บันทึกตำนานราชันอหังการ [ 剑道第一仙 ] - ตอนที่ 1841-1845
บทที่ 1,841 ลั่วเทียนตู
‘สามปีถึงห้าปีอาจดูเหมือนเป็นช่วงเวลากระชั้นชิดสำหรับข้า แต่… นั่นก็พอแล้ว’
ซูอี้กล่าวในใจ
การฝึกฝนของเขาในตอนนี้อยู่ในขอบเขตอัศจรรย์ขั้นกลางแล้ว
หากมุ่งฝึกฝนและแสวงหาวิธีในการบรรลุขอบเขต ภายในสามปีห้าปี เขาก็จะขึ้นสู่ระดับสุดลึกล้ำได้!
มิเพียงเท่านั้น หากเขาคิดจะทำ เขาก็พร้อมจะเข้าสู่ระดับสุดลึกล้ำขั้นสมบูรณ์ได้ทุกเมื่อ
ทว่า……
เขาจะไม่ทำเช่นนั้นแน่
หลังจากรวมกรรมวิถีอดีตชาติเป็นหนึ่งเดียวกัน ซูอี้ก็ไม่ได้คิดถึงความเร็วในการเคลื่อนขอบเขตยามฝึกฝนในชาตินี้เลย แต่ใช้ความคิดไปกับการก้าวข้ามอดีตชาติทั้งหลายแทน
สรุปก็คือเขามุ่งมั่นถางเส้นทางไปเบื้องหน้าอย่างช้าๆ แต่มั่นคง!
และช่วงเวลาสามปีถึงห้าปีนี้ก็ดูแทบเป็นไปไม่ได้เลยที่จะเคลื่อนขอบเขตฝึกฝนจากขอบเขตอัศจรรย์ขั้นกลางสู่ระดับสุดลึกล้ำ อีกทั้งการฝึกฝนในทุกขอบเขตจะต้องมีความเสถียรและมั่นคงอย่างมาก
ทว่าสำหรับซูอี้ นี่ไม่ใช่ปัญหาใหญ่
ต้องไม่ลืมว่าการฝึกฝนของเขาก้าวกระโดดจากราชันเซียนไปสู่มหาเซียนในเวลาเพียงไม่ถึงเดือน และเขาก็ฝึกฝนมาถึงขอบเขตอัศจรรย์ขั้นกลางแล้ว!
‘ช่วงเวลาต่อจากนี้ ข้าแวะไปยังเขตหวงห้ามทั้งหลายในทะเลบูรพาหน่อยดีกว่า’
ซูอี้ครุ่นคิด
หากอยากให้การฝึกฝนก้าวหน้าไปสู่ระดับสุดลึกล้ำภายในสามถึงห้าปีก็มีทางเดียว นั่นคือชิงโอกาสอันพบได้แต่ยากครอบครองตามเขตหวงห้ามอันเปี่ยมภยันตรายเหล่านั้น!
ตอนอยู่ที่ซากโบราณบรรพสังขารบน ‘ภูเขาไร้ชีพ’ เขาได้บรรลุสู่ขอบเขตมหาเซียน
จากนั้นการฝึกฝนของเขาก็ก้าวขึ้นสู่ขอบเขตอัศจรรย์ขั้นกลาง ณ ‘แท่นมังกรผงาด’ ในซากวังมังกร
หัวใจของการเคลื่อนขอบเขตเหล่านี้อยู่ที่ ‘โอกาส’
หากอาศัยเพียงความพากเพียรในการฝึกฝนอย่างหนัก ก็หยุดหวังได้เลยว่าเขาจะเข้าสู่ขอบเขตมหาศาลได้ในสามถึงห้าปีหลังจากนี้ อย่าว่าแต่ระดับสุดลึกล้ำเลย
ฝันเฟื่องโดยแท้!
“ทุกการพัฒนาในการฝึกฝนต้องใช้เวลาและความพยายามในการคงความเสถียรสักเล็กน้อย และเมื่อถึงเวลา ก็เลือกเข้าไปเก็บตัวในแดนสารทวสันต์ได้”
ซูอี้ครุ่นคิด “หากทำเช่นนี้ก็จะสามารถขัดเกลาพื้นฐานแต่ละขอบเขตจนถึงระดับสูงสุดได้”
“เหลือเวลาเพียงสามถึงห้าปี… นี่จะเป็นเรื่องดีได้เช่นไร……”
ทันใดนั้น ฝานจุยก็รำพึง สีหน้าเปี่ยมความเศร้าหมอง
เขามีการฝึกฝนในระดับแกนรวมศูนย์ แต่การจะทะลวงสู่ระดับสุดลึกล้ำในช่วงเวลาอันสั้นเพียงนั้นนับว่าไร้สาระยิ่ง
แต่หากเขาต้องพลาดวิถีบรรลุเทพไป มีหรือจะยอม?
ซูอี้กล่าว “คนเป็นผู้ลิขิตเรื่องราว ปล่อยไปเถอะ ตามิเห็นก็ใช่ว่าไร้โอกาส”
ฝานจุยนิ่งไป และพลันจำได้ว่าการฝึกฝนของชายหนุ่มยังอยู่ในมหาเซียน ห่างไกลจากระดับสุดลึกล้ำมากโข
เทียบกันแล้ว สถานการณ์ของเขาดีกว่ากันเป็นไหนๆ
ทันใดนั้น ความว้าวุ่นในใจของฝานจุยก็เบาบางลงไปมาก จากนั้นเขาก็กล่าวออกมาเบาๆ “สหายเต่าซูก็พยายามเข้า คว้าโอกาสหายากนี้ไว้แล้วขึ้นเป็นเทพได้จะดีที่สุด! แน่นอนว่าอย่ากระวนกระวายไป หากรีบเร่งอาจจะยากไขว่คว้า เมื่อหักโหมฝึกฝนเคลื่อนขอบเขตจนรากฐานมหาวิถีสั่นคลอน……เช่นนั้นผลเสียจะมากกว่าดี”
ในความคิดของเขา หากซูอี้อยากชิงโอกาสในการบรรลุเทพในสามถึงห้าปีนี้ก็แทบไร้หวังโดยสิ้นเชิง เขาจึงเผยความเห็นใจต่ออีกฝ่ายเล็กน้อย
ท้าทายสวรรค์แล้วอย่างไร?
ในเมื่อพลาดโอกาสในการบรรลุเทพอันหายากนี้ไป ก็มิอาจทราบได้เลยว่าจะมีโอกาสแบบนี้อีกยามใด
ซีหนิงอดกล่าวมิได้ “ฝานจุย สหายเต๋าซูมีสมบัติลับแห่งฮุ่นตุ้นอย่างบันทึกผลกรรมกับดาบเคียงประชิดอยู่ในมือสองชิ้น เจ้าคิดว่าเขาจะมีปัญหาในการรู้แจ้งเป็นเทพหรือ?”
ฝานจุย “……”
ภายในอกของเขารู้สึกอึดอัดราวกับถูกชกอย่างจัง
นั่นสิ มีสมบัติลับแห่งฮุ่นตุ้นสองชิ้นนั้นอยู่ อีกฝ่ายจะต้องกังวลอันใดกับวิถีบรรลุเทพ?
ซูอี้กล่าวยิ้มๆ “ยามวิถีบรรลุเทพปรากฏ ข้าคิดจะชิงโอกาสนั้นมาดูว่ามันดีหรือแย่กว่ากฎแห่งยุคสมัยของบันทึกผลกรรมและดาบเคียงประชิด แล้วค่อยเลือกว่าอันไหนเหมาะให้ข้าใช้บรรลุเทพที่สุด”
ฝานจุย “???”
ผู้อื่นเขารอกันเป็นชาติ กว่าจะพบโอกาสในการบรรลุเทพ
ทว่าเจ้าคนนี้กลับคิดว่าจะเป็นเทพโดยใช้วิถีใดดี!
เขาอดพูดมิได้ว่า “สหายเต๋าซูดูมั่นใจมากเลยว่าจะสามารถเข้าสู่ระดับสุดลึกล้ำในสามปีห้าปีได้?”
ซูอี้พยักหน้า “มันไม่ใช่ความลับหรอก ด้วยเรื่องนี้หายากเย็นสำหรับข้าไม่”
ฝานจุย “!!!”
เขาพลันรู้สึกเหนื่อยล้าไปทั้งกาย
ในหมู่เราทั้งผอง มีเพียงเขาหรือที่ปวกเปียกที่สุดแต่ต้นจนจบ?
ทันใดนั้น ซีหนิงก็ดูจะจับสัมผัสบางสิ่งได้ และเงยหน้ามองออกไปไกล
เหนือนภาอันมืดมิด ท้องทะเลกระเพื่อมไหว
บนอากาศที่อยู่ไกลออกไปปรากฏสามร่างขึ้นกะทันหัน
พวกเขาคือชิงเซียว จินจู๋หลิว และกงหยางอวี่!
“อันใดนี่ บทเรียนที่ได้รับไปในซากวังมังกรก่อนหน้านี้ยังมิพออีกหรือ ถึงคิดจะสู้กันจนตายเลยหรือไร?”
คู่เนตรของหญิงสาวฉายแววเย็นยะเยือก ทั่วทั้งร่างเปี่ยมล้นด้วยจิตสังหารอันน่าสะพรึง
ซูอี้เองก็เหน็บแนมด้วยสายตา พลางกล่าวหยอกว่า “จะว่าไปแล้ว ข้าก็ไม่คาดคิดเลยจริงๆ ว่าพวกเขาทั้งสามจะร่วมมือกัน เพราะถึงอย่างไร ข้าก็จำได้ว่าที่แท่นบูชาวิญญาณของเผ่ามังกร กงหยางอวี่หนีไปก่อนใคร แล้วจินจู๋หลิวก็หนีตามไปอีกคน”
น้ำเสียงของเขาเต็มไปด้วยการประชดประชัน
สีหน้าของจินจู๋หลิวกับกงหยางอวี่พลันถมึงทึง
ชิงเซียวเองก็ขมวดคิ้ว
เหตุการณ์ก่อนหน้านี้เป็นความอับอายครั้งใหญ่สำหรับพวกเขา เมื่อซูอี้ทาเกลือลงบนแผลสดในยามนี้ ความแค้นทั้งเก่าและใหม่จึงปะทุขึ้นในใจ ทำให้พวกเขารู้สึกอับอายยิ่ง
จากนั้นชายหนุ่มก็กล่าวต่อไปว่า “เรื่องน่าขันที่สุดคือ ชิงอู่ซึ่งเดิมอยู่ฝ่ายเดียวกัน จู่ๆ ก็หักหลังขึ้นมา คนเหล่านี้จึงถูกอำนาจผลกรรมโจมตีใส่กะทันหัน เกรงว่าคงยากจะเป็นเทพในภายภาคหน้าได้แล้ว”
ขณะเดียวกัน ดวงตาของเขาก็แฝงแววเวทนา
“หุบปาก!”
ชิงเซียวตวาดลั่น จิตสังหารพลุ่งพล่านอยู่ในใจ “คิดจริงๆ หรือว่าพวกเราจะมาปะทะฝีปากกับเจ้า?”
ซูอี้แย้มยิ้ม “หมายความว่าเจ้าคิดที่จะประมือหรือ?”
ชิงเซียวไม่ตอบคำ และเมินอีกฝ่ายไป
เจ้าตัวเพียงหันไปกล่าวกับซีหนิงด้วยน้ำเสียงลุ่มลึกว่า “ควรฆ่าศัตรูมากกว่าปล่อยไว้ ก่อนหน้านี้ข้าแพ้ ไร้สิ่งใดต้องพูดกัน แต่เหตุผลที่เรามารอที่นี่ก็เพื่ออยากเจรจาต่อรองกับเจ้าเท่านั้น”
ซีหนิงกล่าวอย่างประหลาดใจ “เจรจาต่อรอง?”
“ใช่”
ชิงเซียวพยักหน้า “ขอเพียงเจ้าให้คนแซ่ซูนั่นช่วยเราทั้งสามสลายอำนาจผลกรรมในร่าง เราจะยอมถอย ทิ้งความแค้นเก่าก่อนไป!”
ซีหนิงกับซูอี้มองหน้ากันแล้วเข้าใจทันที
ไม่ต้องสงสัยเลยว่าพวกชิงเซียวมิอาจสลายอำนาจของผลกรรมอันรุมเร้าอยู่ทั่วร่างในชั่วกาลอันสั้นได้
และยิ่งปล่อยไว้ มันก็ยิ่งเป็นการทำร้ายรากฐานมหาวิถีของพวกเขา และส่งผลต่อความหวังในการบรรลุเทพ
ดังนั้นพวกเขาจึงกล้ำกลืนโทสะเป็นฝ่ายเข้ามาขอคืนดี!
