บันทึกตำนานราชันอหังการ [ 剑道第一仙 ] - ตอนที่ 1886-1890
บทที่ 1,886 วางมีดชำแหละเนื้อ บรรลุพุทธะในฉับพลัน
หลวงจีนผู้นั้นสวมจีวรสีน้ำตาลเทา ก้าวเหยียบย่างบนแท่นปทุมสีทองอันสร้างจากเมฆมงคลมหาวิถี
มือหนึ่งยกขึ้นทาบบนอก
อีกมือหนึ่งถือดาบปลายมนสีดำ
ร่างผอมสูงยืนบนแท่นปทุม ทว่าตัวคนกลับดูราวขุนเขาเดียวดาย ให้ความรู้สึกอันไม่อาจสั่นคลอน
ไกลออกไป ซูอี้พลันเลิกคิ้วเล็กน้อยเมื่อพบหลวงจีนผู้นี้ และสังเกตเห็นข้อความหนึ่งปรากฏขึ้นบนบันทึกผลกรรม
‘ลาเฒ่าหัวล้านนั่นมาเพื่อข้า! เขาต้องเป็นคนของพุทธเจ้าแผดตะเกียงเป็นแน่!!’
ซูอี้เข้าใจในทันทีว่าไฉนหลวงจีนผู้นี้จึงมาขวางทางเขา ที่แท้อีกฝ่ายก็มาเพื่อบันทึกผลกรรมนั่นเอง
“เจ้าคือเจียอวิ๋นหรือ?”
ซูอี้ถามขึ้นอย่างกะทันหัน
เมื่อวาน ซีหนิงบอกเขาแล้วว่าพุทธเจ้าแผดตะเกียงจะส่งอรหันต์อารักษ์นามเจียอวิ๋นมายังแดนเซียน ความแข็งแกร่งของคนผู้นี้เทียบได้กับบุตรและบุตรีแห่งสวรรค์ไร้เทียมทานอย่างลั่วเทียนตูและกู่อวิ้นฉาน นับเป็นตัวตนร้ายกาจรับมือได้ยากสุดขีด!
หลวงจีนพยักหน้า “ถูกต้อง”
ซูอี้ส่งเสียงรับในลำคอและกล่าวว่า “จะมาชิงบันทึกผลกรรมไปรึ?”
หลวงจีนส่ายหน้า “หลวงจีนผู้นี้แค่จะมาชี้ทางแก่สหายเต๋าซูเท่านั้น”
“ว่ามาสิ”
ซูอี้กล่าวอย่างสนใจ
สีหน้าของหลวงจีนผู้นี้สุขุมแน่วแน่เยี่ยงศิลา เขากล่าว “ช่วยเหลือชีวิตคนนั้นดีกว่าสร้างวิมานเจ็ดชั้น หลวงจีนผู้นี้ยินดีออกมาช่วยสลายภัยคุกคามชีวิตให้สหายเต๋า ขอเพียงสหายเต๋าวางมีดชำแหละเนื้อลง เจ้าก็บรรลุพุทธะได้ในฉับพลัน!”
สายตาของซูอี้ดูพิกล แล้วเขาก็หัวเราะลั่น
แม้แต่บันทึกผลกรรมยังอดค่อนแคะมิได้ ‘ลาเฒ่าหัวล้านจากสำนักพุทธพวกนี้ยังคงเสแสร้งไม่ต่างกันเลย!’
“อย่าว่าแต่เรื่องอื่นใด ข้าขอถามเจ้าเพียงว่าหากคนชั่วช้าวางมีดชำแหละเนื้อแล้วบรรลุพุทธะทันใด แล้วไฉนจึงยากเย็นนักยามที่คนดีจะผ่านบททดสอบสารพันเพื่อบรรลุพุทธะ?”
ซูอี้เอ่ยถาม
สีหน้าของหลวงจีนยังคงนิ่งสงบดุจบ่อน้ำเก่าไร้รอยกระเพื่อม “การบรรลุพุทธะในฉับพลัน หาได้เกี่ยวข้องกับมีดชำแหละเนื้อในมือไม่ แต่เป็นการปล่อยวางหัวใจอันชั่วร้าย จึงสามารถปลุกพุทธคุณในใจแล้วก้าวเดินสู่วิถีพุทธธรรมได้”
“สหายเต๋าต้องเรียนรู้ที่จะ ‘ปล่อยวาง’ ก่อน!”
ซูอี้แย้มยิ้มไม่ใส่ใจและถามขึ้นอีกครั้ง “ในอดีตเคยมีผู้กล่าวว่าความขัดแย้งระหว่างพุทธเจ้าและมารนั้นก็แค่เพราะมีตำแหน่งแตกต่าง หากเป็นฝ่ายพุทธ เมื่อเอาชนะมารได้ก็จะบรรลุพุทธะ ในขณะที่มารต้องเอาชนะพุทธะในโลกหล้าเพื่อเป็นมาร เจ้าคิดเช่นไร?”
คิ้วของหลวงจีนขมวดเข้าหากันเล็กน้อยแล้วจึงกล่าวว่า “นี่เป็นเรื่องไร้สาระยิ่ง หากสหายเต๋าสนใจเรื่องนี้ เจ้าอาจต้องเรียนรู้การปล่อยวางก่อน แล้วข้าจะเทศนาธรรมอธิบายปริศนานี้ให้”
ซูอี้กล่าวเนิบๆ “งั้นข้าจะตอบให้เอง ไม่ว่าสำนักพุทธ มาร เต๋า ขงจื๊อ ปีศาจ มนตรา และอื่นๆ จะต่างกันเพียงไร นั่นก็เป็นเพียงความต่างทางวิถีเท่านั้น ในสายตาข้า พุทธะจะเป็นมารก็ได้ มารเองก็เป็นพุทธเจ้าได้ นั่นเป็นแค่ข้อพิพาทระหว่างวิถี ไม่ว่าจะสูงหรือต่ำ ถูกหรือผิด ย่อมไม่ใช่การกล่าวถึงความดีชั่ว”
หลวงจีนดูจะตระหนักถึงบางสิ่ง ดวงตาจับจ้องซูอี้ และกล่าวว่า “หลวงจีนผู้นี้คิดว่านี่แหละคือ ‘มีดชำแหละเนื้อ’ ที่สหายเต๋าถือไว้ในใจ หากเจ้าวางมันลงเสีย ย่อมจะก่อให้เกิดผลดี”
ซูอี้กล่าวเนิบๆ “งั้นเจ้าบอกสิว่าจะวางมันลงเช่นไร?”
หลวงจีนกล่าว “สะบั้นความยึดติดในใจ ทิ้งกรรมของตนไป”
ซูอี้อดยิ้มมิได้ “พุทธศาสนาพร่ำสอนสรรพชีวิต ชอบเล่นลิ้นพลิกแพลง พูดให้ดูดีหน่อยก็คือเกลี้ยกล่อมผู้คนให้ตระหนักแก่ใจตน แต่หากว่ากันตรงๆ ก็คือเสแสร้งให้ความคิดสับสน! ความยึดติดในใจอันใด กรรมในร่างอันใด แท้จริงก็แค่ให้ข้ายอมทิ้งวัฏสงสาร มอบบันทึกผลกรรมให้ก็เท่านั้น!”
หลวงจีนเงียบไปครู่หนึ่งแต่ก็ไม่ได้ปฏิเสธ “หากเจ้าปล่อยวางได้ พุทธคุณก็จะบังเกิดแก่เจ้า หากปล่อยวางไม่ได้ เจ้าก็จะตกสู่อบาย ก่อเกิดเคราะห์กรรมถึงชีวิต”
ซูอี้นำไหสุราออกมาจิบ “น่าเสียดาย ในสายตาข้า เจ้าคือมารผู้กระหายโลภในวัตถุเช่นบันทึกผลกรรม เกรงกลัวกรรมวัฏสงสาร หากเจ้าปล่อยวางเรื่องเหล่านี้ได้ เจ้าก็อาจเป็นพุทธเจ้าได้โดยแท้จริง”
บันทึกผลกรรมอยากปรบมือให้ใจจะขาด
เฉียบขาดยิ่งนัก! นี่แหละนะ สนองผู้อื่นด้วยการกระทำของตน!
หลวงจีนถอนหายใจยาว “สหายเต๋ายึดติดดื้อดึงมากเกินไป นี่แหละหนาหนทางทำลายตนเอง”
ซูอี้เก็บไหสุราไป “ข้าแตกต่างจากเจ้า ข้าเสาะแสวงวิถีน้อยใหญ่ด้วยตนเอง หากเทพพุทธะหรือตัวตนสูงส่งเหนือนภาใดๆ กล้าขวาง พวกมันจะถูกทำลายสิ้น!”
น้ำเสียงยังไม่ทันสิ้น เขาก็ก้าวเท้าไปเบื้องหน้า
อึดใจต่อมา ชายหนุ่มก็ปรากฏขึ้นตรงหน้าหลวงจีน แล้วกดฝ่ามือหนึ่งออกไป
เปรี้ยง!
ร่างของหลวงจีนพลันระเบิดแปรเปลี่ยนเป็นพิรุณแสงละล่องจากจร
รวดเร็วเฉียบขาดเยี่ยงขยำกระดาษ!
ไกลออกไปหลายพันจั้ง ร่างของหลวงจีนปรากฏขึ้นอีกครั้ง เขายังคงยืนอยู่เหนือแท่นปทุม มือถือดาบปลายมน สีหน้าราบเรียบสุขุม
“มีกรรมมารในใจ เห็นทุกสิ่งตรงหน้าเป็นมาร แน่ชัดแล้วว่าสหายเต๋าคงไม่วางมีดชำแหละเนื้อลง……”
ตู้ม!
ปราณดาบโปรยลงจากนภา ร่างของหลวงจีนระเบิดออกดังสนั่นอีกหน
ทว่าเสียงของเขายังคงดังมาจากอีกทิศทาง “อย่าโทษหลวงจีนผู้นี้เลยที่จะกำจัดมารเสียวันนี้!”
ซูอี้มองขึ้นไป พบว่าร่างของหลวงจีนปรากฏขึ้นอีกครั้งห่างออกไป
ไร้รอยขีดข่วน!
“ที่แท้ก็เป็นค่ายกลนี่เอง”
ซูอี้มองไปยังบรรพตลำธารรอบๆ เลิกคิ้วขึ้นเล็กน้อย แล้วจึงตระหนักว่าฟ้าดินแถบนี้ดูจะเหมือนเดิมไม่ผิดเพี้ยน แต่แท้จริงแล้ว มันกลับแปรเปลี่ยนเป็นคนละโลกไปแล้ว!
เพราะมีปราณอันร้ายแรงลึกลับเพิ่มขึ้นมา!
ก่อนหน้านี้ เขาไม่แม้แต่จะทันสังเกตด้วยซ้ำ แต่สามารถคาดเดาได้ว่าค่ายกลอันแปรเปลี่ยนโลกหล้าอย่างเงียบงันได้ชิ้นนี้ต้องอัศจรรย์มากอย่างแน่นอน
‘ลาเฒ่าหัวล้านพวกนั้นชอบเสแสร้งเป็นที่สุด ในเมื่อเขากล้ามารอเจ้าที่นี่ เขาย่อมต้องเตรียมอุบายไว้นานแล้วเป็นแน่ รอเพียงให้เจ้ามาติดกับ!’
บันทึกผลกรรมยอมรับไม่ได้ คิดว่าหลวงจีนนามเจียอวิ๋นผู้นี้ชั่วช้าเกินไปแล้ว!
ไกลออกไป หลวงจีนเจียอวิ๋นกล่าวอย่างเยือกเย็น “ขณะที่โพธิสัตว์เมตตาอ่อนน้อม อรหันต์นั้นมีหน้าที่ปราบมาร ค่ายกลนี้มีนามว่า ‘สามพันพรหมโลก’ บังเกิดจากสมบัติศักดิ์สิทธิ์ ‘ประทีปเขียวสุเมรุ’ ของพุทธเจ้าแผดตะเกียง”
“สหายเต๋าอยู่ในค่ายกลนี้ประหนึ่งอยู่ในพรหมโลกทั้งสามพัน หากไม่ถูกจองจำก็ถูกปราบ พุทธคุณนั้นเมตตา หวังว่าสหายเต๋าจะคิดให้ดี”
ซูอี้ไม่สนใจ เขาเลิกมองหลวงจีนเจียอวิ๋นแล้วก้าวมาเบื้องหน้า
ตู้ม!
เพียงหนึ่งก้าว ท้องนภาพลันสั่นสะท้าน!
บรรพตลำธารและสุญตาในรัศมีหลายพันลี้แหลกร้าวพังทลาย
เมื่อรัศมีพรหมทิพย์เรื่อเรืองเฉิดฉาย พิภพโลกหล้าอันพังทลายก็คืนสภาพโดยพลัน
ไร้ความเสียหายใด
แต่ซูอี้หาสนใจไม่ ยังคงก้าวเดินต่ออย่างเฉยชา
พลังปราณในกายเคลื่อนโคจร เจือด้วยภาวะดาบอันดุร้ายน่าสะพรึงกลัวที่แผ่ออก
ยิ่งเดินต่อ บรรพตลำธารก็ป่วนปั่นร้าวราน ท้องนภาถล่มระส่ำระสาย
ทันใดนั้น ฟ้าดินทั่วทิศก็คืนสภาพอีกหนราวไร้สิ่งใดเกิดขึ้น
ซูอี้ยังคงก้าวย่างต่อ ทำให้ฟ้าดินถล่มก่อนเวียนว่ายตายเกิด บังเกิดเป็นภาพอันน่าดูชมเหลือเชื่อ
ไม่ว่าซูอี้จะไปหนใด ชายหนุ่มก็ไม่อาจสะบั้นฟ้าดินถิ่นนี้ให้แหลกสลาย ต่อให้ดิ้นรนเช่นไรก็จะอยู่ในคุมขังเสมอ
แต่ซูอี้ก็ใช่ว่าจะไม่ได้ประโยชน์ใดๆ
ด้วยค่ายกลเทพที่ว่านี้ก็แค่ค่ายกลอันเปี่ยมด้วยอำนาจเทพเท่านั้น!
