บันทึกตำนานราชันอหังการ [ 剑道第一仙 ] - บทที่ 1906-1910
บทที่ 1,906 มหาโอสถบรรลุเทพ
ซีหนิงไม่อาจซ่อนความผิดหวังในใจได้
บันทึกผลกรรมไม่อาจอนุมานความลับในกายของนางได้
และยามนี้ กระทั่ง ‘คันฉ่องเทพไตรภพ’ ก็ทำมิได้เช่นกัน
สิ่งนี้ทำให้นางยิ่งตระหนักว่าความลับของตนไม่เล็กน้อยเลย!
‘บางทีบันทึกผลกรรมอาจกล่าวไว้ถูกต้อง เมื่อข้าพัฒนาวิถีเต๋าจนปลุกอำนาจที่มาในความสามารถของข้าได้ ทุกสิ่งจะเผยออกมาเอง’
เมื่อคิดเช่นนี้ นางก็อดคิดถึงอีกเรื่องหนึ่งขึ้นมามิได้
ระหว่างนางกับซูอี้น่าจะมีผลกรรมปริศนาบางอย่างเร้นอยู่!
ในภายภาคหน้า คำตอบอาจจะเผยออกมาเอง
สตรีถือหอกเงียบงันไปครู่ใหญ่ ก่อนจะโพล่งขึ้นว่า “พวกเจ้ามาหาสิ่งใดที่นี่?”
ซีหนิงอึ้งตะลึง ละทิ้งความคิดอันว้าวุ่นของตนไป และกล่าวว่า “เรียนผู้อาวุโสตามตรง เรามาที่นี่เพื่อสืบหาความลับเกี่ยวกับ ‘ยุควิญญาณยุทธ์’ เจ้าค่ะ”
ยุควิญญาณยุทธ์!
คู่เนตรสีม่วงของสตรีถือหอกพลันดูแปลกพิกลเล็กน้อย “เรื่องเกี่ยวกับยุควิญญาณยุทธ์นี้ กระทั่งเทพก็ไม่อาจหยั่งมอง เจ้าได้คว้าน้ำเหลวแน่ๆ”
หลังจากครุ่นคิดเล็กน้อย นางจึงกล่าวขึ้นอีกว่า “แต่ที่นี่มีโอกาสมากมายที่อาจช่วยให้เจ้าบรรลุเทพได้นะ”
ว่าแล้ว นางก็นำแผนที่ลับชิ้นหนึ่งมอบให้ซีหนิง “แผนที่ลับนี้บันทึกสถานที่เก็บโอกาสสัมพันธ์ไว้ หากใส่ใจ เจ้าจะได้รับประโยชน์ไม่มากก็น้อย คิดเสียว่าเป็นน้ำใจเล็กๆ น้อยๆ จากข้า”
“แต่ข้าก็ยังแนะนำให้พวกเจ้ารีบออกจากที่นี่โดยเร็วที่สุดจะดีกว่า เพราะในชั่วกาลต่อจากนี้ เหตุแปรผันเกินหยั่งคาดมากมายจะปรากฏขึ้นในบรรพพิภพสวรรค์เมิน”
เสียงยังไม่ทันสิ้น สตรีถือหอกก็ละล่องจากจร
เหลือเพียงซีหนิงและลั่วเทียนตูยืนนิ่ง ต่างผู้ล้วนครุ่นคิดในภวังค์ของตน
“อาหนิง ผู้อาวุโสท่านนี้ให้ค่าเจ้าสูงมากจริงๆ นะ”
ลั่วเทียนตูรำพึง
หญิงสาวรู้อยู่แก่ใจว่าทัศนคติที่เปลี่ยนแปลงไปของสตรีถือหอกน่าจะเกี่ยวกับความลับของนาง!
นางสงสัยกระทั่งว่าสตรีถือหอกน่าจะรู้เรื่องบางอย่างเข้าแล้ว!!
ดังนั้นอีกฝ่ายจึงแสดงความเมตตาต่อนาง
“ไปหาที่พักฟื้นกันก่อนเถอะ”
ซีหนิงมิพูดอันใดอีก แล้วนางก็ลงมือทันที
ลั่วเทียนตูเองก็ไม่ได้ถามอันใดเช่นกัน
……
“ซีหนิง… ไฉนคนเช่นนางจึงปรากฏขึ้นในตระกูลซีโบราณ หรือบรรพชนของนางจะเกี่ยวข้องกับผู้อยู่เหนือธารนทีแห่งชะตากรรมกัน?”
ในหุบเขาอันปกคลุมด้วยหมอกแห่งหนึ่ง สตรีถือหอกตกอยู่ในภวังค์ครุ่นคิด
หลังจากนั้นเนิ่นนาน นางก็พึมพำ “ว่าแล้วเชียว ผู้เกี่ยวข้องกับเจ้าคนแซ่ซูนั่น หาธรรมดามิได้สักคน”
“หากมีโอกาส ต้องไปสู้กับเจ้าคนแซ่ซูนั่นเพื่อล้างอายอีกสักตั้ง!”
