บันทึกตำนานราชันอหังการ [ 剑道第一仙 ] - บทที่ 1911-1915
บทที่ 1,911 ซากแห่งยุคสมัยเก่าก่อน
ยามวจีดาบกึกก้อง เสียงของเฟิงอู๋จี้พลันเงียบหาย
หางตาของเขาจับภาพได้ว่า เหนือหัวของซูอี้ มีดาบบินยาวหกชุ่นเล่มหนึ่งฟาดฟันบนเวหา
โดยไม่รีรอให้เขาทันไหวตัว!
ตู้ม!
ปราณดาบฮุ่นตุ้นฟาดลงสู่แผนที่สองลักษณ์ซึ่งลอยเหนือศีรษะ ส่งผลให้มันสั่นสะท้านรุนแรง สึกยุบเป็นรอย
เฟิงอู๋จี้เองก็พลอยรับผลกระทบ ร่างสั่นสะท้านรุนแรง
เขาแค่นเสียงเย็นเยียบ รัศมีปีศาจสีดำสาดส่องบนร่างอย่างแรงกล้า มือชูขึ้นโคจรพลังของแผนที่สองลักษณ์อย่างเต็มสามารถ
วูบ!
สมบัติลับอันดับสี่แห่งฮุ่นตุ้นฉาบเคลือบด้วยหมอกฮุ่นตุ้น เผยอำนาจน่าสะพรึงกลัวสลายปราณดาบนั้นไปในทันที
“ไม่น่าเล่า บันทึกผลกรรมจึงบอกว่าในด้านการป้องกันของเก้าความลับแห่งจักรวาล แผนที่สองลักษณ์นับเป็นที่สุด”
ซูอี้อดประหลาดใจมิได้
เขาออกดาบโจมตีด้วยคิดว่าจะทำให้อีกฝ่ายสั่นคลอนได้
ทว่าผลลัพธ์ก็คือ แผนที่สองลักษณ์สามารถรับไว้ได้
“ซูอี้ ข้าไม่คิดเลยว่าคนเช่นเจ้าก็ลอบโจมตีได้เช่นกัน” เฟิงอู๋จี้รำพึง แม้บนใบหน้าจะมีรอยยิ้ม ทว่าสีหน้ากลับเปี่ยมประชดประชัน
“ดีกว่าใช้ชีวิตผู้อื่นมาข่มขู่แล้วกัน”
ซูอี้ลงมืออีกครั้งขณะกล่าวด้วยน้ำเสียงเฉยชา
ตู้ม!
เขาก้าวไปเบื้องหน้า ดาบกระหน่ำฟาดฟัน ปราณดาบฮุ่นตุ้นโปรยจากนภาดุจห่าฝนหนาแน่นเข้าใส่เฟิงอู๋จี้
เสียงกระทบกระแทกสนั่นลั่นโสต
ซูอี้และเฟิงอู๋จี้ประชันกันอย่างดุเดือด
ทว่าสถานการณ์ระหว่างทั้งสองก็ชัดเจน
การโจมตีของซูอี้กระหน่ำโหมเยี่ยงวายุ ทรงพลังแข็งแกร่ง ปราณดาบหนาแน่นแผ่ทั่วท้องนภา ทำให้แผนที่สองลักษณ์สั่นสะท้านคร่ำครวญไม่ขาดสาย
เฟิงอู๋จี้แทบจะต้องตั้งรับฝ่ายเดียว
ดุจเต่าหดหัว ทำได้เพียงปล่อยให้วิกฤติผ่านไปเอง
ยิ่งกว่านั้น ทุกครายามแผนที่สองลักษณ์ถูกโจมตี ตัวคนก็จะได้รับผลกระทบ เลือดลมปั่นป่วนในกายทุกหนไป อึดอัดเสียจนแทบกระอักเลือด
“คนแซ่ซู! หากยังไม่หยุดอีก อย่าโทษข้าที่เสียมารยาทนะ!!”
เฟิงอู๋จี้ตวาดลั่น ดวงตาเจือความบ้าคลั่ง
ทว่าซูอี้กลับเมินเฉย
ขณะเดียวกัน ระหว่างดาบฟาดฟัน เขาก็ยิ่งไร้ความเกรงใจ ใช้บันทึกผลกรรมกระหน่ำทุบตีใส่แผนที่สองลักษณ์เสียจนแทบไม่อาจรับไหว
‘เจ้าสี่แผนที่ เจ้าควรรีบหนีไปซ่อนเสีย! ไม่ว่าเจ้าจะแกร่งเพียงไร มีหรือจะเป็นคู่มือเจ้าสามดาบไหว?’
‘และคนแซ่ซูนี่ก็แสนโหดเหี้ยม เขามิสนหรอกว่าเจ้าจะคุ้มกันแข็งแกร่งเพียงไร หากเจ้าขวางทางเขา เจ้าจะต้องรับผลกระทบไม่มากก็น้อยแน่!’
‘เร็วเข้า!’
‘หรือเจ้าจะเปลี่ยนนาย ถูกเจ้านั่นครอบครองไปแล้ว?’
……บันทึกผลกรรมกล่าวเร่งอย่างร้อนใจ แผ่อำนาจผลกรรมสีแดงสด พยายามติดต่อกับแผนที่สองลักษณ์ครั้งแล้วครั้งเล่า
ทว่าก็ไร้การตอบกลับ
“พอแล้ว!”
ทันใดนั้น เฟิงอู๋จี้ก็ตวาดลั่น ใบหน้าซึ่งปกติแย้มยิ้มสว่างไสวแปรเปลี่ยนเป็นดำคล้ำ “เจ้ากล้าสู้กับข้าโดยไม่ใช้วัตถุภายนอกหรือไม่?”
เขาแสนอัดอั้นใจ คิดว่าตนถูกซูอี้เอาชนะในศึกดวลสมบัติ
“ได้สิ”
ซูอี้หยุดมือทันที
เฟิงอู๋จี้แสยะยิ้ม “ทว่าหากข้าฆ่าเจ้าเสียยามนี้ ใครเล่าจะไปหาทองมารอมตะมาให้ข้า?”
ว่าแล้ว ร่างคนก็วูบไหว เพิ่มระยะห่างระหว่างทั้งสอง
ซูอี้ “……”
ชายหนุ่มไม่คาดเลยว่าตัวตนโหดเหี้ยมไร้เทียมทานอย่างจักรพรรดิปิศาจโลกอลหม่านเฟิงอู๋จี้จะล่าถอย
ไกลออกไป รอยยิ้มเจิดจรัสปรากฏขึ้นบนใบหน้าเฟิงอู๋จี้อีกครั้ง “เรื่องสำคัญที่สุดคือข้าไม่ได้สนใจจะฆ่าเจ้าเหมือนบุตรและบุตรีแห่งสวรรค์คนอื่นๆ แน่นอน หากเจ้ารนหาที่ หลังเจ้านำทองมารอมตะออกจากอนุสรณ์สถานต่อต้านมารได้ ข้ารับปากว่าจะช่วยสงเคราะห์ให้เจ้าเอง!”
ซูอี้กล่าวอย่างเฉยชา “ลูกผู้ชายกระทำการตามวาจา แต่เจ้ากลับถือวาจาเป็นเยี่ยงผายลม ยามนี้ข้าเชื่อคนเช่นเจ้ามิได้หรอก”
สีหน้าของเฟิงอู๋จี้ดูยากเข้าใจ
ซูอี้พลันกล่าวขึ้นว่า “มอบเคล็ดวิชาเปิดผนึกขวดหยกให้ข้า แล้วข้าจะรับปากเข้าไปอนุสรณ์สถานต่อต้านมารให้”
เฟิงอู๋จี้แค่นยิ้มเยาะ “เจ้าคิดว่าข้าจะเชื่อหรือ?”
ซูอี้กล่าว “ในแดนเซียนนี้ แม้จะเป็นผู้เกลียดข้าเข้ากระดูกดำ แต่ก็ไร้ผู้ใดครหาข้าด้วยประเด็นการ ‘รักษาวาจา’ สี่คำนี้ได้ หากเจ้าสืบเรื่องของข้ามาก่อน เจ้าก็น่าจะรู้”
เฟิงอู๋จี้เงียบไป
ครู่ต่อมา เขาพลันทอดถอนใจ “เชื่อแล้วก็ได้”
เขาสะบัดแขน ม้วนหยกชิ้นหนึ่งทะยานออกหาซูอี้ในอากาศ “เคล็ดวิชาอยู่นี่ เจ้าตรวจดูได้เลย”
ซูอี้จ้องมองเฟิงอู๋จี้อย่างลึกล้ำ กล่าวขึ้นว่า “เจ้าควรดีใจที่หนนี้ไม่ได้ใช้หนิงซิ่วมาขู่ แต่เลือกส่งม้วนหยกมา”
ว่าแล้ว ชายหนุ่มก็หันหลังทะยานสู่รอยแตกมโหฬารบนท้องนภาห่างออกไป
เฟิงอู๋จี้อดกล่าวมิได้ว่า “ไฉนเจ้าจึงไม่ตรวจสอบม้วนหยกนั่น?”
“เจ้าไม่กล้าโกหกข้าหรอก เว้นแต่เจ้าจะไม่ต้องการทองมารอมตะนั่นอีก”
วาจายังไม่ทันสิ้น ร่างของซูอี้ก็หายวับไป
ทิ้งให้เฟิงอู๋จี้ยืนนิ่งกับที่
ดวงตาของเขาวูบไหวประหนึ่งประสบปัญหายิ่งใหญ่เข้า
จนเนิ่นนานจากนั้น เจ้าตัวก็นำเมล็ดแตงโมกำหนึ่งออกมากรอกใส่ปาก ทว่าเห็นได้ชัดว่ายังกระวนกระวายใจอยู่เล็กน้อย ไม่ได้แทะกินเมล็ดแตงโมอย่างรวดเร็วเช่นก่อนอีกต่อไป
“ว่าแล้วเชียว ท่านบรรพชนกล่าวไว้ถูกต้อง แม้ซูอี้ผู้นี้จะเป็นร่างเวียนวัฏของหลี่ฝูโหยว ปรมาจารย์ดาบแห่งเขาซากวิญญาณ แต่การวางตัวของเขาก็ยังห่างไกลเกินผู้ใดเทียบชั้น……”
เฟิงอู๋จี้พึมพำในใจ
เขาอดนึกถึงวาจาของบรรพชนตนขึ้นมิได้ ‘เมื่อเจ้าเผชิญกับร่างเวียนวัฏของหลี่ฝูโหยว ต้องระวังตนให้จงหนัก อยู่เฉยดูเชิง อย่าได้ผลีผลาม!’
เท่าที่เฟิงอู๋จี้ทราบ เมื่อนานมาแล้ว บรรพชนของเขาเสียหายร้ายแรงด้วยมือหลี่ฝูโหยว! เป็นบทเรียนอันเจ็บปวดที่ไม่อาจลบล้างได้ชั่วชีวิต!
……
ถ้ำสวรรค์เทพร่ำไห้
เขตหวงห้ามอันตรายซึ่งเปี่ยมปริศนา
หวังเย่เคยเข้ามาที่นี่ก่อนยุคอวสานเซียนเยี่ยมเยือน ทว่าก็ถูกหายนะเทพร้ายแรงสกัดขวางจนต้องล่าถอย
และจากวาจาของเฟิงอู๋จี้ อนุสรณ์สถานต่อต้านมารอันบรรจุทองมารอมตะอยู่นั้นก็ตั้งอยู่ ณ ถ้ำสวรรค์เทพร่ำไห้!
“ไฉนที่นี่จึงเป็นเหมือนแดนดินเอกเทศจากแดนเซียน ดุจแดนร้างอันถูกวิถีสวรรค์ทอดทิ้งเช่นนี้กัน……”
เมื่อเขาเข้ามาในถ้ำสวรรค์เทพร่ำไห้ สิ่งที่ปรากฏในคลองจักษุของซูอี้ก็คือโลกหล้าอันเหี่ยวเฉาพังทลาย เปี่ยมบรรยากาศเวิ้งว้างไร้ชีวิต
แห้งแล้ง
ไร้ชีวิตใด
เมื่อกวาดสายตาสำรวจรอบๆ กระทั่งท้องนภาก็ดูราวทลายแหลกไปเนิ่นนาน ดาราจักรเวิ้งว้างมืดหม่นดุจสุญตา มีอุกกาบาตรูปทรงพิกลลอยล่องทั่วไปหมด
บนผืนพิภพ วายุหวีดหวิว ฝุ่นควันพัดพริ้วเยี่ยงภูตผีคร่ำครวญ
สิ่งที่ทำให้ซูอี้ตกตะลึงสูงสุดก็คือ เขาไม่อาจสัมผัสอำนาจกฎสวรรค์แดนเซียนที่นี่ได้เลย!!
