บันทึกตำนานราชันอหังการ [ 剑道第一仙 ] - ตอนที่ 1856-1860
บทที่ 1,856 ศิษย์ในอดีตชาติ
บนท้องทะเลอันปกคลุมด้วยน้ำแข็ง มีหิมะโปรยปรายดุจขนห่าน
ยามซูอี้นั่งลงบนพื้น โลหิตบนร่างจึงเปรอะเปื้อนบนน้ำแข็งขาวโพลนโดยพลัน
ขณะฟื้นฟูบาดแผล เขาก็เงยหน้าขึ้นมองสิ่งที่ห่างออกไปไม่ไกลนัก
เรือลอยฟ้ายาวหนึ่งจั้งร่อนลงในระยะใกล้ ปราณฮุ่นตุ้นเคลื่อนคล้อย ดูลึกลับยิ่ง
ร่างของชายผู้นั้นยืนนิ่งที่ท้ายเรือ ไม่คิดเดินลงมาจากเรือลอยฟ้า
แต่เมื่อเข้ามาใกล้ ในที่สุดซูอี้ก็เห็นว่าชายผู้นี้เป็นร่างวิญญาณจริงๆ!
รูปลักษณ์ของอีกฝ่ายหล่อเหลาเยี่ยงชายหนุ่ม ทว่าจอนผมกลับหงอกขาวดุจหิมะ คู่เนตรพร่างดาวลึกล้ำคมกริบ ดุดันราวกับดาบ
เขายืนมือไพล่หลัง เผยบรรยากาศเย่อหยิ่งถือตัว
แต่ซูอี้สังเกตเห็นสิ่งผิดปกติประการหนึ่ง นั่นคือปราณบนร่างชายผู้นี้หลอมรวมเป็นหนึ่งกับเรือลอยฟ้า
“เจ้า… หรือจะเป็นจิตวิญญาณของเรือลอยฟ้า?”
ซูอี้ประหลาดใจ
เพียงวาจานี้ถูกกล่าว ชายผู้นั้นก็ผงะไป คิ้วขมวดแน่น กล่าวขึ้นอย่างไม่แน่ใจ
“เจ้า… จำข้าไม่ได้จริงๆ หรือ?”
ซูอี้ส่ายหน้า
ชายผู้นั้นดูจะเข้าใจแล้วและกล่าวออกมาเบาๆ “ข้าก็คาดเดาไว้ก่อนแล้ว ในที่สุดข้าก็เชื่อแล้วว่าเจ้าไม่ใช่ท่านอาจารย์……”
ซูอี้หรี่ตาลงเล็กน้อย ‘ท่านอาจารย์?’
ราวสายฟ้าแล่นผ่านหัวใจ ทันใดนั้นเขาก็นึกถึงสิ่งที่วานรเฒ่าสะพายดาบบอกก่อนหน้าได้
“เจ้าเป็นศิษย์ของหลี่ฝูโหยวหรือ?”
ซูอี้ถาม
วานรเฒ่าสะพายดาบเคยกล่าวไว้ว่า ช่วงกลางยุคสุดวิเวก สี่จักรพรรดิดาบไร้เทียมทานปรากฏขึ้นในโลกหล้า ประกอบด้วยจักรพรรดิดาบฉางหนิง จักรพรรดิดาบหลิ่นเฟิง จักรพรรดิดาบหนิงซิ่ว และจักรพรรดิดาบตงเสวียน
และอาจารย์ของจักรพรรดิดาบทั้งสี่คือหลี่ฝูโหยว!
จากวาจาของวานรเฒ่าสะพายดาบ สี่จักรพรรดิดาบไร้เทียมทานต่างนับได้ว่าเป็นตัวตนสูงสุดแห่งขอบเขตมหาศาล ดุจมหาตะวันเฉิดฉายใต้ท้องนภาแห่งแดนเซียน
ยามนั้น ซูอี้ฟังแล้วก็ผงะอึ้ง ไม่อาจคาดคิดได้เลยว่า หลี่ฝูโหยวผู้สอนสั่งสี่จักรพรรดิวิถีดาบไร้เทียมทานเหล่านี้จะแข็งแกร่งเพียงไร
ช่างเหลือเชื่อยิ่ง!
ถึงอย่างไร ในขอบเขตมหาศาลก็มีตัวตนน้อยนักที่สามารถเรียกว่า ‘ไร้เทียมทาน’ ได้จริงๆ ตราบชั่วกาลนาน
จักรพรรดิดาบทั้งสี่ซึ่งเป็นศิษย์ของหลี่ฝูโหยวต่างกล่าวได้ว่าไร้เทียมทานทั้งสิ้น ภูมิหลังเช่นนี้น่าสะพรึงกลัวยิ่งนัก
“ใช่”
ชายผู้นั้นพยักหน้า ดวงตาปรากฏความภาคภูมิ “ข้ามีนามว่าหลิ่นเฟิง ศิษย์ลำดับสามของท่านอาจารย์ในยุคสุดวิเวก ทุกผู้ในโลกหล้าขนานนามข้าเป็น ‘จักรพรรดิดาบหลิ่นเฟิง’!”
“ที่แท้เจ้าก็คือศิษย์น้องของลั่วฉางหนิง”
ซูอี้ว่าพลางนำหนังสัตว์สีทองออกมาจากแขนเสื้อ “เจ้าจำของสิ่งนี้ได้หรือไม่?”
ม่านตาของหลิ่นเฟิงหดตัว “หนังสัตว์สุญญะสว่างว่าง! ไฉนของสิ่งนี้จึงอยู่ในมือเจ้าได้?”
ซูอี้ส่งหนังสัตว์สีทองให้บนอากาศ “เจ้าดูเองเลย”
หนังสัตว์สีทองนี้บันทึกเคล็ดบรรลุเทพไว้โดยลั่วฉางหนิง และยังสลักเหตุการณ์เกี่ยวกับลั่วฉางหนิงไว้ด้วย
หลังอ่านจบ สีหน้าของหลิ่นเฟิงก็ดูจะเปลี่ยนไปมาระหว่างโศกเศร้า ปรีดา ตะลึง และซับซ้อน
ครู่ต่อมาเขาก็ถอนหายใจยาว “ว่าแล้วเชียว ในที่สุดศิษย์พี่ก็เลือกก้าวเดินเช่นนั้น!”
ซูอี้กล่าว “เจ้าคิดว่ายามเขาบุกโลกแห่งเทพ เขาจะอยู่รอดหรือไม่?”
ชายหนุ่มได้เห็นจากม้วนหนังสัตว์สีทองแล้วว่า ลั่วฉางหนิงไม่ยอมคุกเข่าเป็นข้ารับใช้เทพ และเลือกบากบั่นในบททดสอบบรรลุเทพด้วยตนเอง
แต่เขาก็รู้เพียงเท่านี้
ไม่ว่าลั่วฉางหนิงจะอยู่หรือตาย ซูอี้ไม่อาจทราบ
หลิ่นเฟิงเงียบไปครู่หนึ่งและกล่าวว่า “ข้าไม่ทราบ แต่…เขาไม่น่ารับมือไหว”
น้ำเสียงของเขาเบาหวิว
“เจ้าหมายความเช่นไร?” ซูอี้เลิกคิ้ว
หลิ่นเฟิงชี้ตนเอง “ข้านี่ไงคือตัวอย่าง”
ดวงตาของซูอี้ชะงักค้าง “เจ้าก็เคยบุกโลกแห่งเทพหรือ?”
“ใช่”
หลิ่นเฟิงดูท้อแท้ยิ่ง “เมื่อท่านอาจารย์จากแดนเซียนไป เขาทิ้งสมบัติลับแห่งฮุ่นตุ้นไว้สี่ชิ้นให้พวกเราศิษย์ทั้งสี่
“ศิษย์พี่ใหญ่ได้ดาบเคียงประชิดไป ศิษย์พี่หญิงรองได้แผนที่สองลักษณ์ ศิษย์น้องสี่ได้ดาบปลายมนแปลงโลกาไป”
“ส่วนข้าได้รับนาวาพลิกสวรรค์มา นาวาน้อยตรงหน้าเจ้านี่แหละ ในยุคสุดวิเวก ท่านอาจารย์ทิ้งสมบัตินี้ไว้ในทะเลบูรพาเพื่อรับผู้มีวาสนา โลกหล้าจึงกล่าวกันว่าเป็นเรือลอยฟ้า”
ได้ยินเช่นนี้ ซูอี้ก็เข้าใจว่าเรือน้อยตรงหน้าเขา แท้จริงชื่อ ‘นาวาพลิกสวรรค์’ !
และจากสิ่งที่บันทึกผลกรรมกล่าวก่อนหน้านี้ นาวาพลิกสวรรค์นี้อยู่ลำดับแปด และถูกเรียกด้วยชื่อสุดเห่ยว่า ‘เจ้าเรือแปด’ ……
ทว่าเรื่องนี้หาสำคัญไม่ สิ่งที่ทำให้ซูอี้ประหลาดใจจริงๆ ก็คือ อดีตชาติของเขา หลี่ฝูโหยวมีสมบัติลับแห่งฮุ่นตุ้นอยู่ถึงสี่ชิ้น!
หลิ่นเฟิงผ่อนหายใจยาวแล้วกล่าวขึ้นว่า “กาลก่อน ข้าพยายามทำความเข้าใจและควบคุมกฎแห่งยุคสมัยใน ‘นาวาพลิกสวรรค์’ เพื่อบรรลุเทพ แต่ก็ล้มเหลว สุดท้ายข้าก็เหลือเพียงร่างวิญญาณ ต้องยึดตนเองติดกับนาวาพลิกสวรรค์เพื่ออยู่รอดมาจนบัดนี้”
ซูอี้ขมวดคิ้ว “ล้มเหลว?”
มุมปากของหลิ่นเฟิงกระตุก “กระไรหรือ คิดว่าข้าไร้สามารถนักหรือไร?”
ซูอี้กล่าว “ข้าไม่ได้หมายความเช่นนั้น แค่งุนงงนิดหน่อยเท่านั้น”
ถึงอย่างไร จี้ถิงแห่งวังมังกรทะเลบูรพาก็เป็นเทพได้โดยความช่วยเหลือจาก ‘บันทึกผลกรรม’ และในฐานะศิษย์ใกล้ชิดของหลี่ฝูโหยว จักรพรรดิวิถีดาบไร้เทียมทานหลิ่นเฟิงจะล้มเหลวได้เช่นไร?
“ข้าไม่คาดเลยว่าจะล้มเหลว”
คู่เนตรลึกล้ำคมกริบของหลิ่นเฟิงปรากฏจิตสังหารเกินหยุดยั้ง “น่าเสียดายที่คนมิอาจสู้สวรรค์ลิขิต ขณะที่ข้ากำลังปะทุเพลิงเทพ สร้างอำนาจเทพอยู่นั้น ข้าก็ได้ตกเป็นเหยื่อในแผนการชั่ว!”
“แผนชั่ว?”
หลิ่นเฟิงว่า “ใช่แล้ว ในยุคสุดวิเวก ยอดฝีมือขอบเขตมหาศาลมากมายในโลกหล้าเลือกแปรเป็นสุนัขรับใช้เทพ ถูกเรียกเป็นทูตสวรรค์ รับใช้เหล่าเทพเป็นพิเศษ และเมื่อข้าพยายามบรรลุเทพ สุนัขรับใช้เทพบางส่วนก็บุกมาโจมตีข้า”
น้ำเสียงของเขามีความแค้นแสนรุนแรงและเผยความไม่ยินยอมพร้อมใจอย่างชัดเจน
ซูอี้เลิกคิ้ว “ไฉนพวกเขาจึงหมายหัวเจ้า?”
“ผิดแล้ว ไม่ใช่เพียงข้า แต่หมายหัวตัวตนขอบเขตมหาศาลทั่วแดนเซียนเลยต่างหาก!”
หลิ่นเฟิงว่า “ยามนั้น ใครก็ตามที่ไม่ก้มหัวให้เทพ จะถูกทวยเทพปฏิเสธ! นอกจากจะไม่อาจบรรลุเทพแล้ว ยังถูกกดดันกีดกันทุกคราไป!”
หลังเว้นช่วงเล็กน้อย เขาก็ยิ้มเยาะ “ท่านอาจารย์ของข้าบอกไว้นานแล้วว่าตำแหน่งเทพมีจำกัด ผู้ได้บรรลุเทพย่อมไม่ยอมให้ผู้อื่นมาชิงบัลลังก์ตนเพื่อรักษาตำแหน่ง!”
