บันทึกตำนานราชันอหังการ [ 剑道第一仙 ] - ตอนที่ 1891-1895
บทที่ 1,891 มาถึงแล้ว!
ทันทีที่คนคลั่งดาบมาถึง ทุกคนพลันบังเกิดความตื่นเต้นยินดีขึ้นมา
ด้วยสถานะพิเศษของคนผู้นี้ เขาเคยทำงานให้กับศาลเซียนรวมศูนย์ในสมัยก่อนจนเป็นที่โด่งดังไปทั่วหล้า
การคัดค้านของเขาย่อมส่งผลกระทบต่อฉีเนี่ยผู้จัดงานเลี้ยงลูกท้ออย่างไม่ต้องสงสัย!
นี่คือสิ่งที่ทุกคนคิดในตอนนี้
แต่น่าเสียดายที่ฉีเนี่ยไม่คิดเช่นนั้น
ยอดฝีมือทั้งหมดที่ถูกเชิญให้ปรากฏตัวในงานเลี้ยงลูกท้อก็ไม่คิดเช่นนั้นเหมือนกัน
สำหรับพวกเขา ใครก็ตามที่ก่อกวนในวันนี้ย่อมไม่ต่างอะไรจากตั๊กแตนคิดขวางล้อเกวียน!
“ไป……ไปจัดการมัน!”
ฉีเนี่ยไม่คิดพูดจาเหลวไหล ถ่ายทอดคำสั่งด้วยสายตาเย็นชา
ฟิ่ว!
ชายชราในชุดดำระดับมหายุทธ์พลันพุ่งออกไป ข้ามผ่านท้องนภา หมายสังหารคนคลั่งดาบ
ทว่าคนคลั่งดาบกลับต่อสู้ต้านทานอย่างสุดกำลัง!
แต่ในพริบตา……ตัวคนพลันได้รับบาดเจ็บสาหัส
ทุกคนโดยรอบต่างสั่นสะท้าน รู้สึกสงสารเวทนาคนคลั่งดาบทันที
เหตุใดจึงต้องฝืนด้วย?
ทั้งที่รู้ว่าพวกเขาไร้เทียมทาน เหตุใดจึงยืนหยัดเพื่อหยุดยั้งพวกเขา?
“คุกเข่า!”
ชายชราในชุดดำตะโกนเสียงดัง ฝ่ามือสะบัดออก
คนคลั่งดาบยิ้มกว้าง ดวงตาเต็มไปด้วยความบ้าคลั่ง “ต่อให้ฆ่าข้า ก็ยังมีข้าอีกนับไม่ถ้วนในอนาคต!!”
ตูม!
ร่างของเขาลุกเป็นไฟ ก่อนพุ่งเข้าหาชายชราในชุดดำ
ต่อให้ตัวตาย เขาก็จะตายในการต่อสู้และตายไปพร้อมกับศัตรู!!
ร่องรอยของการดูถูกปรากฏที่มุมปากของชายชราในชุดดำ
การเคลื่อนไหวของเขาไม่แปรเปลี่ยน ทั่วร่างแผ่กลิ่นอายมหาวิถีออกทั่ว ทำให้ฝ่ามือนี้แข็งแกร่งขึ้นหลายเท่านัก!
ปัง!!!
อึดใจต่อมา คนคลั่งดาบกระเด็นกลับไป ทั่วร่างได้รับบาดเจ็บ โลหิตไหลออกมาราวน้ำตก หลังจากกระแทกกับพื้น ตัวคนไม่อาจลุกขึ้นได้อีก
ผู้ชมทั้งหมดตกอยู่ในความเงียบ
คนคลั่งดาบพ่ายแพ้ยับเยินขนาดนี้ มันเกินกว่าจะทนดูได้
ด้วยความปราชัยของคนคลั่งดาบ ทุกคนในตอนนี้ต่างตกตะลึงเป็นอย่างมากเช่นกัน นั่นทำให้ตัวตนวิถีเซียนบางส่วนที่คัดค้านการทำสัญญากับมารนอกแดนหัวใจสลาย ไม่กล้าที่จะพูดอะไร
“แบบนี้เล่า ยังจะกล้าลุกขึ้นมาอีกหรือไม่?”
ชายชราในชุดดำเย้ยหยัน สาวเท้าเข้ามาและคว้าคอของคนคลั่งดาบเอาไว้
แต่ในพริบตา มือขนาดใหญ่พลันเข้าบีบคอของชายชราในชุดดำเอาไว้!
ทันใดนั้น ชายชราพลันถูกยกขึ้นราวลูกไก่ตัวจ้อย
ใบหน้าของชายชราแดงก่ำ!
“ผู้ใดกัน!?”
เขาหันศีรษะไปมองด้วยสีหน้าหวาดหวั่น
ก่อนจะเห็นใบหน้าชายหนุ่มหล่อเหลา ดวงตาสงบลุ่มลึกราวกับท้องนภาที่เต็มไปด้วยดวงดาว
“เจ้า…”
ชายชราในชุดดำเอ่ยปากหมายจะพูดบางอย่าง
ทว่าลำคอกลับหักดังเป๊าะ ศีรษะเอียงพิงบ่าไหล่
พลังชีวิตและจิตวิญญาณแตกสลายกระเซ็นซ่าน!
“ใช้คนตัวใหญ่มารังแกคนตัวเล็ก แล้วยังมาทำปากเก่งแบบนั้นอีก ช่างเปล่าประโยชน์นัก”
ชายหนุ่มยกมือขึ้น ขว้างชายชราในชุดดำไปด้านหนึ่ง
จากนั้นเขาโน้มตัวลงมา ดึงคนคลั่งดาบลุกขึ้นจากพื้น กล่าวด้วยเสียงอ่อนโยนว่า
“ก่อนหน้านี้ ข้าให้ตระกูลทังกระจายข่าวออกไปแล้ว ว่าห้ามคนเช่นเจ้าเข้ามาปะปนด้วย เหตุใดจึงไม่เชื่อฟัง?”
คนคลั่งดาบจ้องมองคนตรงหน้าอย่างเหม่อลอย จากนั้นยิ้มกว้างแล้วกล่าวว่า “ใต้เท้าจอมราชัน……”
ผู้ชมตกตะลึง ทุกคนต่างตกอยู่ในความเงียบ
สายตาทุกคู่จับจ้องชายหนุ่มผู้ปรากฏตัวขึ้นกะทันหัน
ท้องนภาขณะนี้เจิดจ้าเสียจนแสบตา ทว่าชายหนุ่มสวมชุดคลุมสีเขียว ร่างสูงโปร่งโดดเด่นเป็นสง่าผู้นี้กลับไม่มีการเคลื่อนไหวใดบนร่างกาย
จู่ๆ ก็มีบุคคลปริศนาปรากฏตัวขึ้นแล้วหักคอยอดฝีมือระดับมหายุทธ์ดังเป๊าะ ก่อนจะดึงคนคลั่งดาบขึ้นจากพื้นราวกับไม่มีผู้อื่นอยู่แถวนั้น
ทุกอย่างเรียบง่ายคล้ายดั่งเดินเล่นในสวนหลังบ้านของตัวเอง
ราวกับไม่รู้ว่าสถานการณ์ในปัจจุบันน่ากลัวเพียงใด!
“เอาล่ะ เจ้าถอยได้แล้ว”
ซูอี้ตบบ่าของคนคลั่งดาบ
“ขอรับ!”
คนคลั่งดาบถอยออกมา
น้ำเสียงที่ไม่อาจปกปิดความตื่นเต้นพลันดังขึ้น “ใต้เท้าอนันตรัตติกาล นั่นท่านหรือ?”
เสียงนี้กระจายทั่วไปทั้งฟ้าดิน
ตูม!
ฝูงชนจำนวนมากทั่วบริเวณราวถูกฟ้าผ่าราวหม้อระเบิด ทำให้เกิดความโกลาหลอันมหึมา
“ใต้เท้าอนันตรัตติกาลหรือ? ขะ…เขามาจริงๆ ด้วย!!”
ใครบางคนพูดติดอ่างเนื่องจากกำลังตื่นเต้น
“ข้านึกอยู่แล้ว เมื่อใต้เท้าอนันตรัตติกาลกล่าวว่าจะมา เขาย่อมไม่ผิดสัญญาแน่!”
สีหน้าของใครบางคนเต็มไปด้วยความตื่นเต้น ดวงตาของพวกเขากำลังทอประกาย
“อย่างที่ข่าวลือว่าไว้เลย ใต้เท้าอนันตรัตติกาลเวียนวัฏกลับชาติมาเกิดในร่างที่อ่อนเยาว์นัก ใครเห็นก็ย่อมจำไม่ได้…”
ใครบางคนถอนหายใจ
ทันใดนั้น พื้นที่ที่หนาแน่นด้วยผู้คนพลันเกิดเสียงอึกทึกขึ้นมา
สายตาทุกคู่ต่างจับจ้องซูอี้
เฉกเช่นผู้มีจิตศรัทธาเดินทางไปแสวงบุญ!
ใครเล่าจะลืมเลือนนักดาบในตำนานผู้ปกครองหนึ่งยุคสมัย!
ใครเล่าจะลืมเลือนยอดฝีมือผู้เข่นฆ่ามารร้ายในดินแดนอื่นจนพวกมันไม่กล้ารุกราน?
ทุกการกระทำ ทุกตำนาน……ไม่ว่าจะผ่านไปกี่ปี ความทรงจำก็ไม่เคยถูกลบเลือนไปจากใจของผู้คน!
และตอนนี้เขาอยู่ที่นี่แล้ว……
เขาปรากฏตัวเพียงลำพัง อยู่ตรงหน้าบรรพตศักดิ์สิทธิ์จรดนภา เขาใช้เพียงฝ่ามือสังหารยอดฝีมือระดับมหายุทธ์ได้!!
ณ ขณะนี้ เกิดการสั่นสะเทือนทั่วบรรพตศักดิ์สิทธิ์จรดนภา!
ตลอดเส้นทางสัญจรขึ้นเขา ยอดฝีมือจากทุกขุมกำลังต่างหยุดการเคลื่อนไหว พากันมองร่างในชุดคลุมสีเขียวจากไกลๆ และเผยสีหน้าประหลาดใจออกมา
ตัวประกันที่ถูกขังไว้ในกรงล้วนดวงตาเบิกกว้าง สีหน้าเต็มไปด้วยความตื่นเต้น
“เขา… เขาถึงกับมา…”
กงอวี่สวินตกตะลึง มีสีหน้าประหลาดใจ
ยอดฝีมือนับพันที่ต่อต้านฉีเนี่ยก่อนหน้านี้ต่างแสดงความปีติยินดี
ข้างสระมรกตบนยอดเขา
ฉีเนี่ย เสวียนจ้ง หนานอู๋จิ้ว และผู้อาวุโสเก่าแก่ที่น่ากลัวในตอนนี้ต่างนั่งไม่ติดพื้น พากันผุดลุกยืน
ลี่โยวเสวี่ยผู้เป็นทูตสวรรค์ของเผ่ามารนอกแดนเองก็ผุดลุกขึ้นเช่นกัน ก่อนหันไปมองเป็นจุดเดียว
ผ่านไปชั่วครู่ ทั่วทั้งฟ้าดิน ทั้งบนเขาและที่ราบ ทั่วทุกสารทิศของแดนดิน สายตาทุกคู่… ล้วนจับจ้องไปที่คนคนเดียว!!
ซูอี้!
จอมราชันอนันตรัตติกาลผู้เวียนวัฏกลับชาติมาเกิด!
เขามาแล้ว!!
เกิดความโกลาหลในพื้นที่ ต่างคนต่างเดือดดาลด้วยความตื่นเต้น
การเคลื่อนไหวราวกับจะพลิกโลกได้
เมื่อเรื่องเล่ากลายเป็นเรื่องจริง เมื่อตำนานปรากฏแก่สายตา ความตกตะลึงและความตื่นเต้นได้แสดงออกผ่านสีหน้าของทุกคนอย่างชัดเจน!
ตัวตนที่เจิดจรัสคล้ายดั่งดวงอาทิตย์เช่นนี้ นับว่าหาตัวจับยาก มีเพียงหนึ่งไร้ซึ่งสอง!
ยามเผชิญหน้ากับสายตานับไม่ถ้วน รวมถึงความโกลาหลที่เดือดพล่าน ซูอี้อดที่จะรู้สึกเบื่อหน่ายไม่ได้
เขาในตอนนี้เทียบเท่ากับชาติที่แล้วในด้านพละกำลัง
แต่ในด้านบุญบารมีนั้น กลับด้อยกว่าชาติที่แล้วมาก
เช่นเดียวกับสถานการณ์นี้ รูปลักษณ์ของเขาและความรู้สึกที่เกิดขึ้น……ล้วนเป็นเพราะหวังเย่มีอิทธิพลต่อทั่วทั้งแดนเซียนมากเกินไป!
มันยิ่งใหญ่มากจนกระทั่งเวลาล่วงเลยไป สิ่งนี้ยังคงเป็นดั่งเรื่องเล่าไร้กาลเวลาที่ผู้คนจดจำได้ขึ้นใจ!
หลังจากนั้นน้ำเสียงเย็นชาพลันดังขึ้น
“จอมราชันอนันตรัตติกาลอันใดกัน? เขาตกตายไปตั้งแต่ก่อนยุคอวสานเซียนนานแล้ว! คนผู้นี้ที่อยู่ตรงหน้า คือคนนอกรีตที่ทวยเทพไม่ยอมรับ เขาคือหายนะอันดับหนึ่งในแดนเซียน!!”
