บันทึกตำนานราชันอหังการ [ 剑道第一仙 ] - ตอนที่ 1871-1875
บทที่ 1,871 พบหลี่ฝูโหยวอีกครั้ง
ตู้ม!
ปราณดาบโหมกระหน่ำเยี่ยงคลื่นสะเทือนอันไม่อาจทำลาย ได้แผ่กระจายจากท้องนภาแสนไกลไปจนถึงมิติเวลาอันลึกล้ำ ทะลวงเขตแดนกั้นภูมิชั้นแล้วชั้นเล่า
ครู่ต่อมา มันก็ค่อยๆ สลายหายไป
ซูอี้ตะลึงค้างจากภาพตรงหน้า
เพียงหนึ่งดาบ ทว่ากลับไล่ทวยเทพจนแตกกระเจิง!?
การทำเช่นนี้ได้ต้องมีอำนาจเหลือเชื่อเพียงไร?
“หลี่ฝูโหยว! ตายแล้วยังจะมาหลอกหลอนกันอีก!!”
ภายในมิติเวลาอันไร้ที่สิ้นสุด มีเสียงตวาดลั่นด้วยโทสะคล้ายไม่ยอมรับดังขึ้นมา
ผู้พูดคือชายหนุ่มในชุดนักพรตซึ่งใช้ดาบไม้
หลี่ฝูโหยว!
ในที่สุดซูอี้ก็เข้าใจว่าเงาร่างจากดาบเก้าคุมขังผู้นั้นคือใคร
“ผิดแล้ว เขาตายไปแสนนาน และดาบของเขา ‘วายุคำรน’ ก็ยังคงถูกสะกดไว้ในสมรภูมิไร้สิ้นสุด นี่เป็นเพียงร่องรอยที่เขาทิ้งไว้เท่านั้น ไม่ช้าก็เร็วมันจะสลายไปเอง”
สตรีขี่หงสาเพลิงกัดฟันกล่าว
“น่าเสียดาย อีกก้าวเดียวแท้ๆ”
ชายผู้เคลื่อนหมู่ดาวโจมตีพึมพำอย่างเสียดาย
“วิถีบรรลุเทพกำลังจะปรากฏขึ้นในแดนเซียน ไม่ว่าจะเป็นร่องรอยหรือร่างเวียนวัฏของหลี่ฝูโหยว ย่อมอยู่ต่อได้อีกไม่นานหรอก!”
หลวงจีนร่างผอมที่มีขนาดเท่าเศษกรวดกล่าวอย่างไร้อารมณ์
บทสนทนาเหล่านี้ถูกคั่นไว้โดยมิติเวลาไร้สิ้นสุด ซูอี้หาได้รับรู้ไม่
เขาเห็นเพียงหลี่ฝูโหยวสะบัดแขนเสื้อ
ตู้ม!
ดาบเก้าคุมขังพลันถูกสยบ เมฆทัณฑ์ที่ปกคลุมอยู่ทั่วท้องนภาก็สลายไป เป็นพิรุณแสงอันทรงพลังสาดลงมาเยี่ยงธารสวรรค์ไหลริน
และภาพอันบังเกิดขึ้นภายในเมฆาก็เลือนหายไปโดยสมบูรณ์
และซูอี้ก็ได้เห็นว่า หลี่ฝูโหยวซึ่งเดิมหันหลังให้เขากำลังหันมามองจากท้องนภาอันไกลโพ้น
จากนั้นร่างของอีกฝ่ายก็แปรเปลี่ยนเป็นลำแสง หายเข้าไปในดาบเก้าคุมขัง
ทันใดหลังจากนั้น ดาบเก้าคุมขังก็ลดระดับลงจากท้องนภา หวนคืนสู่ห้วงความนึกคิดของชายหนุ่ม
แม้เรื่องทั้งหมดจะเกิดขึ้นในชั่วพริบตา มันก็ยังทำให้เขาได้เห็นรูปลักษณ์ของหลี่ฝูโหยว ซึ่งเป็นตัวตนในชาติที่ห้าของเขาอย่างชัดเจน
เขามีรูปร่างผอม ใบหน้าสะอาดสะอ้านดูเหมือนชายหนุ่ม คิ้วประหนึ่งดาบ จอนผมหงอกขาว ดวงตาโตดูลึกล้ำประหนึ่งจักรวาล
เพียงรูปลักษณ์ก็โดดเด่นมากแล้วจริงๆ บรรยากาศรอบกายเขาดูห่างเหิน มองความเป็นไปของโลกหล้าอย่างเลื่อนลอยราวไม่คิดต้องมลทินในโลกหล้า ดูแสนเย็นชาเย่อหยิ่ง ให้ความรู้สึกเข้าถึงยาก
สิ่งนี้ทำให้ซูอี้นึกถึงความรู้สึกของหลิ่นเฟิงที่มีต่อผู้เป็นอาจารย์ขึ้นมา……
ผู้คนทำได้เพียงแหงนมอง มิอาจเข้าใกล้!
ก่อนที่ชายหนุ่มจะได้คิดอะไรมากไปกว่านี้ พิรุณแสงจากทัณฑ์สวรรค์อันทรงพลังก็สาดลงมา เข้าท่วมร่างของเขาดุจมหานทีไหลหลาก จมร่างของเขาเข้าไปทั้งตัว
กฎเกณฑ์เหนือสวรรค์พังทลาย
ฟ้าดินเงียบสงัด
นิมิตปั่นป่วนทั้งหลายสลายสิ้น
หลงเหลือเพียงร่างที่อาบไล้ด้วยพิรุณแสงใต้ท้องนภาของซูอี้ ที่เจิดจรัสดุจตะวันสาดส่อง
ขณะนั้น ได้ปรากฏข้อความขึ้นบนหน้าหนึ่งของบันทึกผลกรรม ‘หนึ่งมหาภัยพิบัติทำให้ทวยเทพลงมือพร้อมเพรียง ผลกรรมนี้ปรากฏว่าแสนลึกลับซับซ้อน อดีตชาติของคนแซ่ซูผู้นี้……’
พรึ่บ!
รอยไหม้นับไม่ถ้วนปรากฏขึ้นบนหน้ากระดาษ ดูจวนจะมอดไหม้
หนนี้ บันทึกผลกรรมหาลนลานหรือเดือดดาลไม่ เพราะถึงอย่างไร หลังจากได้รับผลกระทบหลายต่อหลายหน มันก็ชาชินเสียแล้ว และขีดฆ่าประโยคนี้ทิ้งไปทันที
ภายในตำหนักสำริดบนยอดเขา
จักรพรรดิปีศาจหมื่นบาปกับสัตว์ประหลาดเฒ่าคนอื่นๆ ต่างตื่นจากภวังค์มามองหน้ากัน สีหน้าเต็มไปด้วยความงุนงง
เกิดอันใดขึ้นกัน?
สงครามเทพ?
ทวยเทพออกศึกพิชิตดาบนั่น ส่งเจ้าเด็กแซ่ซูไปตายในหายนะจากสวรรค์แล้วหรือ?
เนื่องจากจิตวิญญาณและความคิดของพวกเขากระทบกระเทือนอย่างรุนแรง ‘สัมผัสทั้งหก’ ของสัตว์ประหลาดเฒ่าเหล่านี้จึงถูกบดบัง ความคิดว่างโล่ง ทั่วทั้งร่างกระสับกระส่าย โดยไม่อาจเข้าใจได้ว่าก่อนหน้านี้เกิดเหตุใดขึ้นบ้าง
จวบจนเมื่อครู่ พวกเขายังขวัญผวาตื่นตระหนกกันอยู่เลย
มีผู้หนึ่งอุทาน “นั่น…นั่นมัน!!”
ทุกผู้มองตามเขาไป และเห็นซูอี้ผู้ปกคลุมด้วยพิรุณแสงไร้สิ้นสุดบนอากาศ
ดุจตะวันเฉิดฉาย เดียวดายเป็นหนึ่งในฟ้าดิน
เพราะพิรุณแสงเหล่านั้นเจิดจ้าเกินไป พวกเขาจึงไม่อาจเห็นร่างของอีกฝ่ายในทีแรก
แต่เมื่อพวกเขาประสบเหตุการณ์ดังกล่าว ต่างก็ตกอกตกใจ
ซูอี้ยังไม่ตาย!
ก่อนหน้านี้ หากมหาภัยพิบัติขอบเขตมหาศาลอันน่าสะพรึงกลัวนั่นจะสังหารตัวตนระดับสุดลึกล้ำอย่างพวกเขายังทำได้ แต่มันกลับไม่อาจหยุดซูอี้มิให้เคลื่อนสู่ขอบเขตมหาศาลได้?!
นอกจากนั้น ทวยเทพผู้เผยร่องรอยภายในมิติเวลาอันไร้ที่สิ้นสุดเหล่านั้นยังดูจะล่าถอยไป!!
หาไม่แล้ว จะอธิบายได้อย่างไรว่าเหตุใดซูอี้จึงยังมีชีวิต?
“ทำไมกัน……”
บางผู้หน้าถอดสี จิตหลุดลอย
“เรา…เราไปเจอคนแบบใดเข้ากันแน่?”
บางผู้กล่าวอย่างทึ่มทื่อ
นี่มันมหาเซียนตรงไหน?
มหาเซียนคนใดบ้างในโลกหล้าจะเผชิญกับหายนะเช่นนี้ได้ และถึงกับทำให้ทวยเทพจนปัญญา?
สัตว์ประหลาดเฒ่าทั้งหลายผู้เข้าสู่ขอบเขตมหาศาลนับแต่ยุคสุดวิเวกต่างเคยรับใช้ทวยเทพ จึงรู้ดีกว่าใครในโลกว่าทวยเทพนั้นมีอำนาจน่าเหลือเชื่อเพียงไร
ทว่ายามนี้ พวกเขากลับพบว่า เมื่อนำปริศนาของซูอี้มาเทียบกับเทพแล้ว มหาเซียนผู้เยาว์วัยนี้กลับเหนือล้ำกว่าทวยเทพหลายขุม ลบล้างความเข้าใจของผู้คนโดยสิ้นเชิง!!!
“มัวตะลึงอันใดอยู่ รีบเผ่นสิ!”
มีผู้กระซิบขึ้น
ทว่าทันทีที่กล่าวเช่นนี้ เขาก็พบว่าจักรพรรดิปีศาจหมื่นบาปเผ่นออกจากตำหนักสำริดบนเขาซากวิญญาณไปก่อนใครแล้ว!
พอสัตว์ประหลาดเฒ่าคนอื่นๆ เห็นเช่นนี้ก็แตกตื่น พวกเขาล้วนเผ่นหนีอย่างสุดกำลัง โดยหวังว่าบุพการีจะมอบขาให้พวกเขาเพิ่มสักสองข้าง แต่ละผู้ล้วนรวดเร็วไม่แพ้กัน
ไร้ผู้ใดกล้าเผชิญหน้ากับชายหนุ่มอีก
กระทั่งคิดก็ยังไม่กล้าทำ
ภายในใจตอนนี้มีแต่อยากจะหนีไปให้พ้นๆ!
ยิ่งไกลได้ยิ่งดี!
หลังจากได้พิสูจน์เต๋าโดยข้ามผ่านมหาภัยพิบัติ การฝึกฝนของซูอี้ก็กำลังสั่นสะเทือนโลกา แต่นั่นไม่ได้หมายความว่าเขาจะไม่รับรู้เรื่องราวทั้งหมดที่เกิดขึ้นนี้
ทว่าเขาก็ไม่ได้ไล่ตาม
เพราะมีคนบางผู้เกลียดแค้นลิ่วล้อขององค์เทพเทียนฮวงเหล่านี้มากกว่าเขา และคนพวกนั้นจะไม่ยอมให้ลิ่วล้อเหล่านี้รอดไปได้
ตู้ม!
เรือสมบัติลำหนึ่งอันเต็มไปด้วยปราณฮุ่นตุ้นปรากฏขึ้นขวางทางจักรพรรดิปีศาจหมื่นบาปไว้
เพียงหนึ่งการโจมตี ผ่าแยกท้องนภาเป็นทาง สุญญะปั่นป่วนโกลาหล ปราณฮุ่นตุ้นระเบิดร่างของจักรพรรดิปีศาจหมื่นบาปกระเด็นปลิว แทบร่วงลงจากอากาศ
แทบจะพร้อมกันนั้น ตรวนที่ปกคลุมด้วยแสงวิถีฮุ่นตุ้นได้พุ่งออกมาจากเหนือเรือสมบัติ เข้าปกคลุมฟ้าดินถิ่นนี้ ปิดกั้นทุกทางหนีไว้หมด!!
เปรี้ยง! เปรี้ยง! เปรี้ยง!
