บันทึกตำนานราชันอหังการ [ 剑道第一仙 ] - ตอนที่ 1861-1865
บทที่ 1,861 ถึงยอดเขาซากวิญญาณ
วูบ!
ทันทีที่สายตาของชายในชุดคลุมขนนกมองมา ร่างของซูอี้ก็หายวับไป
แย่แล้ว!
ชายในชุดคลุมขนนกตะลึงในใจ ลุกพรวดขึ้นกะทันหัน วงล้ออสนีบาตขนาดยักษ์ปรากฏขึ้นในมือ ยามมันหมุนเวียน เขตแดนวิถีอัสนิบาตก็ปรากฏขึ้นเหนือนภา
โลกเร้นลับมหาวิถี……นรกแว่วอัสนี!
ขณะเดียวกันร่างของซูอี้พลันปรากฏขึ้นจากอากาศธาตุ กดฝ่ามือลงอย่างฉับพลัน
เปรี้ยง!!!
โลกเร้นลับมหาวิถีพลันยุบไปส่วนใหญ่ก่อนจะสลายหายไป
พิรุณแสงพร่างพรม สะท้อนให้เห็นความหวาดผวาที่ฉายชัดบนใบหน้าของชายในชุดคลุมขนนก
ก่อนเขาจะทันได้หลบ มือขวาของซูอี้ก็เอื้อมขึ้นคว้า ส่งอำนาจมหาวิถีอันร้ายกาจปกคลุมจองจำชายในชุดคลุมขนนกไว้ในพริบตา
ราวเป็นเหยื่อในเงื้อมมือ ชายในชุดคลุมขนนกไม่อาจขยับได้อีก!!
การกระทำทั้งหมดนี้เกิดขึ้นอย่างรวดเดียว……รวดเร็วประหนึ่งประกายเพลิงประทุและดับไปในชั่วพริบตา!
“ตอบข้ามา อีกสองคนอยู่หนใด?”
ดวงตาของซูอี้ลึกล้ำ
“อยู่……”
ชายในชุดคลุมขนนกชะงัก ก่อนจะตะโกนสุดเสียง “ศัตรูบุก!! รีบ…”
เปรี้ยง!!
ฝ่ามือของซูอี้ออกแรง แล้วร่างของชายในชุดคลุมขนนกก็แหลกสลาย สิ้นขันธ์วิญญาณมลาย หยุดเสียงลงทันที
ยอดฝีมือระดับมหายุทธ์ผู้หนึ่งถูกสังหาร!
ซูอี้มีท่าทีประหนึ่งเป็นเรื่องแสนธรรมดา ปัดฝุ่นจากอาภรณ์แล้วมองไปที่อนุสรณ์ศิลา
อนุสรณ์ศิลานี้สูงเก้าฉื่อ ดูประหนึ่งหินปูนขัด แม้ผิวของมันจะเสียหาย แต่ก็ยังถือว่าสภาพค่อนข้างสมบูรณ์
หมอกฮุ่นตุ้นแผ่ออกมาจากผิวอนุสรณ์ศิลา ฟุ้งกระจายเยี่ยงภาพฝัน ดูลึกลับอย่างยิ่ง
แม้จะอยู่ห่างกันหลายจั้ง ซูอี้ก็ยังรับรู้ถึงคลื่นพลังโชยที่สัมผัสใบหน้าได้
‘ดูเหมือนนี่จะเป็นอนุสรณ์วิถีเคลื่อนฮุ่นตุ้นที่หลิ่นเฟิงว่า’
ซูอี้กล่าวในใจ
อนุสรณ์วิถีเคลื่อนฮุ่นตุ้น!
หนึ่งในสมบัติล้ำค่าสูงสุดของภูเขาซากวิญญาณ วัตถุศักดิ์สิทธิ์ปฐมสวรรค์ที่หลี่ฝูโหยวพบ ณ ธารนทีสายยาวแห่งยุคสมัย บรรจุอำนาจมหาวิถีอันเก่าแก่และบริสุทธิ์ยิ่งเอาไว้
การเก็บตัวฝึกฝนตรงหน้าอนุสรณ์ศิลานี้สามารถทำให้บรรลุถึงภวังค์รู้แจ้งวิถีอันพิสดาร รับรู้ถึงแก่นเคล็ดมหาวิถีในฟ้าดินได้
โดยเฉพาะยามหวนตกผลึกขัดเกลาอำนาจวิถี สิ่งนี้ก็ยิ่งมีบทบาทอันน่าเหลือเชื่อ
สิบวันก่อน เมื่อเขาได้รับรู้ถึงสมบัตินี้จากปากของหลิ่นเฟิง
ซูอี้พลันใจสะท้านขึ้นมา
ยามนี้ เขาเป็นมหาเซียนขอบเขตอัศจรรย์ขั้นสมบูรณ์ ห่างจากการขึ้นสู่ขอบเขตมหาศาลเพียงหนึ่งก้าว
หากสามารถฝึกฝนด้วยอนุสรณ์วิถีเคลื่อนฮุ่นตุ้นได้ เขาก็อาจได้รับโอกาสเคลื่อนขอบเขตระหว่างรู้แจ้ง!!
แต่ซูอี้ทำเพียงเหลือบมองสมบัตินี้แล้วหันหลังเดินไปยังจุดอันสูงกว่าของภูเขาซากวิญญาณ
ก่อนจะใช้อำนาจพฤกษาหมื่นภูมิเคลื่อนกายโดยเร็วที่สุด!
……
อำนาจเสื่อมสลายหนาทึบแปรเปลี่ยนเป็นหมอกเมฆสีเทาเยี่ยงตะกั่ว ปกคลุมทั่วยอดเขาทุกแห่งหน
ปราณอันร้ายกาจราวสั่งตายนี้เพียงพอที่จะบดขยี้ร่างและวิญญาณของมหาอำนาจระดับสุดลึกล้ำได้!
สิ่งนี้คล้ายคลึงกับแสงทิพย์ดูดวิญญาณ ณ ส่วนลึกของสมุทรเยือกแข็งดูดวิญญาณ ไม่มีทางขัดขืนอำนาจเสื่อมสลายนี้ได้เลย และผู้อยู่ต่ำกว่าเทพย่อมไม่อาจกล้ำกราย!
ตู้ม!
ร่างของซูอี้ถูกขวางไว้และถูกบีบให้ปรากฏตัว
หากไม่ใช่เพราะมีบันทึกผลกรรมในมือ ด้วยวิถีเต๋าปัจจุบันของเขาคงไม่มีทางต่อกรกับกฎเสื่อมสลายอันเทียบได้กับบัญญัติวิถีสวรรค์นี้ได้เลย
เปรี้ยง เปรี้ยง เปรี้ยง!
บันทึกผลกรรมถูกกระทบจนสั่นสะท้าน ปรากฏเค้าลางแผ่วจางว่าจะไม่อาจทนไหวอีก
“หรือกฎเกณฑ์เสื่อมสลายขององค์เทพเทียนฮวงแข็งแกร่งกว่าแสงทิพย์ดูดวิญญาณขององค์เทพจรัสจักรวาลหนอ?”
ซูอี้ประหลาดใจเล็กน้อย
ลึกเข้าไปในสมุทรเยือกแข็งดูดวิญญาณ ที่แห่งนั้นก็มีคุกเทพอยู่เช่นกัน ซึ่งมันได้ถูกแปรเปลี่ยนโดยแสงทิพย์ดูดวิญญาณขององค์เทพจรัสจักรวาล
ทว่าหากเทียบกันแล้ว กฎเสื่อมสลายขององค์เทพเทียนฮวง ณ ยอดเขาซากวิญญาณนี้ร้ายกาจกว่ากันโดยไร้กังขา!
‘ข้าว่าตัวข้าเป็นตัวตนยิ่งใหญ่มีเกียรตินะ ไฉนต้องมาอยู่ในมือเจ้าคนไร้ยางอายเช่นเจ้าด้วยหนอ!’
‘ไอ้หยา กฎเกณฑ์เสื่อมสลายนี่มาจากเทพระดับสูงชัดๆ! หาไม่ มันคงมิทรงพลังเพียงนี้!’
‘ซูอี้ เจ้าจะให้ข้าโดนสับเป็นชิ้นๆ จนแตกสลายหรือไร?’
‘เร็วเข้า ให้เจ้าสามดาบออกมา!’
ข้อความอันเปี่ยมความรวดร้าวปรากฏขึ้นบนหน้ากระดาษของบันทึกผลกรรม
ซูอี้ถูจมูก
จวบยามนี้ โลงดาบหกชุ่นหาฟังคำเรียกของเขาไม่
ทว่า……
ซูอี้พลิกฝ่ามือ นาวาพลิกสวรรค์ขนาดเท่าลูกสนปรากฏขึ้น ขณะลอบกล่าวในใจว่า ขึ้นอยู่กับเจ้าแปดเรือนี้จะฟังคำของเขาหรือไม่แล้ว
ยามจิตคำนึง เขาก็ลงมือเร่งใช้นาวาพลิกสวรรค์
ตู้ม!
ปราณฮุ่นตุ้นปรากฏขึ้นเยี่ยงดวงดาว ในที่สุด มันกับบันทึกผลกรรมก็ฝืนการกระหน่ำโจมตีจากกฎเสื่อมสลายได้
‘เจ้าแปดเรือ อย่ามองว่าข้าล้อกันเล่นเลยนะ ซูอี้ผู้นี้อ่อนแอเกินกว่าจะใช้กฎผลกรรมของข้าได้ หาไม่ มีหรือจะทุลักทุเลต่อหน้ากฎเสื่อมสลายเช่นนี้?’
บันทึกผลกรรมพยายามฟื้นศักดิ์ศรี
ทว่านาวาพลิกสวรรค์หาสนใจไม่
อันที่จริง ซูอี้สงสัยว่าในหมู่เก้าความลับแห่งจักรวาล มีเพียงบันทึกผลกรรมนี่แหละที่สามารถใช้ถ้อยคำสื่อสารกับคนได้
เพราะถึงอย่างไร ทั้งดาบเคียงประชิดและนาวาพลิกสวรรค์ต่างไม่เคยเผยจิตวิญญาณและสติปัญญาเช่นนี้มาก่อน
“เกิดอันใดขึ้นกับเจ้าหรือ?”
เสียงของหลิ่นเฟิงดังออกมาจากในนาวาพลิกสวรรค์
“ไม่เป็นไรหรอก”
ซูอี้กล่าว “แต่เจ้าต้องระวังตัวนะ ข้าจำต้องใช้นาวาพลิกสวรรค์มาสู้กับอำนาจของกฎเสื่อมสลาย ทว่าอย่าให้มันส่งผลถึงเจ้าเล่า”
หลิ่นเฟิงส่งเสียงรับราวโล่งใจ แล้วเงียบไปอีกหนทันที
ซูอี้ขมวดคิ้ว
ยามชายในชุดคลุมขนนกตกตาย เขาน่าจะเตือนสหายอีกสองคนจากวังเซียนฟ้ามรกตแล้ว ทว่ายามนี้กลับไร้การเคลื่อนไหวใดๆ
นับว่าผิดปกติเอาการเลย!
เขาเดินทางสู่ยอดเขาต่อทันที
เปรี้ยง!
ระหว่างทาง กฎเกณฑ์เสื่อมสลายหนาแน่นเยี่ยงหมู่เมฆพลุ่งพล่านทะยานลง ดูน่าสะพรึงกลัวยิ่ง
กระทั่งซูอี้ยังต้องยอมรับว่าหากไร้บันทึกผลกรรมและนาวาพลิกสวรรค์ เกรงว่าคงยากจะฝืนอำนาจเทพร้ายกาจเช่นนี้ด้วยกฎวัฏสงสารของเขาลำพัง
แม้อำนาจวัฏสงสารของเขาจะสามารถกำราบสมบัติอย่างยันต์ลับอำนาจเทพได้ แต่มันก็ยังเป็นอำนาจมหาวิถีระดับมหาเซียนอยู่ดี ยากนักจะฝืนต่อกรกับอำนาจเทพทั่วนภาแดนนี้
แต่ซูอี้ก็แน่ใจว่าเมื่อวิถีเต๋าของเขาพัฒนาไป ความเข้าใจในวัฏสงสารลึกล้ำยิ่งขึ้น กฎเทพที่ว่าเหล่านี้ย่อมถูกเขาสยบทำลายลงได้โดยสิ้นเชิงในภายภาคหน้า!!!