ด้วยเหตุนี้ จึงเห็นได้เช่นกันว่าอำนาจผลกรรมน่ากลัวเพียงไร บุตรแห่งเทพทั้งหลายจึงถูกบีบให้ต้องก้มหัว!!!
“หากข้าปฏิเสธเล่า?” ชายหนุ่มถามพลางยิ้มยั่ว
สีหน้าของชิงเซียวแปรเปลี่ยนเป็นเย็นเยียบ “เช่นนั้นก็อย่าโทษข้าที่ทำทุกสิ่งเพื่อล้างแค้นแล้วกัน ข้าอาจยอมรับได้ว่าเจ้ากับซีหนิงคงไม่เกรงกลัว แต่ในแดนเซียนนี้ ไม่มีผู้ใดที่พวกเจ้าใส่ใจเลยหรือ?”
ซูอี้พลันหรี่ตาลง ก่อนจะกล่าวด้วยเสียงอันเนิบนาบว่า “ไม่คาดคิดเลยว่ากระทั่งพวกเจ้าบุตรแห่งสวรรค์ก็ยังเล่นลูกไม้น่ารังเกียจกับเขาด้วย”
ชิงเซียวอดแค่นเสียงหึมิได้ “ลูกไม้น่ารังเกียจ? ข้าไร้สิ่งใดต้องเสียแล้ว เหตุใดต้องใส่ใจด้วย?”
จินจู๋หลิวกล่าว “ข้ายอมประนีประนอม เปลี่ยนศึกเป็นหยกแล้ว คิดให้ดีเถิด หากทิ้งความแค้นเก่าก่อนไป ทุกผู้ย่อมเปรมปรีดิ์เป็นแน่”
หญิงสาวมองไปยังซูอี้
ไม่ต้องสงสัยเลยว่า นางจะทำตามการตัดสินใจของเขา
ซูอี้ครุ่นคิดและกล่าวว่า “ดูเหมือนพวกเจ้าก็สังเกตเห็นแล้วเช่นกันว่าวิถีบรรลุเทพจะปรากฏในสามถึงห้าปี จึงยอมแบกหน้ามาขอสงบศึก เพื่อหวังจะให้อำนาจผลกรรมในร่างสลายไปโดยเร็วที่สุดล่ะสิ?”
ชิงเซียวและคณะมองหน้ากัน มิได้บ่ายเบี่ยงปฏิเสธ
ซูอี้กล่าว “ทว่าน่าเสียดายนัก ข้าซูอี้ไม่เคยเกรงกลัวคำขู่ใด หากเจ้าล้างแค้นกับผู้ที่ข้าใส่ใจ ยามหน้าเมื่อไปยังโลกแห่งเทพ ข้าจะสังหารคนทั้งหมดที่เจ้าใส่ใจ ถึงครานั้น เราก็มาดูซิว่าใครจะโหดเหี้ยมกว่ากัน!”
สีหน้าของชิงเซียวและสหายต่างดำทะมึนในทันที
ดวงตาของกงหยางอวี่แสนเคียดแค้น “บุกโลกแห่งเทพ? คนบาปผู้ถือครองวัฏสงสารเช่นเจ้าคิดจริงๆ หรือว่าจะอยู่รอดได้ถึงยามนั้น? ฝันไปเถอะ!”
“ทวยเทพมิยอมให้มีวัฏสงสารอยู่หรอก คำขู่ของเจ้าช่างน่าขันสิ้นดี!”
ชิงเซียวกล่าวชัดทีละคำ “ซีหนิง เจ้าก็น่าจะรู้ว่าผลลัพธ์ของการฉีกหน้าเราร้ายแรงเพียงใด ข้าว่าเจ้าเกลี้ยกล่อมสหายเต๋าซูผู้นี้สักหน่อยเถอะ!”
ซีหนิงตอบโดยไม่แม้แต่หยุดคิด “ไม่”
ชิงเซียว “……”
กงหยางอวี่ที่ได้ยินจึงอดกล่าวมิได้ “ซีหนิง หากให้บุตรและบุตรีแห่งสวรรค์คนอื่นๆ ทราบว่าเจ้ากับซูอี้เป็นฝ่ายเดียวกัน เกรงว่าเจ้าคงรับผลกระทบที่ตามมามิได้หรอกกระมัง?”
คิ้วงามของหญิงสาวขมวดเข้าหากันน้อยๆ
ทันใดนั้น เสียงหนึ่งก็ดังขึ้นอย่างเฉยชา
“มีข้าอยู่ ผลลัพธ์เช่นนั้นย่อมมิเกิดกับอาหนิงหรอก!”
เสียงนั้นก้องกังวานไปทั่วท้องนภาและผืนน้ำเยี่ยงระฆังยามเช้าฆ้องโมงยามเย็น แผ่อำนาจทะลุทะลวงใจผู้คน
ชั่วขณะนั้น สุญญะบังเกิดจังหวะเยี่ยงมหาวิถี!
ทุกผู้เงยหน้ามองอย่างตกตะลึง
และไกลออกไปเหนือทะเล ร่างหนึ่งก็มุ่งเข้ามาทางนี้
เขาดูเหมือนชายหนุ่มผู้หนึ่ง ผิวกายกระจ่างเยี่ยงหยก สวมเสื้อผ้าแขนเสื้อกว้าง มงกุฎบงกช ร่างสูงสง่า ดวงตาเปล่งประกายระยิบระยับเยี่ยงดวงดาว
สายลมสมุทรพัดพาเสื้อผ้าของเขาสะบัดไหวดุจปุยเมฆ แต่ละก้าวของคนผู้นี้สร้างบงกชขึ้นจากผิวสมุทรรองรับเท้าไว้
แขนเสื้อกว้างพลิ้วไหว เยื้องย่างเหนือสมุทร ดูเชื่องช้าทว่าความเร็วนั้นแท้จริงประหนึ่งเคลื่อนที่ในชั่วพริบตา
ยังไม่ทันสิ้นเสียง อีกฝ่ายก็ทะยานเข้ามาแล้ว
อำนาจอันน่าสะพรึงกลัวสายหนึ่งกวาดไปทั่วทั้งพื้นที่
และยังทำให้เจ้าตัวกลายเป็นจุดสนใจขึ้นมาทันที!
“ลั่วเทียนตู! เจ้า… มาถึงแต่ยามใด?”
สีหน้าของชิงเซียวพลันแปรเปลี่ยน
จินจู๋หลิวกับกงหยางอวี่ที่อยู่ข้างกายเขาเองก็เผยความตกตะลึง สายตาที่มองมายังชายผู้นั้นดูพรั่นพรึงโดยไม่ได้ปิดบัง
ลั่วเทียนตู!
บุตรแห่งสวรรค์ผู้ไร้เทียมทานในระดับสุดลึกล้ำ! ในแดนเซียนนี้กล่าวได้ว่าอีกฝ่ายเป็นดั่งจอมราชันเลื่องชื่อแห่งขอบเขตมหาศาล!
คนผู้นี้คือลั่วเทียนตูหรือ?
ซูอี้อดประหลาดใจมิได้
เขาเพิ่งได้ยินซีหนิงพูดเกี่ยวกับคนผู้นี้มาไม่นานนัก ทว่ากลับไม่คาดคิดเลยว่าจะได้พบกันเร็วเพียงนี้
หากพินิจดู แม้ปราณรอบกายของคนผู้นี้จะถูกสะกดไว้ ณ ระดับมหายุทธ์ แต่ไม่ว่าจะเป็นพลังหรือท่าทางที่คนผู้นี้แสดงออกมาก็ล้วนเลิศล้ำ!
เมื่อเทียบกันแล้ว แม้ชิงเซียวและพรรคพวกจะเป็นบุตรแห่งสวรรค์เหมือนกัน แต่ก็นับว่าด้อยกว่ากันมากโข!
หลังมาถึง ลั่วเทียนตูก็เมินสายตาตกตะลึงของพวกชิงเซียวมากล่าวกับซีหนิงที่อยู่ข้างกายว่า “อาหนิง ข้ามารับเจ้าแล้ว”
บทที่ 1,842 ชี้วัดเป็นตาย
ทุกการกระทำของลั่วเทียนตูกลายเป็นที่สนใจของคนทุกผู้
ทว่าซีหนิงกลับขมวดคิ้วเล็กน้อย พลางกล่าวเสียงเย็นว่า “มิใช่ว่าเราจะไปพบกันที่แคว้นเซี่ยงในแดนเซียนหรือ เหตุใดเจ้าจึงมาหาข้าก่อนเล่า?”
ลั่วเทียนตูกล่าวพร้อมกับแย้มยิ้มว่า “หากข้าไม่มา มีหรือจะทราบว่ากระทั่งตัวตนอย่างชิงเซียวกับจินจู๋หลิวยังกล้าดูหมิ่นเจ้า?”
ว่าแล้ว สายตาของเขาก็กวาดมองไปที่พวกชิงเซียว ความเย็นเยียบจากนัยน์ตาคู่นั้นทำให้ผู้ถูกมองรู้สึกครั่นคร้ามในใจ
พวกเขาล้วนรู้ว่าลั่วเทียนตูเป็นตัวตนที่น่าสะพรึงกลัวเพียงใด อำนาจของเขาไม่เพียงจะไร้เทียมทานในระดับสุดลึกล้ำ แต่ภูมิหลังของคนผู้นี้ยังน่าอัศจรรย์ยิ่งกว่า!
ฝานจุยยืนเงียบอยู่ด้านข้าง ทว่าในใจของเขาแสนว้าวุ่น หลั่งเหงื่อมากมายแทนซูอี้
ลั่วเทียนตูผู้นี้แข็งแกร่งอหังการ ก้าวร้าวดุดัน และเคยประกาศไว้ยามมายังแดนเซียนว่าจะสังหารคนบาปผู้ถือครองวัฏสงสาร!
และยามนี้ ซูอี้ก็อยู่ข้างตัวเขานี่เอง……
น้ำเสียงของหญิงสาวเผยการปฏิเสธอย่างชัดเจน “ข้าบอกเจ้าแล้วว่า ข้าไม่ต้องการให้เจ้ามายุ่งเรื่องของข้า”
ลั่วเทียนตูยิ้มขมขื่น “อาหนิง คนอยู่กันตั้งเยอะแยะ ไว้หน้าข้าบ้างมิได้หรือ?”
ซีหนิงตอบ “ไม่”
ชายหนุ่มลูบจมูกพลางหัวเราะแห้งกับตนเอง “ข้าก็คิดแล้วว่าเจ้าต้องตอบเช่นนี้ แต่เราทั้งสองเป็นคู่รักวัยเด็ก ข้าไหนเลยจะไม่เข้าใจอุปนิสัยของเจ้ากัน? มัน… มิน่าอายนักหรอก”
เขาหันไปกล่าวกับพวกชิงเซียว “แต่พวกเขากล้ามารังแกเจ้าแบบนี้ ข้าย่อมปล่อยไว้ไม่ได้!”
วาจาของเขาสะท้านทั่วฟ้าดิน
และลั่วเทียนตูก็ลงมือทันที
ทันทีที่ตัวคนขยับ บงกชวิถีดอกหนึ่งก็ก่อตัวขึ้นกลางนภา พาร่างของเขาวูบไหวราวเคลื่อนกายเข้าโจมตีในชั่วพริบตา
ตู้ม!
อาภรณ์ของเขาพลิ้วสะบัด นิ้วมือขยับประทับตรา ลวดลายสายฟ้าอันมีขนาดร้อยจั้งปรากฏขึ้น ภายในภาพนั้นมีสรรพชีวิต เหนือขึ้นไปมีภาพลวงตาของเทพสายฟ้าปรากฏอยู่ ในมือคู่นั้นถือสายฟ้า คล้ายต้องการทลายจักรวาลลงในธารอสนีบาตอันไร้สิ้นสุด!
กฎเทพอัสนีขยี้พสุธา!
เพียงปราณของมันก็ทำให้ฟ้าดินปั่นป่วน ท้องทะเลคำรน
ใบหน้าของชิงเซียวถึงกับเปลี่ยนสี จากนั้นเขาก็ลงมือต่อสู้อย่างสุดกำลัง
เปรี้ยง!!!
อัสนีฟาดผ่าลงมาทั่วทั้งแดนดิน ห้วงอากาศถูกฉีกกระชากขาดเป็นริ้วๆ
ด้วยการโจมตีนี้ ร่างของชิงเซียวก็กระเด็นไปหลายร้อยจั้ง ใบหน้าซีดขาว อึดอัดจนแทบกระอักเลือด
เขากล่าวอย่างเดือดดาล “ลั่วเทียนตู! เจ้า……”
ตู้ม!
