บันทึกตำนานราชันอหังการ [ 剑道第一仙 ] - ตอนที่ 1876-1880
บทที่ 1,876 เมฆมงคลคล้อยสหัสวรรษ
ไม่กี่เดือนก่อน เขาบรรลุเป็นมหาเซียน
สองสามเดือนถัดมาก็เข้าสู่ขอบเขตมหาศาลแล้ว?
ใครเล่าจะกล้าเชื่อ?
ใครเล่า…จะคาดคิดได้?
ฉู่เสินทงไม่กล้าคาดฝัน และแสนสับสนงุนงงเหลือเกิน
ขณะที่ซูอี้กล่าวเสียงเย็นว่า “เจ้าว่า หากข้าใช้ชีวิตของบุตรแห่งสวรรค์จินจู๋หลิวมาขู่ ข้าจะหาที่ซ่อนของเจ้าพบได้หรือไม่?”
ม่านตาของฉู่เสินทงหดตัวอย่างเงียบเชียบ ก่อนจะแค่นยิ้มเตรียมจะกล่าวบางอย่างขึ้นมา
เปรี้ยง!
แต่อำนาจเจตจำนงของเขาก็แหลกสลายหายไปด้วยมือของอีกฝ่ายเสียแล้ว!
“ไม่ว่าเจ้าจะตอบเช่นไร ข้าก็จะลองทำเช่นนั้นแน่”
สายตาของซูอี้กวาดมองไปยังเกาะเซียนฟ้ามรกตอันว่างเปล่า “ส่วนที่นี่ ก็ไม่ต้องมีอยู่แล้ว……”
เขาทะยานจากไปในเรือท้องแบน
เบื้องหลังชายหนุ่ม เกาะเซียนฟ้ามรกตที่มีขนาดเท่าดินแดนแห่งหนึ่งพลันล่มสลาย กลายเป็นเศษซากนับไม่ถ้วนจมหายสู่ทะเล
ซูอี้ที่อยู่บนเรือท้องแบนยืดเส้นยืดสาย ก่อนจะทอดกายอย่างเกียจคร้านที่ท้ายเรือ ดวงตาหรี่ปรือเล็กน้อย ข้างกายมีไหสุรา ใบหน้าแสนผ่อนคลายสบายใจ
เขากำลังครุ่นคิดถึงวาจาที่ตนเองกล่าวกับฉู่เสินทงเมื่อครู่
มันคือข้อมูลอันมีค่าสามประการ
หนึ่งคือ ในพิธีสร้างศาลเซียนรวมศูนย์ขึ้นใหม่ซึ่งจะถูกจัดในอีกเดือนกว่าจากนี้ การกระทำทั้งหมดของเจ้าลัทธิไร้มลทินฉีเนี่ยจะพุ่งเป้ามาที่เขา
ทั้งการสังเวยชีวิตของผู้เกี่ยวข้องกับเขาก็ดี และการลงนามพันธสัญญากับทูตจากเผ่ามารนอกแดนเพื่อแบ่งด่านสวรรค์สิบหกทวีปให้ก็ดี
สาเหตุของเรื่องทั้งหมดนี้คือบีบให้เขาต้องปรากฏตัว!
สองคือ ศัตรูร้ายในอดีตชาติอย่างฉู่เสินทงได้รู้เรื่องภายในและแผนเกี่ยวกับการสร้างศาลเซียนรวมศูนย์ขึ้นใหม่แล้ว
แต่ไอ้เฒ่าพวกนี้น่าจะไม่เข้ามาพัวพันตรงๆ แต่ตั้งใจมองเพลิงโหมจากอีกฟากมากกว่า
และสาเหตุที่พวกเขาสบายใจเช่นนี้ เพราะกำลังรอวิถีบรรลุเทพปรากฏขึ้นในอีกสามถึงห้าปี!
เมื่อเทียบกับเรื่องใหญ่อย่างการบรรลุเป็นเทพ พวกเขาจะไม่ปรากฏขึ้นด้วยเหตุผลอื่น
และนี่ยังหมายความว่า การที่ซูอี้จะไล่กวาดล้างศัตรูคู่อาฆาตจากอดีตชาติ มันได้กลายเป็นเรื่องยากสำหรับชายหนุ่มไปแล้ว
เพราะถึงอย่างไร หากคนเหล่านั้นซุกซ่อนตัว มันก็ไม่ต่างจากการงมเข็มในมหาสมุทรเลย
สามคือ จนกระทั่งยามนี้ สิ่งที่เกิดขึ้นในสมุทรเยือกแข็งดูดวิญญาณและภูเขาซากวิญญาณยังไม่เป็นที่ล่วงรู้!
กล่าวคือ เรื่องที่เขาฆ่าบุตรแห่งสวรรค์กู่อวิ้นฉานและบุตรีแห่งสวรรค์ชิงอู่ รวมถึงการขึ้นสู่ขอบเขตมหาศาล และประหารลิ่วล้อของเทพเหล่านั้นยังไม่ถูกแพร่งพราย!
เห็นได้จากปฏิกิริยาของฉู่เสินทงว่า อีกฝ่ายยังคิดว่าเขาเพิ่งบรรลุขอบเขตมหาเซียนเมื่อไม่กี่เดือนก่อน รวมทั้งยังไม่เคยคาดคิดหรือทราบว่า ยามอยู่ในระดับมหาเซียน เขาก็สังหารบุตรและบุตรีแห่งสวรรค์ไปได้แล้วสองคน
และที่สำคัญที่สุดคือ อีกฝ่ายไม่คาดว่าในไม่กี่เดือน ชายหนุ่มจะเข้าสู่ขอบเขตมหาศาลแล้ว!
ข้อมูลทั้งหมดนี้นับว่าสำคัญยิ่ง
หากฉู่เสินทงเป็นเช่นนี้ แล้วผู้อื่นเล่า?
เพราะอย่างไรแล้ว ความเข้าใจของโลกหล้าที่มีต่อตัวเขายังคงติดอยู่ในเหตุการณ์ที่ซากวังมังกรเท่านั้น!
“จากข้อมูลทั้งสามนี้ ข้อมูลแรกสำคัญที่สุด ไอ้แก่ฉู่เสินทงไม่ได้พูดผิดเลย ไม่ว่าจะเป็นชาตินี้ชาติไหน ผู้ใดก็จะสร้างศาลเซียนรวมศูนย์ขึ้นใหม่โดยไร้การยอมรับจากข้าไม่ได้!”
ซูอี้ครุ่นคิดพลางยกไหสุราขึ้นดื่ม
การที่ลัทธิไร้มลทินเป็นผู้หมายมาดจะสร้างศาลเซียนรวมศูนย์ขึ้นใหม่ เขาพออนุมานได้ว่าฉีเนี่ยน่าจะเตรียมตัวพรั่งพร้อม มั่นใจในชัยชนะแล้ว จึงกล้าป่าวประกาศสู่โลกา ชี้คมหอกมาที่เขา!
บางที เจ้าเฒ่าอย่างเซวี่ยเซียวจื่อ เจียงไท่เออ ฉู่เสินทง และหนานผิงเทียนอาจไม่เข้าพัวพัน แต่พวกมันต้องอยู่เบื้องหลังเรื่องนี้เป็นแน่!
เพราะถึงอย่างไร เจ้าเฒ่าเหล่านี้ก็รู้อุปนิสัยและความคิดของหวังเย่ดีที่สุด
ทว่าอีกฝ่ายจะเตรียมการและกำลังพลแบบใดไว้ เพื่อรับประกันชัยชนะกัน?
สิ่งที่แน่ใจได้คือ อีกฝ่ายต้องพยายามรวบรวมข้อมูลเกี่ยวกับเขาอย่างสุดชีวิตเป็นแน่
ยิ่งกว่านั้น พวกเขายังรู้ทุกเรื่องที่เกิดในซากวังมังกร จึงสามารถวางแผนสังหารเขาได้อย่างละเมียดละไม
และต้องทราบว่ายามนั้น ตัวซูอี้ยังเป็นมหาเซียนอยู่เลย……
เมื่อคิดเช่นนี้ ชายหนุ่มก็พลันเผยยิ้มเย้าหยอกออกมา
น่าเสียดายที่พวกเขาคำนวณไว้ทุกเรื่อง แต่ไม่อาจคาดคิดได้ว่าเพียงไม่กี่เดือน อีกฝ่ายจะเข้าสู่ขอบเขตมหาศาลแล้ว!!!
นอกจากนั้น ซูอี้ยังพอคาดเดาได้ว่า ณ พิธีสร้างศาลเซียนรวมศูนย์ขึ้นใหม่ จะมีบุตรและบุตรีแห่งสวรรค์เข้ามาเกี่ยวข้องอย่างแน่นอน
เพราะถึงอย่างไร คนจากโลกแห่งเทพส่วนใหญ่ก็มองเขาว่าเป็นตัวตนที่ต้องประหารให้สิ้นอยู่แล้ว
มีหรือจะอยู่เฉยในงานใหญ่โตเช่นนี้?
และหากคิดกลับกัน ต่อให้บุตรกับบุตรีแห่งสวรรค์เหล่านี้ไม่เข้าร่วม พวกเขาก็จะส่งยอดฝีมือข้างกายเข้ามาแทรกซึมอยู่ดี
นอกจากนั้นยังปัดตกไม่ได้ด้วยว่า อีกฝ่ายจะให้ตัวตนระดับสุดลึกล้ำมาซุ่มโจมตี ดีไม่ดีอาจมีกองกำลังจากเผ่ามารนอกแดนร่วมมือด้วย!
เพราะถึงอย่างไร ในงานประชุมหนนี้ ฉีเนี่ยจะลงนามในพันธสัญญากับทูตจากเผ่ามารนอกแดน ซึ่งแสดงให้เห็นว่าลัทธิไร้มลทินร่วมมือกับเผ่ามารนอกแดนมาเนิ่นนานแล้ว!
และต้องทราบว่าเมื่อนานมาแล้ว เผ่ามารนอกแดนเป็นศัตรูอันดับหนึ่งของหวังเย่ผู้เป็นหนึ่งในอดีตชาติเขา!
เมื่อมีโอกาสฆ่าเขาในยามนี้ เผ่ามารนอกแดนหรือจะยอมพลาด?
“ยักษ์ใหญ่วิถีเซียนซึ่งเป็นปรปักษ์กัน ทูตจากเผ่ามารนอกแดน แล้วก็บุตรกับบุตรีแห่งสวรรค์พวกนั้น……”
“โอ้ งานประชุมรวมขุมกำลังมากมายเช่นนี้ เป้าหมายมีแค่รับมือข้าผู้เดียว ช่างชวนให้เกรงใจเสียนี่กระไร……”
ซูอี้นึกขำ ดวงตาเย็นเยียบ “งั้นก็ใช้โอกาสนี้ฆ่าซะให้เรียบเลย!”
เขาคร้านเกินกว่าจะครุ่นคิดต่อ จากนั้นก็ยกไหสุราขึ้นดื่มรวดเดียว
……
สุดบูรพาทิศแห่งแดนเซียน ณ นครเซียนหมอกอัสดง
นครแห่งนี้มีชายฝั่งติดกับทะเลบูรพาและถนนเสนาะจินดา กระทั่งหนึ่งในสามตลาดมืดสำคัญของแดนเซียนก็ตั้งอยู่ที่นี่
เมื่อไม่กี่เดือนก่อน ซูอี้ออกเดินทางจากนครเซียนหมอกอัสดงไปยังก้นทะเลบูรพา
ยามนั้น เขายังไม่ได้เป็นมหาเซียนเลย
เมื่อหวนคืนที่นี่ในยามนี้ ชายหนุ่มก็ก้าวขึ้นสู่ขอบเขตมหาศาลแล้ว!
เพียงไม่กี่เดือน พลังการฝึกฝนก็ได้แปรเปลี่ยนไม่เหมือนเก่าอีกต่อไป!
ภายในโรงเตี๊ยมที่มีนามว่า ‘เมฆามงคลคล้อย’
บนโต๊ะตรงหน้าซูอี้มีสุราหนึ่งไห สำรับกับแกล้มสี่จาน และหนึ่งจอกสุรา
สุราสีอำพันถูกรินเต็มจอก ปล่อยควันสีทองอร่ามพัดโชย กระจายกรุ่นกำจายหวานหอมชื่นใจ
ชายหนุ่มยกจอกขึ้นดื่ม ทำให้เมรัยที่มีฤทธิ์ดุจอัคคีแผดเผาทั่วลำคอ หลั่งไหลเข้าสู่ร่าง ก่อนจะแปรเปลี่ยนเป็นชั้นความร้อนกรุ่นระหว่างอกกับท้อง ทิ้งรสชาติกลมกล่อมหวานละมุนไว้ในปาก
ซูอี้เลิกคิ้วขึ้นเล็กน้อย เมรัยเซียนเช่นนี้เป็นเอกลักษณ์ยิ่ง
“เสี่ยวเอ้อร์ สุรานี้ขึ้นชื่อหรือไม่?”
ซูอี้เรียกเสี่ยวเอ้อร์มาหา
“ท่านลูกค้าต้องมาเป็นหนแรกแน่ๆ หาไม่ มีหรือจะไม่ทราบว่าสุรานี้เป็นที่เลื่องชื่อในโรงเตี๊ยมเรา ‘เมฆมงคลคล้อยสหัสวรรษ’ ?”
เสี่ยวเอ้อร์อธิบายด้วยรอยยิ้ม
เมฆมงคลคล้อยสหัสวรรษ?