“เช่นนั้น ตัวตนขอบเขตมหาศาลทั้งหลายจึงมีสองทางเลือกเท่านั้น คือยอมเป็นสุนัขรับใช้เทพ หรือแสวงหนทางบรรลุ เทพด้วยตัวเองเช่นข้า แต่ก็แลกกับต้องถูกทวยเทพหมายหัวโจมตี!”
ซูอี้พยักหน้า
เขารู้เรื่องนี้มาก่อนแล้ว
นับแต่โบราณกาล ไม่ว่าจะเป็นอารยธรรมในยุคสมัยใดล้วนมีกฎแห่งยุคสมัยบังเกิดแสนน้อยนิด ซึ่งหมายความว่าโอกาสหลอมรวมกฎแห่งยุคสมัยบรรลุสู่เทพนั้นต่ำเตี้ยเรี่ยดิน
เหมือนกับการปีนเขา มีที่ว่างบนยอดเขาอยู่ไม่มาก แต่กลับมีผู้คนมากมายปีนป่ายขึ้นแย่งชิง
ทวยเทพซึ่งอยู่ ณ ยอดเขาจะทนให้ผู้อื่นมาชิงตำแหน่งของตนไปได้หรือ?
“อันที่จริง ข้าก็รู้ว่าเหตุที่ข้าถูกลอบโจมตีเมื่อกาลก่อน ไม่ใช่เพราะข้าเป็นภัยต่อเทพมากน้อยเพียงไรหรอก แต่เป็นเพราะนาวาพลิกสวรรค์ต่างหาก!”
หลิ่นเฟิงรำพึง “กระทั่งในยุคสุดวิเวก โอกาสเป็นเทพในโลกหล้ายังแทบไม่มี ต่อให้ยืน ณ จุดสูงสุดแห่งขอบเขตมหาศาล ก็ไม่อาจพานพบกฎแห่งยุคสมัยมาสร้างอำนาจเทพกันได้ง่ายๆ ทุกคนย่อมไม่มีทางบรรลุถึงโลกแห่งเทพสำเร็จ!”
“และนาวาพลิกสวรรค์ก็มอบโอกาสเช่นนี้แก่ข้า! นี่จึงเป็นเหตุที่ข้าถูกทวยเทพหมายหัว ส่งสุนัขรับใช้มาลอบกัดอย่างบ้าคลั่ง!”
“จุดประสงค์ประการแรกคือกีดกันข้าไม่ให้เป็นเทพ และประการสองคือปล้นนาวาพลิกสวรรค์!”
หลังฟังวาจาของหลิ่นเฟิงจบ ซูอี้ก็พลันนึกถึงจี้ถิงผู้บรรลุเทพด้วยบันทึกผลกรรม ทว่ากลับพบจุดจบอันน่าสิ้นหวัง
พร้อมกันนั้น ซูอี้ก็นึกถึงลั่วฉางหนิง
ยามลั่วฉางหนิงถือครองดาบเคียงประชิด เขาเองก็มีโอกาสบรรลุเทพ แต่ถูกทวยเทพสกัดกั้น!
กล่าวได้ว่า ในยุคสุดวิเวก มีทางเดียวเท่านั้นที่ตัวตนขอบเขตมหาศาลจะได้เป็นเทพ……นั่นคือหาสมบัติลับซึ่งเป็นหนึ่งใน ‘เก้าความลับแห่งจักรวาล’ ให้เจอ!
เก้าความลับแห่งจักรวาลเหล่านี้สื่อถึงเก้าวิถีบรรลุเทพ!
จี้ถิง ลั่วฉางหนิง และหลิ่นเฟิงล้วนมีโอกาสและวิถีทางของตน
แต่เพราะเหตุนี้ พวกเขาจึงประสบหายนะ จบชีวิตแย่ยิ่งกว่ากัน
ด้วยบันทึกผลกรรม พุทธเจ้าแผดตะเกียงแห่งอดีตกาลจึงลงมือกับจี้ถิง จนสุดท้ายร่างของเขาก็แหลกสลาย เผ่ามังกรทั้งเผ่าถูกทำลายไปด้วยกัน
ครั้งหนึ่ง ลั่วฉางหนิงดึงดันจะเป็นเทพ มิอาจทราบความเป็นไป
และหลิ่นเฟิงถูกวางแผนชั่วลอบโจมตีขณะเตรียมการเป็นเทพ เหลือเพียงร่างวิญญาณจวบบัดนี้!
ทั้งหมดเป็นเพราะพวกเขามีโอกาสบรรลุเทพ!!
ซูอี้อดกล่าวขึ้นมิได้ “แล้วศิษย์พี่หญิงรองกับศิษย์น้องสี่ของเจ้าเล่า?”
หลิ่นเฟิงกล่าวไปก่อนหน้านี้ว่าศิษย์พี่หญิงรอง จักรพรรดิดาบหนิงซิ่วได้รับแผนที่สองลักษณ์ไป และศิษย์น้องสี่ จักรพรรดิดาบตงเสวียนได้รับดาบปลายมนแปลงโลกา!
หลิ่นเฟิงเงียบไปครู่หนึ่งและกล่าวว่า “ศิษย์พี่หญิงรองจากแดนเซียนไปพร้อมแผนที่สองลักษณ์เพื่อตามรอยท่านอาจารย์ ไร้ข่าวคราวจวบยามนี้ ส่วนศิษย์น้องสี่……”
เค้าความโศกเศร้าโทษตนเองปรากฏบนสีหน้าของเขา พลางกล่าวขึ้นอย่างขมขื่น “กาลก่อน เขาสังหารลิ่วล้อเทพไปมากมายเพื่อล้างแค้นให้ข้า แต่สุดท้ายเขาก็ต้องจ่ายด้วยชีวิต”
ซูอี้ขมวดคิ้ว “ตายหรือ?”
หลิ่นเฟิงพยักหน้า สีหน้าหม่นหมองลง นี่คือแผลใจของเขา! เขายังโทษตนเองและอาวรณ์จนบัดนี้!
“ใครฆ่าเขา?” ซูอี้ถามอีกครั้ง
ศิษย์น้องสี่ของหลิ่นเฟิง ‘จักรพรรดิดาบตงเสวียน’ เป็นศิษย์ของชาติที่ห้าของเขา ดังนั้นเรื่องนี้ย่อมไม่อาจละเลยได้
ใบหน้าหล่อเหลาของหลิ่นเฟิงบิดเบี้ยวยากมองออก กล่าววาจาเค้นทีละคำอย่างช้าๆ “ฝูงลิ่วล้อขององค์เทพเทียนฮวง!”
องค์เทพเทียนฮวง?
นามเทพนี้แสนแปลกหูสำหรับซูอี้นัก
เขาไม่เคยได้ยินชื่อนี้มาก่อน
เมื่อพบซีหนิงในภายหน้า เขาจะไถ่ถามนางเป็นแน่แท้
หลิ่นเฟิงกัดฟันกล่าวว่า “จนปัจจุบัน ลิ่วล้อรับใช้องค์เทพเทียนฮวงหลายคนก็ยังถูกจองจำไว้ในภูเขาซากวิญญาณ!”
บทที่ 1,857 สามคุกเทพ
ซูอี้ผงะไป ก่อนจะกล่าวขึ้นอย่างงุนงง “ลิ่วล้อเหล่านั้นยังคงถูกจองจำอยู่ในภูเขาซากวิญญาณหรือ?”
หลิ่นเฟิงนึกถึงบางอย่างอยู่ จิตสังหารบนใบหน้าของเขาแปรเปลี่ยนเป็นเย้ยเยาะในพริบตา “ถูกต้อง ลิ่วล้อพวกนั้นยังมีชีวิต แต่พวกมันหาแตกต่างจากเชลยใต้อาญาสิทธิ์ไม่”
“และผู้ที่จองจำพวกมัน…ก็คือองค์เทพเทียนฮวงเองนั่นแหละ!”
ว่าแล้วเขาก็อดเสสรวลกับตนเองมิได้ “เกินคาดใช่หรือไม่?”
ซูอี้เลิกคิ้ว เขาไม่ได้คาดไว้จริงๆ ว่าเรื่องราวจะเป็นเช่นนี้ “เหตุผลเบื้องหลังคืออันใด?”
“เมื่อกระต่ายตาย สุนัขล่าเนื้อก็ถูกเชือดต่อสินะ!”
สีหน้าของหลิ่นเฟิงแสนสุขีอย่างมิอาจหยุดยั้ง “สุนับรับใช้องค์เทพเทียนฮวงพวกนั้นหมายมาดกระทำการเพื่อเทพ หวังไว้ว่าไม่ช้าก็เร็ว พวกเขาจะได้รับโอกาสจากทวยเทพให้ไปยังโลกแห่งเทพ”
“น่าเสียดายที่พวกเขาประเมินผิดไปเรื่องหนึ่ง เมื่อสุนัขรับใช้เหล่านั้นไร้มูลค่า พวกเขาก็จะถูกทวยเทพทอดทิ้งไม่แยแส ใช้งานเสร็จก็ถีบหัวเรือส่งอย่างไม่ไยดี!”
ซูอี้งุนงง “แต่ไฉนลิ่วล้อเหล่านั้นจึงถูกจองจำเล่า?”
หลิ่นเฟิงกล่าว “เพื่อป้องกันไม่ให้ลิ่วล้อเหล่านั้นไปเที่ยวโพนทะนาถึงความเห็นแก่ตัวไร้ยางอายของทวยเทพไปทั่วโลกนั่นไง หากเป็นเช่นนั้น ผู้ใดเล่าจะยอมเป็นสุนัขรับใช้ให้เทพอีกในภายหน้า?”
เขาช่วงเล็กน้อยแล้วกล่าวต่อ “การขังลิ่วล้อเหล่านั้นไว้ ยังสามารถนำกลับมาใช้ได้อีกในภายหน้าด้วย”
“เท่าที่ข้าทราบ องค์เทพเทียนฮวงเคยรับปากลิ่วล้อในจองจำเหล่านั้นไว้ว่า พวกเขาจะถูกปล่อยตัวยามวิถีบรรลุเทพปรากฏในแดนเซียน”
กล่าวถึงตรงนี้ ใบหน้าหล่อเหลาของหลิ่นเฟิงก็เต็มไปด้วยความเย้ยเยาะ “น่าขันนักที่ลิ่วล้อพวกนั้นมีหลายคนหลงเชื่อ!”
“รู้อยู่แล้วแท้ๆ ว่าถูกองค์เทพเทียนฮวงนำไปขังด้วยตนเอง แต่ก็ยังเชื่อคารมขององค์เทพเทียนฮวงอยู่ดี น่าขันจริงๆ!”
ซูอี้ถูหว่างคิ้วกล่าวขึ้นว่า “แต่วิถีบรรลุเทพก็กำลังจะปรากฏขึ้นจริงๆ นะ”
วาจานั้นทำให้รอยยิ้มบนใบหน้าหลิ่นเฟิงจางหาย ตกสู่ความเงียบงัน
ดวงตาของซูอี้วูบไหว ครุ่นคิด และกล่าวต่อ “ยุคสุดวิเวกสิ้นสุดลงด้วยหายนะต่อตัวตนขอบเขตมหาศาล ทำลายยอดฝีมือในโลกหล้าเกินคณานับ และแม้ลิ่วล้อพวกนั้นจะถูกจองจำ แต่อย่างน้อย ชีวิตของพวกเขาก็ปลอดภัย”
หลิ่นเฟิงขมวดคิ้ว “จากที่เจ้าว่า เจ้าคิดว่าลิ่วล้อพวกนั้นยังต้องซาบซึ้งในพระคุณขององค์เทพเทียนฮวงอยู่อีกหรือ?”
น้ำเสียงของเขาเจือความไม่สบอารมณ์
ซูอี้ส่ายหน้า “ผิดแล้ว ข้าแค่วิเคราะห์ว่าลิ่วล้อเหล่านั้นยังคงยอมเชื่อวาจาขององค์เทพเทียนฮวง แม้ตนจะถูกจองจำต่างหาก เพราะถึงอย่างไร พวกเขาก็รอดชีวิตมาได้ และในยามนี้ วิถีบรรลุเทพก็จะปรากฏในไม่ช้า”
หลิ่นเฟิงแค่นยิ้ม “แต่ข้ากล้าประกันว่าต่อให้วิถีบรรลุเทพปรากฏขึ้น องค์เทพเทียนฮวงก็จะยังปฏิบัติต่อพวกเขาเยี่ยงสุนัข ไม่มีทางพากลับโลกแห่งเทพด้วยแน่!”