……
ทวีปกกพิสุทธิ์
ซากตำหนักอนันตรัตติกาล
งานเลี้ยงอันชื่นมื่นกำลังดำเนินอยู่
ซูอี้นั่ง ณ ที่นั่งประธาน
ผู้เข้าร่วมนั้นประกอบด้วยชิงเวย มหาเซียนหลิวอวิ๋น เซียนคุนอู๋และสหายเก่าคนอื่นๆ
และยังมีผู้คนนับพันอย่างคนคลั่งดาบ หลี่เช่อหู่ และคนอื่นๆ ที่กลับมากับเขาด้วย!
ในหมู่พวกเขา คนคุ้นหน้าอย่างกงอวี่สวินก็มีมิขาดหาย
หากคนเหล่านี้ไม่ได้มีบรรพชนเป็นผู้ใต้บัญชาของหวังเย่ ตระกูลของพวกเขาก็เคยรับใช้หวังเย่มาก่อน และล้วนถูกลัทธิไร้มลทินกับยักษ์ใหญ่วิถีเซียนอื่นๆ จับเป็นตัวประกัน
ยามนี้ พวกเขาล้วนติดตามซูอี้มายังซากตำหนักอนันตรัตติกาลเพื่อปรึกษาเรื่องสำคัญต่างๆ
เหตุผลนั้นง่ายมาก เพราะชายหนุ่มเคยกล่าวไว้ว่าเขาจะสร้างตำหนักอนันตรัตติกาลขึ้นใหม่ และย่อมต้องการความช่วยเหลือ
ผู้คนในงานเลี้ยงยิ้มแย้มเสสรวล
มีผู้ก้าวเข้ามาดื่มฉลองให้แก่ซูอี้เป็นระยะ
ชายหนุ่มหาปฏิเสธไม่
บรรยากาศนั้นแสนครึกครื้น แต่ซูอี้สังเกตเห็นชัดเจนว่าทั้งชิงเวย สองพี่น้องจากเผ่าภูตปี้อั้น ฟางโหย่วหรงกับฟางหานและคนอื่นๆ ต่างปฏิบัติต่อเขาอย่างพินอบพิเทามากขึ้นทุกขณะ
แตกต่างจากกาลก่อนที่พูดคุยเสสรวลกันอย่างสนิทสนม
เรื่องนี้ถือเป็นธรรมดา
ไม่ใช่เพราะเขาแปรเปลี่ยน แต่เป็นเพราะการวางตนของชายหนุ่มพัฒนาขึ้น ฝีมือทวีความแข็งแกร่ง สหายเก่าเหล่านี้จึงยากจะตามทัน
บางทีนี่อาจจะเป็นผลกระทบจากตัวตนและสถานะ
แม้จะไม่ได้ใส่ใจเรื่องนี้ เขาก็ไม่อาจแปรเปลี่ยนมันได้
ที่สูงช่างเหน็บหนาวฉะนี้แล
ดังนั้นจึงเห็นได้ชัดเจนขึ้นทุกขณะว่าการมีคนสนิท สหายเต๋าร่วมวิถีช่างล้ำค่าและหายากเพียงไร
หลังงานเลี้ยงจบลง ซูอี้ก็เข้าสู่แดนสารทวสันต์ ตั้งใจจะเก็บตัวชั่วขณะหนึ่ง
เร่งการฝึกฝน เสริมแกร่งมหาวิถี
ส่วนเรื่องการสร้างตำหนักอนันตรัตติกาลขึ้นใหม่นั้น เขามอบให้เป็นธุระของมหาเซียนหลิวอวิ๋น ชิงเวย และคนอื่นๆ
……
แดนสารทวสันต์
หนึ่งปีที่นี่เท่ากับหนึ่งวันข้างนอก!
แต่ละคราภายในสถานที่แห่งนี้ เขาเก็บตัวได้สูงสุดเพียงหกสิบปี ซึ่งเทียบได้กับสองเดือนในโลกภายนอก
ตู้ม!
เตาเสริมสวรรค์คุกรุ่น หล่อหลอมวัตถุดิบศักดิ์สิทธิ์และโอสถเซียนเป็นภูเขาเลากา รัศมีสมบัติเคลื่อนวน เผยอำนาจเหนือธรรมดา
ข้างกันนั้น ซูอี้นั่งขัดสมาธิตรวจสอบสมบัติล้ำค่าที่สุดในหมู่สินสงคราม
ในศึกงานเลี้ยงลูกท้อ เขาประหัตประหารกลุ่มศัตรูร้าย เหยียบย่ำบรรพตศักดิ์สิทธิ์จรดนภา ทิ้งสินสงครามไว้บนสนามรบซึ่งถูกพวกคนคลั่งดาบและหลี่เช่อหู่เก็บรวบรวมมาส่งให้เขา
และจนบัดนี้ ซูอี้ก็เพิ่งมีโอกาสมานับสินสงคราม
สินสงครามนั้นมากมายเสียจนชวนตะลึง!
