บันทึกตำนานราชันอหังการ [ 剑道第一仙 ] - บทที่ 1901-1906
บทที่ 1,901 ถืออำนาจเหนือชีวิต
หนึ่งดาบทะยานไปทางประจิมทิศ เข้าประหารศัตรูที่อยู่ไกลออกไปสามหมื่นลี้!
ทว่าสำหรับดาบเคียงประชิด ระยะห่างสามหมื่นลี้นั้นก็แค่เอื้อมมือ
นี่ล่ะคือความน่ากลัวของสมบัติลับอันดับสามแห่งฮุ่นตุ้น
แปรเปลี่ยนโลกา ใกล้ประชิดเพียงเอื้อมมือ
สังหารศัตรูไร้พรมแดน
ทั่วหล้าไร้ขอบเขต!
สตรีชุดดำตายลงอย่างน่าอนาถ
ม้วนภาพนรกเลือดหมื่นมาร สมบัติแห่งยุคสมัยที่นางเหลือไว้คร่ำครวญร่ำไห้ ก่อนจะทะยานจากหายลับไปในเวหา
จวบจนยามนี้ ซูอี้ก็ยังไม่รู้เกี่ยวกับตัวตนและที่มาของนาง
ทว่าเรื่องเหล่านี้ล้วนไร้ความหมาย!
……
ท้องนภาอันพังทลายค่อยๆ สิ้นวจีกลายเป็นเงียบสงัดไป
ผู้คนซึ่งตกตะลึงค่อยๆ ฟื้นสติกลับคืนมา ทัศนวิสัยหวนสู่ปกติตามๆ กัน
เมื่อเห็นซูอี้ยืนเดียวดายอยู่บนท้องนภา ทุกผู้ก็ผงะ
คุกซึ่งจองจำชายหนุ่มหายไปแล้ว
รอยแยกมิติเวลาเหนือท้องนภาก็หายไปเช่นกัน
กระทั่งร่างอันทรงพลังแห่งเทพนั้นก็หายไป!
นี่…เกิดอันใดขึ้น?
ผู้คนสั่นสะท้าน
ก่อนหน้านี้ จิตวิญญาณของพวกเขาถูกกระทบกระเทือน ความคิดว่างเปล่า ไม่อาจรับรู้สิ่งใด สิ้นการรู้เห็นต่อโลกภายนอกโดยสิ้นเชิง
ดังนั้นพวกเขาจึงไม่เห็นว่า ดาบเก้าคุมขังได้ทะยานสูงทะลวงกรงขัง ฟาดฟันสังหารขึ้นสู่นภา
ทั้งยังไม่ได้เห็นหลี่ฝูโหยวฟาดฟันร่างเจตจำนงขององค์เทพเหิงซา ณ อีกฟากฝั่งของรอยแยกมิติเวลา
และย่อมไม่ได้เห็นยามซูอี้สังหารฝูเทียนอีและสตรีชุดดำอย่างง่ายดายด้วยดาบเคียงประชิด
ทว่า!
เมื่อเห็นอีกฝ่ายยืนอยู่ลำพังเหนือเวหา ใครเล่าจะเดาไม่ออกว่าผู้ใดกำชัยในศึกนี้?
ชั่วขณะนั้น บรรยากาศกดดันเงียบสงัดแต่เดิมถูกทลายลง เสียงลือลั่นนับไม่ถ้วนเดือดพล่านทั่วฟ้าดินเยี่ยงหม้อน้ำเดือดระเบิด
“ใต้เท้าอนันตรัตติกาลชนะแล้วหรือ?”
บางผู้กล่าวเสียงสั่น
“ต้องชนะแล้วแน่ๆ!!”
มีผู้ตัดบท
“นี่ไม่ได้หมายความว่า แม้แต่เทพยังไม่อาจทำอันใดใต้เท้าอนันตรัตติกาลได้หรอกหรือ?”
บางผู้ตกตะลึงถึงขั้นว่าความคิดล่องลอย
“ใต้เท้าอนันตรัตติกาลเพียงลำพัง เข้าประหารยอดฝีมือระดับแกนรวมศูนย์แปดสิบเอ็ดคน ระดับสุดลึกล้ำสิบแปดคน กระทั่งบุตรและบุตรีแห่งเทพก็ถูกสังหาร เทพยังปราบได้ ช่างเลิศล้ำยิ่งนัก!”
มีผู้รำพึงด้วยหัวใจรวนเร
“หนึ่งดาบจรดนภา ไร้เทียมทานทั่วฟ้าดิน!”
“นี่หมายความว่า วันนี้ใต้เท้าอนันตรัตติกาลขับไล่เทพไปผู้หนึ่งหรือ?”
……เหล่าผู้ชมต่างแตกตื่น เสียงลือลั่นนับไม่ถ้วนสะท้านทั่วเวหา
ศึกก่อนหน้านี้ทั้งอันตรายและน่าสะพรึงกลัวเกินไป โดยเฉพาะยามเทพปรากฏกาย เหล่าผู้ชมล้วนรู้สึกจนหนทาง
มีคนไม่มากนักที่เชื่อว่าซูอี้จะสลายหายนะเช่นนี้ได้
ดังนั้นเมื่อเห็นว่าชายหนุ่มเป็นฝ่ายกำชัย ความตื่นเต้นของผู้คนจึงพลุ่งพล่านเกินคาดคิด
และเหล่าผู้นำขุมกำลังเซียนบนบรรพตศักดิ์สิทธิ์จรดนภาเช่นฉีเนี่ยและเสวียนจ้ง ณ ขณะนี้ พวกเขาต่างก็แตกตื่นไปตามๆ กัน!
“เทพ…เทพแพ้พ่ายไปแล้วหรือ?”
ฉีเนี่ยอดตัวสั่นมิได้ ด้วยเขาไม่อาจยอมรับเรื่องทั้งหมดนี้ลง!
“ไม่สิ นั่นเทพนะ! ตัวตนเหนือวิถีเซียน เยื้องย่างเหนือธารสายยาวแห่งยุคสมัย เขาจะแพ้พ่ายได้เช่นไร?”
ทูตสวรรค์เยว่ไป๋หน้าซีดวิญญาณละล่อง
เขาเป็นผู้ใต้บัญชาของฝูเทียนอี ย่อมทราบดีว่าเทพผู้ปรากฏเมื่อครู่คือองค์เทพเหิงซาจากตระกูลฝูโบราณ
ทว่าเขาไม่อาจคาดคิดได้ว่าไฉนองค์เทพเหิงซาจึงปราชัย!!
“ใต้เท้าบุตรีแห่งเทพเป็นจอมราชันสูงสุดในโลกแห่งเทพ ในกายมีสายเลือดเทพไหลเวียน นางจะสิ้นสูญ… ได้เช่นไร?”
ทูตสวรรค์ลี่โยวเสวี่ยจากเผ่ามารนอกแดนหน้าซีดขาว นางเองก็ไม่อาจยอมรับเรื่องทั้งหมดนี้ได้เช่นกัน
“พ่ายแพ้แล้ว?”
“ได้เช่นไรกัน……”
“ไฉนคนแซ่ซูนั่นจึงทรงพลังเพียงนี้?”
ทุกผู้ทั่วทั้งบรรพตศักดิ์สิทธิ์จรดนภาต่างหวาดผวาจนตัวชาวาบ
งานเลี้ยงลูกท้อนี้ถูกจัดขึ้นพร้อมแผนสังหารมากมาย หากเปลี่ยนเป็นตัวตนระดับสุดลึกล้ำคนอื่นในหล้า เกรงว่าพวกเขาคงได้ตกตายเป็นแน่!
เพราะครานี้ไม่ได้มีเพียงบุตรธิดาแห่งสวรรค์กลุ่มหนึ่งเข้าร่วม กระทั่งเทพยังปรากฏกาย!!
ทว่าเรื่องทั้งหมดนี้กลับพังทลายไม่เป็นท่าด้วยฝีมือของซูอี้ ผลกระทบถึงจิตใจจึงหนักหน่วงยิ่ง ร้ายแรงเสียจนจิตแทบทลาย สติจวนจะหลุดลอย
ยามนี้ ชายหนุ่มยังคงยืนอยู่บนเวหาตรงหน้าบรรพตศักดิ์สิทธิ์จรดนภา อาภรณ์สะบัดไหวตามลม ดาบเคียงประชิดเหนือศีรษะวนเวียน เผยปราณดาบฮุ่นตุ้นยิ่งใหญ่โปรยปรายประหนึ่งน้ำตก
ทั่วหล้าฟ้าดินไร้ซึ่งศัตรู!
เขานำสุราไหหนึ่งออกมายกจิบ
เมรัยกำซาบทั่วทั้งร่าง ยินดีให้แก่ตนเอง
จบแล้วหรือ?
ยังหรอก!
ชั่วอึดใจต่อมา สายตาของชายหนุ่มก็มองไปยังยอดบรรพตศักดิ์สิทธิ์จรดนภา และกล่าวขึ้นเสียงเรียบ “ต่อให้เจ้าจะเกลียดข้าเพียงไร เจ้าก็ไม่ควรร่วมมือกับเผ่ามารนอกแดนเลย”
วาจานั้นหยุดทุกวจีรอบข้าง
ส่วนผู้คนอย่างหลี่เช่อหู่และคนคลั่งดาบล้วนเข้าใจความหมายของวาจานั้นในทันที
ต้องทราบว่าก่อนยุคอวสานเซียนมาถึง ใต้เท้าอนันตรัตติกาลรังเกียจหนอนบ่อนไส้ผู้ร่วมมือกับเผ่ามารนอกแดนเป็นที่สุด!!
และในงานเลี้ยงลูกท้อนี้ ตัวตนวิถีเซียนกลุ่มหนึ่งนำโดยฉีเนี่ยกลับอยากยกดินแดนด่านสวรรค์สิบหกทวีปให้แก่เผ่ามารนอกแดน เป็นการล้ำเส้นใต้เท้าอนันตรัตติกาลอย่างไร้กังขา!
เมื่อถูกอีกฝ่ายจับจ้อง พวกฉีเนี่ยก็เย็นวาบทั้งกายและใจ จนแทบหายใจไม่ออก
“ร่วมมือ? ทรราช เจ้าช่างน่าขันนัก!”
ลี่โยวเสวี่ย ทูตสวรรค์จากเผ่ามารนอกแดนเอ่ยขึ้นเสียงเย็น “เจ้าคิดจริงๆ หรือว่าเราทั้งเก้าเผ่าจะยอมรับคำขอจากแดนเซียนของพวกเจ้า? จะบอกให้นะว่าเรื่องทั้งหมดนี้เป็นแผนของทวยเทพ! หากไม่พอใจก็ไปคิดบัญชีกับเหล่าเทพโน่นสิ แต่เจ้าน่ะ… จะกล้าหรือ?”
ซูอี้เหลือบตามองสตรีผู้นี้ “หากข้ากลัว ไฉนเมื่อครู่ร่างเจตจำนงของเทพจึงตาย? ไฉนบุตรและบุตรีแห่งเทพกับลิ่วล้อของพวกเขาจึงตายเล่า?”
สีหน้าของลี่โยวเสวี่ยนิ่งค้าง
ก่อนนางจะทันไหวตัว ซูอี้ก็กดมือบนอากาศ “อีกอย่าง เจ้าหาคู่ควรยืนเสวนากับข้าไม่!”
ลี่โยวเสวี่ยผู้มีการฝึกฝนเทียบได้กับตัวตนระดับแกนรวมศูนย์ถูกกดจนคุกเข่าลงกับพื้นทันที เข่าทั้งสองข้างปริแตก โลหิตไหลย้อมแดนดิน
สีหน้าของนางเจ็บปวด เงยหน้าขึ้นกล่าวด้วยสีหน้าเคียดแค้น “หวังเย่ เจ้ารอก่อนเถอะ ทำลายแผนการแห่งเทพเช่นนี้ พวกข้าจะไม่ยอมรามือแน่ แดนเซียนจะต้องหลั่งโลหิตเยี่ยงสายฝนไม่รู้จบเพราะการกระทำของเจ้าในวันนี้!”
วาจาของนางสะท้อนทั่วทั้งฟ้าดิน
ชายหนุ่มอดยิ้มมิได้ “วาจาเช่นนี้ เนิ่นนานก่อนยุคอวสานเซียน ข้าฟังจนเบื่อแล้วล่ะ”
เขายกมือขึ้นน้อยๆ
เปรี้ยง!!
แล้วลี่โยวเสวี่ยก็ตายตกอย่างน่าสยดสยองในทันใด
ขณะเดียวกัน ซูอี้ก็หันไปมองฉีเนี่ย เสวียนจ้ง และคนอื่นๆ
ยามนี้ เขายังไม่ต้องเอ่ยวจีใด ผู้นำสำนักลัทธิทั้งหลายก็ลนลานเสียแล้ว
“ซูอี้ เจ้าก็บอกไว้ว่าจะไม่ทำร้ายผู้บริสุทธ์ ก่อนหน้านี้ข้าไว้ชีวิตผู้เกี่ยวข้องกับเจ้าตามคำสั่ง ยามนี้เจ้าคิดจะกลับคำฆ่าทุกผู้ตายตกตามกันหรือ?”
เจ้าลัทธิอัคคีเทพหนานอู๋จิ้วตะโกนลั่น
วจีนี้เผยความยียวนกระโชกดัง
แต่ทุกผู้ล้วนเห็นได้ว่าเจ้าลัทธิยักษ์ใหญ่นี้ แท้จริงตัวสั่นพั่บๆ อยู่ด้านในหัวโขน!