เพราะเหตุนี้ ชายหนุ่มจึงสงสัยว่าฟ้าดินถิ่นนี้น่าจะเป็นเอกเทศจากแดนเซียน และน่าจะเป็นโลกภูมิอันถูกกฎสวรรค์แดนเซียนทอดทิ้ง!
ทันใดนั้น อสนีบาตสีเทาสายหนึ่งพลันปรากฏ ฟาดฟันเข้าใส่ซูอี้อย่างดุดันจากอากาศธาตุ
เปรี้ยง!!
ซูอี้ยกมือขึ้นกัน แต่ไม่คาดเลยว่าอสนีบาตสีเทานั้นจะแสนประหลาดน่าสะพรึงกลัว มันทะลวงผ่านฝ่ามือของเขา กระทั่งอำนาจคุ้มกายยังแหลกสลายอย่างง่ายดาย
ณ ยามคับขันนี้ ซูอี้จึงใช้บันทึกผลกรรมขวางมันแทน!
เปรี๊ยะ!
ประกายแสงสีเทาแตกกระเจิง ส่งประกายไฟทั่วทุกทิศทาง
บันทึกผลกรรมสั่นสะท้าน ทว่าหนนี้มันไม่ได้ก่นด่าผรุสวาทอย่างหาได้ยาก มันดูจะตรวจจับบางสิ่งได้ และเปิดออกเผยข้อความบนหน้ากระดาษ
‘ที่นี่มันบ้าอันใดกัน ยังมีเค้าปราณหายนะแห่งยุคสมัยอยู่เลยหรือ!?’
ซูอี้อดใจสะท้านมิได้
หายนะแห่งยุคสมัย!!
นี่คือหายนะอันร้ายกาจสูงสุด เพียงพอถล่มอารยธรรมแห่งหนึ่งยุคสมัยลงได้ แม้แต่เทพผู้สูงส่งปกครองกฎบัญญัติแห่งยุคสมัยยังไม่อาจต้านทานและถูกสังหารลงสิ้นซากได้!
ทุกครายามหายนะแห่งยุคสมัยปรากฏ มันหมายความว่ายุคสมัยจะถึงกาลผันเปลี่ยน อารยธรรมยุคสมัยเดิมจะพังทลาย ปรากฏอารยธรรมแห่งยุคสมัยใหม่ขึ้นท่ามกลางความโกลาหล
แต่ใครเล่าจะกล้าคาดคิดว่าในถ้ำสวรรค์เทพร่ำไห้ ณ ส่วนลึกของทะเลเป่ยหมิงแห่งแดนเซียนจะยังมีปราณหายนะแห่งยุคสมัยหลงเหลือ?
นี่ไม่ได้หมายความว่าแดนดินรกร้างอันถูกทอดทิ้งนี้มาจากอารยธรรมยุคสมัยบางแห่งก่อนบังเกิดแดนเซียนหรือ?
‘จบเห่แล้ว! เจ้าระวังตัวด้วย หากถูกอสนีบาตอันบรรจุเสี้ยวปราณหายนะแห่งยุคสมัยบ่อยเข้า เป็นข้าก็มอดม้วยได้เช่นกัน!’
บันทึกผลกรรมประหวั่นพรั่นพรึงอย่างเห็นได้ชัด
“มันก็แค่เสี้ยวปราณเล็กจ้อยน่า หากเป็นหายนะแห่งยุคสมัยของแท้ เจ้าคงสิ้นไปเนิ่นนานแล้ว”
ซูอี้กล่าวเรียบๆ
แต่ถึงกล่าวเช่นนั้น หัวใจของเขาเองก็ครั่นคร้าม
บุตรแห่งสวรรค์ไร้เทียมทานเฟิงอู๋จี้จากโลกแห่งเทพรู้ถึงสภาพอันน่าสะพรึงกลัวของสถานที่นี้มาแต่เนิ่นนาน จึงมิกล้าเข้ามาด้วยตนเอง!
เมื่อคิดเช่นนี้ หัวใจของซูอี้พลันเต้นกระตุก
หากเป็นเช่นนั้น เฟิงอู๋จี้จะแน่ใจได้เช่นไรว่าหากเข้ามาที่นี่ ตัวเขาจะสามารถช่วยอีกฝ่ายหาทองมารอมตะได้?
เพราะอำนาจวัฏสงสารในมือเขาหรือ?
หรือเพราะสองสมบัติลับแห่งฮุ่นตุ้น ดาบเคียงประชิดและบันทึกผลกรรม?
หรืออีกฝ่ายก็แค่คิดลวงตนมาฆ่า?
ขณะครุ่นคิด ซูอี้ก็เริ่มลงมือแล้ว เขามุ่งหน้าสู่ส่วนลึกแห่งโลกหล้าอันไร้ชีวิต
ระหว่างทาง รอบข้างมีแต่ปราณมรณะ หนาวยะเยือกเวิ้งว้าง
ไม่มีกฎสวรรค์วิถีเซียนอยู่ ความคิดจึงรังแต่จะหดหู่ลง แรงกดดันเพิ่มพูนรุนแรง
ที่นี่ไม่มีกฎสวรรค์วิถีเซียนอยู่ หมายความว่าไม่อาจใช้อำนาจกฎสวรรค์ตามใจคะนึงได้!
และเมื่อวิถีเต๋าเหือดแห้ง ชายหนุ่มก็จะแห้งตายประหนึ่งมัจฉาพ้นวารี!
ซูอี้มีโอสถเซียนอยู่กับตัวมากมาย ในชั่วกาลอันสั้นนี้ เขาจึงไม่ต้องห่วงกับปัญหาดังกล่าว
แต่หากติดอยู่ที่นี่นานๆ เข้า……
ผลลัพธ์ก็ไม่อาจคาดคิดได้จริงแท้!
ฉัวะ!
หลังเดินทางไปได้ไม่ถึงครึ่งเสี้ยวชั่วยาม เหตุแปรผันก็ปรากฏขึ้นอีกคราจากสุญตาอันห่างไกล
หนนี้ อสนีบาตสีเทาปรากฏขึ้นมากกว่าสิบสาย บ้างยาวเพียงฉื่อ บ้างยาวเป็นสิบจั้ง เปี่ยมรัศมีร้ายกาจอันตรายยิ่งนัก
ทันทีที่ปรากฏ พวกมันก็ทะยานเข้าใส่ซูอี้อย่างพร้อมเพรียง
บันทึกผลกรรมพุ่งตัวพยายามหนีอย่างตื่นตระหนก
ทว่าสุดท้ายมันก็ถูกซูอี้คว้าบังไว้ตรงหน้าเช่นโล่ ขณะที่ใช้อำนาจดาบเจืออำนาจวัฏสงสารกวาดออกทั่วทศทิศ
ตู้ม!
พิรุณดาบฮุ่นตุ้นอันยิ่งใหญ่กวาดแผ่รัศมี แปรเปลี่ยนเป็นทะเลทุกข์อันโอฬาร คล้ายดั่งสามารถจมโลกทั้งใบลงเบื้องใต้ได้
อสนีบาตสีเทาทั้งหลายถูกกลบจมลงไปทันที
ทว่าอสนีบาตเหล่านี้ต่างพยายามดิ้นรนทะยานหนี เผยปราณร้ายกาจกวนทะเลทุกข์ปั่นป่วน จนจวนเจียนจะแหลกสลาย
อสนีบาตสีเทาทั้งหลายไม่อาจสลัดหลุด ถูกอำนาจวัฏสงสารในทะเลทุกข์อันกว้างไกลกร่อนสิ้น!!
‘แม้แต่ปราณหายนะแห่งยุคสมัย วัฏสงสารก็สลายได้หรือ?’
บันทึกผลกรรมตกตะลึง
แววตาของซูอี้เองก็แปรเปลี่ยน
บทที่ 1,912 ศึกเทพ
หายนะแห่งยุคสมัยร้ายกาจพอทำลายอารยธรรมในหนึ่งยุคสมัยลงได้!
แต่มันก็ถูกอำนาจวัฏสงสารสลายได้เช่นกัน!!
นี่เป็นเรื่องที่ซูอี้ไม่เคยรู้มาก่อน
ชั่วขณะนั้น หัวใจของชายหนุ่มสั่นไหว ความคิดมากมายต่างผุดขึ้นมา
ทวยเทพไม่อาจทนให้มีวัฏสงสารอยู่ เพราะวัฏสงสารนั้นสามารถริบกฎเกณฑ์แห่งยุคสมัยในมือของพวกเขา และปลดพวกเขาร่วงหล่นคืนมลทินได้
แต่หากไร้ความแค้นต่อกัน ไฉนทวยเทพต้องล่าสังหารผู้ครองวัฏสงสารด้วย?
ต้องทราบว่าตระกูลหนิงโบราณของซีหนิงก็หาพัวพันในการไล่ล่าเขาไม่
และจากวาจาของซีหนิงเช่นกัน เทพในโลกแห่งเทพไม่ได้เหนียวแน่นเป็นปึกแผ่น แต่แบ่งเป็นฝ่ายต่างๆ
กล่าวคือ ‘ทวยเทพ’ ซึ่งไม่ยอมให้มีวัฏสงสารอยู่นั้นเป็นเพียงบางส่วน ไม่ใช่ทวยเทพทั้งมวล!
นอกจากนั้นยังมีหลักฐานอีกชิ้น
นั่นคือหลี่ฝูโหยวผู้เป็นชาติที่ห้าของเขา และอดีตชาติอีกชาติหนึ่งล้วนตกตายด้วยมือเทพ ทว่าอดีตชาติทั้งสองก็มีสหายรักของตนเป็นกลุ่มก้อนเช่นกัน!
หนึ่งในนั้นก็คือลั่วเหยาผู้ปรากฏบนธารนทีสายยาวแห่งมิติเวลา ที่ครั้งหนึ่งเคยช่วยเขาขจัดอำนาจเจตจำนงของพุทธเจ้าแผดตะเกียง และเรียกซูอี้เป็น ‘พี่ชายร่วมวิถี’ !!
นี่หมายความว่าไม่ใช่ทวยเทพทั้งหมดมิอาจทานทนวัฏสงสาร
และเมื่อได้เข้าใจว่าอำนาจวัฏสงสารสามารถสลายปราณหายนะแห่งยุคสมัยได้ในยามนี้ หัวใจของเขาก็อดไม่ได้ที่จะคิดถึงสิ่งหนึ่งขึ้นมา
เหตุผลที่ทวยเทพกลุ่มไม่อาจทนให้มีวัฏสงสารอยู่นั้น ก็เพราะพวกเขาเป็นศัตรูคู่อาฆาตของอดีตชาติทั้งสอง
แต่ที่สำคัญที่สุดคือพวกเขาน่าจะหมายตาวัฏสงสารอยู่ และเฝ้าฝันจะครอบครองอำนาจมหาวิถีร้ายแรงเช่นนี้!!
เมื่อลองคิดดูแล้ว อำนาจมหาวิถีที่ไม่เพียงสามารถสยบปราบและริบอำนาจเทพ แต่ยังสามารถสลายหายนะแห่งยุคสมัยได้ เทพใดเล่าจะมิวาดหวังครอบครอง?
‘กาลก่อน ข้าคิดว่าวัฏสงสารนั้นร้ายกาจเกินไป เป็นภัยต่อตำแหน่งของทวยเทพเหนือสรวง แต่ดูเหมือนเรื่องราวในตอนนี้จะมิได้ง่ายดายเช่นนั้น……’
ซูอี้กล่าวในใจ
‘คนแซ่ซู ไม่สิ เทพซู! ข้าเจ้าหกหนังสือตัดสินใจแล้ว ข้าจะขอติดตามท่านชั่วชีวิต พร้อมบุกน้ำลุยไฟทำทุกสิ่งเพื่อรับใช้!’
บันทึกผลกรรมแสนตื่นเต้น ข้อความบรรจงราวมังกรเหินหงส์ระเริงปรากฏขึ้นบนหน้ากระดาษ
“เทพซู?”
แววตาของซูอี้แปลกพิกลระคนขบขัน
‘ถูกต้อง แม้จะยังมิใช่เทพ แต่ก็เป็นตัวตนประหนึ่งเทพแล้ว ข้ายกย่องท่านเป็นเทพก็ย่อมเหมาะสมแน่นอน!’
บันทึกผลกรรมว่า ‘เพราะถึงอย่างไร สมบัติลับแห่งฮุ่นตุ้นอันทรงพลังเช่นข้าต่างก็เกรงกลัวหายนะแห่งยุคสมัย แต่ในสายตาเทพซู… มันช่างเล็กจ้อยเหลือเกิน!’