นี่คือเหตุผลหลักที่ทวยเทพไม่ยอมให้มีวัฏสงสารอยู่
ซูอี้มาถึงยอดเขาในที่สุด
ที่แห่งนี้กว้างขวางอย่างยิ่ง สารพัดอาคารโบราณถูกสร้างขึ้นในอดีต ทว่าพวกมันส่วนใหญ่ถล่มลงเป็นซากไปแล้ว
มีเพียงตำหนักสำริดขนาดใหญ่เพียงหนึ่งแห่งซึ่งยังเจิดจรัสเปล่งประกายท่ามกลางซากปรักหักพังบนพื้น
บนตัวตำหนักนั้นสลักลวดลายลับร้ายกาจไว้ละเอียดยิบ วูบไหวกะพริบสอดประสานกับกฎเกณฑ์เสื่อมสลายทั่วบริเวณอย่างน่าอัศจรรย์
ให้ความรู้สึกราวกับโถงสำริดนี้เป็นดวงตาของค่ายกล สามารถดูดซับและใช้อำนาจของกฎเกณฑ์เสื่อมสลายได้
ดวงตาของซูอี้หรี่ลงทันที ไม่ต้องสงสัยเลยว่าตำหนักสำริดนี้ถูกสร้างขึ้นโดยองค์เทพเทียนฮวง ไม่ใช่สิ่งที่มีอยู่แต่เดิม ณ ภูเขาซากวิญญาณ!
กล่าวคือ ตำหนักสำริดนี้น่าจะเป็นคุกเทพที่จองจำลิ่วล้อขององค์เทพเทียนฮวงเอาไว้!
ซูอี้มองไปรอบๆ ทว่าไม่พบผู้ใด
ท้ายที่สุด เขาเดินไปยังตำหนักสำริด
ขณะเขายังอยู่ห่างจากตำหนักสำริดร้อยจั้ง เสียงตะโกนอันห้วนสั้นและเย็นชาพลันดังขึ้น
“ตายซะ!!”
หนึ่งวจีสะท้อนก้องทั่วนภา
ท้องนภาปั่นป่วนรุนแรง อำนาจกฎเกณฑ์เสื่อมสลายคุกรุ่นแปรเปลี่ยนเป็นหอกศึกอันคมกริบ แล้วฟาดลงมาใส่ซูอี้!
การโจมตีนี้ปรกนภาหนาแน่นเต็มไปหมดยากหลบหลีก!!
ไม่ต้องสงสัยเลยว่าหากเปลี่ยนเป็นตัวตนระดับสุดลึกล้ำใดๆ ในโลกหล้า เกรงว่าคงมีแต่ตกตาย ไม่อาจขัดขืนการโจมตีเช่นนี้ได้เลย
นี่คือกฎแห่งเทพ ร้ายกาจไม่ต่างจากทัณฑ์สวรรค์
ทว่าเมื่อเผชิญหน้ากับการโจมตีนี้ ซูอี้เพียงแค่นเสียงอย่างเย็นชา ก่อนที่ร่างจะทะยานตรงไปเบื้องหน้าในฉับพลัน!
เปรี้ยง เปรี้ยง เปรี้ยง!!
หอกศึกเล่มแล้วเล่มเล่าทะลวงทิ่มแทง ทว่าพวกมันล้วนถูกหยุดไว้โดยบันทึกผลกรรมและนาวาพลิกสวรรค์ ก่อเกิดเสียงปะทะสะเทือนแดนดิน คลื่นอำนาจทำลายล้างรุนแรงกวาดสะพัด ทำให้เขาซากวิญญาณทั้งลูกป่วนปั่นร้ายแรง
แม้ซูอี้จะถูกการโจมตีทั้งหลายสกัดกั้นประดังหมายหัวอย่างต่อเนื่อง ทว่าพวกมันก็ถูกขวางไว้หมดสิ้น ทำให้ชายหนุ่มสามารถเดินไปยังตำหนักสำริดได้อย่างราบรื่น!
“ไฉนเป็นเช่นนี้ได้!?”
เสียงอุทานหนึ่งดังออกมาจากในตำหนัก เห็นได้ชัดว่าตกตะลึงกับการกระทำของซูอี้ ไม่อาจคาดคิดเลยว่าจะมีผู้สามารถต้านพลังขององค์เทพเทียนฮวงได้
“หยุดเขาไว้! ต้องไม่ให้เขาเข้าใกล้ได้เด็ดขาด หาไม่……”
เสียงชราวัยโรยราหนึ่งดังขึ้นอย่างเร่งด่วนร้อนรน ก่อนหยุดไปเสียกลางทาง
เท่านี้ก็เพียงพอให้ซูอี้ตระหนักทราบแล้วว่าตัวตนขอบเขตมหาศาลอีกสองคนจากวังเซียนฟ้ามรกตอยู่ในตำหนักสำริด ณ ขณะนี้
และพวกเขาก็กำลังทำบางสิ่งอย่างเร่งด่วน ที่ไม่อาจถูกแทรกแซงได้!!
เปรี้ยง!
อำนาจของกฎเกณฑ์เสื่อมสลายทวีความร้ายกาจราวถูกเร่งใช้สุดกำลัง แปรเปลี่ยนเป็นตรวนสวรรค์สีเทานับไม่ถ้วน ร่ายรำบ้าคลั่งบนท้องนภาและฟาดลงมา
ลวดลายบนตำหนักสำริดเจิดจรัสราวฟื้นจากการหลับไหล
แรงกดดันของซูอี้เพิ่มสูงอย่างเฉียบพลัน!
บันทึกผลกรรมและนาวาพลิกสวรรค์ล้วนสั่นสะท้านรุนแรง
ดวงตาของซูอี้วูบไหวเย็นเยียบ ดำเนินวิถีเต๋าทั่วกายอย่างสุดกำลัง ใช้อำนาจวัฏสงสารหนุนเสริมบันทึกผลกรรมและนาวาพลิกสวรรค์ทันที
ตู้ม! ตู้ม! ตู้ม!
ท้องนภามืดสลัว แสงศักดิ์สิทธิ์และกฎเกณฑ์อันดุเดือดสาดซัดเยี่ยงคลื่นวารีในวันสิ้นโลก
ซูอี้ฝ่าการถาโถมโหมกระหน่ำกระทั่งถึงประตูตำหนักสำริด
“ตายซะ!!”
หอกศึกอาบด้วยเพลิงศักดิ์สิทธิ์สีทองเล่มหนึ่งพลันพุ่งออกมาจากโถงหลัก ฉีกกระชากสุญตาหมายแทงศีรษะของซูอี้
เคร้ง!!!
ซูอี้สะบัดแขนเสื้อ ฟาดหอกศึกนั้นกระเด็นไป แล้วร่างของเขาก็ทะยานพุ่ง โดยใช้บันทึกผลกรรมฟาดเข้าใส่
ร่างหนึ่งในโถงหลักร้องอย่างประหลาดใจ และถอยหนีสุดกำลัง
ทว่าอีกฝ่ายก็ช้าไปก้าวหนึ่ง ถูกบันทึกผลกรรมฟาดเข้าใส่อย่างจังราวโดนก้อนอิฐทุบเข้าให้!
เปรี้ยง!!
ร่างนั้นร่วงลงกลิ้งหลุนๆ สิบกว่าตลบ ก่อนส่งเสียงร้องเยี่ยงสุกรถูกเชือดออกมาจนเสียดหู
และซูอี้ก็ฉวยโอกาสนี้ก้าวเข้าไปในตำหนัก!
บทที่ 1,862 สมบัติอันหลงเหลือในซากวิญญาณ
ในตำหนักสำริดนั้นว่างเปล่า
เสาสำริดขนาดมหึมาสิบหกต้นกระจัดกระจายค้ำหลังคาโถงหลักไว้
โดยเสาสำริดแต่ละต้นล้วนปกคลุมด้วยลวดลายลับวิถีเทพ ขณะนี้กำลังเปล่งแสงเรืองรอง ให้บรรยากาศเคร่งขรึมร้ายแรง
ตรงหน้าเสาสำริดต้นหนึ่ง ณ ท้ายโถง ชายชราสวมมงกุฎนักรบนั่งขัดสมาธิอยู่ ในมือเขามีกระดานทำจากหยกดำลอยวนรอบกาย
อำนาจกฎเสื่อมสลายสายแล้วสายเล่าแผ่ออกมาจากกระดานทิพย์หยกดำ ทะลักไหลเข้าสู่เสาสำริดทั้งสิบหกต้นในโถง
ลวดลายลับวิถีเทพบนเสาสำริดเลือนหายไปอย่างต่อเนื่อง
เปรี้ยง!
ร่างหนึ่งกลิ้งหลุนๆ ไปกับพื้น ส่งเสียงร้องราวสุกรถูกเชือด
เขาเป็นชายร่างกำยำผู้หนึ่งในชุดขุนนาง หนวดเคราปกคลุมทั่วกราม ศีรษะแตกอาบเลือด สภาพดูสะบักสะบอมยิ่งนัก
ชายชราสวมมงกุฎนักรบกำลังถือกระดานทิพย์หยกดำอยู่พลันเปลี่ยนสีหน้าทันที เขาเงยหน้าขึ้นมอง ณ ทางเข้าตำหนัก
ก่อนได้พบเข้ากับชายหนุ่มชุดเขียวผู้หนึ่งที่เดินเข้ามาอย่างไม่รีบร้อน
คนผู้นี้ถือหนังสืออันเปี่ยมปราณฮุ่นตุ้นราวถือก้อนอิฐไว้ในมือหนึ่ง ปราณวิถีเต๋ารอบกายอยู่ในระดับมหาเซียน
“เจ้าเป็นใคร กล้าดีเช่นไรบุกรุกเข้าถิ่นฐานขององค์เทพเทียนฮวง?”
ชายชราสวมมงกุฎนักรบลุกขึ้นกล่าวเสียงลึกล้ำ ใบหน้าดำคล้ำเยี่ยงก้นธารสมุทร
ซูอี้เงยหน้าขึ้นมองเสาสำริดทั้งสิบหกต้นในโถง จากนั้น สายตาของเขาก็เบนไปมองกระดานทิพย์หยกดำในมือชายชราสวมมงกุฎนักรบ
ชายหนุ่มครุ่นคิดและกล่าวว่า “หากเข้าใจไม่ผิด เสาสำริดสิบหกต้นนี้น่าจะเป็นประตูคุกขององค์เทพเทียนฮวง และสมบัติในมือเจ้าก็คือกุญแจเปิดมันใช่หรือไม่?”
ชายชราสวมมงกุฎนักรบขมวดคิ้ว “ในเมื่อท่านทราบว่าที่นี่เป็นขององค์เทพเทียนฮวงแต่ก็ยังบุกเข้ามา การทำเช่นนี้ไม่ห่วงว่าต้องเผชิญทัณฑ์สวรรค์หรืออย่างไร?”
ซูอี้กล่าวยิ้มๆ “ข้ามาถึงเพียงนี้แล้ว เจ้าว่าข้าจะยังกลัวอีกหรือ?”
ชายชราสวมมงกุฎศึกหน้าดำคล้ำทันที
ทันใดนั้น เขาก็ยกมือโยนกระดานทิพย์หยกดำในมือให้ชายในชุดขุนนาง “เจ้ามาเปิดประตูคุกเทพนี่ ส่วนข้าจะคุยกับสหายเต๋าซูผู้นี้เอง!”
ซูอี้นิ่งไป เจ้าเฒ่านี่รู้ตัวตนเขาด้วยหรือ?
ขณะครุ่นคิด แสงสีดำสายหนึ่งพลันระเบิดออก
รวดเร็วและเงียบงัน!
พร้อมกันนั้น ร่างของชายชราสวมมงกุฎศึกพลันบวมขยายขึ้น กล้ามเนื้อปูดโปนฉีกกระชากอาภรณ์ กลายเป็นวานรยักษ์สีดำสูงเก้าจั้งโดยพลัน
ร่างกำยำนั้นแผ่รัศมีสีดำน่าสะพรึงกลัว อำนาจร้ายกาจระดับแกนรวมศูนย์กวาดไปทั่วโถง
“ฆ่า!”
เท้าขยับส่งร่างเข้าโจมตี
การเคลื่อนไหวทั้งหลายเกิดขึ้นในพริบตา
ทว่าซูอี้เพียงยกปลายนิ้วขึ้นกดอย่างง่ายๆ เท่านั้น
เปรี้ยง!!
แสงสีดำนั้นแหลกสลายเป็นละอองแสงหายไปทันที
พร้อมกันนั้น ชายชราผู้แปรเปลี่ยนเป็นวานรยักษ์สีดำก็ชกหมัดออกมา
อำนาจอันพลุ่งพล่านแปรเปลี่ยนเป็นเขตแดนธารดาราในหนึ่งกำปั้น ดวงดาวนับไม่ถ้วนถูกแผดเผาด้วยเพลิงทิพย์สีดำทมิฬ เผยอำนาจน่าสะพรึงกลัวราวถล่มฟ้าทลายแดนออกมา!
หากแต่ซูอี้ยังคงยืนนิ่งกับที่ สีหน้าของเขาราบเรียบเยี่ยงวารีในบ่อบึง ไม่แม้แต่จะชายตามอง
เปรี้ยง!!!
อำนาจจากหมัดนั้นร้ายแรงน่าสะพรึงกลัว ทว่าก็ถูกสกัดไว้ตรงหน้าซูอี้ห่างไปหนึ่งฉื่อ
รอบกายซูอี้มีอำนาจมหาวิถีล่องหนโอบล้อม ขวางหมัดอหังการนี้ไว้อย่างง่ายดาย
ด้วยไม่อาจทะลวงชั้นเกราะคุ้มกายนี้ได้ ก็ย่อมมิอาจสะท้านสะเทือนซูอี้ได้แม้แต่น้อย!