“เจ้าหาบริสุทธิ์ไม่”
ซูอี้เย้าเยาะด้วยสายตา “แน่นอน สิ่งที่ข้าพูด ย่อมไม่กลับคำ การฆ่าเจ้าจะไม่กระทบต่อศิษย์ ผู้ร่วมตระกูลสำนัก และญาติมิตรของเจ้า”
พร้อมกันนั้น เขาก็สะบัดแขนเสื้อ
เปรี้ยง!
หนานอู่จิ้ว ผู้เป็นตัวตนระดับมหายุทธ์ยังไม่ทันไหวตัว อีกฝ่ายก็ถูกปราณดาบสายหนึ่งสังหาร กระตุ้นให้คนอื่นๆ แตกตื่น แต่ละผู้ล้วนแสนอาดูร ลนลาน และสิ้นหวัง
ทว่าพวกเขาหาแตกต่างจากลูกแกะรอวันเชือดไม่!
และภาพนี้ก็ทำให้ผู้เฝ้ามองจากไกลๆ ทั้งหลายฮือฮาโดยสมบูรณ์ คนมากมายต่างร้องเฮอย่างสาแก่ใจออกมา ในอกรู้สึกแสนยินดี
ก่อนหน้านี้ เจ้าสำนักลัทธิยักษ์ใหญ่ทั้งหลายช่างแสนอวดฤทธาเก่งกล้า ร่วมมือกับเผ่ามารนอกแดนสะกดทุกคนที่ต่อต้านอย่างไร้ความปรานี
ความหยิ่งผยองนี้ช่างน่ารังเกียจอย่างลึกล้ำ
ทว่าแม้จะยังมีชีวิต แต่แท้จริงแล้ว พวกเขาหาแตกต่างจากเชลยรอพิพากษ์กรรมไม่!
ดังนั้นใครเล่าจะไม่ยินดี?
ผู้นำโถงดาบวิญญาณหาญคุกเข่าลงกล่าวกับพื้น “ใต้เท้าอนันตรัตติกาล ข้าเองก็ไร้อิสระเช่นกัน เราต้องรับคำบัญชาจากเทพ และหวังว่าท่านจะยอมเมตตาต่อเรา ข้ายินดีสำนึกชดใช้ความผิดในอดีตอย่างสาสม!”
เขาเป็นถึงผู้นำสำนักยักษ์ใหญ่แห่งแดนดิน แต่กลับคุกเข่าลงอ้อนวอนเช่นนี้!!
มันทำให้ความรู้ความเข้าใจของผู้คนถูกแปรเปลี่ยนใหม่อีกหน
“ในเมื่อเจ้ากล้าทำ ตายไปก็ไม่น่าเสียดาย” ซูอี้กล่าวเสียงเรียบ
ฉัวะ!
ร่างซึ่งคุกเข่าอยู่ของผู้นำโถงดาบวิญญาณหาญแหลกสลายไปทันที
“ซูอี้! อย่าลืมเสียเล่า ตัวประกันเหล่านั้นยังอยู่ในมือของเรานะ!!”
หนึ่งผู้มีอำนาจกล่าวข่มขู่อย่างเดือดดาล
ซูอี้แค่นเสียงรับ กล่าวด้วยสีหน้าราบเรียบ “ขอเพียงตัวประกันเหล่านั้นนิ้วหายไปสักนิ้ว ข้าจะถอนวาจา สังหารทุกผู้ที่เกี่ยวข้องกับพวกเจ้าไม่ละเว้น เจ้าจะลองก็ย่อมได้”
เขามิเคยกลัวเกรง
และไม่เคยสนใจคำขู่ใดๆ!
บ่อยครั้ง สัจธรรมก็ชี้ว่ายิ่งไร้ความปรานีดุดันกว่าศัตรู ศัตรูย่อมยิ่งไม่กล้าก่อความวุ่นวายง่ายๆ!
และยามนี้ เจ้าของเสียงเมื่อครู่ก็ผงะงัน สีหน้าคล้ำเครียด เขาหากล้า ‘ลอง’ อย่างซูอี้ว่าไม่
ซูอี้กล่าว “หากความตายของพวกเจ้าช่วยชีวิตผู้บริสุทธิ์ได้มากมาย มันย่อมเป็นความตายที่คู่ควรมิใช่หรือ?”
เสียงยังไม่ทันสิ้น ผู้ทรงอำนาจคนนั้นก็ถูกสังหารทันที!
ผู้นำสำนักลัทธิต่างๆ ตกตายตามกัน ขอความเมตตาก็แล้ว ข่มขู่ก็แล้ว ล้วนไร้ผู้ใดรอดชีวิต คนอื่นๆ ซึ่งมองอยู่จึงแทบสติแตกอยู่รอมร่อ
ในฐานะยักษ์ใหญ่ค้ำสวรรค์อันสูงส่งในแดนเซียน พวกเขาไม่เคยประสบเรื่องราวอันสิ้นหวัง ไร้หนทาง ชวนหมดอาลัยเช่นนี้มาก่อนเลย
ต่างคนต่างไม่เคยคาดคิดว่างานเลี้ยงลูกท้อซึ่งพวกตนบรรจงจัดเตรียมในวันนี้ จะกลายเป็นหลุมศพของพวกเขาเอง!
“สู้!!”
มีบางผู้กู่คำราม ดวงตาแดงก่ำ รวมตัวกับผู้ทรงอำนาจคนอื่นๆ พากันโจมตีเข้ามา
ทว่าเพียงชายหนุ่มสะบัดแขนเสื้อ คนเหล่านี้ก็สาบสูญไป
ราวแมลงเม่าสู้ไฟ!
ผู้คนจำนวนหนึ่งกรีดร้องอย่างหวาดผวา หนีกระเจิดกระเจิงราวสุนัขแตกฝูง
ทว่าไม่ทันไร พวกเขาก็ถูกปราณดาบล่องนภาสังหารลง!
โลหิตพร่างพรม
เสียงกรีดร้องสะเทือนนภา
ภาพที่นองเลือดประดุจอเวจีปีศาจปรากฏขึ้นในบรรพตศักดิ์สิทธิ์จรดนภา
ทว่าซูอี้เพียงยืนนิ่งเหนือเวหา แม้จะมีเพียงลำพัง แต่กลับดูประหนึ่งนายเหนือแห่งฟ้าดิน ถืออำนาจเหนือชีวิตเพียงผู้เดียว!
เหล่าผู้ชมซึ่งเฝ้ามองเหตุการณ์เหล่านี้จากไกลๆ ต่างตะลึงงัน
ในอดีต ผู้ทรงอำนาจเหล่านี้ล้วนเลิศล้ำ สูงส่ง ทรงอำนาจแข็งแกร่งกันเพียงไร เพียงป่าวประกาศนามก็สะเทือนทั่วทั้งสี่สมุทรได้แล้ว
และยังเป็นตัวตนที่ผู้ฝึกตนนับร้อยล้านทั่วโลกหล้าทำได้เพียงแหงนมอง
ทว่ายามนี้ พวกเขากลับเหมือนคนบาป ต้องโทษประหารตกตายตามกัน!!
ภาพเช่นนี้อย่าว่าแต่กาลปัจจุบัน ตลอดกาลนานมาก็ไม่เคยปรากฏ
หากแพร่ข่าวออกไป ทั่วทั้งแดนเซียนได้สั่นสะท้านเป็นแน่
และเรื่องนี้ก็จะกลายเป็นประวัติการณ์อันสะท้านทั่วโลกหล้ายุคสมัย!!
บทที่ 1,902 ข้าชื่อซูอี้ มาจากโลกมนุษย์
ซูอี้ไม่ได้รีบร้อนจะสังหารศัตรูทั้งหมดในคราวเดียว
มิใช่ทำไม่ได้
แต่เพราะไม่ต้องการเช่นนั้น
เขาจะใช้งานเลี้ยงลูกท้อในวันนี้ประกาศศักดา ใช้หัวของศัตรูป่าวประกาศแก่โลกหล้า
ประการแรก ผู้รวมหัวกับเผ่ามารนอกแดนมีความผิดเกินละเว้น!
ประการที่สอง ความผิดมีผู้กระทำ หนี้มีเจ้าของ เขาซูอี้หวนคืนโลกนี้ และจะฆ่าเพียงผู้สมควรถูกฆ่า!
ทั่วทั้งบรรพตศักดิ์สิทธิ์จรดนภายังมียอดฝีมือจากขุมกำลังเซียนยักษ์ใหญ่อยู่มากมาย ทว่ายามนี้กลับไร้ผู้ใดกล้าขัดขืนหรือหลบหนี
ทุกผู้ล้วนสิ้นหวัง
“หากข้าสาบานตน ยินดีบุกสังหารศัตรูสร้างผลงานศึกในเก้าด่านสวรรค์แดนเซียนเพื่อชดใช้ความผิด สิ่งนี้พอจะใช้กู้ชีวิตของข้าได้หรือไม่?”
เจ้าลัทธิกำเนิดเอกภพเสวียนจ้งกล่าว
ซูอี้ตอบ “ไม่”
ใบหน้าของผู้ฟังซีดขาว ก่อนจะกล่าวออกมา “ผู้ชนะเป็นเจ้า ผู้แพ้เป็นโจร ข้าผู้นี้เข้าใจดี แต่เมื่อเรื่องดำเนินมาจนตอนนี้ ข้าก็ยังไม่อาจยอมรับชะตากรรมได้!”
แล้วเขาก็เงยหน้าขึ้นมองผู้อยู่บนเวหาไกลออกไป “ข้าเชื่อว่ายามบรรพชนของข้าบรรลุเทพ เจ้าจะต้องตายอยู่ดี!”
เปรี้ยง!
ร่างของเขาแผดเผาอย่างรุนแรง เพียงชั่วพริบตาก็เหลือเพียงเถ้าถ่าน
เหลือเพียงวาจาอันหนักแน่นสะท้อนก้อง
ผู้คนฮือฮา
เพราะเจ้าลัทธิกำเนิดเอกภพเสวียนจ้งฆ่าตัวตาย!!!
ซูอี้กล่าวกับตนเอง “ยังถือว่ามีความกล้าอยู่บ้าง ดีกว่าบรรพชนเจียงไท่เออของเจ้าที่ทำตัวเยี่ยงเต่าหดหัว”
ว่าแล้ว ชายหนุ่มก็หันไปมองฉีเนี่ยผู้เป็นเจ้าลัทธิไร้มลทินและพรรคพวก “แล้วพวกเจ้าจะปาดคอฆ่าตัวตายเหมือนกันหรือไม่?”
ผู้คนล้วนสิ้นหวังระคนละอายแก่ใจ
บางผู้คำรามขึ้น “จะฆ่าก็ฆ่า อย่ามาหยามกัน ซูอี้ ในเมื่อเจ้าฆ่าบุตรและบุตรีแห่งสวรรค์ ล่วงเกินทวยเทพ สักวันเจ้าก็จะถูกลงทัณฑ์แน่!”
เปรี้ยง!
หนึ่งแสงดาบพริบพราย สังหารคนผู้นั้นลง
“เป็นถึงจอมราชันอนันตรัตติกาล แต่กลับรังแกผู้น้อยทำร้ายพวกข้า ไม่กลัวถูกโลกหล้ามองว่าขี้ขลาดตาขาว หน้าไม่อายบ้างหรือ?”
ชายชราผมขาวผู้หนึ่งเค้นเสียง
ทว่าทันทีที่วาจาเหล่านี้ถูกกล่าวออกมา รอบข้างก็ฮาครืน
เหล่าผู้ชมจากไกลๆ ล้วนยิ้มขำ
ก่อนหน้านี้ ใครเล่าตระเตรียมแผนสังหารใต้เท้าอนันตรัตติกาลตั้งมากมาย?
เมื่อแผนของพวกเจ้าไม่สัมฤทธิ์ผล ก็มาเที่ยวโพนทะนาว่าใต้เท้าอนันตรัตติกาลรังแกผู้น้อย ช่างไร้ยางอายจริงๆ!
ซูอี้เองก็อดขำมิได้
เขาเดินไปยังบรรพตศักดิ์สิทธิ์จรดนภา “ข้าขอถามหน่อยแล้วกันว่า ในงานเลี้ยงลูกท้อนี้ พวกเจ้าต่างกระทำทุกสิ่งเพื่อสังหารข้า ข้าเคยตัดพ้อถึงความยุติธรรมบ้างหรือไม่? เคยบ่นอันใดสักคำหรือไม่?”
วาจานั้นแพร่กระจายไปทั่วทิศ สะท้อนทั่วทั้งฟ้าดิน
ไม่!
ผู้เฝ้ามองต่างให้คำตอบ
นับตั้งแต่เริ่มสงครามจวบจนยามนี้ ไม่ว่าจะประสบกับอันตรายหรือการปฏิบัติอยุติธรรมเช่นไร ใต้เท้าอนันตรัตติกาลก็ไม่เคยขลาดเขลาตัดพ้อถึงความยุติธรรม!!
“ยามได้เปรียบ เจ้าก็โอหังได้ใจ หากแพ้พ่ายก็ถือตนเป็นผู้น้อย ไม่คิดว่ามัน…ดักดานหรือไร?”
ในขณะเดียวกัน ซูอี้ก็มาถึงยอดบรรพตศักดิ์สิทธิ์จรดนภาแล้ว
ค่ายกลทั่วขุนเขานี้ไม่อาจทนการกดดันจากร่างวิถีของเขาได้ มันพลันสลายไปเยี่ยงคลื่นคืนทะเล
“ไปพาตัวประกันเหล่านั้นมา”
ซูอี้หันไปกล่าวกับเจ้าลัทธิไร้มลทินฉีเนี่ย
สายตาของชายหนุ่มเยือกเย็นประหนึ่งก้มลงมองมด
ขณะนั้น สีหน้าของอีกฝ่ายพลันแข็งค้าง มือกำแน่น ทั้งโทสะและความอับอายเอ่อล้นขึ้นมาในหัวใจ อยากสั่งประหารตัวประกันทั้งหลายเสียเหลือเกินเพื่อดูว่าซูอี้จะเดือดดาลเพียงไร
อย่างไรเสียเขาก็ต้องตาย ใครเล่าจะยังห่วงเรื่องอื่น?
