บันทึกตำนานราชันอหังการ [ 剑道第一仙 ] - ตอนที่ 1846-1850
บทที่ 1,846 กู่อวิ้นฉาน
ผู้เฒ่าเรืองวิญญาณ
เทพปีศาจอันน่าสะพรึงกลัวผู้เป็นที่โจษจันในเรื่องความลึกลับในโลกแห่งเทพ!
ทวยเทพเรียกเขาว่าคนตกปลา
เล่าลือกันว่าตัวตนที่แท้จริงของคนผู้นี้คือสัตว์ร้ายผู้ไร้เทียมทานอย่าง ‘วิหคตี้เจียง’
ผู้คนในโลกแห่งเทพมีความรู้ความเข้าใจเกี่ยวกับ ‘ผู้เฒ่าเรืองวิญญาณ’ ผู้นี้เพียงน้อยนิด มีเพียงข่าวลือหนึ่งเท่านั้นที่วนเวียนอยู่ในโลกหล้า นั่นคือผู้เฒ่าเรืองวิญญาณเข้าใจวิถีแห่งผลกรรมและกฎแห่งผลกรรม!
เมื่อเทียบกับผู้เฒ่าเรืองวิญญาณแล้ว ศิษย์ตัวน้อยของเขาก็มีชื่อเสียงเรืองนามในหมู่ตัวตนขอบเขตมหาศาลแห่งโลกเทพอย่างมาก
หรือก็คือชื่อเสียงอื้อฉาว!
ศิษย์ผู้นี้มีนามว่ากู่อวิ้นฉาน ร่างจริงเป็นวิหค ชอบฉุดสตรี มีอุปนิสัยโหดร้ายกลับกลอก ทว่าแข็งแกร่งเกินคาดหยั่ง
ในบรรดาขุมกำลังมารทั่วโลกแห่งเทพ คนผู้นี้คือหนึ่งใน ‘สิบจักรพรรดิปีศาจ’ และเป็นที่ชื่นชอบของเทพปีศาจมากมาย พวกเขาเชื่อว่ากู่อวิ้นฉานจะได้เป็นหนึ่งในเทพสวรรค์แน่นอน
“เขาอยู่หนใด?”
คู่เนตรที่พร่างพราวของซีหนิงกลายเป็นเย็นเยียบ มันเปี่ยมด้วยจิตสังหาร
เมื่อนานมาแล้ว นางมีหนี้เลือดกับกู่อวิ้นฉาน และโกรธเกลียดคนผู้นี้เข้ากระดูกดำ
สาเหตุก็เป็นเพราะใน ‘งานประลองขอบเขตมหาศาล’ อันเลื่องลือไปทั่วโลกหล้า กู่อวิ้นฉานสังหารซูอวี้ น้องชายของซีหนิงอย่างโหดเหี้ยม!
ด้วยเหตุนี้ จึงเกิดเป็นหนี้แค้น!
นับแต่อยู่ในโลกแห่งเทพ หญิงสาวได้พยายามล้างแค้นอีกฝ่ายแล้วหลายหน ทว่าที่อยู่ของกู่อวิ้นฉานแปรเปลี่ยนไปมา กลับกลอกเยี่ยงจิ้งจอกเจ้าเล่ห์ นางจึงคว้าน้ำเหลวทุกครั้งไป
ยามนี้ เมื่อได้ยินว่ากู่อวิ้นฉานก็มายังแดนเซียนเช่นกัน ความแค้นในใจของซีหนิงจึงถูกสะกิดขึ้นมา
“อาหนิง อย่าวู่วามสิ”
ลั่วเทียนตูรีบกล่าวว่า “ข้าเพิ่งได้ข่าวเท่านี้เอง ทว่ายังไม่รู้ว่ากู่อวิ้นฉานอยู่หนใด”
น้ำเสียงของเขาเปลี่ยนเป็นหนักแน่น “แต่อย่าห่วงเลย มีข้าอยู่ ขอเพียงคนผู้นั้นกล้าโผล่มา ข้าจะจับเป็นเขามาให้เจ้าแน่!”
กู่อวิ้นฉานแข็งแกร่งอย่างยิ่ง ทั้งยังมีอุปนิสัยดุร้าย นับเป็นตัวตนอันตรายสุดขั้ว
ดังนั้นลั่วเทียนตูจึงไม่มั่นใจว่าซีหนิงจะลงมือล้างแค้นเองไหว
ซีหนิงเงียบไปครู่หนึ่ง และกล่าวว่า “ข้าจะตอบแทนศัตรูผู้นี้ด้วยตัวเอง”
ลั่วเทียนตูแย้มยิ้ม “เช่นนั้น ข้าจะช่วยเจ้า!”
หลังเว้นช่วงเล็กน้อย เขาก็กล่าวว่า “อันที่จริง ข้าคิดนะว่าคนผู้นี้ก็น่าจะเข้าร่วมปฏิบัติการในซากวังมังกรนี้ด้วย”
“เพราะถึงอย่างไร ‘คนตกปลา’ ก็สร้างตำแหน่งเทพขึ้นด้วยวิถีแห่งผลกรรม และบันทึกผลกรรมในซากวังมังกรก็เป็นสมบัติผลกรรมระดับสูงสุดที่กำเนิดจากฮุ่นตุ้น ต้องล่อตาล่อใจคนทั้งคู่มากเป็นแน่”
“ข้าจึงเป็นฝ่ายมาพบเจ้าที่ทะเลบูรพา เพราะกลัวว่าเจ้าจะพบกับกู่อวิ้นฉานเข้า แต่แปลกนักที่คนผู้นี้ไม่โผล่หัวมา”
ซีหนิงผงะไป แล้วจึงตระหนักว่าสาเหตุที่ลั่วเทียนตูมาหานางนั้นก็เกี่ยวข้องกับกู่อวิ้นฉาน
“เจ้ามีน้ำใจยิ่ง”
น้ำเสียงของนางอ่อนโยนลงมาก
แน่นอน ลั่วเทียนตูย่อมสัมผัสได้ถึงทัศนคติที่เปลี่ยนแปลงไปของซีหนิงอย่างชัดเจน เขาจึงอดไม่ได้ที่จะปรีดา และกล่าวขึ้นด้วยรอยยิ้มว่า “อาหนิง เรื่องของเจ้าก็คือเรื่องของข้า ดังนั้นข้าจะไม่กังวลแทนได้เช่นไร?”
ท่าทีทุ่มเทเช่นนี้ทำให้ฝานจุยอดลอบถอนใจมิได้
เขารู้ดีมากว่าลั่วเทียนตู บุตรแห่งสวรรค์ผู้ไร้เทียมทานคนนี้จะแสนละเอียดอ่อน ทะนุถนอมทุกสิ่งสรรพก็ต่อเมื่ออยู่ต่อหน้าคุณหนูของเขาเท่านั้น
หากเป็นต่อหน้าคนอื่น……อีกฝ่ายก็จะเป็นคนคลั่งอหังการ!
“บันทึกผลกรรม……”
ซีหนิงดูเพิ่งนึกบางอย่างได้ “จากที่เจ้าพูดมาหมายความว่าภายภาคหน้า กู่อวิ้นฉานอาจไปหาสหายเต๋าซูหรือ?”
สีหน้าของลั่วเทียนตูชะงักค้าง ไฉนวนไปหาเจ้าคนแซ่ซูนั่นอีกแล้วเล่า?
เรื่องนี้ทำให้เขาอึดอัดใจอย่างบอกไม่ถูก จึงสงบจิตสงบใจ ก่อนกล่าวว่า “เป็นไปได้จริงๆ นั่นแหละ อาหนิง คนอื่นๆ รอเราอยู่ในแคว้นเซี่ยง ณ แดนเซียนแล้ว ข้าว่า…”
โดยไม่รอให้เขาพูดจบ ซีหนิงก็กล่าวขึ้นราวเห็นลิ้นไก่ของอีกฝ่ายยามอ้าปาก “ข้าจะไม่ผิดสัญญาที่เคยลั่นวาจาไว้”
ลั่วเทียนตูพลันถอนใจโล่งอก ในใจคิดว่าขอเพียงไม่ต้องกลับไปหาเจ้าคนแซ่ซูอีกเป็นพอ
แต่เขากลับเห็นอีกฝ่ายนำยันต์ลับแผ่นหนึ่งออกมาถ่ายทอดเรื่องเกี่ยวกับกู่อวิ้นฉานให้แก่ซูอี้
หลังบอกเรื่องราวเสร็จเรียบร้อย นางก็ดูผ่อนคลายลงมากอย่างเห็นได้ชัด
ลั่วเทียนตูถูที่เห็นดังนั้นจึงกล่าวอย่างไม่แน่ใจ “อาหนิง เจ้าเพิ่งจะส่งข่าวให้สหายเต๋าซูหรือ?”
“ใช่”
ซีหนิงกล่าวอย่างใจเย็น “กู่อวิ้นฉานอันตรายกว่าพวกชิงเซียวเสียอีก ดังนั้นข้าจึงเตือนเขา”
ลั่วเทียนตูที่ได้ฟังพลันนิ่งไป ก่อนจะรำพึงออกมา “สหายเต๋าซูผู้นี้ช่างมีบุญนัก อาหนิงจึงเป็นห่วงเป็นใยเพียงนี้”
ฝานจุยที่ฟังคำกล่าวของลั่วเทียนตูแล้วก็ผงะไป ดวงตาของเขาดูแปลกพิกลอย่างช่วยไม่ได้ ลอบกล่าวในใจว่า หรือว่า… หึงกันอยู่?
บุตรแห่งสวรรค์ผู้ไร้เทียมทานจากตระกูลลั่วเนี่ยนะหึง?
หญิงสาวเหลือบมองอีกฝ่าย และกล่าวว่า “เจ้ารู้หรือไม่ว่าก่อนหน้านี้ ข้าเกลี้ยกล่อมสหายเต๋าซูว่า หากหนหน้าพวกเจ้าพบกัน ให้เขาไว้ชีวิตเจ้าด้วย”
ลั่วเทียนตูพลันเผยท่าทีดูไม่อยากจะเชื่อ “อาหนิง ที่แท้เจ้าก็เป็นห่วงความปลอดภัยของข้า……”
ซีหนิงกล่าว “เจ้ารู้หรือไม่ว่าสหายเต๋าซูตอบข้าเช่นไร?”
แม้ในใจของชายหนุ่มจะไม่ได้อยากฟัง แต่เขาก็ยังแสร้งทำหน้าสนอกสนใจ “เขาว่าเช่นไร?”
“ฝานจุย เจ้ามาบอกเขาที”
“ขอรับ”
ฝานจุยเล่าวาจาของซูอี้ตามความจริงด้วยสีหน้าเคร่งขรึม ไร้การแต่งเติมใดๆ
และหลังฟังจบ ลั่วเทียนตูก็อดผงะมิได้
“ใจข้ามิอยากให้เขาตายหรอก”
“ข้าอยากได้คู่มือสักคน”
“ต่อให้เป็นศัตรูแล้วเช่นไร?”
“ยิ่งเขาแข็งแกร่ง ข้ายิ่งดีใจ ต่อให้สักวันเขาฆ่าข้าได้ นั่นก็จะเป็นเพราะฝีมือของข้าไม่ถึงขั้น ข้าจะมิโอดครวญสักคำ”
เมื่อได้ยินเช่นนี้ ลั่วเทียนตูก็เหมือนได้เห็นท่าทีสุขุมเฉื่อยชาของซูอี้ และความมั่นใจระคนดูแคลนในความแข็งแกร่งของตน
ชั่วเวลานั้น ชายหนุ่มพลันเงียบสนิท
บางครั้ง คำพูดและการกระทำก็สามารถสื่อให้เห็นถึงความกล้าและจิตใจของผู้กระทำ
ณ จุดนี้ ลั่วเทียนตูกลับพบว่าเขาเหมือนไม่เคยเข้าใจอีกฝ่ายอย่างแท้จริงมาก่อนเลย
ส่วนซีหนิงก็ไม่ได้กล่าวมากไปกว่านั้น
นางพูดสิ่งที่ต้องการพูดไปหมดแล้ว
สุดท้ายแล้วลั่วเทียนตูจะตัดสินใจเช่นไรนั้น มันก็เป็นเรื่องของเขา
……
ณ ซากวังมังกร
ระหว่างเดินทางกลับไปยังคลังสมบัติวังมังกร ซูอี้ก็ได้รับข้อความจากซีหนิง
กู่อวิ้นฉาน!
ชื่ออันไม่คุ้นหูนี้ไม่ได้ทำให้ชายหนุ่มสนใจมากนัก
แม้อีกฝ่ายจะมีชื่อเสียงเป็นหนึ่งใน ‘สิบจักรพรรดิปีศาจ’ จากขุมกำลังปีศาจในโลกแห่งเทพ แต่สำหรับซูอี้ อีกฝ่ายก็แค่ว่าที่ศัตรูอันเป็นไปได้เท่านั้น
สิ่งที่เขาสนใจจริงๆ คือผู้เฒ่าเรืองวิญญาณ อาจารย์ของกู่อวิ้นฉานต่างหาก!!
