บันทึกตำนานราชันอหังการ [ 剑道第一仙 ] - บทที่ 1896-1990
บทที่ 1,896 เข่นฆ่าเยี่ยงเชือดสุนัข
ระดับมหายุทธ์
เป็นระดับหนึ่งภายใต้ขอบเขตมหาศาลอันเป็นที่ยกย่องในโลกหล้า
การเข้าสู่ขอบเขตนี้เทียบได้กับการก้าวขึ้นสู่จุดสูงสุดแห่งวิถีเซียน!
ทว่าในสายตาของตัวตนระดับสุดลึกล้ำ ระดับมหายุทธ์หาสลักสำคัญไม่
กระทั่งตัวตนระดับแกนรวมศูนย์ยังฆ่าตัวตนระดับมหายุทธ์ได้ง่ายๆ!
นี่เป็นความเข้าใจทั่วกันในโลกหล้า
แต่ความเข้าใจดังกล่าวไม่อาจนำมาใช้กับซูอี้ได้
เหตุผลนั้นแสนง่ายดาย……
จากที่โลกหล้าเข้าใจ ซูอี้สามารถสังหารตัวตนระดับมหายุทธ์ได้โดยง่ายตั้งแต่เป็นมหาเซียน และยังสามารถต่อกรกับมหาอำนาจระดับแกนรวมศูนย์ได้!
และเมื่อเขาเป็นผู้ฝึกตนระดับมหายุทธ์ในยามนี้ ความแข็งแกร่งของเขาก็เทียบระดับเดิมไม่ได้แล้ว
เหมือนศึกที่เพิ่งเกิดขึ้นเมื่อครู่ ตัวตนระดับสุดลึกล้ำเหล่านั้นถูกเขาเข่นฆ่าราวไร้ทางสู้!!
นั่นแหละสิ่งที่ทำให้เหล่าผู้ชมตกตะลึง
แต่ผู้คนก็ยังประเมินพลาดไปอยู่ดี
ความจริงก็คือ ชายหนุ่มสามารถสังหารตัวตนระดับสุดลึกล้ำชั้นหนึ่งได้ตั้งแต่เป็นมหาเซียน! ซ้ำยังสามารถต่อสู้กับตัวตนไร้เทียมทานระดับสุดลึกล้ำได้ด้วย!
และเมื่อเขาก้าวขึ้นสู่ระดับมหายุทธ์ ความแข็งแกร่งของชายหนุ่มก็เทียบกับอำนาจต่อสู้ยามสมบูรณ์พร้อมของหวังเย่ในอดีตชาติได้!!
……
ยามรอบข้างสั่นสะท้าน ซูอี้หาหยุดมือด้วยไม่
ในเมื่อจะฆ่าศัตรู จะเผยความเมตตาได้เช่นไร?
ดาบแห่งโลกาคร่ำครวญ ก้าวย่างบนอากาศ ดูเชื่องช้าทว่ารวดเร็วดุจระยะทางหดเหลือเพียงชุ่น เพียงบิดข้อมือ ปราณดาบคมกริบก็ทะยานผ่านนภาเข้ามา
ตู้ม!
สุญตาแตกร้าว
ศีรษะยอดฝีมือระดับสุดลึกล้ำผู้หนึ่งปลิวกระเด็น
คอถูกสะบั้นขาดราบเรียบดุจคันฉ่อง!
อำนาจดาบอหังการแพร่ขยาย ทั้งตัวและศีรษะมลายสูญ
มหาศึกบังเกิดขึ้นอีกหน
ทว่ามันดูประหนึ่งการเข่นฆ่าฝ่ายเดียวอย่างไร้ความปรานี
เมื่อชายหนุ่มสัญจร ปราณดาบอันฉวัดเฉวียนในโลกหล้าอันมืดมิดนี้ก็ดูประหนึ่งเส้นแสงพุ่งทะยาน เจิดจรัสสะดุดตา
ทุกดาบเคลื่อนขยับ หนึ่งศัตรูระดับสุดลึกล้ำปลิดปลิว!
ไม่ว่าจะเป็นอำนาจตะลึงโลก สมบัติเซียนเลิศล้ำใดๆ พวกมันล้วนแสนอ่อนด้อยดุจทำจากกระดาษเมื่ออยู่ต่อหน้าดาบแห่งโลกา
แม้จะโจมตีอย่างสิ้นหวัง ก็ไม่แตกต่างจากแมลงเม่าสู้ไฟ
ต้องทราบว่าในอดีตชาติ หวังเย่ยามสมบูรณ์พร้อมสามารถสยบแดนเซียนด้วยหนึ่งดาบ เป็นที่ยกย่องในหนึ่งยุคสมัย ศัตรูร้ายทั้งหลายไม่อาจโงหัวขึ้น อำนาจต่อสู้ร้ายกาจเพียงไหนจึงพอจะคาดเดาได้
และซูอี้ทุกวันนี้ก็หาได้ด้อยไปกว่าอดีตชาติเลย!
เมื่อต้องจัดการกับศัตรูระดับสุดลึกล้ำเหล่านี้อันหาคู่ควรกับคำว่าไร้เทียมทานไม่ เขาก็เหมือนจะมีอำนาจท่วมท้นแล้ว!
เพราะเช่นนั้น เพียงชั่วพริบตา ยอดฝีมือระดับสุดลึกล้ำอีกเจ็ดคนก็ตกตายอย่างน่าสยดสยอง!
น่ากลัวยิ่งนัก
ในสายตาผู้คน ซูอี้เป็นเช่นนายเหนือแห่งฟ้าดินทั่วถิ่น ล่าสังหารมหาอำนาจค้ำสวรรค์ฝ่ายเดียวอย่างไม่อาจต่อต้าน
ดุจโค่นบรรพตตระหง่านสูงเหนือวิถีเซียนลง
ลืมความตกตะลึงไปได้เลย
“ถอย! ถอยเร็วเข้า!”
มีผู้แผดเสียงอย่างตื่นตระหนก
ยอดฝีมือระดับสุดลึกล้ำที่เหลือล้วนขวัญเสีย ตื่นตกใจจากเหตุล่าสังหารนี้อย่างยิ่งจนเผ่นหนีไปทางบรรพตศักดิ์สิทธิ์จรดนภาโดยไม่กล้าลังเล
ทว่าซูอี้หรือจะปล่อยพวกเขาทำตามใจ?
ฉับ! ฉัวะ! ชิ้ง!
เพียงพริบตา สามดาบก็ถูกตวัดวาด
แล้วร่างของชายหนุ่มก็วูบไหวหายวับ
เยื้องไปทางอาคเนย์ทิศ ร่างของชายในชุดขุนนางผู้หนึ่งพลันถูกแยกเป็นสอง เขาก้มลงมองอย่างเผลอตัว แต่ก็พบว่ากายตนถูกปราณดาบสะบั้นร่างไปเสียแล้ว!
ทันใดนั้น ดวงตาของเขาก็เหลือกกลับ สติดับสิ้น
ทางทิศตะวันออกเฉียงเหนือ หญิงชราผู้หนึ่งกรีดร้องอย่างสิ้นหวัง นางถูกพายุปราณดาบพัดจมร่าง สับนางเป็นเศษเล็กเศษน้อย
ทางอุดรเกิดเสียงสนั่นลั่น ชายผู้หนึ่งในชุดบัณฑิตร่างชะงัก รูเลือดปรากฏขึ้นบนหลัง แล้วร่างของเขาก็แหลกสลายไปเยี่ยงใบไม้แห้งร่วงโรย
ทั้งสามคนตายลงแทบพร้อมกัน
และร่างของซูอี้ก็ทะยานไล่ ขวางทางหน้ายอดฝีมือระดับสุดลึกล้ำซึ่งเหลือเพียงสอง
ทั้งสองชะงัก สีหน้าเปี่ยมความสิ้นหวัง
ซูอี้ใช้นิ้วไล้คมดาบพลางกล่าวขึ้น “พวกเจ้าไม่คิดว่าแปลกหรือ ไฉนจวบยามนี้จึงไร้ผู้มาช่วยเจ้า?”
ทั้งสองนิ่งไป
ซูอี้กล่าวตอบตนเอง “ข้าก็รู้สึกแปลกเช่นกัน”
พร้อมกันนั้น เขาก็ก้าวเข้ามาเหวี่ยงดาบ
“หยุดนะ!
เสียงหนึ่งตวาดลั่น
ตู้ม!
ในโลกหล้าอันดำมืด อำนาจค่ายกลปรากฏขึ้น แปรเปลี่ยนเป็นตรวนทิพย์เส้นยาวนับไม่ถ้วนล้อมรอบตัวของชายหนุ่มเอาไว้
พร้อมกันนั้น ตัวตนทรงพลังระดับสุดลึกล้ำทั้งสองก็ถูกปกคลุมโดยอำนาจค่ายกล หนีไปจากที่เดิมไม่ได้
ซูอี้เพียงแค่นเสียงเย็นชา แล้วฟาดฟันดาบออกไป
เคร้ง!
ตรวนทิพย์นับไม่ถ้วนระเบิดออก กระจัดกระจายเยี่ยงซากอสรพิษ
และซูอี้ก็ใช้อำนาจพฤกษาหมื่นภูมิส่งร่างไปปรากฏตรงหน้ายอดฝีมือระดับสุดลึกล้ำทั้งสอง กวาดหนึ่งดาบออกมา
“ไม่!”
“ช่วยด้วย!!”
ท่ามกลางเสียงกรีดร้องอย่างหวาดผวา ร่างของยอดฝีมือระดับสุดลึกล้ำทั้งสองระเบิดอย่างพร้อมเพรียง สิ้นชีพดับขันธ์ลงทันที
โลหิตหลั่งกระฉอก
เสียงกรีดร้องสะท้อนสนั่น
ผู้ชมทั้งผองนิ่งงัน
หนึ่งมหาศึกบังเกิดและจบลงโดยพลัน ยอดฝีมือระดับสุดลึกล้ำสิบแปดคน ณ จุดสูงสุดแห่งวิถีเซียนล้วนตกตาย!
ไร้ทางสู้เยี่ยงไก่ดุจสุนัข!!
ใครเล่าจะกล้าเชื่อ?
ผู้ใดเล่าจะกล้าคาดคิด?
กระทั่งยามหายนะยุคอวสานเซียนกวาดไปทั่วทั้งโลกหล้า ยอดฝีมือระดับสุดลึกล้ำยังไม่ตกตายกันง่ายเพียงนี้เลย!
ความตกตะลึงแล่นเข้าสู่ภายในหัวใจทุกดวง ทุกสายตาเลื่อนลอยราวจมอยู่ในภวังค์
ณ ท้องนภา
ความมืดโรยตัวเช่นผืนม่าน ปกคลุมทั่วสุญตา
โลหิตพร่างพรมเยี่ยงหมอก เปรอะเปื้อนคละคลุ้งบนม่านทมิฬ
ซูอี้ยังคงยืนอยู่ลำพัง
อาภรณ์สีเขียวพลิ้วไหว ดูไร้ตำหนิ
กระทั่งไร้บาดแผล!
อันที่จริง ไม่ว่าจะเป็นตัวตนระดับแกนรวมศูนย์ทั้งแปดสิบเอ็ดซึ่งฆ่าไปก่อนหน้านี้ หรือตัวตนระดับสุดลึกล้ำทั้งสิบแปดเมื่อครู่สำหรับเขาแล้วไม่ได้มีความแตกต่างกันนัก
ซึ่งชายหนุ่มเคยกล่าวไว้แล้วเมื่อกาลก่อนว่า ศัตรูเหล่านี้หาเพียงพอให้เขาฆ่าอย่างสาแก่ใจไม่!
“ป่านนี้แล้วยังไม่ออกมากันอีก พวกเจ้านี่โหดเหี้ยมจริงๆ”
ชายหนุ่มหันไปมองบรรพตศักดิ์สิทธิ์จรดนภา ยามคู่เนตรเย็นเยียบลึกล้ำกวาดผ่าน ฉีเนี่ย เสวียนจ้ง และคนอื่นๆ ต่างหยุดหายใจ พวกเขาสัมผัสได้ถึงภัยคุกคามถึงชีวิตพุ่งปะทะใบหน้า
ทว่าความรู้สึกนี้คงอยู่เพียงชั่วครู่
สายตาของซูอี้กวาดผ่านพวกเขาไปยังภายในบรรพตศักดิ์สิทธิ์จรดนภา
ก่อนหน้านี้ ตัวตนระดับสุดลึกล้ำทั้งสิบแปดล้วนแต่เป็นทูตสวรรค์รับใช้เทพ และขณะนี้ พวกเขาก็รับคำสั่งจากบุตรและบุตรแห่งสวรรค์ทั้งหลาย
และก่อนศึกเกิดก็มีใครบางคนออกคำสั่งให้คนทั้งสิบแปดจู่โจม!