แต่ท้ายที่สุดเขาก็ฝืนความปรารถนาไว้
สัจธรรมนั้นโหดร้าย
และเขาย่อมไม่กล้าทำเช่นนั้น
หาไม่ ศิษย์ลัทธิไร้มลทินทั้งหมดจะตกตายไปด้วย
ผู้เกี่ยวข้องกับลัทธิไร้มลทินจะถูกถอนรากถอนโคน!
ฉีเนี่ยไม่สงสัยเลยว่าอีกฝ่ายจะทำเรื่องเช่นนี้ได้หรือไม่
เพราะเช่นนี้ เขาจึงไม่กล้าสู้!
หากมีความกังวล ก็จะถูกถ่วงให้ลำบากใจ!
ในงานเลี้ยงลูกท้อนี้ พวกเขาใช้ตัวประกันข่มขู่ซูอี้ ทว่าพวกเขา ณ ยามนี้ก็ได้รับผลกระทบในลักษณะเดียวกัน
แล้วจะกล้าสู้ได้เช่นไร?
หลังจากเงียบไปครู่หนึ่ง ฉีเนี่ยก็ก้มหน้าลงพลางกล่าวอย่างชัดถ้อยคำว่า “จะทำเช่นไรก็เชิญ ข้าหวังเพียงว่าเจ้าจะไม่นำผู้บริสุทธิ์มาเกี่ยวข้องดังที่ลั่นวาจาไว้!”
ซูอี้กล่าวเนิบๆ “เรื่องที่ข้ากระทำการตามวาจา ไม่เคยบิดพลิ้วมาโดยตลอดนี้ อาจารย์ของเจ้ารู้ดีกว่าตัวเจ้าเสียอีก”
ฉีเนี่ยไม่อาจปฏิเสธได้
ก่อนยุคอวสานเซียน ต่อให้เป็นศัตรูผู้โกรธเกลียดหวังเย่ที่สุดยังไม่อาจปฏิเสธได้ว่าอีกฝ่ายมิเคยผิดวาจา!
ท้ายที่สุดฉีเนี่ยก็ถอนหายใจ และรับปากปล่อยคน
บางครั้งตัวประกันก็มีประโยชน์
ยกตัวอย่าง หากถูกข่มขู่โดยใช้ชีวิตบุพการีและลูกเมีย จะมีสักกี่ผู้ในโลกหล้ากล้าไม่ใส่ใจ?
แต่บางครั้งตัวประกันก็แสนไร้ประโยชน์
นั่นเป็นสัจธรรมสำหรับซูอี้
หากกล้าใช้ตัวประกันมาข่มขู่ เขาจะสนองคืนให้แบบตาต่อตา ฟันต่อฟันเป็นสิบเป็นร้อยเท่า
ดูซิว่า ท้ายที่สุดผู้ใดจะอ่อนข้อก่อนกัน!
ยามนี้ฉีเนี่ยยอมประนีประนอมแล้ว
นี่หมายความว่า ความพยายามในการจับตัวประกันตั้งมากมายของพวกเขาเมื่อกาลก่อนไร้ค่า
ไม่นานนัก ตัวประกันทั้งหมดในกรงขังก็ถูกปล่อยตัว และมาปรากฏตัวขึ้นตรงหน้าซูอี้
“ขอบพระคุณใต้เท้าอนันตรัตติกาล!”
“ตาเฒ่าผู้นี้รู้อยู่แล้วว่าใต้เท้าต้องชนะแน่!!”
“ฮ่าๆๆ คิดใช้ชีวิตข้ามาข่มขู่ ช่างน่าขันเสียนี่กระไร!”
ยามนี้ ตัวประกันเหล่านั้นช่างแสนปรีดา
ส่วนกงอวี่สวินนั้นยังคงอึ้ง
นางมองร่างอันไร้มลทินของซูอี้จากไกลๆ และแทบสงสัยว่านางฝันอยู่หรือไม่?
ภายในใจของหญิงสาวอดนึกถึงประโยคหนึ่งที่ผู้เฒ่าในตระกูลกล่าวไว้ไม่ได้ว่า “ในโลกนี้ ไร้สิ่งใดที่ใต้เท้าอนันตรัตติกาลทำมิได้!”
ไม่นานนัก ตัวประกันเหล่านั้นก็ถูกส่งตัวออกไปบริเวณรอบนอกของบรรพตศักดิ์สิทธิ์จรดนภา
ไร้ผู้ใดกล้าขัดขวางตั้งแต่ต้นจนจบ!
และยามนี้ เหมือนจะเกิดสังหรณ์ถึงสิ่งที่จะเกิดต่อจากนี้ ทำให้ยอดฝีมือมากมายจากขุมกำลังเซียนทั่วบรรพตศักดิ์สิทธิ์จรดนภาต่างคุกเข่าลงอ้อนวอนขอความเมตตาอย่างไม่อาจทนไหว
“ใต้เท้าอนันตรัตติกาล ข้าผิดไปแล้ว โปรดรามือและให้อภัยแก่ข้าด้วยเถิด!”
“ข้ายินดีกลับใจ ทุ่มเททั้งชีวิตชดใช้ความผิด โปรดไว้ชีวิตข้าด้วยเถิด!”
และยังมีอีกหลายคนที่ทำเพียงยืนนิ่ง
หากไม่ขอความเมตตา ก็คุกเข่ายอมจำนน
ทว่าสีหน้าแววตาของคนเหล่านั้นต่างหม่นหมองสิ้นหวังอย่างไม่อาจปิดบัง
แต่ซูอี้หาสนใจไม่
เขาเพียงกวาดสายตามองไปรอบๆ และกระซิบกับตนเอง “จนป่านนี้ เซวี่ยเซียวจื่อ เจียงไท่เออ หนานผิงเทียน ยังไม่เคยโผล่ออกมากันเลย ดูเหมือนพวกมันจะใจเย็นกว่าที่ข้าคิดไว้มากจริงๆ เพื่อวิถีบรรลุเทพ พวกเขากลับทอดทิ้งพวกเจ้าทั้งหมด”
หลังวาจาเหล่านี้ถูกกล่าว กระทั่งตัวตนระดับผู้นำสำนักลัทธิอย่างฉีเนี่ยยังรู้สึกราวถูกคมมีดกรีดเฉือน อารมณ์กระเจิงนอกการควบคุม
เขาคิดว่าตนเป็นเจ้าภาพงานเลี้ยงลูกท้อ แต่ไม่คาดเลยว่าจะถูกบุตรและบุตรีแห่งเทพเหล่านั้นหลอกใช้
และยามนี้ก็ยังถูกบรรพชนหรืออาจารย์ของตนทอดทิ้งอย่างไร้ไยดีอีก!
ช่างน่าเศร้าเสียนี่กระไร?
น่าขันหรือไม่?
เขาคำนวณสถานการณ์ทุกอย่างอย่างฉลาดล้ำ แต่ไม่ได้สนใจชีวิตผู้คนของตนเลย!
“ภายหน้า ข้าจะสร้างศาลเซียนรวมศูนย์ขึ้นใหม่ แต่จะไม่ใช่ยามนี้ ดังนั้นอย่าว่าแต่ให้ผู้อื่นมายุ่งมิเข้าเรื่อง”
ซูอี้กล่าวเสียงเรียบ ก่อนจะหันหลังจรจาก ไม่มองศัตรูเหล่านั้นอีกต่อไป
หนึ่งก้าวเยื้องย่าง ร่างโผทะยานสูง
และด้วยก้าวเท้านี้ บรรพตศักดิ์สิทธิ์จรดนภาอันสูงสามหมื่นจั้งพลันถล่มลง
ฟ้าดินสะท้านรุนแรง ฝุ่นควันฟุ้งกระจาย
ยอดฝีมือจากขุมกำลังเซียนทั่วบรรพตศักดิ์สิทธิ์จรดนภาเหล่านั้นล้วนถูกกลบฝัง
ธุลีสู่ธุลี ปฐพีคืนพิภพ
ฝึกฝนเป็นเซียนหมื่นปี ยามชีพดับสูญ ทั้งแผนการและอำนาจสวรรค์ในครอบครองก็ล้วนสลายหายไปกับวายุพิรุณ
เมื่อความเป็นตายถูกตัดสิน สรรพสิ่งในอดีตก็แค่ไหลผ่านตามลายไป
ยามนี้ ผู้ชมต่างมองซูอี้เยื้องย่างสู่เวหาจากไกลๆ และต่างแสดงสีหน้าชื่นชมออกมา
ในงานเลี้ยงลูกท้อ หนึ่งคนหนึ่งดาบสยบศัตรูร้าย บดขยี้บรรพตศักดิ์สิทธิ์จรดนภา!
ผู้ใดเล่าจะเทียบวีรกรรมสะท้านหล้าเช่นนี้ได้?
จอมราชันเซียนอันดับหนึ่งแห่งวิถีดาบ สรรพสิ่งทั่วหล้าพบข้าประหนึ่งพบสวรรค์!
ซูอี้ยืนเหนือสุญญะ มองเหล่าผู้คนจากไกลๆ และพลันประกาศขึ้นอย่างองอาจ “ข้าคนแซ่ซูขอถือโอกาสนี้ประกาศสามสิ่ง”
ทันใดนั้น เสียงอื้ออึงของเหล่าผู้ชมก็หายไป
บรรยากาศกลับกลายเป็นเงียบขรึมจริงจัง
ทุกสายตามองซูอี้เป็นตาเดียวด้วยสีหน้ายำเกรง
“ประการแรก โปรดส่งข่าวให้ทั่วแดนเซียนในนามข้าทีว่า ไม่ว่าชาติก่อนหรือชาตินี้ ทุกความแค้นทั้งหมดขอให้มาหาข้าเพียงลำพัง หากมันกระทบถึงผู้บริสุทธิ์ ข้าซูอี้จะสนองตาต่อตา ฟันต่อฟัน กระทั่งไก่สุนัขในเรือนก็จะไม่ให้เหลือ!”
รอบข้างพลันฮือฮาขึ้นมา หัวใจทุกผู้สั่นกระเทือน
วาจาเหล่านี้เป็นการกล่าวต่อศัตรูร้ายทั้งหลายอย่างไม่ต้องสงสัย!
ไม่ว่าศัตรูเหล่านั้นจะมีความแค้นกับอดีตชาติของเขา หรือเป็นบุตรและบุตรีแห่งสวรรค์ซึ่งมีความแค้นกับชายหนุ่มในชาตินี้ ซูอี้จะรับไว้เพียงผู้เดียว!
ผู้ใดกล้ากระทบถึงผู้บริสุทธิ์ เขาจะล้างแค้นอย่างเต็มรูปแบบ
“เรื่องที่สอง ข้าจะสร้างตำหนักอนันตรัตติกาลขึ้นใหม่ในสามเดือน ขอเพียงเป็นผู้เกี่ยวข้องกับข้า ไม่ว่าจะมีฐานะตัวตนเช่นไร การฝึกฝนแข็งแกร่งหรืออ่อนแอก็จะได้รับการจ้างวานเป็นพิเศษ”
ซูอี้กล่าวขึ้นอีกครั้ง วจีกึกก้องได้ยินถ้วนทั่ว “ส่วนคนอื่นที่ผ่านการประเมินก็จะเข้าไปฝึกฝนในตำหนักอนันตรัตติกาลได้เช่นกัน”
ตู้ม!
ทั่วทิศเดือดพล่านโดยสมบูรณ์
ยิ่งตัวตนอย่างคนคลั่งดาบและพวกหลี่เช่อหู่ ยิ่งเผยความปรีดาเหนือใคร
ก่อนยุคอวสานเซียนบังเกิด ตำหนักอนันตรัตติกาลคือสถานศึกษาอันดับหนึ่งในแดนเซียน เป็นศูนย์รวมผู้เก่งกล้าในโลกหล้า บ่มเพาะฟูมฟักผู้เลิศล้ำสะเทือนโลกามากมาย
ตลอดเวลาที่ผ่านมานั้น ตัวตนผู้พิทักษ์เก้าด่านสวรรค์แดนเซียนและนายสูงสุดแห่งศาลเซียนรวมศูนย์ส่วนใหญ่ ต่างมาจากตำหนักอนันตรัตติกาล!!
คงไม่ใช่การกล่าวเกินไปหากจะบอกว่าตำหนักอนันตรัตติกาล ณ ขณะนั้นคือสุขาวดีอันเป็นที่ใฝ่ฝันในใจผู้ฝึกตนทั่วโลกหล้าที่สุด!
ยามนี้ ซูอี้ประกาศต่อโลกหล้าแล้วว่าเขาจะสร้างตำหนักอนันตรัตติกาลขึ้นใหม่ จึงคาดคิดได้ว่าในกาลต่อจากนี้ ตำหนักอนันตรัตติกาลจะคืนศักดิ์ศรีสู่ความรุ่งโรจน์ และกระทั่งก้าวข้ามอดีตกาล!