สีหน้าของชายชราแปรเปลี่ยนกะทันหัน ม่านตาของเขาหดตัว ก่อนคำรามลั่นแล้วเงื้อหมัดชกออกมาหลายร้อยหนในพริบตา แต่ละหมัดล้วนบรรจุอำนาจเขตแดนมหาวิถีไว้ ซึ่งเพียงพอแผดบรรพตเผาลำธาร สยบตัวตนระดับแกนรวมศูนย์ได้!
ทว่าพวกมันทั้งหมดกลับถูกสกัดไว้ตรงหน้าซูอี้ห่างไปสามฉื่อ แหลกสลายหายไปเป็นพิรุณแสงลวงตา
ซูอี้หาได้ขยับกายไม่ตั้งแต่เริ่มการต่อสู้ เขาทำเพียงมองอย่างสุขุมด้วยแววตาเจือความเย้าเยาะ
ชายชราเดือดดาล ดวงตาปรากฏแววดุดันยิ่งกว่าเดิม
ตู้ม!
ไม้พลองยาวสีทองด้ามหนึ่งปรากฏขึ้นในมือเขา ทุ่มวิถีเต๋าทั่วกายฟาดลง
คิ้วของซูอี้เลิกขึ้นเล็กน้อย เขายื่นแขนขวาออกแล้วคว้าไม้พลองยาวสีทองนั้นอย่างง่ายดาย ก่อนจะบิดข้อมือ
เปรี้ยง!!
ไม้พลองยาวสีทองถูกฉวยมาอยู่ในมือซูอี้
ขณะที่พังผืดระหว่างนิ้วโป้งและชี้ของชายชราปริแตก ร่างของเขาถูกผลักถอยไป
ใบหน้าของชายชราในขณะนี้เปี่ยมด้วยความหวาดผวา ด้วยไม่อาจคาดคิดได้เลยว่ามหาอำนาจระดับแกนรวมศูนย์อย่างเขาจะปวกเปียกถึงเพียงนี้ยามเผชิญหน้ามหาเซียนผู้หนึ่ง!
ตู้ม!!
ก่อนศัตรูจะทันไหวตัว ซูอี้คว้าไม้พลองยาวสีทองลงมาฟาดร่างสูงเก้าจั้งของชายชราจนกระเด็นใส่เสาสำริด ทำให้ทั้งตำหนักสั่นสะเทือน
ชายชรากระอักเลือดคำโต ใบหน้าซีดขาวเยี่ยงกระดาษ
ซูอี้ยกมือขว้างออก
พลองยาวสีทองกลายเป็นแสงสีทองพุ่งออกไป
ณ สุดโถง ชายวัยกลางคนในชุดขุนนางกำลังใช้กระดานทิพย์หยกดำพลันเบิกตากว้าง ร่างของเขาถูกไม้พลองยาวสีทองนั้นเสียบจนแหลกสลาย!
กระดานทิพย์หยกดำทะยานเวหา ซูอี้คว้าไว้ได้บนอากาศ
สีหน้าของชายชราซีดเผือด สารพันความคิดแผดเผาอยู่ในหัว
เขาจะไม่รู้ได้เช่นไรว่ากำลังเผชิญศัตรูร้ายกาจเพียงไหนอยู่?
ตัวตนระดับแกนรวมศูนย์เช่นเขาไม่อาจต่อกรอีกฝ่ายได้เลย!
“สมบัตินี้ใช้เช่นไร?”
ซูอี้เดินเข้ามาตรงหน้าชายชรา “บอกข้ามา แล้วเจ้าจะได้ไปสบาย”
ชายชราปาดโลหิตที่มุมปากและกล่าวว่า “นี่คือกุญแจเปิดคุกเทพที่นี่ เจ้ายังคิดปลดปล่อยทูตสวรรค์ขององค์เทพเทียนฮวงออกมาหรือ?”
ซูอี้กล่าว “ใช่แล้ว”
ชายชราผงะไป ก่อนจะเงยหน้ามองซูอี้อย่างไม่อยากเชื่อ “หากคิดทำเช่นนั้น ไฉนก่อนหน้านี้เจ้าจึงเข้ามาขวาง?”
ซูอี้เล่นกับกระดานทิพย์หยกดำในมือและกล่าวว่า “เรื่องเช่นนี้ หากได้ควบคุมเองย่อมสบายใจที่สุดมิใช่หรือ?”
มุมปากชายชรายกขึ้นเล็กน้อย “ในเมื่อเจ้าอยากวอนตายเอง แล้วข้าจะมีเหตุผลใดมาขัดขวาง?”
ว่าแล้วเขาก็นำยันต์หยกสีทองชิ้นหนึ่งออกมา “เคล็ดวิชาอยู่ในนี้”
ซูอี้รับยันต์หยกสีทองมาแต่ก็ไม่ได้ตรวจสอบทันทีและถามว่า “พวกเจ้าอยู่ที่นี่มาสองเดือน สั่งสมสมบัติทั่วภูเขาซากวิญญาณได้แล้วหรือ?”
ชายชราผงะตะลึง
ฉึก!
รูโชกเลือดปรากฏขึ้น ณ หว่างคิ้วของเขา ร่างล้มตัวแน่นิ่งกับพื้น ดวงตาเหลือกกลับ ตายตาไม่หลับในทันใด
ผิวกายของเขาปริแตกทีละน้อย โลหิตหลั่งไหลเยี่ยงฝนสาด ไม่นานนักของเหลวนี้ก็ย้อมพื้นจนแดงฉาน
“อย่างไรเจ้าก็ต้องตกตาย เจ้าก็ยังอยากใช้เคล็ดวิชาทำลายตนเองตายไปพร้อมกับข้าหรือ? น่าขำ”
ซูอี้ส่ายหน้า
ขณะเสวนาก่อนหน้านี้ เขาสัมผัสได้แล้วว่าปราณของชายชราผิดปกติ จึงสังหารทิ้งทันทีอย่างไร้ลังเล
ซูอี้ก้าวเข้าไปฉวยแหวนจากชายชรา ใช้จิตสัมผัสตรวจสอบเล็กน้อย อดเผยสีหน้าประหลาดใจมิได้
ในแหวนนั่นมีสมบัติกองเป็นภูเขาเลากา!
เพียงกวาดตามองปราดเดียว ซูอี้ก็รู้ว่ามีสมบัติเซียนขอบเขตมหาศาลหายากอยู่หลายสิบชิ้น รวมถึงโอสถเซียนขอบเขตมหาศาลสารพัดชนิด!
เมื่อซูอี้ตรวจสอบอย่างตั้งใจ หัวใจของเขาก็อดไม่ได้ที่จะเปี่ยมปรีดาเกินสะกดกลั้น
สมบัติทั้งหลายนี้ราวกับมาจากคลังสมบัติระดับสูงสุด แทบไร้สมบัติธรรมดา……
บ้างเป็นสมบัติศักดิ์สิทธิ์อันสาบสูญจากแดนเซียนไปนานแสนนาน
บ้างเป็นสมบัติหายากอันเลิศล้ำในขอบเขตมหาศาล!
ภูเขาสมบัติกองนี้คือสมบัติอันหลงเหลือในภูเขาซากวิญญาณ!
ก่อนหน้านี้ สมบัติทั้งหลายถูกยอดฝีมือขอบเขตมหาศาลจากวังเซียนฟ้ามรกตเหล่านี้เก็บรวบรวมไปเมื่อสองเดือนก่อน
ทว่าโชคหล่นทับซูอี้เต็มๆ!
ในหมู่สมบัติเหล่านี้มี ‘มธุรสศักดิ์สิทธิ์นิลทอง’ อยู่ในน้ำเต้าลูกหนึ่ง น้ำหนักหมื่นจิน ซูอี้ผงะไป
มธุรสศักดิ์สิทธิ์นิลทอง!
สมบัติอันเป็นที่โหยหาสูงสุดในขอบเขตมหาศาล เพียงน้อยนิดก็สามารถช่วยตัวตนระดับมหายุทธ์สร้างรากฐานมหาวิถีอันมั่นคงสูงสุดได้
นอกจากนั้นยังช่วยให้ตัวตนระดับแกนรวมศูนย์สร้างเพลิงเทพมหาวิถี สร้างโลกเร้นลับมหาวิถี และยังช่วยตัวตนระดับสุดลึกล้ำหล่อหลอมอำนาจเทพในจิตวิญญาณได้!!
ก่อนยุคอวสานเซียนบังเกิด มธุรสศักดิ์สิทธิ์นิลทองมีชื่อเสียงเป็นหนึ่งใน ‘เจ็ดสมบัติขอบเขตมหาศาล’ นับเป็นสมบัติสูงสุด ณ ขอบเขตมหาศาล
และมธุรสศักดิ์สิทธิ์นิลทองในน้ำเต้านี้ก็มีตั้งหมื่นกว่าจิน!
‘มธุรสศักดิ์สิทธิ์นิลทอง’ ที่หวังเย่สะสมมาชั่วชีวิตไม่มีทางมากมายเพียงนี้!
“มิน่าเล่า หลี่ฝูโหยวจึงสามารถสั่งสอนศิษย์ขอบเขตมหาศาลไร้เทียมทานได้ถึงสี่คน มีสมบัติเลิศล้ำเช่นนี้อยู่ ไฉนต้องกังวลด้วยว่าจะไม่อาจสร้างรากฐานมหาวิถีสูงสุดได้?”
ซูอี้รำพึง
เมื่อคิดว่าสิ่งเหล่านี้เป็นเพียงสมบัติส่วนเดียวที่หลงเหลือในภูเขาซากวิญญาณ หัวใจของซูอี้ก็เจ็บแปลบขึ้นมา
เขาไม่อาจคาดคิดได้เลยว่าองค์เทพเทียนฮวงและลิ่วล้อของอีกฝ่ายปล้นสมบัติไปมากเพียงไรยามทำลายภูเขาซากวิญญาณลง……
สิ่งเดียวที่ซูอี้แน่ใจก็คือ หนึ่งในเก้าสมบัติลับแห่งฮุ่นตุ้นของศิษย์น้องของหลิ่นเฟิง ‘จักรพรรดิดาบตงเสวียน’ ต้องอยู่ในมือองค์เทพเทียนฮวงแล้วแน่นอน!
เฮ้อ!
ซูอี้ถอนหายใจยาว เก็บแหวนสัมภาระไปแล้วเริ่มตรวจสอบยันต์หยกสีทอง
ไม่นานนัก เขาก็ได้เรียนรู้วิธีใช้กระดานทิพย์หยกดำ
จินจู๋หลิวนำสมบัติชิ้นนี้มาจากโลกแห่งเทพ เป็นสมบัติที่องค์เทพเทียนฮวงสร้างขึ้น มีนามว่า ‘กระดานเทพหลอมวิถี’ และด้วยสมบัตินี้ เขาจะสามารถเปิดประตูคุกเทพที่นี่ได้!
จริงดั่งซูอี้คาดไว้ สมบัตินี้เป็นกุญแจเปิดคุก!
ทว่าหากไม่มี ‘กระดานเทพหลอมวิถี’ ในมือ เขาจะสามารถใช้กฎเสื่อมสลายทั่วเขาซากวิญญาณนี้ได้เช่นกัน!
การโจมตีที่ซูอี้ได้รับยามบุกตำหนักแห่งนี้คงเป็นฝีมือชายชราสวมมงกุฎนักรบ!!
เมื่อคุกเทพถูกเปิดออก อำนาจกฎเสื่อมสลายทั่วเขาซากวิญญาณนี้จะสลายไป
ทำให้ซูอี้เสียดายเอาการ
เดิมทีเขาก็คิดว่าหากใช้กฎเสื่อมสลายได้ หลังเปิดคุกเทพออก ตนก็จะสามารถปราบลิ่วล้อรับใช้องค์เทพเทียนฮวงลงอย่างง่ายดาย
ทว่ายามนี้ เขาทำได้เพียงทิ้งความคิดนั้นไป
หลังครุ่นคิดเงียบงันเนิ่นนาน ในที่สุดซูอี้ก็ตัดสินใจ
เขานำนาวาพลิกสวรรค์ออกมา และเล่าแผนของตนเองให้หลิ่นเฟิงซึ่งซ่อนอยู่ในนาวาฟัง
บทที่ 1,863 อนุมานหมื่นวิถี
การตัดสินใจของซูอี้นั้นเรียบง่าย……
เขาจะเก็บตัวฝึกฝนบนภูเขาซากวิญญาณ!
“สมบัติอันหลงเหลือในภูเขาซากวิญญาณอยู่กับข้าหมดแล้ว นอกจากนั้นยังมีอนุสรณ์วิถีเคลื่อนฮุ่นตุ้นที่สามารถช่วยข้าอนุมานมหาวิถีได้อีก”
“ส่วนลิ่วล้อเทพในเรือนจำ ก็ใช้พวกเขาเป็นหินลับดาบได้”
“หากทำเช่นนี้ ก็อาจมีโอกาสบรรลุสู่ขอบเขตมหาศาลได้!”