และ ‘สามพันพรหมโลก’ อันแปรเปลี่ยนจาก ‘ประทีปเขียวสุเมรุ’ ของพุทธเจ้าแผดตะเกียงที่ว่านี้ อาจเพียงพอกักขังผู้ใดในโลกหล้าได้ทั้งสิ้น
แต่ซูอี้อาจทำลายมันได้!
เปรี้ยง!
ฟ้าดินพลันตาลปัตร สุญญะรวนเรไร้ระเบียบ
ย่างก้าวของซูอี้ครานี้ดูแช่มช้า ทว่าแท้จริงกลับไวว่องเยี่ยงเคลื่อนกายพริบตา หยั่งเชิงอำนาจปริศนาของค่ายกลเทพ ‘สามพันพรหมโลก’ นี้จนถ้วนทั่ว
“พุทธเจ้าเอ๋ย หากข้าไม่ลงนรก ผู้ใดเล่าจะลงนรก?”
ธรรมวจีอันยิ่งใหญ่ดังขึ้นจากพื้น
ฟ้าดินถิ่นนั้นพลันสะท้านสั่น ควบแน่นแข็งทึบ และทั่วบรรพตลำธารปรากฏพุทธรัศมีทะยานนภา กวาดถึงเก้าสวรรค์ทั่วแดนดินราวเพลิงลุกลามโหมกระหน่ำ
ร่างพุทธเจ้าผู้หนึ่งพลันควบรวมปรากฏขึ้นจากรัศมีอันไร้ประมาณนี้ มันเหยียบย่างบนแท่นปทุมยี่สิบสี่กลีบ ในมือถือดาบปลายมน
ดูเหมือนจะเป็นหลวงจีนเจียอวิ๋น!
เขากลับเหมือนเป็นนายเหนือแห่งสามพันพรหมโลก เผยอำนาจน่าสะพรึงกลัว เปล่งเพลิงพุทธสว่างล้ำพลุ่งพล่านรอบกาย ดูๆ แล้วตัวคนดุจมีธารสายยาวอันระยับเลื่อมพรายครอบกาย ส่งปราณร้ายกาจพวยพุ่งไหลรินออกมาอย่างต่อเนื่อง
“ฮ่า!”
เสียงของหลวงจีนเจียอวิ๋นกังวานชัดเจนเยี่ยงระฆังยามเช้าและฆ้องโมงยามเย็น
ทันใดนั้น บงกชเจิดจรัสนับไม่ถ้วนก็เบ่งบาน เงาสูงราวหนึ่งจั้ง เพลิงพุทธะพร่างพรมออกจากส่วนเกสร
อำนาจเช่นนี้สามารถแผดเผาตัวตนระดับสุดลึกล้ำใดๆ ได้ทุกเมื่อ!!
ยามปราณอันตรายนี้กระทบหน้า พลันกระตุ้นให้ผิวกายของซูอี้ตึงแน่นเงียบเชียบ
ทว่าในแววตาของชายหนุ่มกลับเผยเค้าล้อเลียน
ในที่สุดก็ยั้งตนไม่ไหวแล้วหรือ?
ตู้ม!
ซูอี้เหยียบย่างบนอากาศ สร้างม่านแสงกลมให้ปรากฏเบื้องหลัง โดยมีหกวิถีเวียนวัฏอันมืดมนสะท้อนอยู่ภายใน
เมื่อเขาตบฝ่ามือออกไป……
วัฏสงสารขนาดหลายพันจั้งวนเวียน ทะเลทุกข์อันกว้างใหญ่ไร้สิ้นสุดเจิ่งนองปกคลุมท้องนภา
ทันใดนั้น เพลิงพุทธะอันเจิดจรัสไร้สิ้นสุดก็ดับลง!
ปทุมบุปผาสูงหนึ่งจั้งนับไม่ถ้วนเหี่ยวเฉาสลายไปในคลื่นทะเลทุกข์อันมืดมิดไร้จุดจบ
เมื่อซูอี้โจมตีผ่านนภา ทะเลทุกข์ไร้สิ้นสุดก็ทะยานเวหา ทำให้ฟ้าดินถิ่นนี้ปั่นป่วนจวนเจียนพังทลาย
ม่านตาของหลวงจีนเจียอวิ๋นผู้แปรเปลี่ยนเป็นพุทธเจ้าสูงพันจั้งหดตัว ตะโกนออกมาทันที “แสงสว่างเป็นเช่นเขตแดน เพลิงพุทธะเป็นเช่นประทีป!”
ตู้ม!
ค่ายกลเทพนี้พลันแปรเปลี่ยน โลกภูมิจำนวนหนึ่งปรากฏขึ้น โดยแต่ละภูมิต่างมีเพลิงพุทธะเกินประมาณลุกโชน พร้อมกับเสียงบริกรรมสันสกฤตสะท้อนแว่วออกมา และปรากฏเงาลวงแห่งพุทธะสะท้อนในเพลิงพุทธะอันโชติช่วงนั้น
แรงกดดันเช่นนี้ได้เผยความน่าหวาดหวั่นไร้ขอบเขตออกมาอย่างชัดเจน!
ยามนี้เอง ซูอี้พลันรู้สึกเหมือนเห็นความเดิมเก่าก่อนย้อนปรากฏขึ้นมา
เขาจำได้ทันทีว่าเมื่อไม่นานนี้ ณ บททดสอบจากสวรรค์ยามพิสูจน์ตนขึ้นสู่ขอบเขตมหาศาล เงาร่างของทวยเทพปรากฏขึ้น หนึ่งในนั้นมีหลวงจีนร่างผอมอันคล้ายคลึงกับสิ่งที่เห็นตรงหน้านี้มาก
หลวงจีนร่างผอมผู้นั้นเหยียบย่างบนทะเลโลหิตบรรพตซากศพ มีสามเศียรหกกร ในมือประคองพุทธนครอันไพศาลศักดิ์สิทธิ์!
‘หรือคนผู้นั้นจะเป็นพุทธเจ้าแผดตะเกียงแห่งอดีตกาล?’
ความคิดนี้แล่นเข้ามาในหัวซูอี้
เมื่อวาน ซีหนิงกล่าวไว้ว่าเมื่อไม่นานมานี้ เทพบางคนในโลกแห่งเทพดูจะถูกกระตุ้นให้แตกตื่น ส่งกลุ่มตัวตนร้ายกาจน่าสะพรึงกลัวมายังแดนเซียน รวมถึงอรหันต์อารักษ์เจียอวิ๋นผู้อยู่ใต้บัญชาพุทธเจ้าแผดตะเกียงนี้ด้วย!
ในตอนนี้ ซูอี้เข้าใจแล้วว่าทวยเทพเหล่านั้นน่าจะตื่นตัวขึ้น จากการบรรลุขอบเขตมหาศาลของเขาเอง!
ยามเขาข้ามผ่านหายนะ พวกคนที่คาดว่าจะเป็นพุทธเจ้าแผดตะเกียงและเทพคนอื่นๆ ก็ปรากฏขึ้น ณ ส่วนลึกแห่งมิติเวลาอันไร้สิ้นสุด!!
ขณะสมองครุ่นคิด ซูอี้ก็ไร้จังหวะให้คิดมากไปกว่านั้น
โลกภูมิอันหนาหนักที่โอบล้อมเพลิงพุทธะและพุทธนิมิตมากมายเกินคะเนเริ่มโจมตีเข้าใส่เขาซึ่งๆ หน้าแล้ว!
ปราณอันน่าสะพรึงกลัวนี้ ทำให้ทั้งกายและใจของซูอี้สัมผัสถึงภัยร้ายถึงตาย ร่างเย็นยะเยือกทั้งกาย!
ขณะเดียวกันในจุดซึ่งไกลออกไป หลวงจีนเจียอวิ๋นดูเฉยเมย มองเรื่องทั้งหมดอย่างไร้อารมณ์ราวไร้ความเกี่ยวข้อง
บทที่ 1,887 ต่างฝ่ายล้วนแผลงฤทธา
ณ ยามคับขันนี้ ซูอี้พลันใช้บันทึกผลกรรมขวางตรงหน้าอย่างไร้ลังเล
บ๊ะ!
อีกแล้วรึ?
บันทึกผลกรรมเดือดดาลจนแทบอยากด่าลามไปถึงมารดา
ตู้ม!!
ชั้นอำนาจกั้นแดนชั้นแล้วชั้นเล่าถูกกระทบกระแทก ทำให้บันทึกผลกรรมสั่นสะท้าน
ทันใดนั้น เพลิงแสงเรืองรองก็ปะทุ ปรากฏพุทธมายานับไม่ถ้วนถลึงตาดุดัน พากันตวาดลั่นชวนขวัญผวา จู่โจมออกมาจากเพลิงพุทธะ!
อำนาจทำลายล้างอันน่าสะพรึงกลัวนี้เป็นเช่นคลื่นคลั่งจากทะเลเดือด ซัดสาดเป็นระลอกติดกัน
แม้จะใช้บันทึกผลกรรมเข้ารับ แต่อีกไม่นานก็จะไม่อาจต้านไหวแล้ว
ทว่าซูอี้หาแตกตื่นไม่ เขาขุ่นเคืองเล็กน้อยแล้วรำพันว่า “เป็นถึงตัวตนไร้เทียมทานข้างกายพุทธเจ้าแผดตะเกียง กลับไม่กล้าใช้ความแข็งแกร่งแท้จริงมาสู้กับข้า น่าผิดหวังจริงๆ”
ใช่แล้ว เขารังเกียจการกระทำของลาเฒ่าหัวล้านผู้นี้!
ทันทีที่ลงมือ อีกฝ่ายก็ใช้ค่ายกลเทพ เห็นได้ชัดว่าด้อยความกล้า ใช้แต่เล่ห์กลเกินไป
“หากไม่ใช่เพราะหายนะเทพในแดนเซียนนี้ ไฉนหลวงจีนผู้นี้ต้องมาที่นี่ด้วย?”
น้ำเสียงของเจียอวิ๋นสุขุม “แน่นอน สหายเต๋าไม่จำเป็นต้องเดือดดาลนัก เจ้าห่างไกลเกินกว่าที่ตัวตนระดับมหาเซียนอื่นๆ จะเทียบชั้น อีกทั้งในอดีตชาติ เจ้ายังเป็นตัวตนที่เหล่าเทพเกรงกลัว ดังนั้น ข้าใช้สามพันพรหมโลกจัดการกับเจ้า เพราะข้าให้ค่าเจ้าเป็นศัตรูอันเลิศล้ำเหนือใครนั่นเอง”
ขณะเสวนา ค่ายกลเทพก็กู่ก้อง อำนาจยิ่งทวีความน่าสะพรึงกลัว!
ค่ายกลบีบให้ซูอี้เร่งโคจรอำนาจวัฏสงสารเต็มกำลัง แต่ก็แทบต้านทานไว้ไม่อยู่
บันทึกผลกรรมถูกตบตีเสียจนหน้ากระดาษสั่นพั่บๆ กระตุกไปทั่วทั้งเล่ม หากมันส่งเสียงได้ เกรงว่ามันคงร้องด่าพ่อล่อแม่ดังลั่นไปแล้ว
“ไร้สาระ!”
ซูอี้แค่นยิ้ม “หากสู้กันซึ่งหน้า ข้าจะไม่ถือหากจะปล่อยให้เจ้าได้พ่ายอย่างเต็มใจ แต่ยามนี้ ในเมื่อเจ้าใช้สมบัติภายนอกมาสู้ เช่นนั้นอย่าโทษข้าที่แล้งน้ำใจแล้วกัน”
ดวงตาของเขาสาดประกายเย็นเยียบ
“ทลาย!”
เขาใช้อำนาจ ‘ข้ามขอบเขต’ ของพฤกษาหมื่นภูมิออกมาทันที แล้วร่างของชายหนุ่มก็ทะลวงช่องว่าง ณ ‘สามพันพรหมโลก’ นี้เยี่ยงคมดาบอันไม่อาจทำลาย
ตู้ม!
ในเพลิงแสงอันกระหวัดพันกัน ร่างของซูอี้ได้ทะยานออกจากค่ายกลเทพ!
เยี่ยงมังกรสลัดพันธนาการ ทะยานสู่สวรรค์!
สีหน้าเรียบเฉยของหลวงจีนเจียอวิ๋นในค่ายกลเทพแปรเปลี่ยน
ดูไม่อยากเชื่อ
และ……ดูตื่นตะลึง!
สามพันพรหมโลกนี้สามารถสังหารศัตรูใดๆ ภายใต้เทพลงโดยง่ายดาย ทว่ามหาเซียนผู้หนึ่งกลับสลัดหลุดรอด แล้วเขาจะยอมรับได้เช่นไร?
ตู้ม!
ก่อนเจ้าตัวจะทันคิดออก ซูอี้ก็โจมตีเข้ามาอย่างดุเดือดแล้ว!
หากเป็นยามติดในค่ายกลนั้นก็เรื่องหนึ่ง
แต่หากทำลายค่ายกลจากด้านนอก นั่นก็เป็นอีกเรื่องหนึ่ง!!!!
เมื่อซูอี้โคจรอำนาจวัฏสงสาร เขาก็ฟาดบันทึกผลกรรมออกไปเยี่ยงก้อนอิฐ
มหาค่ายกลทั้งผองสั่นสะท้านรุนแรงทันที
จุดที่ถูกฟาดใส่แหลกร้าวเป็นรูราวเปลือกไข่ขนาดมหึมา!