เมื่อเห็นบันทึกผลกรรมซึ่งเคยทำตัวซังกะตายผรุสวาทมิเลือกหน้าแปรเปลี่ยนมาเป็นระริกระรี้ ซูอี้ก็รู้สึกขนลุกเล็กน้อย
“ไร้ยางอาย”
ชายหนุ่มออกความเห็นอย่างเดียดฉันท์ เก็บบันทึกผลกรรมไปแล้วเดินหน้าต่อ
ระหว่างทาง อสนีบาตสีเทาอันบรรจุปราณหายนะแห่งยุคสมัยจะโจมตีเข้ามาเป็นระยะ
ทว่าพวกมันก็ถูกสลายไปโดยอำนาจวัฏสงสารอย่างไร้ข้อยกเว้น
สิ่งนี้ทำให้เขาเปี่ยมไปด้วยอารมณ์ยินดี
หากทัศนาจารย์ หวังเย่ และหลี่ฝูโหยวควบคุมอำนาจวัฏสงสารได้ มีหรือพวกเขาจะหยุดนิ่งพบทางตันบนวิถีเต๋าจนต้องเวียนวัฏฝึกฝนใหม่?
และยามนี้เองที่ซูอี้ตระหนักได้ว่าการที่เขาสามารถควบคุมวัฏสงสารได้ในชาตินี้หาใช่บังเอิญ แต่เป็นชะตาอันถูกกำหนดไว้ล่วงหน้า!
ว่าแล้วชายหนุ่มก็พลันหวนนึกถึงยามที่เขาพบนักดาบที่ต้องสงสัยจะเป็นชาติแรกของเขาบนธารนทีสายยาวแห่งโชคชะตาขึ้นมาอีกครั้ง
ยามนั้น……
ที่ด้ามดาบเก้าคุมขัง มุมหนึ่งของธารนทีแห่งโชคชะตาก็ถูกเปิดเผย
จากนั้นร่างหนึ่งก็ปรากฏขึ้นเหนือธารแห่งโชคชะตานั้น
ร่างนั้นเยื้องย่างเหนือคลื่นธาร ปล่อยให้กระแสแห่งกาลเวลาแปรเปลี่ยนโลกหล้า ทว่าไม่อาจสะท้านสะเทือนถึงตัวอีกฝ่ายได้แม้แต่น้อย
ตัวคนมั่นคงเยี่ยงหินผา ยืนตระหง่านท่ามกลางธารแห่งชะตา! ให้ความรู้สึกยืนยง เป็นนิรันดร์ ไร้อสงไขย
ยามนั้น นักดาบลึกลับเคยกล่าวไว้ว่า
“ยามเจ้าประจักษ์แก่สัจธรรมอันเป็นนิรันดร์ ทำความเข้าใจกฎเกณฑ์แห่งโชคชะตาได้ เจ้าจะยืนอยู่เหนือหมื่นวิถี สูงส่งกว่าการแปรเปลี่ยนแห่งโลกา พานพบความวิเศษล้ำแห่งการผันผ่านของเวลา และจะได้ประสบเคล็ดแห่งการผันแปรยุคสมัย!”
นอกจากนี้อีกฝ่ายยังเคยพูดเกี่ยวกับการฝึกดาบแสวงวัฏสงสาร เยื้องย่างเหนือการแปรเปลี่ยนแห่งยุคสมัย แต่ก็ยังไม่อาจพานพบ
เลิศล้ำไร้เทียมทานในโลกหล้า ถือตนเป็นคู่ต่อสู้ และก็พบว่าการก้าวข้ามตนเองที่เสาะแสวงนั้น ต้องเริ่มจากวัฏสงสาร!
และการพบพานของเขากับซูอี้ได้ถูกกำหนดไว้มาตั้งนานแล้ว
เพราะผู้เข้าใจในวัฏสงสารสามารถเห็นมุมหนึ่งของชะตากรรม และทำให้ทั้งสองฝ่ายพบหน้า!
ยามนั้น ซูอี้ตัดสินว่านักดาบลึกลับเหนือธารนทีสายยาวแห่งยุคสมัยนั้นคือชาติแรกของเขา!
และเขาก็ได้รับเคล็ดพลังเวิ้งลึกล้ำมาจากธารนทีสายยาวแห่งโชคชะตาเช่นกัน!
โชคร้ายที่เขาไม่ทราบตัวตนแท้จริงของชาติแรก
อีกฝ่ายกล่าวเพียงว่า ยามตนมีอำนาจพอจะก้าวข้ามตนในภายภาคหน้า เขาจะทราบทุกสิ่งเอง
ยามนั้น ซูอี้ได้แต่เอ่ยถามอย่างเคร่งขรึมว่าไฉนผู้ครองวัฏสงสารต้องเป็นเขา!
และนักดาบลึกลับก็ตอบกลับอย่างมีความนัย
“เลขเก้าคือจุดสูงสุด ยามเกิดใหม่ ข้าเริ่มเดินทางค้นหาวิถีที่สูงกว่า และเจ้าคือผู้เดียวที่ได้พบเคล็ดเวียนวัฏสงสาร เหมือนเช่นเก้าเวียนสู่หนึ่ง ทุกสิ่งหวนคืนสู่จุดเริ่มต้น วัฏสงสารก่อกำเนิดในปรภพ!”
เมื่อระลึกวาจาเหล่านี้ขึ้นมาและจดจำได้ว่าเขาก็สามารถเดินเหนือธารนทีสายยาวแห่งโชคชะตาได้เช่นชาติแรก ทำให้หัวใจของซูอี้ปั่นป่วนอย่างช่วยมิได้
ยามก่อน วิถีของเขาแค่ระดับทั่วไป!
ยามเข้าใจอย่างถ่องแท้ ซูอี้ก็ประจักษ์ว่าการพบพานครั้งก่อนแทรกสอดปริศนาไว้มากมายยิ่ง!!
ยิ่งฝึกฝนสูงเท่าไร ประสบการณ์กว้างไกล ยิ่งตระหนักรู้ว่าชาติแรกเป็นตัวตนที่น่าสะพรึงกลัวเพียงใด
แต่ตัวตนน่าสะพรึงกลัวเช่นนั้นกลับเลือกเวียนวัฏฝึกฝนใหม่ ถือตนเองเป็นศัตรู เพียงเพื่อแสวงหาวิถีเคลื่อนขอบเขต!
‘ข้าไม่รู้ตัวด้วยซ้ำว่าก่อนเริ่มวัฏจักรเวียนวัฏ ข้าจะทรงพลังเพียงนั้น……’
ซูอี้ลอบรำพึงในใจ
ทันใดนั้น ห่างออกไปแสนไกลก็เกิดเสียงต่อสู้สะท้านแดนดิน ซึ่งได้ปลุกซูอี้ขึ้นจากภวังค์สมาธิ
เขาเงยหน้าขึ้นมอง และพบว่าห่างออกไปใต้ท้องนภามีพิรุณแสงสีเลือดพร่างพรม อัสนีดังก้อง มหาศึกกำลังดำเนินอยู่
ผู้ดำเนินศึกอันดุเดือดดนั้นเป็นเทพกลุ่มหนึ่ง!!
หนึ่งเป็นชายร่างสูงใหญ่กำยำในชุดเกราะ ถือหอกศึก หนึ่งการโจมตีล่มดารา สรรพสิ่งแหลกสลาย รัศมีเทพเรืองรองเจิดจ้าสู้เก้าชั้นสรวง
หนึ่งเป็นสตรีขี่วิหคศักดิ์สิทธิ์ ในมือถือขวดสมบัติอันสาดซัดเพลิงศักดิ์สิทธิ์พรรณรายทั่วนภา แผดเผาทั่วดาราจักร
หนึ่งเทพมารสูงหมื่นจั้งอันเปี่ยมฤทธิ์ยิ่งใหญ่ เพียงคำรามหนึ่งหน ฟ้าดินก็สลาย สรรพสิ่งรวนเรสิ้นครรลอง
และยังมีนักพรตผู้ดูเยาว์วัยอีกผู้หนึ่งกางม้วนภาพออก เผยอำนาจกวาดมิติเวลาทั่วทศทิศ ขยี้จักรวาลมลายสูญ!!
……ปราณของตัวตนอันน่าสะพรึงกลัวเหล่านั้นล้วนทรงพลังพอจะทำให้ผู้คนสั่นเทิ้ม
ทว่าพวกเขาล้วนได้รับบาดเจ็บ!
นอกจากนั้นบาดแผลยังทวีความร้ายแรงขึ้นตามกาล!
เพราะคู่ต่อสู้ของพวกเขาเป็นมหาหายนะอันก่อเกิดจากสุญตา พัฒนาเป็นเมฆาหายนะสีเทา สาดซัดอสนีบาตหายนะไม่รู้จบ!
ทัณฑ์อสนีบาตนั้นเป็นเช่นน้ำตก พรั่งพรูไม่ขาดสาย แม้เทพผู้มีวิชาแก่กล้าขยี้เวหาจะทุ่มสุดกำลังเพื่อต่อสู้ พวกเขาก็ล้วนต้องทัณฑ์อสนีบาตอย่างเลี่ยงไม่ได้!!!
มันน่าสะพรึงกลัวเกินไป เพียงมองจากไกลๆ หัวใจของซูอี้ก็สั่นสะท้าน สันหลังเย็นวาบแล้ว
ไฉนที่นี่จึงยังมีสงครามระหว่างทวยเทพกับหายนะเทพอยู่?
ไม่สิ นั่นมิใช่หายนะเทพ แต่เป็นหายนะแห่งยุคสมัยชัดๆ!!
ขณะคิดถึงตรงนี้เอง……
ตู้ม!
เสียงกึกก้องกัมปนาททั่วทั้งจักรวาล ซูอี้ตกตะลึงจนแทบหัวใจหยุดเต้น
ในสายตาของเขา ศึกระหว่างเทพกับหายนะแห่งยุคสมัยนั้นล้วนแปรเปลี่ยนสลายหายไปในฟ้าดิน
รอบทิศหวนคืนสู่ความวังเวง ว่างเปล่าเย็นยะเยือก
มีเพียงวายุคร่ำครวญดุจเทพเทวากำสรวลสะท้อนทั่วทั้งฟ้าดิน
มิต้องสงสัยเลยว่าสิ่งที่เขาเห็นเมื่อครู่คือภาพมายา!!
บางที ศึกเทพอันทรงพลังนั้นอาจเกิดขึ้นจริง ทว่า… นั่นย่อมเป็นเรื่องของยุคสมัยเก่าก่อน หาใช่ปัจจุบันไม่!
เรื่องนี้อนุมานได้จากการบังเกิดหายนะแห่งยุคสมัย
เพราะถึงอย่างไร หากหายนะแห่งยุคสมัยเกิดขึ้น อารยธรรมในหนึ่งยุคสมัยก็ย่อมต้องหายสาบสูญ
กระทั่งเทพยังไร้กำลังต่อต้าน!!
“เมืองผีถิ่นนี้ต้องเป็นซากโบราณจากยุคสมัยเก่าก่อนเป็นแน่”
ซูอี้แน่ใจมากขึ้นเรื่อยๆ
ขณะเดียวกัน ร่องรอยความฉงนใจก็ปรากฏขึ้น
ไฉนบุตรแห่งสวรรค์อย่างเฟิงอู๋จี้จึงรู้ดีกว่าผู้อยู่ในแดนเซียนแต่กาลเดิม ยังมีซากโบราณจากยุคสมัยก่อนซุกซ่อนใน ‘ถ้ำสวรรค์เทพร่ำไห้’ เช่นนี้?
และซีหนิงเองก็เคยพูดไว้ว่านางจะเสาะหาปริศนาอันยิ่งใหญ่ ณ ช่วงเริ่มต้นแดนเซียนกับลั่วเทียนตู หรือมันจะเกี่ยวข้องกับซากโบราณแห่งยุคสมัยเก่าก่อน?
หากเป็นเช่นนั้น ไม่ได้หมายความว่า นอกจากบุตรและบุตรีแห่งสวรรค์เหล่านั้นวางแผนจะชิงโอกาสบรรลุเทพและฆ่าเขา อีกฝ่ายยังแบกรับภารกิจสำรวจปริศนาแห่งยุคสมัยเก่าก่อนอีกด้วย?
“หลังออกจากที่นี่ ต้องไปคุยกับซีหนิงเสียหน่อยแล้ว บางทีอาจได้คำตอบบ้างก็เป็นได้”
ซูอี้ครุ่นคิดขณะเดินต่อ
หือ?