“ที่แท้ก็เป็นคนตกปลานี่เอง……”
ซูอี้นึกถึงเหตุการณ์ก่อนหน้านี้ขึ้นมาได้มากมาย
ก่อนทะลวงสู่แดนเซียนจาก ‘สนามศึกกั้นจักรภพ’ แห่งโลกมนุษย์ เขากับอาไฉ่ร่วมมือกันไปเก็บเกี่ยว ‘หญ้าเจียรสวรรค์’ ในเขตหวงห้ามแห่งหนึ่ง
และยามนั้นเองที่เขาได้พบว่ามีตะขอตกปลาชิ้นหนึ่งเกี่ยวหญ้านั่นอยู่!
เมื่อนิ้วสัมผัสกับมัน ชายหนุ่มก็พบเสี้ยวปราณที่ ‘คนตกปลา’ ทิ้งไว้
เสี้ยวปราณนั้นเปลี่ยนแปลงรูปลักษณ์เป็นชายชราในชุดผ้าผู้หนึ่ง ใบหน้าสะอาดสะอ้าน เส้นผมกระเซิงรุงรัง เบื้องหลังเขาปรากฏทิวทัศน์จักรวาลพร่างดาวอันกว้างใหญ่ หมู่ดารานับไม่ถ้วนโคจรหมุนวน
นั่นเป็นคราแรกที่ซูอี้พบกับคนตกปลา
จากนั้นเขาจึงได้รู้จากสตรีถือหอกลึกลับว่าคนตกปลาเป็นเทพที่เป็นที่รู้จักในนาม ‘ผู้เฒ่าเรืองวิญญาณ’ ผู้ถือครองอำนาจแห่งผลกรรม
และตะขอตกปลานั้นก็มีนามว่าตะขอเกี่ยวกรรม!
ทันทีที่ซูอี้สัมผัสตะขอเกี่ยวกรรมนั้น เขาก็ถูกคนตกปลาหมายหัวแล้ว!
ยามนั้น สตรีถือหอกลึกลับยังกล่าวว่า หากถูกคนตกปลาหมายหัว กระทั่งทวยเทพยังปวดเศียร และหากซูอี้วิงวอนนาง นางจะช่วยขจัดภัยแฝงให้แก่เขา
ทว่าชายหนุ่มถือครองอำนาจวัฏสงสาร เขาจึงหากลัวอำนาจผลกรรมเช่นนี้ไม่ จึงปฏิเสธไปทันที
แต่ซูอี้ไม่ได้สลายอำนาจผลกรรมเสียยามนั้น แต่มองเป็นเหยื่อล่อ รอดูว่าจะจับปลาใหญ่เช่นไรได้บ้าง
ผลก็คือ หลังบรรลุสู่แดนเซียนได้ไม่นาน เขาก็ถูกนครเซียนโฉลกเมฆาไล่ล่า นอกจากนั้นยังถูกทูตสวรรค์นาม ‘เฮยม่อ’ ขัดขวางด้วย!
จากนั้นเขาก็สรุปได้ว่าเทพที่อยู่เบื้องหลังนครเซียนโฉลกเมฆาคือคนตกปลา
และเฮยม่อคือข้ารับใช้ของคนตกปลา!
หลังจากมหาศึกในด่านสวรรค์ชั้นเจ็ดผ่านไปไม่นาน นครเซียนโฉลกเมฆาก็ถูกมองเป็นศัตรูร่วมแห่งแดนเซียน โทษฐานร่วมมือกับศัตรูภายนอก จึงถูกขุมกำลังใหญ่มากมายโจมตี
และตั้งแต่นั้นมา นครเซียนโฉลกเมฆาก็สลายหายไปจากโลกหล้า
ซูอี้ไม่ได้ยินข่าวคราวเกี่ยวกับนครเซียนโฉลกเมฆาอีกเลย
และยามนี้ เขาก็ได้รู้ว่าคนตกปลาส่งศิษย์ที่มีนามว่ากู่อวิ้นฉานมายังแดนเซียนแล้ว!
ซีหนิงกล่าวไว้ว่ากู่อวิ้นฉานอาจมาเพื่อค้นหา ‘บันทึกผลกรรม’ ซึ่งเป็นสมบัติลับแห่งฮุ่นตุ้น เพราะเดิมที คนตกปลาก็ขึ้นเป็นเทพด้วยอำนาจแห่งผลกรรม
แต่ในสายตาของเขา จุดประสงค์ของกู่อวิ้นฉานไม่ได้มีเพียงเท่านั้นแน่
อีกฝ่ายน่าจะได้รับคำสั่งจากอาจารย์ให้มาจัดการกับเขาด้วย! นอกจากนั้นก็ยังคิดชิงโอกาสในการบรรลุเทพเหมือนบุตรและบุตรีแห่งสวรรค์คนอื่นๆ!
‘ข้าไม่เคยรู้มาก่อนเลยว่า คนตกปลาจะเป็นเทพที่ทรงพลังยิ่งในโลกแห่งเทพเช่นกัน……’
ซูอี้กล่าวในใจ
จากที่ซีหนิงเล่า คนตกปลาเป็นเทพปีศาจที่ทั้งร้ายกาจและลึกลับ ร่างจริงคือสัตว์ร้ายไร้เทียมทาน วิหคตี้เจียง!
กระทั่งศิษย์ของเขาอย่างกู่อวิ้นฉานก็ยังเป็นตัวตนอันโหดเหี้ยมในโลกแห่งเทพ
“สตรีถือหอกผู้นั้นหาธรรมดาไม่……”
ซูอี้ลอบรำพึง
ในยามนั้น เขาได้รับรู้ถึงที่มาของคนตกปลาจากคำบอกเล่าของสตรีถือหอก จึงทำให้เขาไม่ได้สนใจอีกฝ่ายมากนัก
แต่เมื่อยิ่งหวนคิดในตอนนี้ เขายิ่งตระหนักรู้ว่าที่มาของสตรีถือหอกลึกลับคนนี้หาธรรมดาไม่!
อีกฝ่ายไม่เพียงรู้ที่มาของคนตกปลา ทว่ายังสามารถสลายผลกรรมได้!
กระทั่งชิงเซียน จินจู๋หลิว ชิงอู่ บุตรและบุตรีแห่งสวรรค์ทั้งหลายก็ไม่อาจเทียบได้เลย
เพราะถึงอย่างไร พวกเขาอาจมีอำนาจแก้ผลกรรมได้ แต่ก็ไม่อาจบรรลุเป้าหมายที่ว่าในชั่วกาลอันสั้นแน่!
จากจุดนี้ก็เห็นได้แล้วว่า สตรีถือหอกผู้นี้ลึกลับและเก่งกาจเพียงใด
“สตรีผู้นี้กับอาไฉ่เองก็มาแดนเซียนจากสนามศึกกั้นจักรภพเช่นกัน แต่ไม่อาจทราบได้เลยว่ายามนี้พวกนางอยู่หนใดกันแน่……”
“หากไม่อันใดคลาดเคลื่อน สตรีถือหอกผู้นั้นย่อมต้องมาเพื่อโอกาสในการบรรลุเทพ และอาไฉ่ก็หาโอกาส ‘เป็นเทพ’ อยู่เช่นกัน”
“ยามพบกันภายหน้า บางทีอาจได้รับรู้ข้อเท็จจริงก็เป็นได้”
ขณะกำลังครุ่นคิด เขาก็มาถึงคลังสมบัติวังมังกรแล้ว
วจีแห่งมังกรคำรนก้อง เกิดแสงศักดิ์สิทธิ์สว่างจ้าขึ้น
ราชันวิถีมังกรแดงยังคงฝึกฝนอยู่ในเตา ไร้วี่แววลืมตาตื่น
ซูอี้ผ่อนลมหายใจยาว ทิ้งความคิดฟุ้งซ่านแล้วเริ่มตั้งใจฝึกฝน
ภายในซากวังมังกรนี้มีเขตหวงห้ามอันตรายมากมาย ซึ่งซูอี้มองเป็นสนามทดสอบเพื่อขัดเกลาวิถีเต๋าอยู่แล้ว
และตัวเขาก็ตั้งใจจะปิดด่านฝึกฝนอยู่ที่นี่สักพัก เพื่อแสวงหาการพัฒนาต่อ!
บทที่ 1,847 วงล้อดาบหกวิถี
หนึ่งเดือนผ่านไป
ณ สันเขาฝังมังกร
ตู้ม!
ปราณดาบพวยพุ่งขึ้นสูง ส่งเสียงคำรามดั่งสายฟ้าก้องไปทั่ว
ทว่าเพียงหนึ่งสะบัดมือ ร่างสีแดงฉานร่างหนึ่งก็สลายปราณดาบทะลวงนภานี้ไป
เปรี้ยง!!
ร่างของซูอี้ปลิวกระเด็น
ร่างกาจของเขาเต็มไปด้วยบาดแผลและโลหิต เนื่องจากไดรับบาดเจ็บสาหัส
ใบหน้าหล่อเหลาของชายหนุ่มดูซีดขาวเป็นพิเศษ
และก่อนที่เขาจะทันไหวตัว ร่างสีแดงฉานนั้นก็บุกทะลวงเข้ามาแล้ว ซึ่งความดุร้ายที่แผ่ซ่านจากร่างนั้นก็เทียบได้กับตัวตนระดับสุดลึกล้ำ!
ซูอี้ที่เห็นดังนั้นจึงหมดความลังเล จากนั้นเขาก็จรจากไปทันที
วูบ!
ร่างของชายหนุ่มหายวับไป
วิญญาณร้ายระดับสุดลึกล้ำกู่คำรามอย่างหงุดหงิดใจอยู่ชั่วครู่ทีเดียว ก่อนจะยอมหันกลับไปยังสันเขาฝังมังกรแต่โดยดี
“ยังไม่ไหว……”
ห่างออกไปจากสันเขาฝังมังกร ร่างของซูอี้ปรากฏขึ้นจากอากาศธาตุ สีหน้าของเขาปรากฏร่องรอยความจนใจ
หนึ่งเดือนมานี้ เขามาสู้กับวิญญาณร้ายระดับสุดลึกล้ำตนนั้น ณ สันเขาฝังมังกรเจ็ดหน
โดยไม่ได้ใช้เคล็ดพลังเวิ้งลึกล้ำหรือสมบัติชิ้นใด เพียงใช้ความแข็งแกร่งของตนต่อสู้กับวิญญาณร้ายระดับสุดลึกล้ำตนนั้น
ดังนั้นทุกศึกจึงเป็นไปอย่างทุลักทุเลยิ่ง ชีวิตของชายหนุ่มแขวนบนเส้นด้าย มีแต่ต้องล่าถอยทุกคราไป
เหตุผลนั้นเป็นเพราะความแข็งแกร่งของสองฝ่ายห่างชั้นกันเกินไป
ด้วยวิถีเต๋าของมหาเซียนขอบเขตอัศจรรย์ขั้นกลางของซูอี้ ต่อให้ทุ่มต่อสู้สุดชีวิต ชายหนุ่มก็ไร้โอกาสชนะหากต้องเผชิญวิญญาณร้ายระดับสุดลึกล้ำ
“แต่การพัฒนาก็ไม่ได้น้อยเลย”
ซูอี้ครุ่นคิดอย่างลึกล้ำ
เจ็ดศึกอันดุเดือดในหนึ่งเดือน และต้องล่าถอยทุกคราไป ทว่าซูอี้ก็สัมผัสได้อย่างชัดเจนว่าความแข็งแกร่งของตนพัฒนาขึ้นทีละน้อย
ในศึกแรก เขาต้านทานได้เพียงชั่วครู่เท่านั้น
และในยามนี้ เขาทนได้เพียงสองเค่อแล้ว!!
นี่คือผลประโยชน์จากการขัดเกลาโดยใช้ชีวิตเข้าเดิมพัน ในศึกนองเลือดอันแสนโหดร้าย วิถีเต๋าสามารถถูกบ่มเพาะขัดเกลาสู่จุดสุดขั้วได้ด้วยเหตุนี้
“หลังเก็บตัวหนนี้ การฝึกฝนก็จะพัฒนาสู่ขอบเขตอัศจรรย์ขั้นปลายได้!”