ชายหนุ่มชะงักไป ดวงตาดูแปลกพิกล ก่อนจะกล่าวกับตนเองว่า “หนึ่งจิบคล้อยสหัสวรรษ เมฆมงคลเคลื่อนธารทะเล หากเมรัยไม่ดี นามก็ไร้ความงาม”
เสี่ยวเอ้อร์กล่าวชม “ท่านลูกค้าช่างรอบรู้ นาม ‘เมฆมงคลคล้อยสหัสวรรษ’ มาจากบทโคลงนั้นแหละขอรับ”
ซูอี้กล่าวอย่างสนใจ “เช่นนั้น เจ้ารู้หรือไม่ว่าโคลงนี้มาจากหนใด?”
เสี่ยวเอ้อร์กล่าว “กล่าวกันว่า… ก่อนที่ยุคอวสานเซียนจะเกิดขึ้น ใต้เท้าจอมราชันอนันตรัตติกาลเป็นผู้เขียนมันในงานเลี้ยงลูกท้อของศาลเซียนรวมศูนย์ มันจึงถูกเผยแพร่ไปทั่วแดนเซียน แต่ไร้ผู้ใดทราบข้อเท็จจริงขอรับ”
ซูอี้พยักหน้า “ไปเติมสุราให้ข้าที”
เขานำไหสุราออกมาส่งให้ “นำสุรามาสักเก้าหมื่นจิน คำนวณราคามาคร่าวๆ ได้เลย”
เสี่ยวเอ้อร์กล่าวอย่างประหลาดใจ “เก้าหมื่นจิน? นั่นราคาแสนหยกเซียนสูงสุดเลยนะขอรับ”
“ข้าทราบแล้ว เจ้ารีบไปสิ”
“ขอรับ ท่านลูกค้าโปรดรอสักครู่!”
เสี่ยวเอ้อร์รับน้ำเต้าสุราไปแล้วจากไปอย่างรีบร้อน
ส่วนซูอี้รินสุราให้ตนเองอีกจอก ยกดื่มจนเกลี้ยง ก่อนจะพึมพำในใจ
‘หนึ่งจิบคล้อยสหัสวรรษ เมฆมงคลเคลื่อนธารทะเล ราชันลองดาบเฝ้ารอวัน รั้งคลื่นธารดาราเซียน เหวี่ยงหมู่มารอนอกด่านสวรรค์ ค้ำพสุธาด้วยเพียงหนึ่งมือ!’
นี่คือความในใจของหวังเย่หลังเมามายในงานเลี้ยงลูกท้อ
เขาเฝ้าหวังจะกวาดล้างเผ่ามารนอกแดน ณ เก้าด่านสวรรค์แห่งแดนเซียนให้สิ้น สงบสงครามคืนความสงบสุขให้โลกหล้าอย่างเต็มรูปแบบ
น่าเสียดายที่ความปรารถนาอันยาวนานนี้ไม่เคยสัมฤทธิ์ผล
เมื่อยามนี้ได้ดื่มเมรัย ‘เมฆมงคลคล้อยสหัสวรรษ’ และจดจำได้ว่าในงานประชุมสร้างศาลเซียนรวมศูนย์ขึ้นใหม่ ฉีเนี่ยจะลงนามทำพันธสัญญาแบ่งด่านสวรรค์สิบหกทวีปให้แก่เผ่ามารนอกแดน หัวใจของซูอี้พลันเดือดพล่านด้วยจิตสังหารเกินสะกดกลั้นอย่างช่วยไม่ได้
เขาจะรอเวลาลองดาบที่นอกด่านสวรรค์ กวาดล้างสิ่งชั่วร้ายเหล่านี้ไปให้สิ้น!
“ท่านลูกค้า นี่คือสารของท่านขอรับ”
ทันใดนั้น ชายชุดเทาผู้หนึ่งก็มอบม้วนหยกให้เขาอย่างรีบร้อน
ชายหนุ่มรับม้วนหยกมา และมอบถุงสัมภาระใบหนึ่งให้อีกฝ่าย
เมื่อเห็นศิลาเซียนหมื่นชิ้นอยู่ภายในถุงสัมภาระ ดวงตาของชายชุดเทาก็ฉายแววปรีดา รีบร้อนขอบคุณแล้วจากไปในทันที
ขณะที่เขาดื่มสุราก็ตรวจสอบเนื้อหาในม้วนหยกไปด้วย
หลังจากมาถึงนครเซียนหมอกอัสดง เขาก็ไปพบกลุ่มกำลังท้องถิ่นอันโดดเด่นในการหาข้อมูล จึงจ่ายเงินซื้อข่าวสารที่เป็นเหตุการณ์ครั้งใหญ่ในแดนเซียนตลอดสามเดือนผ่านมา
และยามนี้ ข้อความเหล่านี้ก็ถูกบันทึกไว้ในม้วนหยก
ครู่ต่อมา ซูอี้ก็เก็บม้วนหยกไปแล้วครุ่นคิดบางอย่าง
เพียงไม่กี่เดือน เหตุการณ์ใหญ่มากมายก็บังเกิดขึ้นในแดนเซียน
ทว่าเหตุการณ์ใหญ่เหล่านี้ เขาเองก็คาดการณ์เอาไว้แล้ว มันจึงไม่น่าประหลาดใจเท่าใด
เช่น การมาถึงของบุตรและบุตรีแห่งสวรรค์มากมายในแดนเซียนเริ่มถูกแพร่งพราย และยามนี้ ข่าวเกี่ยวกับคนเหล่านี้ก็แพร่กระจายไปทั่วโลกหล้าแล้ว
ข่าวที่เขาเป็นร่างเวียนวัฏของจอมราชันอนันตรัตติกาลก็ทำให้เกิดเสียงฮือฮาทั่วทั้งแดนเซียนในช่วงเวลานี้เช่นกัน
ทว่าเรื่องที่น่าจับตามองสูงสุดคือ งานพิธีสร้างศาลเซียนรวมศูนย์ขึ้นใหม่อันยิ่งใหญ่อลังการ!
แม้งานใหญ่นี้จะจัดขึ้นในอีกเดือนกว่า แต่แทบทั่วแดนเซียนในยามนี้ต่างก็ให้ความสนใจกับเรื่องนี้ ด้วยมันย่อมส่งผลถึงครรลองแห่งแดนเซียน!
นอกจากนั้นยังมีข่าวอื่นๆ อยู่บ้าง
และทำให้ซูอี้พอจะเข้าใจภาพรวมของสถานการณ์ในแดนเซียนชั่วกาลผ่านมาด้วย
“หือ?”
ทันใดนั้น ดวงตาของซูอี้ก็เหลือบไปเห็นร่างหนึ่งอันคุ้นเคยปรากฏขึ้นไกลๆ บนถนนคลาคล่ำผ่านนอกหน้าต่างโรงเตี๊ยม
ราวรู้ว่าถูกมอง ร่างอันคุ้นเคยนั้นก็รีบหายไปในฝูงชนทันใด
บทที่ 1,877 เข้าใจผิด!
“แขกที่เคารพ นี่ไหสุราของท่าน!”
เสี่ยวเอ้อร์ส่งไหสุราของซูอี้คืนให้ “ราคาของสุราเท่ากับหยกเซียนระดับสูงสุดเก้าหมื่นหนึ่งพันก้อนขอรับ”
ซูอี้หยิบถุงสัมภาระออกมา แล้วส่งให้อีกฝ่าย “ที่เหลือคือเงินรางวัล”
“ขอบคุณท่านลูกค้าที่เคารพ”
เสี่ยวเอ้อร์ตอบพร้อมกับยิ้มให้ เมื่อเปิดถุงสัมภาระดู เขาถึงกับตกตะลึง หัวใจเต้นระรัว
หยกเซียนระดับสูงสุดหนึ่งแสนก้อน!
นี่ไม่เท่ากับว่า หลังจากหักเงินค่าสุราและอาหารแล้ว ยังได้หยกเซียนระดับสูงรวมหกพันก้อนหรอกหรือ?
มารดามันเถอะ!
ด้วยเงินขนาดนี้ เขาสามารถไปหอบำเรอแล้วร่ายรำอย่างสำราญใจ รวมทั้งเสพสังวาสได้มากกว่าสิบครั้งเชียวนะ!!
ถึงตอนนั้น นางคณิกาผู้นั้นจะต้องผงกหัวขึ้นลงเป็นแน่! ส่วนคราวที่แล้วที่ไปหาความรู้พร้อมกับเถ้าแก่ เขาถึงขั้นพูดติดตลกว่าตนเองไม่มีสิทธิ์จะนอนร่วมเตียงกับคณิกาพวกนั้น แต่ครั้งนี้มันไม่ใช่…
หืม? แล้วคนเล่า?
เสี่ยวเอ้อร์ชำเลืองมอง ก่อนพบว่าลูกค้าได้หายไปนานแล้ว
ดั่งเซียนผู้ปรากฏในความฝัน จากไปอย่างไร้ร่องรอย
แต่เงินรางวัลในมือ เป็นของจริงแน่นอน!
ไม่ใช่ความฝัน!!
……
ช่วงพลบค่ำ ครั้นตะวันลับขอบฟ้าดั่งเปลวไฟใกล้มอด เสียงคลื่นพลันดังมาจากทะเลบูรพาที่อยู่ไกลออกไป
บนถนนที่พลุกพล่าน หญิงสาวผู้หนึ่งเดินอย่างเร่งรีบ ลัดเลาะไปตามถนนและตรอกที่คึกคัก
หญิงสาวสวมกระโปรงสีชมพู เสื้อคลุมสีเหลือง ดวงตาราวกับจันทร์เสี้ยว คิ้วราวกับขุนเขาที่ช่างงดงามละเอียดอ่อน
ถึงแม้จะมองจากไกลๆ แต่จิตสัมผัสของซูอี้นั้นทรงพลังยิ่ง เขาจึงจำได้ในทันทีว่า หญิงสาวผู้นั้นคือบุตรีของผู้นำตระกูลทัง……ทังเป่าเอ๋อร์!
ชายหนุ่มยังคงจำได้ดีว่า ตอนที่ได้พบกันครั้งแรก ณ บริเวณรอบนอกของซากตำหนักอนันตรัตติกาล หญิงสาวในตอนนั้น ทั้งสดใสและมีชีวิตชีวา น้ำเสียงไพเราะเสนาะหู ทั้งยังเรียกเขาว่า ‘พี่ชายน้อย’ ด้วย
หลังจากนั้น ก่อนที่งานประกวดล่าเวหาจะเริ่มขึ้น ซูอี้ได้ไปเยือนตระกูลทังในฐานะแขก เพื่อพบกับทังเป่าเอ๋อร์อีกครั้ง
“นางมาที่นครเซียนหมอกอัสดงได้อย่างไร?”
ซูอี้ประหลาดใจ
ตระกูลทังโบราณตั้งอยู่ที่ทวีปกลาง ซึ่งห่างไกลจากนครเซียนหมอกอัสดงมากนัก ห่างกันถึงสิบหกทวีปเซียนเลยทีเดียว
นอกจากนี้ ชายหนุ่มยังสังเกตเห็นว่า ทังเป่าเอ๋อร์กำลังรีบร้อนราวกับหลีกหนีบางสิ่ง เมื่อเคลื่อนผ่านถนน นางมักจะหันมองกลับไปกลับมา
สิ่งนี้ทำให้จิตของซูอี้ขยับไหว จิตสัมผัสของเขาแผ่กระจายออกไปอย่างเงียบงัน
หนึ่งหมื่นจั้ง
สามหมื่นจั้ง
แปดหมื่นจั้ง
…เมื่อจิตสัมผัสของเขาเกือบจะปกคลุมนครเซียนหมอกอัสดงเกือบครึ่ง ในที่สุดเขาก็ค้นพบความผิดปกติ!
ในโรงน้ำชาข้างถนน มีคนร่างผอมผู้หนึ่งนั่งอยู่ เป็นชายชราที่มีเส้นผมกับเคราบางเบาอยู่ในชุดธรรมดา บนไหล่ของเขามีนกสีดำเกาะอยู่
ถึงแม้ชายชราจะสะกดกลิ่นอายเอาไว้ จนดูเหมือนคนที่เดินผ่านไปผ่านมา แต่ยังคงถูกชายหนุ่มจับได้อย่างรวดเร็ว อีกฝ่ายคือมหาเซียนขอบเขตอัศจรรย์ขั้นกลาง!
หากมีตัวตนระดับนี้อยู่ในนครเซียนหมอกอัสดง จะต้องเป็นผู้ยิ่งใหญ่อันดับต้นๆ ต่อให้ล้มเหลวในการบรรลุขอบเขตมหาศาล ก็ยังได้รับความเคารพจากผู้คนทั่วทั้งโลกหล้าอยู่ดี
ทว่าบุคคลเช่นนั้นอยู่นอกสายตาของซูอี้ไปนานแล้ว
สิ่งที่ดึงดูดความสนใจของเขาจริงๆ คือนกบนไหล่ของชายชราต่างหาก……
‘เป็นนกกระจอกลึกล้ำเงาสวรรค์นี่เอง ดูท่าทังเป่าเอ๋อร์จะถูกหมายหัวไว้นานแล้ว ไม่ว่านางจะซ่อนอยู่ที่ใด ก็ไม่สามารถหลบเลี่ยงได้’
ซูอี้ลอบครุ่นคิด
นกกระจอกลึกล้ำเงาสวรรค์คือนกวิญญาณหายาก ขอเพียงถูกมันจับจ้อง ไม่ว่าจะหลบหนีไปที่ใดก็จะถูกไล่ตาม ไม่สามารถสลัดหลุดได้……
เรื่องนี้ได้กระตุ้นความอยากรู้อยากเห็นของซูอี้เข้าให้แล้ว
ทังเป่าเอ๋อร์กำลังทำอันใดอยู่กันแน่ เหตุใดจึงไปยั่วโมโหจนมหาเซียนออกมาเองเช่นนี้? และถึงขนาดนำนกวิญญาณหายากอย่างนกกระจอกลึกล้ำเงาสวรรค์ออกมาไล่ล่าเสียด้วย!