ชั่วขณะนั้น ไม่อาจทราบได้ว่ามียอดฝีมือมากมายเพียงไรหัวใจสะท้าน
ส่วนสาเหตุที่ชายหนุ่มประกาศเรื่องนี้ก็มิใช่ใดอื่นนอกจากความอาวรณ์ติดค้างในใจ
“เรื่องที่สาม ผู้คนเกินคณานับในโลกนี้รู้นามของข้า แต่ทั้งหมดนั้นเป็นเพียงอดีต ข้าจึงอยากถือโอกาสนี้แนะนำตัวเสียใหม่”
เมื่อกล่าวเช่นนี้ เสียงของเขาก็หยุดลง
สายตาของเขาค่อยๆ เคลื่อนมองเหล่าผู้ชม บรรยากาศเงียบงัน สีหน้าของทุกผู้เจือความตกตะลึง ราวไม่เข้าใจว่าอดีตกับยามนี้ต่างกันเช่นไร
จากนั้นซูอี้ก็ยกมือขึ้นกุมกำปั้นคำนับท่ามกลางสายตาตกตะลึงงุนงงมากมาย และกล่าวว่า
“ในชาติภพนี้ ข้าชื่อซูอี้ นักดาบอันมาจากโลกมนุษย์”
วาจาของเขาประหนึ่งวจีดาบก้องกังวาน สะท้อนทั่วทั้งฟ้าดิน
ขณะนี้ หัวใจของซูอี้นั้นละล่องเยือกเย็น ไร้อุปสรรคค้างคาอีกต่อไป
ชายหนุ่มในยามนี้ควบรวมกรรมวิถีอดีตชาติของหวังเย่โดยสมบูรณ์ และใช้หัวใจวิถีปัจจุบันชาติสะบั้นบ่วงอาวรณ์ของอดีตชาติ เป็นตัวเขาเองโดยแท้จริง!
รบกับตนเองมาแสนนาน จนเป็นข้า!
ซูอี้ในวันนี้ต่างอันใดกับหวังเย่ในอดีตชาติ?
ผู้คนตกตะลึงและมิอาจทราบถึงปริศนานี้ได้
บทที่ 1,903 โลกตะลึง
บนยอดเขา
น้ำพุและน้ำตกเทลงมา ทำให้ทะเลหมู่เมฆปรากฏขึ้น
ณ ที่ตรงนั้นมีสามร่างยืนอยู่ที่นั่น
เป็นหลวงจีนผู้หนึ่ง นักพรตเต๋าคนหนึ่ง และหญิงสาวนางหนึ่ง
ใจกลางมีแผ่นหยกสีขาวราวหิมะลอยอยู่ในความว่างเปล่า สะท้อนฉากที่เกิดขึ้นในงานเลี้ยงลูกท้อขึ้นมา
ทั้งสามต่างกลั้นหายใจ พากันจับจ้องฉากดังกล่าว
ไม่มีผู้ใดพูดอันใด
สีหน้าของพวกเขายิ่งเคร่งขรึม จนในที่สุด ความตกตะลึงและความสับสนที่ไม่อาจปกปิดได้ทางหางตา… พลันกลายเป็นความคลุมเครือไม่แน่ใจ
สายลมภูเขากำลังโหยหวน
แรงพัดพาทำให้ชุดคลุมของทั้งสามกระพือไปมา
“กุญแจที่จะทำให้คนบาปผู้นี้ตกอยู่ในสถานการณ์สิ้นหวัง อยู่ในดาบวิถีเล่มนั้น”
หลวงจีนผู้นั้นเป็นคนแรกที่ทำลายความเงียบ
ร่างของเขาผอม สีหน้าเต่งตึง ผิวสีทองแดง สวมจีวรสีน้ำตาลเทา
คนผู้นี้คือหลวงจีนเจียอวิ๋น อรหันต์อารักษ์ใต้อาณัติของพุทธเจ้าแผดตะเกียง!
“ข้าสงสัยว่า ดาบวิถีนั่นคืออาวุธวิเศษที่แข็งแกร่งที่สุดที่ ‘เจ้าสวรรค์หลิงซู’ หลี่ฝูโหยวเชี่ยวชาญในช่วงชีวิตของเขา ดาบวิถีนี้ถูกทวยเทพเรียกขานว่า ‘ต้องห้าม’ และไม่มีผู้ใดรู้นามที่แท้จริงของมัน”
นักพรตเต๋าผู้นั้นขมวดคิ้ว
เขาร่างสูงโปร่ง ใบหน้าหล่อเหลาราวชายหนุ่ม ชุดคลุมเต๋าประณีตและสะอาด เนื้อตัวปราศจากการปรุงแต่ง เมื่อดวงตาหนึ่งคู่จ้องมองไปข้างหน้า คล้ายดั่งมีดวงดาวสีเงินนับไม่ถ้วนเคลื่อนตาม ทำให้จิตวิญญาณตื่นตระหนักนัก
ฮั่วเจี้ยนเฟิง!
หนึ่งใน ‘จตุบุตรมหาวิถี’ แห่งศาลเต๋าตรีวิสุทธิ์ในโลกแห่งเทพ!
“น่าเสียดาย หลังจากดาบนี้ปรากฏขึ้น ทุกสิ่งก็หายไป! แม้กระทั่ง ‘ตำราหยกนภาเทวา’ ยังพลอยได้รับผลกระทบ ไม่สามารถสะท้อนสิ่งที่เกิดขึ้นต่อจากนั้นได้”
หญิงสาวเพียงผู้เดียวในกลุ่มถอนหายใจอย่างเงียบงัน รู้สึกไม่เต็มใจ
แผ่นหยกสีขาวราวหิมะที่ลอยอยู่ในความว่างเปล่านั้นคือสมบัติแห่งยุคสมัยที่นางครอบครอง มีชื่อว่าตำราหยกนภาเทวา
สมบัติชิ้นนี้ทำให้พวกเขาเห็นทุกสิ่งที่เกิดขึ้นกับงานเลี้ยงลูกท้อก่อนหน้านี้ได้
ซูอี้พร้อมหนึ่งดาบบุกทะลวงบรรพตศักดิ์สิทธิ์จรดนภาเพียงลำพัง กวาดล้างศัตรูด้วยดาบ! บดขยี้อริจนแหลกลาญ!
จนถึงตอนนี้ บุตรแห่งสวรรค์ไร้เทียมทานทั้งสามที่มาจากโลกแห่งเทพก็ยังไม่อาจรักษาความสงบในจิตใจได้
หญิงสาวคนเดียวในกลุ่มนี้ นางสวมชุดคลุมยาว รูปลักษณ์งดงามโดดเด่น ผิวสีขาวกระจ่าง คล้ายเพียงลมเป่าก็อาจทำให้ร่างถูกทำลายได้ ยามคิ้วของนางขยับ ก็แผ่บรรยากาศอันเย้ายวนใจออกมา
เหวินเหรินชิงอวี๋
จอมราชันย์ไร้เทียมทานแห่งตระกูลเหวินเหรินจากโลกแห่งเทพ
นางรวบผมปอยสีน้ำเงินที่ปลิวไสวไปตามสายลมไว้ข้างหู ริมฝีปากสีแดงเป็นประกายคลี่ออกเล็กน้อย กล่าวว่า “ไม่ต้องสงสัย มันคือเจตจำนงของเทพผู้หนึ่ง หากทว่ากลับไม่สามารถทำอะไรซูอี้ผู้นี้ได้เลย!”
เปลือกตาของหลวงจีนเจียอวิ๋นกระตุก
ขณะที่ฮั่วเจี้ยนเฟิงยังคงเงียบ
“นอกจากสมบัติล้ำค่าที่ใช้ออกเพียงหนึ่ง อีกฝ่ายก็ยังพึ่งเพียงพละกำลังของตัวเองเป็นส่วนใหญ่ พวกเจ้าทั้งสองมั่นใจหรือว่าสามารถสู้กับชายหนุ่มผู้นี้ได้?”
หลวงจีนเจียอวิ๋นพลันถามขึ้น
ดวงตาของฮั่วเจี้ยนเฟิงหมุนวนด้วยแสงดาราน่าพรั่นพรึง ตอบว่า “หากลองทุ่มสุดตัว อย่างมากก็มีโอกาสชนะเพียงครึ่งเดียวเท่านั้น”
ทว่าเหวินเหรินชิงอวี๋กลับส่ายหน้าแล้วตอบว่า “หากต่อสู้แลกชีวิต สมบัติล้ำค่าก็นับเป็นส่วนหนึ่งของพละกำลังเช่นกัน ดังนั้นผลลัพธ์จึงไม่สามารถประเมินได้”
ขณะกล่าว นางมองหลวงจีนเจียอวิ๋นด้วยดวงตางดงาม “แล้วท่านล่ะ?”
หลวงจีนเจียอวิ๋นถอนหายใจออกมา “นั่นก็พูดยาก”
ความจริง เขาได้ส่งร่างอวตารไปประชันศึกกับซูอี้เมื่อวานซืนมา ทว่าสุดท้ายแม้แต่ร่างจำแลงก็ยังถูกทำลายจนสิ้น
ทว่า เขาจะไม่พูดเรื่องอื้อฉาวเช่นนี้เด็ดขาด
“ทันทีที่ฝูเทียนอีตกตาย ตระกูลฝูโบราณย่อมเดือดดาล เขาคือหนึ่งในตัวตนโดดเด่นที่สุดของตระกูลฝู และมีโอกาสบรรลุเทพมากที่สุด” ฮั่วเจี้ยนเฟิงกล่าวอย่างแผ่วเบา
งานเลี้ยงลูกท้อหนนี้นำโดยฝูเทียนอีและจัดร่วมกับกลุ่มผู้ทูตสวรรค์ที่ส่งมาโดยเทพ รวมถึงผู้มีอำนาจจากขุมกำลังยักษ์ใหญ่แห่งแดนเซียน
การต่อสู้สังหารดังกล่าว ต่อให้แทนที่โดยตัวตนไร้เทียมทานอย่างพวกเขา ก็ไม่มีโอกาสที่จะพลิกสถานการณ์ได้
ช่างน่าเสียดาย ทว่ากลับเป็นซูอี้ที่ชนะในท้ายที่สุด!
ส่วนฝูเทียนอี ชิงเซียว และบุตรแห่งสวรรค์ผู้อื่น ไม่มีใครรอด!
หากฉากต่อสู้เช่นนั้น ถูกส่งกลับไปยังโลกแห่งเทพ มันย่อมต้องสร้างความโกลาหลขึ้นอย่างไม่ต้องสงสัย ทำให้ทวยเทพตกตะลึง!!
เหวินเหรินชิงอวี๋กล่าวว่า “ข้าไม่คิดเลย ว่าแม้กระทั่ง ‘กู่หลิงเซียว’ ยังไม่รอด”
กู่หลิงเซียว!
สตรีชุดดำผู้ตายอย่างเวทนาด้วยน้ำมือของซูอี้ก่อนหน้านี้ เป็นผู้ถือครองสมบัติเทพแห่งยุคสมัย ‘ม้วนภาพนรกเลือดหมื่นมาร’ สถานะของนางพิเศษยิ่ง
นางคือลูกหลานของ ‘จอมมารเทียนเจวี๋ย’ !!
จอมมารเทียนเจวี๋ย ผู้เป็นหนึ่งใน ‘สิบสองจอมมาร’ ที่น่าสะพรึงที่สุดในโลกแห่งเทพ เป็นบรรพชนสายเลือดมาร มีเทพมารจำนวนมากอยู่ใต้อาณัติ!
ในโลกแห่งเทพ สถานะของเขามากพอจะเทียบเคียงกับยอดฝีมืออย่างพุทธเจ้าแผดตะเกียงแห่งภูเขาวิญญาณสุขาวดี หรือ ‘จอมเทพจุดกำเนิด’ แห่งศาลเต๋าตรีวิสุทธิ์!
ทวยเทพธรรมดา ได้แต่ต้องเหลียวมองจากไกลๆ!
……โดยกู่หลิงเซียว คือลูกหลานสายตรงของจอมมารเทียนเจวี๋ย
ทว่าตอนนี้ นางกลับตกตายอย่างน่าเวทนาในแดนเซียน หากเรื่องนี้ถูกส่งกลับไปยังโลกแห่งเทพ ไม่รู้ว่าจะก่อเกิดพายุแบบใดขึ้น!
เรื่องนี้ เจียอวิ๋นและฮั่วเจี้ยนเฟิงต่างตระหนักเป็นอย่างดี
“ในความเห็นของพวกท่านทั้งสอง หากต้องการกำราบคนเช่นซูอี้ ควรเริ่มจากตรงไหน?”
ฮั่วเจี้ยนเฟิงถาม
“มีสองทาง”
เหวินเหรินชิงอวี๋ตอบอย่างไม่ลังเลว่า “ทางแรก รวบรวมบุตรแห่งสวรรค์ทั้งหมด ชักนำพวกเขาออกผจญศึกพร้อมกัน น่าจะมีโอกาสเอาชนะได้บ้าง”
ก่อนจะทันกล่าวจบ หลวงจีนเจียอวิ๋นพลันส่ายหน้าแล้วกล่าวว่า “เป็นไปไม่ได้ บุตรแห่งสวรรค์ผู้มาแดนเซียนในครั้งนี้ มีความคิดเป็นของตัวเอง เป็นตัวแทนของกลุ่มที่แตกต่างกัน ระหว่างบุตรแห่งสวรรค์ด้วยกัน มีความเกลียดชังฝังรากลึกอยู่ พวกเขาจะร่วมมือจากใจจริงได้อย่างไร?”
ฮั่วเจี้ยนเฟิงพยักหน้าเช่นกัน
ไม่จำเป็นต้องพูดให้มากความ แค่เขากับหลวงจีนเจียอวิ๋น และเหวินเหรินชิงอวี๋ ทั้งสามต่างก็ล้วนเป็นตัวแทนของเหตุผลนี้แล้ว แม้พวกเขาจะสามารถยืนคุยร่วมกันได้ในขณะนี้ หากแต่ถ้าจะให้ร่วมมือกัน เช่นนั้นก็ฝันหวานไปเถอะ!