ซูอี้เดินกลับไปยังคลังสมบัติวังมังกร
เตาเสริมสวรรค์ตระเตรียมสารพัดโอสถรออยู่ที่นั่นนานแล้ว เป็นโอสถวัฒนะ บ้างใช้ฟื้นฟูพลังกาย บ้างส่งเสริมพลังปราณและเลือดลม บ้างบำรุงจิตวิญญาณ……
หนึ่งเดือนมานี้ หลังจากชายหนุ่มออกศึกแต่ละหน เขาจะต้องใช้โอสถจำนวนมหาศาลในการฟื้นตัว
หาไม่ บาดแผลของเขาคงไม่มีทางฟื้นตัวได้ในชั่วเวลาอันสั้นเป็นแน่
ทว่าก่อนเขาจะทันได้พักฟื้น เตาเสริมสวรรค์กลับโพล่งขึ้นมาเสียก่อน “ใต้เท้า จากความคืบหน้าในการฝึกฝนของท่าน โอสถที่ท่านหลอมไว้ก่อนหน้านี้จะอยู่ได้นานสุดสองเดือนนะขอรับ”
ใช่แล้ว เตาเสริมสวรรค์ ณ เวลานี้สามารถพูดได้แล้ว ไม่จำเป็นต้องสื่อสารกับซูอี้ด้วยข้อความอีก
เหตุผลนั้นง่ายมาก เพราะในกาลก่อน มันหล่อหลอมสมบัติหายากมานับไม่ถ้วน อำนาจต้นกำเนิดจึงฟื้นฟูกลับมาอย่างมหาศาล เช่นเดียวกับความฉลาดทางจิตวิญญาณของมันที่หวนคืนหลายส่วน
ซูอี้ผงะไป “หมดเร็วเพียงนั้นเลยหรือ?”
เตาเสริมสวรรค์จึงกล่าว “หากจะพัฒนาวิถีเต๋าไปอีกระดับ ท่านจะต้องการโอสถมากขึ้นในการฝึกฝนแต่ละหน และข้าเกรงว่าโอสถที่เหลืออยู่จะทนได้ไม่ถึงสองเดือนขอรับ……”
ซูอี้นวดหว่างคิ้ว
นี่แหละข้อเสียของการมีรากฐานมหาวิถีที่ท้าทายสวรรค์เกินไป
โอสถที่เตาเสริมสวรรค์หลอมมาได้ก่อนหน้านี้สามารถค้ำจุนมหาอำนาจระดับมหายุทธ์ได้ และหากใช้ในการฝึกฝน พวกเขาจะอยู่ได้โดยไม่ต้องหาเพิ่มแปดถึงสิบปีเลยทีเดียว
แต่สำหรับชายหนุ่ม มันกลับใช้ได้ไม่ถึงสามเดือน……
เตาเสริมสวรรค์ปลอบประโลม “ใต้เท้า พลังต่อสู้ของท่านสามารถเผชิญหน้ากับวิญญาณร้ายระดับสุดลึกล้ำได้ กระทั่งมหาอำนาจระดับแกนรวมศูนย์ก็ไม่อาจเทียบชั้นท่านได้ขอรับ”
ซูอี้ไม่ได้กล่าวอันใด
เพราะมีหรือที่ตัวเขาจะไม่รู้เกี่ยวกับเรื่องนี้?
แก่นแท้แห่งการฝึกฝนต้องมีทรัพย์สิน คน กฎเกณฑ์ และแดนดิน
ยิ่งวิถีเต๋าสูงส่ง ทรัพยากรฝึกฝนที่ต้องใช้ยิ่งหายาก
ยามนี้ โอสถและสมบัติระดับมหาเซียนไม่อาจเติมเต็มความต้องการในการฝึกฝนของซูอี้ได้เลย
กระทั่งผลจากโอสถระดับมหายุทธ์ยังค่อยๆ เสื่อมฤทธิ์ไป
ทั้งหมดนี้เป็นเพราะรากฐานมหาวิถีของซูอี้ร้ายกาจเกินไป
เกินเทียบได้ในโลกหล้า ตั้งแต่ตลอดกาลนานมา!
ยิ่งสมบัติระดับสูงยิ่งพบเห็นได้ยาก นี่คือสาเหตุที่ยิ่งวิถีเต๋าแข็งแกร่งสูงส่ง ยิ่งมีจำนวนน้อยนิด
จากผู้ฝึกตนนบไม่ถ้วนในแดนเซียน ตัวตนขอบเขตมหาศาลผู้อยู่ ณ สุดยอดแห่งวิถีเซียนนั้นเป็นเพียงจำนวนน้อย
ประการแรกเป็นเพราะยิ่งฝึกฝนบนวิถีสูงส่ง ยิ่งยากเย็นอันตราย
สองเพราะทรัพยากรอันเพียงพอต่อความต้องการในการฝึกฝนของตัวตนขอบเขตมหาศาลนั้นน้อยเกินไป!
นี่ยังเป็นสาเหตุที่ตัวตนขอบเขตมหาศาลส่วนใหญ่ต้องท่องไปทั่วโลกหล้า เพื่อตามหาโอกาสและสมบัติต่างๆ
ด้วยจะให้ทำเช่นไรได้? เพื่อฝึกฝนต่อ พวกเขาย่อมทำได้เพียงต้องรับความเสี่ยง และประชันกันเองเพื่อวาสนา
มิเช่นนั้น การฝึกฝนของพวกเขาจะเป็นเยี่ยงนาวาเผชิญกระแสธาร หากไม่อาจคืบหน้า ก็ทำได้เพียงถดถอย
หลังครุ่นคิดเล็กน้อย ซูอี้ก็กล่าวกับเตาเสริมสวรรค์ “เจ้าเตาน้อย เจ้าเองก็เป็นสมบัติอันเติบใหญ่ ถึงเวลาที่เจ้าต้องเรียนรู้การเป็นฝ่ายริเริ่มบ้างแล้ว”
เตาเสริมสวรรค์ “???”
เติบใหญ่หมายความเช่นไร?
การเป็นฝ่ายริเริ่มหมายความเช่นไร?
มันกล่าวลองเชิงอย่างระมัดระวัง “ใต้เท้า ขออภัยที่ข้าโง่งม ข้าไม่เข้าใจที่ท่านกล่าว”
ซูอี้กล่าว “วังมังกรนี้เทียบได้กับโลกเร้นลับใบหนึ่ง มีสมบัติและสิ่งที่น่าสนใจเต็มไปหมด ยังไม่รวมถึงโอสถเซียนอันหาพบได้ยากในโลกภายนอก หากพวกมันเสียเปล่า นั่นไม่น่าเสียดายแย่หรือ?”
เตาเสริมสวรรค์พลันกล่าวขึ้น “เข้าใจแล้ว!”
วูบ!
มันแปรเปลี่ยนเป็นลำแสง เริ่มลงมือทันที
ซูอี้ลอบกล่าว “ในที่สุดมันก็มีประโยชน์ขึ้นมาแล้ว หากเอาแต่กินนอนทั้งวัน ไม่ว่าจะมั่งมีเพียงใดก็หมดในสักวันอยู่ดี”
เขาทอดสายตามองไปไกล
ราชันวิถีมังกรแดงยังคงฝึกฝนอยู่ในเตาหลอมบรรพบุรุษมังกร ไร้การเคลื่อนไหวใดๆ
……
อีกหนึ่งเดือนผ่านไปอย่างรวดเร็ว
ณ สันเขาฝังมังกร
“ไป!”
มือขวาของซูอี้ฟาดฟันเยี่ยงดาบ ส่งปราณดาบอันยิ่งใหญ่ดุจน้ำตกโปรยปรายลงมาจากฟ้า
ในปราณดาบสายนั้นมีนิมิตวงล้อหกวิถีปรากฏขึ้นเลือนราง ทั้งมืดมนและลึกล้ำ เปี่ยมปริศนาที่ให้ชวนใจระทึก ดูราวจะลากฟ้าดินทั้งปวงเข้าสู่วัฏสงสาร
แดนดินใกล้เคียงสลายหายไปเยี่ยงธุลีละล่องลอย สรรพชีวิตปานจบสิ้นลง
“ฆ่า!”
ไกลออกไป วิญญาณร้ายระดับสุดลึกล้ำตนนั้นโจมตีอย่างดุร้ายไร้ความกลัว เผยความดุเดือดทลายหล้า
ทว่าด้วยดาบนี้ ร่างของเขาดูประหนึ่งถูกพันธนาการจองจำในหกวิถีเวียนวัฏ เพียงชั่วพริบตา มันก็ถูกบดขยี้หายไปทีละน้อย
ตู้ม!
ปราณดาบสลายหาย อำนาจแห่งหกวิถีเวียนวัฏอันมืดมิดและลึกล้ำเองก็มลายสูญ
ซูอี้ผ่อนลมหายใจ ทรุดนั่งลงกับพื้น
ร่างของเขาเต็มไปด้วยบาดแผลฉกรรจ์
สีหน้าแววตาของเขาแสนล้า
ทว่ารอยยิ้มจากใจกลับปรากฏบนใบหน้า
ในที่สุด ชายหนุ่มก็สังหารวิญญารร้ายระดับสุดลึกล้ำตนหนึ่งได้ด้วยกำลังของตน!
แม้จะต้องแลกมาด้วยค่าตอบแทนอันหนักหนา มันก็นับเป็นความก้าวหน้าที่น่าตื่นตะลึงสำหรับซูอี้แล้ว
“ถึงอย่างไร วิญญาณร้ายก็คือวิญญาณร้าย ไร้จิตวิญญาณชาญฉลาด เทียบกับตัวตนระดับสุดลึกล้ำจริงๆ ไม่ได้หรอก”
ซูอี้ลอบกล่าว “ดูเหมือนว่าก่อนพิสูจน์วิถีสู่ขอบเขตมหาศาล อย่างมากที่สุดข้าในระดับมหาเซียนก็จะสามารถต่อสู้กับตัวตนระดับสุดลึกล้ำได้ แต่โอกาสแพ้ก็ยังมีมากกว่าชนะ”
ยามนี้ เขาเป็นผู้ฝึกตนขอบเขตอัศจรรย์ขั้นปลายแล้ว
การสังหารวิญญาณร้ายระดับสุดลึกล้ำคือจุดสูงสุดที่เขาไปถึงได้ในปัจจุบัน
“อีกอย่าง วิชาดาบ ‘วงล้อดาบหกวิถี’ ยังบกพร่องอยู่นิดหน่อย อำนาจของมันยังสามารถพัฒนาได้มากกว่านี้”
ซูอี้ลุกขึ้นและกลับไปตามเส้นทางเดิมขณะครุ่นคิด
นอกจากการฝึกฝนในตลอดสองเดือนมานี้ เขาก็เริ่มตกผลึกและขัดเกลาวิถีดาบของเขาด้วย และเมื่อผสานกับเคล็ดพลังวัฏสงสาร เขาก็จะสร้างวิชาดาบขึ้นมาอีกหนึ่งบท โดยใช้ชื่อว่า ‘วงล้อดาบหกวิถี’
ทันทีที่ดาบนี้ถูกใช้ หกวิถีเวียนวัฏจะปรากฏอยู่ภายใน สร้างเป็นโลกหล้าจำแลงเหมือนเขตแดนดาบ
ขอเพียงศัตรูถูกจองจำไว้ คนผู้นั้นก็จะถูกบดขยี้ดุจถูกลากสู่วัฏสงสาร!
หากจะกล่าวว่า ‘วิเวกเร็วพลัน’ มีความได้เปรียบเรื่องความเร็ว ‘ทะเลทุกข์อับปาง’ เป็นวิชาสังหารวงกว้าง
เช่นนั้น ‘วงล้อดาบหกวิถี’ ก็คือไม้ตายสังหารยามเผชิญหน้าโดยตรง บดขยี้ศัตรูซึ่งหน้า ใช้อำนาจต่ออำนาจ ป่นสรรพสิ่งซึ่งขวางทางด้วยอำนาจวิถีดาบสูงสุด!
วิชาดาบนี้ร้ายกาจไร้เทียมทาน!
ดังนั้นเมื่อใช้วิชาดาบนี้ออกไป เขาก็ต้องทุ่มกำลังสุดตัว จิตใจต้องกล้าทิ้งทุกสิ่ง โจมตีอย่างไม่คิดปิดบังสิ่งใด!
กล่าวได้ในระดับหนึ่งว่าวงล้อดาบหกวิถีคือดาบสังหารอันร้ายกาจสูงสุดในมือซูอี้ ณ ขณะนี้
แก่นแท้ของมันคือการทำลายล้างในระดับสูงสุด
แต่ชายหนุ่มก็รู้สึกได้เช่นกันว่าวิชาดาบนี้ยังมีส่วนที่พัฒนาต่อได้ และยังแข็งแกร่งได้มากกว่านี้!
“ผ่านมาสองเดือนแล้ว แม่หนูนี่ยังมิฟื้นอีกหรือ?”
หลังกลับสู่คลังสมบัติวังมังกร ซูอี้ก็มายืนตรงหน้าเตาหลอมบรรพบุรุษมังกร มองมันอยู่ครู่หนึ่ง และพบว่าราชันวิถีมังกรแดงยังคงอยู่ในภวังค์ฝึกฝนอย่างลึกล้ำ
ตัวนางดุจหลับใหล ไม่อาจสัมผัสได้ว่าโลกภายนอกเกิดสิ่งใดขึ้น
“นั่นสินะ วิถีเต๋าของนางอยู่ในขั้นสมบูรณ์มาเนิ่นนาน และยามนี้เมื่อได้รับโอกาสอันพบได้แต่ยากครอบครอง มันก็ไม่ต่างกับโอกาสในการกำเนิดใหม่ของนาง!”