เสียงปะทะดังขึ้นอย่างต่อเนื่อง เคล้าไปกับเสียงร้องโหยหวนอย่างเจ็บปวดรวดร้าว
สัตว์ประหลาดเฒ่าคนอื่นๆ ต่างเหมือนชนเข้ากับกำแพงล่องหนไม่ว่าจะหนีไปทางใด ร่างของพวกเขากระเด็นถอย
“นาวาพลิกสวรรค์!!”
หัวใจของจักรพรรดิปีศาจหมื่นบาปร่วงลงสู่ตาตุ่ม
ใบหน้าของสัตว์ประหลาดเฒ่าคนอื่นๆ เองก็เปลี่ยนสี เพราะจดจำสมบัติแห่งยุคสมัย ซึ่งเป็นหนึ่งในเก้าความลับแห่งจักรวาลชิ้นนี้ได้
“ที่แท้ก็เป็นสมบัติชิ้นนี้ ไม่ได้หมายความว่าจักรพรรดิดาบหลิ่นเฟิงเขา…”
มีผู้กล่าวขึ้นเสียงสั่น
ก่อนทันสิ้นคำ หนึ่งเสียงก็ดังขึ้นอย่างไร้อารมณ์
“ถูกต้อง ข้ายังมีชีวิตอยู่!!”
ร่างของหลิ่นเฟิงเผยขึ้นบนนาวาพลิกสวรรค์
ดวงตาของเขาคมกริบดุจคมมีด กวาดมองไปทางพวกจักรพรรดิปีศาจหมื่นบาป โดยไม่คิดจะซุกซ่อนจิตสังหารและความแค้นแม้แต่น้อย
เพราะในยุคสุดวิเวก ไอ้เฒ่าเหล่านี้ร่วมมือกับองค์เทพเทียนฮวงโจมตีเขาซากวิญญาณ สังหารจักรพรรดิดาบตงเสวียนผู้เป็นศิษย์น้องสี่ของเขา!
กระทั่งสมบัติบนเขาซากวิญญาณยังถูกปล้นไปเสียเกือบหมด!!
“วันนี้ พวกเจ้าจะไม่มีผู้ใดหนีพ้น!”
หลิ่นเฟิงกล่าวช้าชัด คำพูดนี้ก้องกังวานไปทั่วฟ้าดิน
ตู้ม!
เขาเร่งนาวาพลิกสวรรค์ทะยานเข้าโจมตีจักรพรรดิปีศาจหมื่นบาป
“อย่าร้อนใจไป เขาเป็นแค่ร่างวิญญาณ และคนแซ่ซูนั่นก็เพิ่งข้ามขอบเขต ไร้เวลามาสนใจ เราฉวยโอกาสนี้ฝ่าออกไปดีกว่า!”
จักรพรรดิปีศาจหมื่นบาปตวาด ก่อนจะเริ่มโจมตีอย่างสุดกำลังก่อนใคร โดยใช้ไม้ตายก้นหีบโจมตีโดยไม่ยั้งมือ!
พอเห็นเช่นนี้ สัตว์ประหลาดเฒ่าคนอื่นๆ มีหรือจะไม่เข้าใจถึงความเร่งด่วนของสถานการณ์?
ทุกผู้ล้วนต่างโจมตีบ้าคลั่ง
เปรี้ยง!!
มหาศึกบังเกิด!
ทว่าสัตว์ประหลาดเฒ่าเหล่านี้ยังประเมินความน่าสะพรึงกลัวของนาวาพลิกสวรรค์ต่ำไปนัก
แม้จะเหลือเพียงร่างวิญญาณ เขาซึ่งสิงสู่อยู่ในสมบัติล้ำเลิศอย่างนาวาพลิกสวรรค์ ที่เป็นหนึ่งในเก้าความลับแห่งจักรวาลได้ ก็ย่อมทำให้ตัวเขาเผยอำนาจอันเกินจินตนาการออกมาได้!
เปรี้ยง!!!
เพียงชั่วพริบตา วงล้อมก็แตกกระเจิง
อำนาจฮุ่นตุ้นอันดุเดือดตวัดกวาดเยี่ยงเส้นหนวดนับไม่ถ้วน พันธนาการร่างของจักรพรรดิปีศาจหมื่นบาปจนนิ่งงันอยู่กลางอากาศ
วิญญาณของเขาสะท้านสะเทือน แผดเสียงร้องอย่างหวาดผวา “หลิ่นเฟิง ทุกหนี้มีเจ้าของ ผู้ฆ่าศิษย์น้องของเจ้ามิใช่พวกเรา แต่เป็นเจตจำนงขององค์เทพเทียนฮวงต่างหาก เจ้า……”
ตู้ม!!
นาวาพลิกสวรรค์กระแทกเข้าใส่เยี่ยงหอกคมกริบอันมิอาจทำลาย บดขยี้ร่างที่ไม่อาจขยับเขยื้อนของจักรพรรดิปีศาจหมื่นบาปลง
ระเบิดสิ้นทั้งกายและวิญญาณ!
“กระทำการรับใช้พยัคฆ์ ตายไปก็ไม่น่าเสียดาย!”
ดวงตาของหลิ่นเฟิงเฉยเมย เปี่ยมด้วยความสาแก่ใจอันครุ่นแค้น ขณะที่สัตว์ประหลาดเฒ่าคนอื่นๆ ต่างแตกตื่น หันหลังเผ่นหนีกระเจิดกระเจิง
เดิมที เขาซากวิญญาณลูกนี้ตั้งอยู่ในโลกเร้นลับอันเป็นเอกเทศ ทางออกถูกผนึกสิ้น ทำให้พวกเขาไม่อาจหนีพ้น
ชั่วขณะนั้น พวกเขาแตกตื่นราวแมลงวันไร้หัว!
ช่างน่าขันที่มีบางคนหนีกลับเข้าไปในตำหนักสำริด……
แน่นอนว่า หลิ่นเฟิงหาใจอ่อนไม่ จากนั้นเขาก็เริ่มโจมตีด้วยนาวาพลิกสวรรค์อีกหน
เปรี้ยง!
ไม่นานนัก สัตว์ประหลาดเฒ่าระดับสุดลึกล้ำอีกคนก็ถูกสังหาร โลหิตหลั่งริน
“ไม่กล้าเผชิญหน้ากับองค์เทพเทียนฮวง กล้าแค่ระบายโทสะกับพวกข้า จักรพรรดิดาบหลิ่นเฟิง เจ้าทำให้เจ้าสวรรค์หลิงซู อาจารย์ของเจ้าเสียหน้าจริงๆ!!”
บางผู้ตวาดลั่น
เปรี้ยง!!
ตัวคนพูดเองก็ถูกสลายเป็นธุลีจากเสี้ยวปราณฮุ่นตุ้นของนาวาพลิกสวรรค์ วิญญาณละล่องลอย
เวลาต่อมา สัตว์ประหลาดเฒ่าที่เหลืออีกสองคนก็ไม่ได้ถูกละเว้น ถูกหลิ่นเฟิงสังหารโดยไร้ความเกรงใจ
ถึงยามนี้ สิบสี่ยอดฝีมือระดับสุดลึกล้ำผู้รับใช้องค์เทพเทียนฮวงต่างตกตายลงหลังจากถูกจองจำในคุกมานานแสนนาน!
ทว่าหลิ่นเฟิงหาสุขีจากการล้างแค้นไม่
เขานั่งลงบนนาวาพลิกสวรรค์ จ้องมองไปบนอากาศอันแปดเปื้อนด้วยเลือดของศัตรูอย่างเหม่อลอย มองเขาซากวิญญาณอันเปี่ยมด้วยซากปรักหักพัง แล้วความโศกเศร้าอาดูรพลันผุดขึ้นในใจ
ฆ่าศัตรูได้แล้วเช่นไร?
ท้ายที่สุด เขาก็ไม่อาจแลกชีวิตศิษย์น้องสี่คืนมา!
เขาซากวิญญาณนี้ไม่อาจหวนคืนสู่กาลก่อน……
จนกระทั่งเมื่อเขาเห็นร่างของซูอี้ท่ามกลางพิรุณแสงไร้สิ้นสุดเหนือนภา หัวใจอันเศร้าหมองของหลิ่นเฟิงก็ปรากฏความตื่นเต้นอันเกินพรรณนา
จริงด้วย! ยังมีท่านอาจารย์อยู่!
แม้ท่านอาจารย์จะเวียนวัฏเกิดใหม่ ยังไม่ลืมตาตื่นเต็มที่ แต่นี่ไม่ใช่ว่าเขาสามารถคืนชีวิตได้หรือ?
บทที่ 1,872 ขอบเขตมหาศาลสามระดับ
สีหน้าของหลิ่นเฟิงยามมองซูอี้ซึ่งปกคลุมด้วยพิรุณแสงเจิดจรัสใต้ท้องนภาได้แปรเปลี่ยนเป็นพิกลเล็กน้อย
แม้จะซ่อนตัวอยู่ในนาวาพลิกสวรรค์ก่อนหน้านี้ เขาก็ได้เห็นมหาภัยพิบัติขอบเขตมหาศาลอันร้ายกาจนั่นด้วย!
และได้เห็นร่างของทวยเทพปรากฏขึ้นภายในมิติเวลาอันไร้สิ้นสุด
กระทั่งเห็นทวยเทพร่วมมือกันโจมตีเข้ามา!
ชั่วขณะนั้น ตัวเขาแสนตกตะลึงกับสิ่งที่เห็นเสียจนเกือบคิดว่าตนฝันไป
น่าเสียดายที่หลังจากนั้น เขาพลันเสีย ‘การรับรู้’ ไป
จึงไม่ทันได้เห็นยามดาบเก้าคุมขังทะยานเข้าฟาดฟันบนท้องนภา
และย่อมไม่เห็นว่าท่านอาจารย์ที่เขาเคยเคารพเทิดทูนปรากฏขึ้นบนดาบเก้าคุมขัง แผลงหนึ่งดาบตะเพิดทวยเทพ!
แต่ถึงอย่างนั้น หลิ่นเฟิงก็ตระหนักได้แล้วว่าอาจารย์ของเขาเป็นตัวตนที่เหลือเชื่อเพียงไร
แค่มหาภัยพิบัติขอบเขตมหาศาลยังบดขยี้กฎเกณฑ์เสื่อมสลายขององค์เทพเทียนฮวงลงอย่างง่ายดาย กระทั่งชักนำให้ทวยเทพเผยอิทธิฤทธิ์ปาฏิหาริย์!
และเรื่องที่น่าตกใจที่สุดก็คือ ซูอี้ยังรอดจากมหาภัยพิบัตินี้และข้ามขอบเขตได้สำเร็จ!!!
เหตุการณ์นี้ลบล้างความรู้ความเข้าใจทั้งหมดของหลิ่นเฟิงจนไม่เหลือซาก
แต่ก็เพราะสิ่งนี้ เขาจึงยิ่งเชื่อว่าสาเหตุที่ซูอี้มาถึงขั้นนี้ได้ต้องเป็นเพราะอีกฝ่ายคือร่างเวียนวัฏของท่านอาจารย์……
หาไม่ ตัวหลิ่นเฟิงก็ไม่อาจอธิบายเรื่องทั้งหมดนี้ได้แล้ว
“ท่านอาจารย์จะฟื้นคืนได้อย่างแท้จริงแน่นอน!”
หลิ่นเฟิงพึมพำในใจ ‘พี่เรือ พี่ว่าเช่นไร?’
นาวาพลิกสวรรค์ลอยนิ่งเงียบ ปราณฮุ่นตุ้นแผ่กระจาย ทว่าไร้ปฏิกิริยาใด
อันที่จริง หลิ่นเฟิงก็ไม่ได้คิดว่านาวาพลิกสวรรค์จะให้คำตอบแก่เขา
แม้สมบัติลับแห่งฮุ่นตุ้นชิ้นนี้จะเปี่ยมด้วยจิตวิญญาณ แต่มันก็ไม่ได้มีความชาญฉลาดอย่างบันทึกผลกรรม
“เจ้าจำเขาในฐานะนายได้ ที่จริงนี่ก็ช่วยข้าได้มาก และทำให้เห็นความหวังริบหรี่แล้ว!”
หลิ่นเฟิงกระซิบ “ข้าจะไม่ใช้ชีวิตท่ามกลางความสิ้นหวังไม่รู้จบเช่นกาลก่อนอีกต่อไป ต่อจากนี้ ข้าจะทำทุกสิ่งที่ทำได้เพื่อฟื้นร่างวิถี รอให้ท่านอาจารย์ลืมตาตื่นอย่างแท้จริง!”
……
เปรี้ยง!
พิรุณแสงอันโหมกระหน่ำเป็นดั่งประกายไฟลุกโหม หลังจากหลอมเข้าไปในร่างของซูอี้ วิถีเต๋าของเขาก็แปรเปลี่ยนไปอย่างสะท้านด้าวแดน
ร่างวิถี จิตวิญญาณ การฝึกฝน และอำนาจมหาวิถีของชายหนุ่มล้วนเปลี่ยนแปลงไปราวเกิดเป็นตัวตนใหม่
เหตุการณ์นี้กินเวลาถึงเจ็ดวัน!