ฉีเนี่ยพูด
เสียงของเขาดังกึกก้องเหมือนฟ้าร้อง สะกดเสียงที่ดังก้องในกลุ่มผู้ชม ทำให้สีหน้าของทุกคนเปลี่ยนไป
ตอนนี้บรรยากาศกลับมามืดมนและน่าหดหู่อีกครั้ง
แต่ครานี้ ซูอี้กลับก้าวทะลวงสุญญะ ร่างคนทะยานขึ้น และในพริบตา ชายหนุ่มก็มาถึงใต้ท้องนภาแล้ว!
เขาสวมชุดคลุม มือไพล่หลัง สายตาตรวจสอบบรรพตศักดิ์สิทธิ์จรดนภา ก่อนจะหันมองฉีเนี่ยแล้วกล่าวว่า “จะว่าไปแล้วเจ้าก็พูดถูก ในชาตินี้ นามของข้าคือซูอี้”
ขณะกล่าวเช่นนั้น เขาก็ชี้ไปยังบรรพตศักดิ์สิทธิ์จรดนภาไกลออกไป “และข้ามาที่นี่ เพื่อฆ่าศัตรูและคลายความคับข้องใจด้วยการเหยียบย่ำที่นี่ ไม่เช่นนั้นข้าจะไม่ยอมเลิกรา!”
น้ำเสียงเฉยชานี้ดังขึ้น ทำให้ผู้ชมสั่นสะท้าน
มาเพียงหนึ่ง ทว่าหมายเหยียบย่ำที่นี่เพื่อยุติความคับข้องใจทั้งหมด!!
ความหยิ่งยโสเช่นนี้ หากค้นหาทั่วทั้งฟ้าดินในแดนเซียนแล้ว ใครเล่าจะเทียบเคียงได้?
แต่ฉีเนี่ยกลับมองท้องนภาแล้วหัวเราะเสียงดังและกล่าวว่า “พูดจาอวดดีนัก! ต่อให้เจ้าจะอยู่จุดสูงสุดของชาติที่แล้ว แต่วันนี้เจ้าจะต้องจบสิ้น!”
ใกล้เขา ผู้นำนิกายและผู้อาวุโสเก่าแก่เหล่านั้นล้วนหัวเราะออกมา
สายตาเผยความนึกสนุก
สถานการณ์ในวันนี้ เหมือนดั่งตาข่ายฟ้ากางออกไม่มีใครสามารถรอดจากทวยเทพไปได้!
“เลิกพูดจาเหลวไหลได้แล้ว”
ซูอี้หยิบไหสุราออกมา ยกขึ้นจิบ และมองตัวประกันที่ถูกขังอยู่บนเขาพร้อมกล่าวว่า “ปล่อยพวกเขาไปก่อน”
ฉีเนี่ยอดที่จะหัวเราะไม่ได้และกล่าวว่า “พวกเขาคือคนบาปของลัทธิไร้มลทิน พวกมันมีชะตาที่ต้องถูกฆ่าดั่งแพะแกะในวันนี้ เจ้ามีคุณสมบัติใดจึงมาสั่งให้ปล่อยตัวได้?”
ซูอี้เก็บไหสุรา ดวงตาลุ่มลึกและคมกริบคู่นั้นพลันเผยความดุร้าย เขากล่าวว่า “นามของข้าคือซูอี้ ข้าเกลียดการทำร้ายผู้บริสุทธิ์เป็นที่สุด แต่หากเจ้ายืนกรานที่จะใช้ลูกไม้ตื้นๆ เช่นนี้เพื่อทำให้ข้ากังวลล่ะก็ เช่นนั้นก็อย่าโทษข้าที่เสียมารยาท”
ฉีเนี่ยถามช้าๆ ว่า “ถ้าเช่นนั้น ทำตัวเสียมารยาทเสียที่ว่ามันเป็นอย่างไรหรือ?”
ซูอี้ตอบด้วยน้ำเสียงสงบว่า “หลังจากเหยียบย่ำสถานที่แห่งนี้ ข้าก็จะไปเหยียบย่ำสำนักและนิกายของเจ้า สังหารญาติสนิทมิตรสหายของเจ้าทั้งหมด กำจัดให้สิ้นซากไม่ให้เหลือ เป็นอย่างไร?”
ฉีเนี่ยอดที่จะหัวเราะอีกครั้งไม่ได้ “เจ้าไม่คิดว่าการคนที่กำลังจะตายมาขู่แบบนี้มันไม่ตลกไปหน่อยหรือ?”
ซูอี้กล่าวว่า “แต่ถ้าสุดท้ายข้าเป็นคนชนะขึ้นมาเล่า? จนกว่าจะถึงที่สุด ใครในโลกหล้าใบนี้จะกล้าตัดสินบทสรุปกัน?”
เขาชำเลืองมองยอดฝีมือบนยอดเขา “พวกเจ้าไม่คิดถึงตัวเอง ไม่คิดถึงศิษย์ สมาชิกตระกูล คนรัก และสหายบ้างเลยหรือ?”
คำพูดธรรมดาและราบเรียบดังก้องในสายลม
บนบรรพตศักดิ์สิทธิ์จรดนภา หลายคนมองหน้ากัน ต่างคนต่างเผยสีหน้าไม่สบายใจ
หากเป็นภัยคุกคามของผู้อื่น พวกเขาย่อมไม่ใส่ใจ
แต่หากเป็นซูอี้ พวกเขาก็อดที่จะคิดถึงผลลัพธ์สุดท้ายไม่ได้!
ผู้ใดบ้างจะมีชีวิตอยู่ได้โดยไม่มีญาติสนิทมิตรสหาย?
ยิ่งครอบครัวใหญ่ ยิ่งกิจการใหญ่โต ความกังวลของผู้คนก็ยิ่งมากตามไปด้วย!!
มีน้อยคนนักในโลกหล้านี้ที่สามารถแสดงความเหี้ยมโหดได้อย่างแท้จริง
บรรยากาศอึมครึมน่าหดหูยากจะหายใจ
ทุกคนรออย่างวิตก
ขณะที่ท่วงท่าอันทรงพลังของซูอี้ ทำให้ผู้คนมากมายต่างอ้าปากค้างยากหุบลง
“เซวี่ยเซียวจื่อน่าจะบอกเจ้าแล้วว่าข้าไม่เคยกลัวการข่มขู่ใด ส่วนเจ้าจะเลือกแบบไหนก็อยู่ที่ตัวเจ้าเองแล้ว” ซูอี้กล่าวอย่างสงบ
ข่มขู่หรือ?
ใช้ประโยชน์จากผู้อื่นหรือ?
ไม่มีผลแต่อย่างใดสำหรับเขา
สีหน้าของฉีเนี่ยสั่นไหวไปชั่วขณะ
“ก็แค่เสียงเห่าหอนของคนที่กำลังจะตาย เหตุใดจึงต้องสนใจด้วย?”
ทูตสวรรค์เยว่ไป่ถามเสียงเย็น เขาไม่อาจทนได้อีกต่อไป ยามฉีเนี่ยเผชิญหน้ากับซูอี้ เขารู้สึกว่ากลิ่นอายของอีกฝ่ายได้เผยสัญญาที่จะถูกสะกดออกมา!
ซูอี้พลันชำเลืองมองคนผู้นี้และถามอย่างราบเรียบว่า “ไม่นานมานี้ ข้าฆ่าทูตสวรรค์นามจันเหิงในตระกูลทังมาแล้ว เจ้าอยากทำพลาดซ้ำเหมือนกับเขาหรือ?”
สีหน้าของเย่วไป่พลันกลายเป็นน่าเกลียดขึ้นมา เขารู้เรื่องนี้มาได้พักหนึ่งแล้ว ทั้งเขาและจันเหิงคือทูตสวรรค์ที่รับใช้บุตรแห่งสวรรค์ฝูเทียนอี
เมื่อถูกซูอี้มาข่มขู่เช่นนี้ เขาจะเมินเฉยได้อย่างไร?
ลี่โยวเสวี่ยผู้เป็นทูตสวรรค์ของเผ่ามารนอกแดนอดที่จะขมวดคิ้วไม่ได้แล้วกล่าวว่า “ทุกท่าน อย่าไปฟังคำพูดจาเหลวไหลของเขา จากสถานการณ์ในวันนี้ เขาต้องตายตกแน่นอน! ดังนั้นพวกเราไม่จำเป็นต้องส่งตัวประกันเหล่านั้นไป!”
“คนของเผ่ามารไร้ลักษณ์นี่เอง”
ซูอี้เห็นจุดกำเนิดของหญิงสาวผู้นี้ตั้งแต่แรก เขากล่าวอย่างแผ่วเบาว่า “ในตอนนั้นข้าสามารถผจญศึกในต่างแดนด้วยหนึ่งดาบเพียงลำพังได้ ทำให้เผ่ามารทั้งเก้านองเลือด เกิดการสูญเสียใหญ่หลวง จงเชื่อเถิดว่าหากข้ารอดในครั้งนี้ไปได้ ในอนาคตข้าจะไปนอกแดนอีกครา และครานี้เจ้าอยากรู้หรือไม่ว่าจะมีมารล้มตายมากเพียงใด?”
ใบหน้าของลี่โยวเสวี่ยมืดมน เต็มไปด้วยความเกรี้ยวกราด
วาจานี้จี้ใจดำ!
สำหรับมารนอกแดนอย่างพวกนางแล้ว นั่นคือประสบการณ์นองเลือดจนเหมือนฝันร้าย ต่อให้ผ่านมานานแสนนาน ก็ไม่มีใครสามารถลืมเลือนได้!
หลังจากการศึกอันน่าเศร้าและนองเลือดครั้งนั้น ทุกคนในเผ่ามารนอกแดนต่างมองว่าหวังเย่เป็น ‘ทรราช’ !
เมื่อได้เห็นฉากนี้ ทุกคนในกลุ่มผู้ชมก็ตัวสั่น
ท่วงท่าของซูอี้น่าประทับใจนัก!
แข็งแกร่งเกินไป!
มากอำนาจเกินไป!
พูดจาไม่กลัวเกรง มากอิสระเสรี ไล่กำราบศัตรูสิ้น!
บทที่ 1,892 ส่งเดินทาง
ทูตสวรรค์เยว่ไป่เงียบงัน
เช่นเดียวกับทูตสวรรค์ของเผ่ามารนอกแดนที่ไร้วาจาใดกล่าวตอบโต้
ขณะที่ยอดฝีมือทั้งหมดในบรรพตศักดิ์สิทธิ์จรดนภาต่างตกอยู่ในห้วงครุ่นคิด
หากซูอี้ตาย คำขู่ที่ว่าก็จะถือเป็นเรื่องตลกอย่างไม่ต้องสงสัย
แต่ถ้าหาก… เขารอดล่ะ?
นี่คือสิ่งที่ทุกคนกังวล!
ภายใต้ท้องนภา
ซูอี้ลุกขึ้นจากความว่างเปล่า สะบัดแขนเสื้อ
แม้จะตัวคนเดียวแต่กลับทรงอำนาจ ใครเล่าจะเทียบเคียงได้!
ความเย่อหยิ่งของเขาทำให้ทุกคนที่ชมอยู่สั่นสะท้าน พวกเขาได้เห็นพฤติกรรมดูถูกเหยียดหยามและควมหยิ่งยโสของจอมราชันอนันตรัตติกาลเต็มสองตา!
บรรยากาศโดยรอบกดดันหมองหม่น
ฉีเนี่ยเจ้าลัทธิไร้มลทินพลันแผดเสียงหัวเราะคิกคักออกมา กล่าวอย่างมีอารมณ์ว่า “อย่างที่อาจารย์คาดเอาไว้ หวังเย่เจ้ามันเลือดเย็นเห็นแก่ตัว ต่อให้ญาติและมิตรสหายตกอยู่ในปัญหาก็ไร้ซึ่งความกังวล!”
“โชคดี สิ่งที่พวกข้าต้องการกำจัดคือหายนะที่ใหญ่ที่สุดในแดนเซียน และเมื่อเจ้าอยู่ที่นี่ เรื่องที่จะฆ่าคนบาปเหล่านี้……ไว้ค่อยจัดการก็แล้วกัน!”
ขณะกล่าว เขาสะบัดมือ “นำคนบาปเหล่านั้นลงมา!”
“ขอรับ!”
กลุ่มยอดฝีมือเดินออกมาตรงกลางเขาโดยนำกรงและตัวประกันทั้งหมดจากสนามเต๋าลงมาด้วย
เมื่อได้เป็นสักขีพยานฉากนี้ ทุกคน ณ ที่นี้ต่างตกตะลึง ด้วยใครเล่าจะไม่เข้าใจว่าเมื่อเผชิญหน้ากับคำประกาศอันหนักแน่นของซูอี้ ฉีเนี่ยจะไม่ยอมถอยได้อย่างไร?
“และพวกเขาด้วย”
ซูอี้ยกมือขึ้นชี้ไปยังยอดฝีมือนับพันผู้ถูกสะกดไว้ตรงหน้าฉีเนี่ย
“ได้คืบจะเอาศอก!”