“ไป!”
หลวงจีนเจียอวิ๋นตวาดเบาๆ ยกดาบปลายมนในมือตนขึ้น และใช้อำนาจสามพันพรหมโลกเข้าสะกดซูอี้
ทว่าซูอี้กลับเลี่ยงหลบไปได้โดยง่ายดาย
แม้ค่ายกลนี้จะแสนอัศจรรย์ หากกักร่างเขาไว้ไม่ได้ ซูอี้ก็สามารถหลบเลี่ยงได้ง่ายๆ โดยมิต้องใช้อำนาจของพฤกษาหมื่นภูมิแล้ว!
หลวงจีนเจียอวิ๋นตระหนักเรื่องนี้ ร่างสูงพันจั้งของเขาแปรเปลี่ยนกลับสู่ปกติอย่างเงียบเชียบ
ขณะเดียวกัน ค่ายกลสามพันพรหมโลกปกคลุมทั่วฟ้าดินด้าวแดนหดตัวลง จนแปรเปลี่ยนเป็นประทีปสีเขียวดวงหนึ่ง ร่วงหล่นบนมือหลวงจีนเจียอวิ๋น
ประทีปเขียวนี้ก็คือ ‘ประทีปเขียวสุเมรุ’ ที่พุทธเจ้าแผดตะเกียงเป็นผู้สร้าง!
เป็นสมบัติอันเกินหยั่งถึง!
สมบัตินี้ร้ายกาจยิ่งจริงแท้ แม้จะทำเพียงลอยนิ่งๆ บนฝ่ามือหลวงจีนเจียอวิ๋น ทว่าปราณของมันทำให้โลกหล้าเปลี่ยนแปร อำนาจกฎเกณฑ์ในอากาศดูจะแตกตื่นว้าวุ่น
“ไป!”
เจียอวิ๋นยกมือขึ้นขว้าง
วูบ!
ประทีปเขียวสุเมรุทะยานเวหา ขณะมันเคลื่อนคล้อยหมุนวน เพลิงพุทธะเกินประมาณก็พลันละล่องออกจากไส้ประทีป เปรียบประดุจพายุเพลิงที่กวาดไปทั่วทศทิศ
บรรพตลำธารรอบข้างพลันถูกแผดเผาเหือดแห้ง สรรพสิ่งมอดไหม้เป็นจุณ กระทั่งท้องนภายังลุกโชนเสียจนบิดเบี้ยวพังทลาย ชวนตกตะลึงเป็นอย่างมาก
ซูอี้ทะยานเข้าไป
ตู้ม!
แสงเงาแห่งวัฏสงสารปรากฏขึ้นรอบกาย ใช้มือเปล่าเยี่ยงดาบฟาดฟันลงอย่างดุเดือด
ทันใดนั้น เส้นทางสุดวิถีได้ปรากฏขึ้นบนท้องนภา ทอดยาวสู่อนธการไร้สิ้นสุด บุปผาสุดวิถีเบ่งบานเยี่ยงเพลิงผลาญ เผยอำนาจจองจำ ดึงดูด และทลายสูญ
ยามบุปผาสุดวิถีผลิบาน!
แม้เพลิงพุทธะนี้จะทรงพลังอหังการ แต่ก็เสื่อมสลายดับมอดไปทันทีที่สัมผัสกับเส้นทางสุดวิถี!
ซูอี้ฉวยโอกาสนี้ใช้อำนาจพฤกษาหมื่นภูมิจนหายลับไปอย่างเงียบงันแล้ว
อึดใจต่อมา เขาปรากฏขึ้นบนท้องนภาเหนือศีรษะหลวงจีน เจียอวิ๋น ใช้บันทึกผลกรรมฟาดเข้าใส่ประทีปเขียวสุเมรุ
การโจมตีนี้แสนกะทันหัน เกิดขึ้นในพริบตา ทำให้หลวงจีนเจียอวิ๋นไม่อาจหลบทัน ทำได้เพียงต้องปะทะตรงๆ
โครม!!
เกิดเสียงปะทะสะท้านแดนดิน
ประทีปเขียวสุเมรุถูกฟาดกระเด็นออกไปอย่างสั่นเทา
ม่านตาของหลวงจีนเจียอวิ๋นหดตัวกะทันหัน ริมฝีปากตวาดคำรามลั่น ใช้ดาบปลายมนในมือขวาฟาดฟันเป็นแนวขนานพื้น
เพื่อหยุดการโจมตีของซูอี้ไว้
ทว่าซูอี้กลับฉวยโอกาสนี้กระหน่ำโจมตีไม่ยั้งมือ ใช้บันทึกผลกรรมทุบตีดุจก้อนอิฐเข้าใส่เจียอวิ๋นต่อเนื่อง
เปรี้ยง! เปรี้ยง! เปรี้ยง!
หลวงจีนเจียอวิ๋นโบกสะบัดดาบปลายมนเข้าต่อต้าน แต่ก็ไม่อาจทานทนการระดมโจมตีนี้ได้เลย และถูกทุบตีจนต้องหลบเลี่ยงในพริบตา
ท้ายที่สุด ดาบปลายมนก็ถูกทุบกระเด็น ร่างของเขาถูกทุบโดยบันทึกผลกรรมเข้าที่หลัง
เปรี้ยง!!
การโจมตีกระแทกร่างของเขากระเด็นไปหลายพันจั้ง หลังยุบเป็นรอย โลหิตหลั่งริน กล้ามเนื้อกระดูกแหลกร้าว กระอักเลือดออกมาคำโต
ใบหน้าราบเรียบของหลวงจีนซีดขาว โทสะอันเกินควบคุมปรากฏในดวงตา
ทว่านี่ไม่ใช่จุดจบ
ซูอี้ใช้อำนาจพฤกษาหมื่นภูมิอันตรธานไปในอากาศธาตุอีกครั้ง!
หลวงจีนเจียอวิ๋นร้องลั่นในใจ ใช้วิถีเต๋าระดับสุดลึกล้ำออกมาทันทีอย่างไม่ลังเล
ตู้ม!!
ปราณของเขาแปรเปลี่ยนกะทันหัน ร่างผอมแห้งเรืองรัศมีทองอร่ามเยี่ยงหลอมด้วยทองเทวะ อำนาจเลือดเนื้อทรงพลังพุ่งทะยานเวหา ก่อเกิดแปรเปลี่ยนเป็นแดนพุทธอันลึกลับพิทักษ์อยู่เบื้องหลัง
ในชั่วพริบตานั้น……
วูบ! ควับ!
ดาบปลายมนและประทีปเขียวสุเมรุหวนคืนสู่มือ เขาใช้พวกมันอย่างเต็มกำลัง
ในขณะเดียวกัน ปราณดาบอันโอฬารก็ทะยานลงมาจากท้องฟ้า หกนิมิตเวียนวนปรากฏในปราณดาบ ทั้งลึกลับและดำมืดพร้อมฉุดกระชากสรรพสิ่งในฟ้าดินนี้ลงสู่วัฏสงสาร
‘วงล้อดาบหกวิถี!’
เปรี้ยง!
โลกหล้าเรรวน
หลวงจีนเจียอวิ๋นใช้ความแข็งแกร่งสุดกำลังแสนร้ายกาจเสียจนสามารถหยุดการกระหน่ำโจมตีของวงล้อดาบได้เพียงตวัดดาบปลายมน
และยามประทีปเขียวสุเมรุหมุนวน อำนาจเทพอันร้ายแรงก็แปรเปลี่ยนเป็นเพลิงพุทธะโหมกระหน่ำ เพียงพริบตา ซูอี้ผู้ซุกซ่อนในสุญญะห่างออกไปหลายสิบจั้งก็ถูกบีบให้ปรากฏตัว
“นี่คืออำนาจแท้จริงของเจ้าหรือ?”
ดวงตาของซูอี้วูบไหว
“ถูกต้อง น่าเสียดายที่เจ้าประเมินผิดไปเรื่องหนึ่ง”
หลวงจีนเจียอวิ๋นกล่าวอย่างเฉยชา “หลวงจีนผู้นี้ไม่ได้มาที่นี่เพื่อเป็นเทพ แต่มาเพื่อเจ้าเท่านั้น มีหรือจะกลัวการโจมตีจากหายนะเทพในแดนเซียนนี้?”
ตู้ม!
ขณะเสวนา เขาก็ลงมือ ร่างทะยานเคลื่อน ใช้ดาบปลายมนเข้าจู่โจม
ขณะเดียวกัน ประทีปเขียวสุเมรุก็ขับเคลื่อนเต็มกำลัง
อีกฝ่ายช่างทรงพลังเยี่ยงพุทธเจ้าเดินดิน
“ประเมินผิดรึ?”
ซูอี้แย้มยิ้ม
ปราณบนร่างของเขาพลันทะยานสูง ไต่ระดับขึ้นทีละขั้น ทันใดนั้นชายหนุ่มก็แปรเปลี่ยนเป็นคนละคน เผยอำนาจยิ่งใหญ่เกินกว่าอดีตกาลจะเทียบชั้นติด
เพราะนี่คืออำนาจระดับมหายุทธ์!
ยามนี้ ซูอี้พลันใช้มันออกมาโดยไร้ลังเล!
ตู้ม!
เขาฟาดบันทึกผลกรรมในมือ ตบประทีปเขียวสุเมรุจนกระเด็นล่องเวหาออกไปในทันที ทำให้มันส่งเสียงครวญสะเทือนนภา
ยามร่างของเขาโถมทะยาน ชายหนุ่มก็ใช้วงล้อดาบหกวิถีอีกหน สะบั้นดาบปลายมนในมือหลวงจีนเจียอวิ๋นลงทันที
อั้ก!
หลวงจีนเจียอวิ๋นกระอักเลือด สีหน้าเปี่ยมความตะลึง
ความแข็งแกร่ง ณ ขณะนี้ของซูอี้……มันได้ทวีคูณกว่าเมื่อครู่เป็นสองเท่า!
แตกต่างกันราวคนละคน!!
เขาจึงตระหนักได้ว่าซูอี้ก่อนหน้านี้ออมแรงซ่อนอำนาจไว้ จนเมื่อครู่ที่เผยวิถีเต๋าระดับสุดลึกล้ำ อีกฝ่ายจึงเผยความแข็งแกร่งแท้จริงออกมาโดยไร้ลังเล!
“สามพันพรหมโลกรับมือไม่ได้ ประทีปเขียวสุเมรุสู้มิไหว ต่อให้ใช้อำนาจไร้เทียมทานระดับสุดลึกล้ำก็ยังไม่อาจเทียบเคียง……”
ซูอี้กล่าวเนิบๆ “เจ้าจะใช้สิ่งใดมาสู้กับข้าอีกรึ?”
ไร้ผู้ใดล่วงรู้ว่ายามเขายังเป็นมหาเซียน ซูอี้ก็สามารถสังหารสัตว์ประหลาดเฒ่าระดับสุดลึกล้ำในคุกเทพบนเขาซากวิญญาณอันเป็นตัวตนชั้นหนึ่งได้แล้ว
และเมื่อเขาก้าวขึ้นสู่ขอบเขตมหาศาล อำนาจต่อสู้ของชายหนุ่มก็เทียบได้กับหวังเย่ยามสมบูรณ์พร้อม เพียงพอที่เขาจะไม่ต้องเห็นจอมราชันไร้เทียมทานใดๆ ในสายตาอีก!
ตู้ม!
ร่างของซูอี้หายวับไป เมื่อปรากฏตัวอีกครั้ง เขาก็มาถึงตรงหน้าหลวงจีนเจียอวิ๋นแล้ว
แต่ที่รวดเร็วยิ่งกว่านั้นก็คือ……หนึ่งดาบฟาดฟันออกมาจากมือขวา!
ฉัวะ!
การโจมตีด้วยดาบนี้ก่อเกิดสะพานอันเต็มไปด้วยม่านหมอก เชื่อมเขตแดนระหว่างความเป็นความตาย
ธารนทีอันแกร่งกล้าใต้สะพานรินหลั่ง ทุกระลอกคลื่นต่างมีตัวตนดุจเทพนับไม่ถ้วนดิ้นรนตะเกียกตะกาย
เป็นภาพอันชวนสะพรึง
‘ชีวันละล่อง ผู้ใดเล่าจะช่วย!’
หลวงจีนเจียอวิ๋นสัมผัสได้ถึงภัยต่อชีวิตเข้าให้แล้ว!
ดวงตาของเขาเบิกโพลง ร่างเปล่งรัศมีเรืองรองเกินประมาณราวถูกแผดเผา ทุกอณูทั่วกายอาบย้อมด้วยแสงสว่างจ้าจรัส!
“สละชีพปราบมาร ไฉนต้องกลัวเป็นตาย!”
หลวงจีนเจียอวิ๋นประนมมือ ท่าทีแสนเมตตากรุณา
ตู้ม!
ร่างของเขาเรืองรองเจิดจรัสด้วยแสงสว่างอันแผดจ้า ทะยานเข้าใส่ซูอี้เฉียบพลัน
สะพานถล่มแหลก วารีใต้สะพานเหือดหาย!
วิชาดาบสังหารของซูอี้ที่หลอมรวมกับเคล็ดพลังวัฏสงสารถูกทำลายลงอย่างแสนง่ายดาย
ถูกฟาดฟันกระเด็นไปพร้อมร่างของซูอี้
โชคดีที่ชายหนุ่มใช้บันทึกผลกรรมขึ้นต้านทานพลังส่วนใหญ่ของมันไว้ได้ทันท่วงที ไม่เช่นนั้นซูอี้คงเสียหายร้ายแรงเป็นแน่
แต่ถึงเช่นนั้นก็ใช่ว่าจะดี ขณะนี้ร่างของเขาเต็มไปด้วยบาดแผลและโลหิตทั่วไปหมด!