นี่คือเจตนาของซูอี้
แต่หลังจากหลิ่นเฟิงรับรู้ เจ้าตัวก็กล่าวขัดขึ้นว่า “แม้ข้าจะดูหมิ่นพวกเฒ่าชราที่ทำงานให้องค์เทพเทียนฮวง แต่พวกเขาต่างก็เป็นยอดฝีมือสูงสุดในขอบเขตมหาศาล ณ ยุคสุดวิเวก หาไม่ มีหรือจะฆ่าศิษย์น้องสี่ของข้าไหว?”
“ข้าขอแนะนำให้ระวังตัวไว้ดีกว่า อย่าเล่นกับไฟจนแผดเผาตนเอง”
หลังได้ฟัง ซูอี้เพียงแย้มยิ้มอย่างไม่ถือสาและไม่ตอบคำใด
สำหรับเขาในยามนี้ ตัวตนระดับสุดลึกล้ำไม่ได้แข็งแกร่งเกินต้านทานอีกต่อไป และยอดฝีมือระดับแกนรวมศูนย์ก็หาใช่ภัยคุกคามไม่
มีเพียงการประมือกับตัวตนระดับสุดลึกล้ำเท่านั้นที่เขาจะสามารถลับคมวิถีดาบได้!
จริงอยู่ที่ยอดฝีมือระดับสุดลึกล้ำมีทั้งแข็งแกร่งอ่อนแอแตกต่างกันไป
ลิ่วล้อเทพที่ถูกขังอยู่เหล่านั้นต่างเป็นกลุ่มตัวตนสูงสุด ณ ยุคสุดวิเวกอย่างไม่ต้องสงสัย การต่อสู้กับพวกเขาย่อมอันตราย
แต่นี่แหละคือสิ่งที่ซูอี้ยินดีและต้องการพานพบ!
“เจ้า… ไม่อาจสัมผัสเค้าลางฟื้นกรรมวิถีอดีตชาติได้สักนิดจริงๆ หรือ?”
หลิ่นเฟิงถามอีกครั้ง
นั่นคือสิ่งที่เขาสนใจที่สุด!
ซูอี้ส่ายหัว “บางทีการฝึกฝนของข้าอาจยังไม่พอ หรืออาจต้องการโอกาสอื่น นับแต่เข้ามาในเขาซากวิญญาณนี้ ข้ายังไม่อาจสัมผัสถึงโอกาสใดๆ ได้เลย”
หลิ่นเฟิงพลันเงียบไป ดูเหมือนจะผิดหวัง
“งั้นเจ้าเคลื่อนขอบเขตแล้วลองอีกทีเถอะ”
ครู่ต่อมาหลิ่นเฟิงก็กล่าวขึ้น “เมื่อเจ้าฟื้นกรรมวิถีของอาจารย์ข้า ข้าก็จะยอมรับเจ้ายามนั้น! ส่วนยามนี้ ในสายตาข้า เจ้าก็แค่… มหาเซียนผู้หนึ่ง”
ซูอี้แย้มยิ้ม
จากการสนทนาหลายวันมานี้ เขาได้รับรู้ว่าศิษย์ลำดับสามในอดีตชาติของเขาผู้นี้ปากร้ายอย่างยิ่ง วาจาเชือดเฉือนไร้ปราณีเหลือเกิน
อุปนิสัยเช่นนี้เหมาะสมกับการฝึกฝนวิถีดาบจริงแท้
ซูอี้หันหลังจากตำหนักสำริดไปอย่างไม่รีรอ
……
ณ ไหล่เขาซากวิญญาณ
ตรงหน้าอนุสรณ์วิถีเคลื่อนฮุ่นตุ้น
ซูอี้นั่งลงขัดสมาธิ เคลื่อนวิถีเต๋าทั่วกาย หมอกฮุ่นตุ้นพลันทะลักออกจากอนุสรณ์ศิลาปกคลุมทั่วกายชายหนุ่ม……
ขณะนี้ซูอี้ได้จมลงสู่ภวังค์อย่างลึกล้ำ ราวกับปรากฏขึ้น ณ จักรวาลพร่างดาวแห่งหนึ่ง!
รอบกายมีหมู่ดาวนับไม่ถ้วนเจิดจรัสเยี่ยงไข่มุก
กระจัดกระจายทั่วจักรวาล กะพริบวูบไหวเดี๋ยวเกิดเดี๋ยวดับ หมอกฮุ่นตุ้นสีเทาโรยตัวปกคลุมรอบสุญญะราวผืนม่าน
ซูอี้เข้าใจได้ทันทีว่าหมู่ดาวทั้งหลาย แท้จริงแปรเปลี่ยนจากปราณมหาวิถีอันเก่าแก่ที่เปี่ยมล้นซึ่งกลิ่นอายอันลึกลับ
ซูอี้เริ่มทำสมาธิ ร่างของเขาเหยียดตรง
หมู่ดาวทั้งหลายค่อยๆ หมุนวนกู่คำราม ถักทอรัศมีโคจรอัน
ตระการตาเยี่ยงเส้นไหม พลิกผันพิสดาร วนเวียนไร้จุดจบ
ขณะนี้ ซูอี้ปรากฏภวังค์รู้แจ้งอันแปลกประหลาดขึ้น
ในใจปรากฏการอนุมานหมื่นวิถี ถาโถมเวียนวนดั่งคลื่นเล็กจ้อยประสานสอดเป็นธารนที แม่น้ำ ทะเล……
ในภวังค์รู้แจ้งนี้ ความนึกคิดของซูอี้เริ่มร้อยเรียง สร้างและตกผลึกอำนาจมหาวิถีของตน
ลืมตัวตนไปจนสิ้น
นับแต่เริ่มย่างเยื้องสู่ระดับมหาเซียน ณ เขาไร้ชีพในซากโบราณบรรพสังขารได้ไม่ถึงครึ่งปี การฝึกฝนของเขาก็ทะยานสู่ขั้นสมบูรณ์ของขอบเขตนี้……นับเป็นความเร็วอันไร้ผู้ใดเทียบได้ในโลกหล้า
แม้ทุกก้าวจะมั่นคงไร้จุดบกพร่อง
แต่ก็ยังขาดการหนุนเสริมอันลึกล้ำ
เพราะถึงอย่างไร การเดินเร็วเกินไปก็ทำให้พลาดรายละเอียดเชิงลึกมากมายระหว่างทาง และสายเกินกว่าจะทำความเข้าใจอย่างถ่องแท้
การตระหนักรู้เช่นนี้เกี่ยวเนื่องกับการต่อสู้และประสบการณ์ต่างๆ ตลอดเส้นทางวิถี ทั้งยัง… เกี่ยวสิ่งที่ความคิดต้องประสบเผชิญ
ยามนี้ ซูอี้กำลังอยู่ในภวังค์รู้แจ้ง ไล่เรียงหนทางในอดีตราวกำลังสรุปและหลอมรวมการฝึกฝนตลอดมา!
มีเพียงการตระหนักทราบอดีตกาล เฝ้ามองปัจจุบันเท่านั้น หนทางภายหน้าจึงถูกอนุมานขึ้นได้!
……ไม่อาจทราบได้ว่าเวลาผ่านไปนานเพียงไร ซูอี้ได้มายังส่วนลึกแห่งจักรวาลพร่างดาวในภวังค์ และยามทัศนาโดยรอบ หมู่ดาวมากมายเหล่านั้นก็เป็นประหนึ่งมหาวิถีอันแตกต่างนับไม่ถ้วน พลิกผันแปรเปลี่ยนเกินคณา
ดุจเม็ดทรายเหลือคณานับในแม่น้ำ วิถีก็เกิดการแปรเปลี่ยนจนเกินคณานับเช่นกัน!
ขณะความคิดของซูอี้ดำเนินไป หมู่ดาวพร่างนภาดูจะแปรเปลี่ยนเป็นส่วนหนึ่งกับร่างของเขา และเริ่มแปรเปลี่ยนอย่างรวดเร็วขณะชายหนุ่มกำลังอนุมานอำนาจมหาวิถีของตน
จากการการอนุมานหนนี้ ซูอี้พบว่าอำนาจมหาวิถีของเขาซุกซ่อนความเป็นไปได้ไว้นับไม่ถ้วน!
แต่ส่วนใหญ่ไม่ใช่สิ่งที่เขาต้องการ
ดังนั้นชายหนุ่มจึงอนุมานอย่างต่อเนื่องไม่หยุดยั้ง
ชั่วขณะนั้นเปรียบประหนึ่งชั่วกาลเวลาที่เคลื่อนผ่านชะลอลง
ก่อนจะกลายเป็นดั่งกาลเวลาหยุดนิ่ง ไร้สิ่งใดเปลี่ยนแปร……
ทันใดนั้น ความรู้สึกเหนื่อยล้าก็แผ่ซ่านทั่วกาย ทำให้ซูอี้ตื่นขึ้นจากภวังค์รู้แจ้งประหลาดที่ใช้ความคิดเรียบเรียงอดีตอนุมานอนาคต
เขาพบว่าร่างของตนเองจวนเจียนสิ้นกำลังรอมร่อ โดยเฉพาะอำนาจจิตวิญญาณที่แทบมลายสูญ!
แห้งเหี่ยวทั้งกายใจ!
“เกิดอันใดขึ้นกัน?”
ซูอี้งุนงง
เสียงของหลิ่นเฟิงก็ถามขึ้นอย่างเร่งรีบ “ก่อนหน้านี้ เจ้ายืมพลังของอนุสรณ์วิถีเคลื่อนฮุ่นตุ้นมาอนุมานการเปลี่ยนแปลงหมื่นวิถีฮุ่นตุ้นหรือ?”
น้ำเสียงของอีกฝ่ายเจือความตึงเครียดอย่างไม่อาจปิดบัง
“ใช่” ซูอี้พยักหน้า
หลิ่นเฟิงตะลึงไปอย่างเห็นได้ชัด พึมพำออกมาว่า “เช่นนั้น……ข้าชักเริ่มเชื่อแล้วว่าเจ้าเป็นร่างเวียนวัฏของท่านอาจารย์จริง……”
“เจ้าหมายความเช่นไร?” ซูอี้นำโอสถเซียนขอบเขตมหาศาลอันหายากยิ่งชิ้นหนึ่งออกมากลืนกิน
หลิ่นเฟิงเงียบไปครู่หนึ่งและอธิบายว่า “หลังท่านอาจารย์นำอนุสรณ์วิถีเคลื่อนฮุ่นตุ้นกลับมายังภูเขาซากวิญญาณ ท่านก็บอกเราว่าหากเราสามารถใช้สมบัตินี้สัมผัสการโคจรเปลี่ยนแปลงของหมื่นวิถีฮุ่นตุ้นได้ ก็เพียงพอที่จะเบิกวิถีดาบอันเลิศล้ำของตนเองได้!”
การเบิกวิถีก็คือการถางเส้นทางสร้างวิถีอันไม่เคยมีอยู่มาก่อน!
ซูอี้ย่อมเข้าใจความหมายของมันดี
ทว่าเขาเริ่มหลอมรวมเคล็ดพลังวัฏสงสาร เวิ้งลึกล้ำ และมหาวิถีอื่นๆ เข้าไปในวิถีดาบของเขาแต่เนิ่นนานแล้ว ใช้วิถีดาบของตนเป็นภาชนะรองรับ หลอมรวมหมื่นวิถีเข้ากับมัน และถางเส้นทางสร้างวิถีดาบของตนเองขึ้นใหม่ไปแล้ว ดังนั้นชายหนุ่มจึงหาประหลาดใจไม่
แต่เห็นได้ชัดว่าหลิ่นเฟิงตะลึงมาก!
สิ่งนี้ทำให้ซูอี้อดกล่าวขึ้นหลังจากนั้นมิได้ “ก่อนหน้านี้ เจ้าไม่ได้บรรลุมันแล้วหรือ?”
หลิ่นเฟิงตอบ “ไม่เพียงข้า ในหมู่เราศิษย์พี่น้อง มีเพียงศิษย์พี่หญิงรองที่บรรลุมันหนึ่งหน แต่ก็เพียงหนึ่งหนเท่านั้น”
ซูอี้ “……”
ลั่วฉางหนิง หลิ่นเฟิง และตงเสวียนอ่อนแอเกินไปหรือ?
ไม่!
หาไม่ พวกเขาหรือจะถูกมองเป็นจักรพรรดิดาบไร้เทียมทานแห่งยุคสุดวิเวก?