ซูอี้เห็นด้วยกับคำกล่าวนี้และกล่าวว่า “สามหรือห้าปีจากนี้ หายนะเทพอันปกคลุมทั่วกฎสวรรค์แดนเซียนจะหายไป และวิถีบรรลุเทพก็จะหวนคืนมา ตลอดปีช่วงนี้ บุตรและบุตรีแห่งสวรรค์ก็จะปรากฏขึ้นในแดนเซียนตามๆ กันเพื่อเตรียมชิงโอกาสบรรลุเทพ เจ้าคิดว่าสถานการณ์เช่นนี้ ทวยเทพจะยอมส่งคนไปปลดปล่อยลิ่วล้อในจองจำเหล่านี้ก่อนหรือไม่?”
หลิ่นเฟิงตอบ “พวกนั้นลงมือกันแล้วนะ”
ซูอี้ประหลาดใจ เริ่มแล้วหรือ?
“ในส่วนลึกทะเลบูรพานี้มี ‘คุก’ สามแห่งที่เทพทิ้งไว้ยามต้นยุคสุดวิเวก และในคุกแต่ละแห่งก็จองจำลิ่วล้อรับใช้เทพไว้กลุ่มหนึ่ง”
“คุกทั้งสามนี้ หนึ่งตั้งอยู่ในภูเขาซากวิญญาณ หนึ่งอยู่ในซากโบราณบรรพสังขาร
หลิ่นเฟิงกล่าว จากนั้นก็หันไปชี้ ณ ส่วนลึกของสมุทรเยือกแข็งดูดวิญญาณ “และอีกหนึ่งอยู่ ณ ส่วนลึกของสมุทรเยือกแข็งดูดวิญญาณนี้!”
หัวใจของซูอี้ตกตะลึง
ไม่กี่เดือนก่อน เขาบุกเข้าไปในซากโบราณบรรพสังขารกับราชันวิถีมังกรแดงและขึ้นสู่ระดับมหาเซียน ณ เขาไร้ชีพที่นั่น!
ยามนั้นเกิดเหตุประหลาดอันพิกลยิ่ง มีตัวตนน่าสะพรึงกลัวเกินหยั่งทราบกลุ่มหนึ่งอยู่ ณ ส่วนลึกของซากโบราณบรรพสังขาร พวกมันพยายามรั้งเขาและราชันวิถีมังกรแดงไว้
จนบัดนี้ ซูอี้ก็ยังจำเสียงของคนเหล่านั้นได้ชัดเจน
“อย่าไป! ช่วยเราที! ช่วยเราด้วย!”
“ศัตรูของเราล้วนแต่เป็นเทพ ช่วยเราไม่ต่างจากช่วยพวกเจ้าเองเลย!”
“พี่ชายร่วมวิถี หยุดเขาเร็วเข้า อย่าให้เขาหนีไปได้นะ!!”
“ใช่แล้ว! อำนาจของดาบนั่นทำลายหายนะต้องห้าม ทำให้เทพจนปัญญาได้ ต้องสลาย ‘คุกเทพ’ ที่จองจำเราอยู่ได้แน่นอน!”
“เร็วเข้า ช่วยกันลงมือเถอะ!!”
……เหตุการณ์นี้ทำให้ซูอี้อนุมาน ณ ยามนั้นว่าตัวตนลึกลับซึ่งถูกจองจำอยู่ในซากโบราณบรรพสังขาร เป็นยอดฝีมืออันแข็งแกร่งร้ายกาจอย่างยิ่ง!
ยอดฝีมือเหล่านั้นน่าจะถูกเทพจองจำไว้ในเขตหวงห้ามภายใต้นาม ‘คุกเทพ’ !
ยามนั้น ซูอี้ยังเคลือบแคลงอยู่เลยว่าหากคนเหล่านี้เป็นศัตรูแห่งเทพจริง ไฉนพวกเขาจึงไม่ถูกฆ่า แต่แค่ถูกคุมขังไว้เช่นนี้?
ในที่สุดชายหนุ่มก็เข้าใจ
มันเป็นคุกที่เทพสร้างไว้จริง และยอดฝีมือร้ายกาจซึ่งถูกจองจำไว้เหล่านั้นคือลิ่วล้อรับใช้เทพ!!
หลิ่นเฟิงพูดต่อ “ก่อนหน้านี้ เจ้าก็สังเกตเห็นเช่นกันว่ามีแสงทิพย์ดูดวิญญาณปกคลุม ณ ส่วนลึกของที่แห่งนี้เต็มไปหมด และอำนาจนี้มาจากเทพนาม ‘องค์เทพจรัสจักรวาล’ และกลายเป็นคุกคุมขังลิ่วล้อขององค์เทพ”
องค์เทพจรัสจักรวาล เป็นเทพอีกนามที่ซูอี้ไม่เคยได้ยิน
“ปีก่อน เจ้าเฒ่าผู้หนึ่งจากศาลาเซียนเผิงไหลแห่งทะเลบูรพามายังสมุทรเยือกแข็งดูดวิญญาณนี้ พร้อมโองการจากองค์เทพจรัสจักรวาล ตั้งใจจะเปิดคุกปลดปล่อยลิ่วล้อเหล่านั้นออกมา”
“แต่ข้าหยุดไว้ทัน สังหารเจ้าเฒ่านั่นด้วยการโจมตีเพียงดาบเดียว แต่น่าเสียดายที่ข้ามาพบภายหลังว่าคุกนั่นถูกปลดปล่อยแล้ว และลิ่วล้อเทพบางส่วนหนีไปได้”
“ในอดีต ข้าสืบเสาะร่องรอยของพวกมันในทะเลบูรพามาตลอด และจวบยามนี้ก็สังหารลิ่วล้อเทพไปได้สี่คน”
ได้ยินเช่นนี้ ซูอี้ก็เข้าใจทันที
มิน่าล่ะ ในอดีตจึงมีนาวาพลิกสวรรค์ปรากฏตามที่ต่างๆ ในทะเลบูรพา ที่แท้หลิ่นเฟิงก็กำลังตามล่าลิ่วล้อเทพผู้หนีออกมาจากสมุทรเยือกแข็งดูดวิญญาณอยู่!
เขาเอ่ยถาม “จากที่เจ้าว่า เทพเบื้องหลังศาลาเซียนเผิงไหลคือองค์เทพจรัสจักรวาลหรือ?”
“ก่อนหน้านี้ข้าคิดว่าไม่ แต่ยามนี้น่าจะใช่”
สีหน้าของหลิ่นเฟิงดูซับซ้อน “อย่างน้อยก็ในยุคสุดวิเวก ศาลาเซียนเผิงไหลหารับใช้เทพใดไม่ และบรรพชนผู้ก่อตั้งพวกเขาได้รับโอกาสเข้าไปบรรลุรู้แจ้งมหาวิถีในเขาซากวิญญาณ และได้รับชี้แนะจากศิษย์พี่หญิงรองมาก่อนเช่นกัน”
“แต่กาลเวลาผันผ่านเนิ่นนาน ในสถานการณ์ทุกวันนี้ สำนักนี้ต้องสงสัยว่ามีความสัมพันธ์กับองค์เทพจรัสจักรวาล หาไม่ คงไม่มีทางถือโองการขององค์เทพจรัสจักรวาล และรู้ได้หรอกว่าในส่วนลึกของสมุทรเยือกแข็งดูดวิญญาณนี้ มีลิ่วล้อขององค์เทพจรัสจักรวาลอยู่กลุ่มหนึ่ง”
ซูอี้พยักหน้า
การวิเคราะห์เช่นนี้ฟังขึ้น
ทันใดนั้น เขาก็นึกบางอย่างได้ ในขณะปฏิบัติการในซากวังมังกรก่อนหน้านี้ ซีหนิงเคยพูดไว้ว่ายามบุตรแห่งสวรรค์ กงหยางอวี่เข้ามาในแดนเซียน ผู้อัญเชิญเขาคือศาลาเซียนเผิงไหล!
หรือกงหยางอวี่อาจเป็นทายาทขององค์เทพจรัสจักรวาลผู้นั้น?
ในเมื่อศาลาเซียนเผิงไหลกระทำกิจเพื่อองค์เทพจรัสจักรวาล คิดเปิดคุกเทพในสมุทรเยือกแข็งดูดวิญญาณ อาจตีความได้ว่า คุกเทพทั้งสองในเขาซากวิญญาณและซากโบราณบรรพสังขารจะมีสถานะแบบเดียวกัน?
ศาลาเซียนเผิงไหลไม่ใช่ที่เดียวที่มีเทพอยู่เบื้องหลัง!
เขาลอยฟ้าแห่งทะเลบูรพาก็เคยเชิญบุตรแห่งสวรรค์ชิงเซียวมายังแดนเซียน และบุตรแห่งสวรรค์จินจู๋หลิวก็มีวังเซียนฟ้ามรกตรับรอง!
สองขุมกำลังเซียนโบราณแห่งทะเลบูรพานี้ก็มีเทพอยู่เบื้องหลังเช่นกัน!
สารทฤดูรู้ได้จากใบพฤกษ์ เสือดาวรู้ได้จากลาย อนุมานได้ว่าขุมกำลังหลักอื่นๆ ในทะเลบูรพาก็อยู่ในสถานการณ์เดียวกัน!
ในเมื่อมีคุกเทพสามแห่งอยู่ในทะเลบูรพา ย่อมต้องมีคุกเทพแบบเดียวกันกระจายอยู่ในสี่สิบเก้าทวีปแห่งแดนเซียนด้วย!
ผู้ถูกขังในสถานที่เหล่านั้นก็ล้วนต้องเป็นทูตสวรรค์รับใช้เทพในยุคสุดวิเวกทั้งสิ้น!
เมื่อคิดเช่นนี้ ซูอี้ก็อดถูหว่างคิ้วมิได้
สถานการณ์ยิ่งทวีความซับซ้อนไปใหญ่แล้ว
คาดการณ์ได้เลยว่าในสามปีห้าปีจากนี้ เมื่อวิถีบรรลุเทพปรากฏ ไม่เพียงบุตรและบุตรีแห่งสวรรค์จะเข้าประชัน แต่ข้ารับใช้เทพจากยุคสุดวิเวกและเหล่าเจ้าเฒ่าในแดนเซียนซึ่งเร้นกายหนีหายนะเทพกันอยู่จะพากันโผล่มาตามๆ กันเป็นแน่!!!
มีหรือเทพเหล่านั้นจะอยู่เฉย?
จริงอยู่ที่ทวยเทพไม่อาจลงมายังแดนเซียนได้ แต่พุทธเจ้าแผดตะเกียงแห่งอดีตกาล ตัวตนร้ายกาจผู้นี้เคยส่งอำนาจเจตจำนงมายังแดนเซียน!
เพียงอำนาจเจตจำนงก็สามารถสังหารจี้ถิงซึ่งเป็นเทพได้แล้ว!!
เรื่องทั้งหมดนี้ล้วนแต่เป็นตัวแปรอันเกินคาดเดา และเมื่อวิถีบรรลุเทพปรากฏขึ้นจริง แดนเซียนนี้ก็ไม่อาจคาดการณ์ได้เลยว่าจะบังเกิดคลื่นซัดสาดมากมายเพียงไร
ซูอี้เงียบไป
ส่วนหลิ่นเฟิงคิดอันใดอยู่ก็ไม่อาจทราบได้
บรรยากาศเงียบงันวังเวงไปชั่วขณะ มีเพียงสายลมหนาวเหน็บหวีดหวิว หิมะดุจขนห่านร่ายรำทั่วฟ้าดิน
“หากเข้าใจไม่ผิด เจ้าน่าจะรู้ตัวตนของข้าแล้วกระมัง?”
ครู่ต่อมา ซูอี้พลันถามขึ้น
สีหน้าประหลาดปรากฏบนใบหน้าหล่อเหลาเยี่ยงชายหนุ่ม “ข้าพอเห็นได้แล้ว แค่ว่า… ในความคิดข้า เจ้าไม่มีทางเป็นท่านอาจารย์ข้าได้เลย”
ซูอี้กล่าวอย่างสนใจ “ไฉนจึงไม่มีทางเล่า?”
หลิ่นเฟิงกล่าวโดยไร้คำนึง “เจ้าอ่อนแอและเยาว์วัยเกินไป ในสายตาข้า อุปนิสัยของเจ้าแข็งกร้าวอหังการยิ่ง ส่วนการวางตัวของเจ้าแตกต่างจากท่านอาจารย์โดยสิ้นเชิงราวคนละคน”
ซูอี้แย้มยิ้มกล่าวว่า “ยามอาจารย์ของเจ้าฝึกฝนอยู่ระดับเดียวกับข้า เขาก็สามารถสังหารยอดฝีมือระดับแกนรวมศูนย์ได้แล้วหรือ?”