“หยุดไว้ได้……”
ไกลออกไป หลวงจีนเจียอวิ๋นผู้แผดเผาร่างวิถีโจมตีอย่างรุนแรงสูงสุด……เหลือเพียงร่างวิญญาณเท่านั้น!
เมื่อเขาเห็นว่าซูอี้หยุดการโจมตีนี้ได้ ดวงตาของเจ้าตัวก็เหลือกถลน รู้สึกยากจะยอมรับเรื่องทั้งหมดนี้ได้!
“ไม่คิดเลยว่าเจ้าจะไร้ปราณีแม้แต่กับตนเอง” ซูอี้รำพึง
เขาไม่คิดเลยว่าลาเฒ่าหัวล้านนี้จะกระทำการลืมตาย ทำลายร่างวิถีของตนเพื่อใช้อำนาจสูงสุดอย่างสิ้นหวัง!
“สหายเต๋า เจ้าคำนวณพลาดอีกแล้ว”
ไกลออกไป หลวงจีนเจียอวิ๋นเผยรอยยิ้มพิกล “สิ่งที่เจ้าเห็นตรงหน้านี้เป็นเพียง ‘อวตารอรหันต์’ ของหลวงจีนผู้นี้เท่านั้น”
“นี่ไม่ใช่ความลับหรอก หลวงจีนผู้นี้มาที่นี่ด้วยจุดประสงค์สองอย่าง หนึ่งคือฆ่าศัตรู สองคือทดสอบความแข็งแกร่งสูงสุดของเจ้า หยั่งเชิงว่าไฉนเจ้าจึงกล้ามายังงานเลี้ยงลูกท้อ และในบัดนี้ หลวงจีนผู้นี้บรรลุหนึ่งในจุดประสงค์ เท่านี้ก็เพียงพอแล้ว!”
ขณะที่น้ำเสียงอันแสนปรีดาพึงพอใจดังขึ้น เสี้ยววิญญาณของเขาก็พุ่งเข้าไปในประทีปเขียวสุเมรุแล้วแหวกอากาศหนีไป
ทว่าซูอี้กลับแย้มยิ้มและกระซิบว่า “เจ้าจะหนีได้หรือ?”
ตู้ม!
หนึ่งวจีดาบขับขาน
ฟ้าดินดูวาบวับด้วยประกายแสงชั่ววูบหนึ่ง
อึดใจต่อมา ประทีปเขียวสุเมรุพลันร่วงลงจากกลางอากาศไกลออกไปหลายหมื่นจั้ง เกิดเสียงดังเปรี้ยงราวถูกสายฟ้าฟาดเข้าใส่!
บทที่ 1,888 มรสุมปรากฏเพียงเพื่อหนึ่งบุคคล
ประทีปเขียวสุเมรุร่วงลงจากกลางอากาศ และถูกซูอี้คว้าเอาไว้
ตู้ม!
สมบัติชิ้นนี้พยายามดิ้นรนอย่างบ้าคลั่ง เผยอำนาจกฎต้องห้ามอันน่าสะพรึงกลัว
หากเปลี่ยนเป็นตัวตนขอบเขตมหาศาลคนอื่น เกรงว่าคงได้รับบาดเจ็บสาหัสไปแล้ว
และขณะใช้อำนาจวัฏสงสารสะกดสมบัติชิ้นนี้ เขาก็ใช้บันทึกผลกรรมแทนก้อนอิฐ ทุบรัวเข้าใส่สมบัตินี้จนส่งเสียงอื้ออึง
สิ่งนี้ทำให้บันทึกผลกรรมอยากร่ำไห้ทว่าไร้น้ำตา ในใจรู้สึกอยากฆ่าคนเสียเหลือเกิน มันทั้งถูกใช้เป็นโล่ก็แล้ว เป็นอิฐก็แล้ว นี่เก้าความลับแห่งจักรวาลอื่นจะรันทดเท่ามันบ้างหรือไม่?
อันที่จริง ประทีปเขียวสุเมรุเองก็รับไม่ได้เช่นกัน
มันเป็นสมบัติเทพที่สร้างขึ้นด้วยฝีมือของพุทธเจ้าแผดตะเกียง และครอบครองกฎแห่งยุคสมัย แต่นี่เป็นครั้งแรกที่มันถูกตัวตนระดับมหายุทธ์กระทำรุนแรงเช่นนี้
เรื่องน่าสะพรึงกลัวที่สุดก็คือ อำนาจผลกรรมอันแผ่จากบันทึกผลกรรมกดทับร่างของมัน และกำลังทำลายอำนาจที่มาของมันอยู่!
แต่ผู้ที่ทนไม่ได้เป็นคนแรกคือหลวงจีนเจียอวิ๋น
ร่างวิญญาณของเขาที่หลบซ่อนอยู่ในประทีปเขียวสุเมรุ ถูกกระทบกระแทกอย่างรุนแรงจนกระเด็นออกมาอย่างไร้แรงขัดขืน
“ยังอยากหนีไปรายงานร่างจริง? ฝันหวานดีแท้”
ซูอี้คว้าวิญญาณของหลวงจีนเจียอวิ๋นไว้ จากนั้นก็ใช้อำนาจวัฏสงสารที่ปลายนิ้วบดขยี้วิญญาณของอีกฝ่ายทันที
แทบจะพร้อมกันนั้น อำนาจอันน่าสะพรึงกลัวยิ่งสายหนึ่งพลันปรากฏขึ้นภายในประทีปเขียวสุเมรุ
ด้วยมีประสบการณ์เกือบจะถูกดาบเทพจันทราแรมสะบั้นร่างเมื่อกาลก่อน หนนี้จึงไม่ต้องให้บันทึกผลกรรมกล่าวเตือน ซูอี้ก็พลันขว้างสมบัติชิ้นนั้นออกไปแล้ว
ตู้ม!
ประทีปเขียวสุเมรุเปล่งเพลิงทิพย์ไร้ประมาณ แผดเผาสุญตารอบด้าน
อำนาจอันระเบิดออก ณ ยามนี้ร้ายกาจกว่ายามอยู่ในมือของหลวงจีนเจียอวิ๋นหลายขุมนัก!
ทว่าสมบัติดังกล่าวก็ทำได้เพียงเพื่อสลัดตนเองให้หลุด จากนั้นก็หายลับไปในชั่วพริบตา
“สมบัติแห่งยุคสมัยในมือเทพเหล่านี้ ไฉนจึงเปี่ยมจิตวิญญาณละเอียดอ่อนเพียงนี้กัน?”
ชายหนุ่มงุนงงเล็กน้อยและเอ่ยถามบันทึกผลกรรม
บันทึกผลกรรม ‘อย่ามาคุยกับข้า!’
ซูอี้ “……”
เขาอดขำมิได้ เห็นชัดว่าบันทึกผลกรรมแสนเดือดดาลแลชิงชัง
ชายหนุ่มจึงกล่าวปลอบใจ “การใช้เจ้าให้ดีเป็นการให้เกียรติเจ้าแล้วนะ หากไร้ประโยชน์ นั่นไม่ใช่ว่าเจ้าจะดูไร้ความสามารถหรอกหรือ?”
บันทึกผลกรรมสั่นสะท้านด้วยโทสะ นี่มันเหตุผลบ้านไหนกัน?
นี่ข้าเป็นโล่เป็นอิฐหรือไร?
จากนั้นข้อความหนึ่งก็ถูกเขียนบนหน้าบันทึกผลกรรมอย่างเคียดแค้น ‘ฟังให้ดี ขอบใจมาก เพราะเจ้า ข้าจึงรู้ว่าตนยังมีประโยชน์อยู่!’
“เจ้าแน่ใจหรือว่าจะไม่ตอบคำถามข้า?” ซูอี้กล่าว
ชั่วขณะนั้น ไม่อาจทราบได้ว่าโลงดาบหกชุ่นมาปรากฏอยู่ในมือเขาตั้งแต่ยามใด
บันทึกผลกรรม ‘……’
เจ้านี่หมายความเช่นไร? ใช้เจ้าสามดาบมาขู่มัน?
แม่งเอ๊ย! คิดจริงๆ หรือว่าเขาจะกลัว?
บันทึกผลกรรมเตรียมผรุสวาทแล้วเมินอีกฝ่ายไป แต่เมื่อเห็นว่าจู่ๆ โลงดาบหกชุ่นก็ลอยขึ้นบนอากาศ มันก็แตกตื่นแล้วเพิ่มข้อความขึ้นบนหน้ากระดาษทันที
‘ในเมื่อเจ้าขอกันดีๆ ข้าก็จะแถลงไขแก้ข้อสงสัยให้อย่างไม่เต็มใจนักแล้วกัน!……นี่ เจ้าทำอันใดอยู่อีก รีบเก็บดาบไปเซ่!’
ซูอี้ยิ้มขำ แล้วจึงเก็บโลงดาบหกชุ่นไป
ก่อนหน้านี้ เขาใช้สมบัติชิ้นนี้หยุดประทีปเขียวสุเมรุลงอย่างราบรื่น!
แม้ศัตรูจะอยู่แสนไกล ดาบเคียงประชิดเล่มนี้ก็ยังประชิดแสนใกล้!
ไม่นานนัก หลังจากบันทึกผลกรรมอธิบาย ซูอี้ก็จึงเข้าใจ
สมบัติแห่งยุคสมัยอย่างดาบเทพจันทราแรมและประทีปเขียวสุเมรุนั้นล้วนสร้างขึ้นโดยเทพ หากเทพผู้เป็นเจ้าของไม่ตกตาย สมบัติเช่นนี้ย่อมไม่อาจสยบยอมแก่ผู้ใด
นอกจากนั้น สมบัติแห่งยุคสมัยทั้งหลายต่างก็มีจิตวิญญาณละเอียดอ่อน และเมื่อสัมผัสได้ถึงอันตราย พวกมันจะทำลายอำนาจที่มาของตนเพื่อหลบหนีโดยไม่ลังเล!
ส่วนสมบัติแห่งยุคสมัยอย่างบันทึกผลกรรมและดาบเคียงประชิดนั้นแตกต่างออกไป
มันกล่าวได้ว่าเป็นสมบัติเทพโดยกำเนิด!
ผู้ใดสยบพวกมันได้ ผู้นั้นก็จะกลายเป็นนายของพวกมัน
เมื่อรู้เรื่องนี้ ซูอี้ก็เข้าใจ
ต่อจากนั้น เขาก็โยนเตาเสริมสวรรค์ทะยานออกเก็บสินสงคราม
อันที่จริง สินสงครามก็มีเพียงดาบปลายมน สมบัติระดับมหายุทธ์อันหาได้ยากยิ่ง แต่สิ่งนี้สำหรับซูอี้มันก็เป็นได้เพียงเท่านั้น
และสิ่งที่เขาใส่ใจที่สุดก็คือดาบแห่งโลกา ซึ่งกำลังขัดเกลาขึ้นใหม่อยู่ในเตาเสริมสวรรค์ต่างหาก!
“อีกนานเพียงไร?” ซูอี้ถาม
เตาเสริมสวรรค์กล่าวอย่างปรีดา “เมื่อหลอมดาบปลายมนนี้ได้ก็น่าจะพอแล้ว”
มันพออกพอใจกับดาบปลายมนที่เพิ่งได้มานี้มาก เพราะถึงอย่างไร นี่ก็เป็นสมบัติเซียนระดับสุดลึกล้ำเชียวนะ!!
“เมื่อเริ่มงานเลี้ยงลูกท้อ มันจะพร้อมใช้ได้หรือไม่?”
“เอ่อ… ยากนะ!”
“แต่เป็นไปได้ใช่หรือไม่?”
“นี่……”
“เช่นนั้นก็พยายามเข้า อย่ามัวแต่กินดื่มสำราญฝ่ายเดียว หากใช้ไม่ได้ในเหตุการณ์ร้ายแรง ข้าจะเก็บเจ้าไว้เพื่อการใด?”
เตาเสริมสวรรค์สั่นสะท้าน เพราะถูกคำว่า ‘เก็บไว้เพื่อการใด’ ทำร้ายจิตใจอย่างยิ่ง
บันทึกผลกรรมพลันรู้สึกเห็นอกเห็นใจสหายร่วมชะตาขึ้นมาทันควัน
ที่แท้มันก็ไม่ใช่ผู้เดียวที่ถูกคนแซ่ซูกำราบมาใช้เยี่ยงทาส!!!
ทว่าเตาเสริมสวรรค์กลับกล่าวขึ้นว่า “นายท่านโปรดวางใจ ข้าจะทุ่มเททุกสิ่งที่มีเพื่อสร้างดาบแห่งโลกาขึ้นใหม่อย่างสุดชีวิต! จะไม่ทำให้ท่านรู้สึกแย่ๆ ว่าข้าไร้ประโยชน์เป็นอันขาด!”
บันทึกผลกรรม ‘……’
ไร้ประโยชน์?
บ๊ะ!
เจ้าเตาพังๆ นี่ด่าใครอยู่ฮะ!!
“ไปกันเถอะ ไปหาโรงเตี๊ยมพักผ่อนให้สบาย จากการฝึกฝนในช่วงนี้ ดูเหมือนจะมีสัญญาณแห่งการพัฒนาขึ้นอีกแล้ว……”
ซูอี้กล่าวกับตนเองแล้วหันหลังจากไป
ชุดสีเขียวพลิ้วไหวท่ามกลางตะวันอัสดงยามพลบค่ำ
……
ณ แดนดินบริเวณใจกลางทวีปวิญญาณน้อย
ภายในอารามร้างอันทรุดโทรมแห่งหนึ่ง
ตะวันอัสดงส่งแสงเจิดจรัส อาบไล้สีสันบนกอหญ้า
ในขณะที่พระพุทธรูปอันเสื่อมโทรมในอารามเต็มไปด้วยฝุ่นและหยากไย่ ได้เพิ่มความรู้สึกแสนเศร้าผ่านแสงระเรื่อแห่งตะวันที่กำลังลาลับ
อั๊ก!
