารถทำได้! สาวน้อย วางมือลงบนตัวข้า ข้ามาที่นี่เพื่อคลายข้อสงสัยให้พร้อมกับช่วยชี้แนะ!’
ในตัวอักษรแฝงด้วยความยโสยิ่งนัก ซีหนิงเผยท่าทีวิตกกังวล ก่อนยกมือขึ้นวางบนบันทึกผลกรรม นางมีความลับมากกว่าหนึ่งอย่าง อยู่ในนั้นมาตั้งแต่เกิด แม้กระทั่งทวยเทพยังถือว่าเป็นสิ่งต้องห้าม เป็นไปไม่ได้ที่จะมองทะลุความลึกลับนี้ได้ ด้วยความช่วยเหลือของบันทึกผลกรรม ความจริง… อาจถูกเปิดเผยก็เป็นได้!
ลำแสงพลังแห่งเหตุต้นผลกรรมสีแดงเข้มราวกับเส้นด้าย ปรากฏขึ้นจากบันทึกผลกรรม พันรอบนิ้วเรียวของซีหนิง หลังจากนั้น หน้ากระดาษจำนวนมากของบันทึกผลกรรมสั่นสะเทือน ความโกลาหลพลันบังเกิด มีสัญลักษณ์ลึกลับและคาดเดาไม่ได้นับไม่ถ้วนปรากฏขึ้นบนหน้ากระดาษหนังสือ ราวกับกำลังอนุมานอะไรบางอย่าง บางครั้ง สามารถมองเห็นภาพพร่าเลือนและภาพลวงตา ปรากฏขึ้นในบันทึกผลกรรมได้ ราวกับเงาที่หายวับ ประเดี๋ยวมา ประเดี๋ยวไป
‘ข้าเข้าใจแล้ว!’ ทันใดนั้น หน้ากระดาษที่พลิกไปมากลับหยุดนิ่ง ลวดลายประทับลึกลับปรากฏขึ้นบนหน้ากระดาษแผ่นหนึ่ง ในลวดลายเป็นโลกสีเทาแห้งแล้ง ทุกสรรพสิ่งหม่นหมอง มีเพียงเงาดาบคลุมเครือที่ลอยอยู่ในนั้น
นี่มันอันใด? ซูอี้และคนอื่นล้วนมองดู
แถวตัวอักษรปรากฏขึ้นในบันทึกผลกรรม ‘ลวดลายประทับนี้หลอมรวมเข้ากับพลังแรกกำเนิดของสาวน้อยผู้นี้ มันช่างแปลกประหลาดยิ่งนัก เหมือนกับปริศนา แทบอ่านไม่ออก พวกเราทำได้เพียงรอให้สาวน้อยผู้นี้ปลุกพลังแรกกำเนิดขึ้นมาได้ก่อน ถึงตอนนั้นอาจเข้าใจความลับของลวดลายประทับนี้ก็เป็นได้’
ซูอี้ประหลาดใจ ลวดลายประทับแรกกำเนิดต้องปลุกพลังแรกกำเนิดเพื่อเข้าใจความลึกลับของมัน สิ่งนี้สะท้อนให้เห็น ถึงประสบการณ์ชีวิตแสนพิเศษและลึกลับของซีหนิงเพิ่มอย่างไม่ต้องสงสัย!
ตัวอักษรยังคงปรากฏบนบันทึกผลกรรม ‘ยืนยันได้แล้วว่าลวดลายประทับนี้ ข้องเกี่ยวกับวิถีชะตาต้องห้ามเป็นอย่างมาก!’
“วิถีชะตาหรือ?”
‘ใช่แล้ว!’ บันทึกผลกรรมคล้ายกับตื่นเต้น อีกทั้งยังระแวดระวังรอบคอบมากยิ่งขึ้น ‘ก่อนที่สาวน้อยผู้นี้จะถือกำเนิด เจ้าก็ได้รับความโปรดปรานจากชะตาแล้ว!’
ดวงตาเปล่งประกายของซีหนิงกะพริบแล้วถามว่า “เหตุผลที่ข้าเกิดมาพร้อมกับลวดลายประทับนี้ เป็นเพราะมันถูกเตรียมไว้ล่วงหน้าใช่หรือไม่?”
บันทึกผลกรรมตอบว่า ‘นั่นก็พูดยาก เว้นแต่…’ ตัวอักษรหยุดนิ่งทันที เพราะมีรอยฉีกขาดนับไม่ถ้วนบนหน้ากระดาษนั้น ราวกับมันกำลังถูกเผาไหม้ สร้างความประหลาดใจให้กับบันทึกผลกรรม มันรีบแสดงตัวอักษรขึ้นมาอย่างร้อนรน กล่าวว่า ‘เห็นหรือเปล่า สัมผัสเข้ากับเรื่องต้องห้ามอีกแล้ว!’
ทุกคน “…”
ทว่าซูอี้พอจะเข้าใจ พลางกล่าวกับซีหนิงว่า “เมื่อพูดถึงจุดกำเนิดของลวดลายประทับนี้ บันทึกผลกรรมก็เกือบโดนผลย้อนกลับเล่นงาน เช่นนั้น จุดกำเนิดของมันย่อมถูกกำหนดไว้ว่าไม่ธรรมดา กล่าวคือ หากมีใครบางคนเตรียมไว้ล่วงหน้า เช่นนั้นวิถีเต๋าของคนผู้นี้…ก็มีชะตาต้องยืนหยัดต่อสู้กับพลังของเหตุต้นผลกรรม ทำให้บันทึกผลกรรมไม่สามารถมองผ่านความลึกลับดังกล่าวได้!”
บันทึกผลกรรมถามว่า ‘เหตุใดข้าจึงรู้สึกว่าเจ้ากำลังหลอกด่าว่าไร้ประโยชน์กันนะ?’
ซูอี้ถามกลับว่า “เช่นนั้นทำไมเจ้าไม่พยายามอนุมานจุดกำเนิดของลวดลายประทับนั้นดูล่ะ?”
บันทึกผลกรรม “…” ทันใดนั้นมันก็เงียบไป
“ชะตาของข้า… ได้ถูกกำหนดเอาไว้แล้ว…” ร่องรอยความสับสนปรากฏบนปลายคิ้วงดงามละเอียดอ่อนของซีหนิง “แต่ข้าไม่เคยรู้สึกเลยว่าชั่วชีวิตที่ผ่านมาถูกผู้อื่นครอบงำชีวิต…”
ซูอี้ปลอบอย่างแผ่วเบาว่า “เรื่องนี้ช่างมันเถอะ เมื่อเจ้าปลุกพลังแรกกำเนิดขึ้นมาได้แล้ว พวกเราย่อมค้นพบความจริงเอง”
ซีหนิงพยักหน้า
‘ไม่จำเป็น’ แถวตัวอักษรพลันปรากฏขึ้นในบันทึกผลกรรมอีกครั้ง ‘สาวน้อยผู้นี้มีความลับมากกว่าหนึ่งอย่าง ข้าสังเกตเห็นแล้วว่า ในแหล่งกำเนิดชีวิตของนาง มีสมบัติลึกลับอยู่ แม้ข้าจะสัมผัสตัวตนของสมบัติชิ้นนี้ได้ ทว่ากลับมองไม่เห็นว่าสมบัติชิ้นนี้มันคืออะไรกันแน่ สาวน้อย เจ้าสามารถแสดงสมบัติชิ้นนี้ให้ข้าดูได้หรือไม่?’