เจ็ดวันต่อมา
ซูอี้ผู้ยืนเงียบอยู่บนอากาศลืมตาขึ้นอย่างเงียบงัน
ตู้ม!!
ทันใดนั้น ฟ้าดินก็สั่นสะท้าน สรรพสิ่งสั่นคลอน บรรพตลำธารไหวขยับ
ท้องนภาในรัศมีเก้าหมื่นจั้งรอบกายของชายหนุ่มพลันปั่นป่วน ก่อคลื่นมิติกระเพื่อมขึ้นลงเยี่ยงคลื่นธาร
อำนาจอันเกินบรรยายแผ่ออกจากร่างสูงใหญ่ของเขา
ฟ้าดินทั่วบริเวณสั่นสะท้าน
สุญญะทั่วทศทิศศิโรราบ ดุจเป็นหนึ่งในฟ้าดิน!
หลิ่นเฟิงในนาวาพลิกสวรรค์ตื่นตะลึง เมื่อสังเกตเห็นอำนาจน่าสะพรึงกลัวบนร่างของซูอี้ เจ้าตัวก็กลั้นหายใจ สัมผัสได้ถึงแรงกดดันที่พุ่งเข้ามาปะทะหน้า
“แรงกดดันเช่นนี้… ร้ายกาจเสียยิ่งกว่ายอดฝีมือระดับสุดลึกล้ำเสียอีก!”
หลิ่นเฟิงหายใจเฮือก
ตัวเขาเองก็เป็นจอมราชันผู้ไร้เทียมทานในระดับสุดลึกล้ำ!
ในขณะนั้น ภาพตัวตนมากมายพลันปรากฏขึ้นในใจ เช่นศิษย์พี่ใหญ่ลั่วฉางหนิง ศิษย์พี่หญิงรองหนิงซิ่ว ศิษย์น้องสี่ตงเสวียน……
ขณะเดียวกัน เขาก็นึกถึงจอมราชันไร้เทียมทานบางคนในยุคสุดวิเวกขึ้นมา
แต่หลังจากเปรียบเทียบอย่างระมัดระวัง เขาก็พบว่า แรงกดดันของซูอี้ในตอนนี้ทรงพลังกว่ายอดฝีมือระดับสุดลึกล้ำที่เขารู้จักเหล่านั้นเสียอีก!
รวมถึงตัวเขาด้วย!!
และเมื่ออีกฝ่ายยืดเส้นคลายตัว แรงกดดันอันน่าสะพรึงกลัวทั่วทั้งฟ้าดินก็หายเข้าไปในร่างของเขาดุจสายธาร
ปราณของชายหนุ่มสงบนิ่ง
ฟ้าดินเงียบงัน เป็นความเงียบอันเลิศล้ำยิ่ง
เมื่อการฝึกฝนดำเนินมาจนถึงจุดสูงสุด สรรพสิ่งย่อมหวนคืนสู่ความเรียบง่าย ชะมลทินด่างพร้อย ไร้ลักษณ์เที่ยงแท้
ฟ้าดินในยามนี้ได้หวนคืนสู่ความเงียบ รอบทิศนิ่งงันไร้เสียงใด
ซูอี้ยืนบนอากาศ ปราณรอบกายไร้รูปลักษณ์ ทว่ากลับประสานเป็นหนึ่งกับฟ้าดินเยี่ยงเมฆาลอยละล่องกลางเวหา พฤกษาหย่อมหญ้ารวมเป็นหนึ่งกับฟ้าดินอย่างไร้รอยต่อ
ทุกการเคลื่อนไหวไม่ทำให้เกิดสำเนียงใด เป็นหนึ่งเดียวกับธรรมชาติไร้ผิดแผก!
เฮ้อ!
ซูอี้ถอนหายใจยาว ก่อนจะนำไหสุราออกมากระดกดื่มอย่างชื่นใจ
การฝึกฝนนั้นแสวงหาเสรีภาพ ความผ่อนคลาย และตัดขาดจากพันธะใดๆ
ทุกยามที่เคลื่อนขอบเขตฝึกฝน ผู้ฝึกตนก็จะรู้สึกล่องลอยห่างเหินจากผู้คนในโลกหล้า ห้อตะบึงเหนือพันธะใด เป็นอิสระในมหาวิถี!
ขอบเขตมหาศาลคือจุดสูงสุดแห่งวิถีเซียน เหนือชั้นกว่าสี่ขอบเขต อันได้แก่ จักรวาล สุญตา ศักดิ์สิทธิ์ และอัศจรรย์
ขอบเขตนี้แบ่งเป็นสามระดับ ได้แก่มหายุทธ์ แกนรวมศูนย์และสุดลึกล้ำ
นับตั้งแต่ยุคสุดวิเวกจนกระทั่งปัจจุบัน ขอบเขตมหาศาลสามระดับนี้เป็นขอบเขตในตำนานแห่งวิถีเซียนเสมอมา เป็นจุดสูงสุดแห่งวิถีเซียนที่ตัวตนวิถีเซียนนับไม่ถ้วนทำได้เพียงถวิลหา!
ในขอบเขตมหาศาล ระดับมหายุทธ์สร้างแท่นบูชามหาวิถีขึ้น ณ แดนจักรวาลจิตเซียนในกาย
ระดับแกนรวมศูนย์รวบรวมอำนาจมหาวิถีจากกฎสวรรค์แดนเซียนมาควบรวมโลกเร้นลับมหาวิถีของตน และสร้างเพลิงทิพย์ขึ้นบนแท่นบูชามหาวิถี
เมื่อเพลิงไม่ดับสิ้น มหาวิถีก็ยืนยงชั่วกาลนาน
ขณะที่ระดับสุดลึกล้ำปะทุเพลิงเทพขึ้นบนแท่นบูชามหาวิถี เพื่อควบรวมกฎเกณฑ์สุดลึกล้ำ ก่อนจะแปรเปลี่ยนเป็นอำนาจกฎสวรรค์แห่งแดนเซียนมาใช้งานตามใจนึก!
สิ่งใดคือสุดลึกล้ำ?
อำนาจอันเป็นแก่นแท้ เก่าแก่ที่สุดในกฎเกณฑ์วิถีเซียนทั้งมวล
หลังจากควบรวมกฎเกณฑ์ระดับสุดลึกล้ำ ก็จะสามารถใช้งานอำนาจกฎเกณฑ์วิถีเซียนทั่วทั้งแดนเซียนได้!
จากนั้นมา เขาก็จะสามารถแยกตนออกจากกฎบัญญัติแห่งแดนเซียนได้
มีเพียงการฝึกฝนให้ถึงระดับสุดลึกล้ำ ชายหนุ่มจึงจะสามารถข้ามผ่านกฎสวรรค์แดนเซียน เพื่อสัญจรบนธารนทีสายยาวแห่งยุคสมัยเหนือวิถีเซียนได้!
นี่คือขอบเขตมหาศาลสามระดับ!
สามระดับนี้ไม่ได้แยกเป็นเอกเทศ พวกมันเชื่อมโยงกันอยู่ จึงก่อเกิดเป็นขอบเขตมหาศาลขั้นสมบูรณ์
และยามนี้ ซูอี้ก็บรรลุสู่ขอบเขตนี้ ขึ้นสู่ระดับมหายุทธ์!
……
วูบ!
นาวาพลิกสวรรค์กู่คำราม
หลิ่นเฟิงไม่อาจทนอยู่เฉย จากนั้นเขาก็เอ่ยถามขึ้น “เคลื่อนมาถึงขอบเขตมหาศาลแล้ว เจ้าได้ปลุกความทรงจำท่านอาจารย์ขึ้นมาได้บ้างหรือไม่?”
ซูอี้เก็บไหสุราไป เขาครุ่นคิดก่อนจะกล่าวว่า “น่าจะปลุกขึ้นมาได้แล้วล่ะ แต่ยังไร้ความเป็นไปได้ในการหลอมรวม”
ยามเขาเผชิญหายนะก่อนหน้านี้ กรรมวิถีอดีตชาติของหลี่ฝูโหยวได้ตื่นขึ้นมาแล้ว!
ด้วยเหตุนี้ อีกฝ่ายจึงเผยร่างออกมา จากนั้นก็ใช้ดาบเก้าคุมขังฟาดฟันทวยเทพจนถอยร่นไป!!
ทว่าเหมือนเช่นยามที่เขาหลอมรวมกรรมวิถีชาติที่หกหวังเย่ ชายหนุ่มยังไม่อาจหลอมรวมกรรมวิถีชาติที่ห้าของหลี่ฝูโหยวได้
หลิ่นเฟิงย่อมไม่เข้าใจปริศนาของมัน จึงอดไม่ได้ที่จะกล่าวอย่างงุนงง “หมายความเช่นไร?”
ชายหนุ่มจ้องมองอีกฝ่ายอย่างลึกล้ำ “ข้ารู้ว่า เจ้าอยากให้ข้าแปรเปลี่ยนเป็นอาจารย์ของเจ้าโดยสมบูรณ์ ทว่าสำหรับข้า อาจารย์ของเจ้าเป็นเพียงอดีตชาติ การปลุกและหลอมรวมกรรมวิถีอดีตชาติจึงเหมือนการรับสืบทอดมรดกเท่านั้น”
สีหน้าของหลิ่นเฟิงพลันดูไม่แน่ใจ “หรือก็คือ ท่านอาจารย์……จะไม่มีวันกลับมาแล้วหรือ?”
ซูอี้กล่าวด้วยแววตาซับซ้อน “ผิดแล้ว ยามข้าหลอมรวมกรรมวิถีอดีตชาติ มันจะเท่ากับฟื้นความทรงจำ ประสบการณ์และความรู้สึกในอดีตชาติขึ้นมา เกี่ยวกับเรื่องนี้ก็นับได้ว่าข้าเป็นอาจารย์ของเจ้าใช่หรือไม่?”
หลิ่นเฟิงนิ่งไปคล้ายไม่รู้จะตอบอย่างไร
ซูอี้พูดต่อ “ความต่างเดียวคือ ข้าก็ยังเป็นข้า”
หลิ่นเฟิงขมวดคิ้ว ยังคงไม่ได้กล่าววาจาใด
เพราะการจะให้เขายอมรับเรื่องนี้ในเวลาอันสั้นนั้นเป็นไปได้ยากยิ่ง
ชายหนุ่มจึงกล่าวต่อไปว่า “คิดให้ดีเถิด ไม่ว่าจะเป็นชาติก่อนหรือชาตินี้ อาจารย์ของเจ้ากับข้าก็คือคนคนเดียวกัน แตกต่างเพียงเราประสบชาติภพที่แตกต่าง ความแตกต่างนี้สำคัญจริงๆ หรือ?”
ว่าแล้วชายหนุ่มก็แย้มยิ้ม ก่อนจะทะยานกลับสู่ไหล่เขาซากวิญญาณ
การฝึกฝนของเขาเพิ่งเข้าสู่ระดับมหายุทธ์ ต้องเสริมรากฐานมหาวิถีให้แข็งแกร่ง และยังต้องควบรวมกฎมหาเซียน แปรเปลี่ยนเป็นกฎมหายุทธ์อีกด้วย!
ยามนี้ การฝึกฝนตรงหน้าอนุสรณ์วิถีเคลื่อนฮุ่นตุ้นจึงเหมาะสมเป็นอย่างมาก
บนนาวาพลิกสวรรค์ หลิ่นเฟิงเงียบไป ราวตกอยู่ในภวังค์ความคิด
เขากำลังพินิจถึงคำพูดของซูอี้
……
ตรงหน้าอนุสรณ์วิถีเคลื่อนฮุ่นตุ้น
ซูอี้นั่งลงขัดสมาธิ สีหน้าของเขาราบเรียบ ความคิดจมสู่ภวังค์รู้แจ้งประหลาดนั้นอย่างง่ายดาย
ปราณทั่วทั้งร่างโคจรไปมา ภาพประหลาดภาพหนึ่งพลันปรากฏขึ้นในร่างเขา
หกวิถีเวียนวัฏปรากฏขึ้น แปรเปลี่ยนเป็นวงล้อแสงเงาหมุนวนอยู่เบื้องหลัง บุปผาสุดวิถีผลิบาน ทะเลทุกข์อันลึกล้ำ วังวนเป็นตาย รุ่งเรืองเหี่ยวเฉาแปรเปลี่ยน… เคล็ดพลังสารพัดอันเนื่องมาจากวัฏสงสารปรากฏขึ้นเป็นนิมิตลึกลับยิ่งใหญ่
ดุจวัฏสงสารสมบูรณ์ แปรเปลี่ยนตลอดเวลา
ไม่นานนัก วัฏสงสารก็เลือนหาย ปรากฏเวิ้งอันไร้สิ้นสุดดุจหุบเหวนรก ยิ่งใหญ่ไร้ประมาณ นั่นก็คือเคล็ดพลังเวิ้งลึกล้ำซึ่งกำลังพัฒนา ลึกลับเกินเข้าใจ เปี่ยมปริศนายากกระจ่าง
และทันใดจากนั้น อำนาจมหาวิถีอย่างเอกกะ แปรชีพ แสงพริบตา เร้นลับต้องห้าม อนันตกาลจรัสแสง และอมตะก็ปรากฏรอบกายซูอี้ทีละอย่าง ซึ่งต่างพากันพัฒนา
ท้ายที่สุด เคล็ดพลังมหาวิถีทั้งหมดก็ดูจะหลอมรวมเป็นหนึ่งเดียว พัฒนาเป็นรูปลักษณ์ดาบเก้าคุมขังซึ่งสะท้อนอยู่เบื้องหลังของชายหนุ่ม
มหาวิถีนับไม่ถ้วนต่างปรากฏ แปรเปลี่ยน และเริ่มควบรวมกลั่นบริสุทธ์ในเงาของ ‘ดาบเก้าคุมขัง’ !