ไม่ว่าสมบัติชิ้นใดหลุดไปยังแดนเซียน ย่อมเกิดการแก่งแย่งพัลวันเป็นแน่!!
เหตุผลนั้นแสนง่าย เพราะเจ้าของเดิมของพวกมันต่างเป็นมหาอำนาจในขอบเขตมหาศาลสามระดับ และผู้นำขุมกำลังยักษ์ใหญ่วิถีเซียนอย่างฉีเนี่ยและเสวียนจ้ง
และยังมีบุตรกับบุตรีแห่งสวรรค์อีกห้าคน!
สมบัติของบุคคลเลิศล้ำมากอิทธิพล ณ จุดสูงสุดแห่งแดนเซียนหรือจะธรรมดา?
ก่อนหน้านี้ ซูอี้ส่งสมบัติที่อยู่ต่ำกว่าระดับแกนรวมศูนย์ทั้งหมดให้ชิงเวยและมหาเซียนหลิวอวิ๋นเป็นทุนสำหรับสร้างตำหนักอนันตรัตติกาลขึ้นใหม่แล้ว
แต่ถึงอย่างนั้น ชายหนุ่มก็ยังมีสมบัติในมือมากมาย
วัตถุดิบศักดิ์สิทธิ์กองเป็นภูเขา โอสถเซียนนับพัน และสมบัติเซียนอื่นๆ อีกสารพัด!
แค่สมบัติเซียนระดับสุดลึกล้ำก็มียี่สิบหกชิ้นเข้าไปแล้ว!!
ทว่าสิ่งที่เข้าตาเขาจริงๆ คือสินสงครามจากบุตรและบุตรีแห่งสวรรค์ทั้งห้า
บุตรและบุตรีแห่งสวรรค์เหล่านั้นล้วนมาจากโลกแห่งเทพ ตัวตนสูงส่ง ฐานะพิเศษ การมายังแดนเซียนในยามนี้ของพวกเขาต่างก็มีภารกิจแตกต่าง สมบัติที่แต่ละผู้ถือครองจึงเลิศล้ำน่าอัศจรรย์!
และสิ่งที่ดึงความสนใจของซูอี้ที่สุดคือ ‘มหาโอสถบรรลุเทพ’ ที่บุตรและบุตรีแห่งสวรรค์เหล่านี้มี!
โอสถเซียนเหล่านี้ล้วนแต่เป็นสมบัติไร้เทียมทาน ซึ่งพบได้แต่ไม่อาจครอบครองของตัวตนระดับสุดลึกล้ำ และโอสถเซียนบางชนิดยังหายาก กระทั่งสาบสูญไปจากแดนเซียนเนิ่นนานแล้ว
เขาไม่ต้องคิดก็ทราบได้ว่า บุตรและบุตรีแห่งสวรรค์เหล่านี้ล้วนตระเตรียมโอสถเซียนเหล่านี้ไว้เพื่อบรรลุเทพ และมักอิดออดไม่ยอมนำออกมาใช้
และยามนี้ พวกมันก็เป็นส้มหล่นสำหรับซูอี้
“หญ้ากิเลนห้าสี แก่นแร่ศิลานิลกาฬ บุปผาวิญญาณชาดเก้าอัศจรรย์… โอสถเซียนไร้เทียมทานเหล่านี้สาบสูญไปเนิ่นนานก่อนบังเกิดยุคอวสานเซียนเสียอีก……”
หลังจากนับจำนวนมหาโอสถบรรลุเทพจนครบ ชายหนุ่มก็อดไม่ได้ที่จะทอดถอนใจ
บุตรและบุตรีแห่งสวรรค์เหล่านี้รวยกันจริงๆ!
มหาโอสถบรรลุเทพนี้สามารถพบได้แต่มิอาจครอบครอง และบางชิ้นกระทั่งก่อนหวังเย่ตกตาย ยังไม่เคยถูกพบเห็นมาก่อน!
“หากมีโอสถเซียนเหล่านี้อยู่ ภายภาคหน้าก็ไม่ต้องกังวลเรื่องขาดแคลนทรัพยากรฝึกฝนเลย……”
ซูอี้รู้สึกสบายใจ
เขากระทั่งเริ่มคิดว่าหากล่าบุตรและบุตรีแห่งสวรรค์ได้มากกว่านี้ ผลเก็บเกี่ยวย่อมเลิศล้ำยิ่งกว่า!