หลวงจีนเจียอวิ๋นผู้นั่งขัดสมาธิอยู่ในอารามกระอักเลือดคำโต ใบหน้าของเขาพลันซีดขาว อกกระเพื่อมขึ้นลงอย่างรุนแรง
“ซูอี้ผู้นั้นทำลายร่างอวตารอรหันต์ของข้าลงได้หรือ?”
หลวงจีนเจียอวิ๋นขมวดคิ้ว
เขาบรรจงเช็ดรอยเลือดจากมุมปากออก เขามีร่างอวตารทั้งหมดสองร่าง แต่ละร่างล้วนมีอำนาจไม่ด้อยไปกว่าร่างแท้
ในอดีต การปฏิบัติการทุกครั้งเขาจะทิ้งอวตารร่างหนึ่งไว้ในสำนัก เพื่อเป็นการทิ้งทางรอดไว้ให้ตน
ทว่าเมื่อได้มายังแดนเซียนในยามนี้ สรรพสิ่งกลับแตกต่างออกไป และเพื่อบรรลุเป็นเทพ หลวงจีนเจียอวิ๋นจึงได้นำอวตารทั้งสองมาด้วยกัน
แต่ไม่คาดคิดเลยว่าวิถีบรรลุเทพยังไม่ทันจะปรากฏ อวตารก็สิ้นสลายไปร่างหนึ่งแล้ว!
สิ่งนี้ย่อมส่งผลต่อโอกาสในการบรรลุเทพของเขาอย่างแน่นอน!
“พุทธเจ้าแผดตะเกียงกล่าวไว้ถูกต้อง ยิ่งวิถีสูงส่ง การสร้างร่างอวตารวิถียิ่งสร้างผลร้ายกาจ……แม้จะดูเหมือนเป็นการทิ้งทางรอดให้ตนเอง แต่แท้จริงแล้ว หากอวตารเสียหายไปสักร่าง ร่างต้นก็จะได้รับผลกระทบไปด้วย มีผลเสียมากกว่าผลดี”
เจียอวิ๋นรำพึง
นอกจากนั้น เมื่อเกิดมารผจญใจ อวตารมหาวิถีก็จะสามารถกลืนกินผู้เป็นนายเจ้าของร่างได้อย่างง่ายดาย!
ดังนั้นกระทั่งเทพจึงแทบไม่มีผู้ใดสร้างร่างอวตารมหาวิถีเลย
คำกล่าวที่ว่า ‘ร่างแปรสามพัน’ นั้น แท้จริงเป็นอำนาจวิเศษในการแปรเปลี่ยนร่างอวตาร ซึ่งไม่ใช่กระทั่งการสร้างร่างอวตารมหาวิถีอย่างแท้จริงด้วยซ้ำ
วูบ!
ไม่นานนัก รัศมีสมบัติสายหนึ่งก็ปรากฏขึ้น แปรเปลี่ยนเป็นประทีปเขียวสุเมรุร่วงลงสู่มือของเจียอวิ๋น
“นี่……”
ดวงตาของเขาเบิกกว้างด้วยความตกตะลึง เมื่อพบว่าสมบัติแห่งยุคสมัยที่พุทธเจ้าแผดตะเกียงมอบให้เขาวิถีเสียหายอย่างหนัก!
รูปลักษณ์ไม่เพียงบิดเบี้ยว กระทั่งอำนาจที่มายังเสียหาย!!
การค้นพบนี้ทำให้หัวใจของเจียอวิ๋นแตกตื่น ไร้วาจาอยู่เนิ่นนาน
จนกระทั่งยามรัตติกาลปกคลุม ความมืดกลืนกินอารามร้างแห่งนี้
เจียอวิ๋นผู้เหม่อลอยก็กระซิบขึ้นว่า “ไม่อาจคาดหวังกับวิถีบรรลุเทพได้อีกแล้ว แต่ถึงกระนั้น… การตัดสินแพ้ชนะก็ย่อมบังเกิด ณ งานเลี้ยงลูกท้อ!”
……
กาลเวลาเคลื่อนผ่าน
ในที่สุดก็ถึงวันเริ่มงานเลี้ยงลูกท้อ
เมื่อแสงแรกเบิกฟ้าสู่ปฐพี บรรพตศักดิ์สิทธิ์จรดนภาสูงสามหมื่นจั้งก็ถูกปกคลุมด้วยบรรยากาศอันสูงส่ง
ด้านนอกของบรรพตศักดิ์สิทธิ์จรดนภา
ฝูงชนแน่นขนัดสุดลูกหูลูกตา!
ผู้คนเนืองแน่นทั่วสารทิศ เพียงแรกมองก็ไม่อาจมองเห็นจุดจบของทิวแถว
“เหตุการณ์ที่สามารถแปรเปลี่ยนครรลองแห่งแดนเซียน ในที่สุดก็มาถึง……”
มีผู้รำพึง
ในอดีต เมื่อเจ้าลัทธิไร้มลทินฉีเนี่ยประกาศว่าเขาจะสร้างศาลเซียนรวมศูนย์ขึ้นใหม่ใน ‘งานเลี้ยงลูกท้อ’ ทั่วทั้งหล้าก็ฮือฮากันสนั่น โลกหล้าปั่นป่วนเรรวน ผู้คนนับไม่ถ้วนต่างเฝ้ารอเป็นสักขีพยาน
จนไม่อาจทราบได้ว่าก่อนงานเลี้ยงลูกท้อเริ่มขึ้น มีตัวตนวิถีเซียนมากมายเพียงใดที่มาประชุมกันรายล้อมบรรพตศักดิ์สิทธิ์จรดนภา
และเมื่อกาลเคลื่อนผ่าน ผู้คนก็ยิ่งเพิ่มเป็นเท่าทวี!
หากเป็นปกติ ตัวตนระดับราชันเซียนนั้นย่อมก่อให้เกิดแผ่นดินไหว นับเป็นตัวตนอันดับต้นๆ ทั่วแดนดินได้
แต่วันนี้ ตัวตนระดับราชันเซียนนั้นช่างแสนไร้ค่า ปรากฏขึ้นให้เห็นทั่วถิ่นที่
เฉพาะยามที่ตัวตนยิ่งใหญ่ระดับมหาเซียนปรากฏขึ้น จึงก่อให้เกิดเสียงฮือฮาขึ้นได้บ้าง
แต่ก็ทำได้เพียงเท่านั้น
เพราะว่า……
มหาเซียนผู้ไม่ได้รับเชิญย่อมทำได้เพียงมารอนอกบรรพตศักดิ์สิทธิ์จรดนภาเหมือนผู้คนทั่วไป ไร้กระทั่งสิทธิ์ที่จะเข้าร่วมงานเลี้ยงลูกท้อ!
งานเลี้ยงยิ่งใหญ่เช่นนี้ทำให้สัตว์ประหลาดเฒ่าบางผู้ใช้ชีวิตเนิ่นนานผงะด้วยความตกตะลึง
ไม่ต้องพูดก็รู้ว่า นี่คืองานเลี้ยงเซียนอันยิ่งใหญ่ที่สุดในแดนเซียน ณ เวลาเนิ่นนานนับแต่ยุคอวสานเซียน
มันไม่เคยปรากฏมาก่อนจนกระทั่งตอนนี้!
ดังนั้นมันจึงไร้สิ่งอื่นใดเทียบติด!
“ในงานเลี้ยงลูกท้อนี้ ซูอี้ผู้เป็นร่างเวียนวัฏของจอมราชันอนันตรัตติกาลจะมาจริงๆ หรือ?”
เมื่อแสงอรุณกระทบบรรพตลำธาร จนสะท้อนบนใบหน้ามากมาย เสียงสนทนาก็สะท้อนทั่วทั้งฟ้าดินเยี่ยงนทีหลั่งริน
เจี๊ยวจ๊าวเปี่ยมชีวิตชีวา วุ่นวายไปหมด
ประเด็นที่ถูกพูดถึงมากที่สุดไม่ใช่จำนวนยักษ์ใหญ่วิถีเซียนผู้ได้รับเชิญเข้าร่วม ‘งานเลี้ยงลูกท้อ’ ของลัทธิไร้มลทิน
มิใช่เรื่องว่าตัวตนทรงพลังอันมากเกียรติภูมิใดบ้างจะเข้าพัวพัน
ไม่ใช่เรื่องศาลเซียนรวมศูนย์จะถูกสร้างขึ้นอีกครั้งในยามนี้หรือไม่
ทว่าบทสนทนาทั้งหมดล้วนเกี่ยวข้องกับคนเพียงผู้เดียว
ซูอี้!
ร่างเวียนวัฏของจอมราชันอนันตรัตติกาล!
ครั้งหนึ่ง นามนี้เคยเป็นตัวแทนของหนึ่งตำนานอันยิ่งใหญ่ก่อนยุคอวสานเซียน จอมราชันผู้ปกครองแดนเซียนหนึ่งยุคสมัย นักดาบผู้สยบปราบเสียจนสหายร่วมยุคสมัยในขอบเขตมหาศาลไม่อาจเงยหน้าอ้าปากได้!
เขาเป็นทรราชที่เหล่ามารนอกแดนเกลียดชัง
เป็นเซียนอันดับหนึ่งในวิถีดาบอันเป็นที่ยกย่องชื่นชมของนักดาบในโลกหล้า
เป็นเกียรติภูมิอันถูกส่งต่อจากรุ่นสู่รุ่นแม้กาลเวลาจะเปลี่ยนผัน… เป็นตำนาน!!
ยามนี้ เขาเวียนวัฏกลับมาแล้ว คมดาบชี้ตรงมายังงานเลี้ยงลูกท้อนี้ มันจึงก่อให้เกิดเสียงลือลั่นอันไร้ใดเปรียบทั่วทั้งแดนเซียน!
คงไม่ใช่การกล่าวเกินจริงหากจะบอกว่า สาเหตุที่งานเลี้ยงลูกท้อนี้ดึงดูดความสนใจของผู้คนในโลกหล้าได้ดังที่เห็น และสาเหตุที่มีเซียนมากมายทั่วโลกมารวมตัวกัน ส่วนใหญ่แล้วก็เพราะการกลับมาของบุคคลในตำนานผู้นั้น!
ใช่แล้ว!
เพียงแค่คนผู้เดียว!!
มรสุมได้กระทบไปทั่วทั้งแดนเซียน ทั่วหล้าต่างทราบนามของเขา นามที่เปรียบประหนึ่งมหาตะวันเหนือนภา สูงส่งเจิดจรัสลำพัง สะท้านทั่วด้าวแดน!
นี่คืออิทธิพลของหวังเย่
นี่แหละคำว่า ‘ตำนาน’ !
บทที่ 1,889 งานเลี้ยงลูกท้อ
บางผู้พากันสนทนาถึงวีรกรรมมากมายในแดนเซียนของซูอี้เมื่อไม่กี่ปีมานี้
บ้างพยายามวิเคราะห์จากศึก ณ ซากวังมังกร เพื่อหาว่าซูอี้ยามนี้แข็งแกร่งเพียงไร
บ้างเป็นกังวล คิดว่าซูอี้จะเข้าร่วมงานเลี้ยงลูกท้อนี้เพื่อต่อสู้อย่างสิ้นหวัง
……
สรุปคือ ทุกการสนทนาล้วนวนเวียนอยู่แต่กับซูอี้
จวบจนยามนี้ นับแต่ชายหนุ่มปรากฏกายขึ้นบนเขากวางขาวแห่งแดนเซียน วีรกรรมของเขาในทั่วทั้งแดนเซียนได้ถูกผู้คนป่าวประกาศด้วยเจตนาต่างๆ กัน
ผู้ไม่เข้าใจล้วนมิทราบ แต่ผู้เข้าใจต่างตกอกตกใจจนไร้วจี
เพราะเพียงไม่กี่ปีผ่านไป คนผู้นั้นก็บรรลุจากเซียนขอบเขตจักรวาลผู้เพิ่งก้าวสู่วิถีเซียน ทะลวงเข้าสู่ขอบเขตสุญตา ศักดิ์สิทธิ์ และกลายเป็นมหาเซียนไปแล้ว!
สิ่งที่น่าสะพรึงกลัวที่สุดก็คือ เขามีพลังในการต่อสู้ที่ท้าทายสวรรค์ โดยสามารถสังหารตัวตนมหาอำนาจระดับมหายุทธ์ และยังสู้กับตัวตนระดับแกนรวมศูนย์ได้!!!
การกระทำที่แทบเป็นไปไม่ได้เหล่านี้ หากผู้กระทำเป็นผู้อื่นคงไม่พ้นถูกหัวเราะเยาะ เพราะถูกมองว่าเป็นเรื่องน่าขัน
แต่เมื่อเป็นซูอี้ ทุกผู้ล้วนเชื่อสนิทใจ
เพราะในแดนเซียนทุกวันนี้ ผู้ใดบ้างจะไม่ทราบว่าเขาคือร่างเวียนวัฏของจอมราชันอนันตรัตติกาล?
ผู้คนกระทั่งมองว่าเป็นเรื่องธรรมดาไปแล้ว!
แต่การเข้าร่วมงานเลี้ยงลูกท้อในครั้งนี้ของชายหนุ่ม ผู้คนส่วนใหญ่มีความเห็นไม่ค่อยดีนัก
เหตุผลนั้นแสนง่าย
เพราะในงานเลี้ยงลูกท้อนี้ ผู้ล้ำเลิศรวมตัว ยอดฝีมือเนืองแน่นเยี่ยงป่าไม้!!