และแท่นบูชามหาวิถีอันเปี่ยมปราณฮุ่นตุ้นก็ปรากฏขึ้น ณ แดนจักรวาลจิตเซียนภายในร่างของเขา แม้จะดูเล็กจ้อย ทว่ากลับให้ความรู้สึกยิ่งใหญ่ ดูไม่อาจทำลายลงได้
นี่คือ ‘แท่นบูชามหาวิถี’ อันเป็นเอกลักษณ์ของระดับมหายุทธ์ ก่อเกิดขึ้นจากรากฐานมหาวิถี หล่อหลอมและรวบรวมการฝึกฝนกับอำนาจมหาวิถีของซูอี้ สร้างเป็นอำนาจสอดประสานอันสมบูรณ์แบบกับร่างวิถีและจิตวิญญาณของเขา!
เมื่อพลังปราณขับเคลื่อน ‘แท่นบูชามหาวิถี’ นี้ก็กู่คำราม เผยอำนาจมหาวิถีอันยิ่งใหญ่ ทำให้ทั่วทั้งแดนจักรวาลจิตเซียนเดือดพล่าน
หากตัวตนระดับมหายุทธ์คนอื่นๆ มาเห็นเช่นนี้ คงมีแต่ต้องก้มหัวอย่างละอายใจ
อันที่จริง มันก็ไม่ได้มีเหตุผลอันใดเป็นพิเศษ เพราะเมื่อเปรียบเทียบกับซูอี้แล้ว แท่นบูชามหาวิถีของตัวตนระดับมหายุทธ์ส่วนใหญ่ทั่วโลกหล้านั้นปรากฏขึ้นอย่างเลือนรางดุจภาพลวง ซึ่งต้องใช้ทั้งเวลาและความพยายามในการขัดเกลาอย่างมหาศาลกว่าจะควบแน่นทีละน้อย จนกระทั่งแปรเปลี่ยนจากมายาเป็นความจริงได้
แต่แท่นบูชามหาวิถีของชายหนุ่มนั้นกลับคล้ายหลอมขึ้นจากทองเทวะเหล็กเซียน หนาหนักเยี่ยงบรรพต ยิ่งใหญ่แข็งแกร่ง ให้ความรู้สึกอันไม่อาจทำลายหรือสั่นคลอนได้ตั้งแต่แรก!
นอกจากการฝึกฝนจะแปรเปลี่ยน จิตวิญญาณและร่างวิถีของซูอี้ยังพัฒนาขึ้นอย่างสุดขั้ว แตกต่างจากเดิมราวคนละคนเยี่ยงผีเสื้อออกจากรังไหม
ในจิตวิญญาณของเขา ห้วงความนึกคิดยิ่งใหญ่ไร้ประมาณ จิตวิญญาณเยี่ยงมหาตะวัน ดูจะเปล่งประกายสาดส่องเป็นหนึ่งทั่วทุกยุคสมัย!
ให้ความรู้สึกอมตะไร้อสงไขยอย่างเบาบาง
เลือดลมในร่างวิถีของชายหนุ่มเปรียบดั่งศิลาหลอม กระดูกเยี่ยงหยกทิพย์ อำนาจเลือดเนื้อแฝงด้วยจังหวะวิถีลึกลับ ผิวกายจึงดูราวเปล่งรัศมีออกมาตลอดเวลา!
การแปรเปลี่ยนทั้งหมดนี้ดูสูงล้ำ ไม่อาจเทียบกับครั้งยังเป็นมหาเซียนได้เลย!
คล้ายถูกคั่นโดยฟ้าดิน ต่างกันราวฟ้ากับเหว!
บทที่ 1,873 ประหารเทพในขอบเขตมหาศาล
สามวันถัดมา
ซูอี้ตื่นขึ้นจากภวังค์รู้แจ้ง
วิถีเต๋าระดับมหายุทธ์ของเขาเสถียรคงที่ ไร้มลทินใดแปดเปื้อน
“ในยามนี้ แม้ข้าจะเป็นผู้ฝึกตนระดับมหายุทธ์ แต่ข้าก็มีอำนาจต่อสู้เทียบได้กับชาติที่หกยามสมบูรณ์พร้อมแล้ว!”
ซูอี้ตัดสินเช่นนั้น
กาลก่อน หวังเย่ จอมราชันย์ดาบแห่งแดนเซียนครองหนึ่งยุคสมัยตามคำนึง ปราบผู้ร่วมขอบเขตในยุคเดียวกันเสียจนไม่อาจโงหัวขึ้นได้เลย
กระทั่งจอมราชันย์ไร้เทียมทานระดับสุดลึกล้ำอย่างเซวี่ยเซียวจื่อและเจียงไท่เออยังไม่อาจเทียบชั้น
แม้ซูอี้จะเพิ่งก้าวเข้าสู่ขอบเขตมหาศาล อำนาจต่อสู้ของเขาก็หาได้ด้อยไปกว่าหวังเย่ยามสมบูรณ์พร้อมไม่!
การเปลี่ยนแปลงเช่นนี้ทำให้ซูอี้อดทอดถอนใจมิได้
“ในอดีตชาติของข้า ต้องพ่ายแพ้สิ้นท่าในศึกอนันตรัตติกาลจนต้องเวียนวัฏฝึกฝนใหม่ ยามนี้ แม้ข้าจะยังไม่ได้ก้าวเข้าสู่ระดับแกนรวมศูนย์ ข้าก็เทียบชั้นอดีตชาติได้แล้ว!”
“บนวิถีต่อจากนี้ ไม่ต้องรอให้ถึงระดับสุดลึกล้ำ แค่วิถีเต๋าระดับมหายุทธ์ถูกขัดเกลาสมบูรณ์แบบ ข้าก็ก้าวข้ามอดีตชาติได้โดยสมบูรณ์แล้ว!”
ซูอี้รู้ว่านี่คือสิ่งที่เขาในอดีตชาติต้องการจะเห็น
เหมือนเช่นที่เขากล่าวไว้กับหลิ่นเฟิง ไม่ว่าอดีตชาติใด ท้ายที่สุดเขาก็เป็นบุคคลเดียวกัน แค่เผชิญชาติภพต่างกันเท่านั้น
ในชาตินี้ ชายหนุ่มไม่ใช่เพียงซูเสวียนจวิน ทัศนาจารย์ และเสิ่นมู่เท่านั้น แต่ยังเป็นหวังเย่และหลี่ฝูโหยวด้วย!
ไม่มีทางที่อดีตชาติใดๆ จะแทนที่ได้
“ถึงคราไปพบหลี่ฝูโหยวแล้ว”
สติของเขาเข้าสู่ห้วงความนึกคิด แปรเปลี่ยนเป็นภาพประทับจิตวิญญาณเคลื่อนเข้าใกล้ดาบเก้าคุมขัง
เนื่องจากกรรมวิถีของหลี่ฝูโหยวฟื้นคืนมายามมหาภัยพิบัติเมื่อสามวันก่อน ตอนที่ตวัดดาบเก้าคุมตะเพิดทวยเทพ!
ทำให้ซูอี้ตกตะลึง
ยามนั้นเองที่เขาตระหนักว่าชาติที่ห้าของตน หลี่ฝูโหยว สามารถใช้ดาบเก้าคุมขังต่อสู้ได้!
ดาบเก้าคุมขังเงียบงันเช่นกาลก่อน
ทว่าสิ่งที่แตกต่างคือดาบเก้าคุมขัง ณ ขณะนี้เหลือตรวนเพียงห้าเส้น!
“ข้ารอวันนี้มาเนิ่นนานแล้ว”
เมื่อซูอี้เข้ามาใกล้ ตรวนเส้นที่ห้าพลันสั่นสะท้าน เสียงอันราบเรียบเยี่ยงนทีก็ดังออกมา
นี่ต้องเป็นหลี่ฝูโหยว!
“รอวันนี้อยู่หรือ?”
ซูอี้ครุ่นคิดและกล่าวว่า “เจ้าเองก็เหมือนหวังเย่ มีความปรารถนาอันไม่อาจเติมเต็ม และอยากจะแทนที่ข้าไปแสวงวิถีต่อหรือ?”
หลี่ฝูโหยวกล่าวขึ้น “ไม่หรอก วิถีที่ข้าแสวงหาถูกทำลายไปแล้ว หากข้าแทนที่เจ้า ภายหน้าก็อาจมีความเป็นไปได้มากขึ้น แต่ก็จะหวนกลับวิถีเก่าเป็นแน่ นั่นไม่ใช่สิ่งที่ข้าต้องการจะเห็น”
ซูอี้อดประหลาดใจมิได้ “เช่นนั้น เจ้าคาดหวังอันใดอยู่?”
“รอคอยร่างเวียนวัฏของข้าอยู่ ตัวข้าในตอนนี้แตกต่างกับยามมีชีวิต ไม่เพียงวิถีที่แสวงแตกต่าง แต่อุปนิสัยและความคิดก็แตกต่างออกไปด้วย”
น้ำเสียงของหลี่ฝูโหยวแสนเยือกเย็น ไม่ปรากฏอารมณ์เปลี่ยนผันใดๆ
อุปนิสัยของหลี่ฝูโหยวเย็นชาห่างเหินเกินไปดั่งเช่นที่ซูอี้คาดเดาในกาลก่อน ให้ความรู้สึกไม่อาจเข้าใกล้
หลังครุ่นคิดอยู่สักพัก ซูอี้ก็กล่าวอย่างสนใจ “ต่างวิถีนี่ข้าเข้าใจ แต่ไฉนจึงบอกว่าอุปนิสัยและความคิดต่างกันเล่า?”
“ชั่วชีวิตของข้าว้าเหว่น่าเบื่อเกินไป”
หลี่ฝูโหยวกล่าว “เป็นที่นิสัยของข้า ข้าทำเพียงแสวงวิถีดาบอันเหนือล้ำกว่าโลกหล้า สะบั้นพันธะความแค้น เมินเฉยต่อความปั่นป่วนในโลกา แยกตัวสันโดดชั่วชีวิต หากมีอุปสรรคใดกั้นขวางก็สะบั้นด้วยหนึ่งดาบ หากมีข้อขัดแย้งใดๆ ก็สะบั้นเสียด้วยหนึ่งดาบ”
“ไม่เคยใส่ใจเรื่องอื่นนอกจากการฝึกฝนเลย!”
“ในชีวิตข้า ญาติพี่น้องตกตายแต่ยังเด็ก ไร้สหายหรือผู้ใดนึกชอบ เพราะอยู่บนเส้นทางมหาวิถี ข้าจึงเสาะแสวงเพียงวิถี มีเพียงดาบที่อยู่ข้างกาย”
“ส่วนศัตรูชั่วชีวิตข้า พวกเขาส่วนใหญ่ตกตายด้วยคมดาบข้าหมดแล้ว เหลือเพียงศัตรูคู่อาฆาตบางคนที่ยังมีชีวิตในโลกแห่งเทพ แต่ข้าไม่เคยใส่ใจเจ็บแค้น”
“ข้ารู้ว่าไม่อาจฆ่าพวกเขานั้นได้ เพราะวิถีดาบที่ข้าแสวงบกพร่อง ไม่ใช่เพราะพวกเขาแข็งแกร่งไร้เทียมทาน”
“จะว่าไปแล้ว กระทั่งศิษย์ทั้งสี่ที่ข้ารับมาเมื่อกาลก่อนยังคิดว่าอาจารย์อย่างข้าไม่อาจเข้าถึงได้ง่าย และมันก็เป็นจริงเช่นนั้น แม้ข้าจะได้ชื่อเป็นอาจารย์ แต่ก็ไม่ควรค่ากับนามนั้นเลย”
“นี่แหละข้า อุปนิสัยล่องลอย แต่ก็ไม่ใช่ไร้น้ำใจสิ้นปราณี”
“แต่เพราะเช่นนี้ ยามข้าหวนทบทวนชีวิต ข้าจึงพบว่าไร้สิ่งใดคู่ควรจดจำมากไปกว่าวิถีดาบเลย”
เมื่อได้ยินเช่นนี้ ซูอี้ก็อดผงะไปมิได้
ชีวิตของหลี่ฝูโหยวนั้นเฉยชาน่าเบื่อจริงแท้ ไร้ซึ่งเจ็ดอารมณ์หกปรารถนา เดียวดายบนวิถีดาบชั่วชีวิต
อาจเป็นเพราะเช่นนี้ วิถีดาบของเขาจึงแสนทรงพลัง!