เสียงของเขาถูกขัดโดยอสนีบาตสะท้านสวรรค์ และร่างของลั่วเทียนตูก็ดูราวกับเคลื่อนกายเข้ามาประชิดในชั่วพริบตา เขากระหน่ำโจมตีด้วยสายฟ้าสว่างวูบวาบ
ทั้งดุดัน อหังการ และแข็งแกร่ง!
ให้บรรยากาศราวเพียงหนึ่งกายา ก็สามารถบดขยี้โลกหล้าให้แหลกด้วยปลายนิ้วได้!
“คนคลั่งเอ๊ย!!”
ชิงเซียวเผ่นหนี หายวับไปในชั่วพริบตา
“หนี?”
ลั่วเทียนตูกล่าวอย่างประหลาดใจ “เจ้านี่อ่อนแอถึงเพียงนี้ตั้งแต่เมื่อใดกัน?”
พร้อมกันนั้น เขาก็หันไปทางจินจู๋หลิวกับกงหยางอวี่
สองบุตรแห่งสวรรค์มองหน้ากันแล้วเผ่นหนีไปอย่างไร้ลังเล
ลั่วเทียนตูรำพึง “น่าผิดหวังจริงๆ ความกล้าแค่นี้จะมีปัญญาชิงโอกาสบรรลุเทพได้หรือ? ช่างน่ารังเกียจนัก”
เขาส่ายหัวแล้วกลับมาอยู่ข้างกายซีหนิง ปราณอันร้ายกาจสะเทือนสวรรค์บนร่างพลันหายวับไป
ลั่วเทียนตูกล่าวอย่างจริงจัง “อาหนิง อย่าห่วงเลย หนหน้าที่ข้าเจอพวกเขา ข้าจะไล่จัดการพวกเขาทีละคน ระบายโทสะให้กับเจ้าเอง”
ซีหนิงเหลือบมองอีกฝ่ายขณะกล่าว “พวกเขาถูกอำนาจผลกรรมพัวพันก่อนหน้านี้ หาไม่ พวกเขาอาจไม่กลัวที่จะต่อสู้กับเจ้าก็ได้ แล้วเหตุการณ์เมื่อครู่นี้ เป็นเจ้าไม่ใช่หรอกหรือที่ปล่อยให้พวกเขาหนีไป ไม่รู้สึกอายบ้างหรือไร?”
ลั่วเทียนตู “……”
ครู่ต่อมา เขาก็ยิ้มแห้ง “เรื่องนั้น… ข้ารับปากว่าจะกู้หน้าในภายหลังให้จงได้ ดีหรือไม่?”
ซีหนิงกล่าวเสียงเรียบ “ผู้เสียหน้าคือเจ้า มาถามข้าเพื่อการใด?”
ลั่วเทียนตู “……”
ซีหนิงออกคำสั่งอย่างฉับพลัน “หากไม่มีอันใดแล้ว เจ้าไปรอข้าที่แคว้นเซี่ยงแห่งแดนเซียนก่อนเถิด”
“ช้าก่อน” ลั่วเทียนตูกล่าวอย่างรีบร้อน “ข้ามีอีกเรื่องหนึ่ง เมื่อเสร็จเรื่องแล้ว ข้าจะไปทันทีเลย”
ว่าแล้ว เขาก็หันไปมองซูอี้ทันควัน
ทันใดนั้น ฝานจุยก็ร้องลั่นในใจว่าแย่แล้ว
ซีหนิงขมวดคิ้ว “เจ้าจะทำอันใด?”
ลั่วเทียนตูไหวไหล่พลางกล่าวอย่างจนใจ “อาหนิง เจ้าคิดว่าข้าจะฆ่าคนต่อหน้าเจ้าหรือ? อย่าห่วงเลย ข้าแต่อยากคุยกับสหายเต๋าซูผู้นี้เท่านั้น”
เขานำสุราออกมายื่นให้ซูอี้หนึ่งไห “ดื่มหรือไม่?”
ซูอี้ตอบ “ขอบคุณ แต่ข้ามีแล้ว”
เขานำไหสุราขึ้นมา
ชายหนุ่มแย้มยิ้ม เผยซี่ฟันเรียงตัวขาวและกล่าวว่า “ระหว่างทางก่อนหน้านี้ ข้าพบชิงอู่และได้ยินมาว่าเกิดอันใดขึ้นในซากวังมังกรแล้ว”
ซูอี้แค่นเสียงหึ “แล้วเช่นไร”
“ในเมื่อเจ้าช่วยอาหนิง ก็เท่ากับช่วยข้าลั่วเทียนตูด้วย”
ลั่วเทียนตูจิบสุราในมือเสียเอง “เช่นนั้น… ยามนี้ ข้าจะไม่ทำอันใดกับเจ้า”
ซีหนิงกับฝานจุยล้วนถอนหายใจอย่างโล่งอก
พวกเขาล้วนรู้ว่าหากลั่วเทียนตูจะลงมือ ผู้ใดก็หยุดเขามิได้!
คนผู้นี้ถูกสหายร่วมขอบเขตเดียวกันมากมายในโลกแห่งเทพตั้งฉายาให้ว่า ‘ลั่วคนคลั่ง’ ทั้งบ้าบิ่นและไร้ยางอาย เขาก่อหายนะมานักต่อนักแล้ว
เทพบางคนก็ไม่อาจรับมือเขาได้
เหตุผลนั้นง่ายมาก เพราะลั่วเทียนตูไม่เพียงแข็งแกร่ง ยังมีภูมิหลังอันน่าสะพรึงกลัวยิ่ง หากไม่จำเป็นก็ไร้ผู้ใดอยากล่วงเกินตัวตนร้ายกาจนี้
ทว่าซูอี้กลับกล่าวขึ้นพร้อมกับแย้มยิ้มว่า “จากที่เจ้าว่า ข้าต้องรู้สึกโชคดีหรือไม่?”
ลั่วเทียนตูผงะไป เมื่อได้ยินความเฉยชาในน้ำเสียงของอีกฝ่าย เจ้าตัวก็อดมองคนตรงหน้าใหม่อีกหนมิได้
บรรยากาศเองก็ค่อยๆ กดดันขึ้น
ครู่ต่อมา ลั่วเทียนตูก็กล่าวว่า “ข้ากระทำการใดไม่เคยอำพราง บอกเลยก็ได้ว่าหากหนนี้ไม่ใช่เพราะเจ้าช่วยอาหนิงไว้ ข้ามิปล่อยเจ้าไปแน่”
“แต่ก็แค่ครั้งนี้นะ หากพบกับเจ้าครั้งหน้าก็ระวังตัวให้ดี เพราะข้าจะฆ่าเจ้าอย่างไร้ความปรานี!”
วาจาของเขาตรงไปตรงมาอย่างยิ่ง รอยยิ้มยังคงประดับอยู่บนใบหน้า ทว่าการวางตัวแสนโอหังยิ่ง
ฝานจุยฟังแล้วก็ผงะ
ใบหน้างามของซีหนิงเย็นเยียบ “เช่นนั้น เจ้าอยากฟังความเห็นของข้าหรือไม่?”
ลั่วเทียนตูเกาจมูกพลางรำพึง “อาหนิง คนผู้นี้เป็นคนบาปผู้ถือครองวัฏสงสารนะ เจ้าต้องรู้สิว่าในโลกแห่งเทพ มีเทพมากเพียงไรที่ไม่อาจทนให้เขามีชีวิตอยู่ได้ และข้าก็มายังแดนเซียนในหนนี้พร้อมภารกิจฆ่าเขาด้วย……”
ทว่าหญิงสาวกลับกล่าวขัดโดยไม่รอให้เขาพูดจบ “จุดยืนของข้าง่ายมาก หากเจ้าจะทำอันใดกับสหายเต๋าซู ต้องผ่านข้าไปก่อน!”
คนฟังผงะไปราวไม่อยากเชื่อ “อาหนิง เขาช่วยเจ้าก็จริง แต่หากเจ้าปกป้องเขาอย่างหน้ามืดตามัว เจ้าจะนำตนเองไปพัวพันกับปัญหาไม่รู้จบนะ และกระทั่ง… ตระกูลซีของเจ้าก็จะได้รับผลกระทบด้วย อย่าหุนหันพลันแล่นเลย”
กล่าวจบ สีหน้าของเขาก็แปรเปลี่ยนเป็นจริงจัง “ต่อให้เจ้าจะโกรธข้าเพราะเรื่องนี้ในภายหลัง แต่ข้าก็ทนมองเจ้ากระโดดลงบ่อเพลิงไม่ได้หรอก!”
น้ำเสียงนั้นฟังดูไร้กังขา ทำให้ซีหนิงขมวดคิ้วแน่น
ลั่วเทียนตูก็มีอุปนิสัยเช่นนี้แล พูดจาเด็ดขาด ทรงพลังยิ่ง
จะมีก็ยามที่อยู่ตรงหน้านางนี่ล่ะที่เขาจะอ่อนข้อลงหน่อย ด้วยเหตุนี้ นางจึงเตือนซูอี้ให้ระวังลั่วเทียนตูเอาไว้
แต่นางไม่คิดเลยว่าเพิ่งออกจากซากวังมังกรมิทันไร ลั่วเทียนตูก็มาหาถึงที่!
ทว่านางก็ไม่ได้แปลกใจนักกับท่าทีเฉียบขาดที่หมายมาดจะจัดการกับซูอี้ของอีกฝ่ายเลย
ขณะที่หญิงสาวกำลังจะเอ่ยปากพูด ทว่าซูอี้กลับกล่าวขึ้นก่อนว่า “สหายเต๋า ข้าเคยบอกแล้วว่าจะไม่ก่อเรื่องยุ่งยากให้แก่เจ้า แต่ถึงเช่นนั้น พวกเจ้าไปรอข้างๆ ให้ข้าพูดกับเขาก่อนเถิด”
ซีหนิงผงะไป ก่อนจะพยักหน้าในที่สุด
ลั่วเทียนตูเองก็ประหลาดใจเช่นกัน และกล่าวชื่นชมออกมา “ถูกต้อง ลูกผู้ชายต้องรับผิดชอบเช่นนี้ หากเอาแต่หลบอยู่ภายใต้การคุ้มกันของผู้อื่น มันก็ใช้มิได้กันพอดี”
ซูอี้กล่าวเรียบๆ “อย่าอ้อมค้อมเลย การที่ข้าช่วยสหายเต่าซีหนิงเป็นเรื่องของข้า ไม่ต้องการให้เจ้ามาชื่นชม ขอกล่าวเรื่องนี้ไว้ก่อน”
ลั่วเทียนตูอดเสสรวลขำไม่ได้ “การจะชื่นชมหรือไม่ก็เป็นเรื่องของข้าเช่นกัน ในเมื่อข้าบอกแล้วว่าวันนี้ข้าจะไม่ฆ่าเจ้า ข้าก็จะมิผิดวาจา”
ชั่วเวลานั้น บรรยากาศเชือดเฉือนปรากฏขึ้นระหว่างคนทั้งสอง
ซูอี้กล่าวเนิบๆ “แต่หากข้าอยากลงมือขึ้นมาเล่า?”
ฝานจุยลอบสูดหายใจเฮือก สหายเต๋าซูเสียสติไปแล้วหรือไร?
ลั่วเทียนตูผู้นี้มีฝีมือสูงล้ำกว่าที่ชิงเซียวกับบุตรแห่งสวรรค์คนอื่นๆ จะเทียบได้นะ!
หากลงมือกันขึ้นมา เขาจะไร้ความกลัวใดๆ!
ซีหนิงมิได้เอ่ยวาจา นางทำเพียงมองอยู่อย่างเงียบเชียบ ทว่าดวงตาของนางเหลือบมองซูอี้อย่างไม่อาจเข้าใจเป็นครั้งคราว
ศึกปะทะคารมดูจะไร้ความหมาย
แต่นางรู้ว่า หากชายหนุ่มประนีประนอมจะถอยกลับเสียยามนี้ มันจะเท่ากับพ่ายแพ้ให้แก่ลั่วเทียนตูอย่างไม่ต้องสงสัย!
เพราะถึงอย่างไร อีกฝ่ายก็เผยความเป็นปรปักษ์และจิตสังหารออกมาชัดเจนแล้ว ส่วนสาเหตุที่เขาไม่ลงมือก็เพราะเห็นแก่หน้านาง หาใช่เพราะกลัวซูอี้ไม่
ด้วยเหตุนี้ ต่อให้ซูอี้ไม่ทำอันใด ก็เท่ากับแพ้ในศึกกดดันนี้แล้ว!
เมื่อเป็นเรื่องของชีวิตตนเอง ผู้อื่นจะมาตัดสินง่ายๆ ได้เช่นไร?