“ข้าเข้าใจว่าการอนุมานหมื่นวิถีหาเกี่ยวข้องกับขอบเขตวิถีเต๋าไม่ แต่เป็นความรู้ความเข้าใจในมหาวิถี และเจ้า… ต้องเป็นเพราะเจ้าคือร่างเวียนวัฏสงสารของท่านอาจารย์แน่ๆ จึงทำเช่นนี้ได้โดยง่ายดาย”
หลิ่นเฟิงพึมพำ
นี่อาจจะเป็นเหตุที่ทำให้เขาเริ่มเชื่อขึ้นมาก็เป็นได้ว่าซูอี้คือร่างเวียนวัฏสงสารของอาจารย์ตน แต่ซูอี้ได้ยินสิ่งนี้กลับรู้สึกว่ามันน่าขัน
เขายังไม่ทันหลอมรวมกรรมวิถีชาติที่ห้าหลี่ฝูโหยวเลย สิ่งนี้จะไปเกี่ยวอันใดกับชาติที่ห้าได้?
แต่วาจาของหลิ่นเฟิงก็ยังมีข้อเท็จจริงบางอย่างแฝงอยู่
ในด้านความรู้ความเข้าใจในมหาวิถี ตลอดกาลทั่วทุกยุคสมัย มีผู้คนน้อยนักจะเทียบชั้นเขาได้
เพราะถึงอย่างไร เขาก็หลอมรวมกรรมวิถีอดีตชาติมาหลายชาติแล้ว!
อดีตชาติแต่ละภพ แม้ขอบเขตฝึกฝนจะแตกต่าง แต่ความรู้ความเข้าใจในมหาวิถีนั้นล้วนล้ำค่าหายาก เป็นตัวผลักดันเส้นทางเต๋าของซูอี้
ความแตกต่างก็คือ วิถีดาบในชาตินี้ของเขาเหนือชั้นกว่าอดีตชาติทั้งหลายทั้งปวง! ชายหนุ่มจึงสามสารถใช้อนุสรณ์วิถีเคลื่อนฮุ่นตุ้นมาอนุมานการเปลี่ยนแปลงหมื่นวิถีได้!
วาจาของหลิ่นเฟิงนั้นดูเป็นการคิดเองเออเองฝ่ายเดียว
แต่ซูอี้ก็ไม่ได้อธิบาย ถามเพียงว่า “ผ่านไปนานเพียงไรแล้ว?”
“สองชั่วยาม”
“ผ่านไปแค่นี้ ข้าก็แสนเหนื่อยล้า… จิตวิญญาณและการฝึกฝนแทบเหือดหายแล้วหรือ……”
ซูอี้อดประหลาดใจมิได้
หลิ่นเฟิง “……”
เขานึกอยากต่อยเจ้าหมอนี่สักหมัดขึ้นมาในใจ
กาลก่อน ศิษย์พี่หญิงรองของเขาเข้าสู่ภวังค์รู้แจ้งเช่นนี้ได้เพียงชั่วครู่ และนางก็ดึงความสนใจจากท่านอาจารย์จนเอ่ยปากชมศิษย์พี่หญิงรองว่า ‘ดีมาก’ เป็นครั้งแรก
……คำชมนั้นเพียงอย่างเดียวก็ทำให้ศิษย์พี่หญิงรองแสนดีใจไปเนิ่นนานจนไม่อาจคณานับ!!
ยามนั้น ทั้งตัวเขา ศิษย์พี่ใหญ่ และศิษย์น้องสี่ ผู้ใดบ้างมิอิจฉานาง?
ทว่าเจ้าคนผู้นี้อยู่ในภวังค์อนุมานหมื่นวิถีฮุ่นตุ้นสองชั่วยามเต็ม ช่างประหลาดพิสดาร แต่รู้สึกว่าใช้เวลาน้อยเกินไปอีก……
แม้หัวใจของเขาแสนอึดอัด หลิ่นเฟิงก็ยังอธิบายอย่างใจเย็น “โอกาสเช่นนี้ล้ำค่าอย่างยิ่ง พบได้แต่ไม่อาจครอบครอง เจ้า…”
ซู้อี้ไม่รอช้าให้อีกฝ่ายพูดจบ เขาส่ายหน้าแล้วกล่าว “ไม่ใช่เกี่ยวกับการพบได้แต่มิอาจครอบครองหรือความยากเย็นอันใดหรอก ถ้าไม่ใช่เพราะอำนาจฝึกฝนของข้าเหือดหายรวดเร็วเกินไป ข้าก็น่าจะทำความเข้าใจมันได้นานกว่านี้ แน่นอน ยามข้าฟื้นตัว ข้าจะกลับมาเรียนรู้ใหม่”
หลิ่นเฟิง “……”
วันนี้ยังคิดจะฝึกต่ออีกหรือ!?
บันทึกผลกรรมดูปรีดาในความทุกข์ของผู้อื่น บนหน้ากระดาษพลันปรากฏข้อความขึ้นว่า ‘การโจมตีอันมิอาจมองเห็นนี่แหละอันตรายที่สุด!’
และก็จริงดังนั้น หลังซูอี้ฟื้นตัว เขาก็กลับเข้าสู่ภวังค์อนุมานหมื่นวิถีฮุ่นตุ้นได้อีกครั้งอย่างง่ายดาย
ไร้อุปสรรคยากเย็นใดๆ ทั้งสิ้น
สิ่งนี้ทำให้หลิ่นเฟิงสิ้นวจีไป
ท้ายที่สุด เขาก็ไม่อาจเข้าใจเรื่องทั้งหมดนี้ได้ จึงทำได้เพียงใช้เหตุผลว่าซูอี้เป็นร่างเวียนวัฏของท่านอาจารย์มาอธิบาย!
……
สามวันผ่านไปอย่างรวดเร็ว
ทว่าสำหรับซูอี้ ดูเหมือนผ่านไปหลายปีนัก
สามวันมานี้ เขาแทบจะอนุมานหมื่นวิถีเพียงอย่างเดียว และยามอำนาจฝึกฝนใกล้เหือดหาย ชายหนุ่มจึงกินโอสถเพื่อฟื้นฟูพลังในกาย
จากการอนุมานหมื่นวิถีของเขา วิถีเต๋าของชายหนุ่มก็ได้เรียบเรียงขัดเกลาจนเลิศล้ำครั้งแล้วครั้งเล่า!
แม้การฝึกฝนจะยังไม่เคลื่อนขอบเขต แต่ความรู้ความเข้าใจในมหาวิถีนั้นแปรเปลี่ยนสะเทือนโลกา!
ด้วยเหตุนี้ ความแข็งแกร่งของซูอี้เพิ่มพูนขึ้นเป็นอย่างมาก!
ซูอี้ตระหนักได้ว่าการไม่รีบร้อนบรรลุสู่ขอบเขตมหาศาลนั้นถูกต้องแล้ว
การฝึกฝนสามารถขัดเกลาจนสุดขั้วกว่าหนใด และมหาวิถีก็สามารถควบรวมจนสมบูรณ์แบบได้
แต่ความแข็งแกร่งของเขายังไม่ถึงจุดสูงสุดแห่งขอบเขตนี้ และยังมีโอกาสพัฒนาได้ต่อ!
เพียงการให้ความคิดเรียบเรียงสงบลง หลอมรวมประสบการณ์ทั้งหลายในอดีต ความแข็งแกร่งของเขาก็สามารถเพิ่มพูนพัฒนา
‘ถึงกาลต้องไปพบพวกลิ่วล้อที่ถูกคุมขังแล้ว……’
ซูอี้ครุ่นคิดในใจ อยากเห็นนักว่าความแข็งแกร่งของตนพัฒนาไปเพียงไร พลางลุกขึ้นเดินไปยังตำหนักสำริดบนยอดเขาทันที
บทที่ 1,864 ประหลาดใจ
ภายในโถงใหญ่
วิ้ง!
เสาสำริดทั้งสิบหกต้นกำลังคำราม ลวดลายลับวิถีเทพนับไม่ถ้วนที่ถูกสลักอยู่บนนั้นพากันเปล่งแสงจ้า เกิดเป็นความผันผวนของพลังแปลกประหลาดและคลุมเครือ
ในตอนนี้ ทั่วทั้งโถงใหญ่เกิดเสียงคำรามลั่น
พลังของกฎเกณฑ์เสื่อมสลายที่ปกคลุมยอดเขาราวกับกระแสน้ำเชี่ยวกราก ได้ไหลหลั่งเข้าสู่โถงใหญ่ รวมตัวในอากาศกลางห้องโถง
เมื่อซูอี้ผู้กำลังใช้ ‘กระดานเทพหลอมวิถี’ เห็นดังนี้ จึงยกมือขึ้นสัมผัสบนกระดานทิพย์หยกดำ
ตู้ม!
กฎเกณฑ์เสื่อมสลายที่รวมตัวกัน ณ ใจกลางของโถงใหญ่คำราม ก่อนก่อร่างเป็นประตูคล้ายวังวนราวกับจะเปิดไปสู่ความว่างเปล่า
นี่คือประตุของคุกเทพ!
มันถูกองค์เทพเทียนฮวงทิ้งเอาไว้ตั้งแต่ยุคสุดวิเวก และตอนนี้มันปรากฏขึ้นอีกครั้งในโลกหล้า!
ในตอนนี้ เสียงตะโกนด้วยความตื่นเต้นและอึกทึกตะโกนมาจากประตูคุกเทพ……
“ฮ่าๆๆ เจ้าเห็นหรือยัง เทพยังไม่ทอดทิ้งพวกเรา!”
“ผ่านมากี่ปีแล้ว ในที่สุดท่านเทพก็ทำตามสัญญา จะช่วยชี้นำพวกเราไปสู่โลกแห่งเทพใช่หรือไม่?”
“ดีเหลือเกิน! ดีเหลือเกิน!”
…ในตอนนี้ ซูอี้อดไม่ได้ที่จะเผยรอยยิ้มหยันออกมา
ผ่านมานานแสนนาน สหายผู้ไม่ต่างจากสุนัขรับใช้เหล่านี้ยังคิดว่าองค์เทพเทียนฮวงจะนำพาพวกเขาไปสู่โลกแห่งเทพอีกหรือ?
ช่างโง่เขลาอะไรเพียงนี้!
เขาถือกระดานเทพหลอมวิถีไว้ด้วยมือข้างหนึ่ง ก่อนจะตรงไปที่ประตูคุกเทพ
ด้วยความช่วยเหลือของกระดานเทพหลอมวิถี เพียงชั่วพริบตา ดวงตาของชายหนุ่มคล้ายทะลวงฝ่าความว่างเปล่าอันไร้ที่สิ้นสุด จนเห็น ‘คุก’ ที่องค์เทพเทียนฮวงสร้างเอาไว้!
ภายในคุกถูกปกคลุมด้วยความมืดมิด
มีมากกว่าสิบร่างถูกขังอยู่ข้างใน มีทั้งชายหญิง แต่ละร่างปกคลุมด้วยกลิ่นอายอันน่าสะพรึงของระดับสุดลึกล้ำ
ตอนนี้ สิบคนนี้ตื่นเต้นยิ่ง ราวนักโทษที่ถูกขังในความมืดมานานแสนนานได้เห็นเศษเสี้ยวแสงสว่างแห่งความหวัง!
“พวกเจ้ามีความสุขกันเกินไปแล้ว”
ซูอี้เปิดปาก เสียงทะลวงผ่านความว่างเปล่า ตรงเข้าสู่คุกอันมืดมิด
หลังจากนั้น เสียงอึกทึกด้วยความตื่นเต้นก็หยุดลงทันที หลายสิบคนหยุดการเคลื่อนไหว ราวกับตระหนักได้ว่ามีบางอย่างผิดปกติ
“นี่คือทูตสวรรค์ที่องค์เทพเทียนฮวงส่งมางั้นหรือ?”
ใครบางคนอดไม่ได้ที่จะถาม
ซูอี้ตอบอย่างแผ่วเบาว่า “เรื่องมันยาวน่ะ ทว่าหากพวกเจ้าอยากรอด ข้าสามารถมอบโอกาสให้ได้”
เกิดความเงียบสงัดขึ้นภายในคุก
ยอดฝีมือระดับสุดลึกล้ำที่ถูกขังเหล่านั้น ตระหนักได้ว่ามีบางอย่างผิดปกติทันที
“ข้าขอถามท่านได้หรือไม่ โอกาสที่ว่ามันคืออันใด?”
ใครบางคนเอ่ยถาม
ซูอี้ตอบว่า “ง่ายมาก หลังจากนี้ข้าจะเลือกคู่ต่อสู้จากพวกเจ้า หากสามารถเอาชนะข้าได้ ก็สามารถกลับไปมีชีวิตได้ หลังจากนี้ ฟ้าสูงก็คู่ควรกับนกที่บินสูง ไม่จำเป็นต้องถูกขังอยู่ในคุกมืดมิดแห่งนี้อีกต่อไป”
ทันใดนั้น พลันเกิดความโกลาหลขึ้นในคุก
ยอดฝีมือระดับสุดลึกล้ำหลายสิบคนล้วนตกอยู่ในความโกลาหล พวกเขาล้วนอ้าปากด้วยความประหลาดใจ พยายามจะถามรายละเอียดเพิ่มเติม
แต่ซูอี้ไม่คิดจะอธิบายแต่อย่างใด ด้วยเป็นธรรมดาที่เขาจะเมินเฉย เพียงถามตามตรงว่า “ใครอยากเป็นคนแรกที่เผชิญหน้ากับข้า?”