เลื่อนลอยไร้คำนึง เสาะแสวงเพียงวิถี มุ่งเป้าสู่จุดสูงสุดแห่งวิถีดาบตลอดชีวิต เพียงเพื่อขัดเกลาคมดาบอันน่าสะพรึงกลัวสูงสุด!
หากไม่ใช่มารคลั่ง ชีวิตก็ไม่สุดโต่ง!
ซูอี้รู้สึกชื่นชม
ผู้คนในโลกหล้าล้วนมีสิ่งที่ไม่อาจปล่อยวาง ไม่ว่าจะเป็นความรัก ความแค้น ผลกรรม หรืออื่นใด มักบังเกิดเป็นอุปสรรคมรสุมเกินคาดคิดเสมอ
รักอันไม่สมหวัง ความแค้นพัวพัน ความชังไร้สุขสงบ!
เจ็ดอารมณ์หกปรารถนากระหวัดเกี่ยวถูกผิด ยากจะแสวงหาอิสระสันโดดโดยแท้จริง
หลี่ฝูโหยวเองก็ประสบเรื่องทั้งหมดนี้มาแล้ว
ทว่าเขาหมกมุ่นกับวิถีดาบ ก้มหน้าก้มตาแสวงวิถี มิเคยสนใจเรื่องราวใดๆ จึงดูเหินห่างเป็นพิเศษ
ซูอี้เอ่ยถาม “เจ้ารู้ว่านอกจากวิถีดาบ ชีวิตของเจ้าน่าเบื่อจืดชืดเกินไป จนนึกเสียดายอาดูรใดๆ เกิดขึ้นงั้นหรือ?”
“ไม่เลย”
หลี่ฝูโหยวกล่าว “ข้าเก็บตัวไม่สุงสิง แปลกประหลาดไร้เหตุผล แม้จะมีความโดดเดี่ยวอ้างว้างเป็นสหายชั่วชีวิต ข้าก็ยินดีดื่มด่ำกับมัน ไม่เคยเสียใจเสียดายใดๆ”
ซูอี้ผงะไป “ทว่าไฉนเจ้าจึงคาดหวังให้ข้ามีอุปนิสัยและความคิดแตกต่างจากเจ้ากัน?”
คำตอบของหลี่ฝูโหยวเรียบง่าย “เพราะข้าไม่อยากให้เจ้าเป็นข้าคนที่สอง หากเป็นเช่นนั้น นั่นไม่จืดชืดน่าเบื่อตายหรือ?”
ซูอี้ครุ่นคิดสักพักและพยักหน้า “ก็จริง ว่าตามตรง กระทั่งเจ้ายังหวังเช่นนี้ ข้ายอมไม่ให้เจ้าแทนที่ข้าแน่ๆ”
หลี่ฝูโหยวกล่าว “นั่นแหละสิ่งที่ข้าอยากพูด ยามนี้หากเจ้าฝืนหลอมรวมกรรมวิถีของข้า เจ้าจะถูกข้าแทนที่แน่นอน”
ซูอี้ “……”
เขาเลิกคิ้ว กำลังจะกล่าวบางอย่าง
ทว่าหลี่ฝูโหยวกลับพูดต่อ “ยามเจ้าก้าวขึ้นสู่ระดับสุดลึกล้ำ ข้าจะให้กรรมวิถีที่ข้าทิ้งไว้โดยไม่ปิดบัง และเจ้าในยามนั้นน่าจะไม่ได้รับผลกระทบจากข้าแล้ว”
ซูอี้กล่าว “ไฉนต้องรอถึงยามนั้นด้วย?”
“ระดับสุดลึกล้ำใช้กฎสวรรค์แห่งแดนเซียนเพื่อตนเอง ขัดเกลาปราณสุดลึกล้ำ เมื่อถึงกาลนั้น เจ้าก็น่าจะทรงพลังกว่าข้าในระดับสุดลึกล้ำแล้ว”
น้ำเสียงของหลี่ฝูโหยวราบเรียบ “ทว่าหากเจ้าไม่ได้แข็งแกร่งเช่นข้าก่อนยามนั้น ต่อให้หลอมรวมกรรมวิถีของข้าไป เจ้าก็ไม่อาจก้าวข้ามข้าได้ในภายหน้าหรอก”
ซูอี้: “……”
วาจาเหล่าขวานผ่าซาก ทำให้เขาเข้าใจได้ในทันที “เจ้าจะบอกว่า ข้ายามนี้ยังไม่อาจเทียบกับเจ้ายามอยู่ในระดับสุดลึกล้ำหรือ?”
หลี่ฝูโหยวตอบโดยไม่ปฏิเสธ “ยามข้าอยู่ในระดับสุดลึกล้ำ ข้าบุกผ่านธารนทีสายยาวแห่งยุคสมัยลำพัง หลังค้นหานับหมื่นๆ ปี ในที่สุดก็ได้สมบัติวิเศษมา ข้าจึงสามารถพัฒนาความแข็งแกร่งจนไม่อาจมีผู้ใดเทียบชั้นตลอดกาลนานมาได้”
หลังเว้นช่วงเล็กน้อย เขาก็กล่าวต่อ “ยามนั้น ข้าสามารถประหารเทพระดับต่ำต้อยที่สุดด้วยอำนาจข้าได้”
ซูอี้ “???”
ยามหลี่ฝูโหยวอยู่ในระดับสุดลึกล้ำ เขาก็ประหารเทพได้แล้วหรือ!?
ช่างเหลือเชื่อยิ่งนัก!
แม้ซูอี้จะเผชิญสารพัดเรื่องประหลาดเกินคณานับ เขาก็ยังอดผงะกับความจริงจากปากหลี่ฝูโหยวมิได้
เรื่องเหลือเชื่อที่สุดคือ จากวาจาของหลี่ฝูโหยว ‘เทพระดับต่ำ’ นั้นบรรยายได้เพียงคำว่า ‘ต่ำต้อยที่สุด’ ……
ครู่ต่อมา ซูอี้ก็สงบใจกล่าวขึ้น “ยามที่ข้าพร้อมเท่านั้นที่จะพิสูจน์ว่าข้ามีคุณสมบัติหลอมรวมกรรมวิถีของเจ้าหรือ?”
“ไม่ เจ้าต้องสูงล้ำยิ่งกว่าข้าก่อน”
หลี่ฝูโหยวกล่าว “แต่เจ้าอย่ากดดันไป เจ้าแข็งแกร่งกว่าข้าในระดับมหายุทธ์มากแล้ว เมื่อการฝึกฝนพัฒนาถึงระดับสุดลึกล้ำ เจ้าก็น่าจะมีหวังก้าวข้ามอำนาจต่อสู้สูงสุดของข้าในระดับสุดลึกล้ำได้เช่นกัน”
ซูอี้ยิ้มขำ “ข้าเชื่อเรื่องนี้”
เขาเปรียบเทียบหวังเย่กับหลี่ฝูโหยวในใจ
ยามหวังเย่สมบูรณ์พร้อม แม้อีกฝ่ายจะไม่เคยท้าทายสวรรค์ขนาดข้ามขอบเขตไปประหารเทพ ทว่าเขาก็เคยเป็นที่เคารพในแดนเซียน ครองหนึ่งยุคสมัยโดยลำพัง!
โชคร้ายที่หวังเย่ถูกศัตรูร้ายกลุ่มหนึ่งลอบโจมตีขณะเก็บตัวฝึกฝนในยามหน้าสิ่วหน้าขวาน จนต้องเวียนวัฏฝึกฝนใหม่
หากไม่ หวังเย่ก็อาจเทียบชั้นหลี่ฝูโหยวได้
ซูอี้ถามขึ้นทันที “ข้าถามได้หรือไม่ว่าก่อนเวียนวัฏ เจ้าฝึกฝนอยู่ในระดับใด?”
หลี่ฝูโหยวกล่าว “บอกไปก็ไม่น่าสนใจแล้วสิ แถมเจ้าอาจจะลำพองใจอีก เอาเป็นว่าหลังเจ้าหลอมรวมกรรมวิถีของข้าในภายหน้า เจ้าก็ย่อมได้รู้เอง”
ซูอี้ “……”
เขากล่าวอย่างไม่ยอมแพ้ “เช่นนั้น ไฉนเจ้าจึงอยากเวียนวัฏเล่า?”
หลี่ฝูโหยวกล่าว “ข้าพ่ายด้วยมือศัตรูร้ายบางคน ในที่สุดข้าก็ตระหนักว่าวิถีดาบของข้ามีปัญหา จึงตายตาหลับ”
“ตายตาหลับ?”
ซูอี้พูดไม่ออกไปชั่วขณะ
เจ้าหมอนี่ถูกศัตรูฆ่าชัดๆ แต่กลับดูไม่เห็นแยแสอันใด……
ซูอี้ถามอีกครั้ง “ทวยเทพที่ฆ่าเจ้าแข็งแกร่งเพียงใด?”
เขาพยายามตะล่อมถามเพื่อเปรียบเทียบว่าอำนาจต่อสู้ยามสมบูรณ์ของหลี่ฝูโหยวเป็นเช่นไร
แต่ชายหนุ่มก็ต้องผิดหวังเมื่อหลี่ฝูโหยวกลับตอบเพียงว่า หลังจากหลอมรวมกรรมวิถีในภายหน้าจะรู้เองอยู่ดี…
“ช่างเถอะ ข้าไม่ถามเรื่องนั้นแล้ว”
ซูอี้ถูหว่างคิ้ว “เจ้าเล่า มีอันใดอยากบอกข้าหรือไม่?”
เขาตระหนักแล้วว่าเรื่องใดที่รู้ได้ยามหลอมรวมกรรมวิถีกับหลี่ฝูโหยว หลี่ฝูโหยวไม่คิดตอบ
แต่ก็อีกนั่นแหละ เขาก็ขี้เกียจพอๆ กับหลี่ฝูโหยวเลย……
หลี่ฝูโหยวกล่าว “เมื่อใดที่เจ้าใกล้พร้อมหลอมรวมกรรมวิถีของข้า ข้าจะบอกบางอย่างกับเจ้า”
ซูอี้ “……”
ในที่สุดชายหนุ่มก็ประจักษ์แจ้งว่าชาติที่ห้าหลี่ฝูโหยวเป็นคนน่าเบื่อเพียงใด!
นิสัยเช่นนี้ตรงตามที่เขาประเมินไว้จริงๆ..
แปลกประหลาดไร้เหตุผล!
ในที่สุดซูอี้ก็ตระหนักว่าไฉนเหล่าศิษย์อย่างจักรพรรดิดาบหลิ่นเฟิงจึงรู้สึกว่าอาจารย์ของตนหลี่ฝูโหยวแสนเกินเอื้อมเข้าถึงยากนัก
เพราะ… เจ้าหมอนี่น่าเบื่อโคตรๆ เลย!
บทที่ 1,874 คบคนผิด ชีวิตเปลี่ยน
ซูอี้ลุกขึ้นตรงหน้าอนุสรณ์วิถีเคลื่อนฮุ่นตุ้น
เขาตัดสินใจจากที่แห่งนี้
ชายหนุ่มตั้งใจกลับไปยังซากวังมังกรเพื่อตรวจสภาพของราชันย์วิถีมังกรแดง
และไปยังวังเซียนฟ้ามรกต
ก่อนเข้ามาในภูเขาซากวิญญาณ เขาเคยให้ยอดฝีมือระดับมหายุทธ์ผู้หนึ่งจากวังเซียนฟ้ามรกตกลับไปส่งสาส์นว่าอีกไม่นาน ตนเองจะไปเยือนวังเซียนฟ้ามรกต ตั้งใจเผชิญหน้าศัตรูจากอดีตชาติ จอมราชันนักสังหาร!
ซูอี้จะไม่ผิดวาจา
เขาอยู่ในภูเขาซากวิญญาณมาหนึ่งเดือนแล้ว จึงถึงกาลต้องจากจรเสียที
“เจ้าคิดได้แล้วหรือยัง?”