ทว่าชายหนุ่มไม่ได้คิดจะแหวกหญ้าให้งูตื่น เขาเดินไปตามถนนและตรอก เพื่อเข้าใกล้ทังเป่าเอ๋อร์
ผ่านไปชั่วครู่
ทังเป่าเอ๋อร์ผู้กำลังเดินอยู่บนถนน พลันถูกหญิงสาวนางหนึ่งหยุดไว้
“ตามข้ามา”
สตรีนางนั้นคว้ามือของหญิงสาวเอาไว้ ก่อนจะหันหลังแล้วจากไป
หญิงสาวผู้นี้ไว้ผมยาวมัดเป็นมวย ร่างผอมสูงคอเรียว ใบหน้ารูปไข่สดใสมีเสน่ห์ แต่ท่าทีกลับเย็นชาดุจกล้วยไม้ในหุบเขาว่างเปล่า ดูโดดเด่นไม่เหมือนใคร
ซูอี้มองครั้งเดียวก็จดจำตัวตนของหญิงสาวได้ ทังอวี่เยียน!
ราชันเซียนผู้ไร้เทียมทานจากตระกูลทังโบราณ ณ งานประกวดล่าเวหา ชายหนุ่มได้ร่วมเดินทางกับหญิงสาวผู้นี้
“น่าแปลก พวกนางกำลังคิดจะทำอันใดกัน?”
ซูอี้ครุ่นคิด แต่ไม่เข้าไปทักทายในทันที เพียงเดินไปตามในความมืดอย่างไม่รีบร้อน
ในไม่ช้า ทังอวี่เยียนก็พาทังเป่าเอ๋อร์ออกจากประตูเมือง ราวกับจะออกจากนครเซียนหมอกอัสดง
ขณะนี้ ภายใต้การปกปิดจิตสัมผัสของซูอี้ เขาจึงมองเห็นว่าที่โรงน้ำชาในเมือง ชายชราคนเดิมได้หยิบยันต์ลับออกมาแล้วขยี้มัน
จากนั้นภายในบริเวณโดยรอบประตูเมือง กลุ่มคนพลันปรากฏขึ้น ขวางหญิงสาวทั้งสองเอาไว้ทันเวลา
เฝ้าต้นไม้รอกระต่าย!
“เป็นเจ้าพวกนั้นอีกแล้ว ตามหลอกหลอนไม่เลิกเลย!”
ทังอวี่เยียนที่อยู่ไกลออกไปสังเกตเห็นฉากนี้ นางพลันหยุดนิ่งทันที คิ้วขมวด ใบหน้ารูปไข่อันงดงามเต็มไปด้วยความเย็นชา
“ป้าเล็ก พวกเขาเป็นใคร เหตุใดถึงเอาแต่ไล่ตามพวกเรา?”
ทังเป่าเอ๋อร์อดไม่ได้ที่จะถามเสียงต่ำ
“ถ้าข้าเข้าใจไม่ผิด พวกมันน่าจะเป็นสุนัขรับใช้ของลัทธิไร้มลทิน”
ใบหน้าของหญิงชราในคราบสาวงามเผยความเย็นชา ส่วนเหตุผลที่ทำให้คนพวกนี้ตามมานั้น… หากนางคาดเดาไม่ผิด เกรงว่าอีกฝ่ายคงจะรู้ถึงสิ่งที่พวกเรากำลังจะทำในนครเซียนหมอกอัสดงเป็นแน่!
ทังเป่าเอ๋อร์ประหลาดใจทันที นางแล้วถามว่า “เช่นนั้นพวกเราควรขอให้ตระกูลมาช่วยเหลือหรือไม่?”
ทังอวี่เยียนส่ายหน้าแล้วตอบว่า “ไม่ ตอนนี้พวกเราตระกูลทัง… มีปัญหาใหญ่อยู่แล้ว ดังนั้นอย่าคาดหวังว่าใครจะมาช่วยพวกเราเลย”
ขณะกล่าว นางพลันลอบถอนหายใจอย่างเงียบงัน หว่างคิ้วเต็มไปด้วยความกังวล
“ป้าเล็ก ในเมื่อพวกเขาจับตาดูพวกเรา แล้วเหตุใดจึงไม่เข้ามาโจมตีเล่า?”
ทังเป่าเอ๋อร์รู้สึกสับสน
ทังอวี่เยียนเงียบไปชั่วครู่ ก่อนที่นางจะตอบว่า “บางที พวกเขาแค่อยากขังพวกเราเอาไว้ในนครเซียนหมอกอัสดงก็เป็นได้”
ตลอดหนึ่งเดือนที่ผ่านมา นางกับทังเป่าเอ๋อร์อยู่ใจกลางของนครเซียนหมอกอัสดง บางครั้งก็จะไปที่ถนนเสนาะจินดาที่เป็นหนึ่งในสามตลาดมืดหลักเพื่อหาข่าวคราว
แต่เมื่อสามวันก่อน เมื่อทังอวี่เยียนกับทังเป่าเอ๋อร์วางแผนจะออกจากนครเซียนหมอกอัสดง พวกนางพลันตระหนักได้ว่า มีใครบางคนกำลังลอบสะกดรอยตามมา!
แต่ที่น่าแปลกคือ ขอเพียงพวกนางไม่เลือกออกจากนครเซียนหมอกอัสดง คนที่สะกดรอยเหล่านั้นก็จะหายไป
ในสามวันที่ผ่านมา ทังอวี่เยียนได้ทำการทดสอบหลายอย่าง ทว่าทุกครั้งก็ล้วนลงเอยเช่นนี้!
เคยมีครั้งหนึ่ง ทังอวี่เยียนรู้สึกอับจนหนทาง จึงพยายามออกจากนครเซียนหมอกอัสดงตอนกลางคืน แต่ก็ถูกกลุ่มคนขวางทางเอาไว้!
ในครานั้น นางพลันตระหนักได้ว่า มีใครบางคนพยายามขังพวกนางไว้ในนครเซียนหมอกอัสดง เพื่อไม่ให้พวกนางออกไปจากที่แห่งนี้!
“ตอนนี้พวกเราควรทำอย่างไรดี?”
ผู้เป็นหลานเริ่มกังวล
ทังอวี่เยียนเงียบไปครู่หนึ่ง แล้วจึงตอบว่า “เป่าเอ๋อร์ ข้าสงสัยว่าตระกูลจะมีปัญหาใหญ่ พวกเรารอไม่ได้แล้ว!”
นางเงยหน้าขึ้นจ้องทังเป่าเอ๋อร์ “หลังจากนี้ ข้าจะพาเจ้าออกจากเมืองนี้ด้วยกัน ตกลงนะ?”
ทังเป่าเอ๋อร์พยักหน้าแล้วตอบว่า “ตกลง!”
“ไม่กลัวหรือ?”
“ไม่กลัว!”
ทังอวี่เยียนลูบศีรษะของทังหลานสาวพร้อมยิ้มให้อย่างเอ็นดู นางกล่าวว่า “ไม่ต้องห่วงไป ข้าจะหาทางช่วยเจ้าให้ได้อย่างแน่นอน พวกเราย่อมต้องได้กลับไปหาตระกูล”
ขณะกล่าว สายตาของนางกลับมาสงบและมุ่งมั่นมากขึ้น ก่อนจะเดินไปทางประตูเมืองพร้อมกับทังเป่าเอ๋อร์
ใกล้ประตูเมือง กลุ่มชายฉกรรจ์ผู้มีกลิ่นอายหนักแน่น ได้ประจำอยู่ในตำแหน่งต่างๆ
เมื่อเห็นทังคนทั้งสองกำลังเดินมาหาจากไกลๆ ชายวัยกลางคนร่างสูงในชุดคลุมสีเหลืองที่เป็นผู้นำขบวนพลันขมวดคิ้ว เดินตรงเข้าหาอีกฝ่าย ขวาทางข้างหน้าไว้แล้วกล่าวว่า “พวกเจ้าสองคน กรุณาหยุดก่อน”
ฉับพลันนั้น ดวงตาเป็นประกายของทังอวี่เยียนราวกับสายฟ้าแลบผ่าน นางกล่าวด้วยน้ำเสียงเย็นชาว่า “ไม่ว่าเจ้าจะเป็นใคร ไม่ว่าเจ้าจะรับใช้ใคร ข้าขอเตือนว่าอย่าได้มาขวางจะดีกว่า!”
ชายวัยกลางคนในชุดคลุมสีเหลืองยิ้มหลังได้ยินเช่นนั้น ก่อนที่เจ้าตัวจะกล่าวว่า “พวกเจ้าสองคนควรฟังคำแนะนำของข้านะ กลับไปเสีย อยู่ในนครเซียนหมอกอัสดงแต่โดยดี จะได้ไม่ต้องกังวลเกี่ยวกับอุบัติเหตุใดๆ แต่หากยืนกรานจะออกไปให้ได้… เจ้าจะประสบกับความยากลำบากที่ไม่อาจหลีกเลี่ยงได้แน่!”
สายตาของเขาซุกซน ไม่สนใจท่าทีคุกคามของทังอวี่เยียนผู้เป็นมหาเซียน
เคร้ง!
ทังอวี่เยียนขยับนิ้ว ดาบวิถีพลันปรากฏขึ้น “จะให้ข้าผ่านไปหรือไม่?”
ชายวัยกลางคนในชุดคลุมสีเหลืองอดไม่ได้ที่จะหัวเราะ ก่อนที่พลังอันน่าสะพรึงจะปลดปล่อยออกจากร่างสูงนั่นอย่างเงียบงัน และสายตาของเขาได้กลายเป็นเย็นชา
เขายกมือขวาขึ้น สัมผัสกับความว่างเปล่าเบื้องหน้า
ท่ามกลางความเงียบ แรงกดดันอันน่าสะพรึงของตัวตนระดับมหาเซียนก็ปกคลุมลงมา สะกดกลิ่นอายของทังอวี่เยียนเอาไว้ แม้กระทั่งดาบวิถียังถูกจองจำอย่างสมบูรณ์
สีหน้าของหญิงสาวเปลี่ยนไปอย่างสิ้นเชิง “มหาเซียนหรือ!?”
นางไม่อยากเชื่อ เพราะไม่คาดคิดว่า ตัวตนระดับนั้นจะมาสนใจนางกับทังเป่าเอ๋อร์!?
ทังเป่าเอ๋อร์ที่อยู่อีกด้านเองก็วิตกเช่นกัน สีหน้าของนางเต็มไปด้วยความกังวล
มหาเซียน!!
ยามเผชิญหน้ากับตัวตนระดับนี้ มันก็ไม่ต่างจากมดตัวจ้อยคิดเขย่าต้นไม้ ซึ่งชวนทำให้ผู้คนสิ้นหวังอย่างหนัก
เมื่อเห็นท่าทางของสองสาว ชายวัยกลางคนในชุดคลุมสีเหลืองจึงหัวเราะพลางกล่าวว่า “ข้าจะให้โอกาสสุดท้าย กลับไปแต่โดยดี ไม่อย่างนั้น…”
“ไม่อย่างนั้นทำไม?”
น้ำเสียงสงบสายหนึ่งดังขึ้น
ทังอวี่เยียนกับทังเป่าเอ๋อร์ตกตะลึงพร้อมกัน พวกนางเงยหน้าขึ้นมอง ก่อนจะพบร่างสูงอันคุ้นเคยกำลังเดินเข้ามาใกล้
สวมชุดคลุมสีเขียว หน้าตาหล่อเหลา
เป็นซูอี้นั่นเอง!!
ทันใดนั้น คนทั้งคู่พลันเผยความยินดี จิตใจที่สิ้นหวังและหดหู่กลายเป็นตื่นเต้นขึ้นมา
ส่วนชายวัยกลางคนในชุดคลุมสีเหลือง หลังจากเห็นซูอี้ชัดถนัดตา……
สายตาของเจ้าตัวในตอนนี้พลันหลุบต่ำ สีหน้าเปลี่ยนไปทันควัน
เขาลอบสูดหายใจเข้า ลดมือลงอย่างไร้ร่องรอย เผยรอยยิ้มแล้วกล่าวว่า “ไม่มีอันใด นี่เป็นเรื่องเข้าใจผิด ขอโทษที่รบกวน ลาก่อน!”
เขาหันหลังแล้วจากไป
แต่อึดใจต่อมา คอของเขากลับถูกจับเอาไว้แน่นเสียจนไม่สามารถขยับไหวได้ ราวกับลูกไก่ถูกคว้าคอจากด้านหลัง!
“หากเข้าใจผิดก็จงอธิบายมาก่อนว่า เหตุใดถึงเข้าใจผิด……หรือไม่จริง?”
ซูอี้กล่าวช้าๆ
ขณะพูด มือซ้ายของเขาก็ขยับเล็กน้อย
ใกล้ประตูเมือง ชายฉกรรจ์ที่ติดตามชายวัยกลางคนในชุดคลุมสีเหลือง ก่อนจะทันมีเวลาตอบสนอง ร่างก็พลันถูกฉีกเป็นริ้วๆ ก่อนจะกลายเป็นเถ้าถ่านลอยไปตามท้องนภาเสียแล้ว
ไม่มีเสียงกรีดร้อง ไม่มีโลหิตกระเซ็น ไม่มีการเคลื่อนไหวแม้แต่นิดเดียว
แต่ตัวตนระดับวิถีเซียนสิบกว่าคนได้หายไปทั้งอย่างนั้น!!