กระทั่งเมื่อครู่ ยังมีผู้แอบใช้ ‘ค่ายกลเทพกาฬราตรีนภาเวิ้งว้าง’ พยายามขัดขวางเขาและช่วยศัตรูที่เหลือทั้งสอง
ทั้งหมดนี้ทำให้ซูอี้ตัดสินได้ว่าต้องมีปลาใหญ่แอบอยู่บนบรรพตศักดิ์สิทธิ์จรดนภาลูกนี้!
ท่ามกลางบรรยากาศกดดัน เสียงสนทนาหนึ่งดังขึ้น
“ใครเล่าจะคิดว่าคนบาปนั่นจะทรงพลังเพียงนี้?”
“ไม่ว่าจะแข็งแกร่งเพียงไร เขาก็ต้องตายอยู่ดี ขอแค่เขาเข้ามาที่นี่ ก็ไม่อาจเปลี่ยนชะตาได้แล้ว!”
“ไปเผชิญหน้าเจ้าคนบาปนั่นกันเถอะ อย่าให้เขาดูถูกเอาได้”
……
พร้อมกันนั้น ร่างแล้วร่างเล่าก็ทะยานจากบรรพตศักดิ์สิทธิ์จรดนภาสู่ฟ้าพร้อมกัน
เป็นสี่บุรุษหนึ่งสตรี
ซูอี้รู้จักอยู่สามคน
ชิงเซียว กงหยางอวี่ และจินจู๋หลิว!
ส่วนชายหญิงอีกคู่นั้นแปลกหน้ามาก
ฝ่ายชายสวมชุดคลุม รูปร่างกำยำดูทรงพลัง เส้นผมยาวสีทองอย่างหาพบได้ยาก มัดดาบวิถีเล่มหนึ่งไว้บนหลังด้วยเชือกไหมดำ
ฝ่ายสตรีสวมชุดคลุมยาวแขนเสื้อกว้างสีดำ เรือนผมเงางามทิ้งตัวสยาย สิ่งสะดุดตาที่สุดคือใบหน้าขาวงามของนางประดับด้วยคู่เนตรทรงเสน่ห์สีน้ำเงินเข้ม!
เมื่อพวกเขาปรากฏกาย ปราณจากร่างก็แผ่ปกคลุมทั่วทั้งสวรรค์ ทำให้สุญตารอบข้างสั่นสะท้านประหนึ่งยอมศิโรราบ
“นั่นใครกัน?”
“น่าจะเป็นบุตรและบุตรีแห่งสวรรค์จากโลกแห่งเทพ!!”
เหล่าผู้ชมจากไกลๆ พากันหน้าเปลี่ยนสีแล้วหายใจเฮือก
ใครเล่าจะคาดคิดว่าในงานเลี้ยงลูกท้อหนนี้ จะมีตัวตนระดับบุตรและบุตรีแห่งสวรรค์อยู่ด้วย?
บางคนกระทั่งหลั่งเหงื่อแทนซูอี้!
บุตรและบุตรีแห่งสวรรค์แต่ละคนล้วนทรงอำนาจ มีฝีมือเกินหยั่ง เพียงพอให้ตัวตนระดับสุดลึกล้ำในโลกหล้าครั่นคร้าม!
อย่าว่าแต่อื่นใด แค่สมบัติที่พวกเขามีก็สามารถสังหารตัวตนระดับสุดลึกล้ำลงได้ง่ายๆ แล้ว!
และยามนี้ บุตรและบุตรีแห่งสวรรค์ก็ปรากฏขึ้นถึงห้าคน ทำให้ผู้ชมทั้งหลายยังรู้สึกแย่แม้จะมองซูอี้อีกหน
ขณะเดียวกัน……
ยอดฝีมือจากกลุ่มเต๋าวิถีเซียนที่ฉีเนี่ย เสวียนจ้ง และเจ้าสำนักลัทธิต่างๆ พามาต่างคำนับอย่างพร้อมเพรียงจากบนบรรพตศักดิ์สิทธิ์จรดนภา
“ขอต้อนรับใต้เท้าทั้งหลาย!”
“ขอต้อนรับใต้เท้าทั้งหลาย!”
……คำพูดนี้ก้องกังวานอยู่เนิ่นนาน
ทุกผู้ต่างไม่อาจสะกดกลั้นความครั่นคร้ามระคนตื่นเต้นไว้ได้
ลี่โยวเสวี่ย ทูตจากเผ่ามารนอกแดนเองก็กำลังคำนับ นางหันไปกล่าวกับสตรีชุดดำบนนอากาศอย่างนอบน้อมว่า ‘ใต้เท้าบุตรีแห่งสวรรค์’ !
เมื่อเห็นเช่นนี้ สีหน้าของซูอี้ก็ยังสุขุมเยี่ยงกาลก่อน
เขาพอเดาได้แล้วว่าชายผมทองประหลาดในชุดคลุมนั่นคงเป็นบุตรแห่งสวรรค์ฝูเทียนอี!
บุตรแห่งสวรรค์ผู้ได้รับคำเชิญจากลัทธิไร้มลทิน
ทูตสวรรค์จันเหิงผู้ตกตายด้วยมือเขาเมื่อไม่นานนี้ และทูตสวรรค์เยว่ไป๋บนยอดบรรพตศักดิ์สิทธิ์จรดนภา ณ ขณะนี้ล้วนแต่เป็นผู้ใต้บัญชาของเขา
ส่วนสตรีชุดดำผู้มีดวงตาสีน้ำเงินเข้มนั้นทำให้เขารู้สึกแปลกตาอย่างยิ่ง
แต่ก็ไร้ความหมาย
สำหรับชายหนุ่ม พวกเขาล้วนถือเป็น ‘ศัตรู’ !
ชายหนุ่มปริปากขึ้นก่อน “ข้าไม่เข้าใจจริงๆ พวกเจ้ามารอกันอยู่แล้ว แต่กลับปล่อยเจ้าพวกปลาซิวปลาสร้อยพวกนั้นตาย ไม่ยอมออกมาช่วยกันเอง เพราะอันใดหรือ?”
วาจาของเขานี้……สอดคล้องกับความสับสนของผู้คนมากมาย
นั่นสิ หากบุตรและบุตรีแห่งสวรรค์เหล่านี้ลงมือในศึกก่อนหน้านี้ พวกเขาก็มีโอกาสช่วยชีวิตตัวตนระดับสุดลึกล้ำเหล่านั้นได้สูงทีเดียว
แต่กลับไร้ผู้ใดลงมือ!
ช่างผิดปกติจริงๆ!!
ทั้งยังดูโหดเหี้ยมและเย็นชายิ่ง!!!
เพราะถึงอย่างไร พวกเขาก็เป็นทูตสวรรค์ผู้รับใช้เทพ และหนนี้พวกเขาก็ออกศึกด้วยคำสั่งของบุตรและบุตรีแห่งสวรรค์อย่างชัดเจน!
ใครเล่าจะคาดคิดว่าบุตรและบุตรีแห่งสวรรค์จะเอาแต่มองพวกเขาตายไปโดยมิช่วย?
“พวกเขาจะมิหลั่งเลือดเสียเปล่า ส่วนเหตุผลนั้น……”
ชายผมทองในชุดคลุมมองซูอี้จากไกลๆ กล่าวอย่างเย็นชา “หากเจ้ายอมจำนนเสียยามนี้ ข้าจะตอบให้ก็ได้”
ซูอี้แค้นเสียงหึ ขณะลูบปลายนิ้วลงบนดาบแห่งโลกาเบาๆ “งั้นก็ไม่ต้องพูดกันแล้ว ลงมือเลย”
เพียงพลิกข้อมือ ดาบแห่งโลกาก็ชี้ไปทางศัตรู
ตู้ม!
วจีดาบร่ำร้องดุจหงสา สนั่นก้องฟ้าดินในทันใด
บทที่ 1,897 สะกดปราบ
ตู้ม!
สุญญะใต้เท้าซูอี้พลันทลายแหลก
ร่างของเขาเป็นเยี่ยงศรพุ่งจากสาย ฟาดฟันดาบเข้าใส่ชายผมทองตรงหน้า
รวดเร็วเยี่ยงสายฟ้าฟาด
ทว่าชายผมทองในชุดคลุมทำเพียงแค่นเสียงเย็นชา หาได้ขยับตัวไม่ มีก็แต่ดาบวิถีเบื้องหลังเขาที่สะบัดตัวหลุดจากฝัก
เคร้ง!!!
บังเกิดเสียงกระทบสนั่นหล้า
ท่ามกลางปราณดาบกรุ่นสะบัด ร่างของซูอี้เซถอยไปหลายก้าว
ขณะเดียวกัน ร่างของชายผมทองในชุดคลุมก็เซถอยไปเช่นกัน ใบหน้าชายหนุ่มผู้นั้นเผยสีเลือดขึ้นเล็กน้อย
ม่านตาของเขาหดตัว “เจ้านี่มีอำนาจต่อสู้เทียบชั้นจอมราชันไร้เทียมทาน หรือกระทั่งสูงกว่าจริงๆ!”
ก่อนหน้านี้เจ้าตัวลอบคาดการณ์อำนาจต่อสู้ของซูอี้มาก่อน จึงกล่าวออกมาเช่นนี้
ซูอี้เหลือบมองไปยังดาบวิถีในมือคนผู้นี้
มันดูราวกิ่งพฤกษาไหม้เพลิง แดงฉานดุจเลือด คดเคี้ยวเยี่ยงอสรพิษ ตัวดาบปกคลุมด้วยลวดลายลึกลับ
ดาบทั้งเล่มประหลาดเปี่ยมปริศนา ปราณร้ายกาจกดดันอย่างยิ่ง
“แม้ดาบนี้จะไม่ใช่สมบัติเทพ แต่มันก็เรียกได้ว่าเป็นสมบัติสูงสุดวิถีเซียน ณ ระดับสุดลึกล้ำได้”
ซูอี้เลิกคิ้ว
“ให้ข้าลองฝีมือเขาหน่อยเถอะ!”
ทันใดนั้น สตรีชุดดำผู้มีคู่เนตรสีน้ำเงินเข้มก็เดินเข้ามา ยกหัตถ์หยกกระจ่างขาวฟาดฟัน
เปรี้ยง!
สุญญะพลันแหลกร้าว
ตราประทับฝ่ามือสีเงินเจิดจรัสทะยานเข้าหาซูอี้
ตราประทับฝ่ามือนี้ดูจะมีภูมิมารโบราณพลุ่งพล่านอยู่ภายใน มีเทพมารร้ายกาจมากมายกู่คำราม ปราณน่าสะพรึงกลัวจากมันทำให้ผิวกายของซูอี้เจ็บแปลบเล็กน้อย
ความแข็งแกร่งของสตรีผู้นี้มิได้ต่างจากบุตรสวรรค์ไร้เทียมทานอย่างกู่อวิ้นฉานและหลวงจีนเจียอวิ๋นเท่าใดนัก
ขณะคำนึง ดาบของซูอี้ก็พริ้วตัดกลางเวหา
เปรี้ยง!!
ตราประทับฝ่ามือสีเงินแหลกสลาย
ทว่าหลังแหลกร้าว ตราประทับฝ่ามือนั้นก็แปรเปลี่ยนเป็นภูมิมารโบราณอย่างน่าเหลือเชื่อ กักขังซูอี้ไว้อย่างราบรื่น
โลกเร้นลับมหาวิถี……ภูมิมารแรกกำเนิด!
ดวงตาของซูอี้วาววับเย็นเยียบ ดาบแห่งโลกากดลงบนอากาศ “สลาย!”
ตู้ม!
ปราณดาบอันยิ่งใหญ่แปรเปลี่ยนเป็นหกวิถีวัฏสงสารทาบทับลงมาจากนภา ทำให้ภูมิมารอันไพศาลล่มสลายลงทันที
ไกลออกไป ร่างของสตรีชุดดำดวงตาสีน้ำเงินเข้มสะท้าน คิ้วเรียวขมวดเข้าหากัน “แข็งแกร่งมากจริงๆ ร้ายกาจกว่าที่คาดไว้มากนัก”
เสียงของนางแหบพร่าแฝงแรงดึงดูดแห่งอิสตรี เป็นเอกลักษณ์อย่างยิ่ง
เมื่อได้ยินคำประเมินเช่นนี้ ชิงเซียน จินจู๋หลิว และกงหยางอวี่ก็อดกระอักกระอ่วนไม่ได้
พวกเขายังจำได้ว่าในซากวังมังกร ซูอี้ยังต้องร่วมมือกับบุตรีแห่งสวรรค์ซีหนิงกว่าจะสู้กับคนเหล่านี้ได้
ทว่ายามนี้ ซูอี้แตกต่างเกินกว่ากาลก่อนจะเทียบชั้น ไม่เพียงการฝึกฝนทะยานสู่ระดับมหายุทธ์ กระทั่งอำนาจต่อสู้ของชายหนุ่มยังแข็งแกร่งจนน่าหัวร่อ!