หลิ่นเฟิงลังเลไปชั่วขณะก่อนที่จะส่ายหน้า “ข้าไม่ทราบ ว่ากันตามตรง กระทั่งในหัวใจของเราศิษย์พี่น้องทั้งหลาย ท่านอาจารย์ก็เป็นตัวตนอันลึกลับสูงส่งยิ่ง เขาสัญจรไปมาตลอดทั่วทั้งปี เป็นมังกรทิพย์ยากพบเห็นได้โดยง่าย และมิค่อยเข้ามาพัวพันในกงการของเราเลย”
ว่าแล้วเขาก็เผยสีหน้าหวนคำนึง “เจ้าอาจไม่เชื่อก็ได้ แต่ตลอดชีวิตของข้า ข้าเคยได้พบท่านอาจารย์แค่เก้าหนเท่านั้น!”
“กระทั่งศิษย์พี่ใหญ่ยังเคยพูดว่าเขาใช้เวลากับท่านอาจารย์รวมแล้วก็แค่สามเดือน! ศิษย์พี่หญิงรองก็ไม่ค่อยต่างจากข้าเท่าไหร่”
“ส่วนศิษย์น้องสี่… เขาได้รับคำชี้แนะโดยตรงจากท่านอาจารย์เพียงแค่ยามรับเข้าเป็นศิษย์เท่านั้น ภายหลังก็ไม่ได้พบพานกันอีกเลย ผู้สั่งสอนเขาต่อจากนั้นก็คือศิษย์พี่ใหญ่กระทำการแทนทั้งสิ้น”
ซูอี้ “……”
นี่ชาติที่ห้าของเขาจะปล่อยปละละเลยศิษย์ไปหน่อยหรือเปล่า?
บทที่ 1,858 แนะให้ไปเขาซากวิญญาณ
หลิ่นเฟิงตกอยู่ในภวังค์ความคิด “เราศิษย์พี่น้องสัมผัสได้ว่า เหมือนท่านอาจารย์จะสะบั้นพันธะทั้งหมดกับโลกหล้า ท่องโลกาอย่างโดดเดี่ยว เราทั้งหลายจึงทำได้เพียงแหงนหน้ามอง ไม่อาจเข้าใกล้ได้อย่างแท้จริง”
เขาเงียบไปครู่หนึ่ง และกล่าวต่อ “บ่อยครั้งข้าก็รู้สึกราวกับสรรพสิ่งในโลกหล้าช่างเล็กจ้อยในสายตาของท่านอาจารย์”
“ศิษย์พี่ใหญ่มักกล่าวว่า สาเหตุที่ท่านอาจารย์เป็นเช่นนี้ก็เป็นเพราะเขาว้าเหว่เกินไป……”
ซูอี้เม้มปากอย่างครุ่นคิด
ชาติที่ห้าของเขาทำตัวราวกับเป็นแขกมาเยือนฟ้าดิน ไร้กังวล แสนลึกลับสูงส่ง กระทั่งศิษย์ทั้งหลายยังไม่อาจเข้าหาเขาได้อย่างแท้จริง
“แต่ท่านอาจารย์ปฏิบัติต่อเราดีที่สุด”
ทันใดนั้น หลิ่นเฟิงก็กล่าวขึ้นด้วยเสียงหนักแน่น “มรดกทั้งหมดของท่านถูกทิ้งไว้ในเขาซากวิญญาณโดยไร้การปิดบัง สมบัติตลอดชีวิตของเขาก็ถูกส่งต่อให้เราพี่น้อง และท่านก็ไม่เคยคาดหวังร้องขอสิ่งใดจากศิษย์เช่นเราเลย!”
“เจ้าก็น่าจะเห็นว่ายามท่านอาจารย์จรจากแดนเซียนไป กระทั่งสี่สมบัติลับแห่งฮุ่นตุ้นแสนหวงแหนในมือเขายังถูกทิ้งไว้ให้เราสี่ศิษย์พี่น้อง”
“สิ่งนี้ทำให้ศิษย์เช่นเรามักจะรู้สึกครั่นคร้ามบ่อยครั้ง ด้วยกังวลว่าเราจะไม่คู่ควรกับการบ่มเพาะฝึกฝนกับท่านอาจารย์”
เมื่อกล่าวถึงตรงนี้ เขาพลันหันมากล่าวกับซูอี้ “ดังนั้นเจ้าบอกมาสิว่า เจ้าจะเป็นท่านอาจารย์ข้าได้อย่างไร?”
นี่ไม่ใช่การปฏิเสธซูอี้ แต่เป็นความสับสนงุนงง อยากให้อีกฝ่ายนำหลักฐานมาพิสูจน์
ซูอี้ลูบจมูก ไร้วาจาจะกล่าวไปชั่วขณะ
เขายังไม่ได้หลอมรวมกรรมวิถีชาติที่ห้าโดยแท้จริง แล้วชายหนุ่มจะอธิบายเรื่องนี้ได้เช่นไร?
กระทั่งในชาติที่ห้าเอง ตัวเขาขณะก็ยังอาจแทบไม่คุ้นเคยกับหลิ่นเฟิงเท่าไรเลย
อีกฝ่ายกล่าว “แต่ข้าก็ปฏิเสธไม่ได้เช่นกันว่าตัวเจ้าไม่ใช่ท่านอาจารย์ เพราะนาวาพลิกสวรรค์ลำนี้… จำตัวตนของเจ้าได้!”
อย่างนี้นี่เอง
ซูอี้เข้าใจแล้ว เหตุผลที่หลิ่นเฟิงปฏิเสธเขาก่อนหน้านี้ ที่แท้ก็เพราะอีกฝ่ายคิดว่าตนกับชาติที่ห้านั้นแตกต่างกันมากเกินไปนี่เอง
ความแข็งแกร่งมิเพียงห่างชั้น กระทั่งอุปนิสัยและการกระทำยังแตกต่างกันโดยสิ้นเชิง
ด้วยเหตุนี้ ต่อให้นาวาพลิกสวรรค์จะจำเขาได้ แต่หลิ่นเฟิงก็มิอาจยอมรับได้ว่า เขานี่แหละ คือท่านอาจารย์ที่เวียนวัฏกลับมา
เรื่องนี้ถือเป็นเรื่องปกติธรรมดา
เพราะถึงอย่างไรก็มีความแตกต่างกันเกินไป
คู่เนตรคมกริบของหลิ่นเฟิงจับจ้องซูอี้ พลางกล่าวอย่างไม่พอใจ “ไฉนเจ้าจึงมิพูดเล่า ข้าบอกเจ้าไปตั้งมากมายเพียงนี้ เจ้าจะให้คำตอบชัดเจนกับข้าสักเรื่องไม่ได้หรือ?”
ชายหนุ่มกล่าวพลางยิ้ม “ก่อนจะพิสูจน์เรื่องทั้งหมดนี้ ข้าขอถามเจ้าก่อนว่าหากข้าเป็นอาจารย์เจ้าจริง เจ้าจะยอมรับได้หรือไม่?”
สีหน้าของอีกฝ่ายดูไม่แน่ใจและลังเล
เพราะเขาไม่อาจเชื่อมโยงคนตรงหน้ากับท่านอาจารย์ที่เคารพเทิดทูนมาชั่วชีวิตได้จริงๆ
มิใช่เพราะชายหนุ่มอ่อนแอ แต่… เขามิอาจรับได้ว่าท่านอาจารย์ผู้ไม่เห็นเทพใดในสายตาจะกลายมาเป็นชายหนุ่มเช่นนี้……
หลังเห็นท่าทีเช่นนี้ ซูอี้ก็ไม่พูดอันใดอีก เขาพลิกฝ่ามือ และโลงดาบหกชุ่นก็ปรากฏขึ้น
ม่านตาของหลิ่นเฟิงหดตัว ทั้งร่างสะดุ้งโหยง
ดาบเคียงประชิด!
มิเพียงนาวาพลิกสวรรค์จะจำตัวตนของซูอี้ได้เท่านั้น กระทั่งดาบเคียงประชิดก็ ‘หวนคืนสู่นายเดิม’ แล้วเช่นกัน!
ในบรรดาเก้าความลับแห่งจักรวาล ดาบเคียงประชิดนี้ดุร้ายและพยศที่สุด และยามท่านอาจารย์ทิ้งสมบัตินี้ไว้ให้ศิษย์พี่ใหญ่ เขาได้ลงผนึกสร้างโลงดาบหกชุ่นขึ้นเพื่อสยบความดุร้ายของดาบเคียงประชิด เพื่อไม่ให้ศิษย์พี่ใหญ่ต้องเผชิญกับผลข้างเคียงของมัน
กระทั่งศิษย์ใหญ่ยังเคยกล่าวไว้ว่า หากไม่มีโลงดาบหกชุ่นผนึกไว้ ตัวตนใดในขอบเขตมหาศาลทั่วโลกหล้าก็อย่าหวังจะเข้าใกล้ดาบเคียงประชิดได้เลย อย่าว่าแต่ปราบมันให้ยอมสยบ
ทว่ายามนี้ ดาบเคียงประชิดกลับมาอยู่ในมือมหาเซียนอย่างซูอี้อย่างเชื่อฟัง หลิ่นเฟิงหรือจะไม่รู้ว่ามันหมายความเช่นไร?
แต่ก่อนที่เขาจะได้พูดอันใด อีกฝ่ายก็พลิกฝ่ามืออีกครั้ง แล้วตราบัญญัติชิ้นหนึ่งก็ปรากฏขึ้น แปรเปลี่ยนเป็นหุ่นเชิดวิญญาณศึกร่างสูงใหญ่กำยำ
คู่เนตรนั้นเฉยชาเย็นยะเยือก ไร้อารมณ์ใดๆ
“ลุงเหลย!?”
ยามนี้ หลิ่นเฟิงไม่อาจควบคุมอารมณ์ของเขาได้อีก ร้องออกมาเสียงหลง “ที่แท้…ที่แท้ลุงก็ยังมีชีวิตอยู่! เยี่ยม! เยี่ยมไปเลย!!”
สีหน้าของเขาแสนตื่นเต้นปรีดา
ทว่าเหลยเจ๋อไม่ได้มีปฏิกิริยามากนัก และกล่าวขึ้นเสียงพร่า “นายน้อยหลิ่นเฟิง จิตวิญญาณของผู้น้อยเสียหายร้ายแรง จิตใจสับสนพร่ามัว หากกระทำสิ่งใดไร้คำนึงล่วงเกินไป โปรดอภัยให้ด้วย”
เทียบกับกาลก่อน เหลยเจ๋อฟื้นสภาพขึ้นมาได้มากแล้ว ซึ่งเป็นเพราะตลอดเวลาที่ผ่านมา ซูอี้ได้สะสมโอสถเซียนมากมายเพื่อฟื้นฟูจิตวิญญาณให้อีกฝ่าย
คำเรียก ‘นายน้อยหลิ่นเฟิง’ นี้ทำให้ดวงตาของหลิ่นเฟิงแดงก่ำ จมูกแสบร้อนขึ้นมา
ตลอดชีวิตในสำนักของเขา อาจารย์ออกสัญจรตลอดทั้งปีราวมังกรทิพย์ยากพบพาน ต่อให้อีกฝ่ายกลับมายังสำนัก ก็มักจะเก็บตัวเงียบเชียบ
ในขณะที่เหลยเจ๋อคือผู้ดูแลเหล่าศิษย์ทั้งอาหาร อาภรณ์ ความเป็นอยู่……ดูแลทุกอย่าง!
พวกเขาศิษย์พี่น้องไม่เคยปฏิบัติต่อเหลยเจ๋อเป็นหุ่นเชิดเลย และต่างถือเหลยเจ๋อเป็นผู้อาวุโสคนหนึ่งในใจเสมอ
และยามนี้เมื่อได้พบอีกฝ่ายอีกครั้ง หลิ่นเฟิงจะไม่ตื่นเต้นได้หรือ?
เขาหายใจลึกๆ และกล่าวถามว่า “ลุงเหลย คนผู้นี้……คือท่านอาจารย์ของข้าจริงๆ หรือ?”
เหลยเจ๋อกล่าวเสียงแหบ “นายน้อยหลิ่นเฟิง ท่านกำลังพูดลบหลู่นายท่านอยู่ โปรดระวังวาจาและการกระทำด้วย”
หลิ่นเฟิงผงะไป เขาหรือจะไม่รู้ความหมายวาจาของเหลยเจ๋อ?
ซูอี้ผู้นี้เป็นอาจารย์ของเขาจริงๆ!!