ทันใดนั้น ดวงตาของเขาก็หรี่ลง
เขาพบว่าในฟ้าดินไกลออกไป ปรากฏแสงทองเรื่อเรืองขึ้นสายหนึ่ง ทะยานตรงสู่นภา รัศมีเจิดจรัส ให้บรรยากาศยืนยงตราบนิรันดร์
ทว่าเพียงพริบตา แสงทองสายนั้นก็หายไป
สิ่งนี้กระตุ้นความสนใจของซูอี้ จากนั้นเขาก็มุ่งหน้าไปยังจุดที่แสงทองสายนี้พุ่งออกมาทันที
ยิ่งกว่านั้น ชายหนุ่มยังเห็นแล้วว่าจุดที่แสงทองนั้นทะยานขึ้นไปคือ บริเวณที่เกิดศึกเทพมายาขึ้นเมื่อครู่!
ไม่นานนัก ชายหนุ่มก็พบที่มาของแสงทองดังกล่าว……
เศษสมบัติชิ้นหนึ่งถูกทิ้งจมกองฝุ่นอยู่บนพื้น!
มันมีขนาดเท่าฝ่ามือ ดำสนิทเป็นประกาย จมทรายไปครึ่งหนึ่งเฉกเช่นเศษเหล็ก
เมื่อเขาเข้าไปใกล้ ทันใดนั้น เศษสมบัติอันดูไร้ความพิเศษนั้นก็เปล่งแสงสีทองทะยานสู่กลางหาว ย้อมท้องนภารอบข้างในระยะหมื่นจั้งให้กลายเป็นสีทองอร่าม
พริ้งพรายเกินประมาณ!
หัวใจของซูอี้ตกตะลึง
หรือนี่จะเป็นทองมารอมตะ?
เขานำแผนที่ลับที่เฟิงอู๋จี้ให้ไว้ออกมา บนนั้นมีภาพทองมารอมตะวาดไว้ แม้รูปลักษณ์จะแตกต่างกัน แต่มันก็เผยสีทองอันศักดิ์สิทธิ์ออกมา!
หลังจากเปรียบเทียบคร่าวๆ ซูอี้ก็แน่ใจว่าเศษสมบัติดังกล่าวต้องมีทองมารอมตะอยู่แน่ๆ!
จากนั้นเขาจึงเก็บแผนที่ลับไป แล้วนำดาบเคียงประชิดกับบันทึกผลกรรมออกมา หลังเตรียมตัวเสร็จเรียบร้อย เขาก็เอื้อมคว้าเศษสมบัติบนพื้นที่อยู่ห่างออกไป
วูบ!
เศษสมบัติสั่นสะท้าน ทะยานขึ้นสู่เวหา
ทว่าขณะที่มันกำลังจะพุ่งเข้าสู่มือของซูอี้ เศษสมบัติชิ้นนั้นพลันแปรเปลี่ยน!
บทที่ 1,913 เทพพิบัติ
เศษสมบัติครวญวจีสั่นเทิ้ม แผ่ม่านหมอกปราณมรณะออกมา
ม่านตาของซูอี้หดตัว ร่างของเขาล่าถอยอย่างรวดเร็ว
ยามสัมผัสได้ถึงอันตรายถึงตาย เขาก็เลือกทิ้งเศษสมบัตินั้นไปอย่างเด็ดเดี่ยว
แต่เหตุการณ์พลิกผันก็บังเกิดขึ้นแล้ว
ตู้ม!
ปราณมรณะดำทะมึนทะยานขึ้น ควบรวมเป็นร่างของบุคคลหนึ่ง
คนคนนั้นสวมชุดเกราะ ถือหอกศึก มีรูปร่างสูงใหญ่กำยำ!
รอบกายเขามีนิมิตดวงดาราโปรยปรายนับไม่ถ้วน และยังมีซากบรรพต แดนดินสีเลือดที่ล่มสลาย
เพียงแรกพบเจอ อีกฝ่ายก็เป็นดั่งอัสนีขยี้เวหา ร้ายกาจแลน่าสะพรึงกลัว!
ซูอี้เคยพบมาก่อนชายร่างสูงใหญ่ถือหอกศึกผู้นี้!
เขาคือเทพผู้ปรากฏในศึกเทพมายาเมื่อครู่ เพียงหนึ่งโจมตี ดาราก็สลายหาย สรรพสิ่งสิ้นสภาพ!!!
“นี่……”
ชายหนุ่มสูดหายใจเฮือก
นี่คือ… เสี้ยววิญญาณของบุคคลผู้ทรงพลังเยี่ยงเทพผู้นั้นหรือ?
หรือจะเป็นร่างเจตจำนงกัน?
ก่อนเขาจะทันได้เข้าใจ ชายร่างสูงใหญ่ในชุดเกราะก็เชิดหน้าขึ้นกู่คำรามยาวสู่นภากาศ
ตู้ม!
ฟ้าดินสั่นสะท้าน สุญญะทั่วทศทิศล้วนแต่ระเบิดออก
แก้วหูของซูอี้เจ็บแปลบ วิญญาณสะท้านสะเทือน
สิ่งนี้ทำให้สีหน้าของชายหนุ่มพลันแปรเปลี่ยนเป็นเคร่งขรึม
สัตว์ประหลาดแบบใดกันเพียงหนึ่งวจีก็ร้ายกาจเพียงนี้แล้วหรือ?
โดยไม่รีรอให้เขาเข้าใจ ชายร่างสูงใหญ่ในชุดเกราะก็ฟาดฟันหอกศึกในมือเข้าใส่อย่างดุร้าย
“ตาย!”
อีกฝ่ายคำรามลั่นราวอสนีบาตคำรน ปราณมรณะทมิฬทึบแผ่ทั่วทั้งกายและนภา
และยามเขาตวัดหอกศึกในมือ ดวงดารานับไม่ถ้วนพลันปรากฏขึ้น พุ่งกระแทกเข้าใส่ซูอี้
เปรี้ยง!
ฟ้าดินถิ่นนั้นดูราวพังทลาย
เพียงหนึ่งโจมตีนี้ ร่างของซูอี้ก็ปลิวกระเด็น
บันทึกผลกรรมสั่นสะท้านรุนแรง ข้อความหนึ่งปรากฏขึ้นบนหน้ากระดาษ ‘เทพพิบัติ! คนผู้นั้นเป็นสัตว์ประหลาดอันแปรเปลี่ยนจากความยึดติดและกรรมหลังเทวาสิ้นสลาย!’
‘จำวิญญาณร้ายในซากวังมังกรได้หรือไม่? คนเหล่านั้นคือสัตว์ประหลาดที่แปรเปลี่ยนหลังตกตายจากอุปสรรคผลกรรม!’
‘และเทพพิบัติก็คล้ายๆ วิญญาณร้าย ความแตกต่างมีเพียงเทพพิบัตินั้นน่าสะพรึงกลัวกว่าวิญญาณร้ายหลายขุม!’
‘จากปราณกับความแข็งแกร่งของคนผู้นี้ ข้าเกรงว่าก่อนตาย เขาจะเป็นเทพสงครามอันเลิศล้ำ!!’
‘อีกทั้งเขายังมีปราณหายนะแห่งยุคสมัยอยู่กับตัว ข้าจึงไม่อาจช่วยเจ้าได้มาก หาไม่ ข้าแย่แน่ๆ!’
บันทึกผลกรรมดูตื่นกลัวอย่างเห็นได้ชัด
เทพพิบัติ?
ซูอี้เช็ดคราบเลือดที่มุมปากออกไป
สรุปคือ ชายร่างสูงใหญ่ในชุดเกราะผู้นี้ก่อนตกตาย น่าจะเป็นเทพจากยุคสมัยเก่าก่อน!
เปรี้ยง!
ก่อนที่เขาจะทันได้ครุ่นคิดต่อ ชายร่างสูงใหญ่ในชุดเกราะก็โจมตีอีกครั้ง หอกศึกในมือทะยานผ่านนภา หมู่ดาราสารพันโปรยปรายเยี่ยงพายุฝน
ปราณมรณะพลุ่งพล่าน ทลายท้องนภาจนแหลกสลาย
อำนาจเทพยิ่งใหญ่เช่นนี้น่าเกรงขามเกินไป จนบุตรและบุตรีไร้เทียมทานแห่งสวรรค์มิอาจเทียบเคียงได้
“ขึ้น!”
ซูอี้เร่งดาบเคียงประชิด วิถีเต๋าระดับมหายุทธ์ขั้นสมบูรณ์โคจรสุดกำลัง ไร้การปิดบังใดๆ
ภาวะดาบจากร่างสูงใหญ่ของเขาทะยานเวหา บรรจบท้องนภา โลกเร้นลับมหาวิถีสะท้อนเบื้องหลัง ลึกล้ำเยี่ยงมหาเวิ้งโอฬาร เคล็ดมหาวิถีสารพัดพลุ่งพล่าน
จิตวิญญาณทั่วทั้งร่างเดือดพล่านเยี่ยงเตาหลอมฟ้าดิน
“สับ!”
พริบตาต่อมา ซูอี้ก็ใช้กฎวัฏสงสารเรียกใช้ ‘วงล้อดาบหกวิถี’
เปรี้ยง!!!
เสียงกระทบกระแทกสนั่นลั่นทั่วฟ้าดิน ปราณดาบพลุ่งพล่าน ปราณมรณะดำทมิฬเคลื่อนกระโชก โลกหล้าอันแห้งแล้งดูจะพังทลายลง
ซูอี้ถูกฟาดกระเด็นไปอีกหน
ขณะที่อีกฝ่ายนั้น นอกจากปราณมรณะในร่างจะถดถอยเล็กน้อย เขาก็แทบไร้รอยขีดข่วนใด ยังคงดุร้ายอหังการเช่นกาลก่อน!
“แข็งแกร่งเพียงนี้เชียวหรือ?” ซูอี้ขมวดคิ้ว
การโจมตีเมื่อครู่ของเขากอปรกับอำนาจของดาบเคียงประชิด เพียงพอจะสังหารบุตรแห่งสวรรค์อย่างฝูเทียนอีได้ง่ายๆ
แต่ไม่คิดเลยว่าแม้แต่จะสั่นคลอนเทพภัยพิบัติยังแสนยากเย็น!
กระทั่งดาบเคียงประชิดยังถูกผลกระทบ สั่นสะท้านตามไปด้วย
เปรี้ยง!
ชายร่างสูงใหญ่ในชุดเกราะเหวี่ยงหอกศึกโจมตีอีกครั้ง
ดุจพายุทมิฬแหวกนภา ทุกที่ที่มันผ่านล้วนแหลกสลาย มวลดารามหาศาลร่วงหล่นด้วยทุกการตวัดเหวี่ยงหอกศึกในมือ
ดุจเทพสงครามแท้จริง!
ซูอี้สูดหายใจลึกๆ และหยุดโจมตี
เขาเร่งใช้อำนาจพฤกษาหมื่นภูมิ ร่างวูบไหวเยี่ยงประกายแสงผลุบโผล่ในชั่วพริบตา โจมตีจากจุดต่างๆ รอบตัวชายร่างสูงใหญ่ในชุดเกราะ
และทุกคราที่โจมตีก็ล้วนดุดันรวดเร็วเยี่ยงพายุ
วิเวกเร็วพลัน
ทะเลทุกข์อับปาง
ยามบุปผาสุดวิถีผลิบาน
วงล้อดาบหกวิถี
ชีวันละล่อง ใดเล่าจะช่วย!
ห้าวิชาสังหารที่รวมอยู่ในภาวะดาบวัฏสงสารถูกเขาใช้ออกมาอย่างเต็มที่
ชั่วขณะนั้น ประหนึ่งโลกแห่งวัฏสงสารได้ปรากฏขึ้น ปราณดาบอันน่าสะพรึงกลัวพัฒนาเป็นภาพลึกลับตระการตาเช่นกรมหกวิถี สะพานไน่เหอ แม่น้ำหลงลืม ทะเลทุกข์และเส้นทางสุดวิถี
แต่แม้จะเป็นเช่นนั้น ซูอี้ก็ยังถูกฟาดกระเด็นอยู่ดี
เทพพิบัตินั้นน่าสะพรึงกลัวยิ่ง!
เลิศล้ำกว่าศัตรูคู่อาฆาตคนใดตลอดชั่วชีวิตนี้ของซูอี้!
ทว่าชายหนุ่มเองก็ตระหนักได้จากการต่อสู้สุดแรงอย่างต่อเนื่องนี้เช่นกันว่า ปราณดาบอันบรรจุอำนาจวัฏสงสารกำลังสลายปราณมรณะหนาแน่นซึ่งปกคลุมคู่ต่อสู้ของอีกฝ่ายอยู่อย่างต่อเนื่อง!!!
ต้องทราบว่าร่างของเทพพิบัตินั้นปกคลุมด้วยปราณมรณะดำทมิฬ และเจือปราณหายนะแห่งยุคสมัย
มันย่อมเป็นการพิสูจน์ว่าอำนาจวัฏสงสารสามารถสะกดและสลายหายนะแห่งยุคสมัยได้!
“ฆ่า!”