“นี่แหละความร้ายกาจของวัฏสงสาร มันสามารถทำให้คนเวียนวัฏฝึกฝนใหม่ซ้ำๆ แต่ละชาติภพสั่งสมปัญญาและกรรมวิถีชั่วชีวิตทับถม หากมีวิถีฝึกฝนหลากหลาย ก็นับเป็นหนึ่งแห่งโลกหล้า!”
ชายผมทองในชุดคลุมรำพึง “หากคนบาปเช่นนี้มิตายตกไป ไม่ใช่เพียงเรา กระทั่งทวยเทพยังยากข่มตานอน!”
ตู้ม!
พร้อมกันนั้น ซูอี้ก็ฟาดฟันดาบเข้าจู่โจม
บุตรและบุตรีแห่งสวรรค์เหล่านั้นเลิกลังเล โจมตีสุดกำลังกันทันที
“สับ!”
ชายผมทองในชุดคลุมแข็งแกร่งที่สุดเข้าปะทะกับซูอี้ตรงๆ ดาบวิถีสีเลือดในมือเผยจิตสังหารร้ายกาจ ส่งอำนาจทำลายล้างชวนผงะตะลึงออกไป
ขณะเดียวกัน สตรีชุดดำก็เริ่มโจมตี
เมื่อพลิกมือ ขวานยักษ์ยาวหนึ่งจั้งก็ปรากฏขึ้น เป็นสีเงินทั้งเล่ม ภายนอกสลักเสลาลวดลายเทพไว้หนาแน่นนับไม่ถ้วน ก่อเกิดลวดลายประหลาดของ ‘หมื่นมารเสนอเซ่นสรวง’ ขึ้นยามนางฟาดฟันขวานยักษ์
ตู้ม!
สุญตาถล่มแหลกเป็นหลุมร้าวนับไม่ถ้วน กฎมหาวิถีอันร้ายกาจพัฒนาเป็นเงามารนับไม่ถ้วน ฟาดฟันใส่ซูอี้พร้อมขวานยักษ์เล่มนั้น
ชิงเซียวใช้ดาบหยกปลายมนสีม่วงเล่มหนึ่ง เพียงสะบัดโบก อสนีบาตสารพันก็โปรยปราย
จินจู๋หลิวและกงหยางอวี่เองก็ใช้หอคอยสีทองและหอกสีเขียวตามสำดับ ร่วมจู่โจมซูอี้
เปรี้ยง!
มหาสงครามเปิดฉากโดยสมบูรณ์
บุตรและบุตรีแห่งสวรรค์ทั้งห้าไร้ความกลัวต่อหายนะเทพ ต่างคนต่างเผยอำนาจต่อสู้อันกล่าวได้ว่าสะเทือนโลกา
นอกจากนั้น สมบัติและเคล็ดวิชาของพวกเขายังล้วนหายากเลิศล้ำ เคล็ดวิชาอำนาจวิเศษทั้งหลายร้ายกาจไม่ต่างกัน เพียงพอให้ยอดฝีมือร่วมระดับสุดลึกล้ำในแดนเซียนละอายแก่ใจ ได้แต่รำพึงตัดพ้อ!
เมื่อร่วมมือต่อกร ความน่าสะพรึงกลัวก็พอคาดเดาได้
เพียงพริบตา ซูอี้ก็ตกอยู่ในวงล้อมแสนอันตราย!
ชิงเซียว จินจู๋หลิว และกงหยางอวี่ไม่ได้แข็งแกร่งนัก ภัยจากพวกเขามิได้สูง
สิ่งที่กดดันซูอี้คือชายผมทองในชุดคลุมกับสตรีชุดดำต่างหาก!
ทั้งสองต่างเป็นบุตรและบุตรีไร้เทียมทานแห่งสวรรค์ ยามลงมือ พวกเขาต่างก็อหังการไร้ปราณีไม่ต่างกัน อำนาจต่อสู้และประสบการณ์ศึกโดดเด่นล้ำเลิศ
ตัวตนเช่นนี้ แม้จะด้อยกว่าหวังเย่ยามสมบูรณ์พร้อมในด้านความแข็งแกร่ง แต่ก็กล่าวได้ว่าร้ายกาจมากแล้ว
นอกจากนั้น สมบัติและเคล็ดวิชาของพวกเขายังขยายอำนาจของผู้ถือครองได้อย่างมหาศาล
รวมถึงการร่วมมือของพวกชิงเซียวทั้งสาม หลังเปิดศึกมา ซูอี้ก็เสียเปรียบแล้ว!
กลายเป็นฝ่ายตั้งรับไปเสีย
และยังตกอยู่ในห้วงอันตรายด้วย!
“ในที่สุดเจ้าคนแซ่ซูก็ถูกกำราบได้!”
บนบรรพตศักดิ์สิทธิ์จรดนภา ฉีเนี่ย เสวียนจ้ง และผู้นำขุมกำลังวิถีเซียนคนอื่นๆ ล้วนถอนหายใจโล่งอก
ก่อนหน้านี้ ซูอี้ร้ายกาจเกินไป กวาดผู้คนล้มตาย ไร้ผู้ใดหยุดคมดาบอยู่ ทรงพลังจนชวนสิ้นหวัง
แต่ยามนี้แตกต่างออกไปแล้ว
มีบุตรและบุตรีแห่งสวรรค์ห้าคนลงมือร่วมกัน ซูอี้ก็ถูกสยบได้ทันตา!!
เรื่องนี้มีหรือจะทำให้พวกฉีเนี่ยมิตื่นเต้นดีใจ?
ในทางกลับกัน เหล่าผู้เฝ้ามองศึกจากไกลๆ นั้นต่างกระสับกระส่ายเป็นกังวล
บ้างสบถด่าอย่างเดือดดาล
“ไม่คาดเลยว่าบุตรและบุตรีแห่งสวรรค์จากโลกแห่งเทพจะไร้ยางอายกันเพียงนี้! ห้าต่อหนึ่ง มีหน้ามาทำเช่นนี้ได้อย่างไร?”
หลี่เช่อหู่สบถ
“ข้ากล้าพูดเลยว่าหากสู้ตัวต่อตัว ย่อมไร้ผู้ใดเป็นคู่ต่อสู้ใต้เท้าอนันตรัตติกาลแน่!”
คนคลั่งดาบกัดฟันกรอด
ยามนี้ ผู้ชมส่วนใหญ่รู้สึกว่าช่างไม่ยุติธรรมสำหรับซูอี้ และเป็นกังวลต่อสถานการณ์ของเขา
บุตรและบุตรีแห่งสวรรค์เหล่านี้ไร้ยางอายกันจริงๆ!!
“ความยุติธรรมจริงแท้หรือจะมีอยู่ในโลกหล้า? อย่าลืมว่าแต่เดิมงานเลี้ยงลูกท้อนี้ก็เล็งเป้าที่ใต้เท้าอนันตรัตติกาล ดังนั้นจึงไม่น่าแปลกใจหรอกหากจะมีเรื่องสกปรกน่ารังเกียจใดเกิดขึ้น”
มีผู้รำพึง
โลกหน้านั้นโหดร้าย
ยุติธรรมอันใด กฎเกณฑ์อันใด ท้ายที่สุดก็หนีกฎแห่งป่าผู้ชนะเป็นเจ้าผู้แพ้เป็นเชลยมิได้!!!
‘ใต้เท้าอนันตรัตติกาล โปรดอย่าเป็นอันใดไปเลย……’
บางคนภาวนาอย่างเงียบเชียบในใจ
ในโลกนี้อาจมีหลายสิ่งอยุติธรรม แต่ทุกคนล้วนมีตาชั่งวัดความเที่ยงธรรมถูกผิดในใจ
แม้จะเดือดดาลแต่มิกล้ากล่าววจี
แต่ในใจ ผู้คนส่วนใหญ่มิอยากให้ซูอี้พ่ายศึกนี้!
นี่คือเกียรติภูมิและชื่อเสียงที่หวังเย่ทิ้งไว้ในกาลก่อน มันหยั่งรากฝังลึกในใจของผู้คนมาอย่างเนิ่นนาน
ในทางกลับกัน การกระทำมากมายของขุมกำลังยักษ์ใหญ่วิถีเซียน ณ งานเลี้ยงลูกท้อนี้ทำให้ผู้คนรู้สึกสะอิดสะเอียน ต่อต้าน รังเกียจ และแค้นเคือง!!
เพื่อแสวงความสงบ พวกเขากล้ากระทำการชั่วช้า ยอมมอบด่านสวรรค์สิบหกทวีปให้กับเผ่ามารนอกแดน
พวกเขาจับตัวบุคคลอันเกี่ยวข้องกับซูอี้มาข่มขู่อย่างไร้บรรทัดฐานเพื่อจะฆ่าซูอี้!
ช่างไร้ยางอาย! ไร้สามัญจรรยา!
คนพรรค์นี้ยังกำเริบคิดสร้างศาลเซียนรวมศูนย์ขึ้นปกครองโลกา เช่นนี้สรรพชีวิตใดในแดนเซียนจะยอมรับ?
“ใต้เท้าบุตรแห่งสวรรค์ควรค่าเป็นจอมราชันไร้เทียมทานอันเจิดจรัสสูงสุดแห่งสกุลฝูตระกูลเทพจริงแท้ วิถีเต๋าของเขาเพียงพอให้ผงาดในหมู่ตัวตนร่วมระดับตลอดกาลนานทั่วแดนเซียนได้!”
ฉีเนี่ยอึ้งทึ่ง
เขากำลังกล่าวถึงชายผมทองในชุดคลุม ฝูเทียนอี
“เป็นคำเยินยออันน่ารังเกียจนัก”
ลี่โยวเสวี่ย ทูตสวรรค์จากเผ่ามารนอกแดนพึมพำกับตนเอง “หากเผชิญหน้าดวลเดี่ยว ข้าเกรงว่าเขาคงไม่อาจจะเอาชนะซูอี้ผู้อยู่ในระดับมหายุทธ์ได้ด้วยซ้ำ……”
“ฆ่า!”
มหาศึกทวีความเข้มข้น โลกหล้าดำทะมึนป่วนปั่น เพลิงแสงพลุ่งพล่ายเยี่ยงคลื่นโถม
การโจมตีของพวกฝูเทียนอียิ่งทวีความรัวเร็วน่าสะพรึงกลัวขึ้นเรื่อยๆ
สถานการณ์ของซูอี้ก็ยิ่งทวีความอันตราย
ทว่าทันใดนั้น ชายหนุ่มพลันแสยะยิ้ม “ฝีมือพวกเจ้ามีแค่นี้หรือ? ก็แค่งั้นๆ!”
เหล่าผู้ชมผงะไป
ไม่รีรอให้ผู้ใดไหวตัว……
ตู้ม!
ซูอี้ผู้ถูกรุมล้อมพลันหายวับไป
อำนาจวิเศษของพฤกษาหมื่นภูมิ……ข้ามเขตแดน!
อึดใจต่อมา ร่างของซูอี้ก็ปรากฏขึ้นเบื้องหลังกงหยางอวี่
หนึ่งดาบฟาดฟันดุเดือด
ฉับ!
เหตุการณ์ทั้งหมดกะทันหันเกินตั้งตัว แม้กงหยางอวี่จะฝืนต้านทัน ร่างของเขาก็ยังถูกดาบสับแยก
แต่เมื่อดาบของเขาฟาดใส่จิตวิญญาณของกงหยางอวี่ การโจมตีก็ถูกขวางไว้โดยสมบัติอันเปี่ยมปราณร้ายกาจชิ้นหนึ่ง
วงล้อทิพย์หกโลกีย์!
ยามเขาอยู่ในซากวังมังกร กงหยางอวี่เคยถูกซีหนิงสะบั้นร่าง และยามคับขันนั้น จิตวิญญาณของเขาก็หนีไปได้โดยใช้สมบัติเทพแห่งยุคสมัยนี้
ในตอนนี้ เหตุเดิมก็ปรากฏซ้ำ
แค่เปลี่ยนผู้สับร่างของกงหยางอวี่เป็นซูอี้!
กงหยางอวี่กรีดร้องอย่างขมขื่น
ภาพนี้ยังทำให้คนอื่นๆ เปลี่ยนสีหน้าอย่างตกตะลึง
เพราะพวกเขาหาคาดไว้ไม่ว่าซูอี้ผู้เพลี่ยงพล้ำอยู่เห็นๆ จะหลุดจากวงล้อมมาโจมตีกงหยางอวี่อย่างหนักหน่วงได้!
เหตุพลิกผันนี้ทำให้ผู้เฝ้ามองทุกคนตะลึงเบิกตากว้างเช่นกัน
แม้หนึ่งดาบจะไม่อาจฆ่ากงหยางอวี่ ซูอี้ก็ไม่ได้เสียดาย ร่างของเขาหายวับไปหาจินจู๋หลิวทันที
เมื่อมิอาจเอาชนะศัตรูสุดร้ายกาจได้ในหนึ่งกระบวน ก็ไล่กำจัดจุดอ่อนไปทีละคน!