“ไม่ต้องขอโทษกันหรอก เพราะถึงอย่างไร ยามนี้ข้าก็ไม่ใช่อาจารย์ของเขา”
ซูอี้กล่าว “เหลยเจ๋อ เจ้ากลับไปพักก่อนเถอะ”
“ขอรับ!”
ร่างของเหลยเจ๋อวูบไหว แปรเปลี่ยนเป็นป้ายบัญญัติหวนสู่มือของชายหนุ่ม
จากนั้นเขาก็กล่าวกับหลิ่นเฟิงว่า “ยามนี้ เจ้ายังไม่ต้องยอมรับข้าหรอก”
สีหน้าของหลิ่นเฟิงแปรเปลี่ยน หยุดวาจาไป
“เจ้าอยากถามหรือไม่ว่า ในเมื่อข้าคืออาจารย์เจ้า เหตุใดข้าจึงกลายเป็นเช่นนี้?”
ซูอี้อ่านความคิดของอีกฝ่ายได้ทันที
“ใช่” หลิ่นเฟิงพยักหน้า
ซูอี้แย้มยิ้มกล่าวว่า “เรื่องนี้เกี่ยวกับวัฏสงสาร สรุปก็คือ ชาตินี้ของข้ายังไม่ได้หลอมรวมกับอำนาจกรรมวิถีอดีตชาติของอาจารย์เจ้า”
หลิ่นเฟิงขมวดคิ้ว “ไฉนจึงฟังดูแปลกพิกลนัก?”
ซูอี้กล่าว “เมื่อข้าปลุกอำนาจกรรมวิถีอดีตชาติได้ เจ้าก็จะไม่รู้สึกว่ามันแปลกอีกต่อไปแล้ว”
หลิ่นเฟิงเงียบไป
ส่วนเขาก็ไม่ได้กล่าวสิ่งใดเพิ่มเติม เพียงตั้งใจฟื้นฟูบาดแผลบนร่าง
ศึกอันดุเดือดกับชิงอู่และกู่อวิ้นฉานก่อนหน้านี้ ทำให้เขาบาดเจ็บสาหัส กระดูกแทบแหลกสลาย อวัยวะภายในเสียหายอย่างรุนแรง
กระทั่งพฤกษาหมื่นภูมิยังเผยสัญญาณแห้งเหี่ยวเพราะใกล้หมดกำลัง
จากการคาดเดาของเขา กว่าบาดแผลนี้จะฟื้นตัวสมบูรณ์ ก็คงใช้เวลานานเป็นสิบวันถึงครึ่งเดือน
แต่หากเทียบกันแล้ว หลังจบศึกอันร้ายกาจสะเทือนโลกานี้ ประโยชน์ที่ซูอี้ได้รับก็มหาศาล!
ร่างวิถี การฝึกฝน อำนาจมหาวิถี กระทั่งจิตวิญญาณและปราณของเขาที่ดูเหมือนจะถูกสลายสิ้นแล้ว กำลังเริ่มก่อตัวขึ้นใหม่ และแข็งแกร่งยิ่งกว่ายามใด!
ราวทลายก่อนแล้วจึงก่อ ประหนึ่งหงสาฟื้นคืนจากธุลี!
ซูอี้สังหรณ์ว่ายามฟื้นคืนสมบูรณ์ วิถีเต๋าระดับมหาเซียนของเขาจะขึ้นสู่ขั้นสมบูรณ์
และเขาก็จะห่างไกลจากโอกาสในการบรรลุวิถีสู่ขอบเขตมหาศาลเพียงก้าวเดียว!
ไม่นานมานี้ ชายหนุ่มได้ตั้งใจไว้ว่าจะฝึกฝนให้ถึงระดับสุดลึกล้ำก่อนวิถีบรรลุเทพปรากฏขึ้น
และการแปรเปลี่ยนจากศึกนองเลือกเมื่อครู่ ก็ได้เจียระไนมหาวิถีในกาย ทำให้ชายหนุ่มเข้าใกล้ขอบเขตมหาศาลอีกก้าวหนึ่ง!!
นี่คือเจตนาของซูอี้
หากจะพัฒนาการฝึกฝนต่อเนื่องในสามถึงห้าปี ขัดเกลาวิถีเต๋าจนไร้ที่ติ ก็มีเพียงทางเดียวเท่านั้น……
ทุ่มเทแสวงโอกาสพัฒนาการฝึกฝน!
ไร้หนทางใดอื่น!!!
กาลเวลาเคลื่อนผ่าน
หลิ่นเฟิงยืนอยู่บนนาวาพลิกสวรรค์ เงียบงันเนิ่นนานราวกำลังครุ่นคิดบางอย่าง
บันทึกผลกรรมทะยานขึ้นเวียนวนรอบนาวาพลิกสวรรค์ ปรากฏข้อความย่อหน้าแล้วย่อหน้าเล่าขึ้นพร้อมกันบนหน้ากระดาษ
‘เจ้าแปดเรือ ตอบข้าหน่อยสิ เจ้าเป็นใบ้ไปแล้วหรือ?’
‘มิได้พบกันมาเนิ่นนาน เจ้าไม่อยากคุยกับข้าแล้วหรือ?’
เมื่อเห็นว่านาวาพลิกสวรรค์ยังคงไม่แยแส บันทึกผลกรรมก็ดูหดหู่ ปรากฏข้อความเพิ่มบนหน้ากระดาษ ‘เฮ้อ กาลเวลาช่างไร้เมตตา แปรเปลี่ยนใจคนเกินหยั่งคาด!’
แล้วมันก็กลับไปอยู่เงียบๆ ข้างกายซูอี้
มิอาจทราบว่านานเพียงไร หลิ่นเฟิงก็พูดขึ้นอีก “เรื่องนั้น……เจ้าจะสามารถฟื้นคืนสรรพสิ่งในอดีตชาติ กลับมาเป็นท่านอาจารย์ที่ข้ารู้จักได้อีกครั้งเมื่อใดกัน?”
ซูอี้กล่าวเสียงเรียบ “เจ้าคิดว่าหลังข้าหลอมรวมกับความทรงจำในอดีตชาติ ข้าจะยังเป็นอาจารย์ที่เจ้าคุ้นเคยได้อีกหรือ?”
หลิ่นเฟิงสะดุ้งราวโดนอสนีบาตฟาดใส่ วิญญาณคล้ายละล่องลอยไป
ชายหนุ่มพึมพำ “หากให้พูดอย่างตรงไปตรงมา อาจารย์เจ้าเป็นอดีตชาติของข้า เจ้ารู้หรือไม่ว่านี่หมายความเช่นไร?”
“ท่านอาจารย์… เขา…” หลิ่นเฟิงสั่นสะท้านทั่วกาย สีหน้าแปรเปลี่ยนต่อเนื่องราวไม่อาจยอมรับความจริงนี้ได้
ส่วนซูอี้ไม่ได้กล่าวอันใดอีก
ไม่ว่าหลี่ฝูโหยวจะทรงพลัง ลึกลับ และสูงส่งเพียงไร… เขาก็ตายไปแล้ว!
หาไม่ มีหรือจะเกิดร่างเวียนวัฏขึ้น?
ทันใดนั้น หลิ่นเฟิงก็หายใจลึกๆ “แต่ข้าไม่เชื่อ!!”
ซูอี้เลิกคิ้วกล่าว “ใช้อารมณ์มากไปไม่ดีนะ”
หลิ่นเฟิงจับจ้องอีกฝ่าย “ข้าถามเจ้าเพียงว่า ยามใดกันที่เจ้าจะฟื้นคืนสรรพสิ่งของท่านอาจารย์ข้าได้?”
ซูอี้ส่ายหน้า “ข้าไม่ทราบ การฟื้นกรรมวิถีอดีตชาติต้องมีโอกาสวาสนา บางทีมันอาจเกี่ยวข้องกับการเคลื่อนขอบเขตฝึกฝน บ้างเกี่ยวกับบางสิ่งในอดีตชาติ จึงยากจะกล่าวได้อย่างชัดเจน”
“โอกาสวาสนา… โอกาสวาสนา…”
หลิ่นเฟิงพึมพำอย่างครุ่นคิด
จากนั้นดวงตาของเขาก็วาววับราวเพิ่งจำบางอย่างได้ และกล่าวอย่างตื่นเต้น “เจ้ากล้าไปภูเขาซากวิญญาณหรือไม่?”
ซูอี้กล่าวอย่างงุนงง “กล้าไม่กล้าอันใด?”
หลิ่นเฟิงหายใจเข้าลึกๆ พยายามสงบใจของตนเองและอธิบาย “ยามสิ้นสุดยุคอวสานเซียน ภูเขาซากวิญญาณถูกโจมตีจากองค์เทพเทียนฮวงจนได้รับความเสียหายอย่างหนัก”
“อีกอย่าง ข้าก็บอกเจ้าไปแล้วว่าองค์เทพเทียนฮวงทิ้งคุกเทพ จองจำลิ่วล้อของตนไว้ที่นั่น”
“มันเต็มไปด้วยอำนาจของ ‘กฎเกณฑ์เสื่อมสลาย’ ที่เทพเทียนฮวงทิ้งไว้ จากนั้นก็ได้กลายเป็นสถานที่อันตรายตั้งแต่นั้นเป็นต้นมา”
ดวงตาของเขาพลันเขม็งตึง “หากจะว่ากันตามตรงก็คือ กฎเกณฑ์เสื่อมสลายนี้ร้ายกาจยิ่ง กระทั่งข้าก็ไม่กล้าเข้ายุ่ง หาไม่ นาวาพลิกสวรรค์ก็คงไม่อาจรักษาร่างวิญญาณของข้าไว้ได้”
เดิมที เขาซากวิญญาณเป็นแดนบรรพชนอาจารย์ เป็นประหนึ่งบ้านของเขา
แต่เพราะกฎเกณฑ์เสื่อมสลาย ตลอดเวลาที่ผ่านมา เขาจึงไม่อาจหวนคืนสู่เหย้า ความรู้สึกนี้ทำให้หลิ่นเฟิงแสนเกลียดแค้น และไม่อาจควบคุมยามหวนนึกถึง
ในที่สุดซูอี้ก็เข้าใจความหมายในวาจาของอีกฝ่าย!
บทที่ 1,859 ตรงหน้าเขาซากวิญญาณ
สิบวันต่อมา
ณ ก้นทะเลบูรพา
ท่ามกลางท้องนภามืดสลัว หมู่หมอกปกคลุมอยู่บนอากาศ
วูบ!
นาวาพลิกสวรรค์ปรากฏขึ้นบนนภา แบกร่างของซูอี้และหลิ่นเฟิงไว้
“ข้าไม่ได้มาที่นี่นานแล้ว… นานจนไม่อาจจำได้แล้วว่าหวนเหย้าหนสุดท้ายยามใดแน่……”
หลิ่นเฟิงดูเหม่อลอย
ผู้พเนจรคืนถิ่น ช่างโหยหาคะนึง
ทว่าสำหรับเขา การกลับมายังเขาซากวิญญาณได้ปลุกความเศร้าโศกแก่เขาอย่างไม่รู้จบ ด้วยเจ้าตัวไม่ได้หวนคืนเนิ่นนานเหลือเกิน
ซูอี้กล่าว “สรุปคือ เจ้าก็ไม่รู้สินะว่าเขาซากวิญญาณแห่งนี้เกิดการเปลี่ยนแปลงใดขึ้นบ้าง?”
หลิ่นเฟิงพยักหน้า “เพราะเช่นนี้แหละ ข้าจึงไม่แนะนำให้เจ้าบุ่มบ่าม”
หัวใจของเขารู้สึกย้อนแย้ง
ด้วยเขามีความหวังว่าเมื่อซูอี้เข้าไปในเขาซากวิญญาณ อีกฝ่ายอาจถูกสภาพแวดล้อมกระตุ้นให้เกิดโอกาสหลอมรวมความทรงจำของอดีตชาติ
แต่ก็กังวลว่าเขาซากวิญญาณจะอันตรายเกินไป ส่งผลให้เกิดอุบัติเหตุขึ้นกับอีกฝ่าย
ซูอี้กล่าว “ข้าสนใจ ‘อนุสรณ์วิถีเคลื่อนฮุ่นตุ้น’ ที่เจ้ากล่าวถึงมากเลย และยังอยากรู้ด้วยว่าจะหาวัตถุที่สามารถกระตุ้นความทรงอำนาจอดีตชาติของข้าพบในเขาซากวิญญาณนี้พบหรือไม่”
“เพราะอย่างนั้น เจ้าไม่ต้องเกลี้ยกล่อมข้าต่อแล้วล่ะ”
สิบวันมานี้ บาดแผลของเขาฟื้นตัวดีแล้ว
ยิ่งกว่านั้น ชายหนุ่มยังคาดการณ์ไว้ถูกต้อง ยามนี้กายาของเขาแปรเปลี่ยนเยี่ยงเกิดใหม่ การฝึกฝนเข้าสู่ขั้นสมบูรณ์อย่างราบรื่น!