เสวียนจ้งผู้เป็นเจ้าลัทธิกำเนิดเอกภพตะโกนเสียงเย็นชา
ท่าทีคุกคามของซูอี้ทำให้พวกเขาทุกคนไม่สบายใจ ไม่อาจสะกดสีหน้าเอาไว้ได้
ขณะที่ผู้อาวุโสบางส่วนต่างเดือดดาลจนเผยจิตสังหาร พวกเขาหวังว่าตัวเองจะสามารถทำอะไรได้ เพื่อทำให้ซูอี้กลัวจนตาย
แต่ซูอี้กลับกล่าวอย่างแผ่วเบาว่า “ฟังให้ดี นี่เป็นการทิ้งหนทางรอดแก่สมาชิกตระกูล ศิษย์ ญาติสนิท และมิตรสหายของพวกเจ้าให้มีโอกาสรอด ส่วนพวกเจ้าจะยินยอมหรือไม่ ก็อยู่ที่การตัดสินใจของพวกเจ้าเอง”
ฉีเนี่ยพลันสูดหายใจเข้า ก่อนกล่าวด้วยสีหน้าผึ่งผายว่า “ทุกท่าน เรื่องเล็กน้อยเช่นนั้นอย่าไปสนใจมากจนเกินไปเลย ในเมื่อพวกเรากำลังจะสร้างศาลเซียนขึ้นใหม่ พวกเราจึงควรร่วมกันช่วยแดนเซียน… และอย่าปล่อยให้ซูอี้ผู้นี้มาดูถูกพวกเราได้”
ขณะพูด เขาสะบัดมือ “ปล่อยคนพวกนั้นไป!”
“ขอรับ!”
ผู้คนที่ถูกสะกดไว้นับพันต่างได้รับอิสรภาพกลับคืนมา หลังออกจากบรรพตศักดิ์สิทธิ์จรดนภาแล้ว ผู้คนนับพันต่างคารวะซูอี้ทีละคน
“ขอบคุณใต้เท้าอนันตรัตติกาล!”
“ขอบคุณใต้เท้าอนันตรัตติกาล!”
“ยอดเยี่ยม ยอดเยี่ยมนัก หากมีใต้เท้าอนันตรัตติกาลอยู่ที่นี่ ภูตผีปิศาจเหล่านั้นที่ต้องการยกด่านสวรรค์สิบหกทวีปจะต้องพินาศแน่!!”
… ทุกคนต่างตื่นเต้นยินดี ดวงตาทอประกาย ผู้อาวุโสบางส่วนดวงตาแดงก่ำ น้ำตาไหลอาบ
หลี่เช่อหู่ ผู้พิทักษ์ปกปักรักษาด่านสวรรค์ชั้นหกคุกเข่าลงข้างหนึ่งท่ามกลางความว่างเปล่า คำนับให้กับซูอี้ “ใต้เท้าอนันต-รัตติกาล โปรดนำความยุติธรรมมาสู่ปุถุชนคนทั่วหล้าด้วย โปรดนำแดนเซียนไปสู่อนาคตที่สดใส! ข้าน้อยหลี่เช่อหู่ เต็มใจบุกน้ำลุยไฟในครั้งนี้ ต่อให้ตายก็ยอม!”
เสียงนี้สั่นสะเทือนไปทั้งสี่ทิศ
โลหิตของผู้คนจำนวนมากเดือดพล่านเมื่อได้ยิน
ทว่าซูอี้กลับชำเลืองมองทุกคนและกล่าวว่า “กลับไปก่อน ข้ามาที่นี่ในวันนี้ ไม่ได้ต้องการให้พวกเจ้ามาตายตก ณ ที่นี้”
“ขอรับ!”
ทุกคนต่างถอยกลับ
หลังจากนั้น ซูอี้พลันหันมองรอบข้างไปยังคนนับหมื่นใกล้บรรพตศักดิ์สิทธิ์จรดนภา ก่อนจะยิ้มแล้วกล่าวว่า “พวกเจ้าเองก็ถอยด้วย ยิ่งไกลเท่าไหร่ยิ่งดี อย่างน้อยเวลาที่ข้าลงมือ จะได้ไม่ส่งผลกระทบกับพวกเจ้า”
น้ำเสียงราบเรียบ
แต่การเตือนเช่นนี้จับใจผู้คนในที่นี้เป็นอย่างยิ่ง
การทำประโยชน์แก่โลกหล้าเป็นอย่างไร?
การเปิดใจเป็นอย่างไร?
มันเป็นเช่นนี้เอง!
แบบแผนและความยิ่งใหญ่ของผู้พูดถูกเปิดเผยออกมาอย่างชัดเจน!
คนอย่างเจ้าลัทธิฉีเนี่ย ยามเขาประกาศด้วยความใจกว้างก่อนหน้านี้ ทั้งยังพูดเน้นย้ำหลายครั้งหลายครา แต่เมื่อเทียบความยิ่งใหญ่และแบบแผนแล้ว ไม่อาจเทียบกับซูอี้ได้เลย!
“เจ้าเล่ห์นัก!”
เสวียนจ้งกล่าวว่า “หากซูอี้ผู้นี้มีความเมตตาจริงแท้ เช่นนั้นก็จงฆ่าตัวตายด้วยการปาดคอเสีย เพราะนั่นเท่ากับเป็นการขจัดหายนะใหญ่หลวงที่สุดต่อปุถุชนในแดนเซียน!”
คำพูดนี้ฟังดูรุนแรงอย่างยิ่ง
ทว่าซูอี้กลับเมินเฉย เขาก้าวเข้าไปในความว่างเปล่า ก่อนปรากฏตัวบนบรรพตศักดิ์สิทธิ์จรดนภา “ข้ารู้ว่าเจ้ากำลังรออยู่นานแล้ว ไม่จำเป็นต้องพูดจาเหลวไหลอีก ลงมือได้เลย!”
เมื่อเสียงดังก้องกังวาน แขนเสื้อของเขาโบกสะบัด ทั่วร่างพลันเต็มไปด้วยภาวะดาบ กลิ่นอายกลายเป็นเกรี้ยวกราดอวดดีราวกับยอดดาบไร้เทียมทาน ส่องแสงเจิดจ้าทะลวงเก้าสวรรค์สิบดินแดน
สีสันของโลกหล้าพลันเปลี่ยนไป
สุญญะรอบด้านสั่นสะเทือน
ผู้ชมที่อยู่ไกลออกไปล้วนกลั้นหายใจ
ทุกคนต่างรู้ดีว่างานเลี้ยงลูกท้อในวันนี้ หากซูอี้ตายขึ้นมา สถานการณ์ในแดนเซียนจะเปลี่ยนไป เป็นการเปลี่ยนแปลงที่สะเทือนฟ้าดินจนมันพลิกกลับตาลปัตร!
ถึงตอนนั้น ด่านสวรรค์สิบหกทวีปจะถูกยกให้กับมารนอกแดน ระเบียบของโลกจะถูกปกครองโดยขุมกำลังยักษ์ใหญ่จากแดนเซียนเหล่านั้น!
ทว่าหากซูอี้ชนะ
ทุกสิ่งจะตรงข้ามอย่างสิ้นเชิง แม้กระทั่งแดนเซียนทั่วหล้ายังมีโอกาสฟื้นคืนความเฟื่องฟูในยุคสมัยก่อนหน้ายุคอวสานเซียนขึ้นอีกครา!
จุดจบสองทาง คือแนวโน้มที่แตกต่างกันที่แดนเซียนอาจลงเอยในวันข้างหน้า!
“เหอะ!”
เจ้าลัทธิกำเนิดเอกภพเผยรอยยิ้มนึกสนุก “ก่อนจะเริ่มศึก พวกข้าได้เตรียมอาหารเรียกน้ำย่อยไว้ให้เจ้าแล้ว แต่ข้าไม่รู้ว่าเจ้าจะทนรับไหวหรือไม่!”
เมื่อเสียงนี้ดังก้อง ตรงกลางบรรพตศักดิ์สิทธิ์จรดนภา พลันมีกลุ่มคนปรากฏขึ้น
มีผู้คนนับร้อย
ทั้งชายหญิงเด็กแก่ พวกเขาไร้ชีวิตชีวา สายตาว่างเปล่า
“นี่มัน ราชันวิถีมังกรดำจากตลาดมังกรดำนี่ มีข่าวลือว่าเขาตายตกในช่วงต้นของยุคอวสานเซียนแล้วไม่ใช่หรือ?”
“ฟางเจี่ยจากเผ่าภูตปี้อั้นนี่! เขา… เขายังมีชีวิตอยู่อีกหรือ?”
“นั่นมันผู้อาวุโสลำดับสามของตำหนักอนันตรัตติกาล ผู้อาวุโสเซวี่ยเต้าอวิ๋น!! ในยุคอวสานเซียน ปีศาจจากนอกด่านรุกรานแดนเซียน คนบางส่วนได้เห็นกับตาว่าผู้อาวุโสเซวี่ยเต้าอวิ๋นตายในการศึก แต่… เขากลับยังมีชีวิตอยู่ได้อย่างไร?”
เมื่อยอดฝีมือนับร้อยที่ปกคลุมด้วยกลิ่นอายแห่งความตายปรากฏขึ้น ทั่วพื้นที่ก็ตกตะลึงทันที เกิดความโกลาหลขึ้น
ถึงแม้ตัวตนของผู้คนนับร้อยจะแตกต่างออกไป ทว่าพวกเขาล้วนเป็นตัวตนยิ่งใหญ่ในแดนเซียนที่ตายเมื่อนานมาแล้ว
แต่ตอนนี้ พวกเขากลับยังมีชีวิต!
พวกเขาหลายคนล้วนเหมือนดั่งเซวี่ยเต้าอวิ๋นและฟางเจี่ย คือมีชื่อเสียงและรู้จักใต้เท้าจอมราชันไม่ทางใดก็ทางหนึ่ง!
เมื่อเห็นร่างอันคุ้นเคยเหล่านี้ ซูอี้ก็พลันขมวดคิ้ว สายตากลายเย็นชาขึ้นทันที
ร่างเหล่านี้คือสหายเก่าแก่ คือลูกน้องของเขา!
แต่ตอนนี้ ผู้คนเหล่านี้ต่างถูกหล่อหลอมเป็นหุ่นเชิด ไม่ใช่มนุษย์และภูตผี ไม่อาจฟื้นคืนได้ตลอดกาล!
นี่ต้องเป็นฝีมือของเจียงไท่เออผู้เป็นศัตรูในชาติภพก่อนเป็นแน่!
ตาแก่ผู้นี้เก่งเรื่องวิถีหุ่นเชิดเป็นที่สุด!
“เหตุใดเจียงไท่เออจึงไม่อยู่ที่นี่เล่า?”
สายตาของซูอี้เฉยชา พลางมองเสวียนจ้งผู้เป็นเจ้าลัทธิกำเนิดเอกภพอย่างเย็นชา
เสวียนจ้งยิ้มแล้วตอบว่า “บรรพชนกำลังเก็บตน ไม่มีเวลามาสนใจเจ้าหรอก แต่พอได้ยินว่าเจ้าจะมางานเลี้ยงในวันนี้ ท่านจึงได้เตรียมของขวัญชิ้นใหญ่เอาไว้ให้!”
ซูอี้กล่าวว่า “ในเมื่อเจ้ายังมีชีวิตอยู่ เช่นนั้นจงส่งข้อความหาเขา บอกว่าหลังจากวันนี้ไป ข้าจะกำจัดลัทธิกำเนิดเอกภพอย่างแน่นอน จงมีชีวิตอยู่รอข้าด้วย อย่าเพิ่งรีบตายเสียก่อน”
คำพูดเรื่อยเปื่อยเช่นนั้น เย็นเยือกดั่งน้ำแข็งพันปี ทำให้ผู้คนหนาวสะท้าน
ขณะที่เสวียนจ้งอดที่จะหัวเราะออกมาไม่ได้ “นี่แค่อาหารเรียกน้ำย่อย เพียงเท่านี้เจ้าก็โกรธแล้วหรือ? แบบนี้คงทนไม่ไหวเป็นแน่!”
ขณะกล่าว เขาพลันถ่ายทอดประกาศ ออกคำสั่งว่า “ลงมือ!”
เสียงสั่นสะเทือนลั่นโลกหล้าพลันดังขึ้น……
ตูม!
หุ่นเชิดศพนับร้อยลงมือพร้อมกัน แผ่ปราณแห่งความตายมหาศาลทั่วทั้งกาย และเข้าล้อมสังหารซูอี้
โดยเฉพาะเซวี่ยเต้าอวิ๋นและฟางเจี่ย ผู้เคยอยู่ระดับมหายุทธ์ในตอนที่ยังมีชีวิต แม้ว่าจะถูกหลอมกลายเป็นหุ่นเชิดศพแล้ว แต่พลังที่ถูกปล่อยออกมา นับว่าสูงล้ำกว่ามหาเซียนนัก
สายตาของซูอี้ซับซ้อน เขาลอบถอนหายใจ ไม่ลังเลอีกต่อไป
แขนเสื้อปลิวไสว นิ้วขนานกัน
หลังจากนั้น บุปผาสุดวิถีนับไม่ถ้วนพลันปรากฏขึ้นในฟ้าดิน ดูงดงามราวภาพฝัน ก่อเกิดเส้นทางที่นำไปสู่ความมืดไร้ที่สิ้นสุด
โลกพลันมืดมิด
หลังจากบุปผาสุดวิถีโปรยปราย หุ่นเชิดศพนับร้อย ยังไม่ทันแม้แต่เข้าใกล้ ต่างถูกโอบล้อมเอาไว้ ร่างกายถูกเผาไหม้ทีละร่าง
กลุ่มควันสีน้ำเงินพวยพุ่ง ใบหน้าอันคุ้นเคยนับร้อยแตกสลายมลายไปบนหนทางสุดวิถี กลายเป็นร่างจิตวิญญาณเปลือยเปล่า
พวกเขาเหมือนดั่งภูตผีหลงทางที่ถูกบุปผาสุดวิถีมุ่งสู่ความมืดไร้ที่สิ้นสุด
จนกระทั่งถึงช่วงเวลาที่กำลังจะหายไป พวกเขาคล้ายกับได้สติ จึงหันหลังกลับมา มองซูอี้ผู้อยู่ไกลออกไป
พวกเขาล้วนเผยความโล่งอก วางใจ และแสดงรอยยิ้มขอบคุณออกมา
จากนั้นพวกเขาทั้งหมดก็หายไป
“ขอให้โชคดี”
ซูอี้หยิบไหสุราออกมาเทคว่ำ ปล่อยให้สุราไหลลงสู่สุญญะ
สหายและลูกน้องเก่าแก่เหล่านั้น รากฐานการฝึกฝนในชาติที่แล้วของพวกเขาด้อยกว่าตัวตนจริงๆ มากนัก แต่พวกเขาแต่ละคนล้วนมีความทรงจำในชาติที่แล้ว
การได้ปลดปล่อยพวกเขา……การได้ส่งพวกเขากลับไป……นอกจากจะทำให้ซูอี้รู้สึกเศร้าและโกรธแล้ว ยังเกิดความรู้สึกสูญเสียอันยากบรรยายอีกด้วย
การกล่าวลาในครั้งนี้เหมือนกับการกล่าวลาตัวตนเดิมของตัวเองไป!