“เมื่อตื่นขึ้นมา นางอาจจะบรรลุถึงขอบเขตมหาศาลก็เป็นได้”
ซูอี้อดรู้สึกคาดหวังขึ้นมาเล็กน้อยมิได้
มังกรแดงเลือดบริสุทธิ์ หลังรวมเป็นหนึ่งกับโลหิตบรรพชนมังกร และบรรลุคัมภีร์หมื่นมังกรแรกบรรพกาล ขึ้นสู่ขอบเขตมหาศาลได้ พื้นฐานมหาวิถีและอำนาจต่อสู้ต้องเพียงพอสยบมิให้ผู้คนร่วมระดับมากมายโงหัวขึ้น!
“ข้าเองก็ควรคิดเรื่องพิสูจน์วิถีสู่ขอบเขตมหาศาลเช่นกัน……”
ซูอี้นั่งลงบนพื้น เยียวยาบาดแผลของตนขณะครุ่นคิดถึงอนาคต
เขาแน่ใจว่าหากเข้าสู่ขอบเขตมหาศาลต่อ ต่อให้พบคู่ต่อสู้ระดับสุดลึกล้ำ ชายหนุ่มก็ไม่ต้องกลัวอันใดแล้ว!
ไม่ทันไร กาลเวลาก็ผ่านไปอีกครึ่งเดือน
“ใต้เท้า โอสถที่เหลือนี้ ท่านใช้ฝึกฝนได้อีกไม่ถึงเจ็ดวันนะขอรับ”
เตาเสริมสวรรค์กล่าวอย่างระมัดระวัง
แม้จะคาดไว้แล้ว เขาก็ยังอดรู้สึกจนปัญญาไม่ได้
ไม่ต้องสงสัยเลยว่า การมีทรัพยากรในการฝึกฝนไม่เพียงพอจะส่งผลต่อการฝึกฝนในปัจจุบันของเขา และไม่เหมาะสมแก่การไปสู้กับวิญญาณร้ายระดับสุดลึกล้ำอีก ทั้งยังไม่สามารถพัฒนาการฝึกฝนอย่างดุเดือดได้เท่าเก่าอีกด้วย
จึงทำได้เพียงต้องเปลี่ยนไปพัฒนาด้านอื่น เช่น การทำความเข้าใจกฎเกณฑ์มหาวิถี ขัดเกลาวิถีดาบ ตกผลึกและทำความเข้าใจวิถีเต๋า เป็นต้น
เนื่องจากสิ่งเหล่านี้ไม่ต้องใช้โอสถ ใช้เพียงความเข้าใจและความเพียรเท่านั้น
หือ?
ทันใดนั้น ซูอี้ก็สัมผัสบางอย่างได้ และนำยันต์ลับแผ่นหนึ่งออกมา
ยันต์ลับแผ่นนั้นเปล่งประกาย
หลังตรวจสอบเล็กน้อย ชายหนุ่มก็อดประหลาดใจมิได้
บุตรีแห่งสวรรค์ผู้นั้นหาเรือลอยฟ้าพบแล้ว!!
เรื่องนี้ผิดจากความคาดหมายของซูอี้อย่างมหันต์ ต้องทราบว่าเขาแค่อยากไล่ชิงอู่ไปไกลๆ จึงเสนอให้อีกฝ่ายไปหาเรือลอยฟ้า
แต่ใครเล่าจะคิดว่าต้นหลิวที่ปลูกไปส่งๆ จะงอกงามเสียอย่างนั้น!
“หากเป็นเช่นนี้ ข้าก็ใช้โอกาสนี้ไปเสาะหาโอกาสพิสูจน์เต๋าสู่ขอบเขตมหาศาลข้างนอกเลยแล้วกัน”
ซูอี้ตัดสินใจทันที
บทที่ 1,848 สร้างศาลเซียนรวมศูนย์ขึ้นใหม่
สายลมจากห้วงสมุทรพัดพา ท้องนภาแจ่มใสกว้างไกล
ภายในทะเลบูรพาซึ่งมีพายุโหมกระหน่ำตลอดปี ปรากฏการณ์ที่เกิดขึ้นถือว่าเป็นช่วงเวลาที่ดียิ่ง
บนท้องทะเลกว้างไกล ชิงอู่ยืนอยู่บนเรือสมบัติลำหนึ่งเพียงลำพัง อาภรณ์สีเขียวของนางสะบัดไหวตามลม ยิ่งขับเน้นทรวดทรงอันงามสง่าให้เด่นชัดขึ้น
ผิวของนางขาวกระจ่างเยี่ยงหิมะ ใบหน้างดงามเปล่งปลั่ง เป็นหญิงงามที่หาได้ยาก
ทว่าทุกผู้ที่รู้ที่มาและความแข็งแกร่งของนาง ย่อมไม่กล้าคิดเกินเลยแม้แต่น้อย!
“เหตุใดจึงยังไม่มาอีกนะ”
ผ่านไปหนึ่งวันแล้ว ชิงอู่ซึ่งรออยู่ก็อดขมวดคิ้วน้อยๆ มิได้
ไม่ใช่เพราะนางอดรนทนมิได้
แต่นางกังวลว่าซูอี้จะไม่มาตามนัด
ทันใดนั้น ชายชราแบกกระดองเต่าบนหลังพลันละล่องตามคลื่นลมมุ่งตรงมาหาจากท้องสมุทรที่อยู่ไกลออกไป
“ขอบังอาจถาม ท่านใช่ใต้เท้าชิงอู่หรือไม่?”
ไกลออกไป ชายชราถามเสียงสั่นอย่างหวาดหวั่น
ชิงอู่นิ่งไป “ถูกต้อง”
นางมองปราดเดียวก็เห็นได้ว่าชายชราผู้นี้เป็นเพียงตัวตนเล็กจ้อยซึ่งมีการฝึกฝนขอบเขตจักรวาล ไม่ควรค่าอยู่ในสายตาเลยสักนิด
“ผู้น้อยได้รับคำสั่งให้มาส่งสารให้แก่ใต้เท้าขอรับ!”
ชายชรานำสารฉบับหนึ่งออกมาส่งให้อย่างนอบน้อม
ชิงอู่รับสารไปตรวจสอบเล็กน้อย และพบข้อความเขียนไว้เพียงว่า
‘ข้าจะรอเจ้าที่เกาะร้อยบุปผา’
หญิงสาวเข้าใจทันทีว่าสารฉบับนี้มาจากซูอี้
‘เหมือนเขาจะกังวลว่าข้าจะหลอกเขานะ……’
ชิงอู่กล่าวในใจ
นางหันไปถามชายชราแบกกระดองเต่า “เกาะร้อยบุปผาอยู่หนใด?”
ชายชราแบกกระดองเต่ารีบกล่าวตอบทันที “ทางทิศบูรพาจากที่นี่ ไม่ถึงสามหมื่นลี้ก็ถึงแล้วขอรับ”
ยังไม่ทันสิ้นเสียงดี ชิงอู่และเรือสมบัติของนางก็หายวับไปแล้ว
ทำให้ชายชราแบกกระดองเต่าผงะไป และอดลอบสบถไม่ได้ ข้าพยายามส่งสารให้แทบตาย แม้แต่สมบัติสักชิ้นเป็นค่าน้ำใจก็ไม่มีหรือ?
งามแค่ลักษณ์… เนื้อในน่ารังเกียจโดยแท้!
……
ณ เกาะร้อยบุปผา
เกาะที่มีขนาดมโหฬารและรุ่งเรืองยิ่ง ณ ก้นทะเลบูรพา
ยอดฝีมือส่วนใหญ่ที่สัญจรอยู่ในทะเลบูรพามักจะหยุดพักบนเกาะร้อยบุปผาแห่งนี้ ประการแรกเป็นเพราะสถานที่แห่งนี้เป็นฐานที่มั่นของศาลาเซียนเผิงไหล ขุมกำลังสูงสุดแห่งทะเลบูรพา นับว่าปลอดภัยเป็นอย่างยิ่ง
ประการที่สอง บนเกาะร้อยบุปผามีหอวาณิชมากมาย และยังมียอดฝีมือจากทั่วทั้งทะเลบูรพา ไม่ว่าจะเป็นการแลกเปลี่ยนสมบัติหรือไถ่ถามข่าวคราว จึงแสนสะดวกสบาย
ขณะนี้ ข้างหน้าต่างในโรงเตี๊ยมแห่งหนึ่ง
ซูอี้กำลังดื่มด่ำกับมื้ออาหาร
บนโต๊ะตรงหน้าเขามีสารพัดสำรับอาหารโอชารส แต่ละจานล้วนแล้วแต่หอมกรุ่นยั่วน้ำลาย
ขณะกินดื่มอย่างสำราญ ชายหนุ่มก็เหลือบมองไปยังถนนนอกหน้าต่างอันเต็มไปด้วยผู้คนเดินถนนเป็นครั้งคราว และแสดงท่าทีผ่อนคลายอย่างหาได้ยาก
หลังจากต่อสู้มาเนิ่นนาน สิ่งที่ผ่อนคลายที่สุดก็คือความเจิดจรัสชั่วประเดี๋ยวในโลกหล้าเหล่านี้
“ท่านลูกค้า ปลาต้วนผัดฉ่า กุ้งหลังพยัคฆ์นึ่ง และแกงทะเลแปดสมบัติที่ท่านสั่งไว้ขอรับ!”
ไม่นานนัก บริกรก็นำอาหารเลิศรสมากมายมาวาง
อาหารอันโอชะเหล่านี้เป็นจานพิเศษอันหายากในทะเลบูรพา แต่ละส่วนประกอบล้วนหาได้ยากยิ่งในโลกภายนอก บรรจุปราณแน่นหนา
วัตถุดิบบางชิ้นเป็นโอสถในตัว และบางส่วนก็เป็นสัตว์ทะเลจากก้นสมุทร ซึ่งถูกนำมาประกอบอาการโดยพ่อครัววิญญาณอันมากฝีมือ มันไม่เพียงเลิศรส ทว่ายังบำรุงพลังในกายอีกด้วย
แน่นอน ราคาก็แพงเสียจนกระเป๋าทะลุเช่นกัน
แค่สำรับอาหารเลิศล้ำบนโต๊ะนี้ลำพัง ก็ราคาแปดพันแก่นเซียนเข้าไปแล้ว!
เซียนทั่วไปไม่มีทางได้สำราญเพียงนี้แน่
ทว่าซูอี้กลับกินดื่มอย่างสุขใจแสนสบาย
ลูกค้าส่วนใหญ่ในโรงเตี๊ยมนี้ต่างเป็นตัวตนวิถีเซียนที่มีภูมิหลังธรรมดา มาจากสารพัดสำนัก และต่างพูดคุยกันถึงความเป็นไปต่างๆ ในชั่วขณะนี้
“จุดจบของเผ่าภูตวาฬยักษ์ช่างน่าเวทนา ก่อนหน้านี้ยังเป็นขุมกำลังโบราณอยู่หลัดๆ ทว่าก็ถูกทำลายลงในชั่วข้ามคืนเสียแล้ว”
“จะโทษใครได้เล่า? หากไม่ใช่เพราะพวกเขามีเจตนาร้ายยามสำรวจซากวังมังกร พวกเขาหรือจะทำให้ขุมกำลังหลักอื่นๆ ในทะเลบูรพามีโทสะขึ้นมาได้?”
“แต่คนร้ายคือซูอี้ชัดๆ”
“เฮอะ แม้บุตรและบุตรีแห่งสวรรค์เหล่านั้นจะกลับมาจากซากวังมังกรได้ แต่ใครจะกล้าไปล้างแค้นซูอี้ผู้นั้นด้วยกำลังของตนเองเล่า?”
……ผู้คนสนทนา โดยหารู้ไม่ว่า ‘ซูอี้’ ที่พวกเขากำลังกล่าวถึงกำลังนั่งอยู่ข้างหน้าต่างแถวนั้นเอง
เมื่อได้ยินบทสนทนาของพวกเขา ซูอี้ก็เข้าใจอย่างรวดเร็ว
เมื่อเดือนกว่าที่ผ่านมา วังเซียนฟ้ามรกต บรรพตลอยฟ้า ศาลาเซียนเผิงไหล เผ่าวิญญาณกระทิงขุยหนิว และขุมกำลังใหญ่ต่างๆ ในทะเลบูรพาได้ร่วมมือกันทำลายเผ่าภูตวาฬยักษ์ลงในชั่วข้ามคืน!
เหตุผลนั้นเป็นเพราะในปฏิบัติการ ณ ซากวังมังกรก่อนหน้านี้ ขุมกำลังหลักทั้งหลายเชื่อว่าเผ่าภูตวาฬยักษ์มีเจตนาร้าย คิดสังหารยอดฝีมือจากสำนักของพวกเขา จึงล้างแค้นอย่างสาสม
“มัวแต่คิดหลอกใช้ ท้ายที่สุดทั้งเผ่าก็ล่มสลาย ช่างน่าเวทนา”
ซูอี้ส่ายหน้าน้อยๆ และจิบสุรา
เขาไม่ได้เห็นใจเผ่าภูตวาฬยักษ์แม้แต่น้อย
แน่นอนว่า ขุมกำลังใหญ่อย่างวังเซียนฟ้ามรกตและบรรพตลอยฟ้าเองก็ใช่ว่าจะดี
“ยามนี้ ไม่ใช่แค่ในทะเลบูรพา ข่าวยังแพร่สะพัดไปทั่วแดนเซียนว่าซูอี้เป็นร่างเวียนวัฏของจอมราชันอนันตรัตติกาล จนก่อให้เกิดเสียงฮือฮามากมายในช่วงนี้ พวกเจ้ารู้หรือไม่ว่าจริงเท็จเพียงไร?”