ชายร่างสูงใหญ่ในชุดเกราะดุร้าย และไร้ประสาทรับรู้ความเจ็บปวดโดยสิ้นเชิง
ซูอี้เองก็ทิ้งความคิดฟุ้งซ่าน โรมรันอย่างสุดกำลัง
เขาได้รับบาดเจ็บต่อเนื่อง โลหิตเปรอะเปื้อนอาภรณ์
และปราณมรณะสีดำที่ปกคลุมรอบกายชายร่างสูงใหญ่ในชุดเกราะก็ถูกลิดรอนอย่างต่อเนื่องเช่นกัน ร่างของเขาค่อยๆ เลือนราง
ครึ่งชั่วยามต่อมา
ซูอี้ผู้โชกเลือดบาดเจ็บสาหัสแทบไม่อาจทานทนไหวอีกต่อไป
ขณะที่ชายร่างสูงใหญ่ในชุดเกราะเองก็ร่างเลือนรางจวนจะสลาย ดูพร้อมสูญสิ้นได้ทุกเมื่อ
ทว่าตัวคนก็ยังดุร้าย ดูจะไม่รู้จักความเป็นความตาย บ้าคลั่งเข่นฆ่าไม่รามือ
ในที่สุดซูอี้ก็เปลี่ยนใจ
ไม่สู้แล้ว!
นี่คือถ้ำสวรรค์เทพร่ำไห้ ซากโบราณแห่งยุคสมัยเก่าก่อน ย่อมไม่ได้มีเพียงเทพพิบัติผู้นี้ลำพัง
นอกจากนั้นยังมีอสนีบาตสีเทามายมายฟาดผ่าลงมา พร้อมปราณหายนะแห่งยุคสมัย
ด้วยเหตุนี้ เขาย่อมไม่อาจปล่อยให้ตนเองสิ้นแรงไปเสียก่อน หาไม่ ผลลัพธ์ที่ตามมาย่อมเกินคาดคิด!
“ถึงเวลาปิดฉากแล้ว”
เสียงหนึ่งกล่าวขึ้นกับตนเองอย่างเฉื่อยชา แล้วอึดใจต่อมา ยามศัตรูจู่โจมอีกหน เขาก็โคจรปราณดาบเก้าคุมขังโจมตีด้วยดาบเคียงประชิดทันที
ชิ้ง!
ชั่วพริบตานั้น หนึ่งดาบทะยานสู่กลางหาว
ชายร่างสูงใหญ่ในชุดเกราะพลันระเบิดเยี่ยงฟองคลื่น!
แปรเปลี่ยนพร่างพรมเยี่ยงพิรุณ สูญสลายหายไป
เหลือเพียงเศษสมบัติสีดำวาวบนพื้น
ทว่าซูอี้คร้านเกินกว่าจะเก็บสมบัติอันสงสัยว่าจะมีทองมารอมตะนี้
เขานั่งลงกับพื้น จากนั้นก็รีบนำโอสถขวดหนึ่งออกมากิน ใช้เวลาทุกชั่วขณะในการฟื้นบาดแผล
ในขณะเดียวกัน ชายหนุ่มก็รีบสรุปประสบการณ์สังหารเทพพิบัติเมื่อครู่อย่างรวดเร็วในใจ
‘หากเมื่อครู่เปลี่ยนข้าเป็นผู้อื่น เกรงว่าคงได้ตายไปนานแล้ว มิน่าเล่า เฟิงอู๋จี้ผู้นั้นจึงมิกล้ามาแม้จะรู้ว่ามีทองมารอมตะอยู่’
‘นอกจากนั้น เจ้านั่นก็น่าจะทราบเช่นกันว่าอำนาจวัฏสงสารปราบเทพพิบัติได้ จึงเลือกใช้หนิงซิ่วมาแลกเปลี่ยนกับข้า’
‘แต่จะตัดความเป็นไปได้ว่าเขามีเจตนาแฝง อยากยืมอำนาจเทพพิบัติมาฆ่าข้าก็ยังเร็วไป’
ซูอี้ครุ่นคิด
เทพพิบัตินั้นน่าสะพรึงกลัวจริงๆ
หากไร้อำนาจวัฏสงสาร เขาคงเผ่นหนีไปโดยไม่ต่อสู้ตั้งนานแล้ว
และยามรับมือกับเทพพิบัติ บางทีอาจเป็นเพราะอำนาจวัฏสงสารในมือเขามีระดับเพียงมหายุทธ์ มันจึงไม่อาจทำอันตรายเทพพิบัติได้
จึงทำได้เพียงต่อสู้ลิดรอนอำนาจอีกฝ่ายทีละน้อยจนตาย
แน่นอน หากใช้อำนาจดาบเก้าคุมขัง ผลลัพธ์ที่ได้ก็จะแตกต่างออกไป
กาลเวลาผันผ่านไปอย่างเงียบเชียบ
สองเค่อต่อมา
วูบ!
อสนีบาตสีเทาสายหนึ่งพลันพุ่งเข้าโจมตีใส่ซูอี้ผู้นั่งขัดสมาธิอยู่
บันทึกผลกรรมพุ่งออกมารับการโจมตี
แต่ก็แค่ขวางไว้
อสนีบาตสายนั้นเปล่งรัศมีเจิดจ้า พุ่งทะยานเข้าโจมตีอีกหน
ซูอี้ฟื้นสติแล้วยกมือขึ้น
ตู้ม!
อสนีบาตอันเจือหายนะแห่งยุคสมัยแหลกสลายไปทีละน้อย
“เจ้าหกหนังสือ ไฉนยามนี้เจ้าจึงกระตือรือร้นขึ้นมาเล่า?”
ซูอี้ประหลาดใจ
เจ้าหนังสือปากเสียนี่เปลี่ยนใจแล้วจริงๆ หรือ?
บันทึกผลกรรม ‘เทพซู วาจาของท่านทำร้ายจิตใจข้ายิ่งนัก ข้าลั่นวาจาแล้วนี่ขอรับว่าเพื่อเทพซู บุกน้ำลุยไฟเช่นไรก็ยอม!’
ซูอี้กล่าวเสียงเนิบนาบ “งั้นไปตายสักหนดูสิ ข้าจะรอดู”
บันทึกผลกรรม ‘……’
เวร! เจ้านี่มิได้เล่นตามบทนี่หว่า!
“อย่าเสแสร้งเลย ยิ่งเจ้าเยินยอ ข้ายิ่งรู้สึกแย่”
ซูอี้หลับตาลงทำสมาธิต่อ
บันทึกผลกรรมเงียบไปครู่หนึ่ง ก่อนที่จะสรุปว่าทำตัวเหมือนเดิมดีกว่า……
สองชั่วยามต่อมา
ก่อนบาดแผลของซูอี้จะทันหายดี เมฆาสีเทาก้อนหนึ่งพลันทะยานออกมาจากฟ้าไกล
ช่างน่าแปลกที่มีอสนีบาตนับไม่ถ้วนในเมฆก้อนนั้น!
เมฆทัณฑ์หรือ?
ซูอี้ลืมตาขึ้นแล้วลุกยืน
ก่อนที่เขาจะทันได้คิดต่อ เมฆาพลันสั่นสะท้านและระเบิดออกอย่างกะทันหัน
เพียงชั่วพริบตา อสนีบาตนับไม่ถ้วนก็ก่อร่างเป็นคนผู้หนึ่ง
อีกฝ่ายเป็นนักพรตผู้ดูเยาว์วัย ทว่าดวงตากลับว่างเปล่าเลื่อนลอย ร่างปกคลุมด้วยปราณมรณะหนาแน่น มีทัณฑ์อสนีบาตนับไม่ถ้วนรัดพันทั่วกาย
แม้จะยืนนิ่ง ทว่ากลับดูแปลกพิกลเยี่ยงเทพมาร!
เทพพิบัติอีกตนแล้ว!!
ยิ่งกว่านั้น ยังเป็นตัวตนน่าสะพรึงกลัวที่ปรากฏกายขึ้นในศึกเทพมายาอีกด้วย
ชายหนุ่มยังจำได้ว่า ในครั้งนั้นคนผู้นี้ถือม้วนภาพในมือ แผ่อำนาจสะท้านมิติเวลาทั่วทศทิศ ขยี้ท้องนภาจนรวนเร!!
ตู้ม!
หลังนักพรตปรากฏกาย มือขวาของอีกฝ่ายก็กดลงบนอากาศ รอยประทับฝ่ามือถูกสร้างขึ้นจากปราณมรณะ เหินทะยานผ่านนภา
แสงอสนีบาตฟาดคลั่ง สุญตาสั่นสะท้าน
มันดูไร้ความสำคัญ ทว่าอำนาจเช่นนั้นหาด้อยกว่าชายร่างสูงใหญ่ในชุดเกราะเมื่อครู่ไม่!
ซูอี้ไม่ได้หลบเลี่ยง แต่ทะยานพุ่งไปเบื้องหน้า
ปฏิบัติการ ณ ถ้ำสวรรค์เทพร่ำไห้ในครั้งนี้ดูอันตรายยิ่ง
แต่มันอาจเป็นโอกาสที่ไม่อาจหาได้ง่ายสำหรับซูอี้
บางทีในศึกอันดุเดือดนี้ เขาอาจบรรลุโอกาสในการทะลวงสู่ระดับแกนรวมศูนย์ได้!
“ฆ่า!”
ซูอี้โจมตีออกไปด้วยดาบเคียงประชิดอย่างสุดกำลัง
แม้บาดแผลจะยังไม่หายดี แต่มันก็ไม่ได้ส่งผลต่อการต่อสู้นัก
เปรี้ยง!
ท้องนภามืดครึ้ม ปราณดาบทะยานเวหาละล่องภพ
ศึกนี้ยังคงดำเนินไปอย่างดุเดือด
ยามได้ประมือ ซูอี้ก็พบว่าวิชาของคนผู้นั้นร้ายกาจห่างไกลเกินกว่าชายในชุดเกราะคนเมื่อครู่จะเทียบติด
หลังจากยื้อมาได้ครึ่งชั่วยาม ซูอี้ผู้ได้รับบาดเจ็บสาหัสก็ใช้อำนาจดาบเก้าคุมขังจบศึกอย่างไร้ลังเล
บนพื้นมีเศษศาสตราวิถีแตกหักอีกชิ้นหนึ่ง
และสายตาของซูอี้ก็ถูกดึงดูดไปที่มันทันที
บทที่ 1,914 หัวใจนิ่งดุจหินผา ฟ้าถล่มก็ไม่กลัว
มันก็เป็นเศษสมบัติอีกชิ้น เป็นสีดำปลอดขนาดเท่ากำปั้นทารก
และเจือปราณพิเศษเลิศล้ำยิ่งไม่ต่างจากเศษสมบัติของเทพพิบัติร่างสูงใหญ่ในชุดเกราะเมื่อครู่
ดุจอสงไขยเป็นอนันต์!
ซูอี้ได้รับมหาวิถีอมตะมาจากอาไฉ่ตั้งแต่ยามที่อยู่ในโลกมนุษย์ ดังนั้นจึงมีความเข้าใจในเคล็ดพลังอมตะ
มองปราดแรก เขาก็เห็นได้ว่าปราณอันแผ่ออกมาจากเศษสมบัตินี้คล้ายคลึงกับเคล็ดพลังอมตะอย่างมาก ทว่ามันเลิศล้ำเปี่ยมปริศนายิ่งกว่า!
‘นี่คือทองมารอมตะที่ว่านั่นหรือ?’
ซูอี้ครุ่นคิด
เขาไม่อาจทราบได้เลยว่าทองมารอมตะเป็นวัตถุดิบศักดิ์สิทธิ์แบบใด มีอำนาจวิเศษเช่นไร แต่ชายหนุ่มแน่ใจว่าวัตถุนี้เลิศล้ำห่างไกลเกินกว่าสมบัติทั่วไปจะเทียบชั้น!
เรื่องนี้มีเหตุผลสองประการ
หนึ่งคือ สาเหตุที่บุตรแห่งสวรรค์เฟิงอู๋จี้มายังแดนเซียนนั้นก็เพื่อตรวจสอบปริศนาจากยุคสมัยเก่าก่อน และน่าจะเพื่อเก็บรวบรวมสมบัติอย่างทองมารอมตะ
เรื่องนี้พอจะพิสูจน์ได้ว่าทองมารอมตะพิเศษเพียงไร
สองคือเศษสมบัติอันบรรจุทองมารอมตะนี้เดิมทีเป็นของเทพ
และทวยเทพเหล่านั้นก่อนตกตาย ต่างก็เป็นเทพจากยุคสมัยเก่าก่อน!
หายนะแห่งยุคสมัยทำลายยุคเก่าก่อนไปพร้อมกับเทพเหล่านั้น แต่เศษสมบัติที่บรรจุทองมารอมตะยังคงเหลือรอด!