อึดใจต่อมา ซูอี้มองซีหนิงเช่นกัน ซีหนิงตกตะลึง นางส่ายหน้าก่อนกล่าวว่า “ก่อนที่ข้าจะเกิดมา สมบัตินั่นก็รวมเข้ากับแหล่งกำเนิดชีวิตของข้าแล้ว ไม่สามารถนำออกมาได้ แต่ว่า เมื่อใดที่ข้าอุทิศตนเพื่อการฝึกฝน ข้าสามารถสัมผัสได้ชัดเจนว่าสมบัติชิ้นนั้นมีรูปทรงเหมือนกับใบไม้ ดูคลุมเครือยิ่งเหมือนกับถูกปกคลุมด้วยพลังแห่งความโกลาหล”
ใบไม้หรือ? จากความตกตะลึง พลันกลายเป็นประหลาดใจ ซูอี้ถามว่า “ผลวิเศษของสมบัติชิ้นนี้คืออันใด?”
ซีหนิงเงียบทันที ซูอี้เข้าใจทันทีว่ามีบางอย่างผิดปกติจึงกล่าวว่า “ถ้ามันข้องเกี่ยวกับเรื่องส่วนตัว เช่นนั้นก็ไม่ต้องพูดหรอก”
ซีหนิงส่ายหน้าแล้วกล่าวว่า “ไม่ใช่ว่าบอกไม่ได้ แต่สมบัติชิ้นนี้พิเศษมาก ปกติแล้วเป็นไปไม่ได้เลยที่จะสัมผัสตัวตนของมัน มีเพียงตอนที่ข้าทะลวงขอบเขตเท่านั้นที่ใบไม้นี้จะเกิดการเคลื่อนไหว เมื่อใดที่เกิดเหตุการณ์นี้ ข้าจะตกอยู่ในสภาวะแห่งการรู้แจ้งอันน่าประหลาดทันที เหมือนกับกำลังนั่งอยู่ใต้ต้นไม้ใหญ่ที่หยั่งรากอยู่ในความโกลาหล สามารถทะลวงผ่านขอบเขตและเข้าใจความลึกล้ำของเต๋าได้อย่างง่ายดาย”
เมื่อได้ยินดังนั้น ซูอี้พลันคิดตาม “หากเจ้ากล่าวเช่นนั้น ผลวิเศษของสมบัติชิ้นนี้น่าจะคล้ายกับพฤกษาหมื่นภูมิในตำนานของแดนเซียนเป็นแน่”
“ไม่เหมือนกัน” ซีหนิงกล่าวว่า “สิ่งที่ใบไม้นั้นมอบให้ข้า ไม่ใช่แค่ความลึกล้ำของมหาวิถีเท่านั้น แต่ยังรวมถึงการคลี่คลายปัญหาและอุปสรรคในการฝึกฝนใด ๆ ได้อย่างง่ายดาย… หลังจากครุ่นคิด นางก็กล่าวอย่างจริงจังว่า ข้าสงสัยว่าขอเพียงใบไม้อยู่ที่นั่น ยามที่บรรลุกลายเป็นเทพ ตัวข้าจะไม่เผชิญกับอุปสรรคใดแม้แต่น้อย”
ทันทีที่คำพูดเหล่านี้หลุดออกมา ซูอี้อดที่จะขยับไม่ได้ สมบัติเช่นนั้นต้องเป็นดั่งของล้ำค่ายิ่งอย่างไม่ต้องสงสัย! มันคือวัตถุศักดิ์สิทธิ์แห่งการฝึกฝน มีฤทธิ์มากพอจะทำให้ผู้คนคืบหน้าในมหาวิถี ก้าวกระโดดไปจนสุดทาง ไม่ต้องห่วงเรื่องอุปสรรคแต่อย่างใด!!
ในที่สุดซูอี้ก็เข้าใจว่าจุดประสงค์ที่ซีหนิงมาแดนเซียนก็เพื่อตามหาบันทึกผลกรรม ไม่ได้มีแค่การพิสูจน์เต๋ากลายเป็นเทพ! นางย่อมไม่ต้องกังวลเกี่ยวกับการพิสูจน์เต๋าเพื่อกลายเป็นเทพแต่อย่างใดด้วยใบไม้ลึกลับนั่น!
“ในอดีตที่ผ่านมา ข้ามักจะเรียกสมบัติชิ้นนี้ว่า ‘ใบไม้แห่งการรู้แจ้ง’ ถึงข้าจะยังไม่รู้ว่าจุดกำเนิดของมันคืออะไร และทำไมมันถึงเกิดขึ้นกับข้าก็ตามที” ร่องรอยความสับสนอยู่ตรงหว่างคิ้วของซีหนิง สมบัติเช่นนั้นทรงคุณค่ามากพอจะทำให้ผู้ฝึกตนในโลกหล้าอิจฉา แต่มันพิเศษและลึกลับเกินไปสำหรับนาง ไม่ต่างจากปริศนา
แถวตัวอักษรปรากฏขึ้นในบันทึกผลกรรม ‘สาวน้อย ทุกเหตุย่อมมีผลตามมา ไม่ว่าจะลวดลายประทับที่อยู่ในพลังแรกกำเนิดของเจ้า หรือใบไม้ในแหล่งกำเนิดชีวิตของเจ้า เมื่อเจ้าอยู่กับมันมาตั้งแต่กำเนิด เช่นนั้นย่อมหมายความว่าเหตุต้นผลกรรมถูกหว่านเอาไว้แล้ว เจ้าไม่ต้องฝืนแต่อย่างใด ย่อมมีสักวันที่ความจริงจะปรากฏขึ้น’
ซีหนิงพยักหน้าอย่างเงียบงัน คำตอบนี้ไม่อาจคลายความสงสัยในใจของนางอย่างเห็นได้ชัด ทว่ามันจะไร้ประโยชน์ ด้วยนางตระหนักได้แล้วว่าชะตาของตัวเองคล้ายถูกใครบางคนตระเตรียมไว้ตั้งแต่ที่ถือกำเนิดขึ้นมา ลวดลายประทับกับใบไม้แห่งการรู้แจ้งคือสิ่งที่พิสูจน์เรื่องนั้นได้ แม้จะหยิบยืมพลังของบันทึกผลกรรม พวกเขาก็ไม่อาจสรุปเหตุต้นผลกรรมได้ จึงเป็นไปได้ว่าตัวตนที่น่าสะพรึงคือผู้ที่ตระเตรียมชะตาดังกล่าวให้กับนาง!
“ในความเห็นของข้า นี่ไม่ใช่เรื่องแย่อะไร” บันทึกผลกรรมพลันเขียนแถวตัวอักษรขึ้นมา ‘ผู้ที่สามารถกำหนดชะตาและขัดขืนตัวตนของเหตุต้นผลกรรมได้ ทำไมต้องเหนียมอายไปด้วย?’
ซีหนิงตกตะลึง ตั้งแต่เกิดจนถึงตอนนี้ นางไม่เคยประสบกับการถูกควบคุมครอบงำโดยผู้อื่นมาก่อน เป็นเพราะพลังแรกกำเนิดกับความช่วยเหลือของใบไม้แห่งการรู้แจ้ง ทำให้วิถีของนางก้าวกระโดดในหมู่คนรุ่นเดียวกัน ไม่มีผู้ใดเทียบเคียงได้นานแล้ว แม้กระทั่งผู้อาวุโสบางคน ก็ยังถูกนางบดบัง!
บันทึกผลกรรมกล่าวว่า ‘ต้องมีความลึกลับอีกมากมายอยู่ในนั้นเป็นแน่ ไม่ว่าจะตอนนี้หรือภายภาคหน้า ชะตาของเจ้าก็ยังคงอยู่ในมือเจ้า การมีชีวิตอาจทำให้ประสบกับหายนะ แต่เจ้าย่อมสามารถตัดสินใจหาที่ตายด้วยตัวเองได้ หรือไม่จริง?’ คำพูดนี้ออกจะหยาบกร้านไปบ้าง แต่มันคือความจริง!
ซีหนิงเข้าใจความหมายทันที ต่อให้ความจริงจะถูกเปิดเผยในอนาคต หรือชะตาของตัวเองถูกควบคุมโดยผู้อื่น หากอยากปฏิเสธ ใช่ว่าจะเป็นไปไม่ได้ ผลลัพธ์ที่เลวร้ายที่สุด… ก็คือการฆ่าตัวตาย!