ฉากดังกล่าวทั้งแปลกประหลาดและน่าขนลุก ทำให้ผู้คนที่เดินผ่านไปมาใกล้ประตูเมืองตกใจ พวกเขาล้วนตกตะลึงนิ่งงัน ได้แต่นึกสงสัยว่ามีบางอย่างผิดปกติกับสายตาหรือไม่
เวลากลางวันแสกๆ เหตุใดตัวตนวิถีเซียนกว่าสิบร่างจึงกลายเป็นเถ้าถ่านก่อนหายไปได้เล่า?!
ทั้งทังอวี่เยียนและทังเป่าเอ๋อร์ดวงตาเบิกกว้าง ใบหน้างดงามเต็มไปด้วยความตกตะลึง
เพียงหนึ่งฝ่ามือ อย่าว่าแต่การจับมหาเซียนเลย ศัตรูแข็งแกร่งหลายสิบคนยังถูกทำลายอย่างเงียบงัน!!
ชายวัยกลางคนในชุดคลุมสีเหลืองโชกไปด้วยเหงื่อเย็นในฉับพลัน ใบหน้าซีดเซียว ก่อนจะกล่าวด้วยน้ำเสียงสั่นกลัวว่า “นายท่าน ข้า…”
“ชู่”
ซูอี้ยกนิ้วขึ้น ส่งสัญญาณให้เงียบ “รอให้ข้าจับตาเฒ่านั่นได้ก่อน ค่อยมาอธิบายให้ข้าฟังยังไม่สาย”
ในเวลาเดียวกัน ณ โรงน้ำชาภายในเมือง
ใบหน้าของชายชราชุดธรรมดากับนกกระจอกลึกล้ำเงาสวรรค์ที่อยู่บนไหล่พลันเปลี่ยนไป ถ้วยน้ำชาในมือสั่นไหว จนชาหกใส่ชายเสื้อ
บทที่ 1,878 เรื่องในตระกูล
ชาหกเลอะชุด ทว่าชายชราในชุดคลุมกลับไม่ได้สนใจแม้แต่น้อย
เขายืนขึ้น ก่อนจะเดินออกจากโรงน้ำชา และรีบกล่าวว่า “กลับไปบอกนายท่านว่า ทรราชหวังเย่กลับมาจากทะเลบูรพาแล้ว เร็ว!”
ฟิ้ว!
บนไหล่ ปีกของนกกระจอกลึกล้ำเงาสวรรค์ราวกับคมดาบ ทะลวงผ่านอากาศธาตุ
แต่ระหว่างทาง กลับถูกมือใหญ่ที่เต็มไปด้วยพลังจิตวิญญาณคว้าจับเอาไว้!
นกกระจอกลึกล้ำแผดเสียงกรีดร้องด้วยความหวาดกลัวออกมาพลางขัดขืน
แต่ในชั่วพริบตา ร่างกลับถูกบดขยี้จนแหลก
ชายชราในชุดคลุมธรรมดาตกตะลึง ก่อนยกมือขึ้นบดขยี้ยันต์ลับ
ตู้ม!
นิ้วหนึ่งแตะที่หลังศีรษะ ทำให้ตัวคนเดินโซเซ ก่อนจะล้มลงไปอยู่ในท่าสุนัขกินอาจม ดวงตามืดมน หมดสติในทันที
จากนั้นเขาถูกจับเอาไว้ ก่อนจะหายไป
……
มีชายชราอีกคนบงการอยู่ในความมืดงั้นหรือ?
ที่ประตูเมือง เมื่อได้ยินคำพูดของซูอี้ ทั้งทังเป่าเอ๋อร์และทังอวี่เยียนก็อดไม่ได้ที่จะประหลาดใจ
ก่อนที่พวกนางจะทันได้พูดอันใด
ตุ้บ!
ร่างของชายชราชุดคลุมธรรมดาเคลื่อนลงมาจากท้องนภา ตกลงมาตรงหน้าซูอี้
อีกฝ่ายนอนสลบดั่งสุนัขที่ตายแล้ว
“ผู้อาวุโสใหญ่!”
ลูกตาของชายวัยกลางคนในชุดคลุมสีเหลืองผู้ถูกชายหนุ่มคว้าคอเอาไว้แทบจะถลนออกจากเบ้า
เพียงชั่วพริบตา ผู้อาวุโสใหญ่ก็ถูกจับเป็นแล้วหรือ?
ทันใดนั้น หัวใจของเขาตกไปอยู่ตาตุ่ม
เมื่อมองซูอี้อีกครั้ง สีหน้าของเขาเต็มไปด้วยความสิ้นหวัง
“ข้ามองออกว่าเจ้ารู้จักข้า”
ซูอี้โยนชายวัยกลางคนในชุดคลุมสีเหลืองลงพื้น “หากให้ความร่วมมืออย่างตรงไปตรงมา เจ้าจะได้ตายอย่างปกติสุข แต่ถ้าไม่ แม้ปรารถนาความตาย เจ้าก็ไม่อาจเอื้อมถึง! เลือกมาได้เลย”
“จำไว้ ไม่มีพื้นที่สำหรับการต่อรอง หากพูดจาเหลวไหลแม้แต่คำเดียว จะถือว่าไม่ตรงไปตรงมา”
น้ำเสียงสงบเสียจนน่าขนลุก
แต่ความหมายในคำพูดนั้น ทำเอาหัวใจของคนฟังสั่นสะท้าน
ทั้งทังเป่าเอ๋อร์และทังอวี่เยียนอดที่จะตกตะลึงไม่ได้ สีหน้าของพวกนางเผยความแปลกประหลาด เพราะนี่เป็นครั้งแรกที่พวกนางเคยเห็นการคุกคามเช่นนี้
ตายอย่างปกติสุข หรือการไม่อาจตายแม้ปรารถนา เลือกมาได้เลย!
นี่กะจะไม่ให้อีกฝ่ายมีทางรอดแม้แต่นิดเดียว!
แต่พอมาคิดดูดีๆ แล้ว รสชาติของ ‘การไม่อาจตายแม้ปรารถนา’ ย่อมต้องน่าสะพรึงกลัวกว่าเป็นไหนๆ
ชายวัยกลางคนในชุดคลุมสีเหลืองสั่นสะท้านทั่วทั้งร่าง สีหน้าของเขาเย็นยะเยือก
เขาคือมหาเซียนสูงส่ง เหตุใดต้องมาทนกับการถูกปฏิบัติเช่นนี้ด้วย?
แต่เจ้าตัวก็รู้เช่นกันว่า ไม่มีพื้นที่สำหรับการขัดขืน!
นั่นเพราะสิ่งที่เขากำลังเผชิญอยู่คือหวังเย่ อดีตเจ้าผู้ปกครองแดนเซียนหนึ่งช่วงยุคสมัย ทรราชผู้ร้ายกาจเสียจนแม้แต่ตัวตนขอบเขตมหาศาลด้วยกันยังหวาดหวั่น!!
ในที่สุดชายวัยกลางคนในชุดคลุมสีเหลืองพลันทรุดลง ตัวคนสูญสิ้นความคิด ยอมสัญญาที่จะให้ความร่วมมืออย่างตรงไปตรงมา ร้องขอความตายที่รวดเร็ว!
เมื่อเห็นดังนี้ ซูอี้ก็กล่าวกับทังอวี่เยียนว่า “เจ้าถามได้เลย”
ทังอวี่เยียนแข็งทื่อ จากนั้นจึงพยักหน้าอย่างรวดเร็ว
ใช่แล้ว หายนะในครั้งนี้พุ่งเป้ามาที่นางกับทังเป่าเอ๋อร์ และนางทั้งอึดอัดและสับสนมาสักพักใหญ่แล้ว
หลังจากนั้น ทังอวี่เยียนจึงเริ่มสอบถาม
แน่นอนว่า ชายวัยกลางคนในชุดคลุมสีเหลืองให้ความร่วมมือเป็นอย่างดี พร้อมกับบอกความจริงออกมา
ส่วนซูอี้ฟังจากด้านข้าง และไม่ช้าเขาก็เข้าใจเรื่องราวทั้งนอกใน
เมื่อหนึ่งเดือนก่อน ตระกูลทังโบราณได้เผชิญหน้ากับหายนะ
โดยจุดกำเนิดของหายนะมาจากลัทธิไร้มลทิน!
เพื่อเตรียมพร้อมสำหรับการสร้างศาลเซียนรวมศูนย์ขึ้นมาใหม่ ลัทธิไร้มลทินจึงได้เชื้อเชิญกองกำลังเซียนทั้งหมดในแดนเซียนมาเข้าร่วม
ขุมกำลังยักษ์ใหญ่ในทวีปกลางอย่างตระกูลทังโบราณ จึงเข้ามาพัวพันด้วย
ทว่าตระกูลทังโบราณกลับปฏิเสธ
เรื่องนี้สร้างความไม่พอใจให้กับลัทธิไร้มลทิน พวกเขาคิดว่าการที่ตระกูลทังไม่เข้าร่วม จะไม่เป็นผลดีต่อการสร้างศาลเซียนรวมศูนย์ขึ้นใหม่ รวมถึงเป็นการไม่ให้ความเคารพต่อลัทธิไร้มลทิน ลัทธิกำเนิดเอกภพ และลัทธิอัคคีเทพที่เป็นกองกำลังระดับยักษ์ใหญ่!
ดังนั้นลัทธิไร้มลทินจึงยื่นคำขาดว่า ตระกูลทังโบราณจะต้องให้การสนับสนุนการสร้างศาลเซียนรวมศูนย์ขึ้นมาใหม่ ด้วยการส่งคนมาเข้าร่วมเหตุการณ์ใหญ่ในครั้งนี้
หาไม่แล้ว จะถือว่าเป็นศัตรูของกองกำลังเซียนทั้งหมดภายใต้ลัทธิไร้มลทิน!
แต่แม้จะประสบกับการข่มขู่เช่นนั้น ตระกูลทังโบราณก็ยังคงปฏิเสธ ยืนกรานว่าพวกเขาจะไม่เข้าร่วมในเรื่องนี้
สิ่งนี้สร้างความเดือดดาลให้กับลัทธิไร้มลทินเป็นอย่างมาก
นับแต่นั้นมา ตระกูลทังโบราณก็ได้รับความเดือดร้อนจากทุกทิศทาง
เริ่มจากถูกกองกำลังจำนวนมากที่อยู่ใต้อาณัติทรยศ ก่อนจะขีดเส้นแบ่งชัดเจนกับตระกูลทังโบราณ
หลังจากนั้น กิจการและอำนาจของตระกูลทังโบราณที่กระจายทั่วแดนเซียนล้วนถูกกดดัน รุกราน และผนวกเข้าด้วยกันอย่างต่อเนื่อง
แม้กระทั่งภายในเขตของทวีปกลาง ตระกูลทังโบราณก็ยังถูกบีบคั้น!
ไม่มีกองกำลังใดกล้าติดต่อกับตระกูลทังโบราณอีก
แม้กระทั่งสมาชิกของตระกูลทังโบราณก็เริ่มพบกับหายนะต่างๆ เป็นจำนวนมาก
ผ่านไปไม่นาน ตระกูลทังโบราณที่ประสบกับปัญหาอย่างต่อเนื่อง ภายในตระกูลจึงเกิดความแตกตื่นยกใหญ่……แต่ตระกูลทังโบราณไม่มีทางเลือก
นั่นก็เพราะเบื้องหลังหายนะทั้งหมดนี้ มีลัทธิไร้มลทิน ลัทธิกำเนิดเอกภพ ลัทธิอัคคีเทพ โถงดาบวิญญาณหาญและยักษ์ใหญ่วิถีเซียนอื่นๆ คอยควบคุมอยู่!
ทั่วทั้งแดนเซียน ใครจะกล้าหาเรื่องกัน?
แต่โชคยังดีที่ตระกูลทังโบราณเป็นกองกำลังยักษ์เช่นกัน หาไม่แล้ว พวกเขาอาจจะไม่สามารถยื้อไว้ได้นานนัก
ส่วนคนเหล่านี้ที่สะกดรอยทังอวี่เยียนและทังเป่าเอ๋อร์ในครั้งนี้ ต่างมาจากกองกำลังระดับมหาเซียนที่มีชื่อว่า ‘สำนักเต๋าตาข่ายสวรรค์’
สำนักเต๋าตาข่ายสวรรค์อยู่ติดอยู่กับลัทธิไร้มลทิน จึงเชื่อฟังคำสั่งของลัทธิไร้มลทิน
ส่วนเหตุผลที่ติดตามพวกทังอวี่เยียน เพราะข้องเกี่ยวกับการที่ทังอวี่เยียนและคนอื่นๆ มายังนครเซียนหมอกอัสดง
กลายเป็นว่า ที่ทังอวี่เยียนและทังเป่าเอ๋อร์มาที่นครเซียนหมอกอัสดงเป็นการตระเตรียมโดยทังหลิงฉีที่เป็นผู้อาวุโสของตระกูลทังโบราณ เพื่อมาสอบถามเกี่ยวกับข่าวคราวของซูอี้
เป้าหมายช่างเรียบง่าย ตระกูลทังโบราณในวันนี้ถูกกีดกันจนหมดหนทาง ไม่อาจทำอะไรได้ ทังหลิงฉีจึงเชื่อว่า มีเพียงซูอี้ที่สามารถช่วยเหลือพวกเขาได้!