โชคดีที่ซูอี้ไม่ได้ยอมถอย อย่าว่าแต่เฉยชา การวางตัวของเขากระทั่งดุดันกว่าลั่วเทียนตูเสียอีก!
เขาเผยจุดยืนออกมาตรงๆ ประการแรกคือไม่ต้องการการปกป้องจากใคร ประการที่สองคือไม่ห่วงความรู้สึกของผู้ใด และสาม ในเมื่อเป็นศัตรูก็ลงมือทันที!
ภายในวาจาอันเฉื่อยชาของเขาแฝงไปด้วยความหยามเหยียด!
แน่นอนว่า ลั่วเทียนตูย่อมสังเกตเห็นมันชัดเจน และอดไม่ได้ที่จะมองซูอี้ราวจะประเมินอีกฝ่ายใหม่อีกหน
“มิชอบใจหรือ?”
ลั่วเทียนตูเสสรวล
ดวงตาของเขาคมกริบ อำนาจอันร้ายกาจแผ่ออกมาจากร่างสูงอย่างเงียบงัน ฟ้าดินพลันแปรสีสันตาม จิตสังหารพวยพุ่งออกมาจากทุกทิศทาง
“มิใช่เรื่องชอบใจหรือไม่……นี่หาใช่การต่อสู้ด้วยโทสะไม่”
ซูอี้ดูราวกับไม่ได้ตระหนักถึงสถานการณ์ เพียงจิบสุราอย่างสบายใจเพียงลำพัง “ในเมื่อจะเป็นศัตรู ก็ชี้วัดเป็นตายกันไปเลยดีกว่า”
ว่าแล้ว เขาก็เก็บขวดสุราไป คู่เนตรลึกล้ำแลเยือกเย็นจับจ้องไปยังลั่วเทียนตูโดยตรง “เจ้าคิดเช่นไร?”
นทีในท้องสมุทรใกล้เคียงพลันแข็งเยือก วายุประหนึ่งหยุดพัด
สันหลังของฝานจุยเย็นวาบ
จะชี้วัดเป็นตายกันเลยหรือ!?
โลกแห่งเทพขนานนามลั่วเทียนตูว่าเป็นคนคลั่ง แต่ดูเหมือนว่าหากสหายเต๋าซูตัดสินใจลงมือแล้ว เขาก็จะกัดมิปล่อยเช่นกัน!!
ใบหน้างามของซีหนิงแปรเปลี่ยนเล็กน้อยอย่างช่วยมิได้ นางมองไม่เห็นปลายทางของศึกชี้วัดเป็นตายเช่นนี้เลย
แต่ขณะที่นางกำลังจะกล่าวอันใดนั้นเอง ลั่วเทียนตูก็ส่ายหน้า “ต่อให้ข้าจะอยากฆ่าเจ้าเสียยามนี้เลย แต่ข้าได้รับปากอาหนิงไว้แล้วว่าจะไม่ฆ่าเจ้า ดังนั้นข้าย่อมไม่ทำเช่นนั้น”
แล้วมุมปากของเขาก็ยกยิ้มเยาะ “แต่แน่นอน หากเจ้าจะลงมือ ข้าก็มิถือสาหากจะสั่งสอนเจ้าสักหน่อย”
บทที่ 1,843 โลหิตย้อมอาภรณ์
ไม่ถือสาหากจะสั่งสอนซูอี้สักหน่อย?
ฝานจุยโล่งใจ
ขอเพียงไม่ชี้วัดเป็นตาย ทุกสิ่งก็ว่ากันได้โดยง่าย
ซีหนิงแค่นเสียงหึ “ข้าแนะนำว่าเจ้าถอนคำพูดนี้เสียดีกว่านะ”
ลั่วเทียนตูกล่าวอย่างจนใจ “อาหนิง ชิงอู่เคยพูดไว้แล้วว่าสหายเต๋าซูผู้นี้ท้าทายสวรรค์ยิ่ง สยบตัวตนระดับมหายุทธ์ได้ แต่เจ้าจะดูถูกข้าเช่นนี้มิได้หรอกกระมัง?”
ว่าแล้ว ร่างของเขาก็ถอยหลบไปหลายสิบจั้ง คู่เนตรคมกริบจับจ้องซูอี้จากไกลๆ และกล่าวว่า “สิ่งใดที่ข้าผู้นี้พูด บางทีอาจเป็นถ้อยคำหยาบกระด้างไปบ้าง แต่ข้ารังเกียจการเล่นเล่ห์เหลี่ยมมาแต่ไหนแต่ไร เอาเลยสิ ในเมื่อข้าบอกว่าจะสั่งสอนเจ้าสักหน่อย ข้าก็จะไม่ปลิดชีวิตเจ้าหรอก!”
ตู้ม!
อาภรณ์ของเขาสะบัดโบก สายฟ้าอสนีบาตเรื่อเรืองปรากฏขึ้นทั่วกาย หยัดยืนกลางเวหา หมู่ปทุมวิถีแปรเปลี่ยนจากอัสนีเบ่งบานเงียบเชียบใต้ฝ่าเท้า
เห็นได้ชัดว่าเขาเผยการฝึกฝนเพียงระดับมหายุทธ์ ทว่าอำนาจร้ายกาจนั้นทรงพลังกว่าผู้มีอำนาจระดับแกนรวมศูนย์อย่างฝานจุยเสียอีก!
ดวงตาของซูอี้วูบไหวแปรเปลี่ยน
ลั่วเทียนตูผู้นี้เป็นตัวตน ‘ไร้เทียมทาน’ ดังซีหนิงว่าจริงๆ เพียงปราณปรากฏ ซูอี้ก็สัมผัสถึงพลังพิเศษของคนผู้นี้ได้แล้ว
‘โชคดีที่ลั่วเทียนตูกลัวหายนะเทพ มิได้ใช้การฝึกฝนแท้จริงออกมา หาไม่… ศึกวันนี้คงจบทันทีโดยไม่ต้องลุ้น’ ฝานจุย กล่าวในใจ
ลั่วเทียนตูเป็นบุตรกิเลนอันหาได้ยากยิ่งในรอบหลายพันปีของสกุลลั่วโบราณ สายเลือดท้าทายสวรรค์ ฝีมือเลิศล้ำตะลึงหล้า เขาติดตามข้างกายเทพแต่ยังเล็ก ความน่าสะพรึงกลัวสูงส่งไร้กังขา
ในสกุลลั่วโบราณ พวกเขาฟูมฟักลั่วเทียนตูในฐานะบุตรแห่งสวรรค์มาเนิ่นนาน เขาจะได้เป็นเทพในภายหน้าแน่นอน!
ทว่ายามนี้ ซูอี้กลับส่ายหน้าน้อยๆ “หากเจ้าใช้วิถีเต๋าแค่ระดับนี้ เจ้าแพ้แน่”
ลั่วเทียนตูเสสรวลลั่น “งั้นก็ขึ้นกับเจ้าแล้วว่าควรค่าเผชิญความสามารถแท้จริงของข้าหรือไม่!”
ซูอี้แค่นเสียงในลำคอ ไม่ได้กล่าววาจาอื่นใด
เขาม้วนแขนเสื้อขึ้น ก้าวย่างสู่เวหา เดินไปหาลั่วเทียนตู
เปรี้ยง!
อาภรณ์ของชายหนุ่มพริ้วสะบัด เรือนผมยาวพัดกระพือ ภาวะดาบหนักหนาเกินเข้าใจผุดทะยานดุจดอกเห็ดจากร่างสูงใหญ่ของเขา
เมื่อเดินถึงก้าวที่แปด ภาวะดาบของเขาก็ทะลวงท้องนภา กดดันเสียจนเวหาสั่นระรัว สุญญะคร่ำรำพัน ท้องทะเลในรัศมีหลายพันลี้พลุ่งพล่านระเบิดคลื่นเยี่ยงเดือดปุด
ดูแล้วไม่ต่างจากเทพชักดาบออกศึก!
หัวใจของฝานจุยสั่นสะท้าน นึกละอายแก่ใจ
ลั่วเทียนตูมาจากโลกแห่งเทพ เป็นมหาอำนาจขอบเขตแกนรวมศูนย์ แต่ตัวเขายังต้องยอมรับว่าอำนาจจากร่างของซูอี้ครานี้ทำให้เขารู้สึกกดดันยิ่ง……หายใจแทบมิออก!
ขณะเดียวกัน คู่เนตรคมกริบเยี่ยงดาบของลั่วเทียนตูก็เครียดขึง
นี่เป็นความแข็งแกร่งที่มหาเซียนมีได้จริงๆ หรือ?
ช่างท้าทายสวรรค์ยิ่งนัก!
ทั่วโลกแห่งเทพแทบไม่อาจหามหาเซียนแข็งแกร่งเพียงนี้พบได้เลย!!
ทว่า……
ลั่วเทียนตูเสสรวลยืดยาว และชิงลงมือก่อนโดยไม่รอให้ซูอี้ก้าวต่อ!
วูบ!
ร่างของเขาทะยานวาดเส้นสายฟ้าท่ามกลางความมืด ลั่วเทียนตูรวมอำนาจมหาวิถีของตนไว้ที่มือขวา ฟาดฟันออกสู่นภาเยี่ยงดาบ
สุญญะฉีกกระชากจากกันดุจผืนผ้าใบ
แสงสายฟ้าไร้สิ้นสุดเรืองรองสู่เก้าชั้นสรวง เจิดจ้าทิ่มแทงจนไม่อาจลืมตา
และอำนาจทำลายล้างอันดุดันอหังการก็ระเบิดออกจากการโจมตีนี้
รวดเร็ว ไร้เทียมทาน อหังการยิ่งนัก!
หัวใจของซีหนิงบีบรัดแน่น
ลั่วเทียนตูคือคนคลั่งอันเลื่องชื่อในโลกแห่งเทพ แต่เขาก็เป็นอัจฉริยะนักสู้สูงสุดในสายตาเทพมากมาย การโจมตีไม่กี่ครั้งนี้ถูกกะจังหวะไว้อย่างแม่นยำสูงสุด เขาโจมตีในจังหวะที่ซูอี้พร้อมจู่โจมพอดี!!!
ยามนั้น สีหน้าของซูอี้เยือกเย็นเยี่ยงบ่อน้ำเก่าไร้รอยกระเพื่อม เขาเพียงยกแขนขวาฟาดลงเยี่ยงเทพยกบรรพตทุ่ม!
ทันใดนั้น สุญญะทั่วแดนพลันถล่มล่ม
รอยปริร้าวนับไม่ถ้วนระเบิดออกจากท้องทะเลในรัศมีพันลี้ คลื่นนทีระเบิดฟุ้งดุจม่านหมอกยามเช้า
ปราณดาบและสายฟ้าอันน่าสะพรึงกลัวปะทะกันดังสนั่น กวาดอำนาจทั่วนภา
ร่างของลั่วเทียนตูสะท้าน ปราณดาบอหังการเกือบฟาดเขากระเด็น!
ทว่าดวงตาของเจ้าตัวกลับเผยแววประหลาดใจ “ชิงอู่ สตรีผู้นี้หาจริงใจไม่ อำนาจต่อสู้ของเจ้าเป็นภัยได้กับตัวตนระดับแกนรวมศูนย์ด้วย!”
ก่อนหน้านี้ เขาได้พบชิงอู่และไถ่ถามเรื่องภายในซากวังมังกร ทว่าชิงอู่อนุมานความแข็งแกร่งของซูอี้ผิดคาดไม่ตรงกับความจริงอย่างเห็นได้ชัด
ทว่าซูอี้ไม่พูดพร่ำทำเพลงแม้แต่น้อย เขาชกหมัดออกโจมตีทันที
ปราณบนร่างของชายหนุ่มทวีความทรงพลังขึ้นทุกเมื่อ เยี่ยงดาบศักดิ์สิทธิ์ไร้เทียมทานทะยานกลางหาว สะบั้นฟ้าพุ่งทะลวงทุกแห่งหนที่เคลื่อนผ่าน!