เมื่อคิดถึงตรงนี้ เหวินเหรินชิงอวี๋คล้ายกับคาดเอาไว้อยู่ก่อนแล้ว จึงกล่าวว่า “เช่นนั้นก็เหลือเพียงทางสุดท้าย บรรลุเทพ!”
บรรลุเทพ!
หลวงจีนเจียอวิ๋นและฮั่วเจี้ยนเฟิงนิ่งเงียบ
ใช่แล้ว ซูอี้ในยามนี้ แม้จะอยู่เพียงระดับมหายุทธ์ แต่พลังต่อสู้ของเขา มากพอจะคุกคามยอดฝีมือไร้เทียมทานอย่างพวกเขาได้!
นอกจากนี้ ชายหนุ่มยังควบคุมวัฏสงสาร ครอบครองสมบัติลับแห่งฮุ่นตุ้นสองชิ้นอย่างดาบเคียงประชิดกับบันทึกผลกรรม นอกจากนี้ เขายังมีดาบวิถี ‘ต้องห้าม’ โดยทวยเทพ
หนทางจัดการกับคนผู้นี้ที่ปลอดภัยที่สุดคือการรอให้เส้นทางบรรลุเทพปรากฏขึ้น!
ขอเพียงบรรลุเทพก่อนซูอี้ ย่อมสามารถบดขยี้เขาด้วยพละกำลังสุดหยั่งได้!!
ฮั่วเจี้ยนเฟิงครุ่นคิดแล้วกล่าวว่า “บรรลุเทพนั้นไม่ง่าย การแข่งขันและการต่อสู้ที่ต้องเผชิญนั้นหนักหนายิ่งนัก ทว่าสิ่งที่แม่นางเหวินเหรินพูดมานั้นถูกต้อง ขอเพียงสามารถบรรลุเทพได้ การจัดการเจ้าสารเลวซูอี้ผู้นี้ ย่อมเป็นเรื่องง่ายดาย”
หลวงจีนเจียอวิ๋นกล่าวว่า “หลวงจีนผู้นี้คาดเอาไว้แล้วว่าหายนะเทพในแดนเซียนกำลังสลายอย่างรวดเร็ว จากสถานการณ์นี้ เส้นทางบรรลุเทพน่าจะปรากฏขึ้นมาก่อน!”
เหวินเหรินชิงอวี๋และฮั่วเจี้ยนเฟิงต่างมองหลวงจีนเจียอวิ๋น “ต้องรออย่างเร็วที่สุดนานแค่ไหน?”
หลวงจีนเจียอวิ๋นตอบว่า “นับจากวันนี้ไป น่าจะไม่เกินสี่ปี”
สี่ปี!!
“สำหรับข้า นี่นับว่าไม่เท่าใด แต่ข้ากังวลว่า เมื่อเส้นทางบรรลุเทพปรากฏขึ้น ระดับการฝึกฝนของซูอี้อาจจะเปลี่ยนไปแล้ว”
ฮั่วเจี้ยนเฟิงขมวดคิ้วแล้วกล่าวว่า “พวกเจ้าทั้งสองคนอย่าลืมว่าไม่กี่เดือนก่อน สารเลวผู้นี้เพิ่งพิสูจน์เต๋ากลายเป็นมหาเซียน แต่ไม่กี่เดือนต่อมา เขากลับย่างเท้าเข้าสู่ขอบเขตมหาศาลแล้ว! ความเร็วในการทะลวงเช่นนั้น ต่อให้อยู่ในโลกแห่งเทพ ก็ยังน่าตกใจอยู่ดี”
“ตอนนี้ หากให้เวลาเขาอีกสี่ปี คนผู้นี้อาจสามารถไปถึงระดับสุดลึกล้ำ จนมีคุณสมบัติในการแสวงหาโอกาสบรรลุเทพก็เป็นได้!”
สิ่งที่เขากล่าว ทำให้ทั้งฮั่วเจี้ยนเฟิงและหลวงจีนเจียอวิ๋นขมวดคิ้ว
ยากลำบากเกินไปจริงๆ!
ผ่านไปสักพัก หลวงจีนเจียอวิ๋นพลันกล่าวช้าๆ ว่า “ไม่ต้องห่วง การต่อสู้ที่งานเลี้ยงลูกท้อในวันนี้ ซูอี้ย่อมถึงจุดสูงสุดแล้วอย่างแน่นอน”
“และถ้าเราไม่ลงมือจัดการเขา บุตรแห่งสวรรค์ผู้อื่นก็จะไม่สามารถยืนหยัดได้!”
ทั้งฮั่วเจี้ยนเฟิงและหลวงจีนเจียอวิ๋นอดที่จะพยักหน้าไม่ได้
ใช่แล้ว เรื่องนี้มีโอกาสเกิดขึ้นได้มาก ไม่ใช่เรื่องของคนกลุ่มน้อยอีกต่อไป!
เท่าที่พวกเขาทราบ บุตรแห่งสวรรค์ไร้เทียมทานบางส่วนมีนิสัยดุร้าย และพวกเขาประกาศแล้วว่าจะไม่ยอมให้ซูอี้มีชีวิตอยู่อีกต่อไป!
“นอกจากนี้ ในสี่ปีข้างหน้า ขอเพียงพวกเราใช้วิธีการบางอย่างก็ย่อมมากพอจะทำให้ซูอี้เผชิญปัญหา การให้เก้าเผ่ามารเพื่อโจมตีแดนเซียน……เช่นนั้นให้อดีตศัตรูของซูอี้ลงมือก็แล้วกัน”
เมื่อหลวงจีนเจียอวิ๋นกล่าวเช่นนี้ เขาพลันยิ้มออกมา “พวกท่านสองคนน่าจะเข้าใจที่หลวงจีนผู้นี้จะสื่อแล้ว ในอีกสี่ปีข้างหน้า แค่รอดูความตื่นเต้นก็พอ ยังไม่สายเกินไป ที่หลวงจีนผู้นี้จะนำหน้าไปหนึ่งก้าว!”
หลังจากนั้น เขาหันหลังแล้วจากไป
“ข้าก็ควรไปแล้วเช่นกัน” เหวินเหรินชิงอวี๋จากไป
ฮั่วเจี้ยนเฟิงขมวดคิ้ว ครุ่นคิดอย่างเงียบงันสักพัก จากนั้นหันหลังแล้วจากไป
……
ในวันนั้น สิ่งที่เกิดขึ้น ณ งานเลี้ยงลูกท้อกระจายไปทั่วโลกหล้า
ทั่วแดนเซียนสั่นสะท้าน
ผู้ฝึกตนทุกคนในโลกหล้าต่างเดือดพล่าน!!
“การต่อสู้นี้จะเขียนลำดับของแดนเซียนขึ้นใหม่! ยักษ์เซียนผู้อยู่เหนือทุกสรรพสิ่งจะเสื่อมถอยจนสิ้น ผู้ที่สมคบคิดกับมารนอกแดนจะต้องชดใช้อย่างสาสม!!”
“ผู้ปกครองศาลสวรรค์น้อยผู้เคยปกครองยุคสมัย ในที่สุดก็กลับมาแล้ว!”
“ผู้ปกครองโลกาด้วยหนึ่งดาบ เซียนวิถีดาบอันดับหนึ่ง!!”
“ม่านแห่งยุคสมัยใหม่เปิดออกแล้ว!!”
……
ไกลออกไปทางตะวันตก ในตำหนักที่อยู่ใต้ดินลึกลงไป
เจียงไท่เออขว้างถ้วยชาในมือ ใบหน้าหล่อเหลาราวชายหนุ่มหมองหม่นราวกับน้ำโคลน สายตาเต็มไปด้วยความเกรี้ยวกราด
“แน่นักนะหวังเย่!!”
……
ในโลกลับหมองหม่นอันแห้งเหือด
หลังทราบข่าวเกี่ยวกับลัทธิไร้มลทิน เซวี่ยเซียวจื่อไม่อาจหยุดการสั่นไหว กระทั่งแผดเสียงคำรามด้วยความโกรธและเศร้าโศกออกมา
อารมณ์ปะทุเกินจะคุมได้!!
……
แดนเซียนทางใต้ ในแคว้นรัฐธรรมดาแห่งหนึ่ง
“ทวยเทพ… เหตุใดจึงไม่ฆ่าทรราชผู้นั้น!!”
หนานผิงเทียนทรุดลงกับพื้น ในใจเต็มไปด้วยความฟุ้งซ่าน เฉกเช่นนางสนมไว้ทุกข์
ก่อนยุคอวสานเซียน คนแก่เหล่านี้ยังสามารถขัดขืนหวังเย่ได้
แต่ตอนนี้ งานเลี้ยงลูกท้อมาถึงจุดจบแล้ว หนานผิงเทียนตระหนักได้ชัดเจนว่าในฐานะอดีตศัตรู ย่อมไม่ใช่เรื่องง่ายที่พวกเขาจะเผชิญหน้ากับซูอี้ได้
ไม่เห็นหรือ ที่งานเลี้ยงลูกท้อ ซูอี้จัดการศัตรูทั้งหมด รวมถึงสังหารบุตรแห่งสวรรค์จนสิ้น?
ไม่เห็นหรือ เจตจำนงเทพในท้องนภาที่ส่งลงไป มีปัญญาทำอะไรได้?
มาวันนี้ ตัวตนไร้เทียมทานอย่างเซวี่ยเซียวจื่อ เจียงไท่เออ หนานผิงเทียน และฉู่เสินทงผู้เคยบาดหมางกับหวังเย่ในชาติที่แล้วต่างก็ได้รับความกระทบกระเทือนจิตใจอย่างหนัก!
……
ณ ดินแดนหนองบึงแห่งหนึ่ง
สายฟ้าเคลื่อนลงมาจากท้องนภาราวน้ำตก เมื่อฟาดลงบนบึงไร้พรมแดน มันพลันหายไปอย่างไร้ร่องรอยจนน่าประหลาด ไม่มีน้ำกระเซ็นแม้แต่หยดเดียว
ซู่!
นกกระดูกตัวหนึ่งยาวประมาณสิบจั้งกางปีกออกบดบังท้องนภา บินข้ามบึงไป เมื่อปีกสั่นไหว มันตัดผ่านความว่างเปล่าได้อย่างง่ายดายราวกับคมดาบ กรีดกระแสมิติและเวลาอันปั่นป่วน
เมื่อได้เป็นสักขีพยานในฉากนี้จากไกลๆ ลั่วเทียนตูอดที่จะอ้าปากค้างไม่ได้
สถานที่บ้าบอนี้ น่ากลัวเกินไปแล้ว!
พลาดครั้งเดียวย่อมสามารถปลิดชีวิตของบุตรแห่งสวรรค์ไร้เทียมทานอย่างเขาได้
ทันใดนั้น น้ำเสียงเย็นชาของซีหนิงดังจากด้านหลัง “ข้าคิดว่า คงดีกว่าที่เจ้าจะไม่เป็นศัตรูกับสหายเต๋าซูในอนาคต”
บทที่ 1,904 ยุควิญญาณยุทธ์ บรรพพิภพสวรรค์เมิน
“อาหนิง เรื่องระหว่างข้ากับซูอี้ เจ้าอย่ามาก้าวก่ายเด็ดขาด”
ลั่วเทียนตูทำอันใดไม่ถูก
ในช่วงเวลาที่ผ่านมา ซีหนิงแนะนำเขาหลายครั้งว่าอย่าเป็นศัตรูกับซูอี้
ถึงแม้ เขาจะไม่เคยโกรธเรื่องนี้
แต่ในใจกลับหดหู่อย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้
อาหนิงเพิ่งมาเยือนแดนเซียนครั้งแรก นางจะรู้จักซูอี้มากเพียงใดเชียว?
แต่น่าเสียดาย อาหนิงกลับเป็นห่วงเรื่องความปลอดภัยของซูอี้อย่างเห็นได้ชัด!
ดวงตาเปล่งประกายของซีหนิงราวกับน้ำและกล่าวอย่างจริงจังว่า “ไม่ใช่ว่าเป็นเรื่องที่ข้าต้องก้าวก่ายหรือไม่ แต่หากเจ้าเป็นศัตรูกับสหายเต๋าซู เจ้ามีชะตาจะต้องตกอยู่ในอันตราย”
ลั่วเทียนตูอดที่จะหัวเราะไม่ได้ เผยให้เห็นฟันสีขาวเกลี้ยงเกลาเต็มปาก “อาหนิง ในฐานะผู้ที่อยู่ในโลกแห่งเทพเช่นเดียวกัน เจ้าเคยเห็นหรือว่ามีใครบ้างที่กล้าดูถูกข้าลั่วเทียนตู? มีแต่เจ้านั่นแหละ ที่ไม่เคยจริงจังกับข้าเลย”
“เจ้าคิดว่าข้าล้อเล่นหรือ?”
ซีหนิงขมวดคิ้ว ก่อนส่งแผ่นหยกให้กับลั่วเทียนตู “เจ้าดูด้วยตาตัวเองก็แล้วกัน”
“นี่คืออันใด?”
ลั่วเทียนตูรับแผ่นหยกมา พลิกดูไปมาอย่างไม่ใส่ใจ
ชั่วครู่จากนั้น รอยยิ้มบนใบหน้าของเขาแข็งทื่อ
ในไม่ช้า คิ้วพลันขมวดเล็กน้อย เผยสีหน้าตกใจ ตะลึง สับสนและอื่นๆ ยากที่จะควบคุม
มันช่างวิเศษนัก!
จนกระทั่งดูจบ ตัวคนแข็งทื่ออยู่กับที่ก็ตกอยู่ในความเงียบ
“เป็นอย่างไร?”