แต่ตอนนี้ ทุกคนในแดนเซียนต่างรับรู้ว่า ซูอี้คือจอมราชันอนันตรัตติกาลผู้กลับชาติมาเกิด เมื่อไม่กี่เดือนก่อนเขาออกจากนครเซียนหมอกอัสดงไปยังก้นทะเลบูรพา ก่อนจะก่อพายุโลหิตในซากวังมังกร จนโลหิตไหลอาบราวสายธาร ทำให้บุตรและบุตรีแห่งสวรรค์ทั้งหลายสูญเสียครั้งใหญ่!
ดังนั้นทังอวี่เยียนกับทังเป่าเอ๋อร์จึงปรากฏตัวในนครเซียนหมอกอัสดง
ส่วนคนจากสำนักเต๋าตาข่ายสวรรค์ต่างคาดเดาเป้าหมายในการเดินทางของสองสาวเอาไว้เช่นกัน ทว่าเหตุผลที่พวกเขาไม่ได้ทำอันใด เป็นเพราะอยากใช้คนทั้งสองเป็นเหยื่อล่อ เพื่อดูว่าจะตามหาร่องรอยของซูอี้ได้หรือไม่
นี่คือสิ่งที่เกิดขึ้น
หลังจากเข้าใจเรื่องนี้แล้ว ชายหนุ่มพลันตระหนักได้ว่า เรื่องนี้ถึงกับข้องเกี่ยวกับตัวเอง!
ตระกูลทังโบราณต้องทนทุกข์ทรมานแสนสาหัสแค่ไหน ถึงขนาดต้องให้ทังหลิงฉีส่งทังเป่าเอ๋อร์กับทังอวี่เยียนมาขอความช่วยเหลือกัน?
ซูอี้ไม่ทราบ
ทว่าเขาไม่อาจนิ่งดูดายได้
ตอนงานประกวดล่าเวหา ตระกูลทังโบราณช่วยเหลือเขาเอาไว้มาก อีกทั้งชายหนุ่มยังให้สัญญากับทังหลิงฉีไว้ว่า หากเผชิญกับปัญหาใดที่ไม่สามารถคลี่คลายได้ในอนาคต สามารถมาขอความช่วยเหลือจากเขาได้
ดังนั้นเขาย่อมไม่ผิดสัญญา!
“ใต้เท้าจอมราชัน ข้าควรจัดการกับคนผู้นี้อย่างไร?”
น้ำเสียงของทังอวี่เยียนเต็มไปด้วยความยำเกรง
ในอดีต นางไม่รู้ถึงตัวตนของอีกฝ่าย จึงทำให้เข้าใจผิดไปไกล และเมื่อคิดถึงเรื่องเหล่านี้ หญิงสาวก็รู้สึกอับอายยิ่งนัก
ซูอี้เพียงสะบัดแขนเสื้อโดยไม่ตอบคำใด แล้วชายวัยกลางคนในชุดคลุมสีเหลืองกับชายชราที่หมดสติ พลันกลายเป็นเถ้าถ่านกองกับพื้น ตกตายไปเช่นนั้น!
ใบหน้าของทังเป่าเอ๋อร์ฉายชัดถึงความตกตะลึง
มหาเซียนสองคนตายไปต่อหน้าต่อตา!!
เหตุการณ์นี้ทำให้ทังเป่าเอ๋อร์ผู้อยู่เพียงขอบเขตสุญตาตกใจ
หลังจากนั้น นางพลันตระหนักได้ว่าคนผู้นี้ที่นางเคยเรียกขานว่า ‘พี่ชายน้อย’ ในครานั้น คือคนคนเดียวกับตัวตนอันน่าสะพรึงในวันนี้!
“ไปกันเถอะ ไปยังตระกูลทังของพวกเจ้า”
ซูอี้ตัดสินใจ
ทังอวี่เยียนตื่นเต้นทันที นางจะไม่เข้าใจความหมายในคำพูดอีกฝ่ายได้อย่างไร?
ตระกูลทังโบราณ…รอดแล้ว!!
……
เจ็ดวันต่อมา
ณ บรรพตเซียนคลื่นทองคำ
ที่ตั้งของตระกูลทังโบราณ
“ผู้อาวุโสอวี่เยียน คุณหนูเป่าเอ๋อร์ พวกท่านกลับมาแล้ว”
เมื่อเห็นทังอวี่เยียนกับทังเป่าเอ๋อร์ ยอดฝีมือของตระกูลทังบางส่วนที่คุ้มกันประตูต่างตกตะลึง ก่อนจะเข้ามาทักทายพวกนาง
ทังอวี่เยียนที่คล้ายสัมผัสได้ว่ามีบางอย่างผิดปกติทันที นางจึงตีหน้าขรึมพลางถามว่า “เหตุใดพวกเจ้าจึงดูประหลาดใจกันนัก?”
ใบหน้าของชายในชุดคลุมที่เป็นหัวหน้าผู้คุมประตูเปลี่ยนไปเล็กน้อย ก่อนรีบอธิบายว่า “ผู้อาวุโสอวี่เยียนและคุณหนูเป่าเอ๋อร์จากไปหนึ่งเดือน ทว่าตอนนี้จู่ๆ กลับมา พวกข้าย่อมรู้สึกประหลาดใจเป็นธรรมดา”
ขณะกล่าว เขาก็หันไปบอกผู้ชายในชุดคลุมสีขาวที่อยู่ด้านข้างว่า “รีบรายงานผู้อาวุโสใหญ่ บอกว่าผู้อาวุโสอวี่เยียนและคุณหนูเป่าเอ๋อร์กลับมาแล้ว!”
“ขอรับ!” ผู้ชายในชุดคลุมสีขาวรับคำสั่ง กำลังจะจากไปทันที
ใบหน้างดงามของทังอวี่เยียนเย็นชาขึ้น แล้วกล่าวว่า “ช้าก่อน! ทุกครั้งที่เป่าเอ๋อร์กับข้ากลับมาจากข้างนอกก็เป็นเช่นนี้ เหตุใดครานี้จึงต้องทำให้ผู้อาวุโสตื่นตัวด้วย? หากยังไม่บอกมาให้ชัด ห้ามไปไหนเด็ดขาด!”
จากนั้นสีหน้าของยอดฝีมือตระกูลทังเหล่านั้นล้วนเปลี่ยนไป
เมื่อเห็นดังนี้ ซูอี้ผู้มองดูด้วยสายตาเย็นชา อดไม่ได้ที่จะลอบพยักหน้า……ทังอวี่เยียนร้ายกาจมากจริงๆ นางถึงขั้นสังเกตเห็นสิ่งผิดปกติอย่างฉับไว
ผู้ชายในชุดคลุมที่เป็นหัวหน้าลดเสียงลงแล้วกล่าวว่า “ผู้อาวุโสอวี่เยียน มีบางอย่างเกิดขึ้นกับตระกูลทังเมื่อไม่กี่วันก่อน ท่าน…ท่านควรรีบไปเดี๋ยวนี้ หนีให้เร็วที่สุดเท่าที่จะทำได้ และได้โปรด……อย่ากลับมาอีก!”
หัวใจของทังอวี่เยียนดิ่งวูบ ก่อนจะถามว่า “ถ้าเจ้ามีอะไรจะพูดก็พูดมาให้ชัด เกิดอะไรขึ้นกับตระกูล?”
“เรื่องนี้…”
ผู้ชายในชุดคลุมที่เป็นหัวหน้าดูจนปัญญา
คนอื่นก้มศีรษะเช่นกัน ไม่กล้าสบตากับทังอวี่เยียน
นี่ทำให้หญิงสาวยิ่งทราบว่ามีบางอย่างผิดปกติ คิ้วงดงามคู่นั้นจึงอดที่จะขมวดเข้าหากันไม่ได้
นางออกไปเพียงหนึ่งเดือน ตระกูลก็เกิดการเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่แล้วหรือ?
“อย่าเสียเวลาเลย ไปดูให้เห็นกับตาเลยดีกว่า”
ตอนนี้ ซูอี้พลันพูดขึ้น
ขณะพูด เขาก็เดินนำไปข้างหน้า
“ช้าก่อน! เจ้าเป็นใครกัน…”
ยอดฝีมือจากตระกูลทังเหล่านั้นกำลังจะเข้ามาห้าม ทว่าพลังที่มองไม่เห็นกลับแผ่กระจายออกจากร่างซูอี้ กดพวกเขาลงกับพื้นในชั่วอึดใจ ก่อนจะหมดสติไป
ส่วนชายหนุ่มไม่แม้แต่จะเหลียวแล และยังคงเดินเข้าไปในประตู
ทังอวี่เยียนกับทังเป่าเอ๋อร์ตกตะลึงไปชั่วครู่กับภาพตรงหน้า ก่อนที่พวกนางจะได้สติและรีบตามไป
“ใต้เท้าจอมราชัน ตามที่ข้าคิด อย่างน้อยให้พวกข้าตรวจสอบสถานการณ์ก่อนดีกว่า ขอเพียงไม่ส่งเสียงดังเกินไป มันย่อมไม่เป็นการแหวกหญ้าให้งูตื่น”
ทังอวี่เยียนกล่าวเสียงต่ำ
ทว่าอีกฝ่ายกลับโบกมือ แล้วกล่าวอย่างไม่ใส่ใจว่า “ไม่จำเป็นต้องทำเช่นนั้น แค่เดินผ่านประตูเข้าไปนี่แหละ หากมีเรื่องอันใดเกิดขึ้น ข้าจะคลี่คลายเอง”
ทังอวี่เยียน “…”
ทังเป่าเอ๋อร์ที่เป็นกังวลพลันก่อนกล่าวว่า “ก่อนหน้านั้น พวกเขาอยากไปรายงานข่าวที่พวกข้ากลับมาต่อผู้อาวุโสใหญ่ แต่พวกเขากลับไม่ไปรายงานกับท่านพ่อ ข้าเป็นห่วงว่า… ท่านพ่อ… อาจจะเป็นอันใดไป!”
ใบหน้าของหญิงสาวดูกังวล พ่อของนางคือผู้นำตระกูลทัง! และหากมีอะไรเกิดขึ้นกับตระกูลทัง พ่อของนางจะต้องเป็นคนแรกที่โดนอย่างแน่นอน!
หัวใจของทังอวี่เยียนบีบรัดเช่นกัน พึมพำว่า “ยิ่งกว่านั้น พวกเขาแนะนำให้พวกข้ารีบไป อย่าได้กลับมาอีก เป็นไปได้มากว่านี่จะเป็นเพราะ……ใครบางคนในตระกูลอยากทำร้ายพวกข้า!”
ทันใดนั้น จิตใจของนางและทังเป่าเอ๋อร์พลันกลายเป็นหนักอึ้งขึ้นมา
ขณะที่ทางฝั่งของซูอี้ หลังจากครุ่นคิดสักพัก ชายหนุ่มก็กล่าวด้วยเสียงอ่อนโยนว่า “ในความเห็นข้า น่าจะมีปัญหาภายในตระกูลทังนั่นแหละ แต่คงสามารถคลี่คลายได้ง่าย อย่าลืมสิว่ามีข้าอยู่ทั้งคน”
เพียงคำพูดเดียวที่ทั้งราบเรียบและธรรมดา
แต่คล้ายกับมีพลังโน้มน้าวอยู่ในคำพูด ทำให้อารมณ์ของคนทั้งสองสงบลงทันที
ราวกับพบเจอเสาค้ำจุน ต่อให้ฟ้าถล่มดินทลาย ก็ยังมีใครบางคนคอยคุ้มกันจากสายลมและสายฝน!!
บทที่ 1,879 ทำให้คนอื่นถูกใจไม่ได้
หลังจากขึ้นบรรพตเซียนคลื่นทองคำมาได้ครึ่งทาง
ในสนามเต๋า
“เจ้าเดรัจฉานเนรคุณ!”
เพี้ยะ!
ชายร่างใหญ่ตบหน้าของหนิงชุ่ยอย่างแรง
แรงตบนี้ส่งผลให้หนิงชุ่ยกลิ้งไปตามพื้น ใบหน้าเล็กๆ ของนางแดงบวม ดวงตาเต็มไปด้วยความเกรี้ยวกราดและหวาดกลัว
“ในอดีต หนิงชุ่ยคือสาวใช้ส่วนตัวของทังเป่าเอ๋อร์ ทุกคนล้วนให้ความเคารพเจ้ากันทั้งสิ้น แต่ตอนนี้ เจ้ากลับกลายเป็นสาวใช้ชั้นต่ำไร้ประโยชน์ กล้ามาพูดจายอกย้อนใส่ข้า เชื่อหรือไม่ว่าต่อให้ข้าใส่ร้ายเจ้า ก็ไม่มีใครกล้าพูดแทนเจ้าทั้งสิ้น?”
ชายร่างกำยำเผยสีหน้าจริงจัง ตัวคนสาวเท้ามาข้างหน้า ก่อนเตะท้องของหนิงชุ่ยอย่างรุนแรง ทำให้นางกรีดร้องด้วยความเจ็บปวด ร่างเล็กๆ บอบบางขดงอ สีหน้าซีดเซียว และหลั่งเหงื่อเย็นออกมาท่วมตัว
ในพื้นที่รอบสนามเต๋า คนจำนวนมากมองฉากนี้ บ้างรู้สึกยินดี บ้างไม่อาจทนดูได้
แต่ไม่มีผู้ใดกล้าเข้ามาห้าม!