บุปผาสุดวิถีจางหาย เส้นทางแห่งความมืดอันไร้ที่สิ้นสุดค่อยๆ เลือนไปจนเหลือเพียงสุญญะ
ผู้ชมต่างตกตะลึงเป็นอย่างยิ่ง
เพียงสะบัดแขนเสื้อ หุ่นเชิดศพนับร้อยก็หายไปในอากาศธาตุ!!
อำนาจร้ายกาจระดับนี้ทำให้ผู้คนนับไม่ถ้วนประหลาดใจ
ตรงจุดที่ร่างของหุ่นเชิดศพเหล่านั้นสลายหายไประหว่างฟ้าดิน ธงค่ายกลสีดำจำนวนหนึ่งถูกทิ้งเอาไว้
ธงค่ายกลยาวสามจั้ง ผืนธงเป็นสีดำ ปกคลุมไปด้วยลวดลายวิถีที่แปลกประหลาดลึกลับนับไม่ถ้วน
ดวงตาของซูอี้พลันหรี่ลง
ตูม!!
ธงค่ายกลสีดำทั้งหนึ่งร้อยแปดผืนพลันโบกสะบัด ทะยานขึ้นท้องนภา ธงพัดโบกก่อพลังต้องห้ามไร้ที่สิ้นสุดทะยานขึ้นท้องนภา!
โลกใบนี้พลันเปลี่ยนจากกลางวันเป็นกลางคืน
มันช่างมืดมิด
ราวกับราตรีนิรันดร์!
บรรยากาศต้องห้ามลึกลับน่าสะพรึงปกคลุมความว่างเปล่า กีดกันโลกหล้านี้ออกจากภายนอก!
ผู้ชมที่เฝ้าดูการต่อสู้จากไกลๆ ล้วนหวาดกลัว พวกเขาแทบหายใจไม่ออก ค่ายกลต้องห้ามได้ตัดขาดฟ้าดิน ระเบียบ และกฎเกณฑ์อันมีแต่ดั้งเดิมออกไป!!
นับว่าน่ากลัว จิตวิญญาณผู้คนสั่นไหวแม้มองจากไกลๆ ราวกับได้ตกลงไปในห้วงลึก!
ส่วนทุกคนบนบรรพตศักดิ์สิทธิ์จรดนภากลับโล่งอก
พลังต้องห้ามอันน่าสะพรึงที่สามารถบดบังกฎเกณฑ์วิถีเซียนไพ่ตายที่พวกเขาเตรียมไว้จัดการกับซูอี้ในครานี้โดยเฉพาะ!
“พลังต้องห้ามหรือ?”
สายตาของซูอี้เผยแววเหยียดหยัน
ชายหนุ่มเอามือไพล่หลัง ไม่รีบลงมือ มองฉีเนี่ยบนยอดบรรพต แล้วกล่าวว่า “แค่นี้ยังไม่มากพอหรอกนะ มีไพ่ตายอันใดเหลืออีก……จงเอาออกมาให้หมด!”
“อยากตายขนาดนั้นเชียวหรือ?”
ฉีเนี่ยหัวเราะเสียงดัง “ผู้อาวุโส ศัตรูอยู่ในโกศแล้ว โปรดทำการลงมือ จัดการสุนัขตัวนี้ด้วย!”
บทที่ 1,893 แบ่งแยกเป็นตายในพริบตา
เมื่อสิ้นเสียงของฉีเนี่ย
ตัวตนร้ายกาจกลุ่มหนึ่งพลันทะยานขึ้นบนบรรพตศักดิ์สิทธิ์จรดนภา
พวกเขาแต่ละคนล้วนเปี่ยมด้วยปราณอันน่าสะพรึงกลัวของยอดฝีมือระดับแกนรวมศูนย์อย่างไร้ปิดบัง
ทั้งหมดมีถึงแปดสิบเอ็ดคน!
เปรี้ยง!
โลกหล้าพลันมืดมิดปั่นป่วน บรรพตลำธารสั่นสะท้าน
ยอดฝีมือระดับแกนรวมศูนย์ทั้งแปดสิบเอ็ดรวมตัว เพียงอำนาจที่แผ่จากกายก็ชวนให้ผู้ชมจากที่ไกลๆ หนังศีรษะชาวาบ หนาวเยือกไปทั่วทั้งกายใจ
ตัวตนมหาอำนาจขอบเขตมหาศาลมากมายเพียงนี้มาจากหนใดกัน?
หรือตัวตนอาวุโสซึ่งหลบเลี่ยง ‘หายนะเทพ’ มาแสนนานต่างออกมากันหมดแล้ว?
น่าสะท้านใจอย่างแท้จริง!
ตัวตนระดับแกนรวมศูนย์ทั้งแปดสิบเอ็ดนี้ล้วนเปี่ยมด้วยรัศมียิ่งใหญ่แห่งมหาวิถี ถือสมบัติอันเรืองรอง จิตสังหารพลุ่งพล่าน ทันทีที่ปรากฏพวกเขาก็จัดกระบวนค่ายศึกอันมโหฬารล้อมซูอี้ไว้อย่างแน่นหนาทันใด
“ในยุคอวสานเซียน หายนะเทพปรากฏ ข้าและตัวตนอาวุโสจากขุมกำลังหลักวิถีเซียนจำต้องหลบซ่อนจากโลกหล้า ผ่านไปเนิ่นนาน ใครเล่าจะจดจำวีรกรรมเกียรติภูมิของพวกเขาได้?”
ฉีเนี่ยรำพึง น้ำเสียงของเขาสนั่นลั่น “ยามนี้ พวกเขามารวมตัวกัน ใช้ค่ายกลเทพกาฬราตรีนภาเวิ้งว้างสกัดกั้นอำนาจหายนะเทพ ในที่สุดจึงสบโอกาสสำแดงอำนาจยิ่งใหญ่ เจ้า ซูอี้ควรรู้สึกเป็นเกียรตินะ!”
ว่าแล้ว เขาก็กล่าวกับซูอี้จากไกลๆ ด้วยรอยยิ้ม “เจ้าคิดเช่นไรเล่า?”
เจ้าลัทธิอื่นๆ ต่างก็คลี่ยิ้ม มองซูอี้ราวมองคนตาย!
ในเมื่อพวกเขากล้าร่วมมือกันจัดงานเลี้ยงลูกท้อขึ้น มีหรือจะไม่เตรียมตัวมาพรั่งพร้อม?
จริงอยู่ว่าหากเกิดสงคราม ผู้นำสำนักลัทธิทั้งหลายนี้หาใช่คู่มือซูอี้ไม่
ทว่าวันนี้ที่นี่ พวกเขาไม่จำเป็นต้องต่อสู้เอง เพียงมองการแสดงดีๆ จากที่ไกลๆ เท่านั้น!
“แค่นี้หรือ?”
สายตาของซูอี้กวาดมองเหล่าตัวตนระดับแกนรวมศูนย์ตรงหน้า สีหน้าไม่อาจซ่อนความผิดหวังไว้ได้
ทุกคน “……”
นั่นยังไม่พออีกหรือ!?
ใบหน้าของทั้งแปดสิบเอ็ดตัวตนระดับแกนรวมศูนย์ต่างเย็นเยือก การถูกลบหลู่ศักดิ์ศรีอย่างร้ายกาจเช่นนี้ทำให้จิตสังหารพลุ่งพล่านเตรียมลงมือ
ฉีเนี่ยเองก็อดยิ้มขำมิได้ “ซูอี้ อย่าเสแสร้งเลย! คิดจริงๆ หรือว่าข้าอ่านเจ้าไม่ขาด? เมื่อไม่กี่เดือนก่อน เจ้าเป็นเพียงมหาเซียนเท่านั้น ต่อให้ท้าทายสวรรค์เช่นไร อย่างมากเจ้าก็ต่อกรกับตัวตนระดับแกนรวมศูนย์ได้เท่านั้นแหละ!”
“และยามนี้ ผู้อาวุโสระดับแกนรวมศูนย์ทั้งแปดสิบเอ็ดคนร่วมมือกัน เจ้าย่อมตายแน่!”
คนอื่นๆ เองก็พยักหน้า
ไร้ผู้ใดกล้าประเมินร่างเวียนวัฏของจอมราชันอนันตรัตติกาลต่ำ
ไม่กี่เดือนก่อน พวกเขาขุมกำลังเซียนยักษ์ได้ทุ่มสุดกำลังสืบเสาะเบาะแสทั้งหมดเกี่ยวกับความแข็งแกร่งของซูอี้ และเตรียมการมาอย่างพรั่งพร้อมแล้ว
ในสายตาพวกเขา ซูอี้กำลังพูดข่มเพียงเท่านั้น!
“น่าเบื่อ!”
ซูอี้ส่ายหัวอยู่ชั่วขณะ “หากสุดท้ายมีไพ่ตายแค่นี้ งานเลี้ยงลูกท้อครานี้ถือว่าทำข้าผิดหวังไม่น้อย”
ทุกคนล้วนผงะ
เกือบสงสัยว่าตนหูฝาด!
ฉีเนี่ยแสยะยิ้ม “รอดชีวิตให้ได้ก่อนค่อยคุยโอ่ก็มิสายนะ!”
ซูอี้แค่นเสียงหึ เขาคร้านเกินกว่าจะพูดพร่ำไร้สาระ
ชายหนุ่มเมินยอดฝีมือระดับแกนรวมศูนย์ทั้งแปดสิบเอ็ดรอบกาย และเดินตรงไปยังบรรพตศักดิ์สิทธิ์จรดนภาอันห่างไกลทันที
ท่าทีของเขาเรื่อยเปื่อยดูลอยชาย
ทว่ายอดฝีมือระดับแกนรวมศูนย์ทั้งแปดสิบเอ็ดต่างสุดทน ท่าทีโอหังของซูอี้กระตุ้นจนจิตสังหารพลุ่งพล่านทั่วหัวใจ
“ลงมือ!”
“ได้!”
“ขึ้นมา!”
……ท่ามกลางเสียงตะโกนอื้ออึง ยอดฝีมือระดับแกนรวมศูนย์กลุ่มหนึ่งตั้งค่ายกลศึก โจมตีออกมาอย่างเต็มกำลัง
เปรี้ยง!
ท้องนภาพลันสั่นสะท้าน บังเกิดรัศมีเจิดจรัสแผดจ้า
รัศมีสมบัติเรืองรองทะยานหาว สร้างคลื่นทำลายล้างถาโถมเยี่ยงคลื่นยักษ์ถล่มเข้าใส่ซูอี้จากทุกทิศทาง
ทั้งแปดสิบเอ็ดตัวตนระดับแกนรวมศูนย์ร่วมมือ ปราณแทรกสอดสะท้านรับกัน ทำให้ค่ายกลศึกให้ผลสะท้อนทวีคูณ รวมเป็นหนึ่งเดียวอย่างไร้รอยต่อ!
อำนาจอันน่าสะพรึงกลัวเช่นนั้นทำให้เยว่ไป่และทูตสวรรค์รวมถึงตัวตนระดับแกนรวมศูนย์คนอื่นๆ ล้วนอึดอัดในอก!
ฉีเนี่ย เสวียนจ้ง หนานอู๋จิ้ว และผู้นำสำนักลัทธิต่างๆ อดตกตะลึงมิได้ ราวได้ประจักษ์การบังเกิดแห่งปาฏิหาริย์
ผู้ชมศึกจากไกลๆ ทุกคนล้วนสูดหายใจเฮือก หัวใจกระเด็นแขวนจุกในคอ
เมื่ออยู่ต่อหน้าการโจมตีร้ายกาจเพียงนี้ ใต้เท้าอนันต-รัตติกาลในระดับมหาเซียนจะรับมือเช่นไร?
ทว่าการตอบรับของซูอี้นั้นแสนง่าย
เขาทำเพียงสะบัดแขนราวตบแมลงวันกวนใจ!
ไม่แม้แต่จะชายตามอง……
ทว่ายามนี้ วจีดาบกลับขับขานทั่วฟ้าดินเยี่ยงคลื่นธาร ปราณดาบนับไม่ถ้วนโปรยปรายลงจากนภา
ดุจห่าพิรุณสาดซัดสะท้านแดน
ปราณดาบอันคมกริบไร้เทียมทานเหล่านั้นเชือดเฉือนสุญตาบังเกิดบาดแผลดาบชวนใจหาย แสงดาบเรื่อเรืองทิ่มแทงเรืองรอง ดูเจิดจ้ายิ่งกว่าดวงตะวันแผดรัศมีเสียอีก!