“ข่าวลือเช่นนี้ในโลกหล้าย่อมไม่มีทางไร้มูลเหตุ บางที… ตำนานที่เคยรุ่งโรจน์ในหนึ่งยุคสมัยอาจจะกลับมาจริงๆ ก็เป็นได้!”
“หลังผ่านไปแสนนาน หากนายแห่งศาลสวรรค์น้อยผู้นั้นกลับมาจริงๆ แดนเซียนก็ย่อมต้องสับเปลี่ยนขั้วอำนาจใหม่จริงแท้!”
“จอมราชันอนันตรัตติกาลทรงพลังเพียงนั้นเชียวหรือ?”
“โอ้ เจ้าไม่รู้อันใดเสียแล้ว! ก่อนยุคอวสานเซียนบังเกิด ยักษ์ใหญ่ผู้อยู่ ณ จุดสูงสุดแห่งวิถีเซียนทั้งหลายทำได้เพียงสงวนท่าทีตรงหน้าจอมราชันอนันตรัตติกาลด้วยซ้ำ!”
“ถูกต้อง กล่าวกันว่าผู้นำศาลเซียนรวมศูนย์ต้องได้รับการแต่งตั้งจากจอมราชันอนันตรัตติกาลเช่นกัน หาไม่ เขาจะไม่อาจเป็นผู้นำศาลเซียนรวมศูนย์ได้เลย”
……เมื่อผู้คนพูดถึงจอมราชันอนันตรัตติกาล พวกเขาล้วนเผยอารมณ์ความเสียดายจากใจออกมาไม่มากก็น้อย
เซียนอันดับหนึ่งในวิถีดาบ พบข้าประหนึ่งพบสวรรค์!
ไม่อาจทราบว่ายุคอวสานเซียนผันผ่านไปนานเพียงไร แต่ในโลกนี้ก็ยังมีข่าวลือเกี่ยวกับจอมราชันอนันตรัตติกาลหลงเหลืออยู่นับไม่ถ้วน
ทันใดนั้น คนผู้หนึ่งก็กล่าวขึ้น “จริงสิ เท่าที่ข้ารู้ ขุมกำลังยักษ์ใหญ่ในแดนเซียนทั้งหลายถือซูอี้เป็นศัตรูร่วมกันมาเนิ่นนาน และบุตรกับบุตรีแห่งสวรรค์บางผู้กระทั่งข่มขู่จะสังหารซูอี้ผู้นั้นเสีย ต่อให้อีกฝ่ายจะเป็นร่างเวียนวัฏของจอมราชันอนันตรัตติกาล แต่ข้าเกรงว่า… เขาคงอยู่รอดได้อีกไม่นานแล้ว!”
“ข้ายังเคยได้ยินมาอีกว่าไม่นานมานี้ มีข่าวว่าลัทธิไร้มลทินกำลังรวบรวมขุมกำลังเซียนอื่นๆ ในโลกหล้า และตั้งใจจะสร้างศาลเซียนรวมศูนย์ขึ้นใหม่ด้วย!”
“จริงหรือ?”
“แน่ยิ่งกว่าแช่แป้งเสียอีก ว่ากันว่าขุมกำลังยักษ์ใหญ่มากมายในแดนเซียนจะรวมตัวกันที่ศาลเซียนรวมศูนย์ ณ ‘เขาศักดิ์สิทธิ์พร่างนภา’ ในสามเดือนหน้า แล้วเจ้าลัทธิฉีเนี่ยแห่งลัทธิไร้มลทินจะเป็นผู้นำศาลเซียนรวมศูนย์คนแรก!”
“ข่าวใหญ่เลยนะนี่! เมื่อศาลเซียนรวมศูนย์ถูกตั้งขึ้น ครรลองในแดนเซียนจะแปรเปลี่ยนอย่างสะท้านโลกาเป็นแน่!”
……ซูอี้ค่อยๆ วางจอกสุราในมือลง
ฉีเนี่ย ศิษย์เอกของเซวี่ยเซียวจื่อคิดจะตั้งศาลเซียนรวมศูนย์ขึ้นใหม่ในสามเดือนหรือ?
เขาเป็นแค่เจ้าลัทธิไร้มลทิน ทว่ากลับกล้ามายุ่งกับเรื่องใหญ่เช่นนี้เลยหรือ?
ช่างสามหาว!
น่าขันสิ้นดี!
ก่อนยุคอวสานเซียนบังเกิด ศาลเซียนรวมศูนย์สื่อถึงสิทธิ์ในการปกครองสูงสุด เพียงพอที่จะสยบสี่สิบเก้าทวีปทั่วทั้งแดนเซียน ควบคุมทั่วทุกเขตแดน
กฎบัญญัติจากศาลเซียนรวมศูนย์นับได้ว่าเป็นสิ่งชี้นำสำหรับขุมกำลังใหญ่ทั่วโลกหล้า คงระเบียบและความสงบในแดนเซียนไว้
นอกจากนั้น ศาลเซียนรวมศูนย์ยังแบกรับภาระปกป้องสรรพชีวิตในแดนเซียน ทุกขุมกำลังเซียนซึ่งเข้าร่วมกับศาลเซียนรวมศูนย์ต้องไปพิทักษ์ชายแดน ป้องกันการบุกรุกของเผ่ามารนอกแดน ณ เก้าด่านสวรรค์แดนเซียน
สิ่งที่สำคัญที่สุดก็คือ หากคิดจะครองอำนาจในศาลเซียนรวมศูนย์ ก็ต้องผ่านชั้นการตรวจสอบคัดกรองอันเข้มงวด และผู้ได้รับคัดเลือกก็ต้องได้รับการยอมรับจากหวังเย่เสียก่อน
มีเพียงการทำเช่นนี้ เขาจึงมีคุณสมบัติเพียงพอต่อตำแหน่งจอมราชันแห่งศาลเซียนรวมศูนย์!
จริงอยู่ที่ในยุคอวสานเซียน ศาลเซียนรวมศูนย์พังทลายหายไปในธารสายยาวแห่งประวัติศาสตร์แล้ว
ทว่ายามนี้ คนผู้หนึ่งจากลัทธิไร้มลทินกลับคิดสร้างศาลเซียนรวมศูนย์และขึ้นเป็นผู้นำอย่างหน้าไม่อาย ช่างน่าขันเหมือนลิงจริงๆ!
“ไม่สิ”
ซูอี้ขมวดคิ้วน้อยๆ การที่ลัทธิไร้มลทินกล้าทำเช่นนี้ ย่อมไม่ใช่ความคิดชั่ววูบเป็นแน่
แดนเซียนในทุกวันนี้ปั่นป่วนไร้ระเบียบ ลัทธิไร้มลทินนำความมั่นใจมาจากแห่งหนใดจึงกล้าตั้งศาลเซียนรวมศูนย์ขึ้นใหม่?
และพวกเขาใช้สิ่งใดมาควบคุมแดนเซียน?
แค่พึ่งพาขุมกำลังยักษ์ใหญ่วิถีเซียนที่ลัทธิไร้เทียมทานเชิญมาเข้าร่วมหรือ?
ต้องมีเงื่อนงำอื่นอยู่อีกแน่!
“หรือไอ้แก่อย่างเซวี่ยเซียวจื่อกับเจียงไท่เออจะอยู่เบื้องหลังเรื่องนี้?”
ซูอี้ครุ่นคิด “หรือบางที ขุมกำลังยักษ์ใหญ่อย่างลัทธิไร้มลทินก็มีเทพอยู่เบื้องหลัง?”
ชั่วขณะนั้น ความคิดของเขาโลดแล่นไปไกลลิบ
น่าเสียดายที่ข่าวมีเพียงน้อยนิด ชายหนุ่มจึงมิอาจหาเบาะแสใดได้
หลังจากนั้นเนิ่นนาน ซูอี้ก็ทิ้งความคิดฟุ้งซ่านไป ดวงตากลับสู่ความลึกล้ำสุขุม “ไม่ว่าอย่างไร หากข้าไม่ยอมรับ ใครหน้าไหนก็ไม่คู่ควรสร้างศาลเซียนรวมศูนย์ขึ้นใหม่ทั้งสิ้น!”
“หากกล้าทำเช่นนี้ พวกเขาจะต้องรับกรรมของตน!”
ในอดีตชาติ หวังเย่ทุ่มเทหัวใจและวิญญาณให้แก่ศาลเซียนรวมศูนย์ ดังนั้นมีหรือจะยอมให้เด็กอมมือพวกนี้มายุ่มย่ามตามใจ?
ซูอี้ผู้หลอมรวมกับกรรมวิถีอดีตชาติและความทรงจำของหวังเย่เองก็มิต่างกัน
“ไม่สิ หรือว่า……”
ม่านตาของซูอี้หดตัวเล็กน้อย เขาพลันนึกถึงความเป็นไปได้หนึ่งขึ้น……
สาเหตุที่ลัทธิไร้มลทินอยากสร้างศาลเซียนรวมศูนย์ขึ้นใหม่น่าจะเป็นการเล็งเป้าที่เขามากกว่า!
เพราะถึงอย่างไร ก่อนยุคอวสานเซียนจะเกิดขึ้น ทุกผู้ก็รู้ทั่วกันว่าหากไร้การยอมรับจากเขา ไม่ว่าผู้ใดก็ไร้คุณสมบัติครองอำนาจในศาลเซียนรวมศูนย์
และเช่นกัน พวกเขาล้วนรู้กระจ่างว่าขอเพียงเขายังอยู่ ซูอี้จะไม่มีวันทนให้ผู้ใดเหยียบย่ำอำนาจศาลเซียนรวมศูนย์ตามอำเภอใจ!
ด้วยเหตุนี้ หากพวกลัทธิไร้มลทินคิดจะทำเช่นนี้ มันก็น่าจะเป็นการทำเพื่อบีบให้เขาที่เป็นร่างเวียนวัฏของหวังเย่เผยตัว!
เป้าหมายสุดท้ายก็ย่อมเป็นการกำจัดเขาเสีย!!
เพราะถึงอย่างไร ลัทธิไร้มลทินในอดีตเองก็เคยร่วมมือกับขุมกำลังยักษ์ใหญ่อื่นๆ มานัดประลองกับซูอี้ ทว่าถูกเขาเมินไป
สิ่งนี้ทำให้แม้พวกเขาอยากลงมือกับซูอี้ ทว่าคนพวกนั้นก็ไม่อาจหาชายหนุ่มพบ
มิต้องสงสัยเลยว่าพวกเขาก็ตระหนักแล้วว่า การพึ่งพาเพียงกำลังของตนค้นหาซูอี้นั้นหาแตกต่างจากการหาเข็มในกองฟางไม่
ดังนั้นพวกเขาจึงตัดสินใจสร้างศาลเซียนรวมศูนย์ขึ้นใหม่เพื่อบังคับให้ซูอี้ปรากฏตัว และเขาก็ต้องยอมรับมัน!
“พวกเขาอาจมีเจตนาอื่นในการทำเช่นนี้ แต่มันก็แยกจากเจตนาคิดลงมือกำจับตัวข้าไม่ได้หรอก”
ซูอี้เข้าใจแล้ว
เรื่องบางอย่างอาจดูคลุมเครือ แต่เพียงเข้าใจสักเล็กน้อยก็จะเห็นแก่นแท้ได้เอง
โดยไม่ต้องสนใจความคิดที่แท้จริงของศัตรูเหล่านั้น ไม่ว่าอีกฝ่ายจะมีเจตนาเช่นไร เพียงรู้ว่าเรื่องการสร้างศาลเซียนรวมศูนย์ขึ้นใหม่เกี่ยวกับการล่อให้เขาปรากฏตัวก็พอแล้ว!
เมื่อคิดเช่นนี้ ซูอี้ก็ยกจอกสุราในมือขึ้นดื่มจนหมดในรวดเดียว
บทที่ 1,849 รอมิได้แล้ว
ซูอี้ตัดสินใจโดยไร้ความลังเลใดๆ ว่าในสามเดือนเขาจะไปยังศาลเซียนรวมศูนย์ ณ เขาศักดิ์สิทธิ์พร่างนภา!
ต่อให้เป็นแผนสมคบคิด
ต่อให้เป็นกับดักสังหารอันหนาหนักก็ตาม
ซูอี้ก็จะไม่ปล่อยให้เกียรติภูมิของศาลเซียนรวมศูนย์ต้องแปดเปื้อนด้วยน้ำมือขุมกำลังปรปักษ์เหล่านั้น
เพราะพวกเขาหาคู่ควรไม่!