วัตถุดิบศักดิ์สิทธิ์ซึ่งสามารถฝืนหายนะแห่งยุคสมัย อยู่รอดจากหนึ่งยุคสู่ปัจจุบันได้เช่นนี้ ช่างน่าอัศจรรย์ยิ่งนัก
ทั้งหมดนี้ยังกระตุ้นความสนใจของซูอี้ขึ้นได้สำเร็จ
“หาที่เยียวยาบาดแผลก่อน จากนั้นก็ไปไล่ล้างเทพพิบัติ เตรียมเข้าสู่ระดับแกนรวมศูนย์ได้”
ชายหนุ่มเก็บเศษสมบัติทั้งสองชิ้นไปแล้วจรจากไป
การไล่ล่าเทพพิบัติไม่เพียงทำให้เขาลับคมการฝึกฝนของตนได้ แต่ยังทำให้ชายหนุ่มรวบรวมเศษสมบัติบรรจุทองมารอมตะได้ นับได้ว่าเป็นการยิงนัดเดียวได้นกสองตัว
……
วันถัดมา
ซูอี้ตื่นขึ้นจากภวังค์สมาธิ
บาดแผลของเขาได้รับเยียวยาเรียบร้อยแล้ว จิตวิญญาณและปราณทั่วร่างถูกขัดเกลาจนสมบูรณ์ยิ่งขึ้น ปรากฏสัญญาณเลื่อนขอบเขตขึ้นรางๆ!
จากนั้นชายหนุ่มก็ออกเดินทางสู่ถ้ำสวรรค์เทพร่ำไห้ต่อไปโดยไม่คิดโอ้เอ้
ระหว่างทาง เขายังคงถูกอสนีบาตสีเทาซุ่มโจมตีเป็นครั้งคราว
ทว่ามันก็มิอาจเป็นภัยต่อซูอี้ได้
“หือ?”
หลังเดินทางเกือบสองชั่วยาม เขาพลันเงยหน้าขึ้นมอง
บนท้องนภา มีอุกกาบาตนับไม่ถ้วนลอยคว้างอย่างนิ่งงัน
และบนหนึ่งในอุกกาบาตเหล่านั้นมีแสงทองกะพริบไหวอยู่
เมื่อใช้จิตสัมผัสตรวจสอบ เขาก็เห็นในทันทีว่าแสงสีทองนั้นมาจากซากกระดูกมนุษย์ที่ถูกเผาจนดำเกรียมชิ้นหนึ่ง!
เศษกระดูกนั้นมีขนาดราวฝ่ามือ มีแสงสีทองเรืองรองอยู่ภายในรอยร้าวเล็กละเอียด
“หรือในยุคสมัยเก่าก่อนจะมีเทพผู้หลอมทองมารอมตะเข้ากับกระดูกของตนอยู่?”
ซูอี้ผงะไป
ก่อนเขาจะทันนึกออก กระดูกมนุษย์ชิ้นนั้นก็ระเบิดออก หมอกทมิฬพวยพุ่ง สะท้อนร่างสูงหมื่นจั้งออกมา!
ดวงตาของชายหนุ่มเปรียบประดุจตะวันจันทรา ร่างเป็นเช่นเสาค้ำสวรรค์จรดแดน เปี่ยมปราณมรณะร้ายแรงเยี่ยงเทพมารในตำนาน!
เขากู่คำรามก้องนภา
อุกกาบาตนับไม่ถ้วนซึ่งละล่องเหนือเวหาในระยะใกล้เคียงล้วนแหลกสลาย
เป็นภาพมราน่าสะพรึงกลัวประหนึ่งท้องนภาทลาย
“ว่าแล้วเชียว เทพพิบัติจากซากเทพอีกตนแล้ว!”
ซูอี้หาตื่นตระหนกไม่ เขากลับยินดีเสียอีก จากนั้นจิตต่อสู้ในใจพลันปะทุ
วูบ!
ในครานี้ ซูอี้เป็นฝ่ายเปิดฉากจู่โจมบนอากาศอย่างดุดัน
……
ครึ่งชั่วยามต่อมา
ซูอี้ทรุดลงนั่งกับพื้นดังตุ้บ
เลือดและเนื้อของเขาปริแตก กระดูกแตกร้าว บาดเจ็บร้ายแรงกว่ากาลก่อนหลายขุม
เหตุผลนั้นเป็นเพราะเทพพิบัติที่เขาประมือด้วยหนนี้ร้ายกาจเกินกว่าชายร่างสูงใหญ่ในชุดเกราะและนักพรตเมื่อกาลก่อนจะเทียบติด!
ท้ายที่สุด ซูอี้ก็ยังต้องใช้อำนาจดาบเก้าคุมขังในการประหารอีกฝ่าย
และกระดูกไหม้ดำที่เปี่ยมรอยร้าวก็กลายเป็นสินสงครามของเขาในที่สุด
ชายหนุ่มคิดไว้ไม่ผิด……กระดูกมนุษย์ชิ้นนี้มีทองมารอมตะอยู่จริงๆ!
“อีกไม่นาน ข้าก็จะเข้าสู่ระดับแกนรวมศูนย์ได้! แค่ไม่อาจทราบได้เลยว่าเทพเหล่านั้นจะถูกกระตุ้นให้มารอลงมือในหายนะครั้งนี้ด้วยหรือไม่……”
ซูอี้ครุ่นคิดขณะทำสมาธิรักษาบาดแผล
……
กาลเวลาผันผ่าน
เกือบสองเดือนแล้วนับแต่ซูอี้เข้ามาอยู่ในถ้ำสวรรค์เทพร่ำไห้แห่งนี้
สองเดือนมานี้ เขาทำศึกละเลงเลือดทั้งหมดเจ็ดหน สังหารเทพพิบัติแปดตน และได้รับสมบัติบรรจุทองมารอมตะมาแปดชิ้น
พวกมันส่วนใหญ่เป็นเศษชิ้นส่วนสมบัติศาสตรา
และยังมีของอย่าง ‘กระดูกมนุษย์’ รวมอยู่ด้วย
รายได้ไม่ได้น้อยเลย
และในยามนี้ ชายหนุ่มก็มาถึงพื้นที่ภายในถ้ำสวรรค์เทพร่ำไห้ โลกหล้าสีเทาที่ปกคลุมด้วยปราณหายนะแห่งยุคสมัย
อสนีบาตสีเทาวูบไหวอยู่บนเวหา หากมิระวังคงถูกผ่าเป็นแน่
เปรี้ยง!
ท้องนภาสั่นสะท้าน
ซูอี้กำลังประมือกับเทพีผู้หนึ่ง
สตรีนางนี้งดงามไร้ที่ติ พลังในการต่อสู้น่าสะพรึงกลัวเหนือคาดหยั่ง
และยังเป็นเทพผู้ทรงพลังที่สุดที่เขาได้พานพบตลอดสองเดือนนี้!
ไร้ผู้ใดเทียบเคียง!
สามวันก่อน ซูอี้มาถึงบริเวณนี้และเห็นแหวนที่แตกร้าววงหนึ่ง
เทพพิบัติของสตรีผู้นี้ซุกซ่อนอยู่ในแหวน!
จึงเกิดเป็นศึกอันดุเดือดระหว่างซูอี้กับเทพีผู้นี้โดยไม่อาจหลีกเลี่ยง
ไม่ถึงสองเค่อต่อมา
ซูอี้ก็พ่ายราบคาบจนต้องลี้หลบ
จนเมื่อบาดแผลสมานตัว ชายหนุ่มก็กลับมาท้าทายนางอีกครั้ง ทว่าเขาก็ยังไม่ใช่คู่มือเทพีนางนี้ จึงถูกปราบเสียจนต้องล่าถอยอีกหน
และนี่คือหนที่สามที่ซูอี้ประมือกับเทพีนางนี้
ทว่าต่างจากสองหนก่อน แม้สถานการณ์ของซูอี้ในศึกนี้จะร้ายแรงยิ่ง แต่จิตวิญญาณของเขาก็ได้รับการขัดเกลาจนสมบูรณ์แบบยิ่งกว่ายามใด
แม้จะบาดเจ็บสาหัส เขาก็ยิ่งทวีความห้าวหาญ!
“เกือบจะถึงขั้นสุดท้ายแล้ว หนนี้ ข้าต้องเคลื่อนขอบเขตให้ได้!”
ในศึกอันดุเดือดนี้ ชายหนุ่มสัมผัสได้ว่าลางบอกเหตุเคลื่อนขอบเขตกำลังทวีความรุนแรง ใกล้จะถึงเส้นคั่นระดับแกนรวมศูนย์เต็มที!
ว่าไปแล้ว เพื่อเข้าถึงระดับแกนรวมศูนย์ สองเดือนมานี้เขาก็มิอาจทราบได้เลยว่าได้รับบาดเจ็บมากเพียงไร
การเคลื่อนขอบเขตใกล้เพียงเอื้อมแท้ๆ แต่ไม่อาจเข้าถึงได้
แม้จะต่อสู้ยิบตากับเทพพิบัติเหล่านั้นก็ตาม
แม้หลังจากประหารเทพพิบัติทุกครั้ง เขาจะได้รับสมบัติอันบรรจุทองมารอมตะมา แต่เขาก็ไม่อาจใช้สิ่งนี้เคลื่อนขอบเขตได้อยู่ดี
โชคดีที่ในที่สุดศึกอันดุเดือดรอบที่สามกับเทพีผู้นี้ เขาก็สัมผัสได้ถึงเค้าการเคลื่อนขอบเขต!
ช่างรุนแรง และเห็นได้กระจ่างชัดยิ่ง!
ดังนั้น แม้บาดแผลบนร่างของเขาจะแสนสาหัสจนปางตาย ชายหนุ่มก็ยังกัดฟันสู้ยิบตา
ทว่าท้ายที่สุด……
ซูอี้ก็ยังพ่ายแพ้
ไม่อาจเคลื่อนขอบเขตได้สำเร็จ
เขากระทั่งเกือบตายด้วยมือของเทพีนางนั้น!
ในยามขับคันนี้ ชายหนุ่มถึงกับต้องพึ่งอำนาจดาบเก้าคุมขัง ทลายวงล้อมหนีไปอย่างทุลักทุเล
ตุ้บ!
ร่างอันบาดเจ็บสาหัสของซูอี้ทรุดลงนอนบนพื้นอันเย็นเยียบ ขณะหอบหายใจอย่างรุนแรง
ร่างของเขาบิดเบี้ยวและอ่อนปวกเปียก โดยไม่อาจนับได้ว่ามีกระดูกหักกี่ซี่
อำนาจจิตวิญญาณของเขาก็ตกสู่สภาพอ่อนแอยิ่ง
ร่างของซูอี้อธิบายได้ว่า ‘สะบักสะบอม’
ทว่าทั้งหมดนี้หาเทียบความหดหู่ในใจของชายหนุ่มได้ไม่
ไม่ใช่เพราะเขาหมกมุ่นอยู่กับการเคลื่อนขอบเขต แต่เป็นเพราะทุกครั้งที่สัมผัสได้ว่าโอกาสเคลื่อนขอบเขตอยู่เพียงเอื้อม เขากลับไม่อาจบรรลุมันได้
นั่นล่ะ คือสิ่งที่ยอมรับได้ยากเย็นที่สุด
‘ข้าบอกไปแล้วว่าในเมืองผีนี้ เคลื่อนขอบเขตมิได้หรอก แต่เจ้าก็ยังไม่ยอมฟัง ไฉนต้องลำบากด้วย?’
บันทึกผลกรรมลอยออกมา เผยข้อความแฝงความรวดร้าวใจ
ข้างกายเขา เตาเสริมสวรรค์เทโอสถเซียนส่วนหนึ่งออกมา และขณะฟื้นบาดแผลของซูอี้ มันก็ยังกล่าวเตือนอย่างระมัดระวัง “ใต้เท้า โอสถเซียนที่ต้องใช้เยียวยาและฝึกฝนแทบหมดแล้วนะขอรับ……”
ซูอี้นอนนิ่ง ดวงตาจับจ้องท้องนภาเบื้องบน
นับแต่เคลื่อนวิถีสู่ระดับมหาเซียน กระทั่งยามเข้าสู่ระดับมหายุทธ์ แม้การฝึกฝนบนวิถีที่เขาเผชิญจะประสบกับอันตรายนานัปการ ชายหนุ่มก็ยังไม่เคยพบพานอุปสรรคอันเกินรับได้
จนกระทั่งถึงตอนที่พยายามเคลื่อนขอบเขตสู่ระดับแกนรวมศูนย์ซ้ำๆ กระทั่งตัวซูอี้เองยังสงสัยว่าเขารีบเกินไปหรือไม่?