โดยก่อนหน้านี้ ซูอี้ได้รู้จากปากของหลิ่นเฟิงถึงเรื่องราวมากมายเกี่ยวกับภูเขาซากวิญญาณ จนความอยากรู้ได้ถูกกระตุ้นขึ้นมา ชายหนุ่มจึงตัดสินใจมาที่นี่
“งั้นเจ้าก็ต้องระวังด้วย หลังจากเข้าไปในเขาซากวิญญาณ ข้าจะช่วยเจ้าไม่ได้แล้ว”
หลิ่นเฟิงกล่าวพลางชี้ไปยังสถานที่แสนไกลออกไป “ลึกเข้าไปแปดร้อยลี้ในม่านหมอกนั้นมีประตูมิติเปิดอยู่บนอากาศ ในยุคสุดวิเวก เจ้าจะสามารถเข้าไปในนั้นได้ผ่านทางนาวาพลิกสวรรค์เท่านั้น”
“ทว่าตั้งแต่เขาซากวิญญาณถูกทำลาย ผู้ใดที่ไม่กลัวเกรงกฎเกณฑ์เสื่อมสลายขององค์เทพเทียนฮวงก็เข้าไปได้ทั้งนั้น”
ซูอี้พยักหน้า
“หากเจ้า…” หลิ่นเฟิงลังเลชั่วขณะหนึ่ง แล้วกล่าวอย่างจริงจัง “หากเจ้าพบอันตรายอันไม่อาจแก้ไข จงนำนาวาพลิกสวรรค์ออกมา แล้วข้าจะทำทุกอย่างเพื่อเปิดทางให้เจ้ารอดชีวิต!”
ซูอี้นิ่งไป
และโดยไม่รีรอให้เขากล่าวสิ่งใด ร่างวิญญาณของหลิ่นเฟิงบนนาวาพลิกสวรรค์พลันหายไป แล้วเรือสำนั้นก็หดลงเหลือขนาดเท่าลูกสน ลอยอยู่ตรงหน้าชายหนุ่ม
ชายหนุ่มยกมือขึ้นเก็บสมบัตินั้นไป ก่อนจะเดินเข้าสู่ม่านหมอก
ยามหลิ่นเฟิงพยายามบรรลุเป็นเทพ เขาถูกลิ่วล้อผู้รับใช้องค์เทพเทียนฮวงวางแผนโจมตี ร่างวิถีจึงแหลกสลายแทบตกตาย
แต่เพราะได้นาวาพลิกสวรรค์ช่วยไว้ เขาจึงเหลือเสี้ยววิญญาณรอดมาจนบัดนี้
และจากคำพูดของหลิ่นเฟิง หากอีกฝ่ายได้เผชิญกับ ‘อำนาจเสื่อมสลาย’ ขององค์เทพเทียนฮวงเข้า ร่างวิญญาณนี้ก็จะเกินเยียวยา
ดังนั้นตลอดเวลาที่ผ่านมา อีกฝ่ายจึงไม่ได้กลับมายังเขาซากวิญญาณอีก
ส่วนซูอี้เองก็ไม่เคยคิดให้หลิ่นเฟิงมาช่วย……
ม่านหมอกหนาทึบ ฟ้าดินมืดมัว กระทั่งพื้นทะเลยังนิ่งงันเยี่ยงกระจก ไร้คลื่นกระเพื่อมใดๆ ซึ่งให้ความรู้สึกวังเวงชวนหดหู่อย่างไม่อาจบรรยาย
ซูอี้เดินทางผ่านพวกมันไปโดยไม่ได้เผชิญอันตรายใดๆ
เพียงครู่เดียว เขาก็พบว่าบนอากาศแสนไกล มีรอยแยกมิติยาวพันจั้งอยู่!!
หมอกหนาปกคลุมทั่วแดนดิน ทำให้รอยแยกมิตินั้นดูตะคุ่มรางเลือน
ไม่ต้องสงสัยเลยว่านี่คือทางเข้าเขาซากวิญญาณ!
ยามนี้ ซูอี้อดลุ้นรอมิได้ ว่าหลี่ฝูโหยว… ผู้เป็นชาติที่ห้าของเขาเป็นคนอย่างไร?
วานรเฒ่าสะพายดาบเคยกล่าวไว้ว่าคนผู้นี้เป็นเซียนวิถีดาบอันลึกลับและสูงส่งที่สุดในยุคสุดวิเวก
บรรพชนเหนือสรรพสิ่ง ไม่ยึดติดในลักษณ์ใด คือที่มาแห่งนามของคนคนนี้
ในยุคสุดวิเวก ตัวตนวิถีเซียนทั่วไปหารู้นามของหลี่ฝูโหยวไม่ ดุจอีกฝ่ายไร้นามในมหาวิถี
ทว่าในสายตาจอมราชันขอบเขตมหาศาล ผู้อาวุโสหลี่ฝูโหยวเป็นตัวตนที่ไม่อาจก้าวข้ามอย่างแน่นอน!
เขาถูกมองว่าเป็นเซียนอิสระเหนือสวรรค์ ผู้ละล่องเหนือมหาวิถี!
และครั้งหนึ่ง คนผู้นี้ยังเคยทิ้ง ‘เรือลอยฟ้า’ ไว้ที่ฝั่งทะเลบูรพา ผู้ใดซึ่งได้รับการยอมรับจากเรือลอยฟ้า สามารถล่องเรือนี้ไปฝึกฝนยังถิ่นพำนักของเขา ‘ภูเขาซากวิญญาณ’ ได้
กระทั่งหอตำราที่เขาทิ้งไว้ในเขาซากวิญญาณยังถูกมองเป็นขุมสมบัติมรดกมหาวิถีอันดับหนึ่งในยุคสุดวิเวก!
ในยุคสุดวิเวก โลกหล้าอาจนับถือตัวตนขอบเขตมหาศาล ทว่าหลี่ฝูโหยวนั้นเป็นหนึ่งตัวตนเดียวอันอยู่เหนือขอบเขตมหาศาล!
และในสายตาศิษย์ของหลี่ฝูโหยวอย่างจักรพรรดิดาบหลิ่นเฟิง……อาจารย์ของเขายังเป็นตัวตนลึกลับและสูงส่ง เป็นหนึ่งเหนือโลกหล้า ไม่อาจพานพบได้ง่ายดายเยี่ยงมังกรเห็นหัวไม่เห็นหาง!
เทียบกันแล้ว ในหมู่อดีตชาติของซูอี้ ทัศนาจารย์ใจกว้างที่สุด เสิ่นมู่มีความสามารถเลิศล้ำที่สุด และหวังเย่อหังการดุดันที่สุด
ขณะเดียวกัน หลี่ฝูโหยวนั้นกล่าวได้ว่าลึกลับเป็นปริศนา
สรรพสิ่งเกี่ยวกับเขาดูราวเป็นปริศนา
และซูอี้ก็ตระหนักแล้วว่าตัวเขาใกล้คลี่คลายปริศนานี้ได้เต็มทีแล้ว!
ชายหนุ่มเดินเข้าไปโดยไร้ลังเล
“หยุด!”
เสียงหนึ่งดังขึ้นห้วนๆ บนพื้น
ตัวตนกลุ่มหนึ่งทะยานออกมาจากในม่านหมอกรายล้อมช่องว่างมิติพันจั้ง เผยปราณดุร้ายกดดันออกมา
ผู้นำเป็นชายชราไว้เคราแพะผู้หนึ่งในเสื้อคลุมขนนก ดวงตาลึกโหล ร่างเปี่ยมปราณทรงพลังระดับมหายุทธ์!
และทุกผู้รอบกายเขาล้วนแต่เป็นมหาเซียน!
กลุ่มกำลังเช่นนี้ ทั่วแดนเซียนล้วนเรียกได้ว่ามีอำนาจที่สุด สามารถสะท้านสะเทือนโลกาและถือเป็นกลุ่มอำนาจไร้เทียมทานได้
แต่ซูอี้ในทุกวันนี้เมินคนเหล่านี้ได้โดยสิ้นเชิง
“พวกเจ้ามาจากวังเซียนฟ้ามรกตหรือไม่?”
ซูอี้ประหลาดใจเล็กน้อย จากการแต่งกายของอีกฝ่าย เขารู้ว่าคนเหล่านี้มาจากวังเซียนฟ้ามรกต ขุมกำลังยักษ์ใหญ่ในทะเลบูรพา
บรรพชนผู้ก่อตั้งของพวกเขาเป็นหนึ่งในศัตรูคู่อาฆาตของซูอี้ในชาติที่หก จอมราชันนักสังหารฉู่เสินทง!!
“ท่านมีสายตาเฉียบแหลมยิ่ง”
ชายชราเคราแพะเหลือบมองซูอี้หัวจรดเท้า ท่าทีสำรวม ขณะกล่าวอย่างไร้อารมณ์ “ที่นี่เป็นเขตหวงห้ามของสำนักข้าแล้ว ท่านโปรดกลับไปเถิด”
เขาเห็นได้ทันทีว่าแม้บรรยากาศรอบกายของชายหนุ่มผู้นี้จะดูแสนดาษดื่น แต่อีกฝ่ายก็อยู่ในระดับมหาเซียน เป็นตัวตนไม่ธรรมดาอย่างเห็นได้ชัด
ดังนั้นจึงไม่ได้ใช้วาจาดูหมิ่น
หากเปลี่ยนเป็นตัวตนเล็กจ้อยคนอื่น คงจะถูกฟาดให้ตายและจับโยนลงทะเลไปแล้ว ไม่มัวมาพูดพร่ำเพรื่อเช่นนี้หรอก
ซูอี้แย้มยิ้มกล่าว “แต่เท่าที่ข้าทราบ นี่คือทางเข้าภูเขาซากวิญญาณ และมันไม่ใช่ถิ่นของวังเซียนฟ้ามรกตนะ”
ข้างกายชายชราเคราแพะ ชายวัยกลางคนในชุดม่วง คาดเข็มขัดหยกผู้หนึ่งกล่าวอย่างมิชอบใจ “ท่านจงใจแกล้งโง่หรือ? ไม่เห็นหรือว่าที่นี่ถูกพวกข้าควบคุมเอาไว้แล้ว? ข้าขอแนะนำให้ไปเสียโดยเร็วที่สุดดีกว่า มิเช่นนั้น ไม่ว่าจะมีฐานะเช่นไร วันนี้ได้ตายแน่!”
วาจาของเขาเผยคำข่มขู่ออกมาแล้ว
ทว่าซูอี้กลับแค่นเสียงอย่างไม่แยแส และกล่าวขึ้นว่า “พวกเจ้ากระทำการเพื่อองค์เทพเทียนฮวงสินะ?”
ดวงตาของชายชราเคราแพะพลันดุดัน “เจ้าเป็นใคร? ไฉนจึงกล้าไถ่ถามความลับของฝ่ายข้า?”
ว่าแล้ว เจ้าตัวก็โบกมือ “ขวางที่นี่ไว้ อย่าให้เขาหนี!”
“ขอรับ!”
มหาเซียนเจ็ดแปดคนกระจายไปประจำตามทิศต่างๆ หยุดทางหนีของชายหนุ่มไว้โดยสิ้นเชิง ทว่าซูอี้หาสนใจไม่ แล้วหัวเราะอย่างขบขัน “อย่าร้อนใจไป ให้ข้าเดา บุตรสวรรค์จินจู๋หลิวก็อยู่ที่นี่สินะ?”
ชายชราเคราแพะผงะไปอีกหน ท่าทางดูไม่อยากเชื่อ และกล่าวขึ้นด้วยน้ำเสียงลุ่มลึก “เจ้าเป็นใครกันแน่? มาทำอันใดที่นี่?”
ตู้ม!
ขณะกล่าว เขาก็ก้าวออกมาก้าวหนึ่ง วิถีเต๋าระดับมหายุทธ์ถูกขับเคลื่อน แรงกดดันร้ายกาจกวาดแผ่ จับจ้องที่ซูอี้นิ่ง
ซูอี้กล่าวกับตนเอง “เหมือนข้าจะเดาถูก พวกเจ้ามาที่นี่เพื่อเปิดคุกขององค์เทพเทียนฮวง เพื่อปลดปล่อยลิ่วล้อเหล่านั้นออกมา”
เขาเข้าใจแล้ว!