นั่นเป็นเพราะชายร่างกำยำผู้นั้นคือบุตรชายคนที่สี่ของผู้อาวุโสใหญ่ มีนามว่าทังอวิ๋นกุ้ย เขามีอารมณ์รุนแรงและก้าวร้าว
ส่วนหนิงชุ่ย นางเคยเป็นสาวใช้ส่วนตัวของเจ้าบ้าน ทังเป่าเอ๋อร์ สถานะจึงไม่ธรรมดา
แต่ตอนนี้นางเป็นเพียงสาวใช้
ต่อให้นางถูกทังอวิ๋นกุ้ยซ้อมจนตาย ก็ไม่มีผู้ใดกล้ากล่าวอะไร
“จงแสดงความเคารพนายท่านคนนี้เพื่อขอขมาเสีย เร็ว!”
ชายร่างกำยำฉีกยิ้มกว้างจนน่ากลัว “หาไม่แล้ว ข้าจะบดขยี้นังสารเลวนี่ แล้วใช้มันในฐานะเครื่องมือชั้นต่ำเพื่อระบายความโกรธของพวกเขา!”
เมื่อได้ยินเช่นนั้น หนิงชุ่ยพลันเงยหน้าขึ้นอย่างยากลำบาก นางกัดฟันกล่าวว่า “ทังอวิ๋นกุ้ย เจ้าจะต้องได้รับผลกรรมอย่างแน่นอน!!”
“รนหาที่ตายนัก!”
ดวงตาของทังอวิ๋นกุ้ยเต็มไปด้วยความเกรี้ยวกราด เขาก้าวมาข้างหน้า แล้วยกเท้ากระทืบร่างของหนิงชุ่ยอย่างแรง!
จิตใจของคนเหล่านั้นเย็นยะเยือกในพลัน แรงกระทืบนี้มหาศาล หากโดนเข้าไป ร่างกายอันบอบบางของหนิงชุ่ยจะกลายเป็นกองเลือดเนื้ออย่างแน่นอน!
ทว่าตอนนั้นเอง ร่างงดงามพลันปรากฏขึ้นจากสุญญะพร้อมฟาดฝ่ามือลงมา!
ปัง!!!
แรงกระแทกส่งทังอวิ๋นกุ้ยกระเด็นออกไป ตัวคนไถไปกับสนามเต๋าก่อนหยุดลง
ทุกคนที่ได้เห็นต่างตกตะลึง จากนั้นจึงมองเห็นชัดเจนว่าคนเข้ามาลงมือกะทันหันคือผู้อาวุโสเจ็ดนามทังอวี่เยียน!
ในขณะเดียวกัน ผู้คนพลันเห็นว่าทังเป่าเอ๋อร์ผู้เป็นบุตรสาวของผู้นำได้ปรากฏตัวขึ้นเช่นกัน นางอุ้มหนิงชุ่ยขึ้นมาจากพื้นทันที
“หนิงชุ่ย เจ้าเป็นอย่างไรบ้าง?” ทังเป่าเอ๋อร์กังวล
หยิงชุ่ยกล่าวอย่างเหม่อลอยว่า “คุณหนูหรือ?”
นางไม่อยากจะเชื่อ
ขณะมองบาดแผลบนร่างของสาวใช้ ทังเป่าเอ๋อร์ก็ยิ่งเดือดดาลจนใบหน้างดงามทวีความเย็นชา จากนั้นจึงกล่าวด้วยโทสะว่า “ไม่ต้องกลัว ข้าจะระบายโทสะแทนเจ้าเอง!!”
แม้หนิงชุ่ยจะเป็นสาวใช้ แต่ทั้งสองเติบโตมาด้วยกัน คนทั้งสองจึงไม่ต่างจากพี่น้อง เมื่อเห็นอีกฝ่ายถูกเหยียบย่ำกดขี่เช่นนี้ ก็ทำให้ทังเป่าเอ๋อร์เดือดดาลถึงขีดสุด
“คุณหนู อย่า!”
หนิงชุ่ยกรีดร้อง เร่งคว้าจับมือของทังเป่าเอ๋อร์ “ฟังข้า ไปเสีย ไปเดี๋ยวนี้!”
ทังเป่าเอ๋อร์ผงะ
ทังอวี่เยียนเองก็ขมวดคิ้วเช่นกัน
“อยากไปหรือ? สายไปเสียแล้ว!”
ไกลออกไป ทังอวิ๋นกุ้ยผุดลุกขึ้น ตัวคนชำเลืองมองทังอวี่เยียนด้วยสายตาไม่พอใจ และกล่าวว่า “คนบาปต่อตระกูลต้องถูกลงโทษอย่างหนัก!”
คนบาปต่อตระกูลหรือ?
ทั้งทังอวี่เยียนและทังเป่าเอ๋อร์รู้สึกได้ถึงความผิดปกติบางอย่าง
ขณะเดียวกัน ทังอวิ๋นกุ้ยพลันตะโกนใส่คนรอบสนามเต๋าว่า “พวกเจ้ามัวทำอันใดอยู่ ไปเรียกคนมาสิ!!”
น้ำเสียงนี้ทำให้ผู้คนรอบๆ สั่นสะท้าน หลังจากนั้นพวกเขาก็คล้ายได้สติ พากันกระจัดกระจายราวกับนกและสัตว์ป่า เริ่มลงมืออย่างร้อนรน
ทังอวี่เยียนเห็นดังนั้นแล้วกำลังจะกล่าวบางอย่าง หากแต่น้ำเสียงที่สงบนิ่งกลับดังแทรกมาจากทางเข้าสนามเต๋า
“ปล่อยพวกเขาไป ที่นี่กว้างขวาง ทิวทัศน์ไม่เลว หากเลือกคลี่คลายปัญหาภายในของตระกูลเจ้าที่นี่ก็นับว่าดีเช่นกัน”
ทังอวี่เยียนถอนหายใจอย่างเงียบงัน พลางพยักหน้า
หลังจากนั้นทังอวิ๋นกุ้ยจึงได้เห็นว่าคนที่พูดนั้นเป็นชายหนุ่มในชุดคลุมสีเขียว ชายผู้นั้นกำลังยืนอยู่ที่ทางเข้าของสนามเต๋า จับจ้องต้นท้อที่หยั่งรากอยู่ข้างภูเขา
ตัวต้นท้อนี้กำลังแผ่ประกายอันละเอียดอ่อนออกมา
ชายหนุ่มในชุดคลุมสีเขียวผู้นี้ยืนอยู่กับที่ เอามือไพล่หลัง ร่างสูงโปร่ง ท่วงท่าเกียจคร้าน
ทังอวิ๋นกุ้ยขมวดคิ้ว กล่าวด้วยน้ำเสียงลุ่มลึกว่า “เจ้าเป็นใคร กล้าดีอย่างไรมาบุกรุก…”
ทว่ายังไม่ทันจะกล่าวจบ ซูอี้พลันหันศีรษะมามอง
อึดใจต่อมา
เสียง ‘ปัง’ ดังขึ้น ทังอวิ๋นกุ้ยคุกเข่าลง ศีรษะกระแทกกับพื้น ทั่วร่างถูกจองจำด้วยพลังที่มองไม่เห็น ไม่อาจส่งเสียงออกมาได้ มีเพียงใบหน้าถอดสี
“ให้เขาคุกเข่าไว้ก่อน รอให้ความจริงถูกเปิดเผย แล้วค่อยตัดสินความเป็นความตาย คิดว่าอย่างไร?”
ซูอี้กล่าวอย่างแผ่วเบา
ทังอวี่เยียนพยักหน้า
ตอนนั้นเองทังเป่าเอ๋อร์ได้ทราบความจริงบางอย่างจากปากหนิงชุ่ย!
สามวันก่อน หายนะได้มาเยือนตระกูลทังโบราณ
ลัทธิไร้มลทินส่งมหาเซียนเก้าคนกับ ‘ทูตสวรรค์’ ลึกลับสองคนเพื่อแถลงการณ์อย่างหนักแน่นว่าตระกูลทังโบราณจำต้องก้มศีรษะยอมจำนนเสียที!
หาไม่แล้ว พวกเขาจะฆ่าจนกว่าตระกูลทังโบราณจะยอมจำนน!
ในหนึ่งเดือนที่ผ่านมา ตระกูลทังโบราณโดดเดี่ยวไร้หนทาง เผชิญปัญหานับไม่ถ้วน ตกอยู่ในสถานการณ์ที่ล่อแหลม
ต่อมามีแรงกดดันจากการถูกบีบบังคับถามโถมเข้ามา ผู้เฒ่าหลายคนย่อมไม่อาจทนไหวอีกต่อไป จึงตัดสินใจที่จะประนีประนอมและยอมจำนน
แต่กลับถูกต่อต้านอย่างหนักโดยผู้นำตระกูลทังตู้อวิ๋น ผู้อาวุโสใหญ่ทังจินหง ผู้อาวุโสทังหลิงฉี และคนอื่นๆ
ผู้นำตระกูลทังตู้อวิ๋นถึงขั้นประกาศจุดยืนว่ายินยอมเป็นเศษเสี้ยงหยกแตกหัก ไม่ขอเป็นกระเบื้องงามไร้ที่ติ!!
เรื่องทั้งหมดนี้สร้างความหงุดหงิดให้กับลัทธิไร้มลทินยิ่งนัก ทำให้ผู้อาวุโสจำนวนมากในตระกูลทังไม่พอใจ
ส่งผลให้ผู้อาวุโสเก่าแก่ระดับมหายุทธ์นาม ‘ทังเยว่จิน’ ของตระกูลทังโบราณตื่นตระหนกจนตบะแตก
หลังจากทราบสถานการณ์ของตระกูลทังโบราณ ทังเยว่จินจึงปลดตำแหน่งของทังตู้อวิ๋นในฐานะผู้นำตระกูลอย่างไม่ลังเล
แม้กระทั่งทังจินหง ทังหลิงฉี และคนอื่นๆ ยังถูกปราบปราม ก่อนโดนจับกุมตัวทันที!
ในเวลาเดียวกัน ภายใต้การตระเตรียมของทังเยว่จิน ทั่วตระกูลทังโบราณจึงเลือกที่จะยอมจำนนต่อลัทธิไร้มลทิน!!
ส่วนผู้นำตระกูลอย่างทังตู้อวิ๋น และคนอื่นๆ ที่ต่อต้านการยอมจำนน รวมถึงภรรยากับบุตร พวกเขาล้วนถูกมองว่าเป็นคนบาปต่อตระกูลก่อนถูกนำไปจองจำ
เมื่อเล่าถึงจุดนี้ ทังอวี่เยียนและทังเป่าเอ๋อร์ก็เข้าใจในที่สุด
ความจริงนี้คล้ายดั่งเส้นสายอัสนีที่ฟาดเข้าใส่อย่างจัง ทำให้จิตวิญญาณสั่นสะท้าน ยากที่จะยอมรับความจริงไปชั่วครู่
เพราะถูกมองว่าเป็นคนบาปต่อตระกูลนี่เอง! เมื่อพวกนางกลับมาจึงถูกปฏิบัติเช่นนั้น กลายเป็นว่าก่อนที่พวกนางจะกลับมา ในตระกูลก็เกิดการเปลี่ยนแปลงไปแล้ว!!
เมื่อซูอี้ทราบ เขาพลันตระหนักได้ถึงกลียุคที่ตระกูลทังโบราณต้องทนทุกข์ทรมาน เขาคาดว่าสิ่งนี้อาจเกี่ยวกับ ‘ทูตสวรรค์’ ผู้มากับลัทธิไร้มลทินอย่างแน่นอน!
ในขณะนี้ กลุ่มคนพากันส่งเสียงคำรามมาจากไกลๆ ดูก้าวร้าวนัก
มีผู้คนนับร้อย
พวกเขาล้วนเป็นบุคคลใหญ่โตของตระกูลทังโบราณ
ชายชราร่างผอมในชุดคลุมสีม่วงคือผู้นำของตระกูล
“อวิ๋นกุ้ย เกิดอันใดขึ้นกับเจ้า?”
ทันทีที่มาถึง ชายชราในชุดคลุมสีม่วงพลันเห็นทังอวิ๋นกุ้ยถูกบังคับให้คุกเข่า ใบหน้าชราของเขาจึงกลายเป็นหมองหม่นยิ่ง
ทว่าทังอวิ๋นกุ้ยคุกเข่าอยู่กับที่ ไม่สามารถขยับได้ ไม่สามารถส่งเสียงได้ ราวกับรูปปั้นที่ไม่ขยับเขยื้อน
“ใต้เท้าจอมราชัน คนผู้นี้คือทังจินเฟิง ผู้อาวุโสใหญ่ของตระกูลพวกข้า!”
ทังอวี่เยียนรีบแนะนำอย่างรวดเร็ว
ทว่าซูอี้กลับพึมพำอย่างไม่ใส่ใจ เขายกมือขึ้นหยิบกิ่งท้อจากต้นท้อข้างกำแพงมาถือไว้ในมือ
กิ่งท้อนี้ยาวหลายจั้ง มีดอกท้อสีแดงสดเจ็ดดอก เกสรยังคงมีน้ำค้างเกาะอยู่ เป็นประกายระยิบระยับบนท้องนภา
“ผู้ใดกล้าทำเช่นนี้?”
ผู้อาวุโสใหญ่ทังจินเฟิงเผยสายตาคม ชำเลืองมองทังอวี่เยียนและทังเป่าเอ๋อร์ จนกระทั่งเห็นซูอี้ยืนอยู่ด้านข้างต้นท้อ ก่อนจะขมวดคิ้วในพลัน
นี่ใครกัน?