ขุมกำลังต่างๆ ผู้เข้าร่วมงานเลี้ยงนี้ล้วนแต่เป็นยักษ์ใหญ่ในแดนเซียน ส่วนยอดฝีมือในงานล้วนแต่เป็นผู้สามารถสะท้านสะเทือนแดนเซียนเพียงกระทืบเท้าได้ทั้งสิ้น!
ยิ่งไม่ต้องพูดถึงว่า จะมีบุตรกับบุตรีแห่งสวรรค์เข้าร่วมในงานเลี้ยงลูกท้อนี้ และมีตัวตนระดับสุดลึกล้ำอยู่ด้วย
ส่วนซูอี้มีคนเดียว แม้อำนาจต่อสู้ของชายหนุ่มจะท้าทายสวรรค์ ทว่าเขาจะใช้สิ่งใดมาสู้กับคนทั้งหมดนี้ได้?
“สิ่งที่แน่ใจได้คือเมื่อไม่กี่เดือนก่อน ซูอี้ผู้นั้นเพิ่งบรรลุเป็นมหาเซียน แค่ความแข็งแกร่งของเขาเพียงอย่างเดียว คนผู้นี้ไปเอาความมั่นใจมาจากไหนถึงกล้ามางานนี้กัน”
บางผู้งุนงง
และนี่ก็เป็นเรื่องที่คนส่วนใหญ่ไม่เข้าใจเช่นกัน
“เฮ้อ ไฉนข้าจึงรู้สึกว่าใต้เท้าอนันตรัตติกาลถูกลวงหลอกกันหนอ? หาไม่ เขาหรือจะยอมตกลงมางานเลี้ยงอย่างวู่วามเช่นนี้?”
“สรุปคือทนรอไปก่อน เพราะถึงอย่างไร ซูอี้ก็เข้าสู่การเป็นมหาเซียนได้ในเวลาเพียงไม่กี่ปี และคงอีกไม่นาน ก่อนที่เขาจะบรรลุถึงขอบเขตมหาศาล สร้างตำนานยามสมบูรณ์พร้อมของจอมราชันอนันตรัตติกาลขึ้นใหม่ได้ แต่เขา… ไฉนจึงกระทำการชวนสับสนได้เพียงนี้หนอ!”
“เจ้าไม่เข้าใจหรือ ใต้เท้าอนันตรัตติกาลต้องมา!”
“กล่าวกันว่าผู้ใต้บัญชาในอดีตกาล รวมถึงสำนักเซียนตระกูลต่างๆ ที่เกี่ยวข้องกับเขาต่างถูกจับเป็นตัวประกัน และจะถูกนำมาเป็นเครื่องสังเวยในงานเลี้ยงลูกท้อนี้! ดังนั้นใต้เท้าอนันตรัตติกาลจะอยู่เฉยได้เช่นไร?”
……เมื่อผู้คนสนทนา ความเห็นก็แตกต่างกันไป
ชายชราผู้หนึ่งยืนนิ่งเงียบอยู่ในฝูงชน
ร่างของเขาสูง ผอมแห้ง ใบหน้าเหี่ยวย่นที่เต็มไปด้วยร่องรอยแห่งกาลเวลา
ข้างกายเขามีหญิงสาวในชุดหนังสัตว์ผู้มีใบหน้าสะอาดสะอ้านยืนอยู่
“ท่านปู่ ใต้เท้าอนันตรัตติกาลจะมาจริงๆ หรือเจ้าคะ?”
หญิงสาวอดไม่ได้ที่จะถามอีกครั้ง
นางถามไถ่เรื่องนี้มาหลายหนแล้ว
แต่ก็ยากจะเชื่อได้ทุกคราไป
ทว่าชายชราก็กล่าวโดยไม่หยุดคิดแม้แต่น้อย “ใช่”
วาจานั้นแสนเยือกเย็น มีอำนาจอย่างไร้กังขา
หลังเว้นช่วงเล็กน้อย ชายชราก็กล่าวเสริม “ในโลกนี้ หากเผชิญกับงานเลี้ยงลูกท้อนี้ ข้าเกรงว่าตัวตนระดับสุดลึกล้ำอื่นๆ คงไม่กล้ามาประกาศสงครามถึงที่ แต่ข้าแน่ใจได้ว่าขอเพียงซูอี้ผู้นั้นเป็นใต้เท้าอนันตรัตติกาล เขาจะกล้าบุกงานเลี้ยงนี้เพียงลำพังแน่นอน!”
เสียงของชายชราแหบแห้งด้วยความชรา ทว่าก็ยังคงดังฟังชัด
หญิงสาวในชุดหนังสัตว์พลันเงยหน้าขึ้นมองท้องนภาเบื้องบน พลางพึมพำว่า “อีกครึ่งชั่วยาม งานเลี้ยงลูกท้อก็จะเริ่มขึ้นแล้ว”
……
ณ ไหล่บรรพตศักดิ์สิทธิ์จรดนภา
ภายในนั้นมีที่นั่งเรียงรายหลายพัน ผู้คนมากมายต่างรวมตัวกันแล้ว
พวกเขาล้วนแต่เป็นตัวตนทรงอำนาจจากขุมกำลังยักษ์ใหญ่ทั่วทั้งแดนเซียน รวมถึงตัวตนจากกลุ่มเต๋าโบราณอย่างลัทธิไร้มลทิน ลัทธิกำเนิดเอกภพ ลัทธิอัคคีเทพ โถงดาบวิญญาณหาญและสำนักเต๋านิลคราม
และยังมีคนจากลัทธิหลิงหลงอันเป็นยักษ์ใหญ่ซึ่งเรืองอำนาจหลังยุคอวสานเซียนอยู่ด้วย
หากสุ่มเลือกแต่ละคนออกมา ผู้อ่อนแอที่สุดล้วนเป็นมหาเซียน และมีชื่อเสียงยิ่งใหญ่ในแดนเซียน!
พวกเขาสนทนาแลกเปลี่ยนความคิด เสสรวลเฮฮา
เมื่อสายตาเหลือบไปมองทะเลผู้คนนอกบรรพตศักดิ์สิทธิ์จรดนภานานๆ หน ก็บังเกิดความรู้สึกประหนึ่งเหนือกว่าผู้ใดขึ้นมาเล็กน้อย
ผู้ได้รับเชิญเข้าร่วมงานเลี้ยงนั่งอยู่บนภู จับจ้องทิวทัศน์รอบกาย
ผู้ไม่ได้รับเชิญทำได้เพียงมองจากไกลๆ ณ ตีนเขา
ระยะห่างนี้คือความต่างชั้นทางตัวตนและฐานะอย่างเห็นได้ชัด!
ทว่าสิ่งที่สะดุดตาที่สุดคือสนามเต๋าพันจั้งซึ่งตั้งบนผาด้านข้างบรรพต
ใจกลางสนามเต๋านั้นมีแท่นบูชาโบราณแท่นหนึ่งตั้งอยู่
ใกล้ๆ แท่นบูชามีกรงขังสีดำทั้งหมดสามสิบหกกรง ซึ่งรายล้อมรอบแท่นเป็นรูปบงกช
ในแต่ละกรงมีเชลยกลุ่มหนึ่งถูกคุมขังอยู่!
ชุดของแต่ละผู้ล้วนขาดวิ่น สีหน้าดูเศร้าหมอง
พวกเขาต่างมีตัวตนแตกต่างกัน มาจากสถานที่ต่างๆ ทั่วแดนเซียน การฝึกฝนก็หาสม่ำเสมอกันไม่ และมีทุกเพศทุกวัย
ทว่าพวกเขาต่างมีสิ่งหนึ่งเหมือนกัน นั่นคือล้วนเกี่ยวข้องกับหวังเย่ จอมราชันอนันตรัตติกาล!
บ้างอยู่ในตระกูลที่เคยรับใช้หวังเย่
บางคนเป็นทายาทของบรรพชนผู้เคยติดตามหวังเย่ไปพิชิตโลกหล้า
และยามนี้ พวกเขาล้วนถูกคุมขังเยี่ยงคนบาป กำลังจะถูกสังเวยในงานเลี้ยงลูกท้อนี้!!
เป็นเพียงลูกแกะรอวันเชือดเท่านั้น
กงอวี่สวินกับผู้เฒ่าในตระกูลกลุ่มหนึ่งก็รวมอยู่ในหนึ่งกรงขัง
ก่อนหน้านี้ นางเป็นผู้อาวุโสของลัทธิไร้มลทิน ตัวตนยิ่งใหญ่ในระดับมหาเซียน ถูกสั่งให้ไล่ล่าสังหารซูอี้ไปจนถึงหุบเหวหมอกดำพร้อมกับมหาเซียนจากยักษ์ใหญ่วิถีเซียนคนอื่นๆ
ทว่ายามนี้ นางกับผู้ร่วมตระกูลกลับถูกลัทธิไร้มลทินสะกดอำนาจอย่างเหี้ยมโหดและนำมาขังไว้ เพียงเพราะครั้งหนึ่ง ตระกูลกงแห่งเขาหมอกศักดิ์สิทธิ์เคยเป็นผู้ใต้บัญชาจอมราชันอนันตรัตติกาล!!!
“มิน่าเล่า ยามอยู่ในหุบเหวหมอกดำ เขาจึงไว้ชีวิตข้า……”
กงอวี่สวินนั่งกอดเข่า ดูหน้าซีดโรยแรง
นางรับใช้ลัทธิไร้มลทินมาแต่ยังเล็ก แต่ไม่เคยคาดคิดเลยว่าจะมีสักวันที่นางจะถูกลัทธิไร้มลทินจับตัวมากระทำเยี่ยงคนบาป
“ดูเหมือนข่าวลือจะเป็นความจริง ตระกูลของข้าถูกลัทธิไร้เทียมทานปราบลงในยุคอวสานเซียน กลายเป็นเบี้ยตัวหนึ่งของลัทธิไร้มลทินเพื่อข่มขู่ใต้เท้าอนันตรัตติกาลยามถึงกาล……”
“ช่างน่าขันที่คนมากมายในตระกูลข้าหลงลืมหนี้เลือดและความอับอายนี้ไปแสนนาน และถือลัทธิไร้มลทินเป็นนายอันยิ่งใหญ่”
หัวใจของกงอวี่สวินขมขื่น ชิงชัง และโศกเศร้านัก
“ใต้เท้าอนันตรัตติกาลจะมาช่วยเราแน่นอน!!”
ในกรงหนึ่งซึ่งห่างออกไปไม่ไกล ชายชราผู้หนึ่งคำรามลั่น
แต่นั่นกลับทำให้เหล่าผู้ทรงอำนาจที่อยู่ห่างออกไปหัวเราะเยาะ
หามีผู้ใดใส่ใจ
ก็แค่เชลย เหยื่อสังเวยผู้จะถูกสังหารในวันนี้เยี่ยงหมูเยี่ยงแกะ!
เสียงเสสรวลนี้สะท้านใจเสียจนกงอวี่สวินสั่นสะท้านทั่วกาย หัวใจช่างรวดร้าว ต่อให้ซูอี้มา แต่ด้วยหายนะในงานเลี้ยงลูกท้อนี้……เขาจะต่างอันใดกับมาตายกัน?
ถึงอย่างไร… อีกฝ่ายก็เป็นเพียงร่างเวียนวัฏของใต้เท้าอนันตรัตติกาล หากเป็นไปได้ กงอวี่สวินอยากให้ซูอี้ไม่มาเสียดีกว่า!
……
บนยอดบรรพตศักดิ์สิทธิ์
มีสระน้ำอันเทียบได้กับทะเลสาบอยู่แห่งหนึ่ง วารีกระจ่างฟ้าคราม สะท้อนเงาท้องนภาหมู่เมฆ งดงามประหนึ่งภาพฝัน
นี่คือสระมรกต!
ที่นี่ก็มีตัวตนบางผู้อยู่เช่นกัน
พวกเขาคือผู้นำขุมกำลังใหญ่ต่างๆ ในแดนเซียน รวมถึงตัวตนบรรพกาลอันมีการฝึกฝนในขอบเขตมหาศาล
ต่างผู้ล้วนเรืองอำนาจ ยิ่งใหญ่เหนือด้าวแดนสี่สมุทร!
เจ้าลัทธิไร้มลทินฉีเนี่ย เจ้าลัทธิกำเนิดเอกภพเสวียนจ้ง เจ้าลัทธิอัคคีเทพหนานอู๋จิ้ว และคนอื่นๆ ก็รวมอยู่ในนั้น!
ยามนี้ พวกเขานั่งบนแท่นหยกสูงข้างสระมรกต ต่างผู้ล้วนแผ่อำนาจยิ่งใหญ่จรดสรวงออกมา
ในหมู่พวกเขา ผู้โดดเด่นที่สุดมีเพียงสอง
ชายชุดเหลืองผมขาว ทูตสวรรค์นามเยว่ไป๋!
เขาจะเป็นประธานพิธีบวงสรวงในงานเลี้ยงลูกท้อครั้งนี้
อีกคนเป็นสตรีในชุดกระโปรงสีหมึก
ร่างของนางอรชร ผิวพรรณขาวนวลเยี่ยงหยก หว่างคิ้วมีรอยตราดูเหมือนเปลวเพลิง เรือนผมยาวสีเงินขาวสะท้อนท่ามกลางแสงจากนภา
นางมีนามว่าลี่โยวเสวี่ย
เป็นทูตสวรรค์ที่เก้าเผ่ามารนอกแดนส่งมา!
ในงานเลี้ยงลูกท้อนี้ นางจะเป็นตัวแทนเผ่ามารนอกแดนลงนามในพันธสัญญากับเจ้าลัทธิไร้มลทินฉีเนี่ย และยึดครองด่านสวรรค์สิบหกทวีปแห่งแดนเซียนไป!