“แย่แล้ว!”
เมื่อเห็นซูอี้จู่โจมเข้ามา จินจู๋หลิวก็ขนลุกขนพอง ไม่กล้าปะทะตรงๆ เขาขยี้ยันต์ลับชิ้นหนึ่งเคลื่อนกายหลบทันที
แต่สิ่งที่ทำให้เจ้าตัวตกตะลึงก็คือ ซูอี้เพิ่งเคลื่อนเข้ามาโจมตีไม่ทันถึงตัว จู่ๆ อีกฝ่ายก็วูบไหวหายไปฟาดฟันใส่ชิงเซียวเสียอย่างนั้น!
เมื่อครู่เป็นการโจมตีหลอก เป้าหมายจริงๆ ของซูอี้คือชิงเซียวต่างหาก!
ใบหน้าของจินจู๋หลิวแดงก่ำ หัวใจนึกอับอาย
เคร้ง!!!
เกิดเสียงสนั่นกัมปนาท ร่างของชิงเซียวกระเด็นไปเบื้องหลัง โลหิตทะลักไหลจากเจ็ดทวาร แม้ท้ายที่สุดเขาจะรับดาบของซูอี้ได้ แต่ตัวคนก็บาดเจ็บร้ายแรง!
“วอนตายเสียแล้ว!!”
สตรีชุดดำเดือดดาลอย่างเห็นได้ชัด คู่เนตรสีน้ำเงินเข้มพลันปรากฏแววประหลาด แปรเปลี่ยนเป็นสัญลักษณ์ลึกลับเหมือนอักษร ‘乂’ ในอากาศเหนือศีรษะซูอี้ จู่โจมลงมากะทันหัน
เทวฤทธิ์โดยกำเนิด……
เนตรประหารจิต!
บทที่ 1,898 โลกหล้าช่างแสนสั้น หนึ่งดาบพิพากษ์เป็นตาย
เนตรประหารจิต!
เป็นวิชาเทพต้องห้ามอันท้าทายสวรรค์อย่างยิ่ง เมื่อใช้ออกมาก็แทบไร้เทียมทานในระดับเดียวกัน ใช้จู่โจมทำลายจิตวิญญาณของศัตรูใดๆ ได้!
สตรีชุดดำเกิดมาพร้อมดวงตาสีน้ำเงินเข้มอันหาได้ยากและเทวฤทธิ์โดยกำเนิด ในโลกแห่งเทพ นางใช้เนตรประหารจิตนี้สังหารศัตรูมาเกินคณานับ
และยังถือเป็นตัวตนชั้นหนึ่งในหมู่บุตรและบุตรีแห่งสวรรค์ ณ โลกแห่งเทพ!
เมื่อนางใช้ ‘เนตรประหารจิต’ ออกมาครั้งนี้ ฝูเทียนอีซึ่งอยู่ใกล้เคียงอดเปลี่ยนสีหน้าไม่ได้ และถอยหนีไปโดยเร็วที่สุด
ตู้ม!
ท้องนภาระยะหมื่นจั้งถูกผนึกนิ่ง
สุญตาชะงักงัน
ร่างสูงของซูอี้ถูกพันธนาการแน่นิ่งเยี่ยงปลาในก้อนน้ำแข็ง
แทบจะพร้อมกันนั้น สัญลักษณ์ประหลาดคล้ายตัว ‘乂’ ก็ฟาดฟันเข้าใส่ห้วงความนึกคิดของซูอี้
มุมปากของสตรีชุดดำขดขึ้น
การรับมือกับซูอี้นั้นเหนือความคาดหมายของนาง
แต่โชคร้าย เขาจะพ่ายด้วยมือนางอยู่ดี!
ฝูเทียนอีเองก็ลอบถอนหายใจโล่งอก สายตาที่มองมายังซูอี้ไม่อาจเก็บงำความตื่นเต้นได้
แค่ปราบคนบาปผู้นี้ได้ ไม่เพียงจะได้รางวัลจากทวยเทพ แต่ยังมีโอกาสชิงอำนาจวัฏสงสารด้วย!
ชิงเซียว กงหยางอวี่ และจินจู๋หลิวล้วนโล่งใจ
ซูอี้ผู้นี้น่าสะพรึงกลัวจริงแท้!
หากไม่ใช่เพราะฝูเทียนอีและสตรีชุดดำ พวกเขาคงหนีเตลิดกันไปนานแล้ว มิกล้าสู้กับซูอี้แน่
โชคดีที่หลังถูกเนตรประหารจิตจู่โจม อีกฝ่ายก็มีแต่ต้องตาย!
แต่ยามนั้นเอง……
ร่างชะงักนิ่งของซูอี้พลันเคลื่อนขยับ
เปรี้ยง!
ท้องนภาอันนิ่งงันพลันแหลกสลาย
และซูอี้ก็เป็นเช่นพยัคฆ์ร้ายคืนอิสระ มังกรสะบั้นพันธนาการทะยานฟ้า
“เป็นไปได้ด้วยรึ?”
ใบหน้างามของสตรีชุดดำพลันแปรเปลี่ยน
เนตรประหารจิตนั้นเพียงพอสังหารตัวตนระดับสุดลึกล้ำใดๆ กระทั่งบุตรสวรรค์ไร้เทียมทานอย่างฝูเทียนอียังมิกล้ารับตรงๆ
แต่ยามนี้ มันกลับไม่อาจทำร้ายซูอี้ได้เลย!
“นี่……”
ม่านตาของฝูเทียนอีหดตัวอย่างไม่อยากเชื่อ
ตู้ม!
ร่างของซูอี้วูบไหว ฟาดฟันดาบเข้าใส่กงหยางอวี่
ร่างของกงหยางอวี่ขณะนี้เสื่อมสลายเหลือเพียงจิตวิญญาณแล้ว เมื่อเห็นซูอี้ทะยานเข้าจู่โจม เขาก็ลอบร้องลั่นในใจว่าแย่แล้ว
“ขึ้นมา!”
เขาคำรามเลื่อนลั่น วงล้อทิพย์หกโลกีย์ในมือฟาดออกไป
อำนาจเทพอันร้ายกาจทรงพลังพลุ่งพล่านบนสมบัติแห่งยุคสมัยชิ้นนี้ พัฒนาขึ้นเป็นรัศมีเทพหกสายต่างสี โจมตีออกไปด้วยอำนาจน่าสะพรึงกลัว
ทว่าบันทึกผลกรรมปรากฏขึ้นในมือซ้ายของซูอี้ ก่อนฟาดลงอย่างดุเดือด
เคร้ง!!!
วงล้อทิพย์หกโลกีย์สั่นสะท้านรุนแรงและกระเด็นหลุดมือไป
“แย่แล้ว!”
วิญญาณของกงหยางอวี่แหลกเป็นชิ้น เสี้ยววิญญาณหันหลังเผ่นหนี
ฉัวะ!!
ดาบแห่งโลกาฟาดฟันลงอย่างดุเดือด สังหารจิตวิญญาณของกงหยางอวี่ลงคาที่
ทุกสิ่งเกิดขึ้นเร็วเกินไป บุตรและบุตรีแห่งสวรรค์คนอื่นๆ ไร้โอกาสเข้าช่วยเหลือโดยสิ้นเชิง
เมื่อเห็นเช่นนี้ ทุกคนก็ผงะอึ้ง
หนึ่งบุตรแห่งสวรรค์ถูกฆ่า!!!
เป็นเรื่องสะเทือนโลกาเกินคาดฝัน ยากจะเชื่อลงในชั่วกาลนั้น
บุตรแห่งสวรรค์!
ทายาทแห่งทวยเทพ!
มาจากโลกแห่งเทพ ความสามารถท้าทายสวรรค์ วิถีเต๋าร้ายกาจ วิชาร้ายกาจแพรวพราว
ใครเล่าจะคาดคิดว่าเมื่อบุตรและบุตรีแห่งสวรรค์กลุ่มหนึ่งร่วมมือจู่โจม ณ หน้าบรรพตศักดิ์สิทธิ์จรดนภา ซูอี้จะแข็งแกร่งพอฉวยโอกาสสังหารบุตรแห่งสวรรค์ผู้หนึ่งลงได้?
ช่างน่าสะพรึงกลัว!
ชิงเซียวขนลุกขนพอง
จินจู๋หลิวสูดหายใจเฮือก
ทั้งสองตกตะลึง สั่นเทิ้มทั้งกายใจ
สีหน้าของฝูเทียนอีดำคล้ำ
ดวงตาของสตรีชุดดำเปี่ยมโทสะร้ายกาจ
ความตายของกงหยางอวี่อยู่นอกเหนือคาดคิดของพวกเขา และยังทำให้คนที่เหลือแสนอึดอัดเกินรับได้
“บันทึกผลกรรม……”
ฝูเทียนอีเหลือบมองสมบัติลับแห่งฮุ่นตุ้นในมือซูอี้ “ทุกท่าน ถึงกาลที่คนบาปผู้นี้ต้องได้เห็นอำนาจแท้จริงของเราแล้ว!!”
“ได้!”
สตรีชุดดำขานรับดังสนั่น
ทันใดนั้น ทั้งสองก็เผยไพ่ตาย
ฝูเทียนอีใช้พัดขนนกสีทองด้ามหนึ่ง เพลิงทิพย์พวยพุ่งจากพัดขนนก เผยอำนาจร้ายกาจชวนผงะคละคลุ้งหลอมละลายกลางอากาศ
ราวกับดวงตะวันสีทองในมือฝูเทียนอี!
สมบัติเทพแห่งยุคสมัย……พัดมอดวิถี!
เพล้ง!
สุญญะเหนือศีรษะของสตรีชุดดำแตกออก เผยม้วนภาพสีเลือดม้วนหนึ่งคลี่ตัวไปบนเวหา ทันใดนั้น อเวจีสีเลือดก็ดูจะถูกเบิกขึ้น บรรพตซากศพทะเลโลหิต กองกระดูกดุจไม้ในป่าปรากฏขึ้นพร้อมร่างอันดูประหนึ่งเทพมารกู่คำรามกระหายการเข่นฆ่า ส่งปราณน่าสะพรึงกลัว
สมบัติเทพแห่งยุคสมัย……ม้วนภาพนรกเลือดหมื่นมาร!
เห็นดังนั้นชิงเซียวและจินจู๋หลิวก็เลิกลังเล
ชิงเซียวใช้หยกหรูอี้ชิ้นหนึ่ง เผยรัศมีเทพเจิดจรัสเยี่ยงธารดารา สยบฟ้าดินเสียจนเคลื่อนคลอน สั่นสะท้านทั่วทุกทิศ
สมบัติเทพแห่งยุคสมัย……หรูอี้หมื่นประสาน!
จินจู๋หลิวอ้าปากถ่มกลุ่มแสงออกมาลอยค้างกลางอากาศ ก่อนมันจะแปรเปลี่ยนเป็นกระดานทิพย์กลมสีเงิน ในกระดานนั้นมีหมู่ดาวเคลื่อนคล้อยหมุนวน ตะวันจันทราขยับเวียนขึ้นลง
สมบัติเทพแห่งยุคสมัย……กระดานทิพย์ตะวันจันทรา!
พริบตานั้น สี่บุตรและบุตรีแห่งสวรรค์ต่างใช้สมบัติเทพ อำนาจน่าสะพรึงกลัว ทำให้ฟ้าดินดูจะบังเกิดหายนะเยี่ยงมหาวิปโยค!
ผู้คนซึ่งมองศึกนี้จากไกลๆ ล้วนใจสะท้าน วิญญาณเจ็บแปลบ คนที่มีวิถีเต๋าอ่อนด้อยทรุดลงแน่นิ่งหมดสติโดยพลัน
กระทั่งตัวตนทรงอำนาจระดับสูงสุดทั้งหลายยังตัวสั่นงันงก
น่าสะพรึงกลัวยิ่งนัก!
เพียงมองจากไกลๆ วิญญาณและความคิดของพวกเขาก็สั่นสะท้านอย่างร้ายแรง!!
หลังความตายของกงหยางอวี่ วงล้อทิพย์หกโลกีย์ที่เขาเคยใช้ไม่ได้หนีหาย แต่แผ่จิตสังหารร้ายกาจออกมา เล็งเป้าที่ซูอี้จากไกลๆ พร้อมจู่โจม!
ซูอี้หรี่ตาลง
เขาสัมผัสภัยถึงตายได้!
ใช้เพียงอำนาจเขาลำพังขวางการโจมตีเช่นนี้ไม่ได้แน่
“ฆ่า!”