และภายใต้ภาวะดาบอันเกินทำลายลงนั้นเอง
เปรี้ยง เปรี้ยง เปรี้ยง!
เสียงระเบิดหนาหูเยี่ยงรัวกลองสนั่นขึ้น
สมบัติที่ยอดฝีมือระดับแกนรวมศูนย์ทั้งแปดสิบเอ็ดใช้ออกล้วนแหลกสลาย กลายเป็นเศษซากนับไม่ถ้วนกระจัดกระจายทั่วทิศ
ขณะเดียวกัน ร่างของพวกเขาก็ถูกปราณดาบทะลวงศีรษะ แหลกสลายมลายไปในพริบตา
โลหิตเบ่งบานเยี่ยงประกายแสง แต่งแต้มท้องนภามืดดำเยี่ยงอนันตรัตติกาล
แดงฉาน
ตระการตา
ร้อนเร่าเดือดพล่าน!
ลำนำดาบนี้ขับขานสู่เก้าสวรรค์
ปราณดาบพร่างพรมจากสุญญะ
ภาวะดาบพลุ่งพล่านอิสระท่ามกลางบรรพตลำธาร
ทว่ามหาอำนาจระดับแกนรวมศูนย์ทั้งแปดสิบเอ็ดกลับปลิดปลิว ตัวคนไร้ทางสู้ท่ามกลางพิรุณดาบหนาแน่นนี้ ดูๆ ไปแล้วพวกเขาเป็นเยี่ยงผักหญ้าที่ถูกคว้าจับและหั่นโดยง่าย
ไร้การตะเกียกตะกาย
ไร้เสียงกรีดร้อง
ไร้ข้อยกเว้น!
เหตุทั้งหมดนี้เกิดขึ้นในพริบตา
ขณะที่ฉีเนี่ย เสวียนจ้ง หนานอู๋จิ้ว และคนอื่นๆ ยังคงตะลึงกับอำนาจของตัวตนระดับแกนรวมศูนย์เหล่านั้น
ขณะที่ผู้ชมศึกจากไกลๆ ยังอกสั่นขวัญแขวน เป็นกังวลต่อสถานการณ์ของซูอี้
ทุกสิ่งก็อวสานปิดฉากเสียแล้ว!
เพียงโบกแขนเสื้อเรียบง่าย เป็นตายพลันถูกแบ่งแยกในพริบตา!!
เหล่าผู้ชมเงียบกริบ
พวกเขาล้วนตะลึงนิ่งค้างกับที่
ความตกตะลึงเงียบงันพลุ่งพล่านในใจทุกคนราวพายุโหม ความงุนงงมากมายหลั่งทะลักในใจตามๆ กัน
นั่นมหาอำนาจระดับแกนรวมศูนย์แปดสิบเอ็ดคนเลยนะ! พวกเขาตายไปดื้อๆ เช่นนี้เลยหรือ?
นี่ใต้เท้าอนันตรัตติกาลเป็นมหาเซียนจริงๆ หรือ?
ตลอดกาลในแดนเซียน ใครเล่าจะเคยได้พบมหาเซียนอันน่าสะพรึงกลัวเช่นนี้?
แสนงงงวยนัก!
ทุกคนรู้สึกเพียงว่าความรู้ความเข้าใจของตนถูกลบล้างตาลปัตร!!
ในความคาดคิดของทุกคน หากเผชิญการเข่นฆ่าเช่นนี้ ต้องเกิดเป็นศึกละเลงเลือดอย่างดุเดือดขึ้นเป็นแน่
แต่ใครเล่าจะคาดคิดว่าด้วยน้ำมือของใต้เท้าอนันตรัตติกาล ตัวตนระดับแกนรวมศูนย์เหล่านั้นแสนปวกเปียกเยี่ยงกระดาษ?
ซูอี้ไม่หยุดเท้าราวกระทำเรื่องแสนธรรมดาเล็กจ้อย ยังคงย่างเยื้องมายังบรรพตศักดิ์สิทธิ์จรดนภาอย่างไม่รีบร้อน
โลหิตพร่างพรมเยี่ยงน้ำตกอยู่เบื้องหลัง แดงฉานราวภาพวาดขุมอบาย
ซูอี้ไร้รอยขีดข่วนแปดเปื้อนใดๆ จึงยิ่งทวีความสูงส่งทะนง!
ขณะที่ฉีเนี่ย เสวียนจ้ง และคนอื่นๆ หน้าถอดสีโดยสมบูรณ์ราวทุกคนถูกอสนีบาตฟาด!
ความคิดหนึ่งแล่นสู่หัวใจ……
พวกเขาคาดการณ์ความแข็งแกร่งของซูอี้ผิดถนัด!
เพียงไม่กี่เดือน ซูอี้ไม่เพียงเผชิญหน้าตัวตนระดับแกนรวมศูนย์ได้ ทว่ายังแข็งแกร่งพอจะบดขยี้พวกเขาอย่างไร้โอกาสต่อต้านด้วย!!
ทูตสวรรค์เยว่ไป่ตกตะลึงยิ่งกว่าใคร
เขาเองก็เป็นผู้ฝึกตนระดับแกนรวมศูนย์ มีหรือจะไม่ตะลึงยามเห็นสหายร่วมระดับทั้งแปดสิบเอ็ดคนถูกซูอี้ฆ่าตายในพริบตาราวฝูงมดเช่นนั้น?
“ข้าบอกแล้ว คนเหล่านี้ช่างปวกเปียก แต่พวกเจ้าก็ยังฝืนส่งพวกเขามาตาย ไฉนต้องลำบากด้วยหนอ?”
ซูอี้รำพึงเบาๆ
วาจาเฉยเมยนั้นเหมือนฝ่ามือตบหน้าพวกฉีเนี่ยจนแสบร้อน
“เจ้า… เป็นมหาเซียนจริงๆ หรือ?”
หนานอู๋จิ้วอ้าปากถามอย่างตื่นตะลึง ไม่อาจยอมรับเรื่องทั้งหมดนี้ได้
ซูอี้กล่าวอย่างสุขุม “สิ่งที่ข้าใช้ก่อนหน้านี้เป็นอำนาจระดับมหาเซียนจริงๆ”
“เป็นไปไม่ได้!”
หนานอู๋จิ้วตะโกน “มหาเซียนบ้าบอเช่นนั้นไม่มีในโลกหล้าหรอก!”
ซูอี้กลับยิ้มขำ ไม่ได้เสียเวลาอธิบายต่อแล้วโจมตีทันที
เขาอยู่ห่างจากยอดบรรพตศักดิ์สิทธิ์จรดนภาเพียงพันจั้ง ยกมือขวาขึ้นบนอากาศ
ทันใดนั้น ปราณดาบอันไพศาลยาวหมื่นจั้งก็ทะยานหาว!
ตู้ม!!
ปราณดาบนั้นเป็นเช่นแสงสว่างตัดผ่านความมืด เปี่ยมปราณอันลึกลับเกินหยั่งคาด กระหวัดพันด้วยสารพัดกฎเกณฑ์มหาวิถี กระเพื่อมขึ้นลงเยี่ยงธารธารา
เพียงอำนาจดาบอหังการก็สะบั้นนภากดดันทุกคนบน บรรพตศักดิ์สิทธิ์จรดนภาจนยากหายใจ เปลี่ยนสีหน้าไปตามๆ กัน
เมื่อดาบของซูอี้ตวัดลง
แสงดาบอันอหังการไร้ประมาณเรืองรองแผดจ้าทั่วฟ้าดิน ทั่วบรรพตศักดิ์สิทธิ์จรดนภาปั่นป่วนโยกคลอน สารพัดแสงศักดิ์สิทธิ์เรืองรองจรัสแสง
ภาพฉากเช่นนี้ชวนตื่นกลัวเสียจนวิญญาณมากมายละล่องลอย
กระทั่งผู้ทรงอำนาจทั้งหลายยังตื่นกลัวจนร้องลั่น
“ขอใต้เท้าทูตสวรรค์ทั้งหลายช่วยด้วย!!”
ร่างหนึ่งพลันปรากฏขึ้น ชกออกมาพร้อมตวาดลั่น “ทลาย!”
เปรี้ยง!!!
ปราณดาบหมื่นจั้งถูกขวางไว้แล้วสั่นสะท้านรุนแรง
ทว่ามันก็ไม่ได้ถูกหมัดนี้ทลายลง ปราณดาบกลับเป็นฝ่ายบดขยี้หมัดนี้ ทำให้ร่างของคนผู้นั้นแทบกระเด็นปลิว
เมื่อพินิจดีๆ ก็พบว่านี่เป็นชายชราสวมชุดคลุมขนนก ใบหน้าชราวัยแต่เปี่ยมชีวิตชีวาผู้หนึ่ง
ใบหน้าชราวัยของเขาแดงก่ำ เห็นได้ชัดว่าขัดใจหงุดหงิด คำรามขึ้นดังสนั่น “ทลายสิโว้ย!!”
เปรี้ยง! เปรี้ยง! เปรี้ยง!
สิ่งน่าตกตะลึงคือเขาต้องรัวหมัดไปหลายร้อยหนกว่าปราณดาบหมื่นจั้งของซูอี้จะแหลกสลายเป็นพิรุณแสงพร่างพรม
ขณะที่ชายชราในชุดคลุมขนนกหอบแฮ่ก อกกระเพื่อมขึ้นลง ดูเหนื่อยล้ากระอักกระอ่วนพอตัว
ดาบอหังการที่ฟาดฟันใส่บรรพตศักดิ์สิทธิ์จรดนภาก็สลายไปในที่สุด
ฉีเนี่ย เสวียนจ้ง และตัวตนทรงอำนาจอื่นๆ ล้วนตื่นกลัวจนเหงื่อแตกพลั่ก สีหน้ายากมอง รู้สึกราวเพิ่งเอาชีวิตรอดผ่านหายนะมาได้
วิกฤติเมื่อครู่น่าสะพรึงกลัวจริงแท้!
เรื่องน่าเหลือเชื่อสูงสุดคือ ทูตสวรรค์ระดับสุดลึกล้ำผู้ลงมือ ณ ยามคับขันยังเกือบทำลายดาบนี้ไม่ได้!!
ซูอี้เหลือบมองชายชราในชุดคลุมขนนก แล้วประเมินคร่าวๆ “ที่แท้ก็เป็นไอ้แก่ระดับสุดลึกล้ำที่เป็นเพียงตัวตนชั้นรองนี่เอง”
ชายชราในชุดคลุมขนนกพลันอับอายไม่พอใจ ใบหน้าชราวัยงอง้ำยากมอง
เสียงสนทนาดังขึ้นในฟ้าดินแล้ว
“คนผู้นี้แข็งแกร่งพอจะเผชิญหน้าระดับสุดลึกล้ำได้แล้วหรือ?”
“เป็นไปตามคาดจริงๆ เขากล้าประกาศตัวมางานเลี้ยง จึงย่อมมิได้ไร้สิ่งใดให้พึ่งพา ใครเล่าจะคาดคิดว่าเพียงไม่กี่เดือน เขาจะสามารถสังหารตัวตนระดับแกนรวมศูนย์ ทำให้ผีเฒ่ามู่ต้องออกแรงลงทุนสลายดาบของเขา?”
ผีเฒ่ามู่คือชายชราในชุดคลุมขนนกผู้มีใบหน้าเปี่ยมชีวิตชีวา!
เป็นตัวตนมหาอำนาจระดับสุดลึกล้ำผู้หนึ่ง!
“ความแข็งแกร่งของคนผู้นี้น่าจะมีเพียงเท่านี้แหละ ทุกท่าน ถึงเวลาระเริงเล่นแล้ว มีค่ายกลเทพกาฬราตรีนภาเวิ้งว้างอยู่ เราย่อมไม่ต้องกลัวหายนะเทพ สามารถเล่นสนุกให้สมใจสุดขีดได้เลย!”
“ได้”
พร้อมกันนั้น ปราณร้ายกาจสายแล้วสายเล่าก็ทะยานขึ้นจากในบรรพตศักดิ์สิทธิ์จรดนภา จนฟ้าดินสั่นสะท้านทั่วไปหมด
บทที่ 1,894 หมื่นกฎมิล่วงล้ำ
เสียงสนทนายังไม่ทันสิ้น ร่างประหนึ่งเทพร่างแล้วร่างเล่าก็ปรากฏขึ้นบนนภากาศตามๆ กันท่ามกลางสายตาตกตะลึงนับไม่ถ้วน!
แต่ละร่างล้วนเผยปราณระดับสุดลึกล้ำ
เมื่อนับรวมกับผีเฒ่ามู่ผู้ปรากฏขึ้นก่อนหน้านี้ ยอดฝีมือระดับสุดลึกล้ำซึ่งปรากฏตัวขึ้นรวมทั้งสิ้นสิบแปดคน แม้จะดูแตกต่าง ทว่าพวกเขาก็ล้วนเป็นตัวตน ณ จุดสูงสุดแห่งวิถีเซียน!
แข็งแกร่งสูงสุดภายใต้เทพ!!
แต่ละผู้ล้วนเป็นเช่นตำนานอันห่างหายไปอย่างไร้ร่องรอยนับตั้งแต่ยุคอวสานเซียน
ทว่ายามนี้ตัวตนในตำนานเช่นนั้นกลับปรากฏตัวขึ้นแล้ว
ทั้งยังมากันถึงสิบแปดคนในคราวเดียว!