ซูอี้กล่าวว่า “หากเจ้าเผชิญกับบางสิ่งที่ไม่สามารถคลี่คลายได้จริง ข้าจะไม่นิ่งดูดายอย่างแน่นอน”
ซีหนิงตกตะลึง รอยยิ้มผุดขึ้นที่มุมริมฝีปากอย่างควบคุมไม่ได้ “เช่นนั้นข้าคงต้องขอบคุณสหายเต๋าล่วงหน้าแล้ว”
บันทึกผลกรรมกล่าวว่า ‘ข้าเกือบลืมไปเลย หากมีสหายเต๋าซูผู้นี้อยู่ด้วย ไม่ว่าจะเป็นการจัดเตรียมชะตาแบบใด ไม่ว่าจะเป็นเหตุต้นผลกรรมอันใด ทุกสิ่งก็สามารถถูกทำลายได้! ข้าใช้ชีวิตมาอย่างยาวนาน นี่เป็นครั้งแรกที่ข้าเคยเผชิญกับคนที่ผิดปกติอย่างเขา!’
ซูอี้ “…” ตกลงนี่เป็นคำชมหรือคำด่ากันแน่?
‘จริงสิ! ความเป็นไปได้ของเจ้าไม่อาจถูกผูกมัดด้วยเหตุต้นผลกรรม นั่นหมายความว่า… ทุกคนและทุกสิ่งที่ข้องเกี่ยวกับเจ้า จะมีการเปลี่ยนแปลงที่คาดเดาไม่ได้… แม้จี้ถิงจะถึงจุดจบไปแล้ว ก็ยังสามารถเป็นอิสระได้ ไม่ต้องสงสัยเลยว่าเหตุใดข้าไม่อาจสังเกตเห็นกลิ่นอายของเจ้าสามดาบได้ ทุกอย่างล้วนเกี่ยวกับเจ้านี่เอง! และก็ช่างบังเอิญที่สาวน้อยผู้มีภูมิหลังลึกลับคนนี้ ยังคงตามเจ้ามา หรือว่าจะมีเหตุต้นผลกรรมที่ยังไม่รู้จักอยู่อีก? เป็นไปได้!! ให้ตายเถอะ ในฐานะผู้รู้ของวิถีแห่งเหตุต้นผลกรรม ข้าเกือบมองไม่เห็นเหตุต้นผลกรรมที่ถูกปกปิดนี้เสียแล้ว!’
บันทึกผลกรรมกล่าวอย่างตื่นเต้นว่า ‘เช่นนั้นขอข้าดูหน่อยเถอะว่ามีความเชื่อมโยงใดระหว่างเหตุต้นผลกรรมนี้ ถ้าหากมีอยู่จริงก็จะเป็นการพิสูจน์ว่าการที่เจ้าอยู่กับสาวน้อยผู้นี้ ไม่ใช่เรื่องบังเอิญ!’
ซูอี้และซีหนิงมองหน้ากัน เกิดความตะลึงอยู่ในใจ พวกเขาต่างนึกถึงฉากที่พบกันครั้งแรก… เริ่มจากถนนเสนาะจินดาที่เป็นหนึ่งในสามตลาดมืดขนาดใหญ่ในแดนเซียน นับตั้งแต่นั้นมา ทั้งสองค่อย ๆ มีโอกาสพบเจอมากขึ้น ก่อนกลายเป็นสหาย… จนกระทั่งไปทะเลบูรพาด้วยกัน ช่วยเหลือเกื้อกูลในซากวังมังกรด้วยกัน ทุกสิ่งเป็นไปอย่างปกติ ไม่มีอะไรผิดแปลกแต่อย่างใด
ต่อให้มีสิ่งแปลกประหลาดอยู่บ้าง แต่ด้วยประสบการณ์และปัญญาของทั้งสองย่อมต้องมองออก ไม่มีทางที่จะไม่สังเกตเห็น แต่เมื่อบันทึกผลกรรมคาดเดาดังกล่าวแล้ว ทั้งคู่ก็อดที่จะรู้สึกแปลกประหลาดอยู่ในใจไม่ได้
ตอนที่ 1,839: เห็นมังกรอยู่ในทุ่งนา จะได้พบผู้ค้าจุน
โครม! บันทึกผลกรรมพลันเผยบรรยากาศแห่งความโกลาหลหนาแน่น หน้ากระดาษจำนวนมากเปิดออก สัญลักษณ์คลุมเครือแปลกประหลาดจำนวนมากปรากฏขึ้น อนุมานได้ว่าอาจมีเหตุต้นผลกรรมใดซ่อนอยู่ระหว่างซูอี้และซีหนิง ทว่าบันทึกผลกรรมไม่กล้าอนุมานซูอี้ ด้วยกลัวว่าจะโดนผลย้อนกลับ จึงเปลี่ยนเป้าหมายการอนุมานไปที่ซีหนิงแทน แต่เพียงครู่เดียวเท่านั้น…
ตูม! มีเสียงดังขึ้น บันทึกผลกรรมเหมือนกับถูกฟ้าผ่า หน้ากระดาษแผ่นหนึ่งลุกเป็นไฟ
‘บัดซบ! เรื่องต้องห้าม เผชิญเรื่องต้องห้ามอีกแล้ว!’ บันทึกผลกรรมสั่นสะท้านอย่างรุนแรง ราวกับปลาเป็นถูกโยนขึ้นฝั่ง ดีดดิ้นไปมาอย่างต่อเนื่อง ทำท่าเหมือนกำลังจะตายด้วยความเจ็บปวด
ทั้งซูอี้และซีหนิงประหลาดใจ นี่มันเกิดอันใดขึ้นกัน? เหตุใดบันทึกผลกรรมถึงได้รับผลย้อนกลับ! ถึงกับต้องจ่ายอย่างสาสมถึงเพียงนี้! หรือว่าจะมีเหตุต้นผลกรรมระหว่างพวกเขาที่ไม่รู้จักอันเป็นเรื่องต้องห้ามอยู่จริง บันทึกผลกรรมจึงได้รับผลย้อนกลับ?
ผ่านไปชั่วครู่ บันทึกผลกรรมเริ่มสงบลง แน่นิ่งกับพื้น แทบไร้ลมหายใจ สันปกถึงขั้นมีรอยไหม้ กระตุกเป็นครั้งคราว… ซูอี้อดที่จะกล่าวไม่ได้ว่า “เจ้า…” ยังไม่ทันกล่าวจบ ตัวอักษรผุดขึ้นบนหน้ากระดาษของบันทึกผลกรรม
‘อย่าพูด! ข้าไม่อยากพูดกับตัวประหลาดเช่นเจ้าอีกแล้ว! หลังจากได้พบกับเจ้า มีเรื่องต้องห้ามที่คาดเดาไม่ได้มากเกินไป ขืนทำต่อ ข้าต้องถูกฆ่าเป็นแน่!…’
ซูอี้รู้สึกไม่พอใจบันทึกผลกรรมตรงหน้า จึงเผยสายตาแปลกประหลาดและกล่าวว่า “ก่อนหน้านี้ก็ขอบคุณมากนะ”
บันทึกผลกรรมกล่าวว่า ‘อยากขอบคุณงั้นหรือ รีบอยู่ให้ห่างจากข้าก็พอแล้ว! ข้าไม่อยากเห็นตัวหายนะทั้งสองอย่างพวกเจ้าอีก!’ หลังกล่าวจบ มันรีบปิดหน้ากระดาษ กลายเป็นแสงสว่างสีแดงเข้ม กำลังจะจากไป
ปัง! โลงดาบหกชุ่นพลันกระแทกลงมา ส่งบันทึกผลกรรมตกลงพื้นอีกครา มันพลันโกรธเคือง แถวตัวอักษรปรากฏขึ้นบนหน้ากระดาษที่กระจัดกระจาย
‘เจ้าสามดาบ!! เจ้าเองก็ช่วยเขากลั่นแกล้งข้างั้นหรือ? เจ้าเห็นหรือไม่ว่าแหล่งกำเนิดแก่นแท้ของข้าได้รับบาดเจ็บ? บ้าจริง เพราะข้าต่อสู้ไม่เก่งงั้นหรือ เจ้า… กลั่นแกล้ง ‘บันทึก’ เช่นข้ามากเกินไปแล้ว!!’