ทันใดนั้น ฝูเทียนอีก็ลงมือ พัดมอดวิถีในมือโบกสะบัด ส่งเพลิงทิพย์ไร้สิ้นสุดพวยพุ่งเยี่ยงมหาธารสาดซัด
เพลิงทิพย์นั้นดุร้ายอหังการยิ่งนัก
เหมือนจะเห็นหงสาแท้อาบเพลิงทิพย์ทะยานหาวอย่างเลือนราง คู่ปีกโบกพัดส่งเพลิงทิพย์พิรุณแสงพร่างพรมตะลึงหล้า
เป็นอำนาจหงสาแท้จริงๆ!
มันถูกบรรจุไว้ในพัดมอดวิถี เมื่อใช้งาน มันสามารถหลอมโลกกว้างใบหนึ่งได้ ละลายสรรพสิ่งมอดม้วย!
ขณะเดียวกัน ม้วนภาพนรกเลือดหมื่นมารของสตรีชุดดำก็คลี่ออก ก่อนมายาเทพมารร้ายกาจเกินคณานับกรีฑาทัพออกมาแน่นหนา ถาโถมเข้าใส่ซูอี้
“สะบั้น!”
ชิงเซียวกู่ก้อง หรูอี้หมื่นประสานทะยานเวหา โปรยปรายดวงดาราพร่างพรมเยี่ยงน้ำตก
ฟิ้ว!
กระดานทิพย์ตะวันจันทราหมุนคว้างบ้าคลั่ง มันทะยานขึ้นเหนือศีรษะจินจู๋หลิว ส่งประกายรัศมีเยี่ยงตะวันจันทราเหนือสรวงออกมา
เปรี้ยง!!
ฟ้าดินทั่วแดนอันปกคลุมด้วย ‘ค่ายกลเทพกาฬราตรีนภาเวิ้งว้าง’ จวนมลาย สมบัติเทพอันร้ายแรงเปล่งอำนาจประสาน โถมทะยานใส่ซูอี้ลำพัง
กระทั่งวงล้อทิพย์หกโลกีย์ยังโจมตีเข้ามาอย่างดุเดือด!
ขณะเดียวกัน ดาบแห่งโลกาและบันทึกผลกรรมในมือซูอี้ก็พลันหายไป
กริ๊ก!
หนึ่งเสียงดังขึ้นกังวานใส ราวกับเปิดกล่องใบหนึ่งที่ปิดผนึกมาเนิ่นนาน
โลงดาบหกชุ่นหลังหนึ่งปรากฏขึ้นตรงหน้าซูอี้
โลงดาบเปิดออก แสงดาบสายหนึ่งปรากฏขึ้น พุ่งเข้ามาบนมือซูอี้
มันเป็นดาบวิถีหกชุ่นเล่มหนึ่ง ผอมบางเยี่ยงนิ้วมือ ทั้งเล่มสลักสร้างจากหยกสีเทา
วูบ!
เมื่อดาบหกชุ่นเล่มนี้ทะยานออกมา มันก็ละล่องเหนือศีรษะของซูอี้ ตัวดาบอันเพรียวบางไร้จุดเด่นของมันระเบิดอำนาจดาบน่าสะพรึงกลัวออกมาเคลื่อนท้องนภา
แสงดาบอันโชติช่วงโปรยปรายเยี่ยงน้ำตก อาบร่างสูงใหญ่ของซูอี้ไว้ภายใน
ดาบเคียงประชิด!
สมบัติแห่งยุคสมัยลำดับสามในหมู่เก้าความลับแห่งจักรวาล เป็นสมบัติเทพไร้เทียมทานโดยกำเนิดซึ่งก่อเกิดจากที่มาแห่งฮุ่นตุ้น!!
เมื่อวานซืนยามสังหารอวตารวิถีของหลวงจีนเจียอวิ๋น ซูอี้ก็ใช้ดาบนี้เข้าขัดขวางอีกฝ่ายไว้
และยามนี้ เมื่อถูกกระหน่ำโจมตีโดยสมบัติเทพของศัตรูมากมาย ซูอี้ก็ใช้สมบัติลับแห่งฮุ่นตุ้นซึ่งบันทึกผลกรรมเรียกเป็น ‘เจ้าสามดาบ’ นี้ออกมาโดยไร้ลังเล!
ตู้ม!
เพลิงทิพย์ไร้สิ้นสุดกวาดเข้าหา หงสาแท้สยายปีกกระพือ เพื่อม อาบเพลิงทิพย์เจิดจรัสทะยานเข้าหาซูอี้
“ทลาย!”
ยามใจซูอี้คำนึง วจีดาบก็ขับขาน คมดาบตวัดเอียง ปราณดาบฮุ่นตุ้นพลุ่งพล่าน สังหารหงสาแท้ลงอย่างง่ายดาย
เพลิงทิพย์อันโหมกระหน่ำถูกลบหาย!
ทำลายการโจมตีอันร้ายกาจของพัดมอดวิถีลงได้อย่างง่ายดาย!!
พร้อมกันนั้น อำนาจทำลายล้างจากสมบัติแห่งยุคสมัยชิ้นอื่นๆ ก็ทะลวงเข้ามา
ทว่าซูอี้ไม่ได้หลบเลี่ยง เขาทะยานเข้ารับตรงๆ ส่งดาบพร่างพรมปราณดาบฮุ่นตุ้นเหนือนภา แหวกสยบทั่วหล้าอย่างไร้อุปสรรค!
มายาเทพมารนับไม่ถ้วนระเบิดสลายเยี่ยงฟองคลื่น
ธารดาราเกินคณานับกร่อนทลาย
วงล้อทิพย์หกโลกีย์ปลิวกระเด็นไปเบื้องหลังเยี่ยงศรพ้นสาย
กระดานทิพย์ตะวันจันทราเองก็กระเด็นหลุดควบคุม ส่งเสียงครวญพร่ำรำพันสะเทือนเวหา!
ดาบเล่มนี้จู่โจมไร้ผู้ต้านทาน บดขยี้สรรพสิ่งทลายสูญตลอดทาง การโจมตีประสานอันน่าสะพรึงกลัวสลายไปในชั่วพริบตา!
อำนาจยิ่งใหญ่เช่นนี้ช่างไร้เทียมทาน!!
“ไฉนเป็นเช่นนี้ได้!”
ในที่สุด ฝูเทียนอีก็เปลี่ยนสีหน้า
สตรีชุดดำเองก็สั่นสะท้าน คู่เนตรงามเบิกกว้าง กล่าวขึ้นเสียงหลง “หรือนั่นจะเป็นดาบเคียงประชิด สมบัติลับแห่งฮุ่นตุ้นอันสูญหายเนิ่นนาน?”
ชิงเซียวและจินจู๋หลิวเองก็ขวัญเสีย
ดาบเคียงประชิด!!
ปรากฏว่าสมบัติลับแห่งฮุ่นตุ้นที่เพียงพอให้เทพพุทธะเหนือสรวงน้ำลายหกนี้อยู่ในมือซูอี้เหมือนเช่นบันทึกผลกรรม
เปรี้ยง!
ปราณฮุ่นตุ้นพร่างพรมละอองแสงดาบ แปรเปลี่ยนเป็นปราณดาบยิ่งใหญ่พริ้ววนรอบกายซูอี้
เขาเป็นดั่งนายเหนือวิถีดาบ มีอำนาจยิ่งใหญ่เกินประมาณ ครอบคลุมทั่วทศทิศ
ทุกคนล้วนผงะ
ผู้คนตระหนักแล้วว่าไม่เพียงบุตรและบุตรีแห่งสวรรค์จะมีสมบัติเทพแห่งยุคสมัย ซูอี้ก็มีเช่นกัน และยังมีอำนาจเกินจินตนาการเสียด้วย!!!
ขณะที่ทุกคนตกตะลึง ซูอี้นั้นกลับเฉยชาเยือกเย็น
เขายืนนิ่ง ยกมือขึ้นไปทางชิงเซียวซึ่งอยู่ใกล้ที่สุดเล็กน้อย
“ตาย!”
ตู้ม!
ดาบเหนือศีรษะของชายหนุ่มส่งวจี ปลายดาบควงตวัด ฟาดฟันเข้าใส่ชิงเซียว
ไกลออกไป หรูอี้หมื่นประสานเหนือศีรษะชิงเซียวปลิวไปพร้อมเสียงกัมปนาท
แล้วแสงดาบก็ตวัดแยกร่างของเขาเป็นสองส่วน
สิ้นขันธ์ดับลักษณ์!
ยามสิ้นใจ สีหน้าของเจ้าตัวเปี่ยมด้วยความไม่อยากเชื่อและหวาดผวา
ไกลกันหลายพันจั้ง ซูอี้ยังไม่ได้ขยับ ดาบไม่ได้พุ่งออกมา ตวัดเพียงเล็กน้อย แต่กลับสังหารบุตรแห่งสวรรค์ชิงเซียวลงทันที!!!
ไม่ใช่เพราะชิงเซียวอ่อนแอ
แต่เขาบาดเจ็บสาหัสอยู่แล้วด้วยมือซูอี้จากศึกครั้งก่อน และยังถูกดาบเคียงประชิดโจมตี โอกาสรอดของเขาจะมีหรือ?
แม้หรูอี้หมื่นประสานจะมีอำนาจเกินคาดคะเน มันก็ไม่อาจหยุดการโจมตีของดาบเคียงประชิดต่อเขาผู้บาดเจ็บสาหัสได้
นี่คือความน่ากลัวของดาบเคียงประชิด
แม้ศัตรูจะอยู่แสนไกล แต่ก็ดูเหมือนใกล้เพียงเอื้อมมือ
ไม่ว่าดาบจะชี้ไปที่ใด สรรพสิ่งล้วนถูกสะบั้น!!
บทที่ 1,899 ไพ่ตายที่แท้จริง
หลังจากกงหยางอวี่ ชิงเซียวก็ตกตาย!
นี่เป็นบุตรแห่งสวรรค์ซึ่งตกตายอย่างอนาถคนที่สองแล้ว ทำให้เหล่าผู้ชมฮือฮาลือลั่นทันใด
“ใต้เท้าอนันตรัตติกาลเตรียมตัวมาดีจริงๆ ฮ่าๆ สะใจโดยแท้!”
หลี่เช่อหู่ตะโกนอย่างตื่นเต้น ไม่คิดซุกซ่อนความปรีดาสาแก่แม้แต่น้อย
“ขณะที่บุตรและบุตรีแห่งสวรรค์ทั้งห้าร่วมมือรุมโจมตี ซ้ำยังใช้สมบัติแห่งยุคสมัย ทว่าสองคนก็ตกตายตามกัน ใต้เท้าอนันตรัตติกาล… แข็งแกร่งเกินไปจริงๆ!”
สีหน้าของคนคลั่งดาบแสนชื่นชม
ดุจประจักษ์แก่ปาฏิหาริย์!
เทียบกันแล้ว ยอดฝีมือจากขุมกำลังวิถีเซียน ณ บรรพตศักดิ์สิทธิ์จรดนภาต่างขวัญหนีดีฝ่อ
ยอดฝีมือระดับแกนรวมศูนย์ตกตายไปแปดสิบเอ็ด
จอมราชันย์ระดับสุดลึกล้ำสิบแปดคนสิ้นสลาย
ยามนี้ กระทั่งบุตรและบุตรีแห่งสวรรค์เหล่านั้นก็กำลังจะแพ้พ่ายหรือ?
หากเป็นเช่นนั้น……
ฉีเนี่ย เสวียนจ้ง และคนอื่นๆ ก็อดตัวสั่นทั้งกายและวิญญาณมิได้
ในสนามรบ หลังสังหารชิงเซียวลง ซูอี้ก็โจมตีต่อเนื่องอย่างไม่ไว้หน้า
วูบ!
ดาบเคียงประชิดหมุนคว้างเหนือศีรษะ คมดาบพลันชี้ไปทางจินจู๋หลิว
“แย่แล้ว!!”
จินจู๋หลิวขวัญผวา ใช้กระดานทิพย์ตะวันจันทราอย่างสุดกำลัง
เคร้ง!!!
ปราณดาบสายหนึ่งพลันทะยาน ฟาดกระดานทิพย์ตะวันจันทรากระเด็นไปทันที
จินจู๋หลิวประสบผลข้างเคียง กระอักโลหิตคำโต
ณ ยามคับขันนี้ ฝูเทียนอีและสตรีชุดดำผนึกกำลังโจมตีซูอี้ ทำให้จินจู๋หลิวสบโอกาสหลบ
แต่เจ้าตัวก็ไม่กล้าอยู่ต่อ และหนีไปทันที!
ภาพนี้ทำให้ซูอี้อดนึกย้อนถึงยามอยู่ในวังมังกรมิได้ ยามนั้น จินจู๋หลิวสังเกตเห็นความผิดปกติ แล้วอีกฝ่ายก็ทิ้งชิงเซียวและชิงอู่หนีไปก่อน
และยามนี้ จินจู๋หลิวก็ยังคิดหนี!