ในการสนทนากับหลิ่นเฟิงเมื่อสิบวันก่อน เขาอนุมานได้แล้วว่าเบื้องหลังของศาลาเซียนเผิงไหลมีองค์เทพจรัสจักรวาล และบุตรสวรรค์กงหยางอวี่ก็เป็นทายาทขององค์เทพจรัสจักรวาล
และเขายังคิดด้วยว่าต้องมีขุมกำลังวิถีเซียนแห่งอื่นรับใช้องค์เทพเทียนฮวงซึ่งไปยังเขาซากวิญญาณเพื่อเปิดคุกปลดปล่อยลิ่วล้อในเรือนจำออกมาเช่นกัน
และยามนี้ เรื่องทั้งหมดก็ถูกเปิดเผย!
องค์เทพเทียนฮวงอยู่เบื้องหลังวังเซียนฟ้ามรกต และบุตรแห่งสวรรค์จินจู๋หลิวก็เป็นทายาทของเขา!
ในที่สุด ชายชราคนนั้นก็ตระหนักแล้วว่ามีบางอย่างผิดปกติ และโจมตีทันควัน
ตู้ม!
เขาเคลื่อนกายผ่านนภา สองมือประทับตราวิถี แปรเปลี่ยนเป็นขุนเขาศักดิ์สิทธิ์เขียวขจีสูงพันจั้ง ปกคลุมด้วยเปลวเพลิงเจิดจรัสสีหยก
สุญญะรอบข้างพลันเต้นเร่าลุกเป็นไฟ
ฟ้าดินถูกย้อมด้วยเพลิงมรกต
อำนาจของระดับมหายุทธ์นั้นทำให้มหาเซียนจากวังเซียนฟ้ามรกตที่อยู่ใกล้เคียงหายใจติดขัด หัวใจสั่นสะท้าน มองซูอี้ราวกับมองคนตาย
ผู้ลงมือนั้นเป็นถึงตัวตนบรรพกาลของวังเซียนฟ้ามรกตซึ่งไม่ได้ปรากฏตัวแสนเนิ่นนาน และเข้าสู่ระดับมหายุทธ์ตั้งแต่ยุคอวสานเซียน!!
ทว่าเพียงชั่วพริบตา ภาพที่ทำให้พวกเขาตกตะลึงก็บังเกิด……
ชายหนุ่มที่พวกตนคิดว่าแพ้แน่นอนได้เอื้อมมือคว้าสุ่มๆ แล้วบรรพตศักดิ์สิทธิ์เขียวขจีจากฟากฟ้าก็แหลกสลายไป
ทันทีหลังจากนั้น ตัวตนบรรพกาลจากวังเซียนฟ้ามรกตของพวกเขาก็ถูกคว้าคอยกขึ้นกลางอากาศอย่างไม่อาจควบคุม ถูกลากเข้าไปหาชายหนุ่มราวไก่ตัวหนึ่ง!
“นี่……”
ทุกผู้ตกตะลึง สมองปั่นป่วนงุนงง นี่มันเรื่องใดกัน?
ใครก็ได้บอกที นี่มหาเซียนแน่หรือ!?
บ้าบอไปกันใหญ่แล้ว!!
“ดูเหมือนว่าที่นี่ก็เหมือนสมุทรเยือกแข็งดูดวิญญาณ มีกฎเกณฑ์เสื่อมสลายปกคลุมหยุดภัยคุกคามจากอำนาจหายนะเทพไว้ เจ้าซึ่งเป็นตัวตนระดับมหายุทธ์จึงกล้าลงมืออย่างไม่คิดหน้าคิดหลัง”
ซูอี้บีบคอของชายชราเคราแพะด้วยหนึ่งมือ ขณะเงยหน้าขึ้นมองท้องนภา
มีหมอกสีเทาลอยอยู่รอบรอยแตกมิติยาวพันจั้ง และเป็นอำนาจเทพเหมือนกับแสงทิพย์ดูดวิญญาณ
ทว่าหมอกสีเทานี้กระจายกว้างและประหลาดยิ่งกว่า มันส่งผลต่ออำนาจกฎสวรรค์บนท้องนภานี้ด้วย
ไม่ต้องสงสัยเลยว่านี่คือ ‘อำนาจเสื่อมสลาย’ ขององค์เทพเทียนฮวง กฎแห่งยุคสมัยซึ่งมีเพียงทวยเทพที่บงการได้!!
“นอกจากนั้น มันอาจเกี่ยวกับการเปลี่ยนแปลงที่ซีหนิงรับรู้ด้วย อำนาจหายนะเทพในกฎสวรรค์เริ่มอ่อนกำลังลงแล้ว ตัวตนระดับมหายุทธ์จึงกล้าโผล่มากัน……”
ซูอี้กระซิบ
เขาไม่ได้มองชายชราในมือตรงๆ เลยสักครั้ง ในขณะที่ฝ่ายหลังตัวสั่นงันงกอย่างพรั่นพรึง สีหน้าเปี่ยมความกระสับกระส่ายหวาดผวา
ในใจพลันนึกถึงคนผู้หนึ่งขึ้นมาได้……
ซูอี้!!!
บทที่ 1,860 อนุสรณ์ศิลา
ไม่กี่เดือนก่อน ได้เกิดศึกนองเลือดขึ้นในซากวังมังกร ก่อให้เกิดคลื่นยักษ์ซัดสาดทั่วทั้งแดนเซียน
และยามนั้นเอง โลกหล้าจึงตระหนักว่าซูอี้ซึ่งมีการฝึกฝนระดับมหาเซียน แข็งแกร่งพอที่จะสังหารยอดฝีมือระดับมหายุทธ์ได้แล้ว
กระทั่งจะข้ามไปสู้กับตัวตนระดับแกนรวมศูนย์ยังทำได้!
ดังนั้น ทันทีที่ชายชราเคราแพะถูกจับตัว เขาก็ตระหนักทันทีว่าชายหนุ่มตรงหน้าคือใคร
และนั่นทำให้มือเท้าของเขาเย็นเยียบ แทบสิ้นสติทันใด
ชายชราเคราแพะอ้อนวอนขอความเมตตาอย่างน่าสงสารโดยไร้ความลังเล “ตาเฒ่าผู้นี้ยอมแพ้แล้ว! ก่อนหน้านี้ข้าผิดไปแล้ว ตาเฒ่าผู้นี้ยินดีชดใช้และร่วมมือกับใต้เท้าอย่างเต็มที่!”
มหาเซียนคนอื่นๆ ในบริเวณล้วนผงะไป
ผู้อาวุโสสูงสุด… ขี้ขลาดไปหรือไม่?
พวกเขาหาทราบไม่ว่า แท้จริงแล้วชายชราเคราแพะไม่ได้ขลาดเขลา แต่จนปัญญาแล้วต่างหาก! และทำได้เพียงเท่านี้เพื่อแสวงหาโอกาสรอด!
เพราะแม้ตัวตนมหาเซียนในโลกนี้อาจเกรงกลัวพวกเขา วังเซียนฟ้ามรกต
ทว่านั่นไม่ได้รวมถึงซูอี้!
และยังหมายความว่าคำข่มขู่ใดๆ ล้วนแล้วไร้ผล!!
เพราะถึงอย่างไร หากการข่มขู่ใช้ได้ ไฉนบุตรและบุตรีแห่งสวรรค์เหล่านั้นจึงพ่ายแพ้ย่อยยับในซากวังมังกร?
เหตุใดตัวตนระดับมหายุทธ์จากขุมกำลังหลักต่างๆ ซึ่งเข้าไปในซากวังมังกรจึงพากันตกตายสิ้น?
ซูอี้ยิ้มขำ เขากล่าว “ก่อนหน้านี้ ข้าคาดเดาไว้ถูกต้องหรือไม่?”
ชายชราเคราแพะพยักหน้าหงึกหงัก ก่อนจะส่ายหน้าไปมาอีกหน “เรียนใต้เท้า บุตรแห่งสวรรค์จินจู๋หลิวออกจากทะเลบูรพาแล้ว ไม่ได้มายังภูเขาซากวิญญาณขอรับ”
ซูอี้ถอนใจกล่าว “เขาซากวิญญาณนี้ปกคลุมด้วยกฎเกณฑ์เสื่อมสลายขององค์เทพเทียนฮวง เจ้าสลายอำนาจเช่นนี้ได้อย่างไร?”
นั่นคือสิ่งที่เขาสงสัย
เพราะถึงอย่างไร กระทั่งหลิ่นเฟิงยังกลัวกฎเกณฑ์เสื่อมสลาย ตลอดกาลแสนนาน เขาจึงไม่กล้ามาที่นี่โดยพร่ำเพรื่อ
“เรื่องนี้……”
ชายชราลังเล
มือซ้ายซึ่งว่างเปล่าของซูอี้สะบัดไปในอากาศ
ตู้ม!!
ปราณดาบอันหนาแน่นกระหน่ำลงมาจากนภาเยี่ยงพิรุณ
ทันใดนั้น เสียงกรีดร้องก็ดังระงม มหาเซียนเจ็ดแปดคนจากวังเซียนฟ้ามรกตในบริเวณโดยรอบล้วนถูกเชือดสังหารลงทันที โลหิตสาดกระเซ็น
ง่ายดายยามบี้ฝูงมด!
ชายชราเคราแพะที่เห็นดังนั้นตื่นกลัวเสียจนวิญญาณสะท้าน ร่างจนเย็นยะเยือก
“เอาล่ะ เจ้าบอกได้แล้ว” ซูอี้กล่าว “ไม่ต้องกังวลว่าจะมีผู้ใดเปิดโปงเรื่องราวอีก”
แน่นอน ชายชราเคราแพะย่อมไม่กล้าลังเลอีกต่อไป เขากล่าวขึ้นว่า “เรียนใต้เท้าตามตรง ผู้ที่ได้เข้าไปในเขาซากวิญญาณจริงๆ มีเพียงสามคน พวกเขาถือยันต์เทพที่องค์เทพเทียนฮวงประทานให้ จึงไม่กลัวหายนะจากกฎเกณฑ์เสื่อมสลายขอรับ”
ว่าแล้ว เขาก็กล่าวถึงตัวตนของคนทั้งสาม
คนทั้งสามนี้ล้วนแต่เป็นตัวตนบรรพกาลขอบเขตมหาศาลในวังเซียนฟ้ามรกต ซึ่งเก็บตัวเงียบมาตั้งแต่ยุคอวสานเซียนเพื่อหลบเลี่ยงหายนะเทพ
และยามนีเมื่อบุตรแห่งสวรรค์จินจู๋หลิวลงมายังแดนเซียน เขาก็นำเจตจำนงขององค์เทพเทียนฉวงมาด้วย สั่งการให้วังเซียนฟ้ามรกตส่งกำลังไปยังภูเขาซากวิญญาณเพื่อเปิดคุก ปลดปล่อยทูตสวรรค์รับใช้องค์เทพเทียนฮวงออกมา!
แล้วมีหรือที่วังเซียนฟ้ามรกตจะกล้าละเลย?
เมื่อสองเดือนก่อน สี่ตัวตนมหาอำนาจขอบเขตมหาศาล รวมถึงชายชราเคราแพะได้ถูกเชิญให้พาคณะมหาเซียนมายังภูเขาซากวิญญาณ
ในหมู่สี่ตัวตนมหาอำนาจขอบเขตมหาศาลเหล่านี้ ชายชราเคราแพะอ่อนแอที่สุด และถูกสั่งการให้พิทักษ์ทางเข้าไว้
ส่วนอีกสามคนเข้าไปในภูเขาซากวิญญาณตั้งแต่สองเดือนก่อน
ผู้แข็งแกร่งที่สุดมีนามว่า ‘เหวินฉู่’ มีวิถีเต๋าระดับแกนรวมศูนย์ ห่างจากระดับสุดลึกล้ำเพียงก้าวเดียว!
ซูอี้ถาม “สองเดือนมานี้ พวกเขาส่งข่าวคราวกลับมาบ้างหรือไม่?”
ชายชราเคราแพะส่ายหน้า “จากที่อาจารย์อาเหวินฉู่ว่า ภูเขาซากวิญญาณเป็นสถานที่ศักดิ์สิทธิ์อันลึกลับที่สุดในยุคสุดวิเวก ซุกซ่อนโอกาสล้ำค่าไว้มากมาย ก่อนเปิดคุก พวกเขาจะสำรวจโอกาสในภูเขาซากวิญญาณกันก่อน เมื่อรวบรวมได้หมด พวกเขาจึงจะเปิดคุกนั่น”
ซูอี้ระเบิดหัวเราะ
ภูเขาซากวิญญาณเกิดหายนะขึ้นด้วยฝีมือองค์เทพเทียนฮวงและลิ่วล้อเหล่านั้น สมบัติอันล้ำค่าแท้จริงคงถูกปล้นไปนานแล้ว
แน่นอนว่า ปฏิเสธไม่ได้หรอกว่าอาจจะยังมีสมบัติบางชิ้นหลงเหลืออยู่จนถึงบัดนี้
หลังจากครุ่นคิดสักพัก ชายหนุ่มก็กล่าวถาม “หลังเปิดคุกปลดปล่อยลิ่วล้อเหล่านั้นออกมา พวกเจ้าจะทำเช่นไรต่อ?”