เขาไม่รู้จัก ตอนที่ซูอี้เป็นแขกของตระกูลทังโบราณ ชายหนุ่มปลอมตัวเองเป็น ‘เสิ่นมู่’
แต่ตอนนี้ ซูอี้เผยรูปลักษณ์ที่แท้จริง!
“ข้าทำเอง”
ซูอี้ถือกิ่งท้อไว้ในมือข้างหนึ่ง หันหลังแล้วเดินมาอย่างเกียจคร้าน เผชิญหน้ายืนข้างทังอวี่เยียนและทังเป่าเอ๋อร์ “สิ่งที่พวกเจ้าต้องทำคือให้ข้าจัดการเอง พวกเจ้าแค่ดูก็พอ”
หัวใจของทังอวี่เยียนบีบรัดราวกับเกรงว่าซูอี้จะฆ่าเอาสนุก จึงส่งกระแสปราณกล่าวว่า “ใต้เท้าจอมราชัน พวกเขาล้วนเป็นสมาชิกตระกูลข้า เหตุผลที่พวกเขาเลือกยอมจำนน ก็เพราะถูกกดดัน…”
ก่อนจะทันได้กล่าวจบ ซูอี้พยักหน้าแล้วกล่าวว่า “ไม่ต้องห่วง ไม่ว่าพวกเขาจะยอมจำนนต่อลัทธิไร้มลทินหรือไม่ นั่นมันก็ทางเลือกของพวกเขา ข้าไม่โกรธเคืองหรอก”
“ผู้อาวุโสอวี่เยียน คนผู้นี้คือใคร? เจ้าพาเขามาที่นี่หรือ?”
ผู้อาวุโสใหญ่ทังจินเฟิงขมวดคิ้ว เอ่ยถามด้วยน้ำเสียงลุ่มลึก
“ไม่สำคัญหรอกว่าข้าเป็นใคร”
ซูอี้ก้าวเข้าไปในสนามเต๋า เงยหน้าขึ้นมองผู้คนนับร้อยจากตระกูลทังและกล่าวด้วยน้ำเสียงราบเรียบว่า “สิ่งสำคัญก็คือ พวกเจ้าต้องให้ความร่วมมือแต่โดยดี มีแต่ทางนี้เท่านั้น พวกเจ้าจึงจะมีโอกาสรอด”
คำพูดของซูอี้ทำให้ผู้อาวุโสคนใหญ่คนโตจากตระกูลทังตกตะลึง พวกเขาแทบไม่เชื่อหูตัวเอง
“เจ้ามาทำตัวป่าเถื่อนในตระกูลทังของพวกข้างั้นหรือ? โอหังยิ่งนัก!”
ชายในชุดคลุมสีดำเผยรอยยิ้มเหี้ยมออกมา
“โอหังหรือ?”
ซูอี้ยิ้ม “เช่นนั้นข้าจะให้เจ้าดูเป็นบุญตาเอง”
หลังกล่าวจบ เขาพลันชูกิ่งท้อในอากาศธาตุ
ซูอี้ขยับอย่างนุ่มนวล ไม่มีแม้กระทั่งน้ำค้างในกลีบดอกที่ร่วงหล่น
ไกลออกไป ชายชุดคลุมสีดำพลันถูกเล่นงาน ตัวคนตกลงจากท้องนภา กระแทกกับพื้นอย่างรุนแรง ส่งเสียงกรีดร้องดังลั่น
เกิดเป็นความปั่นป่วนในสนามเต๋า ทุกคนตกตะลึงและโกรธเกรี้ยว
“เล่นทำร้ายนายท่านต่อหน้าทุกคนเช่นนี้ มันไม่มากเกินไปหน่อยหรือ?”
ใครบางคนถามอย่างเกรี้ยวกราด
ปัง!
เสียงยังคงดังก้องไม่จบ ทว่าร่างของคนผู้นี้กลับโซเซ ร่วงหล่นลงพื้นอย่างรุนแรง ไม่ว่าจะดิ้นรนอย่างไรก็ไม่สามารถลุกขึ้นมาได้อีก
ทุกคนคล้ายกับตระหนักได้ว่าอีกฝ่ายน่าสะพรึงแค่ไหน พวกเขาล้วนร่วมแรงกัน ใช้สมบัติล้ำค่า พากันตั้งท่าป้องกัน
แต่ซูอี้ไม่หยุดแค่นั้น
เขาครุ่นคิดสักพักและกล่าวว่า “ช่างเถอะ ในเมื่อลงมือทำไปแล้ว ก็คงทำให้ผู้อื่นถูกใจไม่ได้”
ว่าแล้วเขาพลันสะบัดแขนเสื้อ
ตูม!!
สุญญะสั่นสะเทือนรุนแรง แรงกดดันน่าสะพรึงเคลื่อนลงจากท้องนภา ผู้อาวุโสคนใหญ่คนโตจากตระกูลทังนับร้อยคล้ายกับถูกห่อเป็นเกี๊ยว พวกเขาหล่นจากนภากระแทกกับพื้นดังตุบๆ ล้มลงไปกองเป็นจำนวนมาก เกิดเสียงกรีดร้องดังขึ้นเสียงแล้วเสียงเล่า
ฉากดังกล่าวช่างงดงามนัก! แถมน่าขบขันยิ่ง!
กลุ่มผู้อาวุโสคนใหญ่คนโตผู้เดิมเกรี้ยวกราด ทำตัวหยิ่งผยอง ทว่าในพริบตาต่อมา ตัวคนกลับร่วงลงไปกองกับพื้น ดูน่าอนาถและน่าอายยิ่งนัก!!
สร้างความตกตะลึงให้กับสมาชิกตระกูลทังจำนวนมากที่เพิ่งมาถึงหลังจากทราบข่าว ทำเอาวิญญาณของพวกเขาแทบหลุดออกจากร่าง
คนผู้นี้คือใคร?
เหตุใดจึงได้โหดเหี้ยมเช่นนี้?!
มีเพียงทังอวี่เยียนและทังเป่าเอ๋อร์ที่รู้ว่าใต้เท้าจอมราชันแสดงความเมตตาแล้ว……หาไม่ ทุกคนที่นี่จะต้องตายภายด้วยการโจมตีเพียงครั้งเดียวอย่างแน่นอน!
ซูอี้หยิบเก้าอี้หวายออกมา ถือกิ่งท้อเอาไว้ แล้วนั่งลงอย่างสบายอารมณ์
“ข้ารู้แล้ว หากพวกเจ้าไม่คืนดีกัน ก็ควรเรียกใครบางคนมาย่อมดีกว่า จงไปเรียกทังเยว่จินคนนั้นมาด้วย เผื่อจะช่วยพวกเจ้าได้”
“พอทุกคนอยู่ที่นี่แล้ว ก็ไม่สายเกินไปที่จะขอความช่วยเหลือ”
น้ำเสียงของซูอี้ราบเรียบ ไม่ดังมากนัก แต่กลับดังก้องไปทั่วสนามเต๋า สะกดเสียงครวญคราง รวมถึงเสียงกรีดร้องด้วยความเจ็บปวดเหล่านั้นจนเงียบสนิท
ผ่านไปชั่วครู่ บรรยากาศในสนามเต๋าทั้งอึดอัดและหมองหม่น ทำให้ผู้คนหายใจไม่ออก
ทุกคนตกตะลึง!
บทที่ 1,880 ทูตสวรรค์
ท้องนภาสว่างไสว ทะเลเมฆาหมุนวนไปมา สะท้อนแสงทองของดวงตะวัน
ซูอี้ยังคงนั่งอย่างเกียจคร้านในสนามเต๋า ท่าทีเรื่อยเฉื่อย ในมือถือกิ่งท้ออันแต่งแต้มด้วยกลีบดอกแดงสด หลับตาลงขัดเกลาจิตใจ
ท่าทีผ่อนคลายสบายใจของเขาทำให้ทังอวี่เยียนและทังเป่าเอ๋อร์สงบใจลงได้โดยสมบูรณ์
ขณะที่ทุกคนในตระกูลทังตัวสั่นเทาอยู่รอบข้าง ลนลานราวสุนัข
ครู่ต่อมา
ชายชราในชุดบัณฑิตขงจื๊อ บรรยากาศท่าทางเยี่ยงเทพเซียนปรากฏขึ้นบนสนามเต๋า
“ท่านบรรพชน!”
ผู้อาวุโสสูงสุดทังจินเฟิงและคณะล้วนตื่นเต้นราวได้พบที่พึ่งทางใจ
สมาชิกตระกูลทังคนอื่นๆ ที่มองดูจากไกลๆ ต่างโล่งใจตื่นเต้นเช่นกัน
ผู้มาเยือนเป็นยอดฝีมือระดับมหายุทธ์ของพวกเขาตระกูลทังโบราณ ทังเยว่จิน!
ทว่าทุกคนกลับต้องประหลาดใจ ด้วยเมื่อทังเยว่จินมาถึง อีกฝ่ายกลับจัดแจงเสื้อผ้าก้าวเข้าไปคำนับต่ำให้ซูอี้อย่างเคร่งขรึมเสียแทน!
“ผู้น้อยทังเยว่จิน คารวะใต้เท้าอนันตรัตติกาล!”
ตู้ม!
รอบข้างคล้ายดั่งเผชิญระเบิดเปรี้ยงเยี่ยงหม้อเดือดปะทุ
ทุกคนชะงักค้างราวต้องอสนีบาตฟาดเข้าใส่
ใต้เท้าอนันตรัตติกาล!!!
ผู้ใดนอกจากจอมราชันอนันตรัตติกาลในโลกหล้าใบนี้จะได้รับการยกย่องจากบรรพชนเพียงนี้?
ทังจินเฟิงและผู้ทรงอำนาจคนอื่นๆ ล้วนตะลึงหนังหัวชายิบ มือเท้าเย็นเยียบ
พวกเขาตระหนักแล้วว่าหนนี้พวกตนเตะถูกแผ่นเหล็กเข้าให้แล้ว!
ทว่าซูอี้ยังคงนั่งหลับตาใจลอยอยู่บนเก้าอี้หวาย ราวกับไม่รับรู้ ไร้ปฏิกิริยาใดๆ
บรรยากาศเงียบสงัด
ส่วนทังเยว่จินผู้อ้างตนเป็นผู้น้อยยังคงค้างกิริยาในสภาพยืนโค้งตัว ไม่เคลื่อนไหว
หลังเห็นว่าซูอี้ไร้ปฏิกิริยา ร่างของทังเยว่จินก็เกร็งนิ่ง เม็ดเหงื่อผุดขึ้นบนหน้าผากเป็นชั้นจางๆ
ทุกคนพลันตระหนักแล้วว่าบางอย่างไม่ชอบมาพากลและชวนขวัญหนีดีฝ่อ จนอดหลั่งเหงื่อแทนบรรพชนทังเยว่จินมิได้
ชั่วกาลขณะนี้ ข่าวที่ซูอี้เป็นร่างเวียนวัฏสงสารของจอมราชันอนันตรัตติกาลได้แพร่ไปทั่วโลกหล้าแล้ว และมันก็ก่อเกิดเป็นระลอกคลื่นนับไม่ถ้วน
ในฐานะสมาชิกตระกูลทัง พวกเขาย่อมเคยได้ยินเรื่องเกี่ยวกับซากวังมังกรเมื่อหลายเดือนก่อน และต่างทราบว่าซูอี้ผู้มีการฝึกฝนระดับมหาเซียนสามารถสังหารตัวตนมหาอำนาจระดับมหายุทธ์ได้แล้ว!
ลือกันว่า เขาสามารถข้ามไปเผชิญหน้าตัวตนระดับสุดลึกล้ำได้!!
ใครเล่าจะยังกล้าเป็นตัวอย่างที่สอง?
ใครเล่าจะไม่เป็นห่วงบรรพชนทังเยว่จิน?
ซูอี้บนเก้าอี้หวายดูราวหลับไหล ทอดร่างเกียจคร้านเช่นนั้น ไร้วี่แววปริปากสนทนา
จึงทำให้บรรยากาศรอบข้างเงียบงันหดหู่ อากาศดูราวถูกแช่แข็งไป
ฝั่งทังเยว่จินไม่อาจทนบรรยากาศเงียบกริบเช่นนี้ได้อีก จึงสูดหายใจลึกๆ และเป็นฝ่ายกล่าวขึ้นก่อน “ความผิดทั้งหมดเป็นของผู้น้อย และผู้น้อยก็ยินยอมชดใช้ หวังว่าใต้เท้าอนันตรัตติกาลจะยอมเมตตา ให้อภัยพฤติกรรมลบหลู่ของตระกูลทังของข้าด้วย!”
น้ำเสียงของเขาสะท้อนทั่วฟ้าดิน ทำให้หัวใจทุกคนในตระกูลทังปั่นป่วน แสนอึดอัดใจยิ่ง
แต่ไร้ผู้ใดกล้าเอ่ยวจีขัด
แม้แต่บรรพชนยังไม่กล้าชี้แจงและเสนอตัวรับผิดชอบความผิดทั้งหมด?
ในที่สุดซูอี้ก็มีปฏิกิริยา
เขาค่อยๆ เผยอเปลือกตาขึ้น มองทังเยว่จินยืนที่เดิมอย่างราบเรียบและกล่าวว่า “ตระกูลทังของเจ้าผิดอันใด?”
สีหน้าของทังเยว่จินดูไม่แน่ใจไปชั่วขณะ ก่อนจะกล่าวเสียงต่ำ “ผู้น้อยไม่กล้าแจกแจงเรื่องนี้ขอรับ”
ทุกคนมองหน้ากัน
เกิดเหตุอันใดขึ้นกับท่านบรรพชนกัน ไฉนเขาลดท่าทีแสนต่ำต้อยถึงเพียงนี้ แล้วยังไม่กล้าอธิบายอีกหรือ?