ดวงตาของลั่วเทียนตูเปล่งแสงจรัสเจิดจ้า พุ่งทะยานไร้ท้อถอยเข้าเผชิญหน้าราวสายฟ้า ดูกล้าหาญบ้าบิ่นยิ่งนัก
เพียงพริบตา ทั้งสองก็ประมือกันไปหลายสิบกระบวนท่า
ทุกคราเมื่อเกิดการปะทะ ท้องนภาก็สะเทือนเลือนลั่น ผืนนทีใกล้เคียงกู่คำรามราวแผดฟ้าต้มทะเล คลื่นทำลายล้างจากแต่ละกระบวนท่าแผ่กระเพื่อมออกแสนไกล
ประหนึ่งภูเขาไฟใต้ทะเลปะทุโทสะ เผยภาพอันน่าสะพรึงกลัวราวโลกถึงกาลถูกทำลาย
ซีหนิงและฝานจุยหลบลี้ไปไกลแต่เนิ่นๆ แล้ว
และเมื่อเห็นศึกอันไร้เทียมทานเช่นนี้ ฝานจุยก็เป็นต้องตกตะลึงจังงัง
ลั่วเทียนตูใช้วิถีเต๋าระดับแกนรวมศูนย์อยู่แท้ๆ แต่อำนาจต่อสู้ของเขากลับเพียงพอสะกดข่มรัศมีของตัวตนระดับแกนรวมศูนย์ได้
ช่างน่าเหลือเชื่อยิ่งนัก!
แต่เทียบกันแล้ว ซูอี้กลับบ้าคลั่งยิ่งกว่า การฝึกฝนของเขาอยู่ในขอบเขตอัศจรรย์ขั้นกลางเท่านั้น แต่กลับเผยอำนาจต่อสู้เพียงพอที่จะโจมตีมหาอำนาจระดับแกนรวมศูนย์ได้
นับว่าวิปริตผิดปกติโดยแท้!
ศึกเช่นนี้ อย่าว่าแต่แดนเซียนเลย กระทั่งในโลกแห่งเทพอันไพศาลไร้ขอบเขตยังกล่าวได้ว่าเป็นเอกลักษณ์ หาได้ยากยิ่ง!
เพียงพอสะท้านทุกยุคสมัยได้!!
‘การฝึกฝนระดับมหายุทธ์ไม่อาจหยุดสหายเต๋าซูได้ หากทั้งสองฝ่ายต่างอยู่ในระดับสุดลึกล้ำ ลั่วเทียนตูคงพ่ายไปนานแล้ว……’
ซีหนิงกล่าวในใจ
นางรู้ฝีมือของลั่วเทียนตู จึงหาแปลกใจกับอำนาจต่อสู้ท้าทายสวรรค์ของเขาไม่
แต่ซูอี้นั้นต่างออกไป
นี่เป็นครั้งแรกที่ซีหนิงได้เห็นซูอี้เผยอำนาจต่อสู้อันน่าสะพรึงกลัวออกมาโดยแท้จริง และไม่ได้ใช้สมบัติต้องห้ามหรือไพ่ตายอื่นใด
เขาและลั่วเทียนตูต่อสู้ดุเดือด ใช้เพียงกำลังตน!
สิ่งนี้ทำให้ซีหนิงไม่อาจคาดเดาได้เลยว่าภายหน้า ยามซูอี้ขึ้นสู่ขอบเขตมหาศาล เขาจะมีอำนาจต่อสู้แข็งแกร่งเพียงไร
เปรี้ยง!!
เสียงกระแทกดังสนั่น ซูอี้ชกทะลวงการป้องกันของลั่วเทียนตู ส่งร่างของอีกฝ่ายกระเด็นไป
ทันใดนั้น ร่างของซูอี้ก็ทะยานเข้าฟาดฝ่ามือใส่
การกระทำทั้งหมดเกิดขึ้นในรวดเดียว ขอเพียงฝ่ามือนี้ฟาดถูก ไม่เพียงลั่วเทียนตูจะบาดเจ็บ อีกฝ่ายยังต้องตกอยู่ในสถานะตั้งรับฝ่ายเดียวอีกด้วย
ขณะสถานการณ์คับขัน ลั่วเทียนตูแค่นยิ้ม เลือดลมทั่วกายพลุ่งพล่านรุนแรงเป็นลวดลายราวอัสนีทลายแดนแผ่กดดันทั่วท้องนภา
เทวฤทธิ์โดยกำเนิด……วิชาหมื่นสายฟ้าถล่มแดนดิน!
นี่เป็นอำนาจพิเศษจากสายเลือดของลั่วเทียนตู เหมือนเช่นวิชาอัสนิบาตสวรรค์ฟ้าประทาน ด้วยวิชานี้ แม้จะมีการฝึกฝนระดับมหายุทธ์ก็ฆ่าตัวตนระดับแกนรวมศูนย์ได้!
เปรี้ยง!
ท้องนภาสนั่นสะเทือน
ฝ่ามือของซูอี้ถูกหยุดไว้ ร่างของเขาสะท้านเล็กน้อย
“ตายซะ!”
ลั่วเทียนตูฉวยโอกาสนี้ตอบโต้อย่างดุดัน
ลวดลายอัสนีทลายแดนร้ายกาจอย่างยิ่ง มันเคลื่อนสูงขยายตัวอย่างเฉียบพลัน กลายเป็นนครสายฟ้าโถมตัวโปรยปราย
นครสายฟ้านั้นดูจะมีวิญญาณอัสนีนับไม่ถ้วนกู่ร้อง ส่งวจีสะเทือนเก้าชั้นสรวงทั่วแดนดิน
กฎแห่งอัสนีอันดุเดือดทะลักรินเยี่ยงน้ำตกพร้อมกับนครสายฟ้า สุญญะแหลกร้าวมิเหลือดี ผืนนทีปรากฏรอยแยกลึกล้ำเยี่ยงหุบเหวยักษ์
“ลั่วเทียนตูใช้กระทั่งวิชาหมื่นสายฟ้าถล่มแดนดิน ดูเหมือนแรงกดดันของสหายเต๋าซูต่อเขาจะมิธรรมดาเสียแล้ว”
คู่เนตรเจิดจรัสของซีหนิงวูบไหว บังเกิดคลื่นกระเพื่อมด้วยความรู้สึกหลากหลาย
“เยี่ยม!”
คู่เนตรลึกล้ำของซูอี้เผยความชื่นชมอย่างไม่ปิดบัง จิตต่อสู้ในใจของเขาถูกปลุกกระตุ้นโดยสมบูรณ์
แม้จะเป็นศัตรู ความแข็งแกร่งของลั่วเทียนตูผู้นี้ท้าทายสวรรค์มากจริงๆ และเป็นตัวตนทรงพลังสูงสุดในหมู่บุตรและบุตรีแห่งสวรรค์ที่เขาได้พานพบตลอดมา!
ตู้ม!
ขณะกำลังครุ่นคิด ซูอี้ก็หายั้งมือไม่ เขาตีความมหาวิถีหนึ่งในความสำเร็จวิถีดาบแล้วพลันควบแน่นปราณดาบสามจั้งอันเจิดจรัสทิ่มแทงขึ้นในมือ ฟาดฟันลงบนอากาศ
นครสายฟ้าอันใหญ่โตซึ่งสร้างจากวิชาหมื่นสายฟ้าถล่มแดนดินประหนึ่งราชวังคล้อยลงจากนภา
แต่กลับถูกฉีกเป็นชิ้นๆ ด้วยดาบของซูอี้!
ตู้ม!
อสนีบาตคลั่งกรุ่นก้อง แม้ลั่วเทียนตูจะหลบทัน เขาก็ยังถูกอำนาจดาบอันน่าสะพรึงกลัวกวาดผ่าน ร่างซวนเซ รอยแผลดาบอาบโลหิตบังเกิดบนผิวกาย ลึกเสียจนเห็นกระดูก!
“เจ้า… ทำให้ข้าบาดเจ็บได้หรือนี่?”
สีหน้าของลั่วเทียนตูดูตะลึง
ทันใดนั้น สีหน้าตะลึงของเขาก็แปรเปลี่ยนเป็นจิตต่อสู้อันพลุ่งพล่าน ปราณทั่วกายดุเดือดสาดซัดดูบ้าคลั่ง
มิใช่เพราะโทสะ
แต่เป็นเพราะเพลิงสงครามในใจของเขาถูกจุดขึ้นโดยสมบูรณ์ ความคิดเรื่องอื่นล้วนถูกสลัดทิ้ง เมินเฉยต่อสิ่งกวนใจทั้งปวงและจมสู่ภวังค์ศึกแทบจะบ้าคลั่ง
ศึกนั้นเป็นเช่นเพลิงผลาญจิตวิญญาณราวบ้าคลั่ง!
การฝึกฝนของเขายังคงถูกสะกดไว้ ณ ระดับมหายุทธ์ ทว่าอำนาจในกายของเขาเมื่อครู่ทะยานสูงขึ้นอีกหลายขุม!
นี่คือเหตุที่ลั่วเทียนตูถูกขนานนามว่า ‘ลั่วคนคลั่ง’
เขายังควรค่าแก่คำว่า ‘ไร้เทียมทาน’ !
“จิตศึกอสูรคลั่ง!”
หัวใจซีหนิงตะลึงอึ้ง คู่เนตรพร่างประกายหรี่ลง
นี่คือหนึ่งในเคล็ดวิชาอันทรงพลังที่สุดยามสังหารศัตรูของลั่วเทียนตู มิอาจนำมาใช้ง่ายๆ
มิต้องสงสัยเลยว่าความแข็งแกร่งของซูอี้ปลุกเร้าลั่วเทียนตูอย่างลึกล้ำเสียจนมิคิดออมมือ ใช้เคล็ดวิชาก้นหีบออกมา!
ขณะเดียวกัน ซูอี้ก็สัมผัสได้ถึงการเปลี่ยนแปลงปราณของลั่วเทียนตู ทว่าเขามิได้ตะลึงอึ้ง แต่กลับยินดี
คนผู้นี้… มีฝีมือจริงๆ!
“ตายซะ!”
ลั่วเทียนตูทะยานเข้าโจมตีเหนือนภา สายฟ้านับหมื่นพันโปรยปรายรายล้อม กระหวัดสร้างเป็นวงแหวนวิถีศักดิ์สิทธิ์เก้าชั้น โค้งรับสอดประสาน ให้ความรู้สึกดุจหมื่นหายนะมิอาจสลาย หมื่นวิชามิอาจรับมือ
เขาดุดันเดือดปะทุเมื่อลงมือ อหังการถึงขีดสุด ทำให้ซูอี้สัมผัสแรงกดดันพุ่งปะทะหน้าได้!
ซูอี้พุ่งปราณดาบในมือออกไปโดยไม่คิดออมมือ!
ด้วยดาบนี้ ฟ้าดินพลันสิ้นวจี หกนิมิตเลื่อนลอยเคลื่อนคล้อย สรรพสิ่งทั่วโลกหล้าถิ่นนี้ดูจะจมลงสู่วัฏสงสารอันกว้างไกลลึกลับ
การโจมตีสูงสุดของลั่วเทียนตูถูกขยี้แหลกไปทีละน้อยด้วยดาบนี้
เปรี้ยง!!!
ร่างของลั่วเทียนตูถอยกรูด
เก้าวงแหวนสายฟ้าศักดิ์สิทธิ์รอบกายเขาอันแปรมาจากกฎมหาวิถีก็แหลกสลายเยี่ยงทำจากแก้ว
กระทั่งร่างของลั่วเทียนตูยังถูกกระทบ รอยแผลเล็กจ้อยชุ่มเลือดมากมายเกิดขึ้นบนร่าง
เพียงพริบตา โลหิตก็ย้อมท่วมอาภรณ์!
บทที่ 1,844 เมรัยกำซาบร่าง รวดเร็วประหนึ่งวายุโชย
หนึ่งดาบก่อบังเกิดแผลแก่ลั่วเทียนตู!
ดาบอันร้ายกาจอหังการนั้นเผยอำนาจยิ่งใหญ่ เป็นอำนาจบดขยี้อันไม่อาจทำลายลง!
ซีหนิงและฝานจุยมองศึกอยู่ไกลๆ ต่างตกตะลึง
วิชาหมื่นสายฟ้าถล่มแดนดินและจิตศึกอสูรคลั่งนั้นล้วนเป็นวิชาก้นหีบของลั่วเทียนตูทั้งคู่
วิชาแรกเป็นอำนาจโดยกำเนิดของลั่วเทียนตู ลือลั่นทั่วทั้งโลกแห่งเทพ มีอำนาจทำลายล้างสุดขั้ว และเป็นหนึ่งใน ‘ร้อยมหาเทวฤทธิ์’ ในโลกแห่งเทพ
จิตศึกอสูรคลั่งนั้นยิ่งน่ากลัว มันเกิดขึ้นจากอำนาจสายเลือดของลั่วเทียนตู เพียงใช้งานก็ทำให้อำนาจของเขาพุ่งสูงขึ้นอีกสามส่วน!
นี่ก็เป็นไม้ตายสังหารก้นหีบของลั่วเทียนตูด้วย ในหมู่ตัวตนระดับสุดลึกล้ำทั่วโลกแห่งเทพ ลั่วเทียนตูใช้จิตศึกอสูรคลั่งฆ่าฟันสร้างเกียรติภูมิจนได้มาซึ่งนาม ‘ไร้เทียมทาน’ !