ถึงแม้จะต่อว่าอย่างตรงไปตรงมา แต่มันยังแน่นิ่งไม่ขยับ หรือบางทีมันกำลังรออันใดอยู่? เมื่อซูอี้เห็นดังนั้น จึงคิดที่จะเอ่ยปากปลอบใจอีกฝ่าย แต่ไม่ว่าเขาจะพูดอันใด บันทึกผลกรรมก็เอาแต่เงียบ นอนราบอยู่กับที่เหมือนกับหมูตายไม่กลัวน้ำร้อน ซูอี้ลูบคิ้ว ทำได้เพียงตัดใจ
“หลังจากบันทึกผลกรรมได้รับผลย้อนกลับแล้ว สัจธรรมบางข้อก็ได้รับการเปิดเผยแล้ว” ซีหนิงหันมามองซูอี้ ดวงตากระจ่างคู่นั้นเผยความประหลาดใจออกมา “อย่างนั้นหรือ?”
ซูอี้ถอนหายใจ “ข้าจึงสงสัยนักว่าระหว่างเจ้ากับข้าอาจมีเส้นแห่งเหตุต้นผลกรรมที่แม้แต่บันทึกผลกรรมยังถือเป็นเรื่องต้องห้ามเชื่อมเข้าหากันอยู่ แล้วเจ้าเล่า… เจ้าไม่สงสัยบ้างเลยหรือ?”
ซีหนิงกะพริบตา สีหน้ากระจ่างชัดของนางยากที่จะเข้าใจได้ “อาจเป็นไปได้ที่จะมีมือชักใยในเงามืด จากความสัมพันธ์ในขณะนี้ ข้าว่ามันอาจเป็นเรื่องจริงแท้ด้วยเช่นกัน”
ซูอี้รู้สึกประหลาดใจเล็กน้อย คำพูดเหล่านี้น่าสนใจพอสมควร ซูอี้ยิ้มและกล่าวว่า “ชะตาหรือเหตุต้นผลกรรมจะเป็นอย่างไรก็ช่าง แต่ข้ามีลางสังหรณ์ว่า เมื่อเจ้าเข้าใจความลึกลับในสิ่งที่ติดมากำเนิดนี้แล้ว เรื่องทั้งหมดนี้ก็จะกระจ่างชัดขึ้นมา”
ซีหนิงกล่าวว่า “ข้าตั้งตารอให้วันนั้นมาถึงเหมือนกัน” นางชี้ไปที่บันทึกผลกรรม “เจ้าจะทำอย่างไรกับมันดี?”
หลังจากนั้น บันทึกผลกรรมที่แน่นิ่งเหมือนกับศพเน่าอืดก็หงุดหงิดขึ้นมา ‘จะทำยังไงกับ [มัน] งั้นหรือ? เจ้ามีคุณสมบัติอะไรถึงจะมาทำอย่างไรกับข้าก็ได้? แม้เจ้าสามดาบจะฆ่าข้าได้ ข้ายังไม่ยอมรับว่ามันเป็นนายท่านเลย!’
ซูอี้ถามว่า “จริงหรือ?” บันทึกผลกรรม “…” ผ่านไปชั่วครู่ แถวตัวอักษรปรากฏขึ้นบนหน้ากระดาษ ‘ถึงแม้ข้าจะครอบครองพลังของเหตุต้นผลกรรม แต่ก็ไม่สามารถฝืนเหตุต้นผลกรรมได้ และข้าก็ไม่ชำนาญการต่อสู้ เจ้าบดขยี้ข้าเช่นนี้ มันจะมีประโยชน์อันใด?’
ซูอี้ตอบว่า “สนุกไง” บันทึกผลกรรม “…”
มันเงียบสักพัก จากนั้นจึงตอบ ‘เจ้าคือตัวประหลาดที่ไม่ถูกผูกมัดด้วยเหตุต้นผลกรรม หากข้าอยู่ภายใต้การควบคุมของเจ้า คงไร้ประโยชน์ เพราะทุกคนและทุกสิ่งที่ข้องเกี่ยวกับเจ้า จะเกิดตัวแปรที่ยากคาดเดาขึ้น และทั้งหมดก็ล้วนเป็นเพราะเจ้านั่นแหละ หากพูดเรื่องเหตุต้นผลกรรมของคนอื่นแล้ว มันก็คือตาข่ายขนาดใหญ่ที่ถูกถักทอด้วยเส้นด้ายอันละเอียดอ่อน ส่วนเจ้าก็คือเปลวไฟ ตราบใดที่เจ้าสัมผัส ก็จะเผาไหม้ตาข่ายนี้ จนส่งผลกับตัวแปรเหตุต้นผลกรรมของทุกคน กล่าวคือ เจ้ากับข้าไม่มีชะตาร่วมกัน จึงบังคับมันไม่ได้ หาไม่แล้ว…’
ซูอี้พูดขึ้นแทรก “ข้าไม่ได้ตั้งใจจะขอให้เจ้าทำอันใดเสียหน่อย ข้าแค่ไม่อยากให้เจ้าตกไปอยู่ในมือของผู้อื่นก็เท่านั้น”
บันทึกผลกรรม “…”
ซูอี้กล่าวต่อว่า “อีกอย่าง ข้าอยากรู้ว่าจะสามารถรวบรวมเก้าความลับแห่งจักรวาลในอนาคตได้หรือไม่ เจ้าไม่คิดว่า นี่มันน่าสนใจบ้างเลยหรือ?” บันทึกผลกรรม “…” มันไม่ยอมพูดอันใดอีก
ซูอี้หยุดพูดจาเหลวไหลก่อนก้มลงไปหยิบบันทึกผลกรรม กลุ่มพลังเหตุต้นผลกรรมสีแดงเข้มปรากฏขึ้น อ้อยอิ่งอยู่ในฝ่ามือของซูอี้ แต่พวกมันถูกยับยั้งด้วยมหาวิถีเวิ้งลึกล้าจนพวกมันไม่สามารถส่งผลไปยังซูอี้ได้แม้แต่น้อย จากนั้นพลังของเหตุต้นผลกรรมก็หายไป บันทึกผลกรรมกลายเป็นบันทึกขนาดเท่าฝ่ามือ ทั่วร่างเป็นสีดำราบเรียบ หนาเพียงหนึ่งนิ้ว พื้นผิวมีลวดลายเหตุต้นผลกรรมตามธรรมชาติสลักไว้
ซูอี้กล่าวว่า “แม้เจ้าจะไร้ประโยชน์ แต่หลังจากทำความเข้าใจพลังเหตุต้นผลกรรมได้แล้ว ก็สามารถพิสูจน์เต๋าเพื่อกลายเป็นเทพได้ นี่ยังไม่นับเรื่องที่ในสายตาของทวยเทพระดับพุทธเจ้าแผดตะเกียง เจ้าคือสมบัติล้ำค่าแห่งยุคสมัย ต่อให้เอาเจ้าไปขายในอนาคต ก็ขายได้ในราคาดี”
บันทึกผลกรรม ‘ข้า…’ ก่อนจะทันได้สบถจบ ซูอี้ก็ยัดมันเข้าไปในแขนเสื้อ จากนั้นเขาเงยหน้าขึ้นมองซีหนิงและกล่าวว่า “สมบัติชิ้นนี้มีแต่ข้าที่เก็บเอาไว้ได้”
ซีหนิงเผยยิ้มออกมา “ผู้อื่นไม่สามารถขัดขืนพลังของเหตุต้นผลกรรมได้ สหายเต๋าคือผู้เหมาะสมที่จะถือครองสมบัติชิ้นนี้มากที่สุดแล้ว”
ซูอี้ยิ้มเช่นกัน ดูท่าจะเป็นความจริง หากบันทึกผลกรรมตกไปอยู่ในมือของผู้อื่น ย่อมต้องปนเปื้อนไปด้วยกรรมอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ มีความเป็นไปได้มากว่าจะตกอยู่ในสภาพเดียวกับจี้ถิง ผู้เผชิญกับหายนะ ‘เพราะมีหยกจึงมีความผิด’ แต่เขาต่างออกไป จึงไม่จำเป็นต้องกังวลเรื่องนี้แม้แต่น้อย
ฟ่าว! ขณะซูอี้ยกมือขึ้น โลงดาบหกชุ่นตกลงมาอยู่ในฝ่ามือของเขา เขาสัมผัสมันอย่างเงียบงัน พยายามสื่อสารกับ ‘ดาบเคียงประชิด’ ที่ถูกผนึกอยู่ในโลงดาบหกชุ่น น่าเสียดายที่ไม่มีการเคลื่อนไหวใดราวกับมีชั้นของโลงดาบหกชุ่นคอยขวางกั้นการสื่อสารระหว่างเขากับ ‘ดาบเคียงประชิด’ ทำให้ซูอี้เสียดายยิ่ง
ทว่ามันก็ไม่ได้ไร้ประโยชน์ อย่างน้อยเขารู้ว่าสิ่งที่ถูกผนึกในโลงดาบหกชุ่นคือดาบเคียงประชิดที่ถูกขนานนามว่าเจ้าดาบสามในบันทึกผลกรรม! ดาบเล่มนี้ยอมรับเขา แม้จะถูกทิ้งไว้โดยหลี่ฝูโหยวในชาติที่แล้ว หาไม่แล้ว ในตอนแรกมันคงไม่อยู่กับเหลยเจ๋อหุ่นเชิดวิญญาณศึก เหตุผลที่ ‘ดาบเคียงประชิด’ คอยตามฟาดใส่บันทึกผลกรรมก่อนหน้านี้ อาจเป็นเพราะสัมผัสกลิ่นอายของบันทึกผลกรรมได้ จึงได้ปลุกร่องรอยความนึกคิดขึ้นมา!