หลังดื่มสุราในไห จัดการกับสำรับอาหารหมดสิ้น ซูอี้ก็ลุกขึ้นเตรียมออกไปสัญจรบนถนน ทันใดนั้นหัวใจของชายหนุ่มก็บังเกิดสังหรณ์
ชิงอู่กำลังมา!
เขาจึงกลับไปอีกหน รอคอยเงียบๆ อยู่ครู่หนึ่ง ก่อนที่ชิงอู่ชุในชุดเขียวจะมาปรากฏขึ้นตรงหน้า
“สหายเต๋าช่างสง่าสำรวมนัก”
ชิงอู่เป็นฝ่ายเริ่มคำนับทักทายด้วยรอยยิ้มพริ้มพราย
ทว่าซูอี้คร้านเกินกว่าจะพูดยืดเยื้อ เขาจึงพูดเข้าประเด็นตรงๆ “เรือลอยฟ้าอยู่หนใด?”
เขาว่าพลางดีดนิ้วส่งม่านพลังล่องหนปกคลุมตนเอง ชิงอู่พาซูอี้ออกจากโรงเตี๊ยมในทันที
และยังเลี่ยงการถูกลอบฟังด้วย
ชิงอู่นั่งลงตรงข้ามซูอี้ก่อน แล้วจึงส่งหยกชิ้นหนึ่งให้ซูอี้ “สองเดือนมานี้ ข้าได้พบเรือลอยฟ้าสามหน สหายเต๋าดูแล้วจะรู้เอง”
ซูอี้รับชิ้นหยกมาตรวจสอบ
หนแรก เรือลอยฟ้าปรากฏขึ้นที่ ‘เขตทะเลทลายดารา’ ทั่วทั้งลำเรือปกคลุมด้วยหมอกฮุ่นตุ้น ดูเหมือนกำลังมองหาบางสิ่ง แต่ก็ไม่อาจพานพบ
หนที่สอง เรือลอยฟ้าปรากฏขึ้นบนเขตทะเลสีฟ้าครามแห่งหนึ่ง ฟ้าดินดูประหนึ่งเมืองผี ละล่องลอยไปท่ามกลางประทีปและโครงกระดูกมากมาย
หนนี้ เห็นได้ชัดว่าเรือลอยฟ้ากำลังต่อสู้อยู่ มันบดขยี้ผ่านนภา ปราณฮุ่นตุ้นโปรยปรายเยี่ยงน้ำตก ฟาดฟันลงใส่ส่วนลึกแห่งเขตทะเลนั้น
ทว่าไม่อาจเห็นได้ชัดว่าคู่ต่อสู้คือผู้ใด
เมื่อเห็นเช่นนี้ ซูอี้ก็ถามขึ้น “ที่นี่คือที่ใดหรือ?”
“เขตทะเลผีนรก กล่าวกันว่าเป็นเขตอันตรายซึ่งปรากฏขึ้นในยุคอวสานเซียน มีผีดุวิญญาณเฮี้ยนร้ายกาจอยู่มากมาย”
ชิงอู่กล่าวโดยมิหยุดคิด “ตอนนั้น ข้ามองจากไกลๆ แล้วเห็นเรือลอยฟ้ากำลังสู้กับตัวตนร้ายกาจ ณ ส่วนลึกแห่งท้องทะเลอยู่ แต่โชคร้ายที่ขณะข้าจะเข้าไปสืบใกล้ๆ ทั้งเรือลอยฟ้าและสัตว์ร้ายนั้นก็หายไปแล้ว”
ซูอี้ส่งเสียงรับในลำคอ ไม่ได้ถามอันใดอีก
ส่วนหนที่สาม เรือลอยฟ้าปรากฏขึ้นในท้องทะเลอันปกคลุมด้วยหิมะและชั้นน้ำแข็งหนา ปุยหิมะโปรยปรายเยี่ยงขนห่านทั่วฟ้าดิน
สิ่งสะดุดตาสูงสุดคือในเขตทะเลอันเยือกแข็งนี้ มีแสงศักดิ์สิทธิ์สีดำสายหนึ่งทะยานสูง อาบท้องนภาจนดำสนิทเยี่ยงหมึก
ขณะเดียวกัน พายุกระหน่ำก็ได้ล้างโบกพัด มันกระชาก สุญญะเสียจนบิดเบี้ยวพังทลาย
และเรือลอยฟ้าก็ลอยเงียบเชียบบนอากาศ ปราณฮุ่นตุ้นพลุ่งพล่าน ดูประหนึ่งกำลังมองแสงศักดิ์สิทธิ์สีดำนั้นอยู่
เมื่อเห็นภาพนี้ หัวใจของซูอี้ก็ตกตะลึง เขาบอกได้ว่านั่นคือเขตหวงห้ามอันลึกลับและซุกซ่อนลึกสุดในทะเลบูรพา
สมุทรเยือกแข็งดูดวิญญาณ!
ก่อนยุคอวสานเซียนบังเกิด สมุทรเยือกแข็งดูดวิญญาณนี้เป็นเขตหวงห้าม ไร้ผู้ใดรุกคืบเข้าไปได้ลึกนัก
กระทั่งหวังเย่ยามสมบูรณ์พร้อมยังต้องลี้หลบในไม่ช้าหลังเข้าไปในสมุทรเยือกแข็งดูดวิญญาณ
เป็นเพราะที่แห่งนั้นปกคลุมด้วย ‘แสงทิพย์ดูดวิญญาณ’ อันร้ายกาจประหนึ่งสั่งตาย สามารถแทรกซึมร่างวิถีของตัวตนขอบเขตมหาศาล ป่นจิตวิญญาณเป็นผงได้!
สมุทรเยือกแข็งดูดวิญญาณนี้ยังมีข่าวลือโบราณมากมาย
มีผู้กล่าวว่ามันเป็นสนามรบโบราณที่หลงเหลือมาแต่ยุคสุดวิเวก มีขุมกำลังไร้เทียมทานอันน่าสะพรึงกลัวมากมายตกตายที่นี่
บ้างกล่าวว่าสมุทรเยือกแข็งดูดวิญญาณคือแดนดินอันไร้กฎเกณฑ์ สรรพชีวิตไม่อาจอยู่ได้ ไม่ว่าจะเป็นเซียนหรือมาร ขอเพียงเข้าไปที่นั่น ทั้งชีวิตและมหาวิถีจะมอดมลายมิเหลือดี
กระทั่งบังเกิดข่าวลืออันฟังดูเกินจริงว่า สมุทรเยือกแข็งดูดวิญญาณแปรเปลี่ยนมาจากซากศพแห่งเทพ……
ไม่ว่าจะเป็นข่าวลือใดก็บอกตรงกันว่าปราณในสมุทรเยือกแข็งดูดวิญญาณร้ายกาจโหดเหี้ยมเป็นยิ่งนัก ทว่าเรือลอยฟ้ากลับมาปรากฏขึ้นที่นั่น!
มันกำลังจะทำอันใด?
ไล่ล่าศัตรูอยู่หรือ?
“สมุทรเยือกแข็งดูดวิญญาณนี้ประหลาดยิ่ง มีอำนาจเทพอันร้ายกาจบางอย่าง และยังมีอันตรายเกินคาดคะเนด้วย”
ชิงอู่กล่าว “ข้าไม่กล้าเข้าไปในนั้นเพราะกลัวหายนะเทพ แต่ข้าแน่ใจว่าเรือลอยฟ้ายังอยู่ที่นั่น”
ว่าแล้ว นางก็กล่าวกับซูอี้ด้วยสีหน้าเคร่งขรึมจริงจัง “หากสหายเต๋าตกลงร่วมมือกัน ข้าก็ยินยอมไปกับสหายเต๋าด้วย ด้วยฝีมือของสหายเต๋า ข้าย่อมไม่ต้องกลัวหายนะเทพแล้ว สามารถเผยอำนาจระดับสุดลึกล้ำได้ น่าจะสามารถช่วยสหายเต๋าหาเรือลอยฟ้าได้!”
ซูอี้ครุ่นคิดสักพักและกล่าวว่า “หลังข้าหาเรือลอยฟ้าพบ ข้าจะคิดเรื่องปลดอำนาจผลกรรมในร่างให้เจ้า”
ชิงอู่พลันเผยเค้าความยินดี “ได้!”
“ไปกันเถอะ”
ซูอี้ลุกขึ้น
……
วันถัดมา
สายลมยะเยือกบาดลึกถึงกระดูกหวีดหวิวอยู่ไกลๆ
เมื่อมองขึ้นไป สายลมทั่วท้องนภาล้วนมีผลึกหิมะขาวโพลนละล่องร่ายรำอย่างบ้าคลั่ง
“สหายเต๋า นั่นแหละสมุทรเยือกแข็งดูดวิญญาณ”
ชิงอู่ยกนิ้วชี้ไปไกลอยู่บนเรือสมบัติลำหนึ่ง
ซูอี้พยักหน้า
เขาเคยมาที่นี่แล้วในอดีตชาติ จึงย่อมไม่ใช่คนอื่นคนไกล
เมื่อเรือสมบัติเคลื่อนตัวไปใกล้ ก็ค่อยๆ แสดงให้เห็นได้ว่ามหาสมุทรอันไพศาลตรงหน้าปกคลุมด้วยชั้นน้ำแข็งหนา เกล็ดหิมะหวีดหวิวปลิวละล่องเยี่ยงขนห่านตามลม เย็นยะเยือกเชือดเฉือนมิต่างจากคมมีด
ทั่วฟ้าดินเงียบสงัด
วูบ!
เรือสมบัติถูกเก็บ ขณะที่ทั้งสองเหยียบย่างเดินต่อบนชั้นน้ำแข็ง
เปรี้ยง!
สายลมเย็นเฉียบพัดกระพือเยี่ยงพายุ โอบกอดหิมะอันร่ายรำฉีกกระชากสุญตา
เพียงอำนาจในฟ้าดินเช่นนี้ ก็มากพอให้เซียนส่วนใหญ่ในโลกหล้าสั่นสะท้านแล้ว
ชิงอู่พลันยกมือขึ้น ส่งประทีปทรงตำหนักดวงหนึ่งทะยานขึ้นบนอากาศ สั่งให้มันกระเพื่อมขึ้นลงหมุนวน ทอแสงเรื่อเรืองเยี่ยงภาพฝัน ปกคลุมร่างของนางและซูอี้ไว้
สกัดวายุกรรโชกไว้ทันที!
ทว่าครู่ต่อมา แสงศักดิ์สิทธิ์สีดำอันเจิดจรัสก็ทะยานมาจากไกลๆ พร้อมเสียงคำรามเลื่อนลั่น
เปรี้ยง!!
ม่านแสงรอบกายคนทั้งสองสลายไป
ประทีปทรงตำหนักถูกเจาะทะลุ ระเบิดแหลกเป็นจุณ
ชิงอู่เปลี่ยนสีหน้า นางยกมือขึ้นขว้างยันต์ลับอำนาจเทพชิ้นหนึ่งออกไป มันแปรเปลี่ยนเป็นโล่แสงสีทองขวางแสงศักดิ์สิทธิ์สีดำซึ่งโจมตีเข้ามากะทันหันไว้
เสียงกระทบกระแทกดังขึ้นสนั่นลั่น แล้วแสงศักดิ์สิทธิ์นั้นก็สลายหายไปในอากาศ
“นี่แหละสิ่งที่ข้าพูดถึง อำนาจเทพเหล่านี้อยู่ในสมุทรเยือกแข็งดูดวิญญาณ มันโผล่มาได้ทุกเมื่อ เป็นภัยถึงชีวิต”
ชิงอู่ถอนหายใจยาว
ทันใดนั้น นางก็พบว่าซูอี้ไพล่มือไว้เบื้องหลัง สีหน้าราบเรียบ ไร้ความกังวลใดๆ
“อำนาจเทพ?”
ซูอี้เลิกคิ้ว “อย่างนี้นี่เอง”
แสงศักดิ์สิทธิ์สีดำที่ชิงอู่เรียกว่าอำนาจเทพนั้นคือสิ่งที่ซูอี้รู้จักในนาม ‘แสงทิพย์ดูดวิญญาณ’ !
ลึกเข้าไปในสมุทรเยือกแข็งดูดวิญญาณ อำนาจน่าสะพรึงกลัวนี้มีอยู่ทั่วทุกที่
ทว่าก่อนหน้านี้ ซูอี้หารู้ไม่ว่าแสงทิพย์ดูดวิญญาณนี้ แท้จริงเป็นอำนาจที่มีเพียงเทพเท่านั้นที่ควบคุมได้!
ชิงอู่มาจากโลกแห่งเทพ แต่มีความเข้าใจแตกต่างออกไป เขากล่าวว่า “อำนาจเทพนี้กล่าวได้ว่าเป็นกฎแห่งยุคสมัยอย่างหนึ่งได้เช่นกัน เหมือนเป็นบัญญัติแห่งวิถีสวรรค์ แต่ก็พิกลพิการดุร้ายอย่างยิ่ง ไม่มีทางรวบรวมมาทำความเข้าใจได้เลย”
ซูอี้กล่าว “หมายความว่าก่อนหน้านี้ ที่นี่มีกฎแห่งยุคสมัยอยู่? หรือมีเทพมาที่นี่กัน?”