ทว่ายามนี้ ลั่วเทียนตูกลับถูกดาบสร้างบาดแผลระหว่างศึกเผชิญหน้า ใครเล่าจะไม่ตกใจ?
จริงอยู่ที่เขาใช้เพียงการฝึกฝนระดับมหายุทธ์
แต่อย่าลืมว่าซูอี้ใช้การฝึกฝนเพียงขอบเขตอัศจรรย์ขั้นกลางเท่านั้น!
เทียบสองฝ่ายแล้ว ฝั่งใดสูงต่ำกว่าก็เป็นที่ชัดเจน
น้ำทะเลทั่วฟ้าดินซัดสาดเดือดพล่าน สุญญะบิดเบี้ยวรวนเร ทั่วทิศปั่นป่วนอลหม่าน
“นี่… คืออำนาจวัฏสงสารหรือ?”
ลั่วเทียนตูปริปากกล่าว เพลิงศักดิ์สิทธิ์ในดวงตาวาวโรจน์เจิศจรัส
ผิวกายของเขาร้าวเป็นเส้นเล็กละเอียดเต็มไปหมด รอยเลือดอาบย้อมอาภรณ์ยาวดูสะบักสะบอม ทว่าแท้จริงบาดแผลของเขาหาร้ายแรงไม่ ถือได้เป็นเพียงบาดแผลบนผิวกายเท่านั้น
ลั่วเทียนตูเองก็ไม่ได้ใส่ใจพวกมันเลย
ดวงตาของเขายังคงจับจ้องซูอี้ เลือดลมทั่วกายกู่ก้องเยี่ยงสายฟ้า รัศมีเจิดจรัสเฉิดฉาย อำนาจทั่วกายทวีความดุเดือดร้ายแรงขึ้นกว่าเมื่อครู่
“ใช่”
ซูอี้กล่าวอย่างเฉยชา “เจ้าสู้ได้หรือไม่?”
ลั่วเทียนตูเช็ดเลือดออกจากมุมปากและแย้มยิ้ม “เจ้าคิดมากไปแล้ว ข้าแค่ไม่คาดคิดว่าอำนาจวัฏสงสารที่ทวยเทพมิยอมให้มีอยู่เป็นเช่นนี้เอง!”
ซูอี้เลิกคิ้ว “งั้นหรือ ดูเหมือนเจ้าจะยังมีสิ่งที่ยังไม่ได้ใช้สินะ?”
“เขาเรียกว่าเก็บไว้ให้ประหลาดใจเล่นไง?”
ลั่วเทียนตูเปี่ยมด้วยจิตต่อสู้ที่ยิ่งใหญ่เสียจนปรกฟ้าบังตะวัน
ตู้ม!
ยังไม่ทันสิ้นเสียง แสงสายฟ้าบนร่างของเขาก็พวยพุ่ง เคลื่อนกายบนอากาศโจมตีซูอี้อย่างดุเดือดโดยพลัน
อำนาจสายฟ้าเฉิดฉายบนร่างของเขาแปรเปลี่ยนเป็นตะวันอสนีบาตทมิฬคุ้มกันอยู่เบื้องหลัง ในมือปรากฏขวานศึกสายฟ้าสองคมยาวสองจั้งขึ้นอีกเล่ม
ตู้ม!
โลกหล้าถูกพลิกกลับ สุญญะแหลกสลาย
ตะวันอสนีบาตทมิฬเบื้องหลังเขาทะยานผ่านนภา จองจำฟ้าดิน ปลดปล่อยอำนาจทำลายล้างแผดเผาฟ้าดิน
เยี่ยงนรกอสนีบาต!
เมื่อลั่วเทียนตูแกว่งไกวขวานศึกสายฟ้าสองคม……
คมขวานอันเจิดจ้าทิ่มแทงก็ปรากฏขึ้น ฟาดฟันใส่ซูอี้โดยพลัน
เปรี้ยง!!!
ดาบวิถีในมือซูอี้แหลกระเบิดหายไป
กระทั่งร่างของเขายังถูกผลักถอย
อำนาจกดดันจากตะวันสายฟ้าทมิฬก็พลุ่งพล่านเข้ามาจากทุกทิศก่อนเขาจะทันตั้งหลักได้ สุญญะแดนนั้นถูกบีบอัดแน่น!
ทันใดนั้น ซูอี้ก็ชะงักเท้า เหวี่ยงหมัดเยี่ยงคมดาบใส่ฟ้าดิน
ภาวะดาบอันเกินเข้าใจที่ระเบิดออกมาพร้อมหมัดนี้เป็นดั่งการเบิกฟ้าแบ่งแดนดิน เปี่ยมปราณอหังการเกินบรรยาย
เปรี้ยง!
หนึ่งหมัดนั้นถล่มเวหา
อำนาจสะกดจองจำทั่วทุกทิศทางพลันสลายหายไป
กระทั่งตะวันสายฟ้าทมิฬยังสะท้านไหวรุนแรง
ยามนี้ ลั่วเทียนตูฟาดฟันขวานศึกสายฟ้าสองคมเข้าโจมตีอย่างดุดัน ร้ายกาจอหังการ ไม่คิดให้ซูอี้ได้หยุดหายใจแม้แต่น้อย
ขวานศึกสองคมร่ายรำบ้าคลั่ง มวลอสนีบาตระเบิดออกเยี่ยงคลื่นโถมทะลักเข้าใส่ซูอี้ตามๆ กัน
การโจมตีนั้นร้ายกาจเสียยิ่งกว่าเมื่อครู่หลายขุม
และอำนาจก็ดุดันกว่ามากนัก!
ลั่วเทียนตูนั้นหาแตกต่างจากเทพผู้ควบคุมอัสนีออกประจัญศึกไม่ ทั่วร่างเปี่ยมด้วยอัสนีแผดเผารุนแรง สีหน้าแววตาระเริงด้วยจิตต่อสู้บ้าคลั่ง!
ลั่วเทียนตูเองก็ชิงความได้เปรียบคืนมาด้วยการโจมตีเช่นนี้ เป็นฝ่ายระดมโจมตีซูอี้อย่างดุเดือดราวจะโถมโจมตีฝ่ายเดียว
ฝานจุยกล่าวอย่างร้อนใจ “คุณหนู สหายเต๋าซูเริ่มแย่แล้วนะขอรับ”
คู่เนตรเรืองประกายของซีหนิงจับจ้องมหาศึกอันกล่าวได้ว่าสะท้านทั่วยุคสมัยนี้และกล่าวว่า “เจ้าคิดว่าลั่วเทียนตูรังแกผู้อ่อนแอหรือไม่?”
หลังเว้นช่วงเล็กน้อย นางก็กล่าวต่อเบาๆ “สิ่งที่เขาใช้อยู่ ณ ยามนี้คือวิชาตะวันทมิฬสยบนภาที่ ‘องค์เทพตะวันทมิฬ’ สอนสั่ง เมื่อหลอมรวมเป็นหนึ่งกับวิถีอสนีบาตของเขาและใช้ประสานกับจิตศึกอสูรคลั่ง วิชาหมื่นสายฟ้าถล่มแดนดิน สามอำนาจอันทรงพลังนี้ย่อมแผลงฤทธิ์เกินใดเทียบ”
“นี่คืออำนาจต่อสู้สูงสุดที่ลั่วเทียนตูใช้ได้ในระดับมหายุทธ์ เพียงพอสังหารตัวตนระดับแกนรวมศูนย์ใดๆ ในโลกหล้าได้”
เมื่อได้ยินเช่นนี้ ฝานจุยก็สูดหายใจเฮือก
การใช้อำนาจระดับมหายุทธ์จู่โจมตัวตนระดับแกนรวมศูนย์นั้นคือการท้าทายสวรรค์
และยามนี้ ลั่วเทียนตูก็สามารถสังหารตัวตนระดับแกนรวมศูนย์ได้โดยง่าย นับว่าชวนตะลึงจริงแท้!
“ทว่า……”
คู่เนตรพร่างพราวเยี่ยงมายาของซีหนิงเปี่ยมความคะนึงคิด “หากกล่าวว่าข้ามิอาจหยั่งเชิงลั่วเทียนตูได้มากนัก เช่นนั้น อำนาจต่อสู้ของสหายเต๋าซูก็นับได้ว่ายากเกินเข้าใจ”
เกินเข้าใจ?
ฝานจุยงุนงง นี่หมายความเช่นไร?
ขณะครุ่นคิดเช่นนี้ สถานการณ์ในสมรภูมิก็พลันแปรเปลี่ยน
ตู้ม!
หนึ่งวจีดาบขับขานโอฬาร
ซูอี้ผู้ตกเป็นฝ่ายตั้งรับพลันฟาดฟันดาบออกมาด้วยนิ้วมือ
ดาบนี้ดูแสนธรรมดา
หาแตกต่างจากกาลก่อนไม่
แต่เมื่อดาบนี้ปรากฏขึ้น ทั่วฟ้าดินพลันเปลี่ยนแปลงโดยสิ้นเชิง
ท้องนภาตกสู่รัตติกาลนิรันดร์
และน่านน้ำทั่วถิ่นก็แปรเปลี่ยนเป็นทะเลทุกข์อันมืดมัว ตัวตนร้ายกาจนับไม่ถ้วนดิ้นรนอยู่ภายใน
อำนาจอันทำให้ฟ้าดินสั่นสะท้านสาดซัดแผ่ซ่าน
นั่นคืออำนาจแห่งการจม!
ปานฟ้าดินมอดมลาย จมดิ่งดับสลายในทะเลทุกข์ชั่วกาลนาน!
ดาบนี้มีนามว่า ‘ทะเลทุกข์อับปาง’ !
นี่คือวิชาดาบที่สองซึ่งเขาเก็บตัวไล่เรียงมรดกวิชาดาบชั่วชีวิต หลอมรวมเคล็ดพลังวัฏสงสารและใช้เวลาสร้างสามสิบปี ณ แดนสารทวสันต์!
ยามนี้ ซูอี้ใช้พลังของมหาเซียนขอบเขตอัศจรรย์ขั้นกลางแผลงฤทธา ทะเลทุกข์อันกว้างไกลเป็นเช่นกรงขังผนึกฟ้าดิน ทำให้ไม่อาจหลบเลี่ยงได้
ทะเลทุกข์ไร้ขอบเขต ตะวันอัสนีทมิฬอันเด่นสูงเหนือนภาร่วงลงจมสมุทรทันทีราวถูกชักลาก
เปรี้ยง!
มหาตะวันอัสนีทมิฬดิ้นรนอย่างรุนแรงหวังดิ้นให้หลุด แต่อำนาจการจมของทะเลทุกข์ทำให้การดิ้นรนนั้นดูอ่อนแอสิ้นรัศมีไปทันตา
เพียงชั่ววูบ ตะวันอัสนีทมิฬก็แหลกสลายเป็นประกายสายฟ้าพร่างพรมหายไปในทะเลทุกข์อันไพศาล
ตะวันอัสนีทมิฬหายไป และอำนาจกดดันคุมขังต่อซูอี้ก็หายไปด้วย
แต่นั่นมิใช่จุดจบ
เมื่อเผชิญดาบนี้ ลั่วเทียนตูซึ่งเดิมโถมโจมตีซูอี้อย่างดุดันก็ถอยไปทันที
สัญชาตญาณบอกเขาว่าดาบนี้ร้ายกาจเกินไป หากถูกล้อมเข้า สถานการณ์ของเขาคงอันตรายยากกู้คืนแน่
“ทลาย!”
ลั่วเทียนตูตะโกนลั่นขณะกวัดไกวขวานศึกสายฟ้าสองคม ระเบิดอำนาจกฎสายฟ้านับร้อยล้านสายกวาดกระจายทั่วทิศ
หนึ่งการโจมตีกลบนทีสมุทร สายฟ้าไร้ประมาณ
ทั่วทั้งท้องสมุทรปั่นป่วนกู่ก้อง
ทว่าอำนาจแห่งการจมอันกระจัดกระจายทุกหนแห่งก็เกาะ กุมลั่วเทียนตู ถ่วงร่างของเขาไว้เยี่ยงตกหล่มโคลน แทบขยับไม่ได้อยู่รอมร่อ!
สีหน้าของลั่วเทียนตูแปรเปลี่ยน
อาภรณ์ของเขาสะบัดพัด ดวงตาวาวโรจน์ ตะโกนขึ้นว่า “จงเปิด!!!”
ปราณทำลายล้างอันร้ายแรงไร้ขอบเขตระเบิดออกจากร่างของลั่วเทียนตูราวภูเขาไฟระเบิดเหนือทะเลทุกข์
เปรี้ยง!