บรรยากาศเงียบสงัดอีกครั้ง
แต่ในไม่ช้า ชายร่างผอมพูดขึ้นมาว่า “ข้าขอลุยก่อน!!”
ใครบางคนห้ามปรามทันที “ปีศาจเฒ่าซิงหู นี่น่าจะเป็นการสมรู้ร่วมคิด เจ้าไม่ห่วงว่าจะมีอะไรเกิดขึ้นงั้นหรือ?”
“นั่นสิ เห็นได้ชัดว่าอีกฝ่ายไม่ใช่ลูกน้องขององค์เทพเทียนฮวง อีกอย่างยังไม่รู้เลยว่า ระดับการฝึกฝนของอีกฝ่ายอยู่จุดไหน เขาวางแผนอันใดเอาไว้ เหตุใดถึงได้กล้าท้าสู้……นี่มันไม่ฉลาดเอาเสียเลย!”
คนอื่นท้อใจเช่นกัน
ซูอี้ขมวดคิ้ว หลังจากครุ่นคิดสักพัก จึงรู้ว่าต้องบอกความจริง เขากล่าวตามตรงว่า “ข้าต้องการหินลับดาบ แต่ว่าข้ามีรากฐานการฝึกฝนอยู่ที่มหาเซียนเท่านั้น ตอนนี้จึงทำได้เพียงประมือหนึ่งต่อหนึ่ง”
มหาเซียนหรือ!?
ตัวตนระดับสุดลึกล้ำหลายสิบคนล้วนตกตะลึง
นี่ดูถูกสมองของพวกเขาอยู่หรือไร หาไม่แล้ว ใครจะมาหลอกพวกเขาด้วยคำโกหกน่าสมเพชเช่นนั้น?
หรือว่าชายหนุ่มที่เป็นเพียงมหาเซียนผู้นี้ จะไม่รู้ถึงความน่าสะพรึงของเหล่าเฒ่าชราที่ถูกจองจำเอาไว้ที่นี่?
ผ่านไปสักพัก พวกเขายิ่งประหลาดใจ
ก่อนชายที่ชื่อปีศาจเฒ่าซิงหูจะกล่าวตามตรงว่า “ไม่ว่าระดับการฝึกฝนของเจ้าจะมีแค่ไหน ในเมื่ออยากสู้นัก ก็ให้ข้าสนองเอง!”
ครั้งนี้ ไม่มีใครห้ามอีก
หลายคนคิดไปว่า คงดีกว่าที่จะให้ปีศาจเฒ่าซิงหูหยั่งเชิงข้อมูลของอีกฝ่าย
แน่นอน เมื่อมีคนตกลงแล้ว ซูอี้ย่อมไม่พูดจาให้มากความอีก เขาเพียงเปิดประตูคุกแล้วเข้าไป
ฟิ้ว! ฟิ้ว!
ในตอนนี้ สองร่างได้ก้าวออกไปโดยไม่รอให้ปีศาจเฒ่าซิงหูลงมือ พวกเขาเคลื่อนตัวข้ามท้องนภา พุ่งมาทางประตูคุก!
เห็นได้ชัดว่าฉวยโอกาสหลบหนี!!
แต่สิ่งที่ทักทายพวกเขาคือ พลังอันน่าสะพรึงของกฎเกณฑ์
เสียง ‘ปัง’ ดังขึ้นติดกันสองหน ราวกับทั้งสองถูกฟาดด้วยแส้ศักดิ์สิทธิ์ พวกเขากรีดร้องด้วยความเจ็บปวด ก่อนกระแทกกลับเข้าไปในคุกอย่างรุนแรง
สิ่งนี้ทำให้คนอื่นถึงกับหน้าซีดเผือด
“จริงสิ ข้าลืมบอกไปอย่าง ว่าหลังจากข้าเปิดประตูคุกนี้แล้ว กฎเสื่อมสลายที่องค์เทพเทียนฮวงหลงเหลือเอาไว้ จะสูญหายไปอย่างสมบูรณ์ แต่ก่อนหน้านั้น พวกเจ้าจะหนีไปไหนไม่ได้!”
น้ำเสียงราบเรียบของซูอี้ดังขึ้น “เจ้า ออกมา”
ฟิ้ว!
ร่างของปีศาจเฒ่าซิงหูวูบไหว ก่อนจะจากไป
หลังจากนั้น ประตูก็ปิดลงอีกครา
“ตลอดเวลาที่ผ่านมา ในที่สุด…ในที่สุดข้าก็ได้เห็นแสงสว่างอีกครั้ง…”
ปีศาจเฒ่าซิงหูสูดหายใจด้วยความละโมบ สีหน้าเต็มไปด้วยความตื่นเต้น
ร่างของเขาผอม เส้นผมยาวสีโลหิต ผิวขาว ดูอ่อนเยาว์ราวกับชายหนุ่ม ดวงตาเปิดปิดอย่างละข้าง เปี่ยมไปด้วยความผันผวนของเวลา
โครม!
แขนเสื้อของซูอี้สะบัด พลังของกฎเกณฑ์เสื่อมสลายที่ปกคลุมในห้องโถงสลายไปราวกับคลื่น
จากนั้นปีศาจเฒ่าซิงหูก็ค่อยๆ สงบลง
เขามองออกไปนอกโถง แววตาเผยความโหยหาอย่างไม่ปิดบัง
ซูอี้กล่าวอย่างสงบว่า “ข้าแนะนำว่าพวกเจ้าอย่าพยายามหลบหนีออกจากโถงนี้จะดีกว่า ไม่อย่างนั้น พวกเจ้าจะถูกกฎเกณฑ์เสื่อมสลายฆ่าในทันที”
ปีศาจเฒ่าซิงหูตกตะลึง จากนั้นจึงหันมามองชายหนุ่ม
หลังจากนั้น สีหน้าของเจ้าตัวค่อยๆ กลายเป็นแปลกประหลาด
“เจ้า…เจ้าคือมหาเซียนจริงหรือ?”
เขาคล้ายกับไม่อยากเชื่อ แต่ความปีติที่ควบคุมไม่ได้กลับปรากฏขึ้นบนหว่างคิ้วอย่างชัดเจน
คนผู้นี้ต้องโง่แค่ไหน ถึงใช้ใครบางคนที่อยู่ระดับสุดลึกล้ำอย่างเขามาเป็นหินลับดาบด้วย?
ฮ่าๆ!
นี่มันน่าประหลาดใจเกินไปแล้ว!!
“ทั้งหมดเป็นความจริง” ซูอี้ยิ้มเช่นกัน “ทว่าข้าแนะนำว่าทางที่ดี…”
ก่อนจะทันได้กล่าวจบ เขาถูกขัดด้วยเสียงตะโกนว่า “ตาย!!”
ตู้ม!
ปีศาจเฒ่าซิงหูกลายเป็นเงาโลหิต ตรงเข้ามาหมายจะฆ่าซูอี้ เขาเคลื่อนไหวรวดเร็วดุจสายฟ้า!
เขารู้สึกหงุดหงิด จนอยากโค่นอีกฝ่ายลงเสียเดี๋ยวนี้
ซูอี้ไม่ได้หลบ ชายหนุ่มเพียงฟาดหนึ่งฝ่ามือออกไป
ครืนนน!!!
ห้องโถงสั่นสะเทือน กระแสพลังแห่งการทำลายล้างโหมกระหน่ำก่อนกระจายออกไป
ร่างของปีศาจเฒ่าซิงหูกับซูอี้ต่างโซเซไปด้านหลังเพราะแรงกระแทก
ดวงตาของปีศาจเฒ่าเบิกกว้าง
นี่มันมหาเซียนจริงๆ แน่หรือ!!?
ประโยคหนึ่งพลันผุดขึ้นบนหน้ากระดาษของบันทึกผลกรรม ‘พวกโง่บรมอีกแล้ว! มันสมควรถูกซูอี้ใช้เพื่อฝึกฝนฝีมือ!’
ก่อนปีศาจเฒ่าซิงหูจะทันได้ทำอะไร ซูอี้ก็ยิ้มเล็กน้อย ก่อนเปิดฉากโจมตีบ้าง
ตู้ม!
บนร่างสูงโปร่งของเขาพลันมีเสียงคำรามของพลังยิ่งใหญ่เดือดพล่านราวกับหินหลอมเหลว วิถีเต๋าทั้งหมดของชายหนุ่มถูกปลดปล่อยออกมาในตอนนี้
พลังอันน่าสะพรึงทะยานออกไป ทำให้ปีศาจเฒ่าอ้าปากค้าง รับรู้ถึงแรงกดดันจากใบหน้าของเขา
ความคิดหนึ่งผุดขึ้นในใจอีกครั้ง…… ‘นี่มันมหาเซียนจริงๆ แน่หรือ?!’
“ฆ่า!”
สิ้นเสียงร้องยาว ซูอี้ก็เหวี่ยงหมัดราวกับดาบ ตรงเข้าสังหารอย่างรุนแรง
เมื่อเผชิญกับสถานการณ์เช่นนี้ มีหรือที่ซิงหูจะกล้านิ่งเฉย ตัวเขาเองก็เข้าต่อสู้อย่างดุดันเช่นกัน!
เพียงชั่วพริบตา พวกเขาต่อสู้กันนับร้อยกระบวนท่า
การบุกของซูอี้เหมือนดั่งดินถล่มและคลื่นยักษ์ที่พุ่งตรงเข้าใส่ ทุกท่วงท่า ทำให้มหาวิถีทั้งหลายถูกรวมเข้ากับความสำเร็จของวิถีดาบ ปลดปล่อยท่วงท่าที่รุนแรงและทรงพลังออกมา
คล้ายดั่งเจ้าผู้ปกครองแห่งสวรรค์!
ปีศาจเฒ่าซิงหูพยายามโจมตีอย่างสุดความสามารถ แต่กลับถูกกดดันจนต้องล่าถอยอย่างต่อเนื่อง หัวใจของเขาสั่นสะท้านจนยากจะควบคุม
ไม่ใช่ว่าเขาไม่รู้
แต่ในยุคสุดวิเวกที่เคยมีชีวิตอยู่ ผนวกกับประสบการณ์ระดับสุดลึกล้ำอันมั่งคั่ง เขาไม่เคยเห็นสิ่งที่เกินจินตนาการแบบนี้มาก่อน
มหาเซียนหรือ?!
พวกเขาล้วนร้ายกาจจนสามารถกลั่นแกล้งระดับสุดลึกล้ำได้……ใครเล่าจะกล้าเชื่อเรื่องเช่นนี้?
ในไม่ช้า ปีศาจเฒ่าซิงหูไม่อาจครุ่นคิดได้อีกต่อไป
เขาสัมผัสได้ถึงอันตราย ‘จะมาดูถูกอีกไม่ได้แล้ว เห็นทีข้าต้องทุ่มสุดกำลัง!’
ผ่านไปชั่วครู่
ทั่วทั้งร่างของปีศาจเฒ่าซิงหูเต็มไปด้วยโลหิต
การต่อสู้รุนแรง
“ฆ่า!”
ปีศาจเฒ่าคำรามอย่างเกรี้ยวกราด เริ่มที่จะสิ้นหวัง
เขาถูกจองจำมานานแสนนาน ในที่สุดก็มีโอกาสที่จะหลบหนี จะมายอมแพ้ง่ายๆ ได้อย่างไร?
หลังจากผ่านไปสองเค่อ
โครม!!
เสียงกระแทกดังสนั่นหวั่นไหว ปีศาจเฒ่าซิงหูกระแทกกับผนังโถงอย่างรุนแรง โลหิตทะลักออกจากปากและจมูก เมื่อมองซูอี้อีกครั้ง ใบหน้าของเจ้าตัวก็เต็มไปด้วยความประหลาดใจ
นี่มันสัตว์ประหลาดอันใดกัน?
เขาได้รับบาดเจ็บสาหัส แม้จะใช้เคล็ดวิชาก้นหีบ ก็ยังถูกสกัดกั้นจนสลายไปด้วยฝีมือของอีกฝ่าย!
ทว่าปีศาจเฒ่าซิงหูก็มองออกเช่นกันว่า อีกฝ่ายได้รับบาดเจ็บหนักยิ่งกว่า ทั่วทั้งร่างกำลังจะทรุดลง เห็นได้ชัดว่าการต่อสู้กำลังจะจบลงแล้ว!
หลังจากหายใจเข้าลึกๆ ปีศาจเฒ่าซิงหูก็โจมตีอีกครั้ง
ผ่านไปอีกครู่หนึ่ง
ปีศาจเฒ่าซิงหูผู้กำลังต่อสู้อย่างเกรี้ยวกราดแผดเสียงร้องคำรามดังสนั่นออกมา
“ตาย!!”
ตัวคนใช้อำนาจวิเศษต้องห้ามทำลายวิถีเต๋าที่มี เหวี่ยงขวานยักษ์ที่ปกคลุมไปด้วยแสงดาราฟาดลงไปอย่างเกรี้ยวกราด!