ชิงอู่นิ่งไปและกล่าวว่า “เป็นไปได้ทั้งนั้น”
ขณะเสวนา ทั้งสองก็เดินหน้าต่อ
เปรี้ยง!
พายุใหญ่โหมกระหน่ำบนทะเลเยือกแข็งอันขาวโพลน หิมะหนาร่ายระบำ ฟ้าดินรอบทิศดูปั่นป่วนเวิ้งว้าง
แสงทิพย์ดูดวิญญาณปรากฏขึ้นเป็นครั้งคราว เรื่อเรืองประกายหมายชีวิต
ซูอี้ไม่ยืนเฉยอีกต่อไป เขาใช้อำนาจวัฏสงสารสลายแสงทิพย์ดูดวิญญาณนั้นไปโดยง่าย!
ทำให้เขาเชื่อด้วยว่าชิงอู่ไม่ได้โกหก ‘แสงทิพย์ดูดวิญญาณ’ ซึ่งโลกเซียนถือเป็นอำนาจสั่งตายนี้เป็นอำนาจเทพที่แตกหักปั่นป่วนจริงๆ
หาไม่ คงไม่มีทางเลยที่จะรับมือได้ง่ายๆ โดยใช้อำนาจวัฏสงสาร!
ชิงอู่เห็นเหตุการณ์ทั้งหมดที่เกิดขึ้น แววตาของนางดูซับซ้อนละเอียดอ่อน
ระหว่างทางไร้สิ่งมีชีวิตใดๆ ในคลองจักษุ ทุกแห่งหนเงียบสงัดวังเวง ไม่มีกระทั่งหญ้าสักใบงอก
ยิ่งเข้าไปลึก แสงทิพย์ดูดวิญญาณก็ปรากฏถี่ขึ้น อำนาจร้ายกาจนี้เป็นเช่นคมมีดแห่งความมืด ปะปนกับพายุร้ายโหมกระหน่ำ กะทันหันไร้จังหวะ รวดเร็วสุดขีด
กระทั่งซูอี้ยังต้องคอยระวังและเข้าแทรกแซงสลายแสงทิพย์ดูดวิญญาณที่จู่โจมกะทันหันตลอดทาง
ครึ่งชั่วยามต่อมา
ทันใดนั้น ฟ้าดินแสนไกลพลันดำมืดลงเยี่ยงถูกรัตติกาลปกคลุม
เห็นได้ชัดเจนว่ามีเสาแสงสีดำหนาทึบทะลวงขึ้นจากพื้น หายลับไปในหมู่เมฆา ย้อมท้องนภาเสียจนดำทะมึน
ในบริเวณเสาแสงสีดำนี้ สุญญะรอบข้างบิดเบี้ยวแหลกสลาย คลื่นอำนาจปั่นป่วน แสงทิพย์ดูดวิญญาณนับไม่ถ้วนพุ่งทะยานเยี่ยงห่าศรเหนือเวหา
พวกเขายังอยู่แสนห่างไกล ทว่าซูอี้กลับสัมผัสแรงกดดันปะทะหน้าได้แล้ว
เสาแสงสีดำทะลวงเวหานั้นเปรียบได้กับมหาบรรพตมหึมาอันแปรเปลี่ยนจากแสงทิพย์ดูดวิญญาณทั้งลูก!
มันให้ความรู้สึกราวกับบริเวณนั้นเป็นแดนต้นกำเนิดแสงทิพย์ดูดวิญญาณ!
แสงทิพย์ดูดวิญญาณอันกระจัดกระจายทั่วสมุทรเยือกแข็งดูดวิญญาณล้วนมาจากบริเวณนี้
และจากชิ้นหยกที่ชิงอู่ให้มา เรือลอยฟ้ามาปรากฏที่นี่ในหนที่สาม!!!
ทว่าเมื่อซูอี้กวาดตามอง เขากลับไม่พบร่องรอยใดๆ
ยามนี้ ชิงอู่ลังเลครู่หนึ่งและกล่าวว่า “สหายเต๋า หากเข้าไปลึกกว่านี้ก็จะยิ่งทวีความอันตราย ช่วยข้าสลายอำนาจผลกรรมก่อนเถอะ แล้วข้าจะได้กล้าใช้วิถีเต๋าแท้จริงมาช่วยเจ้า”
ซูอี้กล่าวเนิบๆ “ยามนี้เจ้ายังไม่ต้องลงมือหรอก วางใจได้เลยว่าหากหาเรือลอยฟ้าพบ ข้าจะมิผิดสัญญา”
ขณะเดียวกัน เขาก็เดินหน้าต่อไป
“แต่ข้า… รอมิได้แล้ว”
เบื้องหลังเขา เสียงของชิงอู่รำพันขึ้นเบาๆ
โดยไม่ทันสิ้นเสียง ซูอี้พลันชะงักแล้วหันกลับมา
ทันใดนั้น ตรวนทิพย์สีแดงเพลิงเจิดจรัสเส้นหนึ่งก็ทะยานเวหาเข้ามาหาซูอี้
โซ่เก้าธารสวรรค์ขับขาน!
ยามอยู่ในซากวังมังกร ชิงอู่ก็เคยใช้สมบัตินี้เข้าต่อสู้กับซูอี้และซีหนิง
สมบัตินี้ส่งอำนาจสยบจองจำ ปกคลุมสุญญะใกล้เคียงซูอี้ไว้จนสิ้น
และยังทำให้เขาไร้ทางหลบเลี่ยง
ทว่าซูอี้หาลนลานไม่ รอยยิ้มเยาะปรากฏขึ้นบนใบหน้า
เขากะไว้นานแล้วว่าชิงอู่ หญิงผู้บ้าบิ่นโดยสันดานนี้ไม่มีทางก้มหัวยินยอมดีๆ เป็นแน่!
บทที่ 1,850 ผู้ช่วย!
โซ่เก้าธารสวรรค์พลันคำรามแล้วทยานเข้ามา
ซูอี้ก็ฟาดฝ่ามือออกไปทันที
เปรี้ยง!
ตรวนสีแดงเพลิงชะงักไปเล็กน้อย
ซูอี้ฉวยโอกาสนี้ใช้อำนาจพฤกษาหมื่นภูมิ ร่างหายวับไปทันที
อึดใจต่อมา เขาก็ปรากฏห่างออกไปหลายพันจั้ง เลือดลมปั่นป่วน และอดเผยความประหลาดใจมิได้
สตรีผู้นี้ใช้อำนาจระดับสุดลึกล้ำออกมาแต่แรกเลยหรือ!
“เจ้า… หลบได้หรือ?”
ชิงอู่มีท่าทีประหลาดใจเกินเชื่อลง
การโจมตีของนางถูกสั่งสมอำนาจมาเนิ่นนาน และนางยังใช้การฝึกฝนทั้งหมดในระดับสุดลึกล้ำอย่างไม่ลังเลเพื่อโจมตีกะทันหัน จึงเพียงพอให้ศัตรูร้ายร่วมขอบเขตบาดเจ็บสาหัสได้
นางมั่นใจมากว่าจะสามารถรับมือมหาเซียนอย่างซูอี้ได้
ทว่ามันกลับพลาดเป้า!
“ใครๆ ก็ดูออกทั้งนั้นว่านี่คือกับดักที่ตระเตรียมไว้อย่างดี”
ซูอี้กล่าวเสียงเรียบ “โชคร้ายที่ข้ารู้แต่แรกแล้ว ว่าสตรีเอาแต่ใจเช่นเจ้าหาน่าเชื่อถือได้ไม่”
ชิงอู่แย้มยิ้ม “เจ้ารู้หรือไม่? ว่าเมื่อเจ้าติดกับแล้ว ย่อมยากจะหนีพ้นอีก!”
ตู้ม!
ร่างของนางวูบไหว โซ่เก้าธารสวรรค์ขับขานโบกสะบัดกลางเวหาเยี่ยงตรวนทิพย์ ทันใดนั้นรุ้งทิพย์สีแดงเพลิงนับพันก็ปรากฏขึ้น
รุ้งทิพย์แต่ละสายรัดพันกันเป็นกรงขังที่ปกคลุมทั่วท้องนภา!
ซูอี้ก็ไม่อาจหลบเลี่ยงเยี่ยงสัตว์ร้ายในกรง
นี่คือฝีมือของตัวตนระดับสุดลึกล้ำ เพียงโจมตีส่งๆ ก็สามารถแปรเปลี่ยนฟ้าดิน เคลื่อนจักรวาล แทนที่ฟ้าดินด้วยวิถีเต๋าของตน!
ขณะชิงอู่โบกสะบัดโซ่เก้าธารสวรรค์ขับขาน เขตคุมขังก็พลันหดตัวราวกระชับบ่วงให้ซูอี้มิอาจขยับเขยื้อน
ทว่าซูอี้หรือจะอยู่เฉย?
ตู้ม!
ร่างสูงใหญ่ของเขาระเบิดหมัดพร้อมภาวะดาบอันสะท้านทั่วฟ้าดิน แต่ละหมัดของเขาใช้อำนาจวิเศษ ‘ข้ามขอบเขต’ ของพฤกษาหมื่นภูมิมาทะลวงกรงเสียจนเป็นรู
ร่างของชายหนุ่มก็หายวับ
“นี่……” เนตรงามของชิงอู่หดตัว
มหาเซียนผู้หนึ่งสลายอำนาจเขตแดนระดับสุดลึกล้ำได้หรือ!?
ช่างน่าเหลือเชื่อโดยแท้!
ขณะเดียวกัน เสียงของซูอี้ก็ดังขึ้น
“ข้าสงสัยจริงว่า เจ้าไม่กลัวถูกหายนะเทพหรือไร?”
ชิงอู่ได้ยินแต่ไม่อาจพบร่องรอยของซูอี้ได้เลย!
แม้นางจะใช้เคล็ดวิชาตรวจจับระดับสุดลึกล้ำ ก็ยังมิอาจพบที่ซ่อนของซูอี้
สิ่งนี้ทำให้หัวใจของนางหนาวเยือก ขณะเอ่ยขึ้นด้วยรอยยิ้ม “ไหนๆ จะตายอยู่แล้ว ข้าบอกเจ้าให้ก็ได้ ในสมุทรเยือกแข็งดูดวิญญาณนี้เต็มไปด้วยแสงทิพย์ดูดวิญญาณ เพียงพอกลบหายนะเทพในกฎสวรรค์โลกเซียนได้!”
“อย่างนี้นี่เอง ดูเหมือนสองเดือนมานี้ เจ้าจะพยายามอย่างหนักเพื่อหาทางจัดการข้าอยู่จริงๆ”
ซูอี้สะเทือนใจนัก
“เรื่องนี้หาใช่ความลับไม่ ทว่าข้าเองก็ไม่คาดเลยว่าในทะเลบูรพาจะมีสถานที่ซึ่งไม่กลัวหายนะเทพเช่นนี้อยู่ด้วย”
ชิงอู่กล่าวเนิบๆ “ข้าต้องขอบคุณเรือลอยฟ้าที่ทำให้ข้าหา สถานแห่งนี้พบได้อย่างเหลือเชื่อ ว่าไปแล้ว เรื่องนี้ก็เกี่ยวกับเจ้า จะบอกว่า… นี่เป็นสวรรค์ลิขิตแต่ปางก่อน แม้แต่สวรรค์ก็คิดช่วยข้าหรือ?”
ขณะเดียวกัน ร่างของนางก็เปี่ยมด้วยจิตสังหาร อำนาจระดับสุดลึกล้ำแผ่ซ่านทั่วทศทิศ พยายามหาที่ซ่อนของซูอี้ตลอดเวลา
แต่นางก็ต้องขมวดคิ้วเมื่อไม่พบร่องรอยใดๆ ราวซูอี้ระเหิดหายจากโลกหล้าไปแล้ว
“เจ้าคิดมากไปแล้ว”
เสียงของซูอี้ดังขึ้นอีกหน
ตู้ม!
ชิงอู่โจมตีเฉียบพลัน โซ่เก้าธารสวรรค์ขับขานแหวกเวหา กระแทกเข้าใส่บริเวณต้นเสียงเยี่ยงแส้จากท้องนภา อหังการไร้ขอบเขต
สุญญะในรัศมีพันจั้งรอบทิศถูกบดขยี้เยี่ยงกระดาษ พิรุณแสงสีแดงเพลิงสาดจรัสราวทะลวงสุญตาเป็นรูกลวง!
ทว่ากลับไร้ผลใดๆ
เพราะซูอี้ไม่ได้อยู่ที่นั่น
เปลือกตาของชิงอู่กระตุก
คมดาบสายหนึ่งพลันฟาดฟันมาจากเบื้องหลังนาง
ดาบวัฏสงสารกระบวนแรก วิเวกเร็วพลัน!
เปรี้ยง!!!