เหล่าผู้ชมที่อยู่ไกลๆ ต่างตกตะลึง
ทุกผู้ราวถูกน้ำเย็นสาดซัด มือเท้าเย็นยะเยือก
ผู้ยังตื่นเต้นเกับอำนาจยิ่งใหญ่ของซูอี้เมื่อครู่พลันแน่นิ่ง ทว่าตอนนี้หัวใจกลับดิ่งวูบถึงตาตุ่ม
ไม่อาจปฏิเสธได้เลยว่าในงานเลี้ยงลูกท้อนี้ พวกฉีเนี่ยได้เตรียมตัวมาดีจริงๆ ถึงกับตระเตรียมตัวตนระดับแกนรวมศูนย์ไว้ถึงแปดสิบเอ็ดคน
และยังมีตัวตนระดับสุดลึกล้ำผู้แข็งแกร่งยิ่งอยู่อีกสิบแปดคน!!
แค่จำนวนก็ชวนสิ้นหวังแล้ว
ต้องทราบว่าตัวตนระดับสุดลึกล้ำล้วนมีอำนาจยิ่งใหญ่ ซึ่งสามารถอาละวาดไปทั่วทั้งสี่สิบเก้าทวีปแดนเซียนโดยไร้ผู้ใดหยุดยั้ง กระทั่งทำลายกลุ่มเต๋าสูงสุดลงได้ง่ายๆ!
และเมื่อตัวตนระดับสุดลึกล้ำสิบแปดคนร่วมมือในยามนี้ ผู้ใดเล่าจะไม่หวาดกลัว?
“จบเห่แล้ว ใต้เท้าอนันตรัตติกาลประสบภัยคุกคามเข้าแล้ว”
บางผู้กล่าวอย่างเป็นกังวล
“เหตุใดกันนี่? หรือโศกนาฏกรรมศึกอนันตรัตติกาลจะซ้ำรอยอย่างนั้นหรือ?”
บางผู้กล่าวอย่างกระวนกระวาย
ก่อนยุคอวสานเซียนบังเกิด จอมราชันอนันตรัตติกาลหวังเย่ถูกจอมราชันผู้ไร้เทียมทานทั้งสามสิบสองคนรุมโจมตีจนตกตาย
และยามนี้ เหตุการณ์ในลักษณะเดียวกันก็บังเกิดขึ้น
ดูเหมือนว่าหนนี้จะมีเพียงตัวตนระดับสุดลึกล้ำเพียงสิบแปดคน ทว่าในสายตาของผู้คน ซูอี้ในยามนี้เป็นเพียงมหาเซียนเท่านั้น ซึ่งเป็นเรื่องคอขาดบาดตายยิ่ง!
“พวกเขา…เป็นใครกัน ไฉนจึงไม่เคยรับรู้ถึงตัวตนมาก่อนเลย?”
บางผู้งุนงง
อันที่จริง นี่ก็เป็นข้อฉงนใจของคนส่วนใหญ่ที่นี่ ด้วยรูปลักษณ์ของตัวตนระดับสุดลึกล้ำทั้งสิบแปดคนนั้นแปลกตาเกินไป กระทั่งผู้อยู่มาเนิ่นนานยังจำพวกเขามิได้
พวกเขาเป็นใครกัน?
อย่าว่าแต่เคยพบพาน แค่นามยังไม่เคยรับรู้!
ขณะเดียวกัน……
ทุกผู้ทั่วทั้งบรรพตศักดิ์สิทธิ์จรดนภาต่างโห่ร้องยินดี
ฉีเนี่ย เสวียนจ้ง หนานอู๋จุ้ยและคนอื่นๆ ต่างมั่นอกมั่นใจ รอยยิ้มเย้าเยาะประดับใบหน้า
เมื่อรู้ว่าร่างเวียนวัฏของจอมราชันอนันตรัตติกาลจะมา พวกเขาจะไม่เตรียมตัวให้พร้อมได้หรือ?
สิ่งที่เกิดตรงหน้านี้คือไพ่ตายสังหารที่พวกเขาตระเตรียมไว้!
เรื่องน่าเสียดายหนึ่งเดียวคือ ยอดฝีมือระดับแกนรวมศูนย์ทั้งแปดสิบเอ็ดปราชัยเร็วเกินไป จึงเกิดความสูญเสียร้ายแรงจนยากจะยินดีได้
ขณะนั้นเอง ซูอี้ได้ตัดสินแล้วว่ายอดฝีมือระดับสุดลึกล้ำกลุ่มนี้ต้องเป็นกลุ่มทูตสวรรค์ในคุกเทพตั้งแต่ยุคสุดวิเวกเป็นแน่!
ทว่ายามนี้ ทูตสวรรค์ตรงหน้ากำลังรับใช้บุตรและบุตรีแห่งสวรรค์ผู้มายังแดนเซียนอยู่
ทั้งหมดนี้ยืนยันวาจาของบุตรีแห่งสวรรค์ซีหนิงว่า แม้บุตรและบุตรีแห่งสวรรค์จะไม่ปรากฏตัวออกมาเอง พวกเขาก็จะส่งทูตสวรรค์ฝ่ายตนออกมาแทน!
ชายหนุ่มคาดการณ์เรื่องนี้เอาไว้แล้ว
สิ่งเดียวที่ทำให้เขาขมวดคิ้วก็คือ ศัตรูร้ายในอดีตชาติไม่โผล่หัวมาเลยสักคน……จริงเช่นคำกล่าวของจอมราชันนักสังหารฉู่เสินทง!
มิต้องสงสัยเลยว่าศัตรูคู่อาฆาตทั้งหลายในอดีตชาติคาดการณ์ไว้แล้วว่า หากมีบุตรและบุตรีแห่งสวรรค์อยู่ ต่อให้พวกตนเข้าพัวพันก็คงไม่ได้รับประโยชน์มากนัก
นอกจากนั้น หากมาด้วยตนเอง ก็ยังไม่อาจแน่ว่าจะรอดหรือตาย!
อีกทั้งพวกเขาก็ยังรอคอยวิถีบรรลุเทพให้ปรากฏกันอยู่ จึงไม่มีทางนำตนเองมาเสี่ยง
เรื่องนี้ทำให้ซูอี้ผิดหวังยิ่ง
“สหายเต๋าซู เจ้าคิดว่าการจัดทัพเช่นยามนี้เป็นอย่างไร?”
ภายใต้ท้องนภา ชายชราสวมมงกุฎสูงในอาภรณ์โบราณผู้หนึ่งกล่าวพร้อมกับแย้มยิ้ม หลังจากเขากับยอดฝีมือระดับสุดลึกล้ำอีกสิบเจ็ดคนปรากฏขึ้น พวกเขาเองก็ไม่ได้รีบร้อนลงมือ เพียงปิดล้อมอีกฝ่ายเอาไว้อย่างแน่นหนา
ซูอี้เหลือบมองคนผู้นี้ด้วยหางตา “ลิ่วล้อเทพ ไม่ครณามือ”
วาจาลอยๆ เพียงประโยคเดียว ทว่ากลับดูประหนึ่งมีดอันแหลมคมเชือดเฉือนหัวใจของยอดฝีมือระดับสุดลึกล้ำเหล่านั้นจนพากันเปลี่ยนสีหน้า
ลิ่วล้อเทพ?
ผู้เฝ้ามองจากไกลๆ ล้วนฮือฮาแตกตื่น ในที่สุดก็เข้าใจว่าผู้เฒ่าเหล่านี้ที่แท้ก็คือทูตสวรรค์ผู้รับใช้เทพ!!
“กระไรเล่า รับไม่ได้หรือ?”
ซูอี้กล่าวด้วยน้ำเสียงราบเรียบ หาซ่อนความดูแคลนไม่ “ที่ยิ่งแย่หนักคือพวกเจ้าถูกคุมขังมาแสนเนิ่นนาน ความกล้าไม่มี สันดานทาสยืนยง ยามนี้ตกต่ำเป็นเพียงข้าทาสรับใช้บุตรและบุตรีแห่งสวรรค์เหล่านั้น มันไม่น่าเวทนาหรือไร?”
ยอดฝีมือระดับสุดลึกล้ำทั้งสิบแปดล้วนเดือดดาลจนหน้าดำหน้าแดง
จิตสังหารพลุ่งพล่านอยู่ในใจเกินใดเทียบ!
ทันใดนั้น ชายหนุ่มก็กล่าวเปลี่ยนประเด็นขึ้นเนิบๆ ว่า “แน่นอน ข้าเห็นแล้วว่าพวกเจ้าไม่ได้รีบร้อนลงมือ มันก็แค่การลองเชิงฝีมือของข้าเท่านั้น เพราะถึงอย่างไร ไอ้พวกโง่ระดับแกนรวมศูนย์ก็ตายกันง่ายไปหน่อย พวกเจ้าจึงไม่แน่ใจในความแข็งแกร่งของข้า”
ผู้คนดูระส่ำระสาย
วาจาของซูอี้แทงใจดำพวกเขาจริงๆ
ยอดฝีมือระดับแกนรวมศูนย์ทั้งแปดสิบเอ็ดก่อนหน้านี้ถูกส่งไปเพื่อทดสอบความแข็งแกร่งแท้จริงของอีกฝ่าย
แต่ไม่มีผู้ใดคาดคิดว่าคนเหล่านั้นจะตายเร็วเพียงนี้
พวกเขากระทั่งเข้าไปช่วยยังไม่ทันกาล!
ทำให้ยามต้องเผชิญหน้ากับตัวตนซึ่งไม่อาจใช้การฝึกฝนมาเป็นเกณฑ์วัดอย่างซูอี้ ยอดฝีมือระดับสุดลึกล้ำเหล่านี้จึงไม่กล้าประมาทแม้แต่น้อย
“งั้นข้าจะบอกความจริงให้”
ซูอี้นำไหสุราออกมาซดอึกใหญ่ ก่อนจะกล่าวว่า “พวกเจ้าสิบแปดคนรวมกัน ยังไม่พอให้ข้าฆ่าอย่างสาแก่ใจ!”
วาจานั้นเฉียบคมไร้ความเกรงใจ
เป็นการดูแคลนหยามเหยียดจากภายใน!
เหล่าผู้ชมจากไกลๆ ต่างแตกฮือ พวกเขาล้วนตกตะลึง เพราะไม่คาดคิดเลยว่าซูอี้จะยังหาญกล้าต่อหน้าภัยคุกคามเช่นนี้!
แต่มันก็น่าตื่นเต้นจริงๆ!!
ทั้งหลี่เช่อหู่ คนคลั่งดาบ และคนอื่นๆ ต่างมีดวงตาวับวาว เปี่ยมด้วยความชื่นชมคลั่งไคล้
ผู้ยิ่งใหญ่ย่อมเป็นเช่นนี้!!
สีหน้าของยอดฝีมือระดับสุดลึกล้ำแต่ละผู้ล้วนดำราวก้นหม้อ เดือดดาลยิ่ง รู้สึกคล้ายศักดิ์ศรีของตนถูกเหยียบย่ำ
ทว่าซูอี้หาสนใจไม่ เขายังกล่าวต่ออย่างตามใจตน “แน่นอน ข้าก็คาดเดาได้แล้วว่าในงานเลี้ยงลูกท้อวันนี้ พวกเจ้าไม่ใช่ตัวปิดงานที่แท้จริงหรอก”
ว่าแล้ว เขาก็กวาดตาไปมองเหล่าศัตรูรอบกาย และกล่าวขึ้น “ฟังคำแนะนำของข้านะ พวกเจ้าช่วยเป็นคนดีๆ อย่าริเป็นสุนัขได้หรือไม่?”
วาจานั้นประหนึ่งหมื่นดาบทะลวงใจสำหรับยอดฝีมือระดับสุดลึกล้ำทั้งหลาย ทำให้พวกเขาเดือดดาลเกินใดเปรียบ
ส่วนฉีเนี่ย เสวียนจ้ง และคนอื่นๆ อดผงะไปมิได้ ซูอี้ผู้นี้… หรือเขาจะบ้าไปแล้ว จึงกล้าหยามตัวตนระดับสุดลึกล้ำเช่นนี้!
นี่เกลี้ยกล่อมหรือ?
บาทาลูบพักตร์ ยั่วยุกันชัดๆ!
ยามนี้ เสียงหนึ่งก็ดังขึ้นสะท้านก้องไปทั่วทิศ “ไม่ต้องลังเลแล้ว ฆ่าคนบาปนี่เถอะ”
เสียงนั้นดังขึ้นอย่างไร้ทิศทาง แต่กลับกังวานไปทั่วทั้งฟ้าดิน เปี่ยมอำนาจยิ่งใหญ่
“ขอรับ!”
ยอดฝีมือระดับสุดลึกล้ำทั้งสิบแปดล้วนรับคำสั่ง
‘ว่าแล้วเชียว ยังมีผู้เร้นกายอยู่อีก หรือจะเป็นบุตรและบุตรีแห่งสวรรค์บางคนกัน?’
ซูอี้ลอบกล่าวในใจ
ก่อนเขาจะทันนึกออก ยอดฝีมือระดับสุดลึกล้ำทั้งสิบแปดผู้รายล้อมทั่วทิศก็โจมตีเข้ามาแล้ว
“ฆ่า!”
“ฆ่าไอ้หนูนี่เสีย!”
……ยามเสียงตะโกนดังก้อง ยอดฝีมือระดับสุดลึกล้ำซึ่งกล้ำกลืนโทสะกันอยู่ก็ระเบิดพิโรธออกมา
เปรี้ยง!