หรือบางทีความคิดของเขาอาจเกิดความหมกมุ่น ไม่อาจฝืนพัฒนาต่อในยามนี้
‘ข้าแน่ใจว่าขอเพียงเจ้าออกจากที่บ้าๆ นี่ เจ้าจะเคลื่อนขอบเขตได้ง่ายขึ้น’
บันทึกผลกรรมกล่าวกระตุ้นอีกฝ่ายอีกครั้ง
ทว่าซูอี้เมินมันไป
เขาเข้าใจความนัยที่บันทึกผลกรรมจะสื่อ
ก่อนหน้านี้ ชายหนุ่มได้วิเคราะห์กับบันทึกผลกรรม และอนุมานได้เช่นกันว่าเขามิอาจเคลื่อนขอบเขตได้ที่นี่
คาดว่าเรื่องนี้มีเหตุผลอยู่สองประการ
ประการแรกที่สำคัญที่สุด ‘ถ้ำสวรรค์เทพร่ำไห้’ แห่งนี้เป็นซากที่หลงเหลือจากยุคสมัยเก่าก่อน ไม่ได้เป็นส่วนหนึ่งของอารยธรรมในยุคปัจจุบัน
ฟ้าดินถิ่นนี้ไม่ได้ถูกปกคลุมด้วยกฎสวรรค์แดนเซียนเลยสักนิด!
ดังนั้นซูอี้หรือจะหาโอกาสเคลื่อนขอบเขตที่นี่พบ?
ประการที่สอง ที่นี่ยังมีปราณหายนะแห่งยุคสมัยอยู่!
หายนะล่มยุคสมัยในขณะนี้ย่อมขัดแย้งกับการเคลื่อนขอบเขตของตัวตนวิถีเซียนคนอื่น ซึ่งไม่อาจปรากฏได้ในโลกหล้านี้!
สองประเด็นนี้เป็นเพียงการคาดเดาของซูอี้และบันทึกผลกรรมเท่านั้น
เพราะถึงอย่างไร เมื่อเป็นเรื่องของหายนะแห่งยุคสมัยและปริศนาแห่งยุคเก่าก่อน……ย่อมไร้ผู้ใดให้คำตอบได้อย่างแท้จริง!
ซูอี้เองก็เข้าใจว่านี่อาจเป็นเหตุผลที่เขาไม่อาจเคลื่อนขอบเขตสำเร็จ
แต่เขาไม่คิดจะยอมรับมัน!
วิถีฝึกฝนของชายหนุ่มแตกต่างจากผู้ใดในโลกหล้าเสมอมา ทวยเทพถือว่าชายหนุ่มเป็นคนบาป กระทั่งยามเขาเผชิญกับหายนะทุกครา เขายังต้องพบกับอำนาจประหลาดและร้ายกาจยิ่ง หากไม่ใช่เพราะดาบเก้าคุมขัง ชายหนุ่มคงไร้ทางรอดไปเนิ่นนานแล้ว!
และยามนี้เอง วิถีการเคลื่อนขอบเขตของเขาถูกกั้นขวางกีดกัน ทว่าชายหนุ่มหาได้คิดถอยหนีหรือหลบเลี่ยงอุปสรรคในภายหน้าไม่
ในใจเขามีเพียงหนึ่งคำนึง ‘หากเบื้องหน้ามีอุปสรรค ก็ปราบมันเสีย!’
หลังเงียบไปเนิ่นนาน ซูอี้ก็เอ่ยขึ้นว่า “ข้าจะลองอีกครา”
เพียงห้าพยางค์แสนเรียบง่าย ทว่ากลับแฝงความแน่วแน่
บันทึกผลกรรมเงียบไป
เตาเสริมสวรรค์ตกตะลึงเกินบรรยาย ก่อนจะรู้สึกชื่นชมขึ้นมา
ในวันถัดมา
บาดแผลของซูอี้ฟื้นตัวโดยสมบูรณ์
แล้วเขาก็ออกเดินทางไปเผชิญหน้าเทพีผู้นั้นอีกครั้ง
แพ้ชนะ สำเร็จล้มเหลว ความเป็นความตาย การเคลื่อนขอบเขต… ความคิดฟุ้งซ่านทั้งหลายล้วนถูกโยนออกจากจิต วิญญาณและห้วงความคิด เพื่อเตรียมพร้อมสำหรับศึกนี้!
สิ่งที่เขาแสวงหาในศึกนี้คือการเคลื่อนขอบเขต!
เพื่อสะบั้นอุปสรรคบนวิถี เคลื่อนสู่ขอบเขตวิถีใหม่!
ไม่ว่าจะบาดเจ็บสาหัสเพียงไรก็ไร้ความหมาย
เป็นตาย ณ ยามนี้หาสำคัญไม่
สู้ศึก!
สู้ศึก!
สู้ศึก!!
หัวใจนิ่งดุจหินผา ฟ้าถล่มก็ไม่กลัว วิถีข้าดุจดาบคม ฟาดฟันทุกอุปสรรคขวางกั้น!
บนท้องนภาอันหม่นมืด ไม่อาจทราบได้ว่าเมฆทัณฑ์สีเทาดุจตะกั่วปรากฏขึ้นยามใด และกำลังควบรวมขยายตัวขึ้นทีละน้อย
บทที่ 1,915 มหาภัยพิบัติเทพต้องห้าม สุสานทวยเทพ
ซูอี้บาดเจ็บสาหัสอยู่บนเวหา
ร่างของเขาเสียหายร้ายแรง โลหิตรินไหลเยี่ยงน้ำตก กระทั่งเรือนผมยาวยังเปรอะเปื้อนเลือด
สองเดือนมานี้ ชายหนุ่มเผชิญศึกชี้วัดเป็นตายมาไม่ต่ำกว่าสิบหน!
ทุกคราที่ประสบนั้นไม่ต่างจากการร่ายรำระหว่างความเป็นความตาย อันตรายถึงขีดสุด ระทึกสุดขั้วสลักวิญญาณ
เขาไม่เพียงเป็นจอมราชันอนันตรัตติกาลผู้มีอำนาจปกครองแดนเซียน ณ ยุคสมัยหนึ่งเยี่ยงตำนาน แต่ยังเป็นจอมราชันซู ตัวตนผู้ถูกจับตามองสูงสุดในแดนเซียน ณ ทุกวันนี้ ถือเป็นตัวตนผู้เคยเอาชนะศัตรูร้าย ณ งานเลี้ยงลูกท้อ เป็นหนึ่งเหนือใครในศึกอีกด้วย!
ในสายตาศัตรู เขาคือคนบาปที่เทพไม่ยอมให้มีอยู่ เป็นภัยร้ายแรงสูงสุดอันมีอำนาจต่อสู้ท้าทายสวรรค์ บดขยี้ชีวาของบุตรและบุตรีไร้เทียมทานแห่งสวรรค์ได้
แต่ไร้ผู้ใดรับทราบว่าเขาต้องเผชิญกับศึกชี้วัดเป็นตายมากี่หน รับรู้ถึงความเดียวดายอันไร้ผู้ใดเผชิญบนวิถีอำนาจในชาตินี้มากเพียงใด?
นับแต่ฝึกฝนมาในชาตินี้ เขาทุ่มเทกายใจให้กับวิถีดาบ ความต้องการในการฝึกฝนยิ่งใหญ่เกินผู้ใดเทียบ และจนบัดนี้ ก็ไม่เคยแปรเปลี่ยนแม้แต่น้อย
เพื่อการเคลื่อนขอบเขต ชายหนุ่มทำได้กระทั่งมองข้ามความเป็นความตาย ไม่ห่วงสำเร็จหรือล้มเหลว
ทั้งหมดก็เพื่อยามนี้!
เทพพิบัติเหล่านั้นช่างร้ายกาจ
หากเปลี่ยนเป็นตัวตนใดๆ ใต้ขอบเขตเทพมาเผชิญ เกรงว่าคงมีแต่ตายกับตาย
โดยเฉพาะเทพีที่กำลังรบพุ่งกับซูอี้ ณ ขณะนี้ นางไร้เทียมทานโดยแท้ แข็งแกร่งเลิศล้ำกว่าศัตรูใดที่ซูอี้เคยเผชิญตลอดชีวิตนี้
แต่ซูอี้ก็หาสะทกสะท้านไม่
ความคิดของเขาเป็นเช่นดาบอันไม่อาจหักพัง ไม่ว่าสถานการณ์จะอันตรายและบาดเจ็บร้ายแรงเพียงไร เขาก็ไม่เคยไหวหวั่น
นักดาบยอมหักไม่ยอมงอ!
นักดาบกล้าแกร่งไร้เทียมทาน!
แม้ตกตายในศึก นักดาบก็ไร้ความกลัว!
ในชาตินี้ ซูอี้มีสมญาอันเลื่องลือมากมาย
แต่เขาก็ไม่เคยสนใจ
มันเป็นเพียงสมญาจอมปลอมดั่งเมฆาเลื่อนลอย หามีค่าใดไม่!
ชายหนุ่มจึงเรียกตนเองว่านักดาบคนหนึ่งเสมอ!
ไม่ใช่เพราะถ่อมตน ไม่ใช่จงใจเสแสร้ง
ในสายตาของเขา ชาตินี้ตนเสาะแสวงเพียงวิถีดาบ ไม่ว่าจะเป็นเซียนหรือบรรลุเทพสูงส่ง เขาก็ยังเป็นนักดาบบนเส้นทางมหาวิถีอยู่ทุกคืนวัน
มันคือการบ่มเพาะหัวใจแห่งดาบ เสาะแสวงวิถีดาบ
ก็แค่นั้น!
ศึกทวีความดุเดือดขึ้นทุกขณะ ซูอี้ลืมทุกสิ่งเกี่ยวกับตนไปเสียสิ้น ทั้งกายใจล้วนจมจ่อมกับการศึกอย่างมิยี่หระต่อตน
แม้จะบาดเจ็บสาหัส ความหาญกล้าของเขาก็ยิ่งแรงกล้าถาโถม
ดุจเพลิงโหมกระหน่ำ
ยอมแผดเผาสรรพสิ่งที่มีจนอึดใจสุดท้าย ดีกว่าดับตนเองลง!
ทันใดนั้น……
เทพีฝ่ายตรงข้ามก็เลือกถอย!
เพียงพริบตา นางก็ซุกซ่อนตัวหายไปในเศษแหวนแตก
เมื่อเสียศัตรูไป ซูอี้ก็อดผงะมิได้
ดวงตาเดิมร้อนเร่าเยี่ยงเพลิง ภวังค์ความคิดอันหนักแน่นเยี่ยงศิลาเองก็ไหวคลอน ณ ยามนี้
จากนั้น เขาพลันเงยหน้าขึ้นมอง ณ ส่วนลึกแห่งท้องนภาราวรับรู้ได้
ไม่อาจทราบได้ว่าเกิดเหตุแปรผันสุดขั้วขึ้นเหนือท้องนภาแต่ยามใด มันกำลังบังเกิดเป็นภาพอันน่าเหลือเชื่อ……
เดิมที พื้นที่ลึกเข้าไปในท้องนภานั้นว่างเปล่า ทว่ายามนี้ เมฆทัณฑ์เทาดำคล้ำหนาก่อตัว ปกคลุมท้องนภาแทบมิดชิด ควบแน่นทะมึนเยี่ยงกลุ่มหมึกหนา
ลึกขึ้นไปในเมฆทัณฑ์ อสนีบาตร้ายสีทองวูบไหวเงียบเชียบ กระเพื่อมวนเยี่ยงคลื่นนที ทว่าไร้วจีใดๆ
และในแดนดินอันหลงเหลือจากยุคสมัยเก่าก่อนนี้ หมอกปราณหายนะแห่งยุคสมัยสีเทาดูจะถูกชักจูงมารวมกัน ณ เมฆทัณฑ์เหนือนภาจากทุกทิศทาง
ทันใดนั้น เมฆทัณฑ์อันเปี่ยมปราณประหลาดร้ายแรงก็เพิ่มปราณหายนะแห่งยุคสมัยอันชวนใจหายขึ้น!
เหตุทั้งหมดนี้เกิดขึ้นอย่างเงียบงัน ทว่าชวนลืมหายใจ!
เพียงพริบตา ซูอี้ก็ฟื้นจากภวังค์
ทว่าเขาหาตื่นกลัวหรือตกใจไม่ กลับเผยเค้าความโล่งใจ ดวงตาเปี่ยมปรีดา
“นี่… คือมหาภัยพิบัติสำหรับข้าหรือ?”
ซูอี้กลั้นยิ้มไว้มิอยู่อีกต่อไป
เขาบาดเจ็บแทบไม่อาจรับไหว พลังชีวิตทั่วร่างจวนเจียนเหือดหาย พร้อมทรุดลงตกตายทุกเมื่อ
แต่รอยยิ้มนั่นกลับแสนกระจ่างรื่นเริง!