เรื่องที่น่าเสียดายอย่างเดียวก็คือ สมบัติแห่งยุคสมัยในมือบุตรและบุตรีแห่งสวรรค์เหล่านี้ไม่อาจกำราบได้…
หลังจากนั้นเนิ่นนาน ซูอี้ก็รวบรวมสินสงครามเสร็จเรียบร้อย ชายหนุ่มละทิ้งความคิดฟุ้งซ่านและเริ่มทำสมาธิฝึกฝน
สองสามเดือนก่อน เขาพิสูจน์ตนขึ้นเป็นมหาเซียน
และไม่นานนี้ ณ ภูเขาซากวิญญาณ เขาก็ขึ้นสู่ระดับมหายุทธ์
ความไวในการเคลื่อนขอบเขตนั้นชวนตะลึง
แต่ก็ใช่ว่าจะไร้ผลเสีย นั่นคือขาดการตกตะกอนในการเสริมความแข็งแกร่ง
แม้จะได้รู้แจ้งหน้าอนุสรณ์วิถีเคลื่อนฮุ่นตุ้นหลายหน ชายหนุ่มก็ไม่อาจขัดเกลารากฐานมหาวิถีได้อย่างแท้จริง
และยามนี้ สิ่งที่ซูอี้ต้องทำก็คือการตกตะกอนความคิด!
……
กาลเวลาสิบวันผ่านไปในโลกภายนอก
และสิบปีในแดนสารทวสันต์!
เตาเสริมสวรรค์หลอมโอสถเซียนและวัตถุดิบศักดิ์สิทธิ์ทั้งหมดที่หลอมได้ไปแล้ว
ตัวเตาเสริมสวรรค์เองก็ได้รับผลประโยชน์อันยิ่งใหญ่ ทั้งระดับและพลังต่างทะลวงสูง น่าจะถึงระดับแกนรวมศูนย์แล้ว
ส่วนพลังอำนาจของมันก็หาด้อยไปกว่าสมบัติเซียนค้ำสวรรค์ระดับสุดลึกล้ำไม่!
นอกจากนั้น ภูมิปัญญาและจิตวิญญาณของมันยังได้รับการซ่อมแซมจนสมบูรณ์ อำนาจต้นกำเนิดกระทั่งก้าวหน้าขึ้นอีกหนึ่งขั้น แสนฉลาดเฉลียวปราดเปรื่อง
ขณะซูอี้ยังคงตั้งใจฝึกฝน มันก็เป็นฝ่ายเริ่มใช้สารพัดวัตถุดิบศักดิ์สิทธิ์ช่วยพัฒนาระดับของดาบแห่งโลกาให้สูงขึ้นอีก
……
ขุนเขาไร้ฤดูกาล เหน็บหนาวลืมนับปี
ในแดนสารทวสันต์นี้ไม่อาจสัมผัสได้กระทั่งการแปรเปลี่ยนแห่งเวลา
เก็บตัวปีที่ยี่สิบ
ในที่สุด ซูอี้ผู้นั่งนิ่งประหนึ่งรูปปั้นดินเหนียวก็ลืมตาขึ้น
ในขณะนี้ รากฐานมหาวิถีของเขาแน่นหนาสมบูรณ์พร้อม ได้รับการขัดเกลากลั่นบริสุทธิ์จนถึงระดับสูง ถึงขีดจำกัดที่ขอบเขตปัจจุบันของเขาจะไปถึงได้แล้ว
ทั้งจิตวิญญาณ ร่างวิถี กระทั่งความคิดยังตกตะกอนจนกระทั่งเฉียบคมขึ้นกว่าเดิม!
“ใต้เท้า นี่คือโอสถเซียนที่หลอมได้ขอรับ”
เตาเสริมสวรรค์ชิงเป็นฝ่ายเข้ามาอวดผลงาน “ดาบแห่งโลกาเองก็ได้รับการเพิ่มระดับ เทียบได้กับสมบัติระดับสุดลึกล้ำแล้วขอรับ!”
ซูอี้รับโอสถเซียนเหล่านั้นมาแล้วพยักหน้า “ทำต่อ อย่าอยู่เฉย”
“ทราบ!” เตาเสริมสวรรค์กล่าวรับเสียงเข้ม
ท่าทีแสนประจบประแจง
‘จากนี้ก็ถึงกาลเตรียมพิสูจน์วิถีสู่ระดับแกนรวมศูนย์แล้ว……’
ซูอี้กล่าวในใจ
เขาลุกขึ้น หยิบไหสุราออกมา แล้วทอดกายนอนพักผ่อนบนเก้าอี้หวาย
เมื่อกาลผันผ่าน เก้าอี้หวายซึ่งอยู่ข้างกายเขานับแต่เริ่มฝึกฝนในชาตินี้มานมนาน อาบอำนาจมหาวิถีรอบกายชายหนุ่มหลายต่อหลายปีจนทวีความลึกล้ำยิ่ง แม้จะดูธรรมดา แต่ก็บรรจุเคล็ดจังหวะวิถีในตัว!
นี่เป็นเรื่องธรรมดา
แม้สิ่งของจะธรรมดาเพียงไร หากติดตามอยู่ข้างกายมหาอำนาจไร้เทียมทานตลอดปี พวกมันก็จะกลายเป็นของไม่ธรรมดาไปเอง!