“อีกไม่นาน งานเลี้ยงลูกท้อจะเริ่มแล้ว พี่ชายร่วมวิถีฉีเนี่ยพร้อมหรือไม่?”
เจ้าลัทธิกำเนิดเอกภพเสวียนจ้งถามพร้อมกับแย้มยิ้ม
ฉีเนี่ยยิ้มน้อยๆ และกล่าวว่า “ทุกสิ่งพร้อมแล้ว เหลือเพียงรอให้ร่างเวียนวัฏของทรราชหวังเย่มาเท่านั้น”
เมื่อพูดถึงหวังเย่ สีหน้าของผู้คนมากมายที่นี่ก็แปรเปลี่ยนไป
พวกเขารู้แต่เนิ่นนานแล้วว่าจุดประสงค์แท้จริงของการสร้างศาลเซียนรวมศูนย์ขึ้นใหม่หนนี้มีเพียงหนึ่ง……
สังหารซูอี้!!
เพราะสาเหตุนี้เอง ขุมกำลังเซียนยักษ์ใหญ่ของพวกเขาจึงลับดาบวางตาข่ายฟ้าดินไว้บนบรรพตศักดิ์สิทธิ์จรดนภานี้!
“ว่ากันตามตรง จวบจนวันนี้ข้าก็ยังไม่เข้าใจเลยว่า ไฉนซูอี้จึงกล้าเป็นฝ่ายออกมาประกาศสงครามเอง”
เจ้าลัทธิอัคคีเทพหนานอู๋จิ้วกล่าว “เขา…ไม่กลัวความตายจริงๆ หรือ?”
“หากกลัวตาย เขาก็ไม่ใช่จอมราชันอนันตรัตติกาลผู้เคยเป็นที่ยกย่องในยุคสมัยหนึ่งหรอก”
ดวงตาของฉีเนี่ยวูบไหว “เพราะเขาร้ายกาจนี่แหละ เราจึงต้องร่วมมือกันตั้งแต่แรก และทุ่มกำลังทั้งหมดในแผนนี้มิใช่หรือ?”
ทุกผู้พยักหน้า
ทรราชนั่นเป็นตัวตนที่น่าสะพรึงกลัวอย่างยิ่ง ต่อให้ไม่อยากยอมรับ ก็ไร้ผู้ใดปฏิเสธได้!
“แต่หนนี้ เขาจะไม่ได้กลับไปแน่!”
ทันใดนั้น ทูตสวรรค์เยว่ไป๋ก็กล่าวขึ้นอย่างไร้อารมณ์ “งานเลี้ยงลูกท้อนี้ไม่ได้มีเพียงเรา แต่มีบุตรกับบุตรีแห่งสวรรค์มากมายจับตามองอยู่ และทูตสวรรค์เช่นข้าก็มีอีกมากมาย รอสะบั้นหัวเขาอยู่!”
ว่าแล้ว เจ้าตัวก็ดื่มสุราในจอก น้ำเสียงยิ่งเยือกเย็น “งานเลี้ยงลูกท้อนี้กระทั่งถึงหูทวยเทพในโลกแห่งเทพด้วยซ้ำไป”
“ในสายตาข้า ความตายของเขาถูกลิขิตไว้แล้ว!”
“ข้าเป็นห่วงจริงๆ ว่าผู้ใดจะตายในงานเลี้ยงลูกท้อนี้ต่างหาก”
“เจ้าไม่เฝ้ารอที่จะเห็นมันหรอกหรือ?”
ดวงตาของทุกผู้วูบไหว ความคิดในใจแตกต่าง
ท้องนภาเรืองรอง
เมื่อเวลาผ่านไป หนึ่งเสียงระฆังดังสนั่นทั่วทั้งฟ้าดิน แล้วเสียงสนทนาทั้งนอกและในบรรพตพลันเงียบสงัด
ยามนี้ ทุกผู้หยุดการกระทำลงโดยพร้อมเพรียง
งานเลี้ยงลูกท้ออันเป็นที่สนใจจากทั่วแดนเซียนกำลังจะเริ่มขึ้นในที่สุด!
บทที่ 1,890 ไม่กลัวตาย
ทุกสายตาต่างจับจ้องไปยังยอดบรรพตศักดิ์สิทธิ์จรดนภา
ผ่านไปชั่วกาล บรรยากาศเคร่งขรึมและเงียบงัน
ณ ข้างสระมรกต
เจ้าลัทธิไร้มลทิลฉีเนี่ยยืนขึ้น
ตู้ม!
ก่อนที่พลังแกร่งกล้าทั่วกายจะพวยพุ่งสู่ท้องนภา ปรากฏเป็นธรรมจักรสูงหนึ่งพันจั้ง ตั้งตระหง่านอยู่บนอากาศ มองเห็นได้จากทั้งโลก
ตัวตนวิถีเซียนนับไม่ถ้วนล้วนมองมา ราวกับพวกเขากำลังเงยหน้ามองทวยเทพเหนือสวรรค์!
“ต้องขอบคุณความสนใจอย่างท่วมท้นของสหายเต๋าทั้งหลาย ไม่ว่าขุนเขาธาราจะห่างกันเพียงใด พวกเราก็ได้มารวมตัวกัน ณ บรรพตศักดิ์สิทธิ์จรดนภาแล้ว และข้าผู้เป็นเจ้าลัทธิไร้มลทิล……รู้สึกซาบซึ้งยิ่งนัก!”
ขณะฉีเนี่ยกล่าว เสียงของเขาดังราวระฆัง ก้องไปทั่วทั้งเก้าสวรรค์สิบปฐพี เผยพลังอันน่าตกตะลึงออกมา
“แดนเซียนในวันนี้ตกอยู่ในความวุ่นวายเกินนับกาลได้ ลำดับพังทลาย ชีวิตผู้คนทั้งหมดตกตาย เหตุผลมาจากสิ่งใด?”
“เพราะเมื่อไร้ศาลเซียนรวมศูนย์ อำนาจย่อมกระจัดกระจายยากเกินควบคุม!”
“ดังนั้นงานเลี้ยงลูกท้อที่ข้าจัดในวันนี้ จึงได้เชื้อเชิญขุมกำลังยักษ์ใหญ่ทั่วทั้งใต้หล้ามา เพื่อสร้างศาลเซียนขึ้นมาใหม่ รวมถึงฟื้นฟูแดนดินให้กลับมามีอนาคตที่สดใสอีกครา!”
เสียงของเขาทรงพลัง เปี่ยมด้วยจังหวะ น่าฟังยิ่งนัก
ในช่วงเวลาดังกล่าว ระหว่างสวรรค์ ปฐพี ขุนเขา และธารา เสียงอันยิ่งใหญ่ของฉีเนี่ยยังคงดังต่อไป
สิ่งนี้ทำให้หลายผู้ตื่นเต้นยินดี ราวกับว่าหลังศาลเซียนรวมศูนย์ถูกสร้างขึ้นใหม่ แดนเซียนจะสะอาดมากขึ้น จนก่อเกิดเป็นฉากที่สงบสุขสันติ
บ้างก็ลอบยิ้มหยันอยู่ในใจ
ด้วยเรื่องไร้สาระที่พูดออกมาขณะนี้ ใครเล่าจะเชื่อลง!
หลังจากพูดสาธยายเสียมากมาย ฉีเนี่ยพลันประกาศด้วยสีหน้าเคร่งขรึมว่า “หลังจากทำสัญญากับเก้าเผ่าแดนวิญญาณ แดนเซียนจะปลอดภัยตลอดชั่วกาลนาน!”
“ทุกสรรพสิ่งในแดนเซียนจะไม่ต้องทุกข์ทรมานจากสงครามอีกแล้ว!”
“นี่คือเหตุการณ์สำคัญที่จะเป็นแบบอย่างในประวัติศาสตร์!”
“ทว่าข้าผู้นี้ไม่ต้องการอวดอ้างเป็นผลงาน เพียงปรารถนาที่จะให้เกิดความสงบสุขชั่วนิรันดร์เพื่อทุกผู้ทั่วแดนเซียนสืบไป”
เพียงไม่กี่คำ มันก็มากพอที่จะทำให้เกิดความเร่าร้อนที่แผ่ซ่านไปทั่วท้องนภา
ส่วน ‘เก้าเผ่าแดนวิญญาณ’ ที่เขากล่าวถึง ย่อมคือเก้าเผ่ามารนอกแดนผู้เคยเป็นศัตรูกับแดนเซียนมารุ่นสู่รุ่น!
ท้ายที่สุด ดวงตาของฉีเนี่ยราวตะวันและจันทรา เขากวาดมองทุกผู้ทั่วทศทิศ “ขั้นต่อไป ข้าจะไปพบกับลี่โยวเสวี่ย ทูตสวรรค์ของทั้งเก้าเผ่าแดนวิญญาณ เพื่อทำสัญญานี้…”
ทันทีที่กล่าวเช่นนี้ เสียงดังเยี่ยงฟ้าร้องพลันลั่นไปทั่วนภา!
“ยกด่านสวรรค์สิบหกทวีป เพื่อแสวงหาความสงบสุขจากมารนอกแดนหรือ? ต้องขอบคุณฉีเนี่ยที่สามารถทำให้เป็นแบบนี้ได้!!”
ตู้ม!
ความโกลาหลพลันบังเกิดในหมู่ผู้ชม ทำให้ผู้คนนับไม่ถ้วนตกตะลึง
ทุกสายตาต่างหันไปทางต้นเสียง
ผู้พูดเป็นชายร่างสูงผิวทองแดง เขามีเคราเสือและกรามยกสูง ตัวคนดูทรงพลังและน่าเกรงขาม แผ่กลิ่นอายของขอบเขตมหาเซียนออกมาทั่วทั้งร่าง!
หลี่เช่อหู่!
ผู้พิทักษ์เฝ้าด่านสวรรค์ชั้นหก
มหาเซียนผู้มีพลังต่อสู้อันร้ายกาจจนเป็นที่โด่งดัง!
“ผลได้ผลเสีย สำคัญกว่าความสงบสุขของแดนเซียนงั้นหรือ?”
สายตาของฉีเนี่ยที่อยู่บนยอดบรรพตศักดิ์สิทธิ์จรดนภาเฉยชา “หลี่เช่อหู่ ข้ารู้ว่าเจ้าต่อสู้ติดพันอยู่ที่ด่านสวรรค์ชั้นหกมาหลายปี แต่เวลามันเปลี่ยนไปแล้ว เจ้าควรต้องขอบคุณเรื่องนี้ เพราะอย่างน้อย เจ้าก็ไม่ต้องกังวลเรื่องที่อาจตายในสมรภูมิอีกในอนาคต!”
หลี่เช่อหู่ที่ได้ยินพลันเผยสีหน้าเกรี้ยวกราด กล่าวอย่างมีโทสะว่า “ขุนเขาธาราท่วมโลหิตหนึ่งชุ่น นี่คือการต่อสู้นองเลือดของบรรพชนในแดนเซียนนับไม่ถ้วน ผู้คอยปกป้องชายแดน แต่เจ้ากลับยกด่านสวรรค์สิบหกทวีปในแดนเซียนให้กับมารนอกแดน เช่นนั้นล่ะก็ เจ้ากล้ากล่าววาจาต่อหน้าดวงวิญญาณวีรชนที่ตาย ณ เขตชายแดนหรือไม่!”
คำพูดเหล่านั้นดังก้องทั่วท้องนภา
ทำให้ผู้คนจำนวนมากมีสีหน้าไม่สบายใจ
“เจ้าลืมไปแล้วหรือฉีเนี่ยว่า มีกี่คนในแดนเซียนที่ต้องถูกมารนอกแดนฆ่าตายในอดีต?”
“อย่าพูดถึงอดีตเลย เอาแค่ยุคอวสานเซียนก็พอ พวกมันฉวยโอกาสยึดชายแดน เข้าสู่แดนเซียน ทำให้โลกหล้าตกอยู่ในเปลวเพลิง ทิ้งศพไว้นับไม่ถ้วน เลือดนอกทั่วหล้า เรื่องเหล่านี้… เจ้าหลงลืมไปแล้วหรือ!?”
ดวงตาของหลี่เช่อหู่แดงก่ำ “นี่คือความบาดหมางที่ยากแก้ไขได้! ใครก็ตามที่ทรยศแดนเซียน จะถือเป็นคนบาปของแดนเซียนไปชั่วนิรันดร์ พวกมันจะถูกก่นด่าสาปแช่งจากรุ่นสู่รุ่น ถูกตรึงไว้กับเสาแห่งความอัปยศ!!”
การต่อว่าในครั้งนี้สะเทือนใจผู้ฟัง จนส่งผลให้เกิดความโกลาหลนับไม่ถ้วน
หลายผู้ถึงกับลอบอุทาน
บ้างถึงกับหลั่งเหงื่อเพื่อหลี่เช่อหู่
แต่สีหน้าของฉีเนี่ยกลับสงบไม่ไหวติงแต่อย่างใด!
เขามองผู้คนรอบข้าง แล้วกล่าวด้วยน้ำเสียงโอ่อ่าว่า “สาเหตุที่ข้าทำเช่นนี้ก็เพื่อประโยชน์แก่มหาชนทั้งมวล หัวใจดวงนี้ของข้าล้วนอุทิศให้กับฟ้าดิน!”
ขณะกล่าว เขาจ้องหลี่เช่อหู่อย่างเย็นชา “หลี่เช่อหู่ เจ้าใส่ร้ายข้าในที่สาธารณะ แหกกฎงานเลี้ยงลูกท้อ อาชญากรรมของเจ้าไม่อาจอภัยให้ได้ ไป……ไปจับมัน!”
“ขอรับ!”