ซูอี้หันไปพบนาวาพลิกสวรรค์ซึ่งลอยอยู่ไม่ไกลนัก
“ไม่เลย”
ร่างของหลิ่นเฟิงปรากฏขึ้นจากนาวาพลิกสวรรค์ “หลังเจ้าหลอมรวมกรรมวิถีอาจารย์ข้า บางที… ข้าอาจคิดออกก็ได้”
ซูอี้มองปราดเดียวก็เห็นได้ว่าท้ายที่สุด หลิ่นเฟิงก็ยังไม่อยากยอมรับความจริงเรื่องที่ตัวเขาคืออาจารย์ของอีกฝ่าย
“ไม่เป็นไรหรอก”
ซูอี้เองก็กล่าวถึงการตัดสินใจจากจรของตนโดยไม่อิดออดเช่นกัน
หลิ่นเฟิงเงียบไปครู่หนึ่ง ก่อนจะกล่าวว่า “ข้าจะหาเจ้าพบได้เช่นไร?”
ซูอี้แย้มยิ้มเรื่อยเฉื่อย โยนยันต์ลับชิ้นหนึ่งแก่หลิ่นเฟิง “เจ้าจะหาข้าพบด้วยสิ่งนี้”
หลิ่นเฟิงเก็บยันต์ลับไปและกล่าวอย่างโล่งใจ “ภายหน้าเนิ่นนานจากนี้ ข้าจะเก็บตัวสร้างร่างวิถีใหม่ในภูเขาซากวิญญาณ จึงไม่ต้องใช้นาวาพลิกสวรรค์ ดังนั้นเจ้าจงนำมันไปคุ้มกันตัวเสียก็ได้”
ซูอี้ส่ายหน้ากล่าวปฏิเสธ “ไม่ต้องหรอก เจ้าเก็บไว้ดีกว่า เผื่อมีศัตรูร้ายกาจลอบเข้ามาในภูเขาซากวิญญาณ มันจะได้ช่วยเจ้าหยุดอันตรายได้”
ว่าแล้วเขาก็นึกเรื่องหนึ่งขึ้นได้ แล้วส่งป้ายบัญญัติซึ่งจำแลงมาจากเหลยเจ๋อและสมบัติส่วนหนึ่งในภูเขาซากวิญญาณให้หลิ่นเฟิง กล่าวกำชับว่า “ให้เหลยเจ๋ออยู่กับเจ้า สมบัติเหล่านี้ช่วยเจ้าสร้างร่างวิถีขึ้นใหม่ได้ และเจ้าเองก็ช่วยเหลยเจ๋อซ่อมแซมจิตวิญญาณด้วยเล่า”
ว่าแล้วเขาก็โบกมือละล่องจาก
หลิ่นเฟิงมองร่างของเขาจากไปขณะพึมพำ “หากเป็นท่านอาจารย์คงไม่เป็นเช่นนี้หรอก ท่านน่ะ… เฮ้อ!”
เขาถอนหายใจ
ซูอี้ในวันนี้…ยังไม่ใช่อาจารย์ของเขา!
……
หลังออกจากภูเขาซากวิญญาณและหวนคืนสู่โลกภายนอก
ซูอี้สัมผัสได้ทันทีว่ามีอำนาจหายนะกดดันกระจายทั่วแดนเซียน
นั่นคือปราณของ ‘หายนะเทพ’ !
ในยุคสุดวิเวก ทวยเทพร่วมมือกันวางหายนะเทพไว้ในกฎสวรรค์แห่งแดนเซียน จงใจหมายหัวโจมตีตัวตนขอบเขตมหาศาลในโลกหล้าเป็นพิเศษ!
‘ดูเหมือนซีหนิงจะกล่าวถูกต้อง อำนาจหายนะเทพกำลังอ่อนลงจริงๆ……’
ซูอี้กล่าวในใจ
เขาเป็นผู้ฝึกตนระดับมหายุทธ์แล้ว ขอเพียงเก็บงำปราณไว้ อำนาจ ‘หายนะเทพ’ ก็จะไม่หมายหัวเขา
เป็นเครื่องพิสูจน์ได้ว่าอำนาจหายนะเทพกำลังถดถอย
ในอดีต ขุมอำนาจระดับมหายุทธ์ทำได้เพียงหดหัวหลบซ่อน ไม่กล้าเผยร่องรอยในโลกหล้า!
“จากสถานการณ์เช่นนี้ หายนะเทพจะหายไปได้จริงๆ ในสามถึงห้าปี”
ซูอี้ครุ่นคิด
เขาถือครองวัฏสงสาร หากลัวการโจมตีของหายนะเทพไม่ ชายหนุ่มสนใจเรื่องนี้เพื่อวางแผนในอนาคตเท่านั้น
หลังก้าวขึ้นสู่ขอบเขตมหาศาล การพัฒนาการฝึกฝนของเขาอย่างก้าวกระโดดก็ไยากเย็นขึ้นกว่าหนใด
หากพึ่งพาเพียงความเพียรบากบั่นฝึกฝน อย่าว่าแต่สามปีห้าปี เป็นพันๆ ปีก็ไม่อาจพัฒนาจากระดับมหายุทธ์สู่ระดับสุดลึกล้ำได้!
ซูอี้จึงทำได้เพียงมุ่งมั่นเสาะแสวงโอกาส
แต่เขาไม่ได้รีบร้อน
อาณาเขตในแดนเซียนนั้นกว้างขวาง แม้โอกาสในขอบเขตมหาศาลจะหายาก ใช่ว่าจะไม่มี ต่อให้ไร้โอกาสใด เขาก็ยังบุกสังหารชิงโอกาสบางอย่างได้!
ในมือศัตรูคู่อาฆาตตั้งแต่อดีตชาติอย่างลัทธิไร้มลทิน ลัทธิกำเนิดเอกภพ และอื่นๆ เหล่านั้น พวกมันต่างมีสมบัติหายากไม่ขาดมือ ในหมู่กลุ่มเต๋าโบราณก็มีสมบัติมากมายอันเกี่ยวพันกับการฝึกฝนขอบเขตมหาศาล!
การถล่มพวกเขาโดยอ้างว่าเป็นการล้างแค้น สะบั้นความขุ่นเคือง และชิงสมบัติที่ต้องใช้เพื่อการฝึกฝนมา……ย่อมกล่าวได้ว่าเป็นการฆ่าวิหคสองตัวด้วยหนึ่งศิลา!
ในยามนี้ ซูอี้ทำได้เพียงวางแผน ไม่ได้รีบร้อนลงมือ
ข้าวต้องกินทีละคำจึงจะหอม
กลืนอินทผลัมทั้งลูก เช่นนั้นคงไร้รสชาติให้รับรู้
……
สองวันจากนั้น ซูอี้กลับถึงซากวังมังกร
ราชันวิถีมังกรแดงยังคงฝึกฝนอยู่ในเตาหลอมบรรพบุรุษมังกร ไร้สัญญาณการลืมตาตื่น
เป็นเรื่องธรรมดา
การฝึกฝนเป็นเรื่องยากเย็นและอันตรายยิ่งสำหรับตัวตนวิถีเซียนใดๆ ในโลกหล้า กว่าจะเสาะแสวงถึงต้องใช้เวลาแสนนาน
ฃเป็นเรื่องปกติเช่นกันสำหรับผู้ฝึกตนใดๆ ที่จะเก็บตัวเป็นพันๆ ปีในแต่ละหน
ซูอี้เป็นเพียงตัวอย่างเดียวอันเป็นเอกลักษณ์ในโลกหล้า
ซูอี้อยู่ในซากวังมังกรอีกเพียงครึ่งวัน ทิ้งโอสถเซียนบางส่วนที่ต้องใช้เพื่อสร้างรากฐานมหาวิถีหลังบรรลุวิถีสู่ขอบเขตมหาศาลไว้พร้อมจดหมายถึงราชันวิถีมังกรแดงฉบับหนึ่ง ก่อนจะหันหลังจากไป
……
“ด้วยความแข็งแกร่งของเจ้า ยามไปถึงวังเซียนฟ้ามรกต เจ้าอนุมานได้หรือไม่ว่าฉู่เสินทงซ่อนอยู่หนใด?”
ระหว่างเดินทางไปวังเซียนฟ้ามรกต ซูอี้ปริปากถามขึ้น
บันทึกผลกรรมลอยอยู่บนฝ่ามือของเขา สองอักษรปรากฏขึ้นบนหน้ากระดาษ ‘มิได้’
ซูอี้เลิกคิ้วกล่าว “เช่นนั้นเจ้าจะมีประโยชน์อันใด?”
บันทึกผลกรรม ‘???’
มันแทบสำลักตายกับประโยคนี้!
นี่ดูแคลนกันหรือที่ไร้สามารถ?
‘ซูอี้! ข้าผู้นี้เป็นสมบัติแห่งยุคสมัยผู้ควบคุมกฎแห่งผลกรรมนะเฟ้ย! ในอดีต ข้าช่วยให้จี้ถิงขึ้นเป็นเทพ กระทั่ง ‘พุทธองค์แผดตะเกียงแห่งอดีตกาล’ ยังไม่อาจฉวยข้าไปได้เลย!’
บันทึกผลกรรมเดือดดาลอย่างเห็นได้ชัด ข้อความปรากฏขึ้นบนหน้ากระดาษอย่างรำคาญใจ ‘เจ้ามีคุณสมบัติอันใดมาดูถูกข้ากัน?’
ซูอี้ถอนใจกล่าว “เจ้าต่อสู้อย่างนาวาพลิกสวรรค์หรือดาบเคียงประชิดได้หรือไม่?”
บันทึกผลกรรม “……”
ใครเล่าจะไม่ทราบว่ากฎผลกรรมในมือหาเหมาะสมกับการทำศึกไม่?
ซูอี้รำพึง “ข้าก็คิดว่าเจ้าถือครองกฎแห่งผลกรรม คงสามารถมองทะลุและบงการกรรมพัวพันของผู้อื่น ทำให้ผู้ใดที่พยายามช่วงชิงเจ้าต้องทุกข์ทรมานจากผลแห่งกรรมได้ ทว่าเจ้ากลับทำไม่ได้สักอย่าง นี่มันไม่น่าผิดหวังไปหน่อยหรือ?”
บันทึกผลกรรมถูกจี้ใจดำอย่างรุนแรง ร่างของมันสั่นสะท้านด้วยโทสะ ‘ทั้งหมดนี้ก็เพราะคนนอกคอกอย่างเจ้านั่นแหละ!!’
“ข้า?”
ซูอี้ผงะไป “เจ้าหมายความเช่นไร?”
‘ข้าบอกไปแล้วว่าเจ้ามิได้ถูกผลกรรมพัวพัน เป็นตัวแปรอันเกินคาดเดาสำหรับสรรพสิ่งรอบกาย!’
บันทึกผลกรรมอธิบายรัวเร็ว
‘เช่นการมุ่งหน้าไปยังวังเซียนฟ้ามรกตนี้ ความเป็นความตายของกลุ่มเต๋ามิได้อยู่ในความคิดของเจ้าหรือ? หากเจ้าอยากให้พวกเขาอยู่ พวกเขาก็ไม่อาจตายได้ แต่หากเจ้าอยากให้ตาย พวกเขาก็ย่อมไม่อาจอยู่ต่อ นี่แหละตัวแปรที่ข้ามิอาจคาดการณ์! ขึ้นกับใจเจ้าทั้งหมดเลย!’
‘หากเปลี่ยนเป็นเรื่องอื่นซึ่งมิเกี่ยวกับเจ้า ข้าก็ย่อมอนุมานปัจฉิมชะตาของพวกเขาผ่านอำนาจผลกรรมได้ ไร้ตัวแปรคลาดเคลื่อนอื่นใด!’
‘ต้องโทษคนผิดปกติเช่นเจ้าที่ทำให้ข้าดูไร้ค่า แล้วเจ้าจะให้ข้าช่วยเจ้าได้เช่นไร?’
ถ้อยคำเหล่านั้นแฝงความชิงชังคับแค้นไว้อย่างหนาแน่น
ซูอี้ครุ่นคิดและเข้าใจทันที ชะตาสวรรค์มิอาจแพร่งพราย บันทึกผลกรรมมีขีดจำกัดของมันเอง
เรื่องนี้เกี่ยวพันกับกลุ่มชะตาอันซับซ้อนสูงส่งเหนือใด
เหมือนเช่นปฏิบัติการในซากวังมังกรก่อนหน้านี้ อำนาจของบันทึกผลกรรมเพียงพออนุมานชะตาของยอดฝีมือผู้เข้ามาในซากวังมังกรแต่แรกได้!
ทว่าเขาเข้ามาพัวพัน สรรพสิ่งจึงแปรเปลี่ยน
ทันใดนั้น ซูอี้ก็นึกถึงตัวอย่างที่บันทึกผลกรรมให้ไว้
ในหนึ่งผลกรรม ผลกรรมของแต่ละบุคคลนั้นเป็นเหมือนใยแมงมุมขนาดใหญ่พัวพันเชื่อมโยงกับคนอื่นๆ แม้จะมีการแปรเปลี่ยนสารพัน แต่ท้ายที่สุดผลลัพธ์ก็คือแต่ละคนล้วนถูกใยแมงมุมขนาดมหึมารัดพัน ไร้ผู้ใดหนีพ้น ชี้ชะตาชัดเจนแล้ว!