ยิ่งไม่ต้องพูดถึงว่าเขาถนอมเก้าอี้หวายนี้มาก และนานทีปีหนยังใช้วัตถุดิบศักดิ์สิทธิ์บางชิ้นมาซ่อมแซมเก้าอี้หวาย เพื่อให้ตนเองพักผ่อนบนนั้นได้สบายตัวยิ่งขึ้น……
เก้าอี้หวายนี้จึงย่อมไม่ใช่สิ่งของธรรมดาอีกต่อไป กระทั่งเรียกได้ในระดับหนึ่งว่าเป็นสมบัติวิถี!
หากให้ตัวตนวิถีเซียนสักคนได้มันไป คนผู้นั้นอาจกระทั่งได้ทำความเข้าใจเคล็ดพลังมหาวิถีมากมายจากเก้าอี้หวายตัวนี้!
“เจ้าหกหนังสือ เจ้าว่าข้าควรทำเช่นไรให้เจ้าสามดาบยอมรับข้าเป็นนาย?”
ซูอี้นำบันทึกผลกรรมและดาบเคียงประชิดออกมาปรึกษาหารือกัน
หลังสนทนากับกรรมวิถีชาติที่ห้าหลี่ฝูโหยว ณ เขาซากวิญญาณ ซูอี้ก็พบว่าเขาสามารถใช้ดาบเคียงประชิดได้แล้ว!
เพราะเหตุนี้ ยามทำศึกกับหลวงจีนเจียอวิ๋นในงานเลี้ยงลูกท้อ ชายหนุ่มจึงให้ดาบเคียงประชิดสร้างปาฏิหาริย์ เผยอำนาจอันน่าตกตะลึงออกมา
แต่สิ่งที่ทำให้เขางุนงงก็คือ ดาบเคียงประชิดก็ยังไม่อยากยอมรับเขาเป็นนายอยู่ดี!
มันให้ความรู้สึกราวกับเจ้าได้ไปเพียงกาย แต่ใจข้าจะไม่มีวันอยู่กับเจ้า!
บทที่ 1,907 เจ้ารองกระบี่ เจ้าใหญ่พู่กัน
ต้องทำเช่นไรให้เจ้าสามดาบยอมรับเป็นนาย?
เมื่อได้ยินวาจาของซูอี้ บันทึกผลกรรมก็กระเถิบตัวออกห่างโลงดาบหกชุ่นอย่างระมัดระวังเสียก่อน จากนั้นจึงเขียนข้อความบนหน้ากระดาษอย่างรวดเร็ว
‘มีสองทาง หนึ่งคือต่อยตีจนกว่าจะยอมสยบ’
‘สองคือหา ‘เจ้ารองกระบี่’ มาสู้กับเจ้าสามดาบ!’
ซูอี้ผงะไป
ทางแรกนั้นเลิกคิดไปได้เลย
ในฐานะหนึ่งในสมบัติลับแห่งฮุ่นตุ้น ดาบเคียงประชิดนั้นแข็งแกร่งพอที่จะปราบสมบัติเทพแห่งยุคสมัยในมือของบุตรและบุตรีแห่งสวรรค์ต่างๆ ได้ กระทั่งเขายังต้องใช้ความช่วยเหลือจากดาบเคียงประชิดเพื่อสังหารบุตรแห่งสวรรค์อย่างฝูเทียนอีได้อย่างราบคาบ
ด้วยเหตุนี้ ชายหนุ่มจะปราบดาบเคียงประชิดเล่มนี้ได้เช่นไร?
“เจ้ารองกระบี่ที่เจ้าว่านั่น หมายถึง ‘กระบี่ชังสวรรค์’ ที่เป็นอันดับสองในหมู่เก้าความลับแห่งจักรวาลน่ะหรือ?”
ซูอี้ถาม
‘ถูกต้อง!’
บันทึกผลกรรมอธิบาย ‘เจ้ารองกระบี่ดุร้ายเกินไป อำนาจสังหารของเขาล้ำเลิศเป็นหนึ่งในจุดสูงสุดของความลับแห่งจักรวาลทั้งเก้าเสียจนสวรรค์ชังเทวารังเกียจ เป็นที่ชิงชังจากสวรรค์และทวยเทพ!’
‘เมื่อก่อน พวกเราล้วนเคยถูกรังแกกันมาหมดแล้ว!’
‘เรื่องที่ไม่น่าอภิรมย์ที่สุดสำหรับเจ้าสามดาบก็คือเจ้ารองกระบี่นี่ล่ะ เจ้าสองสิ่งนี้ทำศึกกันอย่างดุเดือดหลายต่อหลายหนนับแต่กำเนิด ทนกันไม่ได้ราวน้ำกับไฟ เป็นตายมิขอร่วมโลก!’
ซูอี้อดประหลาดใจมิได้ แต่ก็แสนสนใจเช่นกัน จึงกล่าวว่า “ใครแข็งแกร่งกว่ากัน?”