แปลกประหลาดเกินไปแล้ว!
“ข้าไม่ได้มาเพื่อคิดบัญชีใคร เจ้ามิต้องแสดงความจริงใจนักก็ได้” ซูอี้กล่าวเนิบๆ “ต่อให้ตระกูลทังของพวกเจ้ายอมก้มหัวให้ลัทธิไร้มลทินจริง ข้าก็ไร้วาจาใด เพราะถึงอย่างไร นี่ก็เป็นการตัดสินใจของพวกเจ้าเอง”
ทังเยว่จินผงะไป ก่อนจะเลียบเคียงถามอย่างระมัดระวัง “เช่นนั้น ขอบังอาจถามใต้เท้าอนันตรัตติกาลว่าท่านมาที่นี่มีธุระอันใดหรือ?”
“ตระกูลทังของพวกเจ้าเคยช่วยเหลือข้า และข้าก็เคยรับปากทังหลิงฉีไว้ว่าหากพวกเจ้าตระกูลทังพบปัญหาอันไม่อาจแก้ได้ ข้าจะมิอยู่เฉย”
ซูอี้กล่าว “เดิมทีข้ารู้ว่าตระกูลทังของพวกเจ้าอยู่ในอันตรายและตั้งใจมาช่วย แต่ดูเหมือนยามนี้จะไม่จำเป็นแล้ว”
ทันทีที่วาจาเช่นนี้ถูกกล่าว ทุกคนในตระกูลทังก็ผงะไป สีหน้าแปรเปลี่ยนเป็นสับสน
พวกเขาเพิ่งตระหนักว่าซูอี้มาช่วยพวกเขาตระกูลทัง!!
ทังเยว่จินถอนใจ เตรียมการจะพูดบางอย่าง
ซูอี้กล่าวขึ้น “ไม่ต้องอธิบายหรอก ขุมกำลังใดๆ ย่อมต้องเลือกอย่างเฉียบขาดหากเผชิญกับความเสี่ยงสิ้นสลาย ข้าเข้าใจ”
สีหน้าของทังเยว่จินดำคล้ำ ในปากรู้สึกขมขื่น ดูเฒ่าชราลงมากในชั่วพริบตา
ซูอี้กล่าว “ยามนี้ ข้าเพียงอยากรู้ว่าทังหลิงฉี ทังจินหง และทังตู้อวิ๋นอยู่หนใด?”
ทังเยว่จินจึงรีบอธิบาย “นอกจากผู้นำตระกูลที่ไม่ได้อยู่ที่นี่ ทุกคนที่เหลือปลอดภัยดีขอรับ เพียงแต่ว่า…ถูกขังเท่านั้น……”
ทังเป่าเอ๋อร์อดกล่าวขึ้นมิได้ “ท่านพ่อข้าไม่อยู่หรือ? เขาไปที่ใดกัน?”
“นี่…”
ทังเยว่จินลังเล
ทันใดนั้น เสียงขบขันพลันดังขึ้น
“ไฉนไม่กล้าพูดเล่า? เสียใจภายหลังหรือ?”
พร้อมกันนั้น แสงสีเงินสายหนึ่งพลันปรากฏขึ้นจากอากาศธาตุ แปรเปลี่ยนเป็นชายสวมอาภรณ์ขนนกผู้หนึ่ง
เขาสวมมงกุฎบนหัว อาภรณ์ยาวแขนเสื้อกว้าง หน้าตาดูเหมือนชายหนุ่ม เปี่ยมอำนาจอัศจรรย์
ทันใดนั้น รอบข้างก็เต็มไปด้วยเสียงลือลั่น สายตาที่มองไปยังชายสวมอาภรณ์ขนนกเปี่ยมความหวาดหวั่นพรั่นพรึง
หลังชายในอาภรณ์ขนนกปรากฏตัวขึ้น เขาก็เมินทุกคนไปจับจ้องซูอี้บนเก้าอี้หวายทันที
คนผู้นั้นแย้มยิ้มพลางกล่าวขึ้น “ในเมื่อเขาไม่กล้าพูด ข้าก็จะบอกให้เอง ทังตู้อวิ๋นถูกพากลับลัทธิไร้มลทินไปแล้ว เมื่องานประชุมใหญ่เพื่อตั้งศาลเซียนรวมศูนย์ขึ้นใหม่ถูกจัด ทังตู้อวิ๋นจะเข้าร่วมด้วย แต่เป็นในฐานะคนบาปที่จะต้องถูกประหารเป็นเยี่ยงอย่าง!”
ทันใดนั้น ใบหน้าของทังเป่าเอ๋อร์จิ้มลิ้มซีดขาว ร่างอ้อนแอ้นสั่นสะท้าน ประดุจดั่งถูกสายฟ้าฟาด
ท่านพ่อ…จะถูกประหาร!?
ทังอวี่เยียนข้างกายนางรีบร้อนปลอบประโลม “อย่าห่วงไป เรื่องยังไม่ทันเกิดขึ้นเสียหน่อย”
ยามนั้น ทังเยว่จินพลันกล่าวขึ้นอย่างไม่อยากเชื่อ “ใต้เท้าทูตสวรรค์ ท่านเคยรับปากเราไว้นี่ว่าจะไม่ทำร้ายคนในตระกูลเรา นี่มันเกิดอันใดขึ้นกันแน่?”
คนตระกูลทังคนอื่นๆ เองก็มองไปยังชายในอาภรณ์ขนนกด้วยสีหน้าเปี่ยมโทสะเช่นกัน
ใช่แล้ว แม้แต่พวกเขาก็ไม่รู้ว่าผู้นำตระกูลถูก ‘เชิญ’ ให้เดินทางไปยังลัทธิไร้มลทินเพื่อถูกประหาร!
ชายในอาภรณ์ขนนกแค่นเสียงเย็นชา “ทังตู้อวิ๋นผู้นั้นดื้อด้านไม่ยอมจำนนต่อเราครั้งแล้วครั้งเล่า หากไม่ฆ่าคนเช่นนี้เสีย จะมีประโยชน์อันใดอีก?”
“แต่……”
ทังเยว่จินกำลังจะกล่าวค้าน ทว่าชายในชุดขนนกกลับกล่าวขัดอย่างเหลือทน “ในเมื่อพวกเจ้าตระกูลทังเลือกจำนน เจ้าก็ควรฟังคำสั่ง! เว้นแต่…เจ้าคิดจะกลับคำ หากทำเช่นนั้น พวกเจ้าตระกูลทังจะถูกทำลายเป็นแน่!!”
วจีนั้นสนั่นเยี่ยงสายฟ้า สะท้านทั่วโสตทุกคน
ร่างของทุกคนในตระกูลทังหนาวยะเยือก สีหน้าเปี่ยมความอาดูรโกรธแค้น
แต่ไร้ผู้ใดกล้ากล่าววาจาเป็นอื่น
ทังเยว่จินพลันรำพันอย่างสิ้นอาลัย “หากไม่ยอมสยบก็ต้องตาย! แต่เมื่อสวามิภักดิ์ก็ยังต้องจบเช่นนี้! เราตระกูลทังไปทำอันใดจึงต้องเกิดหายนะเช่นนี้กัน?”
น้ำเสียงของเขาเปี่ยมความจนใจ ขมขื่น และรวดร้าว
ทุกคนล้วนว้าวุ่นหดหู่ใจ
ทว่าชายในชุดขนนกกล่าวขึ้นช้าๆ “อยากรู้เหตุผลหรือ? งั้นข้าจะบอกให้ ในงานประกวดล่าเวหา ซูอี้ผู้นี้สังหารมหาเซียนจากขุมกำลังหลักไปมากมาย ว่าวกันว่าซูอี้ได้รับคำเชิญและการคุ้มกันจากพวกเจ้าตระกูลทังในการเข้าร่วมงานประกวดล่าเวหา!”
ว่าแล้ว ดวงตาของเขาก็เรืองประกายแดกดัน “เจ้าคิดว่าหากข้าไม่กวาดล้างตระกูลทังของพวกเจ้า บัญชีนี้จะปิดลงเช่นไร?”
ทุกคนต่างตกตะลึง เหตุผลคือเรื่องนี้หรือ?
ชายในชุดขนนกกล่าวยิ้มๆ “ความวินาศของตระกูลทังของพวกเจ้ามาจากซูอี้ผู้นี้ทั้งสิ้น หากจะแค้นใครก็แค้นเขาสิ! เขาคือดาวมรณะ ขอเพียงผู้ใดเกี่ยวข้องกับเขา มันทุกคนจะถูกคิดบัญชีโดยไม่ละเว้น!”
ทุกคนดูหดหู่
ทว่าซูอี้กลับนำไหสุราขึ้นจิบ สีหน้าราบเรียบสุขุม
เขาทำเพียงมองชายในชุดขนนกพูดพล่ามตามอำเภอใจฝ่ายเดียวราวมองลิ่วล้อทำตัวน่าขันตลอดมา
ชายในชุดขนนกแย้มยิ้ม “แน่นอน พวกเจ้าตระกูลทังยังฉลาดพอเลือกจำนน จึงหลบอันตรายจากการถูกทำลายล้างไปได้”
“เพ้อเจ้อ!”
ทันใดนั้น ทังอวี่เยียนก็สบถด่าอย่างเดือดดาล “ตัวการคือพวกเจ้าชัดๆ แต่กลับยังป้ายสีใต้เท้าจอมราชันอย่างหน้าไม่อาย!”
เห็นได้ชัดว่านางไม่อาจควบคุมอารมณ์ได้ หญิงสาวดูเดือดดาลยิ่งนัก “พวกเจ้าอ่อนแอไม่กล้าเผชิญหน้าใต้เท้าจอมราชันตรงๆ จึงทำได้แค่ใช้ลูกไม้อุบายมากดดันตระกูลข้า อย่าว่าแต่จะเป็นทูตสวรรค์อันใด เป็นหมูเป็นหมายังไม่ได้เลย!”
ทุกคนอดหลั่งเหงื่อแทนทังอวี่เยียนมิได้
นั่นคือทูตสวรรค์เชียวนะ!
เป็นถึงใต้เท้าผู้รับใช้บุตรแห่งสวรรค์เชียวนะ!!
ชายในชุดขนนกพลันหน้าคล้ำ จับจ้องทังอวี่เยียนด้วยสายตาเย็นเยียบ “ข้าเป็นผู้ใหญ่จึงไม่ใส่ใจจดจำผู้น้อย ดังนั้นข้าจะปล่อยให้เจ้าอยู่รอดไปอีกสักเดี๋ยวแล้วกัน จากนั้น…หึหึ”
รอยยิ้มเย้าหยอกนั้นทำให้ทังอวี่เยียนขนลุก
“ไม่มีต่อจากนี้แล้วล่ะ”
ซูอี้ค่อยๆ ผุดลุกขึ้นจากเก้าอี้หวาย มองชายในชุดขนนกด้วยแววตาราบเรียบและกล่าวว่า “ไม่ว่าเจ้าจะเป็นใคร เอาความมั่นใจมาจากหนใด จึงกล้าทำตัวกำเริบต่อหน้าข้า วันนี้ที่นี่ เจ้าตายแน่ ข้าให้สัจจะ!”
บรรยากาศพลันกลายเป็นเงียบกริบ
จิตสังหารชวนลืมหายใจกวาดไปทั่วทิศ!
ดวงตาของชายในชุดขนนกหรี่ลงเล็กน้อย ก่อนจะหัวเราะเย้ยหยันขึ้นทันที “ข้ารู้เรื่องที่ซากวังมังกรหมดแล้ว หากไร้บุตรีแห่งสวรรค์ซีหนิงคอยช่วย มหาเซียนเล็กจ้อยเช่นเจ้าจะนำอันใดมาสู้กัน?!”
น้ำเสียงของเขาเปี่ยมคำดูแคลน
ฟู่!
ซูอี้เป่าลมออกมาเบาๆ
ดอกท้อแดงฉานเจ็ดดอกบนกิ่งท้อในมือเขาพลันละล่องปลิว โปรยปรายเยี่ยงบุหงาพร่างพรมกลางเวหา
ซูอี้ก้าวเท้า ปรากฏกายตรงหน้าชายในชุดขนนก!
“ฮ่าๆๆ ข้าเตรียมรับมือเจ้าไว้ก่อนแล้วเฟ้ย!”
ชายในชุดขนนกเชิดหน้าหัวเราะลั่นนภา ยันต์ลับอำนาจเทพหกชิ้นพลันปรากฏตรงหน้า ประสานพัฒนาเป็นม่านแสงเจิดจรัสเยี่ยงคันดินสวรรค์ก่อ
ขณะเดียวกัน ง้าวสีทองเล่มหนึ่งก็ปรากฏในมือแต่ละข้าง ฟาดฟันใส่ซูอี้ในระยะประชิดอย่างรุนแรง
ตู้ม!!!
การโจมตีเพียงหนึ่งส่งผลให้ฟ้าดินสั่นสะท้าน สุญตาแหลกถล่ม
ทั่วบรรพตเซียนคลื่นทองคำสะเทือนโคลง รอยร้าวปรากฏขึ้นบนพื้นสนามเต๋านับไม่ถ้วน เศษหินปริกระจัดกระจาย
อำนาจค่ายกลปรกบรรพตพังทลายลงในพริบตา
นี่คือการโจมตีสุดกำลังของตัวตนระดับแกนรวมศูนย์!
และมีอำนาจเทพแทรกสอดอยู่!!
อำนาจใดจะมาเทียบได้กัน?