แต่หนนี้ ซูอี้จะไม่ปล่อยเขาไป
เปรี้ยง!
ซูอี้โจมตีอย่างดุดัน ปราบการโจมตีของฝูเทียนอีและสตรีชุดดำลงตามๆ กัน จากนั้นก็สูดหายใจลึกๆ แล้วเคลื่อนดาบเคียงประชิดสุดกำลัง
ฉัวะ!
ดาบส่งวจีประหลาดแล้วพลันวูบไหวหายไป
อึดใจต่อมา จินจู๋หลิวซึ่งหนีไปไกลหลายพันลี้พลันถูกปราณดาบฮุ่นตุ้นอันทรงพลังปรากฏขึ้นโจมตีกะทันหัน
จินจู๋หลิวขวัญหนีดีฟ่อ
ยามคับขันเสี่ยงชีวิตนี้ เขาพลันส่งเสียงคำราม เร่งใช้กระดานทิพย์ตะวันจันทราอย่างสุดสามารถ หาแตกต่างจากการลงมืออย่างสิ้นหวังไม่
เคร้ง!!!
กระดานทิพย์ตะวันจันทราถูกฟาดกระเด็นไปอีกครั้ง
จินจู๋หลิวสิ้นสติทันควัน ไฉนดาบเคียงประชิดจึงแข็งแกร่งเหลือเชื่อเพียงนี้?
จินจู๋หลิวทำได้เพียงมองปราณดาบฮุ่นตุ้นปกคลุมร่างของเขาจากทั่วทิศ ไร้โอกาสขัดขืน
ดาบยาวเพียงหกชุ่นนั้นก็เข่นฆ่าเขาในพริบตา
ฉัวะ!!
ร่างแหลกมลาย วิญญาณสลายหาย
โลหิตยังไม่ทันได้กระเซ็น อำนาจดาบทรงพลังร้ายกาจก็กวาดมันหายไปสิ้น
ไม่เหลือแม้แต่กระดูก!
กระดานทิพย์ตะวันจันทราคร่ำครวญสะท้านสรวง ก่อนจะพลันทะยานจาก
ขณะเดียวกัน ดาบเคียงประชิดพลันหายวับไป
ทั้งหมดนี้เกิดขึ้นในชั่วกาลเพียงพริบตา
และเมื่อเห็นดาบเคียงประชิดหายไปจากสนามรบ ฝูเทียนอีกับสตรีชุดดำก็สบโอกาสโจมตี กระหน่ำจู่โจมดุดันไร้ลังเล
ทว่าก็ถูกหยุดไว้สิ้นโดยบันทึกผลกรรม!
‘ตูว่าแล้วว่าต้องเป็นเช่นนี้ โอ๊ย!’
บันทึกผลกรรมสิ้นอาลัย คาดการณ์ไว้นานแล้วว่าซูอี้ไม่เกรงใจมัน
และดาบเคียงประชิดก็กลับมาปรากฏเหนือศีรษะของซูอี้อีกหน
“ตาเจ้าแล้ว”
ซูอี้หันกลับมา คู่เนตรลึกล้ำจับจ้องฝูเทียนอีและสตรีชุดดำ หัวใจของทั้งสองก็อดหนาวยะเยือกมิได้
ทันทีที่ดาบหวนกลับ พวกเขาก็พอคาดการณ์จุดจบของจินจู๋หลิวได้!
ฝูเทียนอีสูดหายใจลึกๆ และกล่าวว่า “เจ้าอยากรู้หรือไม่ว่าเหตุใด ข้าจึงปล่อยให้ทูตสวรรค์เหล่านั้นลงมือเมื่อกาลก่อน ข้าจะบอกให้เดี๋ยวนี้แหละ!”
ว่าแล้วเจ้าตัวก็ยกพัดมอดวิถีขึ้น ตวาดเสียงดังลั่น “รัตติกาลดุจม่าน ไร้สรวงคุมขัง!”
ตู้ม!!
พัดมอดวิถีระเบิดเพลิงทิพย์เจิดจรัสทั่วฟ้าดินอันถูกปกคลุมด้วย ‘ค่ายกลเทพกาฬราตรีนภาเวิ้งว้าง’ ทันที
ม่านตาของซูอี้หดตัว เขาหยุดโดยทันที
“ไป!” เขาเร่งดาบเคียงประชิดให้ฟาดฟันใส่พัดมอดวิถี
เคร้ง!!!
พัดมอดวิถีถูกฟาดหลุดมือ
ฝูเทียนอีกระอักเลือด
ทว่าอีกฝ่ายกลับแสยะยิ้ม “สายไปแล้ว!!”
ตู้ม!
วจีไม่ทันสิ้น เหตุแปรผันยิ่งใหญ่ก็บังเกิดในโลกหล้ามืดมิดแห่งนี้
อำนาจเทพร้ายกาจนับไม่ถ้วนพลันปรากฏขึ้น แปรเปลี่ยนเป็นตรวนทิพย์แน่นหนา ครอบร่างซูอี้จากทั่วทิศเยี่ยงกรงขัง
แม้ซูอี้จะใช้ดาบเคียงประชิดฟาดฟันต่อเนื่อง แหวกชั้นตรวนทิพย์หนาแน่นชั้นแล้วชั้นเล่า ทว่าเพียงพริบตา ตรวนทิพย์อันแหลกสลายก็ฟื้นคืนอีกหน
เหมือนมีพลังชีวิตไร้จำกัด!
เหตุประหลาดนี้ทำให้เหล่าผู้ชมแตกตื่น
นี่มันอำนาจบ้าบออันใดกัน ไฉนจึงร้ายกาจได้เพียงนี้?
หากมองลงมาจากท้องนภาจะพบได้ว่ากรงขังที่จองจำซูอี้นี้ดูเหมือนแท่นบูชาขนาดยักษ์อันสร้างจากลวดลายวิถีเทพประหลาดพิลึกนับไม่ถ้วน
ยิ่งกว่านั้น อำนาจร้ายกาจยังทะลักกู่ก้องออกมาจากกรงขังนี้ ทำให้ฟ้าดินทั่วทิศบิดเบี้ยวพังทลาย รอยแรกมิติเวลาฉีกออก ณ ส่วนลึกแห่งท้องนภา!!
เพียงปราณก็ชวนให้หวาดผวา สร้างความตื่นกลัวลนลานอย่างร้ายแรงในใจ
“ค่ายกลเทพนี้… ใช้แบบนี้ก็ได้รึ?”
ยามนี้ ฉีเนี่ย เสวียนจ้ง และเจ้าสำนักลัทธิต่างๆ อดตะลึงมิได้
พวกเขาดำเนินงานเลี้ยงลูกท้อนี้จริง ทว่าค่ายกลเทพกาฬราตรีนภาเวิ้งว้างนี้ ฝูเทียนอีกับบรรดาบุตรและบุตรีแห่งสวรรค์คนอื่นๆ ร่วมกันสร้างขึ้น
พวกฉีเนี่ยจึงหารู้ไม่ว่ายามใช้ค่ายกลนี้เต็มกำลัง มันจะร้ายกาจน่าสะพรึงกลัวเพียงนี้!
เปรี้ยง!
ในกรงขังอันดูคล้ายแท่นบูชาขนาดยักษ์ ซูอี้เร่งใช้ดาบเคียงประชิดสุดกำลัง ทำให้ค่ายกลเทพปั่นป่วนรุนแรง
แต่ไม่ว่าจะกระทบกระแทกรุนแรงเพียงไร ค่ายกลเทพนี้ก็คืนสภาพในชั่วพริบตา
สิ่งนี้ทำให้ซูอี้ขมวดคิ้วแน่น
ค่ายกลนี่ร้ายกาจเพียงนี้เลยหรือ?
หัวใจของเขาพลันคำนึงบางสิ่ง ลองใช้เคล็ดพลังวัฏสงสารกับดาบเคียงประชิดทันที จริงดังคาด มันได้ผล เพียงหนึ่งดาบก็แยกกรงขังเป็นรอยน่าสะพรึงกลัว!
เมื่อชายหนุ่มกำลังจะทะยานออกไปจากรอยแยกนั้นอย่างเต็มกำลัง รอยแยกก็หายไปอีกหน!
ซูอี้เข้าใจทันที
อำนาจวัฏสงสารกำราบค่ายกลเทพนี้ได้จริงแท้!
แต่เพราะกฎวัฏสงสารของเขาอยู่เพียงระดับมหายุทธ์ ชายหนุ่มจึงทำได้เพียงสั่นคลอนเขตแดนเทพ แต่ไม่อาจทลายมันได้
กล่าวคือ อำนาจของค่ายกลนี้ห่างไกลเกินกว่าสมบัติเทพทั่วไปจะเทียบชั้น!
‘ค่ายกลเทพเช่นนี้เทียบได้กับเจตจำนงของลาเฒ่าหัวล้าน พุทธเจ้าแผดตะเกียงเลย!’
บันทึกผลกรรมเองก็ตื่นตกใจ
หัวใจของซูอี้ดิ่งร่วง
เทียบได้กับเจตจำนงของพุทธเจ้าแผดตะเกียงแห่งอดีตกาล?
จากวาจาของซีหนิง พุทธเจ้าแผดตะเกียงแห่งอดีตกาลถือเป็นตัวตนสูงสุดผู้หนึ่งในหมู่เทพ ณ โลกแห่งเทพ อยู่เหนือเทพระดับสูง เป็นนายแห่งโลกภูมิแห่งหนึ่ง
อำนาจค่ายกลเทพนี้เทียบได้กับอำนาจเจตจำนงของพุทธเจ้าแผดตะเกียง จึงคาดการณ์ได้ว่าร้ายกาจเพียงไร!
ไม่น่าเล่า……กระทั่งอำนาจวัฏสงสารและดาบเคียงประชิดจึงยากทำลายมัน!
ข้อความปรากฏขึ้นบนบันทึกผลกรรมอีกครั้ง ‘น่าเสียดายที่เจ้าใช้อำนาจแท้จริงของเจ้าสามดาบออกมามิได้ และมันก็ยังไม่ถือเจ้าเป็นนาย หาไม่ ค่ายกลเทพแค่นี้ แค่ดีดนิ้วก็ทำลายได้แล้ว’
ซูอี้กล่าวเสียงเรียบ “เทียบกันแล้ว เจ้าไร้ประโยชน์กว่าเป็นไหนๆ”
บันทึกผลกรรม ‘……’
แล้วใครกันใช้ข้าเป็นโล่?
ใครกันใช้ข้าทุบชาวบ้านเป็นก้อนอิฐ?
นี่เรียกไร้ประโยชน์หรือ?
ท้ายที่สุด บันทึกผลกรรมก็ฝืนความอยากก่นด่าไว้ มันเองก็รู้ว่าสถานการณ์ยามนี้อันตราย ซูอี้กำลังไม่สู้ดี มันจึงไม่อยากสุมฟืนใส่ไฟ
“ซูอี้ ข้าให้โอกาสสุดท้ายกับเจ้า ยอมจำนนเสีย แล้วเจ้าจะรอดตาย!”
ไกลออกไป ฝูเทียนอีกล่าวเสียงเข้ม
ยามนี้ ซูอี้กลายเป็นสัตว์ร้ายในกรงแล้ว!
ทว่าซูอี้กลับกล่าวอย่างไม่ยี่หระ “ก่อนหน้านี้ เจ้าส่งทูตสวรรค์เหล่านั้นไปตายแค่เพื่อจะเรียกใช้ค่ายกลเทพนี้รึ? ใช้พวกเขาเป็นเครื่องสังเวย ละเลงเลือดเนื้อพวกเขาในค่ายกลเทพ ช่างแปลกเสียนี่กระไร”
น้ำเสียงของชายหนุ่มแดกดันอย่างชัดเจน
ทันทีที่วาจาของเขาถูกกล่าว หัวใจผู้คนมากมายก็สั่นสะท้าน
สังเวย!!
ตัวตนระดับแกนรวมศูนย์ทั้งแปดสิบเอ็ดและทูตสวรรค์ระดับสุดลึกล้ำทั้งสิบแปดถูกหลอกใช้อย่างหมดจด กลายเป็นเครื่องสังเวย ใช้เป็นพลังงานเรียกค่ายกลเทพให้ทำงาน!!
ในที่สุดผู้คนก็เข้าใจว่าไฉนกาลก่อนยามซูอี้สังหารศัตรูเหล่านั้น พวกฝูเทียนอีจึงไม่มาช่วย
ในสายตาพวกเขา เหล่าข้ารับใช้มีค่าเป็นเพียงเครื่องสังเวย!