บันทึกผลกรรมกล่าว ‘เจ้ารองกระบี่ชนะบ่อยกว่า แต่ก็บาดเจ็บหนักกว่า ส่วนเจ้าสามดาบชนะน้อยกว่า ทว่าบาดเจ็บน้อยกว่า ในความคิดข้า เจ้าสองสิ่งนี้สูสีกันมาก หรืออาจกล่าวได้ว่าเสมอกัน’
‘แต่เจ้ารองกระบี่มิคิดเช่นนั้น มันคิดว่าในเมื่อมันอยู่ลำดับที่สอง มันก็อยากจะบดขยี้เจ้าสามดาบให้ได้’
‘เจ้าสามดาบก็ไม่คิดเช่นนั้น มันคิดเพียงว่าเจ้ารองกระบี่ก็แค่เป็นสมบัติลับแห่งฮุ่นตุ้นซึ่งเกิดขึ้นเป็นชิ้นที่สอง หากประชันอำนาจกัน เจ้าสามดาบจะอยู่เหนือเจ้ารองกระบี่อย่างแน่นอน’
ซูอี้อดรู้สึกขบขันมิได้
พวกมันเป็นสมบัติลับแห่งฮุ่นตุ้นคู่หนึ่ง แต่จิตแข่งขันกลับสูงส่งเกินคาด
“เช่นนั้น ในความคิดเจ้า ผู้ใดแข็งแกร่งที่สุดในหมู่เก้าความลับแห่งจักรวาล?”
ซูอี้ถาม
บันทึกผลกรรม ‘แน่นอนว่าเป็นข้าเอง!’
ซูอี้ “……”
โลงดาบหกชุ่นดูจะอดรนทนไม่ไหว จากนั้นมันก็เตรียมลงมือ
บันทึกผลกรรมสั่นสะท้าน รีบเปลี่ยนวาจาทันที ‘อันที่จริง เราเก้าความลับแห่งจักรวาลล้วนมีความพิเศษของตน ซึ่งก็เลิศล้ำสูงส่งกันอยู่แล้ว หากเทียบแค่อำนาจต่อสู้ เจ้ารองกระบี่และเจ้าสามดาบกินขาด ส่วนนาวาพลิกสวรรค์เป็นเลิศด้านความเร็ว ในขณะที่แผนที่สองลักษณ์โดดเด่นด้านการป้องกันที่สุด แต่ละชิ้นแตกต่าง มิอาจเทียบกันได้เลย’
ซูอี้ถาม “แล้วพู่กันบรรพ์กำเนิดเล่า? สมบัติชิ้นนี้เลิศล้ำเช่นไร?”
พู่กันบรรพ์กำเนิด!
สมบัติลับแห่งฮุ่นตุ้นอันดับหนึ่งในหมู่เก้าความลับแห่งจักรวาล!
และยังเป็นสมบัติอันลึกลับที่สุด
ในอดีต ซูอี้เคยถามบันทึกผลกรรมเกี่ยวกับพู่กันบรรพ์กำเนิดมาแล้ว
แต่กระทั่งมันยังรู้เกี่ยวกับพู่กันบรรพ์กำเนิดเพียงน้อยนิด บอกเพียงว่า ‘เจ้าใหญ่พู่กัน’ เป็นสมบัติลับแห่งฮุ่นตุ้นชิ้นแรกอันบังเกิดจากฮุ่นตุ้นแดนเซียน ลึกลับเกินประมาณ และหายไปจากโลกหล้านับแต่แรกกำเนิด แทบไม่มีข่าวคราวเกี่ยวกับมันเลย!
ใช่แล้ว!
พู่กันบรรพ์กำเนิดนี้ลึกลับเสียจนเป็นดั่งปริศนา ไร้ข่าวคราวใดๆ หลงเหลือ!
‘ข้าไม่รู้’
มิน่าแปลกใจเลย บันทึกผลกรรมก็หาทราบไม่ ‘ข้าไม่เคยพบกับเจ้าใหญ่พู่กันเลยตั้งแต่เกิดมา’
ซูอี้นวดหว่างคิ้ว แล้วจึงเลิกคิดถึงมันและกล่าวว่า “เช่นนั้น เจ้ารู้หรือไม่ว่าจะหาเจ้ารองกระบี่ได้เช่นไร?”
ทันใดนั้น โลงดาบหกชุ่นก็ทะยานเวหา แล้วใช้ตัวเองเขียนข้อความบนบันทึกผลกรรมราวกับเป็นพู่กัน ‘เมื่อเจ้าขึ้นไปถึงระดับสุดลึกล้ำ ข้าจะพาเจ้าไปหามันเอง!’
ซูอี้ใจชื้นขึ้น
การใช้เจ้ารองกระบี่มาล่อดาบเคียงประชิดนี่ได้ผลจริงๆ ด้วย!