‘ดูท่าว่าข้าต้องรวมพลังเหตุต้นผลกรรมของหลี่ฝูโหยวูก่อน โลงดาบหกชุ่นนี้จึงจะเปิดออกได้’ ซูอี้ครุ่นคิด
หลังจากนั้น ซีหนิงก็มายังข้างห้องโถงหลักเพื่อทำสมาธิและรักษาบาดแผล จากนั้นซูอี้หันหลังแล้วตรงไปยังเตาหลอมเก้ามังกรขนาดใหญ่ ตามที่จี้ถิงว่า ชื่อของสมบัติชิ้นนี้คือ ‘เตาหลอมบรรพชนมังกร’ เป็นมรดกล้ำค่าที่กักเก็บสายเลือดบรรพชนเผ่ามังกรไว้!
ซูอี้กระโดดขึ้นไป เมื่อมาถึงปากเตาหลอมและก้มมองลงไปเพียงแวบเดียว ชายหนุ่มก็เห็นมังกรโลหิตขดตัวอยู่ในเตาหลอม! เขามังกรมีลักษณะเหมือนกับกวาง ศีรษะเหมือนกับวัว หนวดมังกรยาวกระพืออยู่ตรงริมฝีปาก ร่างขดเป็นเกลียวราวกับขุนเขาที่เคี้ยวคด ปกคลุมไปด้วยเกล็ดสีแดงโลหิต
ในเตาหลอมเต็มไปด้วยโลหิต เสียงมังกรดังก้องราวกับเสียงฟ้าร้อง พลังอำนาจแห่งมังกรที่ไม่อาจบรรยายได้แผ่ซ่านในอากาศธาตุ ซูอี้มองแวบเดียวก็เข้าใจ นี่ไม่นใช่มังกรที่แท้จริง ทว่ามันก่อตัวขึ้นจากโลหิตของบรรพชนมังกรดั้งเดิมแสนบริสุทธิ์! นี่คือโลหิตบรรพชนของเผ่ามังกรที่ล้ำค่ามากที่สุด!
เตาเสริมสวรรค์พลันปรากฏขึ้นจากสุญญะตามความคิดในจิตของซูอี้ ราชันย์วิถีมังกรแดงร่างเพรียวบางเดินออกจากเตาเสริมสวรรค์ นางเห็นมังกรโลหิตที่เกิดจากโลหิตของบรรพชนมังกรทันที อดที่จะตื้นตันไม่ได้ ใบหน้าขนาดเล็กแสนบอบบางและสดใสเผยความตกตะลึงที่ไม่อาจควบคุมได้ขึ้นมา
ซูอี้เห็นดังนั้นจึงอธิบายเรื่องราวคร่าว ๆ “ถ้าเจ้าสัญญาว่าจะส่งต่อเรื่องราวและเคล็ดแห่งเผ่ามังกร เช่นนั้นเจ้าสามารถเก็บสมบัติที่เชื้อสายเผ่ามังกรทิ้งไว้ได้ นับจากนี้วังมังกรทะเลบูรพาจะถูกปกครองโดยเจ้า!”
ดวงตาสีทองงดงามของราชันย์วิถีมังกรแดงเบิกกว้าง ศีรษะวิงเวียน นางคาดไม่ถึงว่าโอกาสที่หาไม่ได้เช่นนี้จะอยู่ที่นาง จนกระทั่งผ่านไปสักพัก หญิงสาวยังสงสัยว่านี่คือความฝันใช่หรือไม่ ผ่านไปพักใหญ่ หญิงสาวกลับมามีสติ ก้มศีรษะลงแล้วกล่าวว่า “นายท่าน ข้าจะเชื่อฟังท่าน”
ซูอี้หัวเราะด้วยความประหลาดใจ หลังจากครุ่นคิด เขากล่าวว่า “ข้าหวังว่าดินแดนทะเลบูรพาแห่งนี้ในอนาคตจะได้รับการปกครองโดยเผ่ามังกรที่เจ้ารับผิดชอบ นี่ไม่เพียงเป็นการเติมเต็มสัญญาที่มีต่อจี้ถิงเท่านั้น ทว่าสำหรับเจ้าแล้ว มันยังเป็นสถานที่สำหรับก้าวขึ้นสู่ขอบเขตมหาศาล เป็นโอกาสอันดีที่จะก้าวเข้าสู่มหาวิถี”
เตาหลอมบรรพชนมังกรคือมรดกล้ำค่าเก่าแก่ของเผ่ามังกร ‘โลหิตของบรรพชนมังกร’ คือโชคดีชั้นหนึ่งที่บรรจุอยู่ภายใน! แม้กระทั่งในเตาหลอมบรรพชนมังกรนี้ยังถูกสลักด้วยมรดกสูงสุดอย่าง ‘คัมภีร์หมื่นมังกรแรกบรรพกาล’ ของเผ่ามังกร มีกระทั่งกระดูกชะตามังกรที่บรรพชนของเผ่ามังกรหลงเหลือไว้ให้! ของล้ำค่าหายากเช่นนี้ ยากนักที่จะหาผู้ใดในโลกหล้าได้ครอบครอง …ตั้งแต่ช่วงเวลาของยุคสุดวิเวกจนถึงปัจจุบัน ไม่มีใครได้โอกาสรับมันไปครอบครอง!
ณ ขณะนี้มันอยู่ตรงหน้าราชันย์วิถีมังกรแดงราวกับที่เคยวาดฝันไว้! ราชันย์วิถีมังกรแดงเผยใบหน้าละเอียดอ่อนและสง่างามของนาง ก่อนใช้ดวงตาสีทองซีดคู่นั้นเผยความเด็ดขาด กล่าวอย่างจริงจังว่า “นายท่าน ข้าน้อยจะใช้ชีวิตตามที่ท่านคาดหวังในอนาคต!”