การโจมตีอันน่าสะพรึงนี้ทำให้ทั่วทั้งโถงสั่นสะเทือนอย่างรุนแรง
ตอนนี้ซูอี้ไม่ลังเลอีกต่อไป เขาพุ่งไปข้างหน้า และใช้กลิ่นอายของดาบเก้าคุมขังปลดปล่อยทักษะ ‘วิเวกเร็วพลัน’ ออกมา!
พรวด!!
ด้วยแสงวาบของดาบ ลำแสงพลันหายไปในชั่วพริบตา
ปีศาจเฒ่าซิงหูโซเซ ตัวคนตกลงจากกลางอากาศ ขวานยักษ์ในมือกระแทกกับพื้น
เขาเงยหน้าขึ้น มองซูอี้ด้วยความไม่อยากเชื่อ ขณะถามว่า “ตัวตนเช่นมหาเซียนคนอื่นๆ ในปัจจุบันน่าหวาดกลัวเท่าเจ้าหรือไม่?”
ซูอี้อดไม่ได้ที่จะหัวเราะ
ทั่วทั้งร่างของชายหนุ่มแตกหักและเต็มไปด้วยโลหิต มุมปากมีโลหิตไหลออกมา ได้รับบาดเจ็บแสนสาหัส
แต่เป็นรอยยิ้มคล้ายกับสบายอารมณ์และมีความสุขยิ่ง
“เจ้ากังวลมากเกินไปแล้ว ในบรรดามหาเซียนทั้งมวล ไม่มีตัวตนเช่นข้าอยู่ในโลกหล้าซ้ำสอง” ซูอี้ตอบ
“นี่มัน…”
ปีศาจเฒ่าซิงหูพึมพำ
ตู้ม!
ร่างกายของเฒ่าชราแหลกสลายเป็นผุยผง กลายเป็นลิ่มโลหิตนับไม่ถ้วนร่วงลงมา
เหลือวิญญาณเพียงอย่างเดียว!
ก่อนหน้านั้น ภายใต้คมดาบของซูอี้ ร่างของปีศาจเฒ่าซิงหูถูกบดขยี้ จิตวิญญาณของเจ้าตัวแทบจะแตกสลาย!!
“ข้า…ข้ายอมรับความพ่ายแพ้ได้หรือไม่?”
ปีศาจเฒ่าซิงหูส่งเสียงขมขื่น มีร่องรอยความวิงวอนในดวงตา
ซูอี้ครุ่นคิดสักพัก ก่อนตอบว่า “หากเจ้าตอบคำถามข้าได้ ข้าจะปล่อยเจ้ากลับเข้าคุกไป เพื่อให้มีชีวิตนานอีกสักหน่อย แน่นอนว่า เจ้าคาดหวังได้ว่า ถ้าข้าตายในขณะต่อสู้กับคนอื่น… เจ้าก็จะได้ออกไปใช้ชีวิตเร็วขึ้นใช่หรือไม่?”
ปีศาจเฒ่าซิงหูพลันผงะไป ก่อนดวงตาจะกลายเป็นทอประกายสดใส แล้วกล่าวว่า “ข้าสัญญา!”
บทที่ 1,865 ยามบุปผาสุดวิถีผลิบาน
สองเค่อต่อมา
หลังจากซูอี้ได้ทราบในสิ่งที่ต้องการ เขาจึงเปิดประตูคุกอีกครา ก่อนจะส่งจิตวิญญาณของปีศาจเฒ่าซิงหูกลับเข้าไปข้างใน
หลังจากนั้น ชายหนุ่มพลันนั่งขัดสมาธิกับพื้น หยิบขวดโอสถหายากในขอบเขตมหาศาล ก่อนจะเริ่มรักษาบาดแผล
“ในตอนนั้น องค์เทพเทียนฮวงได้ส่งเจตจำนงของตนมายังแดนเซียน เปิดช่องให้สุนัขรับใช้ของเขาบุกมาถึงภูเขาซากวิญญาณ และสังหารจักรพรรดิดาบตงเสวียนผู้เป็นศิษย์น้องสี่ของหลิ่นเฟิง…”
ซูอี้ตกอยู่ในห้วงความคิด
ตามที่ปีศาจเฒ่าซิงหูว่า หลังจากการตายของจักรพรรดิดาบตงเสวียน สมบัติลับแห่งฮุ่นตุ้นที่เขาครอบครองอย่างดาบปลายมนแปลงโลกาก็ได้ตกไปอยู่ในมือขององค์เทพเทียนฮวง
นอกจากนี้บรรดาสมบัติล้ำค่าที่สุดในภูเขาซากวิญญาณ ยังถูกองค์เทพเทียนฮวงพรากไปอีกด้วย
ยกตัวอย่างเช่น โอสถกับสมบัติที่หายากยิ่งบางชนิดของขอบเขตมหาศาล รวมถึงสิ่งอื่นมากมายที่หลี่ฝูโหยวเป็นผู้รวบรวมเอาไว้
เมื่อคิดดูแล้ว สมบัติที่ทวยเทพโปรดปราน จะมีค่ามากเพียงใดกัน?
และสิ่งที่เกิดขึ้นในภูเขาซากวิญญาณ ทำให้เขานึกถึงวังมังกรทะเลบูรพา
เป็นเพราะสมบัติลับแห่งฮุ่นตุ้นที่ทำให้พุทธเจ้าแผดตะเกียงน้ำลายสอ ทำให้จี้ถิงต้องทนทุกข์ทรมาน และทำให้เผ่ามังกรทะเลบูรพาถูกทำลาย!
“ดูท่าว่า คุณค่าของเก้าความลับแห่งจักรวาลจะมีมากกว่าที่ข้าคิดเอาไว้…”
ซูอี้ครุ่นคิดกับตัวเอง
แต่สิ่งที่ทำให้เขาประหลาดใจยิ่งคือ ตอนหลี่ฝูโหยวออกจากแดนเซียน และทิ้งสมบัติลับแห่งฮุ่นตุ้นทั้งสี่ชิ้นไว้กับศิษย์……คนผู้นี้คล้ายกับไม่สนใจสมบัติลับแห่งฮุ่นตุ้นเหล่านี้มากนัก
ทำไมกันนะ?
ชายหนุ่มได้ถามหลิ่นเฟิงเกี่ยวกับปัญหานี้เมื่อไม่กี่วันก่อนเช่นกัน แต่อีกฝ่ายกลับไม่ตอบ บอกเพียงว่าเมื่อเขาปลุกความทรงจำในชาติที่แล้วขึ้นมาได้ ย่อมเข้าใจได้อย่างแจ่มแจ้ง
ในไม่ช้า ซูอี้พลันหยุดคิดเกี่ยวกับเรื่องนี้ ก่อนเริ่มทบทวนเกี่ยวกับการต่อสู้เมื่อครู่นี้
ปีศาจเฒ่าซิงหูผู้อยู่ในระดับสุดลึกล้ำตนนี้แข็งแกร่งก็จริง แต่เขายังไม่ใช่ระดับสูงสุด ยังห่างชั้นอีกมากเมื่อเทียบกับชิงอู่และบุตรแห่งสวรรค์คนอื่นๆ
แน่นอนว่า การเทียบกับบุตรแห่งสวรรค์อย่างกู่อวิ้นฉานย่อมเป็นไปไม่ได้
แต่ถึงอย่างนั้น เขาก็ยังได้รับบาดเจ็บสาหัส จนถึงขั้นต้องใช้กลิ่นอายของดาบเก้าคุมขังในตอนท้าย จึงจะสามารถเอาชนะอีกฝ่ายได้ในที่สุด
หลังจากใคร่ครวญอยู่เนิ่นนาน ชายหนุ่มพลันได้ข้อสรุป
เทียบตอนสู้กับกู่อวิ้นฉานและชิงอู่แล้ว เขาในตอนนี้ไม่เพียงแค่ฝึกฝนจนถึงขอบเขตอัศจรรย์ขั้นสมบูรณ์ แต่ความแข็งแกร่งทางกายภาพยังพัฒนาขึ้นมากเช่นกัน!
และในการต่อสู้ก่อนหน้านี้ ชายหนุ่มไม่ได้ใช้สมบัติล้ำค่าใด ไม่แม้จะพึ่งดาบเก้าคุมขัง ทว่ายังสามารถต่อสู้ซึ่งๆ หน้ากับตัวตนระดับสุดลึกล้ำอย่างปีศาจเฒ่าซิงหูได้!
ที่สำคัญ……ในช่วงอึดใจสุดท้าย สัตว์ประหลาดเฒ่าตนนั้นยังถูกบังคับให้เผาวิถีเต๋า หมายต่อสู้เอาชัยกับชายหนุ่ม!
นี่มากพอจะพิสูจน์ว่า ความก้าวหน้าในช่วงเวลานี้ของเขามากแค่ไหน!
แต่ซูอี้เข้าใจเช่นกันว่า หากเป็นหวังเย่ผู้อยู่ ณ จุดสูงสุด การจัดการกับตัวตนอย่างปีศาจเฒ่าซิงหู เพียงแค่ดาบเดียวก็พอแล้ว!
แน่นอนว่าตอนที่หวังเย่เป็นมหาเซียน อีกฝ่ายย่อมไม่สามารถต่อสู้กับตัวตนระดับสุดลึกล้ำเช่นที่เขาทำได้
“น่าเสียดาย ตอนนี้ยังขาดดาบวิถีอยู่”
ซูอี้ลอบถอนหายใจ
ในอดีต หากมีดาบแห่งโลกา ซูอี้อาจจะไม่จำเป็นต้องใช้กลิ่นอายของดาบเก้าคุมขัง เพื่อจัดการปีศาจเฒ่าซิงหูแบบนี้!
แต่ในการต่อสู้ ณ สมุทรเยือกแข็งดูดวิญญาณ ดาบแห่งโลกาแตกหัก และตอนนี้กำลังถูกหลอมสร้างขึ้นใหม่ในเตาเสริมสวรรค์
ในช่วงเวลาสั้นๆ ไม่มีทางฟื้นคืนกลับมาได้
ทว่าชายหนุ่มยังคงตั้งตารอเช่นกัน
เพราะเขารวบรวมสมบัติจำนวนมากจากภูเขาซากวิญญาณ ได้วัตถุดิบหายากจำนวนมากในขอบเขตมหาศาล และตอนนี้มันได้ถูกนำมาใช้หลอมดาบแห่งโลกาขึ้นใหม่!
เมื่อดาบแห่งโลกาออกมาอีกครา ดาบนี้คงเกิดการเปลี่ยนแปลงอย่างใหญ่หลวง!
“ตามที่ปีศาจเฒ่าซิงหูว่า ในบรรดาตัวตนระดับสุดลึกล้ำในคุกเทพ มีห้าคนที่แข็งแกร่งกว่าเขา”
“ผู้แข็งแกร่งที่สุดคือสหายเฒ่าที่รู้จักในชื่อ ‘จักรพรรดิปีศาจหมื่นบาป’ เขาครอบครองพลังต่อสู้อันน่าสะพรึงกลัว… เพื่อจัดการกับคนผู้นี้ เกรงว่าการลงมือได้ด้วยความแข็งแกร่งที่มีอยู่ตอนนี้คงเป็นไปไม่ได้…”
ซูอี้ครุ่นคิดอย่างเงียบงันว่า จะเลือกสัตว์ประหลาดเฒ่าคนใดมาต่อสู้เป็นรายถัดไป
นอกจากนี้เขาได้อนุมานว่า การเปิดของประตูคุกเทพทำให้กฎเกณฑ์เสื่อมสลายที่ปกคลุมอยู่ทั่วภูเขาซากวิญญาณค่อยๆ หายไป อย่างมากก็คงอยู่ได้เพียงหนึ่งเดือนเท่านั้น
หมายความว่า ภายในหนึ่งเดือน เขาต้องสังหารสุนัขรับใช้ทั้งสิบสามตนนี้ทิ้ง!
“ถึงแม้จะเป็นเรื่องยาก แต่หากไม่ลองดู ผู้ใดจะรู้ว่าสุดท้ายมันจะสำเร็จหรือไม่?”
จิตวิญญาณต่อสู้ร้อนแรงพลุ่งพล่านอยู่ในอกของซูอี้
เขามีโอสถรักษาจำนวนมาก รวมถึงทรัพยากรในการฝึกฝนล้ำค่าและหายากมากมาย ไม่ว่าจะได้รับบาดเจ็บสาหัสเพียงใด ย่อมสามารถฟื้นคืนได้ในเวลาอันสั้น
นอกจากนี้ ยังมีอนุสรณ์วิถีเคลื่อนฮุ่นตุ้นที่สามารถใช้อนุมานหมื่นวิถีกับตัวตนระดับสุดลึกล้ำที่สามารถฆ่าเพื่อขัดเกลาได้
ในสถานการณ์ดังกล่าว โอกาสในการพิสูจน์เต๋าจะมาถึงในไม่ช้า!!
……
ในเวลาเดียวกัน……
ภายในคุกที่องค์เทพเทียนฮวงสร้างไว้
“เขาคือมหาเซียนจริงหรือ?”