‘เจ็บ เจ็บ เจ็บ เจ๊บบบบ!’ บันทึกผลกรรมสั่นสะท้าน ‘เจ้าสามดาบ เจ้าอยากพูดอันใด ข้าช่วยบอกเขาให้ก็ได้ ไฉนต้องมาย่ำยีกายข้าเช่นนี้!’
ซูอี้เมินความเจ็บปวดของบันทึกผลกรรมไป แล้วกล่าวอย่างสนใจว่า “ไฉนข้าจึงต้องรอให้ถึงระดับสุดลึกล้ำก่อนหรือ?”
ดาบเคียงประชิดเขียนบนบันทึกผลกรรม ‘เจ้าในยามนี้อ่อนแอเกินไป’
บันทึกผลกรรมเจ็บปวดเสียจนหน้ากระดาษยับยู่ยี่ ผรุสวาทด่าไม่หยุด
แต่มันก็ไม่กล้าแตกหักกับเจ้าสามดาบจริงๆ จึงทำได้เพียงโอดครวญ
“อ่อนแอเกินไป……” ซูอี้สิ้นวจีไปครู่หนึ่ง
ใครเล่าจะกล้าคิดว่าเขาจะมาถูกดาบเล่มหนึ่งดูแคลน?
……
กาลเวลาเร่งเร็ว ห้าสิบปีผันผ่านในแดนสารทวสันต์
หลังเวลาหลายสิบปีผันผ่าน วิถีเต๋าของชายหนุ่มก็แปรเปลี่ยนไปอย่างน่าอัศจรรย์
ในที่สุด การฝึกฝนของเขาก็มาถึงระดับมหายุทธ์ขั้นสมบูรณ์แล้ว
ทั้งจิตวิญญาณและร่างวิถีต่างได้รับการขัดเกลาจนสมบูรณ์แบบ
การควบคุมอำนาจมหาวิถีเองก็ถูกหลอมรวมเป็นหนึ่ง ขึ้นสู่จุดสูงสุด!
นอกจากนั้น หลังจากหลอมสมบัติเซียนระดับสุดลึกล้ำมากมาย ระดับของดาบแห่งโลกาก็มาถึงระดับสุดลึกล้ำแล้วเช่นกัน!
กระทั่ง ‘เตาเสริมสวรรค์’ ผู้ตีดาบแห่งโลกาขึ้นใหม่เองก็ยังได้รับผลประโยชน์มหาศาลไปด้วย และได้รับการพัฒนาสู่ระดับสุดลึกล้ำก่อนดาบแห่งโลกาเสียอีก!
ส่วนราคาที่ต้องจ่ายก็คือ สินสงครามที่ได้มาจากงานเลี้ยงลูกท้อถูกใช้ไปจนสิ้น
แต่ก็คุ้มค่าแล้ว!
เก็บตัวฝึกฝนขัดเกลาฝีมือ หากไร้การสนับสนุนจากทรัพยากรฝึกฝน การพัฒนาวิถีเต๋าสู่จุดนี้ในชั่วกาลเพียงห้าสิบปีก็เป็นความฝันกลางวันแท้ๆ
เหตุผลนั้นแสนง่ายดาย เพราะการฝึกฝนขอบเขตมหาศาลสามระดับนั้นยากเย็นเกินไป!
ตัวตนขอบเขตมหาศาลในโลกหล้าต่างเก็บตัวกันมาเป็นหมื่นแสนปี ทว่าการฝึกฝนของพวกเขาอาจไม่พัฒนาขึ้นเลยก็ได้
และหากไร้โอกาสและทรัพยากรฝึกฝน แม้จะเก็บตัวฝึกฝนนานเพียงใด ก็อาจไร้ประโยชน์โดยสิ้นเชิง!
จึงเป็นเหตุผลว่าทำไมในแดนเซียน แม้จะมีตัวตนวิถีเซียนมากมาย แต่ก็มีตัวตนขอบเขตมหาศาลน้อยเหลือเกิน
สำหรับซูอี้ก็เป็นเช่นนั้น
แล้วการเปลี่ยนแปลงของดาบแห่งโลกาและเตาเสริมสวรรค์จะไม่เป็นเช่นนั้นด้วยหรือ?
หากไม่ใช่เพราะนำสมบัติเซียนไร้เทียมทานระดับสุดลึกล้ำเหล่านั้นมาหลอม สมบัติทั้งสองชิ้นนี้คงไม่มีทางพัฒนามาจนถึงขั้นนี้ได้ในช่วงเวลาเพียงห้าสิบปี!
“อีกเพียงก้าวเดียวก็จะเข้าสู่ระดับแกนรวมศูนย์ได้แล้ว”
เขาลืมตาขึ้นอย่างเงียบเชียบ “แต่ไม่อาจทราบเลยว่าโอกาสพัฒนานี้จะปรากฏขึ้นที่ไหนยามใด แทนที่จะรอ เป็นฝ่ายชิงริเริ่มก่อนเลยดีกว่า!”