ส่วนบันทึกผลกรรมก็เหมือนแมงมุมตัวหนึ่งบนใยขนาดยักษ์ สามารถคาดการณ์และควบคุมการเปลี่ยนแปลงของเส้นใยผลกรรมแต่ละเส้นได้ และยังเป็นผู้ถักทอผลกรรมเหล่านั้นด้วยตนเอง!
ตัวเขาที่สามารถสะบั้นผลกรรมได้เป็นดั่งเปลวเพลิง ขอเพียงปรากฏขึ้นในผลกรรมใดๆ ใยแมงมุมทั้งข่ายก็จะมอดไหม้ไปด้วย ทำให้ความเป็นไปได้อันมีจำกัดถูกทำลาย กลายเป็นเรื่องยากเกินคาดเดา!
ส่วนบันทึกผลกรรมก็ถูกสยบลงเช่นกัน
หลังครุ่นคิดเรื่องนี้ ซูอี้ก็พลันรู้สึกเสียดายขึ้นมา “แม้เจ้าจะเป็นสมบัติหนึ่งในเก้าความลับแห่งจักรวาล เจ้าก็ไร้ค่าอยู่ดีเมื่ออยู่ในมือข้า”
บันทึกผลกรรม “……”
หลังครุ่นคิดอยู่ครู่หนึ่ง ซูอี้ก็กล่าวอีกครั้ง “โชคดีที่ไม่มีสิ่งใดไร้ประโยชน์ และข้าก็ยังเห็นประโยชน์สองข้อจากเจ้า”
บันทึกผลกรรมใจชื้นขึ้น ‘สองจุดไหน?’
“หนึ่งคือเจ้าลวงคนได้” ซูอี้กล่าว “ยอดฝีมือในโลกหล้า ใครเล่าไม่คิดอยากมีสมบัติลับแห่งฮุ่นตุ้นเช่นเจ้าในมือ? ขอเพียงพวกเขามาชิงเจ้า พวกเขาก็จะถูกผลกรรมพัวพัน ยามข้ากวาดล้างศัตรูร้ายเหล่านี้ ข้าใช้เจ้าเป็นเหยื่อล่อให้พวกมันเป็นฝ่ายเอาตัวมาพัวพันผลกรรมก่อนได้”
บันทึกผลกรรม “???”
นี่ข้าคือของเล่นหลอกคนหรือ?
ยังจะมาใช้ข้าเป็นเหยื่อล่ออีก?
บ๊ะ!
เจ้านี่ช่างแสนชั่วร้าย!
ซูอี้ยังกล่าวต่อ “อย่างที่สอง เจ้าเป็นโล่รับการกระหน่ำโจมตีจากอำนาจเทพได้ แม้จะสะบักสะบอมไป ก็ใช้เจ้าทุบเป็นอิฐได้อยู่”
โล่?
อิฐ?
บันทึกผลกรรมเงียบกริบ น้ำตารินไหล รู้สึกแย่สุดๆ
คบคนผิด ชีวิตเปลี่ยนโดยแท้!!!
……
เกาะเซียนฟ้ามรกต
แดนบรรพชนอันเป็นที่ตั้งของกลุ่มเต๋าโบราณยักษ์ใหญ่แห่งทะเลบูรพา ‘วังเซียนฟ้ามรกต’
ในหัวใจผู้ฝึกตนทั้งหลายแห่งทะเลบูรพา เกาะเซียนฟ้ามรกตเป็นเช่นแดนศักดิ์สิทธิ์สูงสุด!
เกลียวคลื่นม้วนซัด ท้องนภาฟ้าคราม
เมื่อซูอี้ละล่องเรือท้องแบนผ่านสายลมเกลียวคลื่นมาจากไกลๆ เขาก็พบว่าเกาะเซียนฟ้ามรกตนั้นเงียบกริบ ไร้เงาแม้เพียงหนึ่งคน!
เรื่องน่าเหลือเชื่อสูงสุดคือ เดิมทีบนเกาะเซียนฟ้ามรกตมีแดนศักดิ์สิทธิ์บรรพตเลื่องชื่ออยู่มากมาย และแดนบรรพชนของวังเซียนฟ้ามรกตก็อยู่ในสถานที่เหล่านั้น
ทว่ายามนี้ แดนศักดิ์สิทธิ์ทั้งหลายที่ว่ากลับอันตรธาน
ดุจถูกถอนฉกชิงไปสิ้น!
ซูอี้ผงะไป แล้วความคิดอันน่าขันก็ปรากฏขึ้นในใจ……
หรือเป็นเพราะคำขู่ของเขา วังเซียนฟ้ามรกตจึงเผ่นหนีไปเสียแต่เนิ่นๆ?
ซูอี้เก็บเรือท้องแบน ละล่องไปสู่เกาะเซียนฟ้ามรกต จิตสัมผัสแผ่พุ่งเยี่ยงพายุ กวาดขยายไปทั่วทุกทิศ
มิพบผู้ใดอยู่เลยจริงๆ!
“ข้าในยามนั้นยังไม่ขึ้นถึงขอบเขตมหาศาล แต่พวกเจ้าก็ทนคำขู่ไม่ได้ วังเซียนฟ้ามรกตเลยเผ่นหนีหายไปก่อนหรือ?”
ซูอี้ถูจมูกอย่างพูดไม่ออกบอกไม่ถูก
จุ่ๆ ในฟ้าดินไกลออกไป รัศมีเจิดจรัสสายหนึ่งพลันปรากฏ ควบรวมเป็นร่างสูงใหญ่ร่างหนึ่ง!
บทที่ 1,875 ทะลวงการป้องกัน
ซูอี้มองขึ้นไป
ดวงตาของชายร่างสูงใหญ่ผู้นี้ดุจตะวันจันทรา ผิวกายสีทองแดง หนวดพริ้วไหวดุจกิ่งหลิว รอบกายพัวพันรายล้อมด้วยสายฟ้าสีน้ำเงินเข้มเลื่อมพราย
“แค่เจตจำนงสายเดียว? ฉู่เสินทง ข้าไม่ได้พบเจ้าเสียนาน แต่เจ้าก็ยังไร้ความสามารถเอาเสียเลย”
ซูอี้ขำเสียงลั่นขณะกล่าว
คนผู้นี้หาใช่ใครอื่นนอกจากจอมราชันนักสังหารฉู่เสินทง บรรพชนผู้ก่อตั้งวังเซียนฟ้ามรกต และนับแต่ก่อนยุคอวสานเซียน เขาก็เป็นจอมราชันไร้เทียมทาน ณ จุดสูงสุดแห่งวิถีเซียน
ร่างจริงของเขาคือกระทิงขุยหนิว!
ทว่าผู้อยู่ตรงหน้าเขาเป็นเพียงเสี้ยวเจตจำนง
ฉู่เสินทงหาสะทกสะท้านกับคำเหน็บแนมของซูอี้ไม่
เขารำพึงด้วยแววตาซับซ้อน “ว่าแล้วเชียว ทรราช เจ้ากลับมาแล้ว”
ซูอี้นำสุราไหหนึ่งออกมาจิบและกล่าวว่า “กลัวข้าหรือ?”
ฉู่เสินทงกล่าวยิ้มๆ “หากลัวไม่ ตาเฒ่าเช่นข้ารู้ความร้ายกาจของเจ้าทรราช ดีกว่าผู้ใดในแดนเซียนเท่านั้น”
ซูอี้กล่าว “เช่นนั้นแล้ว หลังจากรู้ว่าข้าจะมาวังเซียนฟ้ามรกต เจ้าเลยสั่งให้ทุกคนอพยพหรือ?”
“ใช่”
ฉู่เสินทงกล่าวเรียบๆ “ไม่เพียงคนของวังเซียนฟ้ามรกตเท่านั้น คนจากเผ่าวิญญาณกระทิงขุยหนิวก็อพยพแล้วเช่นกัน”
ซูอี้กล่าวอย่างงุนงง “วังเซียนฟ้ามรกตมีองค์เทพเทียนฮวงหนุนหลังนี่ และยามนี้พวกเจ้าก็ยังทำงานรับใช้บุตรแห่งสวรรค์จินจู๋หลิว ไฉนจึงยังกลัวข้าหาพบอยู่เล่า?”
เดิมทีเขาคิดว่า ยามมาถึงวังเซียนฟ้ามรกตครั้งนี้ อีกฝ่ายน่าจะวางค่ายกลสังหารไว้มากมาย กระทั่งฉู่เสินทงก็อาจเผยร่องรอยออกมาด้วยตนเอง
ทว่าความจริงนั้นกลับตรงกันข้ามโดยสิ้นเชิง!
ฉู่เสินทงกล่าวเนิบๆ “แผนใหญ่พังได้หากกระทำการเร่งรีบไร้คำนึง ในซากวังมังกร เจ้ากับบุตรีแห่งสวรรค์ซีหนิงทำให้บุตรและบุตรีแห่งสวรรค์มากมายเสียหายร้ายแรง กระทั่งสังหารมหาเซียนและตัวตนระดับมหายุทธ์ไปมากมายเช่นนี้ เมื่อรู้ว่าเจ้าจะมาล้างแค้น ข้าหรือจะโง่พอให้ทุกคนมารอที่นี่?”
เขาดูเจ้าแผนการ คาดการณ์เยี่ยงเทพ ทุกวาจาแฝงคำเย้ยเยาะต่อซูอี้
สิ่งนี้ทำให้ซูอี้อดขำมิได้ “เจ้าหนีไปก่อนเพราะกลัวศึก เป็นฝ่ายเสียหน้าแต่กลับอิ่มเอมใจเสียแทน ใช้ชีวิตตั้งเนิ่นนานแท้ๆ แต่กลับไม่โตขึ้นบ้างเลย”
ฉู่เสินทงหาสนใจไม่
เขาเหลือบตาขึ้นลงขณะกล่าว “เหตุที่ข้าทิ้งเจตจำนงรอไว้ที่นี่ ไม่ใช่เพื่อสู้กับเจ้านะ ทรราช”
ซูอี้ว่า “งั้นเจ้ามีบางอย่างจะพูดหรือ?”
ฉู่เสินทงพยักหน้า แววตาของเจ้าตัวพลันเปลี่ยนเป็นเย้าหยอก “เดือนกว่าจากนี้ เจ้าลัทธิไร้มลทินฉีเนี่ยจะจัดประชุมสร้างศาลเซียนรวมศูนย์ขึ้นใหม่ ณ ทวีปวิญญาณน้อย เจ้าเคยได้ยินหรือไม่?”
ซูอี้กล่าว “พอได้ยินมาบ้าง”
ฉู่เสินทงหัวเราะ “เช่นนั้น เจ้าก็น่าจะเดาได้แล้วว่าเรื่องนี้เพ่งเป้าไปที่เจ้า ในอดีต ผู้ใดขึ้นครองอำนาจในศาลเซียนรวมศูนย์ก็ต้องให้เจ้ายอมรับก่อน การทำเช่นนี้เท่ากับฉีเนี่ยประกาศสงครามกับเจ้าโดยสมบูรณ์”
ซูอี้กล่าวเนิบๆ “นี่คือสิงที่เจ้าอยากบอกหรือ?”
“เปล่า”
ฉู่เสินทงส่ายหัวยิ้มๆ “ข้าแค่อยากบอกเจ้าว่าในการประชุมนี้ ฉีเนี่ยจะจัดพิธีบวงสรวงอย่างยิ่งใหญ่ และผู้เกี่ยวข้องกับเจ้าหวังเย่ตลอดชั่วกาลนานมาต้องกลายเป็นเหยื่อสังเวย เชือดลงตามๆ กัน ณ ที่นั่น”
ซูอี้หรี่ตาลงน้อยๆ “นี่ขู่ข้าหรือ?”
ฉู่เสินทงส่ายหัวอีกครั้ง “ไม่ ทุกคนรู้อุปนิสัยเจ้า ใครบ้างไม่ทราบว่าเจ้ามิเคยกลัวคำขู่ใด? ถึงยามนั้น ไม่ว่าเจ้าจะไปหรือไม่ พิธีบวงสรวงก็จะถูกจัดขึ้นอยู่ดี”
เขาอดหัวเราะอีกครั้งมิได้ ดวงตาแสนเปรมปรีดิ์กับความทุกข์ผู้อื่น
สีหน้าของซูอี้ยังคงไร้อารมณ์เช่นเก่า ไร้ปฏิกิริยาใดๆ “เจ้าอยากจะพูดแค่นี้หรือ?”