“มิทราบแน่ชัด”
ชายชรากล่าว “ว่ากันว่าทูตสวรรค์เหล่านั้นจะรับฟังคำสั่งของบุตรสวรรค์จินจู๋หลิว”
ซูอี้พอเข้าใจแล้ว
นี่คือการจัดเตรียมผู้ช่วยไว้ให้บุตรแห่งสวรรค์!
จากวาจาของหลิ่นเฟิง ลิ่วล้อรับใช้เทพเหล่านั้นล้วนแต่เป็นตัวตนขอบเขตมหาศาลในยุคสุดวิเวก และมีตัวตนร้ายกาจอย่างยิ่งยวดบางผู้ปะปนอยู่ด้วย
และองค์เทพเทียนฮวงก็ห่างไกลเกินกว่าเทพทั่วไปจะเทียบชั้นติด ทูตสวรรค์ของเขาในกาลก่อนจึงย่อมไม่อาจเทียบกับตัวตนขอบเขตมหาศาลทั่วไปได้
ซูอี้กล่าวเบาๆ “เจ้ายังมีสิ่งอื่นที่ยังไม่ได้บอกข้าอีกหรือไม่?”
ชายชราร้องลั่นในใจ ท่าทางว้าวุ่นพะว้าพะวง
มิต้องสงสัยเลยว่า หนนี้เขาจะอยู่หรือตาย ขึ้นกับคำตอบต่อไปของตนว่าจะมีค่าพอสำหรับอีกฝ่ายหรือไม่!
หลังครุ่นคิดชั่วขณะ ชายชราเคราแพะพลันนึกบางอย่างขึ้นได้และกล่าวว่า “ใต้เท้า ท่านเคยได้ยินหรือไม่ว่าศาลเซียนรวมศูนย์กำลังจะปรากฏขึ้นในแดนเซียนอีกหน?”
ซูอี้เลิกคิ้ว “เคย”
ชายชราเคราแพะกล่าว “เท่าที่ตาเฒ่าผู้นี้ทราบ สาเหตุที่ลัทธิไร้เทียมทานอยากสร้างศาลเซียนรวมศูนย์ขึ้นใหม่นั่นก็คือเพื่อฆ่าท่าน!”
ซูอี้กล่าว “ยังมีเรื่องอื่นหรือไม่?”
ชายชราเคราแพะเดิมคิดว่าข่าวนี้น่าจะทำให้ซูอี้ผงะไป แต่ใครเล่าจะคิดว่าชายหนุ่มจะไร้ปฏิกิริยาใดๆ!
สิ่งนี้ทำให้หัวใจของเขาดิ่งวูบ “ขอเพียงไว้ชีวิตตาเฒ่าไร้ค่าผู้นี้ ไม่ว่าใต้เท้าจะตั้งเงื่อนไขอย่างไร ตาเฒ่าผู้นี้ก็ตกลงทั้งนั้น!”
ซูอี้กล่าว “อืม ขอเพียงเจ้าบอกข้าว่าบรรพชนของเจ้าฉู่เสินทงอยู่หนใด ข้าจะปล่อยเจ้ารอดไป”
ชายชราเคราแพะนิ่งไป “เรียนใต้เท้าตามตรง ไม่ว่าผู้ใดในวังเซียนฟ้ามรกต พวกเราล้วนไม่ทราบทั้งสิ้นว่าบรรพชนอยู่หนใด”
ซูอี้ขมวดคิ้ว “จริงหรือ?”
ชายชราเคราแพะสาบานทันที “ตาเฒ่าผู้นี้สาบานด้วยหัวใจวิถี หากโป้ปดขอสวรรค์ลงทัณฑ์!”
ซูอี้ครุ่นคิด
ทำให้ชายชราเคราแพะยิ่งทวีความกังวล
ทันใดนั้น เขาก็ยกมือขึ้นพลิก นำคนผู้หนึ่งออกมา ซึ่งก็ไม่ใช่ใครอื่นนอกจากบุตรสวรรค์ฉู่ป้าเทียนแห่งวังเซียนฟ้ามรกต!
ซูอี้จับตัวคนผู้นี้ได้ระหว่างงานประกวดล่าเวหา และผนึกเขาไว้ในเตาเสริมสวรรค์ตั้งแต่ยามนั้น ซึ่งจนตอนนี้ อีกฝ่ายก็ยังไม่ฟื้นสติคืนมา
ซูอี้กล่าว “เจ้าพาเขากลับวังเซียนฟ้ามรกตที แล้วก็ฝากบอกด้วยว่า ในอีกไม่นาน ข้าจะไปเยือนวังเซียนฟ้ามรกตด้วยตนเอง ยามนั้น ข้าหวังว่าจะได้พบฉู่เสินทงที่นั่น หาไม่……”
ซูอี้แย้มยิ้ม และแม้คำพูดจะยังไม่ทันสิ้น ความหมายก็ปรากฏชัดแล้ว!!
หัวใจของชายชราเคราแพะสั่นตุ้มๆ ต่อมๆ แทบไม่อยากเชื่อหูของตน ซูอี้ผู้นี้… จะสู้กับบรรพชนของพวกเขาหรือ?!
แต่เขาก็ตอบรับโดยไร้ความลังเลใจ
ขอเพียงเอาชีวิตรอดได้ก่อน เขาไปตายเอาดาบหน้าก็ได้
“ไปสิ”
ซูอี้โยนร่างฉู่ป้าเทียนให้ชายชราเคราแพะ
“ขอบคุณใต้เท้า! ขอบคุณใต้เท้า!”
ชายชราเคราแพะรีบร้อนจากไปพร้อมฉู่ป้าเทียนทันที
เมื่อเห็นร่างของพวกเขาลาลับ ซูอี้ก็กล่าวกับตนเอง “สามถึงห้าปีหลังจากนี้ ขณะที่หายนะเทพยังอยู่ ข้าจะไล่ฆ่าศัตรูร้ายในอดีตชาติให้หมดก่อน”
ในใจเขา เงาร่างของศัตรูร้ายในอดีตชาติอย่างเซวี่ยเซียวจื่อ เจียงไท่เออ หนานผิงเทียน และจอมราชันนักสังหารฉู่เสินทงพลันปรากฏขึ้น
แน่นอน ต่อให้หายนะเทพจะเลือนหาย ซูอี้ในทุกวันนี้ก็สามารถต่อกรกับตัวตนระดับสุดลึกล้ำได้แล้ว!
ไม่นานนัก เขาก็ส่ายหน้า หันเดินไปยังรอยแตกมิติที่ทอดยาวสู่ภูเขาซากวิญญาณ
ตู้ม!
กฎเกณฑ์เสื่อมสลายที่ดูเหมือนม่านหมอกสีเทาพลันพุ่งเข้ามาโจมตี อำนาจร้ายกาจนี้สามารถสยบตัวตนขอบเขตมหาศาลลงได้
หากหลบไม่ทัน ก็มีแต่ตายกับตาย
ทว่าซูอี้ก็นำบันทึกผลกรรมออกมาสกัดการกระหน่ำโจมตีนี้ได้อย่างง่ายดาย
ขณะที่บันทึกผลกรรมถูกฟาดกระหน่ำจนใช้กฎแห่งผลกรรมขัดขืน เดือดดาลจนเริ่มผรุสวาทอีกฝ่ายผ่านหน้าหนังสืออีกหน……
แน่นอน ชายหนุ่มย่อมเมินมันและเดินเข้ารอยแยกมิติไปทันที
ดุจเคลื่อนดาราในชั่วพริบตา ทิวทัศน์รอบข้างวูบวาบเยี่ยงเส้นแสงเคลื่อนผ่าน
เมื่อทัศนวิสัยหวนกระจ่างอีกครั้ง ซูอี้ก็มาถึงโลกเร้นลับอันพังทลายแห่งหนึ่งแล้ว
ที่แห่งนี้ท้องนภาถูกฉีกกระชาก มีรอยแตกมิติน่าสะพรึงกลัวอยู่ทุกแห่งหน โลกหล้าไร้ชีวิตใด แม้แต่ใบหญ้าก็ยังไม่มี
ดุจมายังสนามรบโบราณอันผุพังสิ้นชีวัน!
อำนาจกฎเสื่อมสลายพลุ่งพล่าน แปรเปลี่ยนเป็นหมอกสีเทาบดบังนภา ทำให้โลกเร้นลับนี้มืดมัว
ซูอี้กวาดสายตาไปรอบๆ และทอดมองไปไกล
ที่แห่งนั้นมีภูเขาใหญ่ลูกหนึ่งตั้งอยู่
มันสูงตระหง่านโอฬาร ขุนเขานั้นพังทลายเป็นส่วนๆ กระจัดกระจายบนพื้น ทุกแห่งหนเต็มไปด้วยเศษซากหักพัง
ไม่ต้องสงสัยเลยว่านี่คือเขาซากวิญญาณ!
ในยุคสุดวิเวก ที่แห่งนี้เป็นสุขาวดีบนดินที่ผู้ฝึกตนทั้งหลายในโลกหล้าเฝ้าฝัน และเป็นสถานที่ฝึกฝนของหลี่ฝูโหยวกับศิษย์ทั้งสี่
ทว่ายามนี้ มันกลับดูเหมือนซากปรักหักพัง ซึ่งไม่หลงเหลือเค้าเดิมในวันวานได้อีก
ซูอี้อดไม่ได้ที่จะสะเทือนใจ
คลื่นนทีผันเปลี่ยน สรรพสิ่งและผู้คนล้วนแตกต่าง
อดีตกาลอันรุ่งเรืองทั้งปวงได้แปรเปลี่ยนสู่ความเสื่อมโทรมตั้งแต่เนิ่นนานมาแล้ว!
ขณะก้าวไปเบื้องหน้า นอกจากคลื่นอำนาจเสื่อมสลายที่พลุ่งพล่านเข้ามาอย่างต่อเนื่องแล้ว ก็ไร้อันตรายอื่นใดในรัศมีใกล้เคียง
ไม่นานนัก ซูอี้ก็มาถึงตีนเขาซากวิญญาณ
เมื่อมองขึ้นไป ขุนเขานี้ก็เผยให้เห็นซากสิ่งปลูกสร้างโบราณมากมาย ทั้งกองซากและกำแพงผุพัง แทบไม่อาจหาที่ใดสมบูรณ์ได้
เห็นได้ชัดว่ามีสงครามดุเดือดเกิดขึ้นที่นี่ ร่องรอยการต่อสู้กระจัดกระจายอยู่ทุกแห่งหน มีเศษสมบัติเกลื่อนกลาด
‘หากหลิ่นเฟิงมาเห็นเข้า ไม่รู้เลยว่าจะโศกเศร้าเพียงไร’
ซูอี้กล่าวในใจ
เขาเดินขึ้นเขาซากวิญญาณไป และตลอดทาง อย่าว่าแต่สมบัติอื่นใด กระทั่งหญ้าสักต้นยังไร้ร่องรอย ทุกแห่งหนล้วนไร้ชีวิตชีวา
“หือ?”
จนกระทั่งเขามายังไหล่เขา ม่านตาของซูอี้ก็หดตัวเล็กน้อย มองไปยังบริเวณใกล้หน้าผาแห่งหนึ่ง
มีอนุสรณ์ศิลาชิ้นหนึ่งเอียงลงบนพื้น
และยามนี้ ชายในชุดคลุมขนนกผู้หนึ่งกำลังนั่งขัดสมาธิอยู่ตรงหน้าอนุสรณ์ศิลานี้
ปราณอันยากจะอธิบายประหนึ่งฮุ่นตุ้นแผ่ออกมาจากอนุสรณ์ศิลา ปกคลุมร่างของชายในชุดคลุมขนนกไว้ ดูลึกลับยิ่ง
“ใคร!”
แทบจะในยามเดียวกันนั้น ชายในชุดคลุมขนนกซึ่งนั่งขัดสมาธิอยู่พลันลืมตาขึ้น สายตากวาดไปมองซูอี้ซึ่งยืนห่างออกไปหลายร้อยจั้งราวดาบอันน่าสะพรึงกลัว