ซูอี้ตบบ่าของหญิงสาว กล่าวด้วยน้ำเสียงอบอุ่นว่า “รีบไปเสีย” ราชันย์วิถีมังกรแดงไม่ลังเลอีกต่อไป กระโจนเข้าสู่เตาหลอมบรรพชนมังกร
ตูม! เตาหลอมคำราม โลหิตเข้มข้นอันสง่างามเกิดปั่นป่วน …มังกรโลหิตที่เกิดจากโลหิตของบรรพชนมังกรได้หลอมละลายเข้าสู่ร่างของราชันย์วิถีมังกรแดง ร่างกายเกิดการเปลี่ยนแปลงกะทันหัน กลายเป็นมังกรแดงในที่สุด ศีรษะของมังกรเงยขึ้นแล้วคำราม ประทีปมหาวิถีที่งดงามน่าตื่นตาพุ่งออกจากทั่วร่าง
แม้กระทั่งผนังชั้นในของเตาหลอมบรรพชนมังกรก็ปรากฏอักษรเต๋าสีทองลึกลับแปลกประหลาดขึ้นตัวแล้วตัวเล่า ก่อนห้อมล้อมราชันย์วิถีมังกรแดงเอาไว้ นี่คือการสืบทอด ‘คัมภีร์หมื่นมังกรแรกบรรพกาล’!
ซูอี้ยืนอยู่ที่ปากของเตาหลอม มือไพล่หลัง จ้องมองอย่างเงียบงัน เขาหยิบไหขึ้นมาแล้วยกขึ้นดื่ม ทันใดนั้นก็สัมผัสได้ว่ามีประโยคปรากฏขึ้นบนบันทึกผลกรรม ‘เห็นมังกรอยู่ในทุ่งนา จะได้พบผู้ค้าจุน’
ตอนที่ 1,840: ฟ้าเปลี่ยน
สามวันผันผ่านไปอย่างรวดเร็ว สามวันที่ผ่านมา ไม่มีอันใดเกิดขึ้น ราชันวิถีมังกรแดงฝึกฝนอยู่ในเตาหลอมบรรพบุรุษมังกร ซีหนิงกับฝานจุยกำลังรักษาบาดแผล ส่วนซูอี้ก็ไม่ได้เกียจคร้านเช่นกัน เขารวบรวมสินสงครามทั้งหมดที่หลงเหลืออยู่ในคลังสมบัติวังมังกร
การเก็บเกี่ยวช่างน่าทึ่งนัก! ตัวตนซึ่งตกตายในคลังสมบัติวังมังกรในครานี้คือ จิ่งเฉิงผู้เป็นยอดฝีมือขอบเขตมหายุทธ์จากขุมกำลัง และศิษย์แห่งเผ่าภูตวาฬยักษ์ อีกทั้งยังมีตัวตนยิ่งใหญ่จากขุมกำลังในทะเลบูรพาที่นำโดยจั่วหวย หลิ่นกู และหวงชงเจี่ย แค่เอ่ยออกมาหนึ่งชื่อ พวกเขาก็ถือเป็นยักษ์ใหญ่ในโลกหล้าทั่วทั้งแดนเซียน สมบัติที่พวกเขานำติดตัวมา จึงย่อมไม่ธรรมดาและไม่อาจเทียบเคียงได้
ตอนนี้ สมบัติเหล่านี้ล้วนกลายเป็นรางวัลของซูอี้ น่าเสียดาย… สมบัติที่ต้องตาของชายหนุ่มได้ มีเพียงหยิบมือเดียวเท่านั้น สมบัติส่วนใหญ่ถูกเขาโยนเข้าไปในเตาเสริมสวรรค์ ส่วนหนึ่งก็เพื่อการเล่นแร่แปรธาตุ ส่วนเหตุผลที่สองก็คือใช้วัตถุดิบล้ำค่านี้ขัดเกลาและหลอมดาบแห่งโลกา เตาเสริมสวรรค์ตื่นเต้นยิ่ง เพราะไม่ว่าจะเป็นการเล่นแร่แปรธาตุ หรือการขัดเกลาวัตถุดิบล้ำค่า ก็ล้วนได้ประโยชน์อย่างมหาศาลเช่นกัน
“สหายเต๋า ถึงเวลาที่ข้าต้องไปแล้ว” ซีหนิงลุกขึ้นจากการทำสมาธิ กล่าวบอกกับซูอี้ว่า ก่อนนางจะเข้าร่วมในปฏิบัติการซากวังมังกร ได้มีการนัดหมายกับใครบางคนเอาไว้ และตอนนี้นางจำเป็นต้องไปตามนัด ซูอี้ไม่ถามอันใด เพียงกล่าวว่า “เช่นนั้นข้าขอไปส่งแล้วกัน”
ซีหนิงพยักหน้า “ได้” หลังจากนั้น ซูอี้ ซีหนิง และฝานจุยต่างพากันออกจากคลังสมบัติพร้อมกัน และกลับสู่เส้นทางเดิมของซากวังมังกร
ระหว่างทาง หญิงสาวลังเลอยู่ชั่วครู่ ก่อนจะกล่าวว่า “คนที่ข้ากำลังจะไปพบในครั้งนี้คือบุตรแห่งสวรรค์ที่พิเศษยิ่ง ชื่อของเขาคือลั่วเทียนตู ตระกูลลั่วโบราณที่คอยหนุนหลังเขามีความสัมพันธ์อันดียิ่งกับตระกูลซีของข้า ตอนข้ามาที่แดนเซียน ผู้อาวุโสของทั้งสองตระกูลได้พูดคุยกันแล้วว่า จะให้ลั่วเทียนตูกับข้าเคลื่อนไหวพร้อมกัน จะได้คอยดูแลกันได้”
ซูอี้ตกตะลึง ได้แต่นึกสงสัยว่าเหตุใดซีหนิงถึงบอกเรื่องนี้ให้เขา ทราบ ทว่าเขาก็ไม่ได้คิดจะถาม เพียงแค่พยักหน้ารับเท่านั้น
นางยังกล่าวต่ออีกว่า “ลั่วเทียนตูผู้นี้มีอำนาจมหาศาล ทั้งยังน่ากลัวยิ่ง ไม่ว่าจะความแข็งแกร่งหรือไพ่ตายที่อยู่ในมือ เมื่อเทียบกับคนรุ่นราวคราวเดียวกันแล้ว ชิงเซียวกับจินจู๋หลิวนับว่าด้อยกว่ามากนัก และการที่เขามาแดนเซียนในครั้งนี้ มีเป้าหมายที่จะต้องทำให้ได้” เมื่อกล่าวถึงตรงนี้ ซีหนิงพลันเงยหน้าขึ้นมองซูอี้ “นั่นก็คือการฆ่าเจ้า!”
ชายหนุ่มพลันเข้าใจว่าเหตุใดอีกฝ่ายจึงเล่าเกี่ยวกับลั่วเทียนตูให้เขาฟัง เขายิ้มพลางกล่าวว่า “คนเหล่านั้นที่มาจากโลกแห่งเทพ นอกจากเจ้าในตอนนี้แล้ว ยังมีผู้ใดอีกที่มาที่นี่เพื่อไม่ได้มาจัดการข้าบ้างเล่า? มีลั่วเทียนตูอีกสักคนย่อมไม่ต่างอันใดหรอก”
หลังจากนั้น ชายหนุ่มพลันตระหนักได้ว่ามีบางอย่างผิดปกติ ก่อนจะถามว่า “เรื่องนี้ทำให้เจ้าลำบากใจหรือไม่?”