เมื่อเห็นสีหน้าหมองหม่นของลั่วเทียนตู ซีหนิงพลันรู้สึกสบายใจอย่างหาใดเปรียบ
ในแผ่นหยก มีบันทึกความสำเร็จต่างๆ ของซูอี้ที่งานเลี้ยงลูกท้อ
อย่าว่าแต่ลั่วเทียนตูเลย แม้กระทั่งตอนที่นางทราบเรื่องนี้ครั้งแรก ก็ยังอดที่จะตกตะลึงไม่ได้ จนแทบสงสัยว่าเป็นข่าวปลอมหรือไม่!
“สุดยอดมาก!”
ลั่วเทียนตูสูดหายใจเข้า สีหน้ากลายเป็นจริงจังอย่างที่ไม่เคยปรากฏมาก่อน “ไม่ มันเลวร้ายนัก!”
ซีหนิงฉวยโอกาสกล่าวว่า “ด้วยเหตุนี้ข้าถึงแนะนำเจ้า พละกำลังของฝูเทียนอีและกู่หลิงเซียว ด้อยกว่าเจ้าเพียงเล็กน้อย แต่อย่าลืมเสียล่ะ พวกเขากระทั่งอัญเชิญเจตจำนงของ ‘องค์เทพเหิงซา’ มา ทว่าสุดท้ายพวกเขาก็ยังไม่ใช่คู่ต่อสู้ของสหายเต๋าซู!”
มุมปากของลั่วเทียนตูกระตุก กล่าวว่า “อาหนิง เจ้าก็รู้ว่าข้าเป็นอย่างไร เมื่อเชื่อสิ่งใดแล้ว ก็จะไม่มีวันแปรเปลี่ยน”
ซีหนิงพลันโกรธเล็กน้อย
ลั่วเทียนตูจึงรีบกล่าวอย่างแผ่วเบาว่า “ไม่ต้องห่วงไป ตอนข้าเผชิญหน้ากับซูอี้ ข้าจะเอาชนะเขาอย่างตรงไปตรงมา ไม่มีทางลงมือเหมือนกับฝูเทียนอีแน่นอน!”
ซีหนิงไม่กล่าวอันใดอีก
ในเมื่อโน้มน้าวไม่ได้ พูดไปจะมีประโยชน์อันใด?
ทันใดนั้น การเปลี่ยนแปลงบางอย่างพลันเกิดขึ้นในบึงไกลออกไป โครงกระดูกคนตายคืบคลานขึ้นมาจากบึง!
ตูม!
ท้องนภาเหนือบึงเต็มไปด้วยสายฟ้าฟาดลงมา ทรงพลังมากพอที่จะสังหารยอดฝีมือระดับสุดลึกล้ำ แต่เมื่อมันฟาดใส่โครงกระดูกแห้ง กลับเป็นสายฟ้านับไม่ถ้วนที่ระเบิดออกมาแทน
ไม่อาจสั่นสะเทือนโครงกระดูกแห้งนั่นได้เลย!!
ลั่วเทียนตูอ้าปากค้าง นี่คือโครงกระดูกเทพจริงๆ!
“ไป!”
ลั่วเทียนตูและซีหนิงไม่สนใจมัน ก่อนหันหลังแล้ววิ่งหนี
ก่อนหน้านี้ ทั้งสองมารวมกันที่ดินแดนต้องห้ามลึกลับแห่งนี้ เพื่อสำรวจความลับในยุคก่อนของแดนเซียน
แต่จนถึงตอนนี้ ไม่เพียงแค่พวกเขาล้มเหลวในการค้นพบความลับนั่น แต่ยังเผชิญกับการสังหารร้ายแรงจำนวนมากอีกด้วย!
ดินแดนต้องห้ามนี้มีโครงกระดูกเทพแปลกประหลาดน่าสะพรึงมากเกินไป!
สิ่งที่เรียกว่าโครงกระดูกเทพคือโครงกระดูกที่หลงเหลือหลังจากเทพตายแล้ว คงอยู่ตลอดกาล ถูกปกคลุมไปด้วยความตายอันน่าสยดสยอง กลายเป็นสัตว์ประหลาดที่ไม่ใช่ทั้งมนุษย์หรือภูตผี!!
สัตว์ประหลาดตัวนี้ไม่มีจิตใจ ดุร้าย และเหี้ยมโหด สามารถสังหารตัวตนที่อยู่ระดับสุดลึกล้ำได้อย่างง่ายดาย น่าสะพรึงยิ่งนัก
จนถึงตอนนี้ ลั่วเทียนตูกับซีหนิงเผชิญกับโครงกระดูกเทพมากกว่าหนึ่งร่าง
เหมือนกับนกกระดูกยาวที่บินผ่านบึงนี้เมื่อครู่ มันคือโครงกระดูกเทพเช่นกัน!!
“พวกข้าล้วนตายกันหมดแล้ว เหตุใดพวกเจ้าจึงยังมีชีวิตอยู่!?”
ทันใดนั้น เสียงแหบพร่าอันเกรี้ยวกราดดังก้องทั่วโลกหล้า
มันคือโครงกระดูกเทพที่คืบคลานออกจากบึงกำลังส่งเสียงร้องออกมา
มันไม่มีเลือดเนื้อ กระดูกของมันแตกหัก แทบไม่เหลือเค้าโครงเดิมว่าโครงกระดูกเทพนี้เป็นผู้ชายตอนที่ยังมีชีวิต ในเบ้าตาที่ว่างเปล่าหนึ่งคู่ มีเพียงเปลวเพลิงสีดำเข้มไร้ชีวิตลุกโชนขึ้นมา!
จิตสังหารอันน่าสะพรึง จับจ้องมายังลั่วเทียนตูและซีหนิงผู้กำลังหลบหนีไกลออกมา ทำให้ทั้งคู่หวาดกลัว
“ไป!”
ลั่วเทียนตูพ่นลมออกจมูกอย่างเย็นชา สละดาบวิถีอันเปล่งประกาย ส่งมันฟาดฟันตัดผ่านท้องนภาอย่างเกรี้ยวกราด พลังเทพต้องห้ามแผ่ซ่านมาจากดาบวิถี จัดการกับการจับจ้องอันน่าสะพรึงของจิตสังหารในอึดใจเดียว
แต่โครงกระดูกเทพนั่นยังคงไล่ตามพวกเขามา!
มันฉีกความว่างเปล่า เคลื่อนย้ายตัวเอง ความเร็วเหลือเชื่อนัก
“ทำไมพวกเจ้ายังมีชีวิตอยู่!!”
โครงกระดูกเทพกรีดร้องอย่างเกรี้ยวกราด
ลั่วเทียนตูและซีหนิงไม่กล้าลังเลอีกต่อไป พวกเขาใช้ไพ่ตายทั้งหมดเพื่อหลบหนี
ก่อนหน้านั้น พวกเขาได้ลองดูแล้ว ต่อให้ใช้สมบัติเทพแห่งยุคสมัยก็ไม่สามารถต้านพลังของโครงกระดูกเทพได้ ทั้งยังทำให้เผชิญกับอันตรายที่ร้ายแรงกว่าเดิมอีกด้วย!
ดังนั้น ทั้งสองจึงไม่คิดต่อสู้แต่อย่างใด ตั้งมั่นเพียงหลบหนีอย่างสุดกำลังเท่านั้น!
“หากสายเต๋าซูมา อาจจะพอคลี่คลายภัยคุกคามจำนวนมากให้ได้”
ระหว่างทาง หัวใจของซีหนิงแทบหยุดเต้น
โครงกระดูกเทพเหล่านั้น ล้วนเป็นเศษซากของเทพหลังจากตายไปแล้ว บางที… พวกมันอาจถูกสะกดด้วยพลังแห่งวัฏสงสารได้!
ตอนอยู่ในซากวังมังกร ซีหนิงเคยเห็นมากับตาตัวเองว่าซูอี้ใช้พลังแห่งวัฏสงสารเพื่อสะกดและสังหารวิญญาณชั่วร้ายเหล่านั้น
ตอนพลังแห่งวัฏสงสารกวาดล้างวิญญาณชั่วร้ายเหล่านั้น มันช่างมีประโยชน์อย่างไม่น่าเชื่อ
แต่หลังจากนั้น ซีหนิงก็หยุดความคิดในใจ
นางรู้ดีว่าทันทีที่ลั่วเทียนตูเห็นซูอี้ จะต้องมีการต่อสู้นองเลือดระหว่างทั้งสองอย่างแน่นอน!
‘ไว้หาโอกาสทีหลังก็แล้วกัน’ ซีหนิงครุ่นคิดอย่างเงียบงัน
สถานที่ต้องห้ามนี้ มีชื่อว่า “บรรพพิภพสวรรค์เมิน”
ตามบันทึกโบราณของบรรพบุรุษนาง บรรพพิภพสวรรค์เมิน คืออนุสาวรีย์ที่หลงเหลือจากยุคก่อนแดนเซียน!!
บนธารนทีสายยาวแห่งยุค มีอารายธรรมยุคสมัยอยู่มากมาย อารายธรรมยุคสมัยหลายแห่งถูกทำลายนานแล้ว
เช่นเดียวกับกาลเวลาที่เปลี่ยนไป อารายธรรมของแต่ละยุคเกิดการเปลี่ยนแปลงอย่างต่อเนื่องเช่นกัน ทันทีที่เผชิญหน้ากับ ‘ภัยพิบัติยุคสมัย’ มันจะถูกทำลายจนสิ้น!
ก่อนการเกิดของอารายธรรมในยุคสมัยนี้ที่แดนเซียนตั้งอยู่ในปัจจุบัน กาลก่อนหน้านี้มันคือ ‘ยุควิญญาณยุทธ์’
แม้กระทั่งเทพก็ไม่รู้เกี่ยวกับ ‘ยุควิญญาณยุทธ์’ !
ร่องรอยทั้งหมดของ ‘ยุควิญญาณยุทธ์’ ถูกลบล้างไปจากธารนทีสายยาวแห่งยุคแล้ว
นี่เป็นเรื่องเหลือเชื่ออย่างไม่ต้องสงสัย
หากอยากลบล้างอารายธรรมแห่งยุคสมัยโดยสมบูรณ์ ร่องรอยทั้งหมดจะต้องถูกกวาดล้าง แม้กระทั่งเทพที่ทรงพลังที่สุดในโลกแห่งเทพยังไม่สามารถทำได้!!
แต่ ‘ยุควิญญาณยุทธ์’ กลับหายไปอย่างลึกลับ
ผู้คนเพียงทราบว่ามียุคแห่งอารายธรรมเช่นนั้นอยู่ แต่ไม่มีใครทราบว่า ยุคแห่งอารายธรรมนี้คงอยู่มานานเท่าไหร่ มีอดีตรุ่งโรจน์แบบไหน รวมถึงมันหายไปได้อย่างไร
ทุกสิ่งล้วนปกคลุมด้วยความลึกลับ เต็มไปด้วยข้อห้ามและสีสันที่ไม่รู้จัก
ส่วนสิ่งที่ซีหนิงและลั่วเทียนตูกำลังจะสำรวจในตอนนี้คือสถานที่ต้องห้ามที่ต้องสงสัยว่าจะข้องเกี่ยวกับ ‘ยุควิญญาณยุทธ์’ !
ในช่วงยุคแรกๆ ของแดนเซียน มันถูกระบุไว้ว่าเป็นอนุสาวรีย์ลึกลับในพื้นที่ต้องห้ามอันไม่เป็นที่ไม่รู้จัก!
น่าเสียดาย จนถึงตอนนี้ ทั้งคู่ได้อะไรไม่มากนัก
“แย่แล้ว สัตว์ประหลาดนั่นกำลังไล่ตามมา!”
ลั่วเทียนตูประหลาดใจ
โครงกระดูกเทพนี้น่าสะพรึงกว่าโครงกระดูกเทพตัวอื่นที่พวกเขาพบเจอมา ถึงแม้มันจะไม่มีสติ แต่ก็ยังเกรี้ยวกราด เกินกว่าความเข้าใจของโครงกระดูกเทพตัวอื่น!
ตูม!
แสงสว่างสีดำไร้ชีวิตฉีกกระชากท้องนภา หมายจะสังหารอย่างสุดกำลัง
ทว่าเพียงพริบตา ผนึกเจ็ดดาราที่ลอยอยู่ตรงหน้าซีหนิงล้วนสั่นสะท้าน ทั่วร่างได้รับผลกระทบ จนแทบจะกระเด็นออกไป
ในช่วงวิกฤติดังกล่าว ลั่วเทียนตูแผดเสียงคำรามก่อนกวัดแกว่งดาบเพื่อสังหารอีกฝ่าย
ปัง!!!
ปราณดาบไขว้ไปมา ในที่สุดก็สลายแสงสว่างสีดำไร้ชีวิต หลังจากนั้น ร่างของลั่วเทียนตูพลันสั่นสะท้านชั่วครู่ ดาบในมือสั่นไหว
ขณะที่อีกด้าน โครงกระดูกเทพถูกเล่นงานอย่างรุนแรง
“ทำไม! ทำไมพวกเจ้ายังมีชีวิตอยู่?”
โครงกระดูกเทพคล้ายกับบ้าคลั่ง ในดวงตาว่างเปล่า เปลวไฟสีดำทำการเคลื่อนไหวอย่างปั่นป่วน
ขณะคำราม อีกฝ่ายได้ทำการโจมตีไปด้วย ขยับมือกระดูกอันแตกหักฟาดผ่านอากาศธาตุ ส่งลั่วเทียนตูและซีหนิงกระเด็น
ออก
ต่อให้ใช้สมบัติเทพ ก็นับเป็นการยากที่จะต้านทานไหว!
“อาหนิง เจ้าไปก่อน! ข้าจะจัดการกับภูตผีตนนี้เอง!”