ท้องนภาสะท้านไหว
ถิ่นสมุทรใกล้เคียงรวนเรสิ้นระเบียบ แสงศักดิ์สิทธิ์แผดจ้าทั่วท้องนภา ปรกฟ้าบังตะวัน ยิ่งใหญ่ดุจจักรวาล
ซีหนิงและฝานจุยสัมผัสอันตรายได้แล้ว และถอยร่นห่างออกไปอีกครั้ง
แต่ถึงเช่นนั้น พวกเขาก็ยังถูกลูกหลงจากศึกนี้ หากไม่ใช่เพราะซีหนิงลงมือป้องกันไว้เต็มที่ ฝานจุยย่อมมิอาจสกัดกั้นได้และบาดเจ็บสาหัสทันที!!!
และท่ามกลางสายตาตกตะลึงของทั้งสอง……
ทะเลทุกข์ทั่วฟ้าดินก็ถูกฉีกแยก แปรเปลี่ยนเป็นละอองแสงฟุ้งทั่วนภา
ท่ามกลางฝุ่นควัน สองร่างปรากฏขึ้น
หนึ่งคือซูอี้ผู้ยืนบนอากาศ อาภรณ์แหว่งวิ่น ใบหน้าซีดขาว มีบาดแผลชุ่มเลือดมากมายบนร่าง
อีกฝ่ายคือลั่วเทียนตู
เขารับดาบของซูอี้ได้!
ลั่วเทียนตูในขณะนี้สะบักสะบอมยิ่งกว่าซูอี้มากนัก สภาพของเขาดูทุลักทุเลอย่างยิ่ง ร่างสูงใหญ่เต็มไปด้วยบาดแผลดาบอันชวนใจหาย เลือดเนื้อกระจัดกระจาย โลหิตสาดทะลัก
มกุฎบงกชซึ่งเขาสวมไว้แต่เดิมถูกผ่ากระชาก เรือนผมยาวม้วนยุ่งกระจัดกระจาย ใบหน้าหล่อเหลาซีดขาว
ตัวคนหอบหายใจหนัก อกกระเพื่อมขึ้นลงรุนแรง ร่างกายซวนเซ มือสั่นเทายากเกินควบคุม ปากแตก มีบาดแผลลึกถึงกระดูก
มิต้องสงสัยเลยว่าดาบของซูอี้ทำให้ลั่วเทียนตูร่อแร่ในฉับพลัน!
ฝานจุยชะงักนิ่ง หัวใจตกตะลึงเกินใดเทียบ
ทันใดนั้นเขาก็เข้าใจว่าไฉนคุณหนูจึงกล่าวว่าความแข็งแกร่งของซูอี้ ‘เกินเข้าใจ’
ก่อนหน้านี้ ซูอี้ยังตกเป็นฝ่ายตั้งรับ ถูกลั่วเทียนตูกระหน่ำโจมตี ไล่รุกประชิดอยู่เลย
ทว่าเพียงพริบตา สถานการณ์ก็กลับตาลปัตร
ซูอี้ใช้หนึ่งดาบพลิกจักรวาล เอาชนะลั่วเทียนตูอย่างขาดลอย!
เรื่องนี้อยู่เหนือความคาดเดา และยังทำให้ฝานจุยตระหนักอย่างลึกล้ำว่าวจี ‘เกินเข้าใจ’ นั้นอธิบายความแข็งแกร่งของซูอี้ได้แม่นยำจริงๆ
“สหายเต๋าซูไม่ได้ถูกต้อนเสียจนสิ้นหนทางอย่างชัดเจน บาดแผลของเขามิได้ร้ายแรง ทว่าลั่วเทียนตูซึ่งใช้อำนาจสูงสุดระดับมหายุทธ์นั้นไม่อาจเทียบได้เลย……”
ความคิดอันเยือกเย็นเยี่ยงน้ำแข็งของซีหนิงเองก็กระเพื่อมไหว
เพราะลั่วเทียนตูในขณะนี้ร้ายกาจเกินไป จึงยิ่งสะท้อนให้เห็นว่าความแข็งแกร่งของซูอี้นั้นแสนทรงพลังจนไม่น่าเชื่อ!
“ไฉนเจ้าจึงไม่ใช้สมบัติ?”
ฟ้าดินปั่นป่วน หมอกควันโชยเรื่อย เสียงของซูอี้ดังขึ้นขณะที่เขามองลั่วเทียนตูจากไกลๆ ด้วยความประหลาดใจเล็กน้อย
ลั่วเทียนตูสูดหายใจลึกๆ และกล่าวอย่างเฉยชา “รังเกียจจะใช้”
แล้วลั่วเทียนตูก็ขมวดคิ้วกล่าวขึ้นทันที “ก่อนหน้านี้ ไฉนเจ้าไม่เผด็จศึก?”
ก่อนหน้านี้ เขาสลายดาบของซูอี้ได้ก็จริง แต่ก็สังเกตเห็นเช่นกันว่าซูอี้เผยความเมตตาในยามคับขันอย่างชัดเจน มิได้ฉวยโอกาสจู่โจมปิดฉาก
หากซูอี้โจมตีซ้ำโดยมิลังเล เขาอาจจะรับมันไว้ได้ แต่ก็จะยิ่งบาดเจ็บอย่างมิอาจเลี่ยง!!
แต่ซูอี้ไม่ได้ทำเช่นนั้น
ซูอี้กล่าวเนิบๆ “ข้าไม่ใจอ่อนกับศัตรู แต่ในเมื่อเจ้ามิใช้สมบัติหรือการฝึกฝนระดับสุดลึกล้ำ การสู้ต่อก็ย่อมไม่น่าสนใจแล้ว”
เขายกมือขึ้นโยน ส่งปราณดาบสายหนึ่งซึ่งอยู่ในมือชายหนุ่มมาตลอดทะยานเวหา แปรเปลี่ยนมันเป็นพิรุณแสงหายไป
จากนั้น เขาก็นำไหสุราขึ้นมายกจิบ
เมรัยกำซาบร่าง รวดเร็วประหนึ่งวายุโชย
บทที่ 1,845 ความร่วมมืออันมิคาดคิด
ศึกนี้บากบั่นยิ่งจริงแท้
นับเป็นศึกมหาวิถีโดยแท้จริง
การฝึกฝนของซูอี้อยู่ในขอบเขตอัศจรรย์ขั้นกลาง ทว่าอำนาจต่อสู้ของเขาเพียงพอประชันกับตัวตนระดับแกนรวมศูนย์ได้
ลั่วเทียนตูสะกดการฝึกฝนไว้ในระดับมหายุทธ์ ทว่าอำนาจต่อสู้ของเขาสามารถปราบตัวตนระดับแกนรวมศูนย์ได้เช่นกัน
สองฝ่ายต่างไม่ใช้สมบัติหรืออำนาจภายนอกใดๆ
ศึกเช่นนี้จึงหาได้ยากเป็นพิเศษ
แม้ซูอี้จะบาดเจ็บในศึกนี้ เขาก็หาติดใจอันใดไม่
แน่นอน นี่ก็เป็นเพราะลั่วเทียนตูควรค่าประลองด้วยเช่นกัน
ซูอี้ถือไหสุรา หันหลังจากไปไร้โอ้เอ้
“ช้าก่อน!”
ลั่วเทียนตูกล่าวเสียงลุ่มลึก
“อยากประลองต่อหรือ?”
ซูอี้ชะงักเท้า
ม่านตาของซีหนิงหดตัวเล็กน้อย กล่าวขึ้นทันที “พอแล้ว! ลั่วเทียนตู แพ้ชนะถูกตัดสินแล้ว เจ้าแพ้ไม่เป็นหรือไร?”
นางรู้ดีมากว่าหากให้สู้กันต่อไป ลั่วเทียนตูจะเผยการฝึกฝนแท้จริงออกมาโดยมิอาจเลี่ยงเพื่อพลิกสถานการณ์ และหากทำเช่นนั้น ทั้งซูอี้และลั่วเทียนตูจะย่ำแย่ทั้งสองฝ่าย!
ทว่าลั่วเทียนตูกลับยิ้มเจื่อน รำพึงว่า “อาหนิงจ๋า ข้าเป็นพวกแพ้ไม่เป็นหรือ?”
ว่าแล้ว เขาก็เบนสายตามองซูอี้ รอยยิ้มเจื่อนบนใบหน้าจางหายไป “ข้าต้องบอกว่าความแข็งแกร่งของเจ้าทำให้ข้าตื่นตาจริงๆ และความกล้ากับกิริยาของเจ้าก็ไม่อาจเทียบกับผู้อื่นได้ แต่นี่จะมิเปลี่ยนความมุ่งมั่นในการสังหารเจ้าในใจข้า”
หลังเว้นช่วงเล็กน้อย ดวงตาของเขาก็แปรเปลี่ยนเป็นลึกล้ำสงบเงียบ “พบกันครั้งหน้า เราจะชี้วัดเป็นตายกัน!”
วาจาของเขาเยือกเย็น ให้ความรู้สึกไร้กังขา
ขณะที่หัวใจของซีหนิงร่วงวูบ คิ้วขมวดหากัน
ส่วนฝานจุยลอบถอนใจ
นี่แหละลั่วเทียนตู ทรงเกียรติและเปี่ยมอำนาจแข็งแกร่ง สิ่งที่เขาเชื่อมั่นไม่มีทางเปลี่ยนแปลงได้!
ซูอี้แย้มยิ้ม กล่าวขึ้นเบาๆ “งั้นเจ้าก็ต้องเตรียมตัวตายไว้เลย”
เขาเองก็ชื่นชมลั่วเทียนตูเช่นกัน
แต่ในเมื่ออีกฝ่ายเป็นศัตรู ยามชี้วัดเป็นตาย เขาย่อมไม่มีวันอ่อนข้อให้!
ลั่วเทียนตูเองก็แย้มยิ้ม เผยซี่ฟันขาวโพลนเรียงสวย “เจ้าก็ด้วย”
ว่าแล้ว เขาก็หันเดินไปหาซีหนิง กล่าวด้วยสีหน้าเย้ยหยันตนเอง “อาหนิง เจ้าชาญฉลาดดุจประทีปจรัสแสงจริงๆ ก่อนศึกบังเกิด เจ้าพยายามเกลี้ยกล่อมข้าให้ถอนคำพูดขัดขาตนเองนั้นไป”
ก่อนศึกบังเกิด เขากล่าวไว้ว่าจะสั่งสอนซูอี้สักหน่อย
ผลที่ได้……
คือโดนต่อยชแสกหน้า!
ดวงตาของอาหนิงเย็นเยียบ กล่าวว่า “เห็นเจ้าโดนอัดเสียน่วมเพียงนี้ แทนที่จะนึกเห็นใจสักนิด ข้ากลับอยากขำหน่อยๆ”
ลั่วเทียนตู “……”
เขาไหวไหล่อย่างจนใจ “อยากขำก็ขำเถอะ เจ้ามิได้หัวเราะข้าเป็นครั้งแรกนี่”
ทว่าซีหนิงไม่คิดสนใจเขาอีกแล้วชี้ไปไกล “เจ้าไปเยียวยาตนตรงโน้นนะ ข้ามีเรื่องจะกล่าวกับสหายเต๋าซู แล้วเราไปแคว้นเซี่ยงแห่งแดนเซียนด้วยกัน”
นี่มิใช่การหารือแต่เป็นคำสั่ง
ซ้ำยังเฉียบขาดไร้น้ำใจยิ่ง
ทว่าลั่วเทียนตูกลับกล่าวอย่างร่าเริง “ข้ารอคำนี้ของเจ้ามานานแล้ว พวกเจ้าคุยกันไปนะ ข้ารับปากจะมิกวนสายตา ลอบฟัง หรือไถ่ถาม”
ว่าแล้ว เขาก็หันหลังจากไป
ก่อนจาก เขาหันไปโบกมือให้ซูอี้ยิ้มๆ และไม่ได้กล่าววาจาใด
หากมิรู้จักหรือเห็นพวกเขาก่อนหน้านี้ เกรงว่าคงคิดว่าเป็นสหายเก่าร่ำลากัน
ทว่าซีหนิงและฝานจุยต่างทราบว่าหากทั้งคู่พบกันอีก จะเกิดศึกนองเลือดเดิมพันชีวิตขึ้น!
“สหายเต๋าซู”
ซีหนิงลังเลชั่วขณะ ก่อนจะก้าวเข้ามาพูด “แม้ข้าจะปฏิเสธลั่วเทียนตูมาตลอด ท้ายที่สุดข้าก็รู้จักเขามาเนิ่นนาน เราเป็นสหายกันมาแต่ยามแสนเยาว์ เขา……”
ซูอี้ทันทีโดยไม่ต้องรอนางพูดจบ และกล่าวขัดด้วยรอยยิ้ม “เจ้าไม่อยากเห็นข้ากับเขาชี้วัดเป็นตายกันสินะ?”