ชายชราชุดดำพลันปรากฏตัวขึ้นจากที่ใดไม่อาจทราบ จู่ๆ เขาก็เคลื่อนผ่านท้องนภาพุ่งหาหลี่เช่อหู่ พร้อมทั้งแผ่กลิ่นอายระดับมหายุทธ์แผ่ซ่านออกจากกาย ทำให้ผู้คนนับไม่ถ้วนหน้าถอดสี
ขณะนั้นหลี่เช่อหู่เผยสีหน้าเศร้าสลด เขาหัวเราะอย่างเกรี้ยวกราดว่า “มนุษย์ลงมือ ทวยเทพจับจ้อง ข้าอยู่นี่แล้ว และข้าก็ไม่คิดว่าตนเองจะรอดกลับไป ทว่าข้าอยากจะบอกเจ้าอย่างหนึ่งว่า ตัวเจ้า……ไม่สามารถเป็นตัวแทนของทุกสรรพสิ่งในแดนเซียนนี้ได้หรอก! เจ้า…”
ปัง!
ชายชราชุดดำพลันทะยานไปข้างหน้า มือหนึ่งยกมือสะกดจองจำหลี่เช่อหู่เอาไว้ ก่อนหันหลังพร้อมกับพาอีกฝ่ายขึ้นไปยังบรรพตศักดิ์สิทธิ์จรดนภา
วิธีที่เรียบง่ายเช่นนี้ ทำให้ทุกผู้สั่นสะท้าน
พลังในระดับมหายุทธ์น่าสะพรึงอย่างไม่ต้องสงสัย!
“เจ้านิกาย ท่านจะจัดการกับคนผู้นี้อย่างไร?”
ชายชราชุดดำถามด้วยเสียงลุ่มลึก
ทว่าฉีเนี่ยกลับโบกมืออย่างใจกว้าง พลางตอบว่า “หลี่เช่อหู่คุ้มกันด่านสวรรค์ชั้นหกมาหลายปี สร้างผลงานอันใหญ่หลวงในแดนเซียน จึงรอดพ้นโทษตาย แต่บาปที่ก่อก็ไม่อาจหลีกเลี่ยงได้ ขังเขาเอาไว้ หากอีกฝ่ายเปลี่ยนใจเมื่อใด ก็ให้ปล่อยตัวได้ทุกเมื่อ”
“พรวด!” ดวงตาของหลี่เช่อหู่แทบถลน ถุยน้ำลายออกมา
หากแต่ฉีเนี่ยเมินเฉย
ไม่ช้า หลี่เช่อหู่ก็ถูกพาตัวไป
ขณะนี้ ฉีเนี่ยได้กวาดสายตามองผู้คน ก่อนกล่าวด้วยน้ำเสียงลุ่มลึกว่า “งั้นข้าจะใช้โอกาสนี้ ทำให้คำพูดของข้าชัดเจนเสียก่อนว่า ใครก็ตามที่ขัดขืนข้าเหมือนหลี่เช่อหู่เมื่อครู่นี้ จะถือว่าพวกมันไม่เห็นแก่ประโยชน์ของส่วนรวม ไม่อยากให้แดนเซียนเกิดความสงบสุข!”
“และใครก็ตามที่แหกกฎของงานเลี้ยงลูกท้ออีก มันผู้นั้นจะไม่ได้รับการให้อภัยง่ายๆ อีกแล้ว!!”
เสียงนี้ราวฟ้าร้อง ทำให้ในใจของทุกผู้สั่นสะท้าน ต่างพากันหน้าถอดสี และทำตัวเงียบดั่งจักจั่นจำศีล
ในงานเลี้ยงลูกท้อวันนี้ ขุมกำลังยักษ์ใหญ่ทั้งหมดต่างมารวมตัว ไม่อาจทราบได้ว่ามีกลุ่มอำนาจทรงพลังอยู่ในถิ่นที่แห่งนี้มากเท่าใด และเมื่อเผชิญหน้ากับการข่มขู่ของฉีเนี่ย ใครเล่าจะกล้าลงมือบุ่มบ่าม?
‘อย่าเอาแต่บ่นพึมพำสิ ทำเช่นนี้มันไม่น่าดูเลย’
เมื่อเห็นดังนี้ ฉีเนี่ยจึงลอบเย้ยหยันในใจ
เขาคาดไว้อยู่แล้วว่า งานเลี้ยงลูกท้อในวันนี้จะต้องมีหอกข้างแคร่อย่างหลี่เช่อหู่ลุกขึ้นมาสร้างปัญหา ดังนั้นเขาจึงไม่ประหลาดใจ
ทว่าน่าเสียดายที่การต่อต้านทั้งหมดไม่ต่างจากมดตัวจ้อยเขย่าต้นไม้ มีชะตาที่จะต้องถูกขดขยี้!
“ตอนนี้ พิธีทำสัญญากำลังจะเริ่มแล้ว ขอเชิญลี่โยวเสวี่ยด้วย!”
ฉีเนี่ยกล่าว
ชั่วกาลถัดจากนั้น ลี่โยวเสวี่ยพลันยืนขึ้น เส้นผมสีเงินยาวของนางส่องแสงเจิดจ้าในท้องนภา รอยตราอันลุกโชนตรงหว่างคิ้วดูสะดุดตาเป็นพิเศษ
แต่ในเวลานั้นเอง เสียงเย็นชาอีกเสียงพลันดังขึ้น
“วันนี้เจ้ายกด่านสวรรค์สิบหกทวีปให้กับศัตรู แล้วพรุ่งนี้เจ้าจะยกแดนเซียนทั้งหมดให้เลยหรือไม่?”
ชายชราผู้มีขมับสีเทายืนขึ้น จ้องมองอย่างเกรี้ยวกราด “เรื่องนี้ ต่อให้ข้าตาย ก็ไม่มีวันเห็นด้วยเด็ดขาด!!”
ตู้ม!
ความโกลาหลพลันบังเกิดขึ้นอีกครา ทุกผู้ต่างมองไปด้านข้างด้วยความสนใจ
คราวนี้เป็นผู้ใดอีก?
แต่ก่อนที่ผู้คนจะได้ตอบสนอง อีกคนก็ลุกขึ้น
“ยกดินแดนให้กับศัตรูไม่ต่างอะไรกับเอาฟืนดับไฟ ฟืนยิ่งมาก ไฟยิ่งลุก! เด็กสามขวบยังเข้าใจความจริงข้อนี้เลย แต่เจ้ากลับแสร้งทำเป็นสับสน ทำตัวทะเยอทะยาน! เรื่องนี้ ข้าไม่เห็นด้วยเช่นกัน!”
ผู้พูดชายสวมชุดคลุมขงจื่อ สีหน้าเกรี้ยวกราด คล้ายไม่กลัวความเป็นความตายแม้แต่น้อย
ผ่านไปสักพัก ในพื้นที่ยิ่งปั่นป่วน
ฉีเนี่ยขมวดคิ้ว สีหน้าหมองหม่น
ขณะที่ลี่โยวเสวี่ยอดไม่ได้ที่จะหัวเราะ ก่อนจะกล่าวว่า “สหายเต๋า ดูท่าจะมีบางผู้ไม่ต้องการให้ท่านกระทำเพื่อความเป็นอยู่ที่ดีของแดนเซียนนะ”
ฉีเนี่ยกล่าวว่า “กระแสยอมเปลี่ยนผันตามแรงลม หากพวกมันกล้าขัดขืน เช่นนี้เพียงข้าพลิกฝ่ามือ ทุกอย่างย่อมจบลงด้วยดี สหายเต๋าลองดูสิ”
ขณะพูด สายตาของเขากวาดมองผู้ชม ดวงตาฉายแววเย็นชาอย่างชัดเจน แล้วจึงกล่าวว่า “ใครก็ตามที่ต่อต้าน สามารถลุกขึ้นได้เดี๋ยวนี้เลย ข้าอยากรู้นักว่ามีกี่คนที่ไม่กลัวตาย!”
ในเวลาเดียวกัน ยอดฝีมือของขุมกำลังวิถีเซียนขนาดใหญ่บนบรรพตศักดิ์สิทธิ์จรดนภาต่างจ้องมองกัน โดยไม่พยายามปกปิดกลิ่นอายอันน่าสะพรึงแม้แต่น้อย
บรรยากาศทั่วฟ้าดินพลันเย็นยะเยือกอย่างยิ่ง สถานการณ์เปลี่ยนไปอย่างฉับพลัน
ไม่รู้ว่ามีกี่คนที่สั่นสะท้านด้วยความหวาดกลัว
ทุกผู้ต่างตระหนักได้ว่า ฉีเนี่ยเดือดดาลยิ่ง และหากใครกล้าลุกขึ้นตอนนี้ ก็ไม่ต่างจากการรนหาที่ตาย!
แต่คาดไม่ถึงเลยว่า ในสถานการณ์เช่นนี้กลับมีบางคนที่ไม่กลัวตายยืนขึ้นจริงๆ
“แดนเซียนในวันนี้ ไม่ใช่เจ้าฉีเนี่ยที่จะมาบดบังแผ่นฟ้าด้วยมือข้างเดียวได้!”
ใครบางคนกระโจนมาข้างหน้า พลางตะโกนออกมาเสียงดัง
“ยามเป็นไร้ยินดี ยามตายไร้ความกลัว ต่อให้ตัวตาย ข้าก็ยังคงเป็นผู้ภักดีต่อแดนดิน!”
ใครบางคนเงยหน้าขึ้นแล้วหัวเราะ
“พูดได้ดี! ผู้ฝึกตนรุ่นข้า มันต้องแบบนี้!”
ใครบางคนปรบมือ ก่อนยืนขึ้นอย่างเด็ดเดี่ยว
……
ทันใดนั้น ในบรรดาผู้คนทั่วทั้งบริเวณ ผู้คนต่างยืนขึ้นหนึ่งคน สิบคน ร้อยคน พันคน…
ทันใดนั้น กลิ่นอายก็ยิ่งแข็งแกร่งขึ้น!
สิ่งนี้ทำให้ผู้ชมทั้งหมดตกตะลึง และเกินกว่าที่ฉีเนี่ยคาดคิดเอาไว้
สีหน้าของเขาจึงคล้ำเครียดกว่าเดิม
งานเลี้ยงลูกท้อเพิ่งเริ่ม ทว่ากลับต้องเผชิญกับการยั่วยุครั้งแล้วครั้งเล่า หากไม่ปราบปราม จะให้ทำอย่างไรได้?
เจ้านิกายคนอื่นและตัวตนเก่าแก่ล้วนพากันขมวดคิ้ว
“เอาสิ ไปจับพวกมัน!”
ฉีเนี่ยถ่ายทอดคำสั่ง
“ขอรับ!”
หลังจากนั้น กลุ่มยอดฝีมือที่มีกลิ่นอายน่าสะพรึงพลันพุ่งออกมา ต่างคนต่างเคลื่อนไหวในท้องนภา กลิ่นอายแผ่ปกคลุมทั่วทั้งสวรรค์และฟ้าดิน
พวกเขาเหมือนพยัคฆ์หลุดกลางฝูงหมาป่า เพียงชั่วพริบตาก็ปราบปรามและกักขังตัวตนวิถีเซียนผู้มาขัดขวางเหล่านั้นเสียสิ้น!
ฉากนี้ทำให้ผู้คนนับไม่ถ้วนรู้สึกเย็นยะเยือกขึ้นมา
ความแข็งแกร่งต่างกันมากเกินไป!
ไหนฝ่ายที่ไม่เห็นด้วย?
ต่อหน้ากลุ่มขุมกำลังยักษ์ใหญ่อันดับต้นๆ พวกเขาก็ไม่ต่างจากต้นหญ้าที่ถูกเหยียบย่ำได้อย่างง่ายดาย!!
ถึงอย่างไรความจริงก็โหดร้าย
ใช่ว่าการไม่กลัวตายจะคลี่คลายได้ทุกอย่าง
บนยอดเขา ยอดฝีมือเหล่านั้นต่างเฝ้ามองเรื่องราวทั้งหมดนี้อย่างไม่ใส่ใจ ราวกับกำลังมองเรื่องตลกไร้สาระ
เมื่อเผชิญหน้ากับพลังที่เหนือล้ำยิ่งกว่า ทุกการขัดขืน ย่อมไม่ต่างจากเอาไข่กระแทกหิน!
“ยังมีอีกหรือไม่?”
น้ำเสียงของฉีเนี่ยเย็นชา
“มี!”
ชายในชุดคลุมธรรมดาร่างผอมพลันทะยานออกจากความว่างเปล่า
ภาวะดาบแผ่ซ่าน มันโหมกระหน่ำดั่งพายุ ทะลวงท้องนภา
หากมองใกล้ๆ คนผู้นี้ดูเหมือนนักปราชญ์ขี้โรค ทว่าภาวะดาบกลับคมปลาบสะเทือนปฐพี พานให้ผู้คนโดยรอบสั่นสะท้าน
“คนคลั่งดาบ!”
“ผู้นำสิบราชันเซียนแห่งศาลเซียนรวมศูนย์!”
“คาดไม่ถึงเลยว่าเขาจะยังมีชีวิตอยู่!”
“ไม่ใช่ ตอนนี้เขา…เขาคือมหาเซียน!”
…เกิดความโกลาหลในพื้นที่ ผู้อาวุโสจำนวนมากจำได้ทันที ว่าชายในชุดคลุมคล้ายนักปราชญ์คนนั้นคือคนคลั่งดาบ!
เซียนดาบไร้เทียมทานผู้เคยโด่งดังในยุคอวสานเซียน!!
สิ่งสำคัญที่สุดก็คือ เขาเคยรับใช้ศาลเซียนรวมศูนย์
และ รากฐานการฝึกฝนของเขาในตอนนี้ได้ทะลวงถึงระดับมหาเซียน ตัวเขาในตอนนี้ ไม่ว่าจะภัยคุกคามใดๆ ก็ไม่จำเป็นต้องหวั่นเกรงอีกแล้ว!