“ไม่ ยังมีอีกสองเรื่อง”
ฉู่เสินทงสางเคราของตน “เก้าเผ่ามารนอกแดนจะส่งทูตมาเข้าร่วมประชุมด้วย”
ซูอี้ขมวดคิ้ว “ฉีเนี่ยร่วมมือกับเผ่ามารนอกแดน?”
ฉู่เสินทงกล่าวยิ้มๆ “อย่าโกรธสิ โกรธไปก็ไม่มีสิ่งใดดีขึ้นหรอก เท่าที่ข้ารู้ ในพิธีก่อตั้งศาลเซียนรวมศูนย์อันยิ่งใหญ่นี้ ฉีเนี่ยจะลงนามในพันธสัญญากับทูตจากเก้าเผ่ามารนอกแดนเพื่อแบ่ง ‘ด่านสวรรค์สิบหกทวีป’ ให้กับเผ่ามารนอกแดน”
“เผ่ามารนอกแดนจะรับปากอยู่ร่วมกันอย่างเป็นสุขกับแดนเซียนจากนี้ไป จะไม่บุกโจมตีเข้ามาอีก”
“เมื่อลงนามในพันธสัญญา ภายหน้าแดนเซียนทั้งสี่สิบเก้าทวีปนี้ก็จะเหลือเพียงสามสิบสาม”
ว่าแล้ว เขาก็เบนสายตามองซูอี้
ดูเหมือนกำลังพยายามมองหาโทสะจากสีหน้าของซูอี้อยู่
ทว่าเขาก็ต้องผิดหวังเมื่อสีหน้าของซูอี้ยังคงไร้การแปรเปลี่ยนใดๆ!
ฉู่เสินทงขมวดคิ้วแน่น “แดนดินหนึ่งชุ่นเท่ากับเลือดเนื้อหนึ่งชุ่น ตลอดกาลนานมา แดนเซียนและเผ่ามารนอกแดนประชันกันเกินนับปี เก้าด่านสวรรค์แดนเซียนต้องฝังร่างวีรชนจากแดนเซียนมากมายเพียงไรไม่อาจทราบ! ความแค้นลึกล้ำเยี่ยงสมุทรเช่นนี้ หากเจ้าไม่ไล่ล้างแล้วจะเกิดอันใดขึ้น? ส่วนฉีเนี่ยก็พยายามแบ่งแยกแดน ประเคนด่านสวรรค์สิบหกทวีปไปแลกความสงบอยู่นะ เจ้า…ไม่โกรธบ้างเลยหรือ?”
ในความเข้าใจของเขา สิ่งที่หวังเย่ใส่ใจสูงสุดชั่วชีวิตคือความปลอดภัยของเก้าด่านสวรรค์แดนเซียนและเกลียดเผ่ามารนอกแดน
ส่วนสิ่งที่ชายหนุ่มเกลียดแค้นสูงสุดก็คือคนทรยศที่เข้าพวกกับเผ่ามารนอกแดน!
เขาคิดว่าหวังเย่จะโกรธเป็นฟืนเป็นไฟกับเรื่องนี้กระทั่งเสียการควบคุมอารมณ์ไป
ทว่าไม่เป็นไปตามที่คิด ฉู่เสินทงจึงรู้สึกขัดใจไม่เบา
“หากฟ้าประสงค์ให้คนตาย นั่นจะทำให้คนเป็นบ้า”
ซูอี้กล่าวรายเรียบ “สิ่งที่ฉีเนี่ยรับปาก ไม่ได้หมายความว่าผู้อื่นจะเห็นด้วย ทุกสิ่งจะไม่มีวันเกิด แล้วข้าจะโมโหเพื่อการใด?”
ฉู่เสินทงอดเสสรวลมิได้ “หากเป็นกาลก่อน ข้าคงเชื่อว่าเจ้าทำได้ แต่เจ้าในยามนี้…เฮ้อ”
วาจาไม่ทันได้กล่าวจบดี เหลือทิ้งไว้เพียงรอยยิ้มเยาะเท่านั้น
เป็นการดูถูกดูแคลนโดยมิต้องใช้คำพูด
ทว่าซูอี้ไม่ได้ต่อปากต่อคำ
เขามองฉู่เสินทงกำลังทดสอบตนเองอยู่ คล้ายอยากรู้ว่าตัว
ซูอี้จะนำความมั่นใจเช่นไรมาจัดการกับปัญหานี้
ซูอี้จึงกล่าวขึ้นยิ้มๆ ว่า “นี่คือเรื่องที่สอง แล้วเรื่องที่สามเล่า?”
ท่าทีเฉื่อยชาเรื่อยเปื่อยของชายหนุ่มทำให้ฉู่เสินทงไม่ค่อยพอใจอย่างเห็นได้ชัด คิ้วของอีกฝ่ายย่นลงเล็กน้อย
แล้วเขาก็กลับมาตั้งสติก่อนกล่าวต่อทันที “เรื่องที่สามเกี่ยวกับการบรรลุเทพ!”
ซูอี้ส่งเสียงรับในคอ “ไฉนจึงกล่าวเช่นนั้น?”
ฉู่เสินทงกล่าวเนิบๆ “เท่าที่ข้ารู้ เจ้าขึ้นเป็นมหาเซียนได้เพียงไม่กี่เดือนก่อน บางทีอำนาจต่อสู้ของเจ้าอาจท้าทายสวรรค์ มีอำนาจเพียงพอเผชิญหน้ายอดฝีมือระดับสุดลึกล้ำได้ แต่……การฝึกฝนของเจ้าก็ยังอ่อนแอเกินไปอยู่ดี! เป็นเครื่องชี้ชัดแล้วว่าเจ้าจะพลาดโอกาสบรรลุเทพแน่!”
ว่าแล้ว เขาก็อดฉีกยิ้มอย่างแสนสุขใจมิได้
เขาหัวเราะลั่นนภา “วิถีบรรลุเทพจะปรากฏขึ้นในอีกสามถึงห้าปี เจ้าเป็นมหาเซียน แล้วจะมีคุณสมบัติอันใดไปสู้?”
“แต่ตาเฒ่าเช่นข้านั้นแตกต่าง!”
เขากล่าวกับซูอี้ยิ้มๆ “หลังข้าหลบเลี่ยงหายนะเทพจากยุคอวสานเซียนมาเนิ่นนาน ในที่สุดก็มาถึงยามนี้! ตลอดกาลนานมา ข้าเตรียมการบรรลุเป็นเทพมาตลอด และยามนี้ก็มั่นใจเต็มที่ว่าขอเพียงวิถีบรรลุเทพปรากฏ ข้าจะปะทุเพลิงเทพ บรรลุเป็นเทพได้!!”
ว่าแล้ว สีหน้าแววตาของฉู่เสินทงก็เผยเค้าความคาดหวัง “ถึงยามนั้น ข้าก็จะเป็นเทพเหนือวิถีเซียน! สูงส่งเหนือใคร ต่อให้เป็นเจ้าในยามสมบูรณ์พร้อมก็หาแตกต่างจากมดในสายตาข้าไม่!”
“งั้นหรือ?” สายตาของซูอี้ดูพิกล เจ้าเฒ่านี่แสนปรีดานัก ที่แท้ก็เพราะคิดว่าเขาจะพลาดโอกาสบรรลุเทพนี่เอง……
ฉู่เสินทงยกนิ้วชึ้ซูอี้ “หวังเย่ อย่าแสร้งทำทองไม่รู้ร้อนไปหน่อยเลย เจ้าน่าจะรู้ดีกว่าใครว่าความต่างระหว่างเทพและเซียนยิ่งใหญ่เพียงไหน!”
“เจ้ารู้ไหม ไม่มีสิ่งใดทำให้ข้าดีใจได้เท่ากับยามเจ้าเวียนวัฏกลับมาแล้วพลาดโอกาสเป็นเทพนี่แหละ! ฮ่าๆๆๆ!”
เขาหัวเราะร่าอีกครั้ง สีหน้าแสนปรีดาในความทุกข์ผู้อื่น “ถึงยามนั้น เจ้าหวังเย่จะใช้อันใดมาสู้กับข้า? แค่…การฝึกฝนระดับมหาเซียนนั่นหรือ?”
ซูอี้มองฉู่เสินทงราวกับมองคนโง่ “เรื่องที่จะเกิดในสามถึงห้าปีจากนี้ เหตุแปรเปลี่ยนยังมีมากมาย แต่เจ้าก็หัวเราะเป็นไอ้โง่แล้วหรือ?”
ฉู่เสินทงยิ่งหัวเราะลั่น “ดูสิ กระวนกระวายแล้ว! ข้าบอกเจ้าให้ก็ได้ เซวี่ยเซียวจื่อ เจียงไท่เออ หนานผิงเทียน เจ้าเฒ่าเหล่านั้นก็พยายามเป็นเทพเหมือนข้าแหละ และพวกเขาล้วนรอหัวเราะเยาะเจ้าหวังเย่เหมือนตัวตลกอยู่!!”
ซูอี้พลันกล่าวขึ้น “เจ้าว่า หากข้าฆ่าเจ้าเสียก่อนวิถีบรรลุเทพปรากฏ มันจะเป็นเรื่องน่าเจ็บปวดสูงสุดสำหรับเจ้าหรือไม่?”
เสียงหัวเราะของฉู่เสินทงหยุดลงกะทันหัน
ทันใดนั้น เขาก็กล่าวด้วยแววตาเย้าหยอก “ไม่ต้องพูดเพ้อเจ้อเช่นนี้หรอก เพราะเจ้าทำมิได้ตามที่พูดเลย ข้าจะซ่อนตัวจนกระทั่งวิถีบรรลุเทพปรากฏ ต่อให้เจ้ารู้ที่อยู่ของทุกคนในวังเซียนฟ้ามรกต เจ้าก็หาข้ามิเจอหรอก!”
ซูอี้กล่าวเนิบๆ “ตาข่ายฟ้ามีตากว้าง ทว่าไร้สิ่งใดเล็ดลอดได้ ไม่ว่ายามนี้จะพูดอันใด ก็เกรงว่าเจ้าก็คงมิฟัง เช่นนั้นก็รอดูเถิด”
ฉู่เสินทงหัวเราะลั่น “ได้ งั้นข้าก็จะรอดู!”
ซูอี้เองก็กล่าวยิ้มๆ “ยามข้าจับร่างจริงเจ้าได้ ข้าจะให้เจ้าหัวเราะแบบนี้เลย”
ดวงตาของฉู่เสินทงวูบไหว “เช่นนั้น ยามเจ้าจับข้าได้ค่อยพูดก็ยังไม่สาย ยามนี้…ข้าต้องไปแล้ว!”
วูบ!
ร่างของเขาทะยานกวาดไปไกล
ซูอี้ตามไปทันที
ทว่าไม่ทันไร ฉู่เสินทงพลันใช้หอกม้าเล่มหนึ่งพุ่งเข้าหาซูอี้ที่กำลังไล่ตามมา
“หวังเย่ เจ้าถูกหลอกแล้ว! ยังมีอีกอย่างที่ข้ามาที่นี่ นั่นคือการทดสอบอำนาจแท้จริงของเจ้า จากนั้นค่อยไปก็ยังมิสาย!!”
ฉู่เสินทงหัวเราะลั่นแล้วเหวี่ยงหมัดโจมตี
ตู้ม!!
ท้องนภาสั่นสะเทือน สุญญะแหลกสลาย
อำนาจระดับสุดลึกล้ำอันน่าสะพรึงกลัวปรากฏจากอำนาจเจตจำนงของฉู่เสินทง หลอมรวมเป็นหนึ่งเดียวภายใต้หมัดของเขา
หากไม่ขยับก็หยุดนิ่ง แต่เมื่อเคลื่อนไหวก็เป็นวิชาสังหารอันร้ายกาจ!!!
ยามนี้ ดวงตาของซูอี้ปรากฏแววเย้ยเยาะ
เขาเอื้อมมือคว้า
เปรี้ยง!!!
หมัดอันน่าสะพรึงกลัวของฉู่เสินทงแหลกสลายดังสนั่น แปรเปลี่ยนเป็นพิรุณแสงพร่างพรม
คอของฉู่เสินทงถูกซูอี้คว้าไว้ราวกับไก่
ปราบศัตรูได้ในพริบตา!
แสนเรียบง่ายไร้สำคัญ
ง่ายจนยามฉู่เสินทงถูกจับเป็นได้ ดวงตาของเขาก็เบิกกว้างอย่างอดไม่ได้ กล่าวขึ้นเสียงหลง “เจ้า…”
ซูอี้กล่าวด้วยสีหน้าเวทนา “ลืมบอกเจ้าไป ข้าเพิ่งขึ้นถึงระดับมหาเซียนเมื่อไม่กี่เดือนก่อนจริงๆ แต่ตอนนี้ ข้าอยู่ในขอบเขตมหาศาลแล้วนะ”
ชั่วขณะนั้นฉู่เสินทงสิ้นการป้องกัน ตะลึงงันเยี่ยงถูกสายฟ้าฟาดในบัดดล!