ผู้ใดบอกกันว่าที่แห่งนี้ไร้กฎสวรรค์แดนเซียน แล้วเขาจะไม่อาจเคลื่อนขอบเขตได้?
ใครกันบอกว่าด้วยอิทธิพลจากหายนะแห่งยุคสมัย จะไม่อาจชักจูงมหาภัยพิบัติเคลื่อนขอบเขตมาหาได้?
เมื่อตั้งมั่นสะบั้นอุปสรรค เคลื่อนขอบเขตสู่ระดับใหม่ การเคลื่อนขอบเขตก็ยังสามารถบรรลุได้!
นักดาบเป็นผู้ตั้งมั่นเอาชนะสวรรค์อยู่แล้ว!
“สตรีผู้นั้นก็กลัวมหาภัยพิบัติเคลื่อนขอบเขตของข้าหรือ? หากเป็นเช่นนั้น มหาภัยพิบัติเคลื่อนขอบเขตหนนี้ก็จะร้ายแรงยิ่งกว่ายามใดหลายเท่านัก……”
ซูอี้ยืนบนเวหา จับจ้องขึ้นบนท้องนภา
มหาภัยพิบัตินี้พิกลยิ่งจริงแท้ มิคาดเลยว่ามันจะลากปราณหายนะแห่งยุคสมัยที่นี่เข้าไปรวมกับมันด้วย และลึกขึ้นไปในเมฆทัณฑ์นั้น แสงอสนีบาตทองอร่ามอันลึกลับเกินหยั่งทราบก็ปรากฏขึ้น!
นี่เป็นสิ่งที่เขามิเคยประสบยามเคลื่อนขอบเขตใดๆ มาก่อน
“หายนะแห่งยุคสมัยถูกลากเข้าหลอมรวมกับมหาภัยพิบัติระดับแกนรวมศูนย์ของข้า เก่าใหม่เปลี่ยนผันหลอมรวมเป็นหนึ่ง เกรงว่าคงไร้ผู้ใดเผชิญมหาภัยพิบัติเช่นนี้ตลอดกาลผ่านมาในแดนเซียนเป็นแน่”
“แล้วชาติที่ห้าหลี่ฝูโหยวเล่า เขาเคยประสบเรื่องเช่นนี้มาก่อนหรือไม่?”
“บททดสอบสวรรค์เช่นนี้มีที่มาเช่นไรแน่?”
… ความคิดอัดแน่นเต็มหัวใจซูอี้ไปหมด
ทันใดนั้น ม่านตาของเขาก็หดตัวลง
เพราะเบื้องลึกแห่งเมฆทัณฑ์นั้นแปรเปลี่ยนไปอีกแล้ว ร่างเลือนรางนับไม่ถ้วนปรากฏขึ้นในแสงอสนีบาตสีทองสายนั้น
ตัวตนเหล่านั้นเป็นเช่นซากศพลอยอยู่ในธาร ละล่องผลุบโผล่ท่ามกลางแสงอสนีบาตสีทอง เลือนรางดุจมายาอย่างยิ่ง
ทว่าปราณบนร่างของพวกเขาร้ายกาจเป็นพิเศษ!!
เพียงมองจากไกลๆ หัวใจของซูอี้ก็สั่นกระตุก หนังศีรษะชายุบยิบ
ตัวตนมายาเหล่านั้นเปรียบประหนึ่งทวยเทพอันสูงส่งเหนือนภา เห็นได้ชัดว่าถูกสังหารมาเนิ่นนาน หลงเหลือเพียงซากละล่องในอสนีบาตทอง ณ เมฆทัณฑ์!
หรือนี่จะหมายความว่าอสนีบาตทองนี้สังหารเทพมาแล้วมากมาย?
หากเป็นเช่นนั้น มันก็ชวนสะเทือนใจยิ่งนัก!!
ตู้ม!
ยามนี้ ดาบเก้าคุมขังซึ่งแน่นิ่งในห้วงความนึกคิดของซูอี้ก็เหมือนจะตื่นขึ้นจากนิทรา ทะยานตัวออกมาทันที!
ตู้ม!
อำนาจดาบเลิศล้ำแผ่ซ่านทั่วทิศ
ร่างของหลี่ฝูโหยวปรากฏขึ้นตามมาติดๆ
เขาเงยหน้าขึ้นมองสู่ส่วนลึกแห่งท้องนภาและกระซิบด้วยสีหน้าประหลาดใจอย่างเห็นได้ชัด “แปลกจริง ไฉนมหาภัยพิบัติประหารเทพจึงมาปรากฏในขอบเขตมหาศาลได้……”
ซูอี้กำลังจะอธิบาย
ตู้ม!
ลึกขึ้นไปบนท้องนภา ทัณฑ์อสนีบาตต้องห้ามอันประหลาดและร้ายแรงพลันปะทุ อสนีบาตทองเรื่อเรืองนับไม่ถ้วนคำรามทะยานโปรยลงจากเมฆทัณฑ์
เงาร่างอันเลือนรางนับไม่ถ้วนเองก็ดูจะคืนชีวิต พวกเขาต่างทะยานออกจากท้องนภาลงมาตามๆ กัน
สิบ ร้อย พัน……
หนึ่งชำเลืองเห็นประหนึ่งทวยเทพพุทธะปรากฏร่าง!
ภาพนี้ทำให้ซูอี้สูดหายใจเฮือกอย่างตกตะลึง
นี่… เป็นมหาภัยพิบัติขอบเขตแกนรวมศูนย์ที่เขาเรียกมาจริงๆ หรือ?!
ก๊องงงง
ดาบเก้าคุมขังส่งวจีดาบหนาหนัก ทะยานสรวงสู่ส่วนลึกแห่งท้องนภาพร้อมหลี่ฝูโหยว
“ไป!”
หลี่ฝูโหยวสะบัดแขนเสื้อ ดาบเก้าคุมขังทะยานหาว ปราณดาบแหวกเวหาทอดตัวยาวสามพันจั้ง ป่วนเมฆา ร่างทรงพลังเยี่ยงทวยเทพนับร้อยถูกสะบั้นขาด
ปราณดาบยังคงทะยานไร้ใดต้าน!
ซูอี้เห็นแล้วหรี่ตาลง คิดในใจว่าสักวันในภายหน้า เขาจะก้าวข้ามอดีตชาติหลี่ฝูโหยว
ออกดาบตามคำนึง ทุกแห่งหนที่ดาบชี้ ศีรษะเทพก็ขาดสะบั้น!
ซูอี้แน่ใจว่าหลี่ฝูโหยวประหารเทพมามากมาย แม้ท้ายที่สุดจะตกตายด้วยมือเทพ แต่ยามหลี่ฝูโหยวสมบูรณ์พร้อม เขาก็ยังห่างไกลเกินเทพทั่วไปจะเทียบชั้น
เขามีอุปนิสัยเฉยชา วางตนห่างเหิน แทบไร้เมตตา ครั้งหนึ่งเคยเป็นที่รู้จักในนามปรมาจารย์ดาบแห่งภูเขาซากวิญญาณ ณ ธารนทีสายยาวแห่งยุคสมัย!
ครั้งหนึ่ง อีกฝ่ายยังเคยสังหารร่างเจตจำนงขององค์เทพเหิงซาในงานเลี้ยงลูกท้อ และเรียกอีกฝ่ายเป็น ‘พวกลิ่วล้อ มิอยู่ในสายตา’ อย่างดูแคลน!
ยามนี้ เมื่อพบเห็นร่างกรรมวิถีของหลี่ฝูโหยวต่อกรกับมหาภัยพิบัติประหลาดอันร้ายกาจไร้เทียมทาน ซูอี้ก็เปี่ยมด้วยความชื่นชม ตกตะลึง และโหยหา
แต่เหนือสิ่งอื่นใด ในใจของเขาหมายมั่นว่า ‘ข้าก้าวข้ามได้แน่’ !
ไม่รังเกียจที่อดีตกาลมิอาจมองเห็น แต่เกลียดที่อดีตกาลมิอาจพานพบข้า!
เปรี้ยง!
ลึกขึ้นไปบนท้องนภา หลี่ฝูโหยวกวัดแกว่งดาบเก้าคุมขังฟาดฟันเมฆทัณฑ์ เผชิญหน้ากับเงาร่างดุจเทพอันเนืองแน่นอย่างดุเดือด
เมฆทัณฑ์หมุนวนคำรามก้อง อสนีบาตอหังการ อำนาจมหาภัยพิบัติร้ายแรงเปรียบดั่งพายุโหมทำลาย สะท้านโลกาสั่นคลอนปั่นป่วน
โลกหล้าอันถูกทิ้งร้างจากยุคสมัยเก่าก่อนราวประสบวันมหาวิปโยคอีกครั้งหลังกาลผ่านแสนนาน
ซูอี้หรี่ตา จ้องมองจากบนอากาศเช่นนั้น
เขาต้องจดจำทั้งหมดนี้ให้ขึ้นใจ
จดจำมหาภัยพิบัติอันเล็งเป้ามายังเขาหนนี้ ซึ่งเพียงพอประหารทวยเทพได้!
ขณะเดียวกัน……
ลึกเข้าไปในเมฆทัณฑ์ ห่างออกไปในมิติเวลาอันไร้สิ้นสุด
ทวยเทพทั้งหลายต่างมองเรื่องทั้งหมดนี้จากไกลๆ
มีทั้งนักพรตหนุ่มผู้เหยียบยืนบนดาบไม้
สตรีขี่หงส์เพลิง ปะทุเพลิงทิพย์พรรณราย
หลวงจีนผู้เยื้องย่างเหนือบรรพตซากศพสมุทรโลหิต ในมือประคองพุทธนครอันเรืองรอง
……พวกเขามีกันหลายสิบ ต่างเป็นคนคุ้นหน้าซึ่งเคยปรากฏในมหาภัยพิบัติที่ซูอี้ประสบเมื่อกาลก่อน
ยิ่งกว่านั้น พวกเขายังลงมืออย่างก้าวร้าว ข้ามมิติเวลาอันไร้สิ้นสุดมา พยายามแทรกแซงมหาภัยพิบัติเพื่อชิงดาบเก้าคุมขัง!
ทว่าท้ายที่สุด พวกเขาก็ล่าถอยไป
พวกเขาปรากฏขึ้นอีกหน ทว่ายามนี้พวกเขาทำเพียงยืนมองจากมิติเวลาอันไร้สิ้นสุด ไม่กล้าผลีผลามลงมือ
สีหน้าของทุกคนล้วนเจือความตกตะลึงอันไม่อาจลบล้าง
“ไฉนกัน……มหาภัยพิบัติที่คนบาปประสบยามนี้จึงเป็นมหาภัยพิบัติต้องห้ามอันเป็นภัยต่อเทพด้วย?”
ใครบางคนกระซิบ ทว่าวจีของเขาก็กึกก้องทั่วจักรวาลพร่างดาว แพร่ไปในมิติเวลาเยี่ยงระลอกคลื่น สะท้านเขตแดนมิติเวลาสั่นคลอน
“สมุทรสายฟ้าสีทองนั่นดูจะเป็นมหาภัยพิบัติต้องห้าม หนึ่งใน ‘แปดมหาภัยพิบัติเทพต้องห้าม’ แห่งตำนาน รู้จักในนาม ‘สุสานทวยเทพ’ ซึ่งสามารถสังหารเทพได้”
มีผู้กล่าวขึ้นอย่างเคร่งขรึม
“มหาภัยพิบัตินี้ไม่ได้เกิดขึ้นโดยวัฏสงสารแน่แท้ เป็นไปได้สูงมากว่าร่างเวียนวัฏของหลี่ฝูโหยวน่าจะไปกระตุ้นสิ่งต้องห้ามบางอย่างเข้า จึงนำมาสู่มหาภัยพิบัติเช่นนี้!”
“เกี่ยวข้องกับยุควิญญาณยุทธ์หรือไม่?”
“ข้าไม่ทราบ บางทีการหยั่งทราบถึงข้อเท็จจริงอาจจะต้องแตะแก่นแท้แห่งบัญญัติยุคสมัยก่อนเท่านั้น”
……ทวยเทพเหล่านั้นเฝ้ามองจากไกลๆ ขณะเสวนากัน ทว่าไร้ผู้ใดประจักษ์รู้ว่ามหาภัยพิบัติประหลาดอันเกินใดเทียบนี้เกิดขึ้นได้เช่นไร
ในความเห็นของพวกเขา มหาภัยพิบัติเช่นนี้ไม่ควรปรากฏขึ้นในขอบเขตมหาศาลเลย หรือกระทั่งกับเทพทั่วไป
ดังนั้น พวกเขาจึงแสนงุนงงประหลาดใจ!