“นี่……”
ฉีเนี่ย เสวียนจ้ง และผู้นำสำนักลัทธิต่างๆ ล้วนแปรสีหน้าเดือดดาลเช่นกัน
พวกเขาเองก็ไม่รู้เรื่องนี้
พวกเขาถูกปิดหูปิดตา มิทราบเรื่องภายในใดๆ เลย หาไม่ มีหรือพวกเขาจะขอให้ตัวตนระดับแกนรวมศูนย์ทั้งแปดสิบเอ็ดลงมือเมื่อกาลก่อน?
ยอดฝีมือทั้งแปดสิบเอ็ดในระดับแกนรวมศูนย์ล้วนมาจากขุมกำลังเซียนยักษ์ใหญ่ของพวกเขา และเป็นผู้อาวุโสในสำนักลัทธิพวกตน!!
เมื่อพวกเขาทราบเรื่อง พวกฉีเนี่ยก็อดคิดแค้นในใจมิได้ บุตรและบุตรีแห่งสวรรค์เหล่านั้นดูเหมือนจะช่วยพวกเขาจัดการกับซูอี้!
แต่แท้จริง พวกเขาหามีพวกตนในสายตาไม่l!!
“ไม่น่าเล่า ท่านอาจารย์จึงส่งสาส์นบอกให้ข้าระแวงพวก ฝูเทียนอีไว้ อย่าถูกหลอกใช้ ยามนี้ข้ากระจ่างแจ้งแล้วจริงๆ!” ฉีเนี่ยลอบกัดฟัน
ทว่าฝูเทียนอียังคงสีหน้าราบเรียบ กล่าวขึ้นเสียงเย็น “ข้าบอกแล้วว่าพวกเขาจะไม่หลั่งเลือดเสียเปล่า ยามนี้ข้าล้างแค้นให้พวกเขาอยู่มิใช่หรือ?”
วจีนั้นแพร่ไปทั่วทิศ
อีกฝ่ายไม่รู้สึกว่ามีสิ่งใดผิดกับการใช้ตัวตนเล็กจ้อยเหล่านั้นเป็นเครื่องสังเวยเลย
ข้าทาสรับใช้มีคุณสมบัติเพียงพอให้พวกเขาใช้งานก็เพราะพวกเขามีค่าแค่นั้น ส่วนผู้หมดมูลค่าก็ไร้คุณสมบัติรับใช้พวกเขาโดยสิ้นเชิง!
ความใจดำของคนผู้นี้ทำให้ผู้คนตกตะลึงและโกรธเคือง
แม้ฉีเนี่ย เสวียนจ้ง และพรรคพวกจะโกรธ แต่ก็ไม่กล้าเอ่ยวจีใด!
ไม่ว่าพวกเขาจะโกรธเคืองอาดูรเช่นไร ก็ทำได้เพียงเก็บงำไว้
ผู้ต้อยต่ำด้อยอำนาจทำได้เพียงก้มหัว
นี่แหละจุดจบของการร่วมมือกับพยัคฆ์!
พวกเขายังต้องพึ่งฝูเทียนอีให้จัดการกับซูอี้อยู่ ดังนั้นใครเล่าจะกล้าเอ่ยวาจา?
สตรีชุดดำเอ่ยเร่ง “สหายเต๋า เจ้าไม่เห็นหรือว่าคนแซ่ซูนี่กำลังยื้อเวลา รีบฆ่าเขาเสียดีกว่า อย่าให้เป็นเรื่องคาใจต่อไปเลย!”
ดวงตาของฝูเทียนอีแปรเปลี่ยนละเอียดอ่อน “อย่าร้อนใจไป เขายื้อเวลา แล้วข้าเล่า? สหายเต๋ารอดูเถิด กาลอวสานของคนผู้นี้… จะมาในไม่ช้านี้!”
ขณะเดียวกัน เจ้าตัวพลันเงยหน้าขึ้นมอง ณ ส่วนลึกแห่งท้องนภาราวกับสัมผัสบางอย่างได้
ลึกขึ้นไปบนท้องฟ้า รอยแยกมิติเวลาแห่งหนึ่งเกิดขึ้นจากอำนาจค่ายกลเทพเมื่อกาลก่อน
ลึกเข้าไปในรอยแยกมิติเวลา ปราณอันน่าสะพรึงกลัวสะท้านโลกาสายหนึ่งก็กำลังเคลื่อนเข้าใกล้!!
บทที่ 1,900 พวกลิ่วล้อนี่มิไหวเลย
แทบจะพร้อมกันนั้น ทุกผู้ในบริเวณนั้นต่างหัวใจเต้นกระตุก เผลอมองตามขึ้นไปบนท้องนภา
แล้วพวกเขาก็พบกับภาพอันน่าสะพรึงกลัว……
ภายในรอยแยกมิติเวลาบนท้องฟ้า มีร่างอันทรงพลังเยี่ยงเทพร่างหนึ่งกำลังใกล้เข้ามา!!!
ท้องนภาสั่นสะท้านอย่างรุนแรง อำนาจมิติเวลาปั่นป่วน กฎสวรรค์เหนือนภาสะท้านเคลื่อน
ดุจภัยพิบัติธรรมชาติโดยแท้จริง!
ไม่ต้องสงสัยเลยว่า ยามนี้ผู้ใดกล้าเข้าใกล้จะถูกอำนาจมิติเวลาฉีกกระชาก กฎสวรรค์แห่งแดนเซียนรุมกระหน่ำในชั่วพริบตา!
ทว่าตัวตนอันทรงพลังนั้นน่าสะพรึงกลัวยิ่งนัก เขาสาวเท้ายาวเหนือท้องนภา ทะลวงม่านกั้นภพภูมินับไม่ถ้วน เข้ามาประชิดอย่างรวดเร็ว
“นี่……”
ทุกผู้นิ่งค้าง ตัวตนนี้คืออันใดกัน?
“เทพ!!”
บนยอดบรรพตศักดิ์สิทธิ์จรดนภา ฉีเนี่ย เสวียนจ้ง และผู้นำสำนักลัทธิต่างๆ อดหายใจเฮือกมิได้
สองสามปีมานี้ พวกเขาล้วนเชิญบุตรและบุตรีแห่งสวรรค์มาจากโลกแห่งเทพ ย่อมคุ้นเคยกับภาพเช่นนี้ยิ่ง
ทว่าปัจจุบันแตกต่างออกไป
ผู้ข้ามมิติเวลาและภพภูมิต่างๆ พยายามบรรลุสู่แดนเซียนในหนนี้……เป็นเทพอย่างเห็นได้ชัด!!
กฎเกณฑ์วิถีเทพอันรายล้อมอีกฝ่าย เพียงพอสะบั้นเขตแดนกั้นมิติเวลา และก่อนจะปรากฏตัวถึงแดนเซียน อำนาจกฎสวรรค์ก็จู่โจมโต้ตอบอย่างดุเดือดแล้ว
“เทพ?”
ดวงตาของซูอี้ที่อยู่ในกรงขังอันดูเหมือนแท่นบูชายักษ์วูบไหว
ไม่นานมานี้ ยามเขาพิสูจน์เต๋าเคลื่อนสู่ขอบเขตมหาศาล ชายหนุ่มเคยได้พบกับทวยเทพ และยามนี้ เขามองปราดเดียวก็ทราบได้ว่าผู้ทรงพลังตรงหน้าคือเทพ!
และในที่สุดเขาก็เข้าใจว่า ไพ่ตายใหญ่สุดของพวกบุตรและบุตรีแห่งสวรรค์ ณ งานเลี้ยงลูกท้อนี้ แท้จริงคือเทพผู้หนึ่ง!
แก่นของแผนสังหาร ณ งานเลี้ยงลูกท้อหนนี้คือ ‘ค่ายกลเทพกาฬราตรีนภาเวิ้งว้าง’ ซึ่งไม่เพียงปกคลุมหายนะเทพได้ แต่ยังมีสรรพคุณวิเศษอีกสองประการ
หนึ่งคือจองจำเขา
สองคือเชิญเทพมาหา!
และยอดฝีมือระดับแกนรวมศูนย์ทั้งแปดสิบเอ็ดที่ลงมือก่อนหน้านี้ รวมถึงทูตสวรรค์ระดับสุดลึกล้ำทั้งสิบแปดต่างก็เป็นเครื่องสังเวยที่เตรียมไว้เชิญเทพมา!!
มีเพียงการใช้เลือดเนื้อและชีวิตของคนเหล่านี้ที่ทำให้ฝูเทียนอีดำเนินค่ายกลเทพได้อย่างเต็มที่ เติมเต็มจุดประสงค์ของตนในการเชิญเทพมา
ส่วนฉีเนี่ย เสวียนจ้ง และเจ้าสำนักลัทธิต่างๆ นั้น แม้จะดูเหมือนเจ้าภาพจัดงานเลี้ยงลูกท้อ ทว่าแท้จริง พวกเขาก็แค่เครื่องประดับเท่านั้น
ผู้ควบคุมเรื่องทั้งหมดนี้คือฝูเทียนอี บุตรแห่งสวรรค์!
ไม่สิ ต้องบอกว่าเป็นเทพผู้กำลังจะมายังแดนเซียนนี้ต่างหาก!
เพราะถึงอย่างไร หากจะเชิญเทพมายังโลกหล้า มีหรือจะมิเตรียมการตั้งแต่เนิ่นๆ?
หากไม่มีการสั่งการให้ร่วมมือจากเทพ การกระทำทั้งหมดของฝูเทียนอีจะสิ้นความหมาย!
‘มิน่าเล่า เจ้าจึงกล้าบุกฝ่ามายังแดนเซียน ปรากฏว่าเจ้านี่ก็แค่ร่างเจตจำนงเหมือนเจ้าลาเฒ่าหัวล้านพุทธเจ้าแผดตะเกียง!’
ข้อความปรากฏขึ้นบนบันทึกผลกรรม ‘ทวยเทพอยู่ภายใต้บัญญัติกฎเกณฑ์ไม่อาจมายังแดนเซียนได้ นี่คือกฎเหล็กสูงสุด เว้นแต่จะมีหายนะที่กระเทือนถึง ‘อารยธรรมแห่งยุคสมัย’ หรือก็คือหายนะแห่งยุคสมัยที่ว่ากัน และผู้ใดก็ฝืนกฎเหล็กนี้มิได้’
ซูอี้เข้าใจแล้ว กล่าวขึ้นว่า “เจ้าหนีพ้นเงื้อมมือชั่วช้าของพุทธเจ้าแผดตะเกียงได้เช่นไร?”
บันทึกผลกรรมขึงขังขึ้นทันใด ‘ในวิถีผลกรรม ข้าเป็นตัวแทนต้นกำเนิดเริ่มแรก พุทธเจ้าแผดตะเกียงนั้นเป็นเพียงร่างเจตจำนง จะสู้ข้าได้เช่นไร?’
‘แต่เจ้านั้นแตกต่าง หนนี้… ข้าเกรงว่าเจ้าจบเห่แล้วล่ะ……’
บันทึกผลกรรมกล่าว ‘เว้นแต่เจ้าจะทำให้สามดาบสยบแก่เจ้าได้โดยแท้จริง หาไม่ เจ้าก็ไม่ใช่คู่มือร่างเจตจำนงเทพนั่นแน่’
ซูอี้ทำเสียงส่งเสียงรับในลำคอ มิได้กล่าววจีใด
เขาก็มีไพ่ตายอยู่
แค่ยังมิได้ใช้ออกมาเท่านั้น!
……
“บรรชนของตระกูลเจ้านี่ช่างหาญกล้าจริงๆ แน่นอน เจ้าเองก็ไร้ความปรานีเช่นกัน”
ไกลออกไป สตรีชุดดำรำพึง
นางรู้ว่าร่างเจตจำนงเทพนั้นคือบรรพชนผู้หนึ่งของตระกูลฝูโบราณ ณ โลกแห่งเทพ มีนามว่าฝูเหิงซา ถูกยกย่องเป็น ‘องค์เทพเหิงซา’ !
“เจ้าทำตัวให้นอบน้อมเข้าไว้จะดีกว่านะ”
ฝูเทียนอีกล่าวกับสตรีชุดดำ “หากทำให้บรรพชนข้าโกรธจนเข่นฆ่าเจ้าขึ้นมา เทพมารเบื้องหลังเจ้าก็ทำได้เพียงกัดฟันทน”
เห็นได้ชัดว่าสตรีชุดดำหาถือจริงจังไม่ แต่ก็ไม่ได้กล่าวโต้แย้ง
นางก็รู้เช่นกันว่าทวยเทพมิอาจลบหลู่ได้!
เรื่องนี้เป็นที่เข้าใจดีในหมู่ผู้ฝึกตนทั้งมวล ณ โลกแห่งเทพ
เปรี้ยง!
ท้องนภาสั่นสะท้านจวนเจียนล่มสลาย
สุญตาทั่วทศทิศปั่นป่วน ประหนึ่งจะล่มสลายในวันมหาวิปโยค
ตัวตนทรงพลังนั้นใกล้จะถึงรอยแยกมิติเวลาแล้ว!!