สมบัติเซียนทะยานเวหา เจิดจรัสรัศมีทั่วทิศ
ร่างหนึ่งขยายขึ้นจนร่างสูงพันจั้ง อำนาจกฎเกณฑ์ในร่างหลั่งไหลเยี่ยงมหาธารทะลวงสาด ดูประหนึ่งเทพมารบรรพกาลแผลงฤทธา เพียงหนึ่งหมัดก็ทลายนภาลง
มีผู้อ้าปากสำรอก ส่งดาบเซียนเล่มหนึ่งทะยานออก สะท้อนแสงดาบอยู่กลางหาว เผยกฎเกณฑ์ระดับสุดลึกล้ำเข้าปกคลุม ใช้อำนาจดาบถาโถมเข้าใส่
บางผู้ควบคุมวาตะอัสนี สร้างเขตแดนพายุสายฟ้าปกคลุมท้องนภา
บ้างใช้ง้าวกวัดแกว่ง อัคคีโชติช่วงทั่วกาย โจมตีเร็วเยี่ยงสายฟ้าฟาด
……ยอดฝีมือระดับสุดลึกล้ำทั้งสิบแปดคนล้วนเผยอำนาจสะเทือนโลกา จู่โจมอย่างพร้อมเพรียง คลื่นอำนาจน่าสะพรึงกลัวไร้ขอบเขตดูประหนึ่งวันมหาวิปโยค
ผู้คนล้วนขวัญผวา วิญญาณลอยละล่อง
โชคดีที่ฟ้าดินถิ่นนั้นถูกปกคลุมด้วยอำนาจของ ‘ค่ายกลเทพกาฬราตรีนภาเวิ้งว้าง’ มาเนิ่นนาน จนโลกหล้าแปรเปลี่ยนไปจนอำนาจของยอดฝีมือระดับสุดลึกล้ำเหล่านั้นไม่ได้แพร่ออกมา
หาไม่ ผู้เฝ้ามองศึกจากไกลๆ คงได้บาดเจ็บตกตายกันเป็นหมู่แน่นอน
บรรพตลำธารในระยะสามหมื่นลี้ก็คงมิแคล้วสลายไป!
ตู้ม!!!
เพียงชั่วพริบตาเดียว ตรงจุดที่ซูอี้ยืนอยู่ก็ถูกกระหน่ำจมลงไปในคลื่นอำนาจอันดุดันนี้
ชั่วขณะนั้น สรรพสิ่งขาวโพลน จ้าจรัสเสียจนไม่อาจลืมตา
กระทั่งตัวตนทรงอำนาจอย่างฉีเนี่ยและเสวียนจ้งยังไม่อาจเห็นสิ่งใด อย่าว่าแต่จะใช้จิตสัมผัสสืบเสาะ
เพราะหากทำเช่นนั้น คงถูกผลกระทบรุนแรงเป็นแน่!
“คนแซ่ซูตายแล้วหรือ?”
หนานอู๋จิ้วอดกล่าวไม่ได้
“ถูกการโจมตีประสานของสิบแปดยอดฝีมือระดับสุดลึกล้ำเช่นนั้น ต่อให้เป็นตัวตนในระดับเดียวกันก็รับไม่ไหว ดังนั้นตัวตนที่เป็นเพียงมหาเซียนจะรอดหรือ?”
บางผู้กล่าวเสียงดังกึกก้อง
“โอ้ ก่อนหน้านี้ช่างเย่อหยิ่งยิ่ง ทว่าก็ถูกฆ่าไปโดยไม่อาจแม้แต่จะดิ้นรนหรือ……”
บางผู้แค่นยิ้มเยาะอย่างโล่งใจ
“ใต้เท้าอนันตรัตติกาลคงไม่……”
เหล่าผู้ชมจากไกลๆ ล้วนผงะ หัวใจรู้สึกสิ้นหวังอย่างยากจะระงับ
ยามนี้ กระทั่งยอดฝีมือระดับสุดลึกล้ำทั้งสิบแปดคนยังรู้สึกแปลกพิกล
การโจมตีประสานของพวกตนเมื่อครู่ ซูอี้ไม่ได้หลบเลี่ยงเลย!
และกระทั่งมิได้ต่อต้านใดๆ!
เหมือนเขากลัวจนตัวแข็งทื่อ ยืนนิ่งให้สารพัดสมบัติเคล็ดวิชาของพวกเขากระทบโดนร่างโดยดี!!
มันทำให้พวกเขาเชื่อไม่ลงเล็กน้อย
หนึ่งคำถามปรากฏ
‘แค่นี้หรือ?’
“ต้องบอกว่าเจ้าเด็กนี่อ่อนด้อยกว่าพลังฝีปากมากเลยนะ”
ยอดฝีมือระดับสุดลึกล้ำผู้หนึ่งแค่นยิ้มเยาะพลางกล่าวขึ้น
ทว่ายามนี้เอง มีผู้ร้องอุทานเสียงหลงขึ้น “เขา… ยังไม่ตาย!!”
กลุ่มควันฟุ้งไปทั่วทั้งฟ้าดินค่อยๆ จางหาย คลื่นอำนาจทำลายล้างค่อยๆ เงียบสงบ
ทัศนวิสัยของผู้คนกระจ่างชัด
แล้วจึงเห็นภาพอันน่าเหลือเชื่อภาพหนึ่ง……
ร่างสูงใหญ่ร่างหนึ่งยืนตระหง่านบนท้องนภาอันมืดมิด ทุกอณูทั่วทั้งร่างเปล่งรัศมี เบื้องหลังมีเขตแดนมหาวิถีทรงกลมหมุนวนเยี่ยงขุมอบาย ไพศาลเกินประมาณ มิอาจหยั่งถึง
อำนาจทำลายล้างบางส่วนที่ยังไม่ทันสิ้นสลายพลุ่งพล่านขึ้นรอบกาย ทว่ามิอาจทำร้ายเขาได้แม้แต่น้อย
สุญญะใต้เท้าพังทลายสิ้นสภาพ
ทว่าชายหนุ่มกลับยืนยงไร้อสงไขย หมื่นกฎมิล่วงล้ำ!!
อาภรณ์เขียวไร้รอยขีดข่วน กระพือพัดท่ามกลางสายลมเย็นเฉียบ
ซูอี้!
นอกจากเขาจะไม่ตายด้วยการโจมตีประสานของสิบแปดยอดฝีมือระดับสุดลึกล้ำแล้ว ร่างของชายหนุ่มยังยืนยงเยี่ยงศิลา ไม่สะทกสะท้านแม้เพียงนิด
ไร้มลทินขีดข่วน!!
เมื่อได้ประจักษ์ต่อเหตุการณ์นี้ เหล่าผู้ชมต่างก็ตกตะลึง
บทที่ 1,895 ดาบแห่งโลกาในวันนี้ แตกต่างแปรเปลี่ยนไปจากเดิม
เพียงยืนนิ่งไม่ขยับไหว เขาก็หยุดการโจมตีจากยอดฝีมือระดับสุดลึกล้ำทั้งสิบแปดคนได้!
หมื่นกฎมิล่วงล้ำ ไร้รอยขีดข่วน!!
เป็นภาพที่ชวนตะลึงเหนือใดเปรียบ!
ทุกผู้ต่างนิ่งค้างราวประจักษ์แก่ปาฏิหาริย์ตรงหน้า
“มิตาย……”
ดวงตาของฉีเนี่ยเลื่อนลอย มือเท้าสั่นสะท้าน
“ใครก็ได้บอกข้าที นี่เป็นสิ่งที่มหาเซียนทำได้หรือ?”
บางผู้ตะลึงงัน สมองประมวลผลไม่ทัน
ความตะลึงนี้มิอาจบรรยายด้วยวาจาหรืออักษรได้
“ข้ากลับหลงตื่นตูมไปเอง ความแข็งแกร่งอันน่าสะพรึงกลัวของใต้เท้าอนันตรัตติกาลเป็นสิ่งที่ปุถุชนเช่นเราไม่อาจคาดการณ์หรือคาดเดาได้เลย!”
เหล่าผู้ชมจากไกลๆ ล้วนฮือฮา
เพียงชั่วพริบตา อารมณ์ของพวกเขาก็ดีดจากสิ้นหวังมาสู่ความคึกคักจนควบคุมอารมณ์ไม่อยู่เล็กน้อย
“มิน่าเล่า ใต้เท้าอนันตรัตติกาลจึงกล้ามางานประชุมนี้ เขามีอำนาจพอที่จะเอาชนะยอดฝีมือค้ำนภาระดับสุดลึกล้ำได้แล้ว!!”
หลี่เช่อหู่กำมือ ดวงตาทอประกาย
“ในที่สุด ข้าก็กล้าเชื่อแล้วว่าทูตสวรรค์รับใช้เทพเหล่านั้นไม่ได้อยู่ในสายตาใต้เท้าอนันตรัตติกาลจริงๆ”
บางผู้พึมพำ
ยอดฝีมือระดับสุดลึกล้ำเหล่านั้นดูตะลึงพรึงเพริด
พวกเขาก็เพิ่งประจักษ์เช่นกันว่าไฉนซูอี้จึงมิขัดขืน
เพราะว่า……
ซูอี้หากลัวเกรงเรื่องทั้งหมดนี้ไม่ และไม่ต้องหลบก็หยุดการกระหน่ำโจมตีเช่นนี้ได้!!
ขณะที่ทุกผู้ตกตะลึง ชายหนุ่มก็ยืดเส้นยืดสายอยู่นาน
การกระทำของเขากระตุ้นให้ร่างเปี่ยมอำนาจมหาวิถีกู่คำรามเยี่ยงฟ้าดินเดือดพล่านในเตาหลอม กฎสวรรค์ในละแวกนี้สั่นสะท้าน
เพียงหายใจเข้าออกหนึ่งหน ฟ้าดินก็ขยับเคลื่อน
“ยอดฝีมือระดับสุดลึกล้ำตั้งสิบแปดคน ไร้ผู้ใดเป็นตัวตนไร้เทียมทานเลยหรือ?”
สายตาของซูอี้กวาดมองศัตรูร้ายเหล่านั้น กล่าวขึ้นเสียงเรียบ “เช่นนั้น การฆ่าพวกเจ้าก็ไม่ต้องใช้กำลังอย่างเต็มที่ก็ได้”
ทุกผู้ “……”
ทั่วทั้งฟ้าดินถิ่นนี้ หากจะมีผู้ใดกล้าไม่เห็นมหาอำนาจระดับสุดลึกล้ำอยู่ในสายตา ก็คงมีเพียงซูอี้ผู้เดียว!
สีหน้าของยอดฝีมือระดับสุดลึกล้ำทั้งสิบแปดคนพลันบิดเบี้ยว จิตสังหารเผยออกมาอย่างชัดเจนจนสะท้านโลกา
พวกเขาโจมตีอีกครั้งโดยไม่พูดพล่าม
“ฆ่า!”
บางผู้ทะลวงดาบสู่ฟ้า สร้างเขตแดนดาบทะยานนภาเข้าฆ่าฟัน ดาบนับหมื่นเปล่งปราณเยี่ยงพายุหิมะอันยิ่งใหญ่ในเขตแดน!
พร้อมกันนั้น ยอดฝีมือระดับสุดลึกล้ำคนอื่นๆ ต่างก็สำแดงพลังอย่างไม่ยั้งมือ
เปรี้ยง!
ท้องนภามืดมิด เพลิงแสงโชติช่วง
การโจมตีประสานนี้น่าสะพรึงกลัวยิ่งกว่าเมื่อครู่มากนัก
ทว่าซูอี้กลับแย้มยิ้ม ก่อนจะไม่ยั้งมืออีกต่อไป
เขาก้าวไปข้างหน้าหนึ่งก้าว ชายแขนเสื้อโบกสะบัด ขณะคว้ามือออกไปเบื้องหน้า
เปรี้ยง!!
เขตแดนดาบเหนือศีรษะแหลกละเอียดในพริบตา!
ท่ามกลางพิรุณแสงพร่างพรม ซูอี้ได้มาถึงตรงหน้าจอมราชันวิถีดาบระดับสุดลึกล้ำผู้นั้น
“ฝีมือเช่นเจ้า กล้าใช้ดาบตรงหน้าข้าหรือ? อาจเอื้อมมิเข้าท่าเสียแล้ว!”
พร้อมกับน้ำเสียงเหยียดเยาะนั้น ชายหนุ่มก็ใช้มือเปล่าดุจดาบ ฟันลงมาอย่างเรียบง่าย
ตู้ม!
ดาบอันยิ่งใหญ่เยี่ยงธารจักรภพคล้อยลงมาจากท้องนภา
เพียงหนึ่งดาบนี้ เขาก็ทะลวงอำนาจคุ้มกายจอมราชันวิถีดาบ บดขยี้ดาบวิถีในมือของอีกฝ่าย กระทั่งร่างยังถูกผ่าครึ่ง โลหิตสาดกระเซ็น
ฟ้าดินถิ่นนั้นถูกผ่าแยกเป็นหลุมยาวหมื่นจั้ง ตรงแน่วเยี่ยงร่องสุญตา!
หนึ่งดาบเรียบง่าย สะบั้นจอมราชันวิถีดาบระดับสุดลึกล้ำ!
ภาพนี้ทำให้ผู้คนมากมายตกตะลึง
และแทบจะพร้อมกันนั้น การโจมตีของยอดฝีมือระดับสุดลึกล้ำคนอื่นๆ ก็โถมเข้ามาถึงตัว
เปรี้ยง! เปรี้ยง!! เปรี้ยง!!!