ลั่วเทียนตูพ่นลมออกจมูกอย่างเย็นชา ทั่วร่างเต็มไปด้วยแสงสว่าง ถือดาบไว้ในมือข้างหนึ่ง มีอีกข้างคว้ายันต์ลึกลับจำนวนหนึ่งกำมือไว้ ตรงเข้าสังหารโครงกระดูกเทพนั่น
ตูม!
โลกหล้าพังทลาย เปลวเพลิงเทพโหมกระหน่ำ
แต่แค่เพียงพริบตา……
ปัง!
ร่างของลั่วเทียนตูพลันกระเด็นกลับมาอย่างรุนแรง โลหิตไหลออกจากริมฝีปาก
โครงกระดูกเทพนั่นน่าสะพรึงนัก ไม่เพียงแค่พลังต่อสู้ร้ายกาจ แต่ยังไม่กลัวตายอีกด้วย ยันต์เทพเหล่านั้นที่ลั่วเทียนตูใช้ ทำให้โครงกระดูกเทพแตกสลายหลายแห่ง แต่ตัวมันกลับไม่สนใจเลย!
“อาหนิง ไปกันเถอะ!!”
ลั่วเทียนตูวิตก
เขาพบว่าไม่เพียงแค่ซีหนิงไม่ไปเท่านั้น แต่ตอนนี้ยังพบอีกว่า นางเข้าต่อสู้กับโครงกระดูกเทพอีกด้วย!
โดยไม่ลังเลแต่อย่างใด ลั่วเทียนตูพุ่งไปข้างหน้าอีกครา
พลังของทั้งสอง สามารถกำหราบและสังหารตัวตนระดับสุดลึกล้ำในโลกนี้ได้อย่างง่ายดาย
โครงกระดูกเทพตัวนั้นจึงถูกโจมตีอย่างหนัก กระดูกแตกหักจำนวนมากสลายไม่มีชิ้นดี
ทว่าสิ่งที่น่ากลัวก็คือโครงกระดูกเทพนี้ไม่ได้รู้สึกอะไร มันโจมตีอย่างเกรี้ยวกราด ไร้ความกลัวเกรง!!
หลังจากนั้น……
พวกเขาทั้งสองได้รับบาดเจ็บสาหัส ก่อนกระเด็นกลับไปอย่างแรง
“เหตุใด… พวกเจ้าจึงยังมีชีวิตอยู่!!?”
โครงกระดูกเทพคำรามอีกครั้ง ฟาดฝ่ามือมาทางซีหนิง
ลูกตาเปล่งประกายของซีหนิงหดลง ร่องรอยความสิ้นหวัง ตัดพ้อไร้ซึ่งพลังพลันก่อตัวขึ้นในใจ
โครงกระดูกเทพตัวนี้ คล้ายกับเป็นคนตายเน่าเปื่อย แต่ความจริงแล้วระดับพลังเทียบเท่ากับเทพที่แท้จริง!
“อาหนิง ซ่อนตัว!!”
เมื่อเห็นว่าชีวิตของซีหนิงแขวนอยู่บนเส้นด้าย ลั่วเทียนตูตกตะลึงจนหนังศีรษะชาด้าน ลูกตาแทบถลนออกมา ตัวคนพุ่งไปข้างหน้าพร้อมกรีดร้อง ไม่คำนึงถึงความปลอดภัยของตัวเองแต่อย่างใด ท่าทางคล้ายคนสิ้นหวัง
แต่ตอนนี้ มีใครบางคนที่เร็วกว่าลั่วเทียนตู
เคร้ง!
เสียงฟ้าร้องที่ทะลวงจนทำให้หินแตกร้าวได้ดังขึ้น
เห็นเพียงหอกยาวปรากฏขึ้น มันทะลวงท้องนภา พุ่งตรงเข้าศีรษะของโครงกระดูกเทพราวกับไม้ไผ่ปักกลางลำ
ปัง!!!
โครงกระดูกเทพแตกสลาย ไม่เหลือกระดูกแม้แต่นิดเดียว
มีเพียงหอกยาวที่ลอยอยู่ในความว่างเปล่า หัวหอกเปล่งแสงแวววาวออกมา
ซีหนิงตกตะลึง
ลั่วเทียนตูตกตะลึงเช่นกัน
โจมตีครั้งเดียวทำให้โครงกระดูกเทพแตกเลยหรือ?
ใครกัน ที่ทรงพลังถึงเพียงนี้?
ณ ความว่างเปล่าไกลออกไปพลันเกิดความปั่นป่วน มีร่างหนึ่งเดินเข้ามา
จากนั้นหอกยาวลอยขึ้น ก่อนถูกมือของร่างนั้นคว้าเอาไว้
ทั้งซีหนิงและลั่วเทียนตูเงยหน้าขึ้น พบว่าคนผู้นั้นเป็นผู้หญิง!
ชุดของอีกฝ่ายเรียบง่าย สวมเพียงชุดคลุมสีเทา ผ้าไหมสีน้ำเงินอ่อนถูกมัดเป็นหางม้าด้วยเชือกสีแดง สวมรองเท้าแตะฟาง
หน้าตาของนางปกคลุมด้วยหน้ากากทองแดง เผยดวงตาเย็นเยือกดุจน้ำแข็งที่เปล่งประกายราวกับดอกลาเวนเดอร์
นอกจากนั้น ทั่วทั้งร่างนางไม่มีเครื่องประดับอื่น หากทว่าตัวคนกลับสามารถยืนอยู่กับที่ได้ดังใจ ย่อมแสดงว่านางมีพลังสุดหยั่งคาดเป็นหนึ่งไม่มีสอง!
ผู้หญิงแบบนั้น มาที่นี่ได้ราวกับเป็นเจ้าโลก ไม่ต่างจากเทพีหอก น่าทึ่งยิ่งนัก
กลิ่นอายของหอกยาวสองฉื่อถูกหยุดไว้อย่างสมบูรณ์ หอกมีสีเทาอมน้ำเงิน เรียบง่ายไม่โดดเด่น ปรากฏลวดลายเต๋าลึกลับถูกสลักบนด้ามหอก คล้ายกับเครื่องหมายสวัสดิกะ ‘卍’ ของชาวพุทธ!
สวัสดิกะ ตัวแทนของวัฏจักรวนเวียนอย่างสมบูรณ์!
หากซูอี้อยู่ที่นี่ เขามองครั้งเดียวจะต้องจำได้อย่างแน่นอน ว่าผู้หญิงคนนี้ คือสตรีถือหอก!
บทที่ 1,905 คันฉ่องเทพไตรภพ
ทวยเทพ… ตนหนึ่งงั้นหรือ?
ทั้งซีหนิงและลั่วเทียนตูตกตะลึง
กลิ่นอายของสตรีถือหอกคลุมเครือยิ่ง ทำให้ผู้คนไม่สามารถรับรู้การฝึกฝนของนางได้
แต่เป็นเพราะการโจมตีก่อนหน้านี้ของนาง ตัดสินจากพลังต่อสู้ในการระเบิดสังหารโครงกระดูกเทพได้ในคราเดียว นางจึงถูกกำหนดให้เทียบเท่ากับตัวตนขอบเขตมหาศาล!
“ภูตผีตนนี้ถึงเวลาหลับใหลได้แล้ว”
สตรีถือหอกชำเลืองมองพวกเขาสองคนด้วยดวงตาสีม่วง จากนั้นมองสมบัติในมือ
ผนึกเต๋าที่หมุนเวียนด้วยดวงประกายแห่งดวงดาว
ดาบวิถีที่ส่องแสงเจิดจ้า!
“สมบัติเทพล้ำค่า ดูท่าว่าคนที่หนุนหลังพวกเจ้า จะเป็นเทพสินะ ให้ข้าดูหน่อย”
สตรีถือหอกคล้ายกับสนใจยิ่ง ก่อนยกมือขึ้น
ซู่! ซู่!
ผนึกเต๋าและดาบวิถีลอยออกจากมือของพวกเขาตามลำดับ
นี่ทำให้ทั้งซีหนิงและลั่วเทียนตูประหลาดใจ
ผู้หญิงคนนี้เป็นตัวตนน่าสะพรึงแบบไหนกัน?
“วิธีการหลอมสังเวยไม่ได้แย่อะไร สามารถมองออกได้ว่า เจ้าของสมบัติเทพสองชิ้นนี้น่าจะเป็นเทพชั้นสูงเก่งกล้า”
สตรีถือหอกออกความเห็นอย่างไม่ใส่ใจว่า “น่าเสียดาย ด้วยรากฐานการฝึกฝนของพวกเจ้า จึงเป็นไปไม่ได้ที่จะสำแดงพลังที่แท้จริงของสมบัติสองชิ้นนี้”
ขณะพูด นางยกมือขึ้นแล้วขว้างออกไป ส่งสมบัติสองชิ้นกลับสู่มือของเจ้าของเดิม
ทั้งซีหนิงและลั่วเทียนตูต่างถอนหายใจด้วยความโล่งอก
ลั่วเทียนตูประสานมือเพื่อทำความเคารพแล้วกล่าวว่า “ก่อนหน้านี้ ต้องขอบคุณผู้อาวุโสที่ให้การช่วยเหลือ ข้าน้อยลั่วเทียนตู มาจากตระกูลลั่วโบราณในโลกแห่งเทพ ข้าขอบังอาจถามนามผู้อาวุโสได้หรือไม่?”
สตรีถือหอกเลี่ยงตอบคำถาม เพียงกล่าวว่า “เหตุที่ข้าช่วยพวกเจ้าล้วนเป็นเพราะสะดวกใจที่จะทำเท่านั้น อีกอย่าง ข้าอยากใช้โอกาสนี้เพื่อถามพวกเจ้าหนึ่งอย่าง”
“ผู้อาวุโสเชิญว่ามา” ลั่วเทียนตูกล่าว
“‘สหายเต๋าซู’ ที่พวกเจ้าพูดก่อนหน้านี้คือใคร?”
ทั้งซีหนิงและลั่วเทียนตูต่างตกตะลึง ก่อนตระหนักได้ว่าตอนที่อยู่ข้างบึง พวกเขาถูกสตรีถือหอกลึกลับตรงหน้าลอบฟังบทสนทนาเข้าแล้ว!
หลังจากสงบลงแล้ว ซีหนิงจึงเริ่มพูดก่อนว่า “เรียนผู้อาวุโสตามตรง เรื่องที่พวกข้าคุยกัน สหายเต๋าซูที่ว่าก็คือซูอี้”
ดวงตาของสตรีถือหอกพลันแปลกประหลาด พึมพำว่า “เป็นเขาจริงด้วย!”
มีร่องรอยความรำคาญในน้ำเสียง
ดวงตาเป็นประกายของซีหนิงหรี่เล็กน้อยในพลัน ก่อนเผยความตกตะลึง
หรือว่า ซูอี้จะเป็นศัตรูกับสตรีถือหอกผู้นี้?
ลั่วเทียนตูประหลาดใจเช่นกัน
ตัวตนทรงพลังเช่นนี้มาเพื่อกำหราบและสังหารซูอี้เหมือนกันงั้นหรือ?
“ข่าวสารที่บันทึกไว้ในแผ่หยกของเจ้า ขอข้าดูหน่อย”
สตรีถือหอกพลันกล่าวขึ้น
แท้ที่ซีหนิงคิดอยากปฏิเสธ ทว่าหลังจากครุ่นคิดแล้ว รายละเอียดของข่าวได้แพร่งพรายไปทั่วแดนเซียน จึงไม่มีอันใดต้องปกปิด ดังนั้นนางจึงส่งมอบมันออกไป
สตรีถือหอกเมินพวกเขาสองคนทันที ก่อนถือแผ่นหยกแล้วมองพวกมันด้วยความสนใจยิ่ง
บางครั้งจะมีประโยคความเห็นเชิงเหยียดหยันหนึ่งถึงสองประโยคดังขึ้น
“โห แบบนั้นเองหรือ?”
“แค่ฆ่าทวยเทพและขี้ข้ารับใช้ระดับสุดลึกล้ำได้ ไม่ควรค่าที่จะพูดถึงหรอก”
“ฝูเทียนอีเป็นบุตรแห่งสวรรค์แบบใดกัน? เขาก็แค่หมูตัวหนึ่ง ทำไมฆ่าคนแซ่ซูนี่ไม่ได้?”
“เจตจำนงของทวยเทพหรือ? มองปราดเดียวมันก็แค่คนโง่เขลา เป็นเพียงหมากที่ใช้แล้วทิ้ง หากเทพทรงพลังเหล่านั้นสามารถแทรกแซงเหตุการณ์ของแดนเซียนได้ พวกเขาคงลงมือก่อนหน้านี้ไปแล้ว เหตุใดจึงต้องรอจนถึงตอนนี้ด้วย?”
ทันใดนั้น สตรีถือหอกขมวดคิ้ว ถามว่า “ในแผ่นหยกนี้ เหตุใดจึงไม่บันทึกถึงวิธีที่คนแซ่ซูคลายการหยุดชะงักด้วยเล่า?”
ซีหนิงตอบว่า “พลังของเทพนั้นยิ่งใหญ่ ไม่สามารถมองใกล้ๆ ได้ ผู้แข็งแกร่งที่ปรากฏตัวในตอนนั้นล้วนตกตะลึง ไม่มีใครรู้ว่าเกิดอันใดขึ้นในตอนนั้น”
สตรีถือหอกพลันกล่าวโหออกมาคล้ายกับผิดหวัง บอกกล่าวกับตัวเองว่า “ข้าไม่เจอเพียงไม่กี่ปี คนแซ่ซูผู้นี้ทรงพลังขนาดนั้นเชียวหรือ?”