ซีหนิงพยักหน้า “หากเป็นเช่นนั้นได้จะดียิ่ง หากภายหน้าประชันกันแล้วเจ้าสามารถเอาชนะเขาได้ โปรดเมตตาเขาด้วย ข้าจะพยายามสุดกำลังเพื่อหยุดเขาเช่นกัน”
ซูอี้กล่าวยิ้มๆ “ใจข้าไม่อยากให้เขาตายหรอก ยิ่งแข็งแกร่งขึ้นได้ยิ่งดี”
ซีหนิงนิ่งไป แล้วหัวใจก็พลันสะท้านสะเทือน เข้าใจความหมายวาจาของซูอี้ขึ้นมา
ทว่าฝานจุยกลับกล่าวอย่างไม่เข้าใจ “ไฉนสหายเต๋าซูจึงกล่าวเช่นนี้?”
“ข้าอยากได้คู่ปรับสักคน”
ซูอี้กล่าวเรื่อยเฉื่อย “ต่อให้เป็นศัตรูแล้วเช่นไร? ยิ่งเขาแข็งแกร่ง ข้ายิ่งดีใจ ต่อให้สักวันเขาฆ่าข้าได้ นั่นก็จะเป็นเพราะฝีมือของข้าไม่ถึงขั้น และข้าจะมิโอดครวญสักคำ”
นี่คือสิ่งที่เขาคิดจริงๆ
ฝานจุยเบิกตาโพลงอย่างตกตะลึง ต้องมีความกล้าและความคิดสูงส่งเพียงไรจึงกล่าวออกมาได้เช่นนี้?
คู่เนตรเรืองประกายของซีหนิงจ้าจรัส “เทียบความคิดความกล้ากับสหายเต๋าแล้ว ลั่วเทียนตูควรละอายจริงแท้”
ซูอี้ยิ้มทื่อ
ไม่นานนัก ซีหนิงก็กล่าวลาและจากไปกับฝานจุย
ก่อนจาก นางส่งยันต์ลับชิ้นหนึ่งให้ซูอี้ และบอกว่าขอเพียงซูอี้ต้องการความช่วยเหลือ เขาก็สามารถใช้ยันต์ลับนี้ติดต่อนางได้
จนกระทั่งเมื่อซีหนิงและฝานจุยหายลับไป ซูอี้ก็ยืนลำพังอยู่กับที่พลางดื่มสุราจากไหเงียบเชียบ
เขายังงุนงงเล็กน้อย
ผลกรรมปริศนาใดกันที่ซุกซ่อนอยู่ระหว่างเขาและซีหนิง?
หรือจะเป็นเพราะปริศนาของนางเกี่ยวพันกับอดีตชาติสักชาติของเขา?
แต่ถึงอย่างไร การได้รู้จักกับซีหนิงมอบความรู้สึกอันแตกต่างยิ่งแก่ซูอี้
อุปนิสัยของซีหนิงเย็นเยือกดุจน้ำแข็ง กิริยาสูงส่งงามสง่า ทั้งรูปลักษณ์และการวางตัวล้วนกล่าวได้ว่างดงามสะท้านใจ
สิ่งสำคัญสูงสุดคือยามอยู่กับนาง ซูอี้รู้สึกสบายใจมากและรับรู้เข้าใจกันโดยไม่ต้องอาศัยวาจาใด
บางหน เพียงเหลือบมองกันพวกเขาก็เข้าใจอีกฝ่ายโดยมิต้องเอื้อนเอ่ย
การสื่อใจถึงใจนี้ตราตรึงต่อซูอี้ที่สุด
“บางทีนี่อาจเรียกได้ว่าสื่อจิตถึงใจ”
ซูอี้แย้มยิ้ม เตรียมหันหลังจากไป
ทว่าทันใดนั้น เขาสัมผัสบางอย่างได้แล้วเงยหน้าขึ้นมองไปไกล
พบเงาร่างสีแดงดุจเพลิงปรากฏขึ้นเหนือทะเล ใบหน้าของนางกระจ่างจิ้มลิ้ม สวมชุดกระโปรงสีเขียว
นางคือชิงอู่!
นางหยุดลงแสนไกลออกไป และกล่าวเข้าประเด็นตรงไปตรงมา “ข้าอยากร่วมมือกับเจ้า”
วาจาเช่นนั้นทำเอาซูอี้อดประหลาดใจไม่ได้ “เพราะเหตุใด?”
ณ แท่นบูชาวิญญาณในซากวังมังกร เขาและซีหนิงร่วมมือกันบีบให้ชิงอู่เผยการฝึกฝนเต็มที่ออกมาจนถูกอำนาจกฎฟ้าดินกระหน่ำใส่
และในเวลาเดียวกัน สตรีผู้นี้เคียดแค้นที่ชิงเซียวและจินจู๋หลิวไม่เข้ามาช่วย จึงโจมตีใส่ทั้งคู่ราวบ้าคลั่ง!
เพราะการหักหลังกะทันหันของนางนั้นเอง ซูอี้และซีหนิงจึงสบโอกาสบังคับให้ชิงเซียวและจินจู๋หลิวเผยอำนาจ ถูกถล่มด้วยอำนาจกฎฟ้าดิน โดนอำนาจผลกรรมแทรกร่างไม่ต่างกัน!
แต่ซูอี้หาคาดถึงไม่ ว่าชิงอู่จะมาขอความร่วมมือกับเขาเองแบบนี้
“ข้าล่วงเกินชิงเซียวและจินจู๋หลิวไปแล้วโดยสมบูรณ์ สองคนนั้นย่อมเกลียดข้าเข้ากระดูก ภายหน้าพวกเขาจะมาล้างแค้นข้าแน่”
ชิงอู่เงียบไปครู่หนึ่งและกล่าวว่า “การที่เจ้ารอดเงื้อมมือของบุตรสวรรค์ลั่วเทียนตูมาได้เมื่อครู่นี้ ก็พิสูจน์แล้วว่าความแข็งแกร่งของเจ้าเหนือธรรมดาเพียงไร”
ซูอี้จำได้ว่ายามลั่วเทียนตูปรากฏกาย อีกฝ่ายเคยพูดถึงชิงอู่ บอกว่าตนเองได้รู้ถึงเรื่องราวในซากวังมังกรจากนาง
ชิงอู่เองก็รู้ตั้งแต่ยามนั้นว่าลั่วเทียนตูจะกระทำการบางอย่างกับเขา!
“การที่ลั่วเทียนตูไม่ได้ฆ่าข้า มันน่าประหลาดใจสำหรับเจ้าหรือ?”
ซูอี้ถาม
ชิงอู่กล่าวอย่างสุขุม “ข้าพูดเรื่องนั้นไม่ได้หรอก เพราะข้ารู้ว่าเขาเห็นแก่ซีหนิง ลั่วเทียนตูคงไม่ฆ่าเจ้าแน่”
ซูอี้ถอนใจเสียงยาว เขากล่าว “เจ้าต้องการสิ่งใดยามร่วมมือกัน?”
ชิงอู่สูดหายใจลึกๆ และกล่าวด้วยสีหน้าเคร่งขรึม “เรามีชิงเซียวและจินจู๋หลิวเป็นศัตรูร่วมกัน ขอเพียงเจ้าช่วยข้าปลดอำนาจผลกรรมในตัว ข้าจะช่วยเจ้าจัดการพวกเขา!”
ซูอี้เข้าใจเจตนาของชิงอู่ในทันที
เขาจึงส่ายหน้าพลางแย้มยิ้ม “ข้าจัดการพวกเขาเองได้ ไฉนจึงต้องร่วมมือกับเจ้า?”
ชิงอู่เป็นหญิงฉลาด ขณะใช้คำว่าร่วมมือกันบังหน้า แท้จริงนางกำลังใช้หนึ่งศิลาฆ่าวิหคสองตัว
ขอเพียงเขารับปากร่วมมือ นางจะได้สลายอำนาจผลกรรม และไม่ต้องห่วงผลกระทบใดๆ ยามบรรลุเทพอีก
และยังยืมมือเขามารับมือการล้างแค้นของพวกชิงเซียวและจินจู๋หลิวได้ด้วย!
ชิงอู่ดูจะคาดเดาไว้แล้วว่าซูอี้จะไม่ตอบตกลงง่ายๆ แน่ จึงกล่าวขึ้นทันที “หากท่านมีเงื่อนไขใด ขอเพียงข้ายอมรับได้ ข้าจะไม่บิดพลิ้วเด็ดขาด”
เดิมที ซูอี้คิดจะปฏิเสธ แต่เขาลังเลอยู่ครู่หนึ่ง เขาก็เปลี่ยนใจแล้วกล่าวว่า “เจ้าช่วยข้าหาเรือลอยฟ้าก่อน เมื่อพบมัน ข้าจะคิดเรื่องนี้อีกครา”
คนฉลาดอย่างชิงอู่ย่อมฟังออกว่าซูอี้กำลังทดสอบความจริงใจของนาง
“ได้!”
ชิงอู่ตอบตกลง “หากข้าพบเรือลอยฟ้า ข้าจะติดต่อเจ้าได้เช่นไร?”
ซูอี้ยกมือโยนยันต์ลับออกไปชิ้นหนึ่ง “ขยี้ยันต์ลับนี้ แล้วข้าจะไปหาเจ้า”
ชิงอู่รับยันต์ลับมาและกล่าวว่า “ข้าจะรอร่วมมือกับท่าน”
ว่าแล้วนางก็หันหลังจากไป
หลังร่างของนางลาลับ ซูอี้ก็ส่ายหัว หันกลับเข้าไปในซากวังมังกร
เขาไร้ความหวังว่าชิงอู่จะหาเรือลอยฟ้าพบ
เขาตั้งเงื่อนไขเช่นนั้นก็เป็นเพราะต้องการส่งสตรีผู้นี้ออกไปโดยไวที่สุด และไม่อยากพัวพันกับอีกฝ่ายมากไปกว่านี้แล้ว
นอกจากนั้น ซูอี้ยังระแวงสตรีผู้นี้
ไม่ใช่ว่านางน่ากลัว ทว่าสตรีผู้นี้บ้าคลั่งเกินไป เห็นได้จากคราที่นางเลือกหักหลังและลากชิงเซียวกับจินจู๋หลิวลงปลักโคลนโดยไร้ลังเล
เมื่อเขาแตกหักกับสตรีผู้นี้โดยสมบูรณ์ ซูอี้รู้ว่าอีกฝ่ายจะเคียดแค้นและลงมือล้างแค้นอย่างสุดโต่งแน่
ทว่าซูอี้หากลัวปัญหาใดไม่ หากเขาลดปัญหาได้ มันก็ย่อมดีกว่าจริงหรือไม่?
ขณะเดียวกัน……
บนเรือสมบัติอันงามสง่าลำหนึ่ง
ลั่วเทียนตูยืนยิ้มอยู่ที่กราบเรือ ชมโฉมหน้าอันงดงามของซีหนิงจากด้านข้างอย่างแสนปรีดาผาสุข
นี่แหละเขา
แม้จะถูกซีหนิงโจมตี ปฏิเสธอย่างไร้ความเกรงใจ เขาก็เต็มใจรับไว้ทั้งสิ้น
“เจ้าได้ยินที่ข้าพูดหรือไม่?”
คู่เนตรเรืองประกายของซีหนิงฉายแววเย็นเฉียบ นางเหลือบมองลั่วเทียนตูอย่างไม่ชอบใจ
ลั่วเทียนตูได้ยินคำนั้นก็รีบยืดตัวตรงในพลัน เขากล่าวด้วยสีหน้าเคร่งขรึมว่า “ได้ยินจ้ะ ไม่เพียงโสตรับรู้ หัวใจก็รับทราบแล้ว! อย่าห่วงเลยอาหนิง เมื่อพบซูอี้ครั้งหน้า หากเขายอมส่งมหาวิถีวัฏสงสารให้ข้า ข้ารับปากจะไว้ชีวิตเขา!”
ซีหนิงขมวดคิ้ว นางกำลังจะพูดบางอย่าง
ทว่าลั่วเทียนตูกลับลดเสียงลงและเปลี่ยนประเด็นเสียก่อน “อาหนิง ข้าได้ข่าวมาว่าศิษย์น้อยผู้สำคัญที่สุดของคนตกปลาก็มายังแดนเซียนด้วยนะ”
ซีหนิงพลันผงะไป แล้วจิตสังหารอันเกินควบคุมก็พลันปรากฏในดวงตา