ดวงตาของเหล่าผู้ชมจากไกลๆ เจ็บแปลบ ความคิดว่างเปล่า ไม่อาจรับรู้ถึงสิ่งใดได้อีก
ผู้คนบนบรรพตศักดิ์สิทธิ์จรดนภาเองก็เช่นกัน ดวงตาไม่เพียงเจ็บแปลบ สติรู้คิดของพวกเขาก็ยังถูกผนึก ไม่อาจรู้เห็นหรือเข้าใจสิ่งใดได้เลย
ดวงตาของพวกเขามืดบอด โสตสิ้นการรับรู้!
ยามนี้ ประโยคหนึ่งปรากฏขึ้นในความคิดพวกเขา ‘ทวยเทพต้องมิมองตรงๆ’ !
ทว่าเรื่องทั้งหมดนี้ช่างแสนไร้ค่าสำหรับซูอี้
เขาเห็นชัดเจนว่าผู้มาเป็นชายชุดม่วงผู้หนึ่ง เส้นผมยาวสยาย หนวดพลิ้วเยี่ยงกิ่งหลิว ดวงตาเจิดจรัสกวาดมองเยี่ยงตะวันอันเฉิดฉายกลางนภา
น่าสะพรึงกลัวไร้ขอบเขต!
กฎเกณฑ์วิถีเทพรอบกายอีกฝ่ายประกอบกันเป็นบุปผาวิถีสีทองปิดล้อมร่างของชายชุดม่วง อำนาจซึ่งแผ่ออกจากทุกอิริยาของคนผู้นี้กดดันเสียจนท้องนภาจวนสลาย กฎสวรรค์ทั่วนภาพลุ่งพล่านยิ่ง
ฝูเหิงซา!
บรรพชนระดับเทพของตระกูลฝูโบราณ ณ โลกแห่งเทพ!
ยามนี้ สีหน้าของฝูเทียนอีแปรเปลี่ยนเป็นจริงจัง ประทับมือตะโกนว่า
“ขึ้น!”
กรงขังซึ่งจองจำชายหนุ่มไว้พลันเคลื่อนขยับ พาเขาสู่ท้องนภาทันใด
‘แย่แล้ว! เจ้านั่นไม่ได้คิดจะมายังแดนเซียน แต่จะมาพาเจ้าไป!’
บันทึกผลกรรมดูประหลาดใจอย่างเห็นได้ชัด กล่าวเตือนขึ้นอย่างเป็นกังวล ‘ยังมัวแต่อึ้งอีก เร็วเข้าสิ! อย่าบอกข้าเชียวนะว่าเจ้าหมดลูกไม้แล้ว!’
เห็นได้ชัดว่าบันทึกผลกรรมร้อนใจยิ่งกว่าซูอี้หลายขุม
“อย่าแตกตื่น”
ซูอี้ถอนใจ “เจ้าไม่คิดหรือว่านี่ช่างแสนน่าผิดหวัง?”
ก่อนหน้านี้ ชายหนุ่มก็อยากเห็นเช่นกันว่าร่างเจตจำนงของเทพหลังลงมายังแดนเซียนจะเป็นเช่นไร
แล้วจึงจะสามารถเทียบความห่างชั้นได้
เพราะถึงอย่างไร หลี่ฝูโหยวก็เคยกล่าวไว้ว่าตนเคยประหารเทพยามอยู่ ณ จุดสูงสุดแห่งระดับสุดลึกล้ำ!
สำหรับซูอี้ นี่กลายเป็นเป้าหมายของเขาไปแล้ว และเขาก็เชื่อว่าการฝึกฝนในขอบเขตมหาศาลสามระดับของเขาจะไม่แพ้หลี่ฝูโหยวอย่างแน่นอน
ด้วยเหตุนี้ ชายหนุ่มจึงอยากจะเห็นว่าอำนาจในร่างเจตจำนงแห่งเทพเป็นเช่นไร เพื่อจะเปรียบเทียบกับอำนาจในการต่อสู้ของตนแล้วดูว่าห่างชั้นเพียงไร
น่าเสียดายที่เขาต้องผิดหวัง
ร่างเจตจำนงเทพนี้ไม่ได้จะมายังแดนเซียน แต่อยากจะฝืนพาตัวเขาในกรงขังนี้ไปจากแดนเซียน!
“จำคำสัญญาของเจ้าไว้ด้วย เจ้าติดหนี้ข้าในการจับตัวซูอี้หนนี้ บันทึกผลกรรมก็ต้องเป็นของข้า”
ยามนี้ เมื่อเห็นกรงขังซูอี้ทะยานสู่ท้องนภา สตรีชุดดำก็ดูจะผ่อนคลายลง
“อย่าห่วงเลย”
ฝูเทียนอีกล่าวขึ้นเนิบๆ “นี่เป็นเรื่องที่ผู้อาวุโสของเราสองตระกูลตกลงกันแล้ว ดังนั้นเราจะไม่ผิดวาจา”
เขามองกรงขังนั้นด้วยสีหน้าเจือความคลั่งไคล้ “สนับสนุนผู้ใจกล้า ปล่อยผู้ขลาดเขลาอดตาย หนนี้ทวยเทพผู้อื่นไม่ยอมปรากฏตัว ท้ายที่สุดก็เพราะความกล้ามิเพียงพอ และข้า… เดิมพันถูก!!”
ใช่แล้ว เขากำลังเดิมพัน
เพื่อให้เกิดยามนี้ขึ้น และส่งซูอี้ผู้ตกเป็นเหยื่อไปยังบรรพชนของเขา
ยามนี้ เป้าหมายกำลังจะบรรลุรอมร่อ
สิ่งนี้ทำให้หัวใจของฝูเทียนอีตื่นเต้น
เขารู้ดีมากว่าซูอี้ผู้ครองวัฏสงสารมีความหมายต่อทวยเทพเพียงไร
ทว่ายามนี้ วจีดาบหนึ่งพลันดังแว่ว สะท้านถึงหูของฝูเทียนอีและสตรีชุดดำจนดวงดาราพร่างสกาว
ทั้งสองพลันเงยหน้าขึ้น และพบว่าดาบวิถีเล่มหนึ่งบนร่างของซูอี้พลันทะยานออกมา
ตู้ม!
กรงขังอันสร้างขึ้นจากค่ายกลเทพกาฬราตรีนภาเวิ้งว้างระเบิดเป็นชิ้นๆ ทันทีดุจทำจากกระดาษ
และดาบวิถีเล่มนั้นก็ทะยานขึ้นสู่ท้องนภา เห็นได้จางๆ ว่าบนดาบวิถีนั้นมีชายชุดดำผู้หนึ่งปรากฏขึ้น
ดุจต้นสนเดียวดายข้างผา บรรยากาศสูงส่งห่างเหินเยี่ยงเมฆา
เขาคือหลี่ฝูโหยว!
“เจ้าคือ……”
องค์เทพเหิงซาในรอยแยกแห่งมิติเวลาผงะไป
พรึ่บ!
แววตาของหลี่ฝูโหยวสงบเย็น โบกสะบัดชายแขนเสื้อ
ดาบเก้าคุมขังทะลวงเวหาสู่ร่างเจตจำนงขององค์เทพเหิงซา และก่อนอีกฝ่ายจะทันพูดจบก็ถูกพิรุณแสงนับไม่ถ้วนระเบิดใส่เสียแล้ว
หลี่ฝูโหยวส่ายหัว พลางออกความเห็นอย่างเฉยชา “พวกลิ่วล้อนี่มิไหวเลย”
ซูอี้ “……”
“อำนาจกรรมวิถีที่ข้าทิ้งไว้ อย่างมากก็ช่วยเจ้าได้เพียงสามหน และเฉพาะกับเทพเท่านั้น ตัวตนใต้ระดับเทพหาควรค่าตายด้วยดาบข้าไม่”
หลี่ฝูโหยวหันมากล่าวกับซูอี้
ยังคงขวานผ่าซากเช่นเคย
แล้วร่างของอีกฝ่ายก็แปรเปลี่ยนเป็นพิรุณแสง หายลับเข้าไปในดาบเก้าคุมขัง
ดาบเก้าคุมขังเองก็หวนคืนห้วงความนึกคิดของซูอี้
‘เจ้าหมอนี่หยิ่งทะนงกว่าข้ามากนัก……’
ซูอี้กล่าวในใจ
แล้วเขาก็ส่ายหัวทันที
ท้ายที่สุด หลี่ฝูโหยวก็ไม่ใช่ตัวเขาเองหรือไร?
ความต่างมีเพียงคนละชาติภพเท่านั้น
ขณะนี้ ฝูเทียนอีกับสตรีชุดดำต่างตะลึง ดวงตาเบิกค้าง
ใกล้สำเร็จเพียงเอื้อมมือ
ใครเล่าจะคิดว่าชัยชนะจะหลุดหายไปในพริบตา!!
เรื่องน่าสะพรึงกลัวที่สุดคือ ร่างเจตจำนงขององค์เทพเหิงซาและกฎเกณฑ์วิถีเทพของเขาถูกกระหน่ำโจมตีจนสลาย เป็นภาพที่เกือบจะทำให้หัวใจของทั้งสองแหลกสลาย!
เป็นไปได้เช่นไร?
เกิดอันใดขึ้นกันแน่?
ไฉนซูอี้ผู้ถูกคุมขังจึงยังมีไม้ตายที่น่ากลัวเช่นนี้อยู่?
ความฉงนใจนับไม่ถ้วนปรากฏขึ้นในใจของคนทั้งสอง
ความตื่นเต้น ปรีดา และลุ้นรอเมื่อครู่หายลับไปสิ้น
เหลือเพียงความตะลึงอึ้ง
ยามนี้ ชายหนุ่มร่อนลงจากนภาแล้ว!
“ถึงกาลปิดบัญชีแล้ว”
เขามองไปทางฝูเทียนอี
ดาบเคียงประชิดเหนือศีรษะตวัดไปบนอากาศ
ฝูเทียนอีพลันฟื้นจากภวังค์ เร่งใช้พัดมอดวิถีต่อสู้สุดกำลัง
เปรี้ยง!!
พัดมอดวิถีถูกฟาดกระเด็น
ร่างของฝูเทียนอีสะท้าน เลือดลมปั่นป่วน
เมื่อไร้การช่วยเหลือจาก ‘ค่ายกลเทพกาฬราตรีนภาเวิ้งว้าง’ กอปรกับสมบัติเทพแห่งยุคสมัยในมือเขาถูกดาบเคียงประชิดปราบลงเสียราบคาบ ตัวตนอันกล่าวได้ว่าเป็นบุตรไร้เทียมทานแห่งสวรรค์นี้จึงไร้ฝีมือให้ใส่ใจ
และก่อนเจ้าตัวจะทันไหวตัว ก็ถูกปราณดาบฮุ่นตุ้นสังหารลงในพริบตา!
สิ้นอสงไขยดับวิญญาณ!
อีกด้าน สตรีชุดดำกำลังกรีดร้อง นางเร่งหันหลังคิดเผ่นหนี
เปรี้ยง!
นางขยี้ยันต์ลับชิ้นหนึ่งเพื่อหลบหนี ในขณะเดียวกัน ร่างของนางก็ทะยานเข้าไปในม้วนภาพนรกเลือดหมื่นมาร
หนีหายไร้ร่องรอยในพริบตา
โชคร้ายนัก นางหารู้ไม่ว่าเมื่อวานซืนนี้ ร่างวิญญาณของอรหันต์เจียอวิ๋นผู้รับใช้พุทธเจ้าแผดตะเกียงก็หนีไปเช่นนี้เช่นกัน
แต่สุดท้ายก็ยังไม่อาจพ้นความตาย!
หาไม่ นางคงมิทำเช่นนี้แน่
วูบ!
หนึ่งแสงดาบวูบไหว
ม้วนภาพนรกเลือดหมื่นมารที่อยู่ไกลออกไปสามหมื่นลี้สั่นสะท้าน เมื่อมันถูกแสงดาบสกัด กระแทกสมบัติแห่งยุคสมัยนี้กลางเวหาจนแทบร้าว
สตรีชุดดำซึ่งหลบอยู่ภายในนั้นกระเด็นออกมาทันที ร่างของนางซวนเซ กว่าจะตั้งหลักได้ ปราณดาบฮุ่นตุ้นก็ฟาดฟันเข้าใส่หญิงสาวแล้ว
“ไม่!”
สตรีชุดดำกรีดร้อง ดิ้นรนต่อต้านพัลวัน
แต่ท้ายที่สุดก็ไร้ผล
เมื่อไร้การคุ้มกันจากสมบัติเทพ นางจะหยุดอำนาจดาบเคียงประชิดด้วยวิถีเต๋าของนางลำพังได้เช่นไร?
เพียงพริบตา ร่างอรชรงามสง่าของนางก็จมลงในปราณดาบฮุ่นตุ้น สลายหายทั้งกายและวิญญาณ!!