หอกศึกอันพลุ่งพล่านด้วยเพลิงทิพย์ ตราประทับวิถีอันเจิดจรัสอัสนี มีดศึกอันขาวพิสุทธิ์… สารพัดสมบัติอันเลิศล้ำสุดยอดในระดับสุดลึกล้ำต่างมีอำนาจน่าสะพรึงกลัว ทว่าเมื่อโจมตีเข้าใส่ซูอี้ พวกมันทั้งหมดกลับถูกอำนาจคุ้มกายของเขาสกัดขวางจนสลายไป
คลื่นอำนาจทำลายล้างกระทบกระแทก มลายหายไปทุกทิศทาง
ส่วนเคล็ดวิชาสะเทือนแดนดินเหล่านั้นก็ไม่อาจทำร้ายซูอี้ได้แม้แต่น้อย
รอบร่างสูงใหญ่ของเขา โลกเร้นลับมหาวิถีปรากฏขึ้นเป็นวงล้อมดุจขุมนรก ไม่อาจสั่นคลอน
ดุจหมื่นกฎมิอาจล่วงล้ำ!
สิ่งนี้ทำให้ยอดฝีมือระดับสุดลึกล้ำเหล่านั้นล้วนเดือดดาล
ต้องทราบว่าพวกเขาล้วนใช้อำนาจสูงสุดอย่างไร้การออมมือ!
แต่มันกลับไม่อาจทะลวงอำนาจคุ้มกันของซูอี้ได้!!
ชายหนุ่มฉวยโอกาสนี้โจมตีอย่างไร้ความปรานีทันที
“ตาย!”
คู่เนตรเย็นชาของเขาคมปลาบเยี่ยงอัสนี ก้าวเท้าเยื้องย่างดุจบรรพตค้ำแดน ฝ่าเท้าทะลวงสวรรค์เคลื่อนปะทะ!
เปรี้ยง!!
ร่างของยอดฝีมือที่ใกล้ตัวที่สุดระเบิดแหลกในทันที เลือดเนื้อและวิญญาณล้วนสลายเป็นจุณ
ขณะที่ร่างของซูอี้เคลื่อนขนานกับนภา และได้ปรากฏขึ้นตรงหน้าชายชุดขาวผู้หนึ่ง
“บ้าเอ๊ย!”
ชายชุดขาวตื่นตะลึงจนขนลุกซู่ ฟาดฟันง้าวอัสนีในมือสุดแรงขณะถอยกรูดไปเบื้องหลัง โดยพยายามสร้างระยะห่างระหว่างตนกับอีกฝ่าย
เคร้ง!!
ง้าวสั่นสะท้าน ก่อนจะถูกฝ่ามือของซูอี้ฟาดกระเด็นไป และแทบพร้อมกันนั้น ปราณดาบโชติช่วงก็ระเบิดออกจากฝ่ามือของเขา
ทันใดนั้น ร่างซึ่งกำลังถอยกรูดของชายชุดขาวก็ปรากฏรอยเลือดขึ้นมากมาย ดวงตาเบิกกว้าง ร้องโหยหวน ถูกฆ่าตายลงทันที!
เพียงพริบตา ยอดฝีมือระดับสุดลึกล้ำสองคนก็ถูกฆ่า
คนแรกถูกบดขยี้ภายในพริบตา
คนหลังถูกแทงเป็นสิบๆ ครั้งราวก้อนหนัง!
เหตุการณ์สังหารนองเลือดนี้ทำให้คนมากมายตกตะลึง
ยามนี้ วงล้อมจากกลุ่มศัตรูพังทลายลง และซูอี้ก็ปลดตนออกจากวงล้อม!
“ตาย!”
น้ำเสียงอันสุขุมได้ดังขึ้นอีกครั้ง
แล้วร่างของซูอี้ก็หายวับไป
อึดใจต่อมา จู่ๆ สตรีในชุดกระโปรงสีแดงเพลิงผู้หนึ่งก็ถูกปราณดาบทิ่มกลางกระหม่อมจากเหนือนภา ร่างอรชรแหลกสลายเยี่ยงไม้ไผ่ถูกผ่า
ในที่สุด ผู้คนก็ได้เห็นว่าร่างของซูอี้ปรากฏขึ้นเบื้องหลังสตรีชุดแดง
ทุกสิ่งเกิดขึ้นเร็วเกินไป!
ซูอี้ไปมาฉับไวเยี่ยงประกายแสง วูบไหวอยู่ในสนามรบ ไร้เทียมทาน อำนาจยิ่งใหญ่ สังหารศัตรูร้ายระดับสุดลึกล้ำดุจเชือดสุนัข
ดูผ่อนคลายเยี่ยงกินดื่ม
“ฆ่า!”
ยอดฝีมือระดับสุดลึกล้ำสองคนฉวยโอกาสนี้พุ่งเข้าใส่ซูอี้พร้อมกัน
ทว่าชายหนุ่มก็ไม่ได้หลบ เขาต่อสู้กับสองศัตรูอย่างพร้อมเพรียง
เพียงพริบตา เป็นตายก็ถูกพิพากษา
ซูอี้โจมตีสุดกำลัง ผ่าร่างคนทั้งสองเยี่ยงไม้ไผ่ เหวี่ยงหมัดเยี่ยงดาบ บดขยี้ทั้งสองลงทันที!
เปรี้ยง!
โลหิตระเบิดกระฉูดเยี่ยงตะวันสีเลือด
เพียงพริบตา หกบุคคลก็ตายตกตามกัน!!
ยอดฝีมือระดับสุดลึกล้ำที่เหลืออีกสิบสองตาเหลือกถลน ใบหน้าเปลี่ยนสี ใช้อาวุธไม้ตายออกมาอย่างไร้ลังเล ไม่กล้าปิดบังเก็บงำ
“ขึ้นมา!”
ชายสวมมงกุฎวิถีผู้หนึ่งกู่ก้อง โบกแขนเสื้อส่งยันต์สีดำชิ้นหนึ่งพุ่งทะยาน
ยันต์นั้นเปี่ยมด้วยอำนาจร้ายกาจแห่งเทพ และเมื่อทะยานสู่อากาศ มันก็แปรเปลี่ยนเป็นบรรพตศักดิ์สิทธิ์กดลงเหนือนภา เปี่ยมเพลิงทิพย์โชติช่วงกระแทกลง
ยอดฝีมือระดับสุดลึกล้ำคนอื่นๆ ต่างก็งัดไพ่ตายไม่รีรอ
มีทั้งวิหคร้ายไร้เทียมทานอาบสายฟ้าอัสนีสีม่วงทะยานเวหา กระพือปีกกู่ก้องหมู่เมฆ สะท้านทั่วทั้งเก้าสวรรค์
มีทั้งสามสิบหกตำหนักลึกลับตระการเคลื่อนคล้อยลงมาจากสรวง ประหนึ่งตำหนักวิมานทิพย์สยบโลกา
ทั้งโลกเร้นลับอันเปี่ยมด้วยเงามารเกินคณาวูบไหว ปราณดาบเจิดจรัสฉวัดเฉวียนแปรเปลี่ยนอย่างไร้จบสิ้น
พวกมันล้วนเปี่ยมด้วยอำนาจร้ายกาจ!
การโจมตีร้ายกาจนั้นทำให้โลกหล้าอันมืดมิดภายใน ‘ค่ายกลเทพกาฬราตรีนภาเวิ้งว้าง’ สั่นสะท้านรุนแรง
ดุจการมาแห่งปัจฉิมวาระ!
เหล่าผู้ชมจากไกลๆ ดวงตาเจ็บแปลบ
การโจมตีดุเดือดอันไม่ได้เกิดขึ้นในโลกหล้ามานานนี้ เมื่อพวกเขาได้ประจักษ์แก่ตา ผู้คนจึงเข้าใจลึกล้ำว่าความกลัวเป็นเช่นไร!
แม้จะมองจากสถานที่แสนห่างไกล ก็ยังรู้สึกสิ้นหวังจนใจเกินหายใจทั่ว
ไม่อาจคาดคิดได้เลยว่าการโจมตีเช่นนี้จะร้ายกาจเพียงไร หากพวกตนไปอยู่ในสนามรบจริงๆ
โดยเฉพาะยามนี้ เมื่อเห็นยอดฝีมือระดับสุดลึกล้ำทั้งหลายต่างงัดไม้ตายออกมาสู้ยิบตา หัวใจของทุกผู้ก็แสนตื่นตะลึง ความคิดว่างโล่งไปหมด
มิอาจคาดคิดได้เลยว่าซูอี้ควรรับมือเช่นไร!
ทว่าไม่เพียงพวกเขา กระทั่งพวกฉีเนี่ยบนบรรพตศักดิ์สิทธิ์จรดนภาเองก็ผงะอึ้ง
นี่เป็นครั้งแรกที่กระทั่งเจ้าลัทธิผู้นำสำนักอันเรืองอำนาจยิ่งใหญ่เช่นพวกเขารู้สึกแสนเล็กจ้อยไร้กำลังต่อหน้ามหาศึกระดับสุดลึกล้ำเช่นนี้!
ยามนี้ เมื่อเผชิญไม้ตายสังหารอันร้ายแรงจากกลุ่มศัตรู ซูอี้เผยรอยยิ้มออกมา
“ตั๊กแตนเขย่าพฤกษา!”
ตู้ม!
ดาบวิถีเล่มหนึ่งปรากฏขึ้นในมือเขา
มันยาวสามฉื่อสามชุ่น
ตัวดาบดำสนิทราวรัตติกาลอันลึกล้ำเป็นอนันต์
ใบดาบบางเฉียบเยี่ยงปีกจักจั่น พิรุณแสงเทาดำสว่างวาบเยี่ยงภาพฝัน
ที่ด้ามดาบสลักสองอักษรเล็กจ้อยเยี่ยงหัวแมลงวัน ‘โลกา!’
มันคือดาบแห่งโลกาซึ่งถูกตีขึ้นใหม่ในเตาเสริมสวรรค์
ทว่าดาบเล่มนี้แตกต่างจากกาลก่อนโดยสิ้นเชิง
เมื่อดาบอยู่ในมือ ยามวิถีเต๋าทั่วร่างซูอี้กู่คำราม วจีดาบก็โผทะยานสะท้อนทั่วเก้าสวรรค์
เยี่ยงเสียงโหยหากระหายเลือด
โดยไร้ลังเล ซูอี้เหยียบย่างสัญจร อาภรณ์กระเพื่อมพัดตามลม ฟาดฟันดาบสะบั้นออก
ตู้ม!!
หนึ่งปราณดาบละล่องโถม นิมิตหกวิถีวัฏสงสารเคลื่อนราวปรภพมืดมิดอันลึกลับหวนปรากฏในโลกหล้า
วงล้อดาบหกวิถี!
เมื่อดาบนี้ฟาดฟันลง
เปรี้ยง!!
สารพัดอำนาจสมบัติเทพทั้งหลายถูกกระทบร้ายแรงด้วยดาบนี้
บรรพตถล่ม
ร่างของวิหคร้ายไร้เทียมทานเจ็บปวดรวดร้าวพลางส่งเสียงร้องโหยหวน
ตำหนักวิมานทั้งสามสิบหกถูกฉีกกระชาก
……ชั่วขณะนั้น โลกหล้าป่วนปั่น เปี่ยมไปด้วยความเสื่อมสลาย
ท้ายที่สุด ภายใต้สายตาตื่นตะลึงเกินคณานับ ดาบของซูอี้ก็ทำลายไม้ตายของยอดฝืมือระดับสุดลึกล้ำทั้งสิบสองลงในพริบตา!
กระทั่งร่างของยอดฝีมือเหล่านั้นยังถูกฟาดกระเด็น หลายผู้บาดเจ็บหนัก ร่างเปรอะเปื้อนด้วยโลหิต
อำนาจหนึ่งดาบ แสนทรงพลังเพียงนี้เชียวหรือ!!
“นี่คืออำนาจวัฏสงสารอันสามารถสะกดอำนาจเทพหรือ?”
บางผู้สั่นสะท้านทั้งกายใจ ร้องออกมาเสียงหลง
“การฝึกฝนระดับมหายุทธ์ เขา…เขาไม่ใช่มหาเซียนแล้ว!”
มีผู้กู่คำราม
ตู้ม!
ทั่วทิศเดือดพล่าน ฮือฮาเลื่อนลั่น
ทุกผู้ตกตะลึง!!
เมื่อไม่กี่เดือนก่อน ซูอี้เพิ่งเข้าสู่ระดับมหาเซียน ณ ทะเลบูรพา เรื่องนี้เป็นที่รู้ทั่วในแดนเซียน
ใครเล่าจะคาดคิดว่าไม่พบกันไม่กี่เดือน ซูอี้จะเข้าสู่ขอบเขตมหาศาล อยู่ในขอบเขตมหายุทธ์แล้ว?
ความเร็วในการเคลื่อนขอบเขตเช่นนี้ชวนตกตะลึงเสียจริง!!
ฉีเนี่ย เสวียนจ้ง และตัวตนเลิศล้ำอื่นๆ ต่างนนิ่งงันเยี่ยงต้องอัสนีฟาด
ในที่สุดพวกเขาก็ได้สำเหนียกว่าเหตุใดซูอี้จึงกล้ามางานประชุมลำพัง ความมั่นใจของชายหนุ่มคืออำนาจระดับมหายุทธ์!
และนี่คือสิ่งที่พวกเขาไม่ได้คาดไว้ก่อนเลย