เกราะสีแดงเพลิงเปล่งประกายชั้นหนึ่งพลันปรากฏรอบกายชิงอู่ หยุดดาบกระทันหันของซูอี้ไว้
เมื่อทั้งสองปะทะกัน สุญญะรอบด้านพลันมอดมลายสลายสิ้น
อำนาจทำลายล้างร้ายกาจระเบิดออก ทำให้ร่างของชิงอู่กระเด็นไปเบื้องหน้า ดูทุลักทุเลยิ่ง
ทว่ายามนี้ ดวงตาของนางพลุ่งพล่านด้วยจิตสังหาร ตะโกนลั่นออกมา “เจอแล้ว!”
ตู้ม!
ตรวนทิพย์สีเพลิงฟาดเข้าใส่ บดขยี้สุญญะใกล้เคียงลงอย่างง่ายดาย กระแทกใส่จุดซึ่งปราณดาบเมื่อครู่ปรากฏอย่างดุดัน
เคร้ง!!!
บังเกิดเสียงระเบิดสะเทือนโลกา
ร่างของซูอี้ปรากฏขึ้น ทั้งคนและดาบกระเด็นไปเบื้องหลัง
ทว่าก่อนชิงอู่จะทันได้ไล่ตาม ร่างของซูอี้ก็หายวับไปอีกหน
นางโกรธเคียงเสียจนลอบกัดฟัน!
นางแน่ใจว่าซูอี้ต้องมีสมบัติลับอันทรงพลังเกี่ยวกับอำนาจมิติอยู่เป็นแน่ เขาจึงสามารถเคลื่อนกายผ่านสุญญะอย่างไร้ร่องรอยได้
เรื่องนี้น่าสะพรึงกลัวกว่าการเคลื่อนย้ายพริบตาเสียอีก ไม่มีปราณและร่องรอยหลงเหลือ ยากจะจับตำแหน่งพบ!
“หากเจ้ามีแค่ลูกไม้นี้ เกรงว่าคงจับข้ามิได้หรอกนะ”
เสียงของซูอี้ดังขึ้นอีกครั้ง
ทว่าหัวใจของเขาก็สะเทือนหน่อยๆ เช่นกัน
จริงอยู่ที่อำนาจต่อสู้ปัจจุบันของเขาสามารถสังหารวิญญาณร้ายระดับสุดลึกล้ำได้ แต่นั่นหมายความว่าชายหนุ่มต้องต่อสู้แลกแผลกัน
ขณะที่ชิงอู่และตัวตนระดับสุดลึกล้ำอื่นๆ ย่อมเหนือล้ำเกินวิญญาณร้ายเหล่านั้นไปอีกขั้น
หากจะฆ่าอีกฝ่าย เขาแทบไร้โอกาส
เฉกเช่นก่อนหน้านี้ เขาโจมตีกะทันหันโดยใช้ ‘วิเวกเร็วพลัน’ ซึ่งแข็งแกร่งเพียงพอสังหารวิญญาณร้ายระดับสุดลึกล้ำได้โดยง่าย
ทว่าถูกเกราะของชิงอู่สกัดไว้ ตัวนางไร้ซึ่งบาดแผลโดยสิ้นเชิง!
มองปราดเดียวก็เห็นความต่างชั้น
ชิงอู่ไม่อาจเทียบได้กับมหาอำนาจระดับสุดลึกล้ำทั่วไป นางมาจากโลกแห่งเทพ และห่างจากการเป็นเทพเพียงก้าวเดียว
อำนาจต่อสู้เช่นนี้อาจจะด้อยกว่าบุตรไร้เทียมทานแห่งสวรรค์อย่างลั่วเทียนตูเพียงเล็กน้อย แต่ก็กล่าวได้แล้วว่าน่าสะพรึงกลัวอย่างยิ่ง!
“จับเจ้าไม่ได้?”
รอยยิ้มเยาะปรากฏบนใบหน้าชิงอู่ “งั้นก็ลองสิ!”
ตู้ม!
ทันทีที่นางยกมือขึ้น ยันต์ลับทรงบงกชชิ้นหนึ่งก็ระเบิดขึ้นบนอากาศ กลีบบงกชสีเลือดโปรยปรายทั่วโลกหล้า หนาแน่นกวาดกระจาย
กลีบบงกชดูบอบบาง แต่กลับเป็นคมมีดไร้เทียมทานฉีกกระชากผ่านสุญตาอย่างง่ายดาย
เพียงแรกมองก็เห็นได้ว่าแดนดินใกล้เคียงในรัศมีหลายพันลี้มีกลีบบุปผาแดงเลือดกระจัดกระจายทุกแห่งหน ฉีกกระชากสุญญะเป็นชิ้นเล็กชิ้นน้อย
ซูอี้ผู้เร้นกายอยู่ก่อนหน้านี้ถูกบีบให้ปรากฏกายทันใด
ยามนี้เอง ชิงอู่ก็โจมตีเข้าอย่างดุเดือด!
เส้นผมของนางพริ้วระบำบ้าคลั่ง คู่เนตรเปี่ยมจิตสังหารร้ายกาจ เพียงยกมือ โซ่เก้าธารสวรรค์ขับขานก็ทะยานแพร่ขยาย ฟาดใส่ซูอี้อย่างรุนแรง
ซูอี้ฟาดฟันดาบต้านรับ แต่ร่างของเขาก็ถูกฟาดจนกระเด็นไปหลายพันจั้ง
ก่อนที่ร่างของเขาจะหายไปอีกหน
ชิงอู่กำลังจะใช้ลูกไม้เก่าบีบซูอี้ให้ปรากฏร่าง
ทว่าเสียงขบขันของซูอี้ก็ดังขึ้น
“สู้กันเช่นนี้อยุติธรรมเกินไป หากเจ้ากล้าก็ออกไปสู้กันนอกสมุทรเยือกแข็งดูดวิญญาณสิ ข้าอยากเห็นนักว่าเจ้าจะกล้าสามหาวเพียงนั้นหรือไม่”
ยังไม่ทันสิ้นเสียง ชิงอู่ก็พลันเปลี่ยนสีหน้า ตัดสินใจทันที “คนผู้นี้คิดจะหนีแล้ว เจ้ายังมิลงมืออีกหรือ?!”
“มีผู้ช่วยหรือ?”
ซูอี้ผู้กำลังทะยานออกจากสมุทรเยือกแข็งดูดวิญญาณพลันคิดเช่นนั้น
ตู้ม!
แสนไกลออกไปในฟ้าดินพลันแปรเปลี่ยน เกิดอำนาจลึกลับนับไม่ถ้วนทะยานเวหา ปกคลุมทั่วฟ้าดิน
ค่ายกลนี้สร้างขึ้นจากอักขระประหลาดนับไม่ถ้วน ดูประหนึ่งแปรเปลี่ยนเป็นม่านสวรรค์แยกฟ้าดิน ให้ความรู้สึกมิอาจสั่นคลอนก้าวข้าม
สิ่งที่ร้ายแรงสูงสุดคือค่ายกลนี้ปกคลุมด้วยปราณอันร้ายกาจเยี่ยงคลื่นวารี ผนึกฟ้าดินถิ่นนี้ไว้เสียสนิท
แสงทิพย์ดูดวิญญาณมากมายพุ่งเข้ามาปะทะในทันใด แต่ก็ไม่อาจสั่นคลอนมันได้แม้แต่น้อย
ม่านตาของซูอี้พลันหดตัว
นี่คือค่ายกลเทพอย่างหนึ่ง!?
ขณะเดียวกัน เสียงเสสรวลอย่างผ่อนคลายเสียงหนึ่งก็ดังขึ้น
“เสร็จข้าล่ะ! ด้วยบัญญัติห้ามหมื่นสายธารผนึกสวรรค์นี้ ทางหนีออกนอกสมุทรเยือกแข็งดูดวิญญาณก็ถูกผนึกสิ้น กฎแห่งมิติก็ถูกปิดกั้น ไม่อาจหนีพ้นได้อีก!”
พร้อมกันนั้น ร่างหนึ่งก็เดินออกมาจากค่ายกล
เขาเป็นชายร่างสูง เส้นผมยาวสีขาว ดวงตาดุจเหยี่ยวอินทรี ผิวสีทองแดง ให้บรรยากาศเย็นชาแข็งกร้าวดุจหินผา
คนผู้นี้สวมชุดคลุมขนนก ยามเยื้องย่างราวกับมีสายธารนับไม่ถ้วนเคลื่อนกระเพื่อมใต้เท้า ทุกแห่งหนที่เขาผ่าน สุญญะรอบข้างล้วนถูกธารกระหน่ำบดขยี้ ส่งเสียงคำรณเยี่ยงสายฟ้า
คู่ปีกสีดำเบื้องหลังเขาคือสิ่งสะดุดตาสูงสุด!
เมื่อเห็นคนผู้นี้ปรากฏขึ้น ชิงอู่ก็ดูผ่อนคลายขึ้น ทว่ายามมองไปยังชายร่างผอมสูงผู้นี้ ในสายตาของนางก็มีความพรั่นพรึงอย่างไร้ปิดบัง
“เจ้าต้องจับตัวคนผู้นี้ภายในครึ่งเสี้ยวชั่วยามนะ หาไม่ บัญญัติห้ามหมื่นสายธารผนึกสวรรค์นี้จะสลายไป”
ชายร่างผอมสูงเดินเข้ามา กิริยาดูเอื่อยเฉื่อย วาจาแผ่กระจายทั่วฟ้าดิน หากลัวไม่ว่าซูอี้ผู้เร้นกายอยู่จะได้ยิน
“แค่ครึ่งเสี้ยวชั่วยามหรือ?”
ชิงอู่ขมวดคิ้ว
ชายร่างผอมสูงกล่าว “ครึ่งเสี้ยวชั่วยาม… ก็เกินพอแล้ว”
ว่าแล้ว เขาก็ยกมือขึ้นเล็กน้อย
ตู้ม!
พิรุณแสงร้ายกาจนับไม่ถ้วนทะลักทะยานสู่ทศทิศเยี่ยงพายุฝน
ซูอี้ผู้เร้นกายจำต้องหลบเลี่ยง จึงเปิดเผยตัวตนออกมา สีหน้าเคร่งขรึม
ฝีมือคนผู้นี้ทรงพลังกว่าชิงอู่หลายเท่านัก!
เขาเป็นใครกัน?
“ดูสิ เขาอยู่นั่นมิใช่หรือ?”
ชายร่างผอมสูงกล่าวขึ้นราวคาดการณ์ไว้
ชิงอู่เองก็แย้มยิ้มจรัสจ้า “พี่ชายร่วมวิถีกู่ สมแล้วที่ท่านเป็นตัวตนไร้เทียมทาน หนึ่งใน ‘สิบจักรพรรดิปีศาจ’ วิชาล้ำเลิศชวนลืมหายใจจริงแท้”
พี่ชายร่วมวิถีกู่?
สิบจักรพรรดิปีศาจ?
ในที่สุดซูอี้ก็เข้าใจ ชายร่างผอมสูงผู้นี้ต้องเป็นกู่อวิ้นฉาน ศิษย์ของคนตกปลา จอมราชันย์วิถีปีศาจผู้ไร้เทียมทานและเลื่องลือในโลกแห่งเทพผู้นั้น!
ซีหนิงคาดการณ์เอาไว้แล้ว ว่ากู่อวิ้นฉานต้องเป็นฝ่ายมาหาเขาเองยามเข้าสู่แดนเซียนแน่แท้!
แต่ซูอี้ไม่คาดเลยว่าคนผู้นี้จะร่วมมือกับชิงอู่ และวางแผนอย่างรอบคอบไว้ในสมุทรเยือกแข็งดูดวิญญาณนี้
“มิน่าเล่า เจ้าจึงเปลี่ยนใจกะทันหัน หากข้าเดาถูก เขาสินะที่รับปากจะช่วยเจ้าสลายอำนาจผลกรรมในร่างเจ้าให้?”
ซูอี้กล่าว
ชิงอู่ประหลาดใจ “เจ้ารู้หรือ?”
ดวงตาของกู่อวิ้นฉานวูบไหว “เกรงว่าเจ้าเด็กนี่น่าจะรู้ตัวตนของข้าแล้ว จึงไม่แปลกหากจะรู้ว่าข้าสลายอำนาจผลกรรมได้”
ในโลกแห่งเทพ ทุกคนต่างรู้ว่าอาจารย์ของเขาคือผู้เฒ่าเรืองวิญญาณ ผู้ถือครองอำนาจแห่งผลกรรม!
หลังเว้นช่วงเล็กน้อย กู่อวิ้นฉานก็กล่าวขึ้น “จับเขาให้ได้ก่อน จะได้ไม่ต้องมัวร้อนใจ”
ตู้ม!
เขายกมือขึ้นกดลง บรรยากาศร้ายแรงเปี่ยมปราณกดดันปรากฏขึ้นในค่ายกล แปรเปลี่ยนเป็นคลื่นถาโถมทะลักเข้าใส่ซูอี้
ขณะเดียวกัน ร่างของชิงอู่ก็โผนทะยาน ฟาดฟันโซ่เก้าธารสวรรค์ขับขานลงมา