ซีหนิงส่ายหน้าเล็กน้อย และตอบว่า “ไม่ขนาดนั้น ข้าเพียงอยากเตือนเจ้าว่า ลั่วเทียนตูอันตรายมาก เขาจะใช้ทุกวิถีทางเพื่อบรรลุเป้าหมาย ความแข็งแกร่งของเขาในหมู่บุตรแห่งสวรรค์จากโลกแห่งเทพเรียกได้ว่า ‘ไม่เป็นรองผู้ใดในรุ่น’ เลยทีเดียว” หลังจากนิ่งไป นางก็ขมวดคิ้ว “สำคัญที่สุดก็คือ ข้าไม่สามารถโน้มน้าวเขาได้ ทันทีที่เขาพบเจ้า มันจะกลายเป็นปัญหาเอาได้”
ซูอี้สามารถสัมผัสได้ว่า ยามพูดเกี่ยวกับลั่วเทียนตูผู้นี้ มีร่องรอยความหวาดกลัวอยู่ในน้ำเสียงของอีกฝ่าย สิ่งนี้ทำให้เขาประหลาดใจ ในความคิดของชายหนุ่ม แค่ความแข็งแกร่งในระดับสุดล้ำลึกของนางเพียงอย่างเดียวย่อมเรียกว่าเป็นยอดฝีมือได้ และในแดนเซียนก่อนยุคอวสานเซียน ตัวตนที่สามารถเทียบเคียงได้ ก็มีจำนวนเพียงหยิบมือเท่านั้น
ทว่าแม้แต่ตอนนี้ซีหนิงยังคิดว่าน่าหวาดกลัว ดังนั้นไม่ว่าผู้ใดก็ย่อมจินตนาการได้ว่า… ลั่วเทียนตูผู้นี้ทรงพลังมากเพียงใด! ทว่าสิ่งนี้กระตุ้นความสนใจของซูอี้ เขาในชาติที่แล้วปกครองแดนเซียน โดยใช้ดาบสยบโลกหล้า ปกครองหนึ่งยุคสมัย! เขาได้รับการยอมรับว่าเป็นนักดาบอันดับหนึ่งในระดับสุดล้ำลึกไร้ผู้ใดเทียบเคียง แม้กระทั่งความแข็งแกร่งที่ซีหนิงสาแดงออกมายังด้อยกว่าเขาในชาติที่แล้วมาก
ภายใต้สถานการณ์เช่นนั้น เมื่อทราบว่าลั่วเทียนตูพิเศษมาก ชายหนุ่มจึงมีความสุขจนนึกคันไม้คันมือขึ้นมา “เจ้าไม่ต้องเป็นห่วงข้าหรอก ยิ่งอีกฝ่ายแข็งแกร่งเท่าใด ยิ่งทำให้ข้ามีความสุขมากเท่านั้น”
ฝานจุยตกตะลึง อดที่จะกล่าวไม่ได้ว่า “สหายเต๋า ลั่วเทียนตูย่อมไม่ใช่บุตรแห่งสวรรค์ธรรมดาอย่างแน่นอน เมื่อเขายังหนุ่มก็ได้ฝึกฝนร่วมกับ ‘เทพชั้นสูง’ รวมถึงฝึกฝนวิถีเต๋า…” ก่อนจะทันได้กล่าวจบ ซูอี้กลับขัดด้วยรอยยิ้ม “ข้าเข้าใจว่าเจ้าอยากจะสื่ออันใด”
ฝานจุยพูดอะไรไม่ออก หลังจากครุ่นคิดอย่างถี่ถ้วน เขาก็โล่งอก เป็นความจริงที่ซูอี้คือมหาเซียน แต่พละกำลังของเขาก็แข็งแกร่งจนสามารถต่อสู้กับตัวตนระดับแกนรวมศูนย์ได้! และเหตุการณ์ที่ซากวังมังกรในครั้งนี้ ก็ต้องขอบคุณซูอี้ที่พลิกสถานการณ์ โดยเริ่มจากกำจัดชิงเซียว จินจู๋หลิว และบุตรแห่งสวรรค์คนอื่น หลังจากนั้นเขาถึงขั้นกำจัดวิญญาณร้ายที่เปลี่ยนสภาพมาจากเทพอย่างจี้ถิง!
ตัวตนที่ถูกมองว่าเป็น ‘ตัวประหลาด’ โดยบันทึกผลกรรม จะมากังวลเรื่องภัยคุกคามจากลั่วเทียนตูได้อย่างไร?
“ความสัมพันธ์ของเจ้ากับลั่วเทียนตูเป็นอย่างไร?” ซูอี้มองซีหนิง
ซีหนิงครุ่นคิดอยู่ชั่วครู่ ก่อนจะตอบด้วยน้ำเสียงสงบว่า “เมื่อนานมาแล้ว ตระกูลลั่วโบราณได้เสนอหลายครั้งว่า พวกเขาอยากให้ข้ากับลั่วเทียนตูเป็นคู่บำเพ็ญเต๋า ผู้อาวุโสบางส่วนในตระกูลซีเองก็มีความสุขที่เห็นว่าจะประสบผลสำเร็จ จนคิดว่าพวกข้าทั้งสองเป็นคู่ที่สวรรค์ประทานให้ แต่ข้าปฏิเสธพวกเขาไปทั้งหมด และหากให้กล่าวตามตรง… ลั่วเทียนตูกับข้านั้นเป็นเพียงสหายที่มีความสัมพันธ์อันดีต่อกันเท่านั้น”
“เหตุใดเจ้าจึงถามขึ้นมาเล่า?”
ซูอี้นวดคิ้วพลางตอบว่า “ข้ากำลังคิดว่า หากสักวันต้องเผชิญหน้ากับเขา คงทำให้เจ้าลำบากใจไม่ใช่น้อย”
ดวงตาเป็นประกายของนางกะพริบปริบ ๆ ริมฝีปากสีแดงยกยิ้มอย่างนึกสนุก พลางกล่าวว่า “ก่อนจะมาพบกับเจ้า ข้าได้คุยกับลั่วเทียนตูมาแล้ว บอกว่ายามจัดการเจ้า ข้าก็ไม่รังเกียจที่จะช่วยเขาด้วยซ้ำ ทว่าตอนนี้… ถ้าพวกเจ้าสองคนเป็นศัตรูกัน ข้าก็คงไม่อาจนิ่งดูดายได้”
ซูอี้ยิ้ม ทว่าไม่กล่าวอันใด เขาเข้าใจท่าทีของอีกฝ่ายคร่าว ๆ แล้ว หญิงสาวพลันถามขึ้นว่า “แผนขั้นต่อไปของสหายเต๋าคืออันใดหรือ?”
เขาจึงตอบอย่างไม่ลังเลว่า “ข้าจะอยู่ในทะเลบูรพาอีกสักหน่อย เพื่อดูว่าจะสามารถตามหาเรือลอยฟ้าได้หรือไม่”
ซีหนิงพยักหน้าแล้วกล่าวว่า “ทะเลบูรพาอยู่ไกลจากสี่สิบเก้าทวีปแห่งแดนเซียนมากนัก เขตทะเลกว้างใหญ่ไร้พรมแดน หากเจ้าอยู่ที่นี่ ย่อมหลีกเลี่ยงสิ่งต่าง ๆ ได้”
ชายหนุ่มยิ้มแล้วกล่าวว่า “ข้าก็หวังอย่างนั้น” เขารู้ดีว่า เมื่อเรื่องที่เกิดขึ้นในซากวังมังกรกระจายออกไป จะต้องทำให้ทะเลบูรพาหรือแม้กระทั่งทั่วทั้งแดนเซียนปั่นป่วนอย่างแน่นอน! ถึงอย่างไร ยักษ์ใหญ่ทั้งหกของแดนเซียนและขุมกำลังหลักของทะเลบูรพาล้วนตายอยู่ในซากวังมังกร จึงเป็นยากที่จะไม่ดึงดูดความสนใจของผู้คน! นอกจากนี้ ถึงแม้ชิงเซียว จินจู๋หลิว ชิงอู่ ฉินเจี้ยนซูและบุตรแห่งสวรรค์คนอื่นจะกลับบ้านพร้อมกับความพ่ายแพ้ แต่พวกเขาก็ย่อมไม่คิดอยู่เฉยเป็นแน่ ทั้งหมดนี้เกินการควบคุมแล้ว ต่อให้ชายหนุ่มอยู่ในทะเลบูรพา ตัวเขาย่อมต้องเผชิญกับปัญหาที่คาดเดาไม่ได้อยู่ดี!!!