ทั้งซีหนิงและลั่วเทียนตูมองหน้ากัน ล้วนตกอยู่ในความเงียบ
สตรีถือหอกยกมือขึ้นคืนแผ่นหยกให้ซีหนิง ถามว่า “พวกเจ้ามีวิธีติดต่อกับซูอี้ผู้นี้หรือไม่?”
หัวใจของซีหนิงสั่นสะท้านและถามว่า “ผู้อาวุโสอยากทำอะไรหรือ?”
“สู้กับเขา”
สตรีถือหอกตอบโดยไม่คิดว่า “หากไม่ต่อสู้ ก็จะไม่มีโอกาสในแดนเซียนอีกแล้ว”
ซีหนิงส่ายหน้าแล้วกล่าวว่า “โทษที ข้าทำไม่ได้”
ในใจของลั่วเทียนตูรู้สึกเสียวซ่านเล็กน้อย อาหนิงเป็นห่วงซูอี้จริงๆ นางไม่ลังเลที่จะทำเพื่อเขา แม้แต่การหลอกหลวงเทพผู้ทรงพลังยังกล้าทำ!
“ทำไม่ได้หรือไม่อยากทำกันแน่?” สตรีถือหอกถาม
ซีหนิงเม้มริมฝีปากแล้วตอบว่า “ผู้อาวุโสช่วยข้าไว้ ข้าไม่กล้าโกหกเด็ดขาด ต่อให้ข้าทำได้ ข้าจะไม่ยอมให้สหายเต๋าซูต้องตายเด็ดขาด”
น้ำเสียงสงบแต่หนักแน่น
สตรีถือหอกจ้องซีหนิงด้วยดวงตาสีม่วง ไม่ว่ากล่าวอันใด
บรรยากาศพลันหดหู่ขึ้นมา
หัวใจของลั่วเทียนตูบีบรัดขึ้นมา รีบกล่าวว่า “ผู้อาวุโสใจเย็นก่อน ตอนนี้ซูอี้โด่งดังไปทั่วโลกหล้า เขาคล้ายกับอยู่จุดสูงสุดของตาพายุ จึงไม่ใช่เรื่องยากที่จะตามหาเขา”
ซีหนิงส่งสายตาเย็นชาไปทางลั่วเทียนตู
สีหน้าบึ้งตึงนั่นทำให้หัวใจของลั่วเทียนตูดิ่งวูบ เขาฝืนยิ้มพลางอธิบายว่า “ข้าไม่โกหกผู้อาวุโส ซูอี้กับข้าเป็นศัตรูคู่อาฆาต ไม่ช้าก็เร็วพวกเราจะต้องต่อสู้แลกชีวิต และหากผู้อาวุโสเชื่อใจ เช่นนั้นก็มอบหมายเรื่องนี้ให้ข้าจัดการเอง”
ซีหนิงยังคงเงียบ
นางมองออกว่า ลั่วเทียนตูกำลังช่วยนางอยู่
“คนที่ข้าอยากเก็บกวาด เหตุใดเจ้าต้องเข้ามาก้าวก่ายด้วย?”
สตรีถือหอกส่ายหน้า “เอาล่ะ พวกเจ้าไปได้แล้ว อย่าอยู่ที่นี่นานจะดีกว่า หาไม่แล้ว ข้าอาจจะไม่สามารถช่วยเจ้าได้ในครั้งหน้า”
เมื่อกล่าวจบ ร่างของนางวูบไหว หายไปจากอากาศธาตุ
หลังจากนั้น ทั้งซีหนิงและลั่วเทียนตูรู้สึกโล่งอก
สตรีถือหอกผู้นั้นน่าหวาดกลัว แค่ยืนอยู่เฉยๆ ก็กดดันพวกเขาได้มากแล้ว!
ไม่ต่างจากการพบเทพ!
ความจริง ในสายตาของทั้งสอง พวกเขาคาดเดาเอาไว้แล้วว่าสตรีถือหอกคือทวยเทพ!
พวกเขาแค่ไม่รู้ว่ารากฐานการฝึกฝนของอีกฝ่ายคือเท่าไหร่
“น่าแปลก ผู้อาวุโสคือเทพ หากแต่ไม่ถูกผูกมัดโดยกฎเกณฑ์และลำดับ สามารถมาที่แดนเซียนได้งั้นหรือ?” ลั่วเทียนอูประหลาดใจยิ่ง
ซีหนิงสับสนเช่นกัน
หากสามารถมาแดนเซียนได้ ตัวตนยักษ์ใหญ่น่าสะพรึงจำนวนมากในโลกแห่งเทพจะทำเพียงแค่มองจนถึงตอนนี้หรือ?
“ในโลกนี้ มีหลายสิ่งที่พวกเจ้ายังไม่รู้”
ทันใดนั้น เสียงหนึ่งดังขึ้น
เป็นสตรีถือหอกที่กลับมา!
ทันใดนั้น ลั่วเทียนตูรู้พลันรู้สึกตึงเครียดอยู่ในใจ นินทาเทพลับหลังเช่นนี้ ไม่ต่างจากการกระทำผิด!
“จู่ๆ ข้านึกอะไรขึ้นมาได้”
สตรีถือหอกกล่าว ดวงตาสีม่วงหนึ่งคู่พลันมองซีหนิง “เจ้ามาจากตระกูลซีโบราณงั้นหรือ?”
“ใช่แล้ว”
ซีหนิงพยักหน้า
สตรีถือหอกมีสายตาอ่อนลง ทันใดนั้นยกมือขึ้นแล้วสะบัดออกไป เผยให้เห็นคันฉ่องทองแดง “นี่คือวัตถุศักดิ์สิทธิ์ ถูกขัดเกลาจากศิลาเวียนไตรภพด้วยสมบัติชิ้นนี้ มันสามารถเผยความลับของชีวิตผู้คนได้ เจ้าอยากลองหรือไม่?”
ซีหนิงประหลาดใจทันที กระทั่งไม่อยากเชื่อหูตัวเอง “หรือว่าผู้อาวุโสเห็นบางสิ่งจากข้าน้อย?”
ตั้งแต่ที่นางเกิดมา มีความลึกลับซ่อนเร้นอยู่ในต้นกำเนิดของนาง อีกอย่าง นางครอบครองพลังที่แม้แต่เทพก็ไม่สามารถตรวจจับและอนุมานได้!
นางเคยสนทนาเรื่องนี้กับซูอี้แล้วเพื่อพยายามหาความจริงผ่านบันทึกผลกรรม
แต่ในท้ายที่สุด แม้แต่บันทึกผลกรรมก็ไม่สามารถให้คำตอบได้!
และตอนนี้ สตรีถือหอกผู้บังเอิญได้พบกันคล้ายกับเข้าใจประเด็นนี้ จนถึงขั้นหยิบยื่นวัตถุศักดิ์สิทธิ์เพื่อช่วยนางคลี่คลายความลับให้!
เรื่องนี้จะไม่ทำให้ซีหนิงประหลาดใจได้อย่างไร?
“ข้ามองเห็นความลึกลับเพียงเล็กน้อย แต่ไม่สามารถมองเห็นสิ่งอื่นได้”
สตรีถือหอกตอบ ก่อนโยนคันฉ่องทองแดงให้ซีหนิง “ถ้าเจ้าไม่รังเกียจ จะลองดูหน่อยก็ได้ เจ้าเพียงต้องถ่ายพลังจิตวิญญาณเข้าไปในสมบัติชิ้นนี้”
ลั่วเทียนตูอดที่จะกล่าวไม่ได้ว่า “ผู้อาวุโส ถ้าท่านทำแบบนี้ ท่านจะได้รับผลย้อนกลับหรือไม่?”
สตรีถือหอกอดที่จะพ่นลมออกจมูกอย่างเย็นชาไม่ได้ “เจ้าคิดว่าด้วยพละกำลังของข้า จะโดนทำร้ายโดยใครบางคนที่ด้อยกว่าตัวเองงั้นหรือ?”
ลั่วเทียนตูเงียบทันที
ซีหนิงลังเลสักพัก จากนั้นจึงตอบตกลง
นางกระตือรือร้นที่จะรู้คำตอบเช่นกัน!
วิ้ง!
ขณะตรวจสอบพลังจิตวิญญาณที่ถ่ายเข้าไปในคันฉ่องทองแดง ฉากอันเหลือเชื่อก็ได้ปรากฏขึ้น คันฉ่องพลันถูกปกคลุมด้วยบรรยากาศปั่นป่วนหนาแน่นราวกลุ่มควัน มีความผันแปรอย่างต่อเนื่อง
ในคันฉ่อง คล้ายกับมีโลกลึกลับเปิดออกมา ในไม่ช้า แม่น้ำสายยาวกว้างใหญ่ไหลผ่านความว่างเปล่า คลื่นสาดซัด ฉากแปลกประหลาดสะดุดตานับไม่ถ้วนสะท้อนออกมา
มองเพียงปราดเดียว ลั่วเทียนตูพลันเสียสติในทันที ราวกับว่าเขาอยู่ในภวังค์ของแม่น้ำสายยาว เป็นแหนที่ไม่โดดเด่น ถูกห้อมล้อมด้วยคลื่นที่ถาโถม ลอยล่องไปตามคลื่นโดยไม่รู้ตัว คลื่นแห่งความสิ้นหวัง อับจนหนทาง รวมถึงความรู้สึกลังเลพวยพุ่งขึ้นมา
ทันใดนั้น ลั่วเทียนอูตกตะลึงจนอดที่จะส่งเสียงออกมาไม่ได้ ขณะพยายามดิ้นรนขัดขืน
ปัง!
มือเรียวสีขาวหยกตบบ่าเขา
ทันใดนั้น ลั่วเทียนตูพลันได้สติขึ้นมา
อิทธิพลอันน่าสะพรึงที่มีต่อจิตวิญญาณและสภาพจิตใจหายไปราวกับคลื่น แต่สีหน้าของเขายังคงซีดเซียว ชุดเปียกโชกไปด้วยเหงื่อเย็น
หลังจากนั้นเจ้าตัวถึงได้เห็นว่าคนที่ช่วยตนในยามวิกฤติคือสตรีถือหอก
“หากเจ้ายังไม่กลายเป็นเทพ การพยายามไขปริศนาความลึกลับของธารนทีสายยาวแห่งโชคชะตามีแต่ตายสถานเดียวเท่านั้น”
สตรีถือหอกกล่าวอย่างสงบ
ธารนทีแห่งโชคชะตา!!
หัวใจของลั่วเทียนตูสั่นสะท้าน หนังศีรษะชาด้าน
เขาเคยได้ยินเทพในตระกูลตนพูดอยู่บ้างว่า ในตำนานโบราณ เหนือธารนทีสายยาวของยุคนั้นมีธารนทีสายยาวแห่งโชคชะตาที่ทวยเทพระบุว่าเป็นสถานที่ต้องห้าม!
ตั้งแต่อดีตจนถึงปัจจุบัน ยักษ์อันน่าสะพรึงจำนวนมากในโลกแห่งเทพพยายามสำรวจธารนทีสายยาวแห่งโชคชะตาหลายครั้ง แต่แทบไม่มีใครสามารถทำได้!
ธารนทีสายยาวแห่งโชคชะตาไม่มีตัวตนราวกับเป็นตำนาน เต็มไปด้วยสีสันที่ไม่รู้จักและลึกลับ
สตรีถือหอกกล่าวว่า สิ่งที่สะท้อนในคันฉ่องทองแดงที่ถูกหลอมโดยศิลาเวียนไตรภพคือธารนทีสายยาวแห่งโชคชะตา ลั่วเทียนอูจึงแทบตกตะลึงตาค้าง!!
นี่… คือความจริงงั้นหรือ?
แม้กระทั่งทวยเทพยังไม่สามารถตามหาเจอได้จนนับว่าเป็นสถานที่ต้องห้าม แต่เขาเพิ่งเห็นมันด้วยตาตัวเองงั้นหรือ?
ปัง!
เมื่อลั่วเทียนตูกำลังสั่นสะท้าน บางสิ่งก็เกิดขึ้น
ฉากที่สะท้อนในคันฉ่องทองแดง พลันแตกสลายทลายลงมา คันฉ่องทองแดงทั้งบานส่งเสียงร้องก่อนสั่นไหวอย่างรุนแรง
ส่วนซีหนิงครวญคราง สายตาของนางสับสน ใบหน้างดงามเต็มไปด้วยความประหลาดใจ
เมื่อมองสตรีถือหอกอีกครั้ง เห็นได้ชัดว่าอีกฝ่ายตกตะลึงกับฉากนี้เช่นกัน สายตาเต็มไปด้วยความประหลาดใจ ถามว่า “ความลับในตัวเจ้า แม้แต่ ‘คันฉ่องเทพไตรภพ’ ยังมองไม่เห็นงั้นหรือ? หรือว่า โชคชะตาของเจ้าถูกตระเตรียมโดยผู้อื่นกันแน่?”
“ใครกันที่มีความสามารถยิ่งใหญ่จนถึงขั้นทำแบบนี้ได้?”
“หรือว่าจะเป็นตัวตนเหนือธารนทีสายยาวแห่งโชคชะตา?”
“เป็นไปไม่ได้! จะต้องมีความลึกลับอีกอย่างในนี้แน่ แต่ว่า…”
…ผ่านไปสักพัก สตรีถือหอกตกตะลึงอยู่กับที่ เห็นได้ชัดว่าสับสนและงุนงงกับสิ่งนี้
เมื่อเห็นนางเป็นเช่นนี้ ทั้งซีหนิงและลั่วเทียนตูประหลาดใจอย่างสมบูรณ์
เพราะมันเกินกว่าความรู้ของพวกเขา เกินกว่าจะทำความเข้าใจได้!!