“เป็นความจริง!”
ปีศาจเฒ่าซิงหูตอบคำถามเดิมซ้ำแล้วซ้ำเล่า ขณะที่สภาพดูแล้วไม่ค่อยสู้ดีเท่าไร
ในท้ายที่สุด ปีศาจเฒ่าซิงหูก็ไม่คิดจะอธิบายอะไรอีก กล่าวว่า “ถ้าพวกเจ้าไม่เชื่อข้า ตอนที่สู้กับเขา จะลองทดสอบดูก็ได้”
ทุกคนมองหน้ากันด้วยความตกตะลึง
มหาเซียนเพียงหนึ่ง ทว่ากลับจัดการปีศาจเฒ่าซิงหูจนทรุด หลงเหลือเพียงวิญญาณที่ยังรอดชีวิต……นี่นับว่าน่าตกตะลึงนัก!
ในยุคสุดวิเวก เรื่องอุกอาจเช่นนี้ไม่เคยเกิดขึ้นมาก่อน ไม่มีมหาเซียนคนใดที่มีพลังต่อสู้ร้ายกาจถึงเพียงนี้!
มันร้ายกาจ……จนยากที่ผู้คนจะเชื่อว่าเป็นความจริงได้!
ใครบางผู้ถามว่า “นอกจากมหาเซียนหนุ่มผู้นั้นแล้ว ข้างนอกมีคนอื่นอีกหรือไม่?”
“เขาบาดเจ็บขนาดไหน? เจ้าคิดว่าใครในหมู่พวกเราที่สามารถฆ่าอีกฝ่ายในอึดใจเดียวได้?”
“ข้าไม่เชื่อ ด้วยปัญญากับมหาวิถีที่พวกเรามี หลังจากเตรียมการมากพอ จะไม่สามารถโค่นมหาเซียนคนหนึ่งได้อย่างไร!”
“ปีศาจเฒ่าซิงหู โปรดบอกรายละเอียดการต่อสู้ให้ทราบที เพราะมันคือเรื่องการอยู่รอดของพวกเรา!”
…กลุ่มสัตว์ประหลาดเฒ่ารวมตัวกัน เริ่มขอคำแนะนำจากปีศาจเฒ่าซิงหู
ในฐานะตัวตนยอดฝีมือระดับสุดลึกล้ำผู้เคยปกครองโลกหล้า ณ ยุคสุดวิเวก ยามพวกเขาตัดสินใจวางแผนร่วมกันเพื่อทำบางสิ่ง ย่อมหมายความว่าสัตว์ประหลาดเฒ่าเหล่านี้ไม่คิดประมาทอีกต่อไป!
……
ผ่านไปหนึ่งวัน
ซูอี้ทำความเข้าใจตรงหน้าอนุสรณ์วิถีเคลื่อนฮุ่นตุ้นเสร็จเรียบร้อยแล้ว
จากนั้นเขาก็ยืนขึ้น และเดินไปยังโถงใหญ่ในตำหนักสำริดที่อยู่บนยอดเขาอีกครั้ง
“ใครคือจอมราชันกระหายโลหิต? ออกมาสู้เดี๋ยวนี้”
เสียงของซูอี้ดังก้องในคุก
สัตว์ประหลาดเฒ่าเหล่านั้นตัวแข็งทื่อสักพัก ราวกับคาดไม่ถึงว่าชายหนุ่มจะขานชื่ออีกฝ่ายโดยตรง
ทว่าพวกเขาล้วนสงบนิ่ง เพราะเมื่อวานพวกเขาได้หารือเกี่ยวกับมาตรการตอบโต้ไว้แล้ว
ไม่ช้า จอมราชันกระหายโลหิตก็ลุกขึ้น เดินออกจากคุกไป
ชายผู้นี้สวมชุดคลุมสีดำที่มีแขนเสื้อกว้าง ผิวคล้ายขี้ผึ้ง ดวงตาเป็นสามเหลี่ยม กฎเกณฑ์สายฟ้าสีโลหิตน่าสะพรึงและหลงใหลผุดขึ้นทั่วกาย
หลังจากออกมา ดาบสั้นโลหิตคู่ปรากฏขึ้นในมือ โดยไม่พูดพล่ามทำเพลง ร่างของสัตว์ประหลาดเฒ่าผู้นี้วูบไหว ตรงเข้าสังหารซูอี้ทันที!
ยิ่งกว่านั้น ท่วงท่าดังกล่าวยังใช้ออกด้วยวิชาต้องห้ามที่อยู่ก้นหีบอีกด้วย!
ตู้ม!
เมื่อเงื้อดาบทั้งสองเล่มขึ้นสูง ปราณดาบสายฟ้าสีโลหิตนับไม่ถ้วนพลันปรากฏขึ้น ก่อนกลายเป็นวังวนสายฟ้าขนาดใหญ่
ปราณดาบอันน่าสะพรึงนี้โหมกระหน่ำ ซัดสุญญะรอบด้านจนถูกบดขยี้ ก่อนที่ทุกอย่างโดยรอบจะพลันพังทลาย และตามมาด้วยกระแสน้ำไหลเชี่ยว!
เสียงดาบแทงดังก้องราวกับสายลมและสายฟ้าดังขึ้นทั่วโถง!
อัสนีพิฆาตฟ้า!
ด้วยการโจมตีครั้งเดียว ไม่เพียงสามารถบดขยี้ร่างของอีกฝ่ายได้เท่านั้น แต่พลังที่สั่งสมอยู่ข้างในยังสามารถทำให้จิตวิญญาณของอีกฝ่ายแตกสลายได้อีกด้วย
แม้กระทั่งเสียงคมดาบก็สามารถบั่นทอนกำลังของคู่ต่อสู้ได้เป็นอย่างดี!
นี่คือท่าโจมตีที่แข็งแกร่งที่สุดในชีวิตของจอมราชันกระหายโลหิต ในตอนนั้นเขาพึ่งเคล็ดต้องห้ามนี้ ทำให้ได้รับการชื่นชมจากทวยเทพ จนมีโชคได้เป็นทูตสวรรค์
แม้ตัวคนเพิ่งออกจากคุกในตอนนี้ แต่กลับปลดปล่อยท่าสังหารนี้ใส่ซูอี้!!
นัยน์ตาของชายหนุ่มหดลง
ตาเฒ่านี่……ไม่พูดพร่ำทำเพลงเลยแม้แต่น้อย!
จากนั้นซูอี้ก็ใช้พฤกษาหมื่นภูมิอย่างเต็มกำลังโดยไม่ลังเล ภายใต้ท่าสังหารนี้ เขาจึงหลบเลี่ยงได้แบบเส้นยาแดงผ่าแปด ก่อนจะหายวับไปในทันที
ตู้ม!
วังวนสายฟ้าโลหิตระเบิดขึ้นในโถง ส่งปราณดาบนับไม่ถ้วนกระจายไปทั่วทุกทิศทาง พลังดาบอันน่าสะพรึงฟาดใส่เสาสำริด ทำให้เกิดเสียงดังสนั่นหวั่นไหว!
ต่อให้หลบได้ แต่เขาก็ยังโดนผลกระทบจากกระบวนท่านี้ ทำให้ร่างกายกระเด็นออกไป กระแทกเข้ากับกำแพงอย่างแรง จนโลหิตไหลออกจากมุมปาก
มีความเป็นไปได้ว่า หากฝืนปะทะอย่างสุดกำลัง ชายหนุ่มอาจสามารถรักษาชีวิตได้ แต่ก็ต้องประสบกับหายนะเช่นกัน!
“หลบได้หรือ?”
ใบหน้าของจอมราชันกระหายโลหิตมืดมน
โดยไม่ลังเล สัตว์ประหลาดเฒ่าผู้นี้ถือดาบสองเล่ม พุ่งออกไปอย่างรุนแรงอีกครั้ง ยังคงใช้วิชาลับต้องห้ามอย่างสุดกำลัง ราวกับไร้ซึ่งความหวัง
ไม่ต้องสงสัยเลยว่า บทเรียนน่าสังเวชที่ปีศาจเฒ่าซิงหูโดนมาเมื่อวาน ทำให้จอมราชันกระหายโลหิตผู้เพิ่งออกจากคุก เกิดอาการบ้าคลั่งทันที อีกฝ่ายจึงทุ่มสุดกำลังโดยไม่คิดชีวิต
ทว่าการโจมตีแรกสร้างความเสียหายกับซูอี้ไม่มากนัก เขาจึงมีโอกาสตอบสนอง
ก่อนจอมราชันกระหายโลหิตจะเข้ามาประชิด ร่างของซูอี้ก็ได้หายไปจากอากาศธาตุแล้ว……
อึดใจต่อมา เขาปรากฏตัวขึ้นที่ด้านหลังจอมราชันกระหายโลหิต ฟาดฝ่ามือราวกับดาบลงไป ทำให้เกิดความเงียบในชั่วขณะ!
ปัง!!
แม้ดาบนี้จะว่องไวยิ่ง ทว่ากลับถูกจอมราชันกระหายโลหิตปัดป้องไว้ได้ แต่ก็มากพอให้โลหิตของฝ่ายหลังปั่นป่วนขึ้นมา
และก่อนที่อีกฝ่ายจะทันได้ตั้งตัว ซูอี้ผู้เคลื่อนไหวอย่างเต็มกำลังก็ได้ฟันดาบที่สองออกไป และตามด้วยดาบที่สามรวดเดียว!
ตู้ม!
ทะเลทุกข์อับปางอันปั่นป่วนทะยานข้ามท้องนภา มันทั้งกว้างใหญ่และทรงพลัง เต็มไปด้วยพลังกดขี่หมายกักขังสวรรค์!
จอมราชันกระหายโลหิตคำรามเสียงต่ำ พยายามขัดขืนอย่างสุดกำลัง
แต่ภายใต้การกดขี่แสนสาหัส กลับทำให้ทั่วทั้งร่างเหมือนติดอยู่ในหล่มใหญ่
ในตอนนี้ ดาบที่สามของซูอี้ก็ฟาดลงมา
วงล้อดาบหกวิถี!
เหมือนหกวิถีเวียนวัฏผุดขึ้นมาจากยมโลก แสงและเงาที่มืดมิดลึกลับ ทำให้ทั่วทั้งห้องโถงสั่นสะเทือนอย่างรุนแรง
“เปิด!!”
จอมราชันกระหายโลหิตตะโกนเสียงดัง พยายามฝืนต้านอย่างสุดกำลัง
แต่ในท้ายที่สุด ตัวคนยังคงกระเด็นออกไปเพราะดาบที่สาม ผิวหนังแตกร้าวเป็นคราบโลหิตนับไม่ถ้วน ชุดคลุมของเขาถูกย้อมด้วยโลหิต สีหน้าหวาดกลัวที่ไม่อาจควบคุมได้ปรากฏขึ้นมาบนใบหน้าชรา
เป็นอย่างที่ปีศาจเฒ่าซิงหูกล่าว มหาเซียนผู้นี้ช่างน่าหวาดกลัวยิ่งนัก!!
แต่ตอนนี้ ซูอี้ไม่ให้อีกฝ่ายมีโอกาสได้พักหายใจ เขาพุ่งไปข้างหน้าแล้วฟันดาบที่สี่ออกไป
วิ้ง!!
ดาบร่ายรำราวกระแสน้ำซัดสาด
บุปผาสุดวิถีอันพร่างพราวนับไม่ถ้วนพลันลุกไหม้ราวกับต้องเปลวเพลิงศักดิ์สิทธิ์สีแดงร้อนแรง ก่อเป็นเส้นทางสู่สุญญะไร้สิ้นสุด
ดาบนี้ทั้งคลุมเครือและน่าสะพรึง มันราวกับรายนามแห่งนรกถูกสลักนามเพิ่มเติม ทำให้จิตวิญญาณของจอมราชันกระหายโลหิตระเบิดออก ศีรษะวิงเวียน ดวงดาวสีทองปรากฏขึ้นตรงหน้าของเขา
ขณะอยู่ในภวังค์ ความคิดและจิตวิญญาณของเขาเหมือนถูกดึงออกไป ราวกับถูกมือขนาดใหญ่ที่มองไม่เห็นกุมเอาไว้ พยายามลากเข้าสู่เส้นทางที่ลุกเป็นไฟไปสู่อีกด้าน
นี่ทำให้จิตวิญญาณของจอมราชันกระหายโลหิตบ้าคลั่ง ขณะดิ้นรนอย่างเอาเป็นเอาตาย
ตู้ม!!
ในที่สุด เส้นทางสุดวิถีก็พังทลาย มวลบุปผาที่อยู่อีกฝั่งหนึ่งแผดเผานับไม่ถ้วน
ในแสงสว่าง จอมราชันกระหายโลหิตคุกเข่าลงกับพื้น
เขากระอักโลหิต!
ไกลออกไป ซูอี้เผยสีหน้าพึงพอใจออกมา
ดาบนี้มีชื่อว่า ‘ยามบุปผาสุดวิถีผลิบาน’ !