แน่นอนว่า ซูอี้ครุ่นคิดเอาไว้แล้วว่าหากอยากหลีกเลี่ยงพายุเหล่านี้ มันก็ไม่ใช่เรื่องยากอะไร …มันไม่ได้มีอะไรมากไปกว่าการเปลี่ยนตัวตนใหม่!
หลังออกจากซากวังมังกร ชายหนุ่มและคณะต่างปรากฏตัวขึ้นเหนือทะเลอันกว้างใหญ่
“หืม?” เพิ่งมาถึงข้างนอก ซีหนิงคล้ายกับสัมผัสถึงบางสิ่งได้ ก่อนจะเงยหน้ามองบนท้องนภาโดยไม่รู้ตัว
หลังจากนั้น ใบหน้างดงามของนางพลันเปลี่ยนไปเล็กน้อย แล้วจึงกล่าวว่า “พลังของหายนะเทพคล้ายจะเกิดการเปลี่ยนแปลง!” หญิงสาวก็กางมือออก เข็มทิศสีดำพลันปรากฏขึ้น ขณะกดเข็มทิศ ตัวเข็มของเข็มทิศพลันหมุนวน และก่อให้เกิดอักขระแปลกประหลาดปรากฏขึ้น ผ่านไปพักใหญ่ ซีหนิงจึงเก็บเข็มทิศ สีหน้าแปลกประหลาดเผยขึ้นบนใบหน้างดงาม ก่อนที่นางจะกล่าวว่า “จริงด้วย ฟ้ากำลังจะเปลี่ยนแล้ว!”
ซูอี้ถามว่า “ฟ้าเปลี่ยนหรือ? นี่มันหมายความว่าอย่างไร?”
ดวงตาของอีกฝ่ายเป็นประกาย แล้วตอบว่า “หายนะที่ปกคลุมตลอดยุคสมัยที่ผ่านมา ได้เผยสัญญาณอ่อนกำลังลงแล้ว ไม่น่าแปลกใจเท่าไรหากสามถึงห้าปีต่อจากนี้ หายนะเทพจะมีชะตาต้องหายไปอย่างสมบูรณ์!”
ซูอี้อดไม่ได้ที่จะประหลาดใจ ตอนนี้ เขารู้ถึงที่มาของหายนะเทพราวกับหลังมือของตนเอง ในยุคอวสานเซียน เหล่าทวยเทพร่วมมือกัน พากันสร้างหายนะเทพ หมายควบคุมทุกผู้ในแดนเซียนให้สยบอยู่ในกำมือ …นี่คือแหล่งกำเนิดของหายนะใน ‘ยุคอวสานเซียน’
หายนะที่ปกคลุมแดนเซียนมาตลอด ทำให้เกิดการเปลี่ยนแปลงมากมาย! อย่างเซวี่ยเซียวจื่อ เจียงไท่เออ หนานผิงเทียน และสหายเต๋าเก่าแก่ผู้อื่น ที่สร้างชื่อเสียงให้ตัวเองอยู่ ณ จุดสูงสุดของขอบเขตมหาศาลก่อนจะถึงยุคอวสานเซียน และเพื่อหลีกเลี่ยงหายนะเทพ พวกเขาจึงพากันหลบซ่อนไม่กล้ายืนหยัด!
แต่ตอนนี้ซีหนิงกลับบอกว่า หายนะเทพกำลังจะจางหาย และภายในอีกสามถึงห้าปีนี้มันก็อาจจะลบเลือนไปอย่างสมบูรณ์ …เรื่องนี้จะไม่ทำให้เขาประหลาดใจได้อย่างไร? จากนั้นเขาก็ถามว่า “เช่นนั้นก็หมายความว่า เส้นทางกลายเป็นเทพจะปรากฏขึ้นในเร็ว ๆ นี้เช่นกันอย่างนั้นหรือ?”
“ใช่” ซีหนิงพยักหน้า “และคาดว่าในอีกไม่กี่ปี ต่อมา หายนะเทพที่คุกคามตัวตนขอบเขตมหาศาลจะยิ่งอ่อนแอและน้อยลง และเมื่อมันไปแล้ว เส้นทางสู่วิถีเทพที่ไม่เคยปรากฏขึ้นมาก่อนตั้งแต่ยุคบรรพกาล ก็จะปรากฏขึ้นในแดนเซียน!”
ระหว่างที่พูดก็มีร่องรอยความคาดหวังขึ้นมา นางเก็บงำความลับพิเศษเอาไว้มากมาย จึงไม่ห่วงว่าจะไม่สามารถพิสูจน์เต๋าเพื่อกลายเป็นเทพได้ ทว่าหากเส้นทางกลายเป็นเทพปรากฏขึ้นจริง ๆ หากสามารถไขว่คว้าสิ่งดี ๆ เอาไว้ได้ ก็คงจะดียิ่งกว่า!
อีกอย่าง โชคดีนี้ไม่ธรรมดา ตามการอนุมานของเทพบางส่วนในโลกแห่งเทพ หนทางแห่งการกลายเป็นเทพที่กำลังจะปรากฏขึ้นในแดนเซียน จะให้กำเนิดกฎเกณฑ์อันดับหนึ่งของยุคสมัยขึ้นมา เป็นสิ่งที่หายากและมีค่านัก! ดังนั้นบุตรและบุตรีแห่งสวรรค์เช่นนางคนแล้วคนเล่าจึงเดินทางมายังแดนเซียนล่วงหน้า จุดประสงค์ก็เพื่อไขว่คว้าการกลายเป็นเทพที่มีครั้งเดียวในชีวิต!!
โชคดีเช่นนั้นจะปรากฏขึ้นมาภายในสามถึงห้าปี ใครบ้างจะไม่ตั้งตารอและโหยหาสิ่งเหล่านี้?
ซูอี้รู้สึกปั่นป่วนอยู่ในใจเช่นกัน ในชาติที่แล้ว ไม่อาจทราบได้ว่าเขาต้องใช้ความพยายามและเวลาไปมากเท่าไร เพื่อโอกาสในการบรรลุเทพ เขาค้นหาทั่วทั้งแดนเซียน เพื่อตามหาความลับของการกลายเป็นเทพในยุคสุดวิเวก เขาเคยเดินทางข้ามสายธารแห่งยุคสมัย เพื่อไปสำรวจการพิสูจน์เต๋าในการขึ้นเป็นเทพจากยุคต่าง ๆ
แต่หลังจากผ่านมานานปี ในที่สุดความปรารถนาของเขาก็จะเป็นจริง! และเนื่องจากหวังเย่กลับชาติมาเกิดหลังผจญ ‘ศึกอนันตรัตติกาล’ ช่วงเวลาก็ได้ผ่านไปหลายแสนปี ตัวเขาเองได้กลับชาติมาเกิดหลายต่อหลายครั้ง ในที่สุด… ชายหนุ่มก็กำลังจะได้เห็นรุ่งอรุณของเส้นทางกลายเป็นเทพแล้ว!
ต่อให้สภาพจิตใจของซูอี้จะหนักแน่นดุจหินผา แต่เขาก็อดรู้สึกปลื้มปริ่มไม่ได้ …ไม่ใช่เรื่องยากที่จะกลายเป็นเทพ ทว่าสิ่งที่ยากเข็ญก็คือโอกาสในการบรรลุเทพ! หากโชคร้าย ไม่ว่าจะเก่งกาจแค่ไหน ก็มีชะตาต้องตกต่ำ ไม่อาจก้าวหน้าได้!!