ขณะครุ่นคิด เขาก็ลุกขึ้นยืน
แม้เขาจะยังเก็บตัวฝึกฝนในแดนสารทวสันต์ได้อีกสิบปี มันก็ไม่จำเป็นอีกต่อไปแล้ว
เสียเวลาเปล่าๆ!
วันเดียวกันนั้น ซูอี้ก็ออกจากแดนสารทวสันต์
……
ห้าสิบปีผ่านไปในแดนสารทวสันต์ เป็นเพียงห้าสิบวันในโลกภายนอก
ทว่าเพียงห้าสิบวันนี้ ซากตำหนักอนันตรัตติกาลก็แปรเปลี่ยนไปอย่างสะเทือนโลกา!
ในอดีต ที่แห่งนี้เต็มไปด้วยซากปรักหักพัง ถือได้ว่าเป็นเขตต้องห้ามของเหล่าผู้ฝึกตนเซียนในทวีปกกพิสุทธ์
ทว่าในตอนนี้ สถานที่แห่งนี้กลับใหม่เอี่ยมยิ่ง!
ทั่วทั้งป่าเขาเต็มไปด้วยศาลาและตำหนัก สารพัดสิ่งปลูกสร้างตั้งตระหง่านเคียงกัน บุปผาสมุนไพรหายากถูกปลูกไว้ทุกพื้นที่ สวนโอสถเขียวขจีทุกแห่งหน
มีกระเรียนเซียนโบยบินอยู่บนเวหา เมฆมงคลละล่องเคลื่อน
ค่ายกลต่างๆ ถูกสร้างขึ้น มันดึงปราณจิตวิญญาณบนอากาศ ปกคลุมตำหนักอนันตรัตติกาลด้วยบรรยากาศเคร่งขรึมสูงส่ง
เป็นภาพประหนึ่งสุขาวดีบนดิน แดนศักดิ์สิทธิ์แห่งหมู่เซียน
นี่คือฝีมือของผู้ฝึกตนเซียนทั้งหลาย เคลื่อนภูผาขยับทะเล แปรเปลี่ยนฟ้าดิน สร้างแดนศักดิ์สิทธิ์บรรพตลือนามขึ้นในกาลอันแสนสั้น!
ยิ่งไม่ต้องพูดถึงว่าเหล่าผู้รับใช้ซูอี้ ณ ขณะนี้มีตัวตนในระดับมหาเซียนอยู่มากมาย และในแดนเซียนทุกวันนี้ พวกเขาอาจจะไม่แข็งแกร่งเท่าตัวตนขอบเขตมหาศาล แต่ก็ยังเป็นตัวตนสูงสุดในวิถีเซียนอยู่ดี
เมื่อสหายเก่าทั้งหลายอย่างมหาเซียนหลิวอวิ๋น ชิงเวย และเซียนคุนอู๋ร่วมมือในตอนนี้ ตำหนักอนันตรัตติกาลอันใหม่เอี่ยมก็ถูกสร้างขึ้น!!
“ดีมาก”
ชายหนุ่มเดินชมรอบตำหนักอนันตรัตติกาล มีชิงเวยติดตามอยู่ข้างกาย
หญิงสาวยิ้มอย่างสำรวมและกล่าวว่า “ผู้น้อยเชื่อว่าในภายหน้า ด้วยการนำของใต้เท้าจอมราชัน ตำหนักอนันตรัตติกาลจะทวีความรุ่งโรจน์ คืนสู่ความเลิศล้ำแห่งอดีตกาล ไม่สิ… ต้องสูงล้ำไปกว่านั้นแน่เจ้าค่ะ!”
ขณะกล่าวเช่นนั้น ใบหน้าทรงเสน่ห์ของนางก็ปรากฏความคาดหวังจากใจขึ้นมาเล็กน้อย
ซูอี้กล่าวพร้อมกับแย้มยิ้ม “ไม่ช้าก็เร็ว ข้าก็ต้องจากแดนเซียนนี้ไป ความรุ่งเรืองของตำหนักอนันตรัตติกาลนี้จะขึ้นกับความพากเพียรของทุกผู้แล้ว”
“จากไป?”
ชิงเวยผงะอึ้ง
โดยไม่รอให้นางคืนสติ ชายหนุ่มก็เดินต่อไป “ทว่านั่นก็เป็นเรื่องในอนาคต ก่อนจรจาก ข้าจะเตรียมทุกสิ่งให้พร้อมก่อน”
ชิงเวยติดตามไปอย่างรีบร้อน
เรียวขาอวบเรียวดุจหยกก้าวเดิน ชายกระโปรงพลิ้วพัด เผยส่วนโค้งเว้าอันน่าอัศจรรย์
ความงามของหญิงงามคลุมเครือมิเปิดเผย
การบดบังด้วยอาภรณ์นั้นยิ่งกระตุ้นความคิดให้เตลิดได้ยิ่งกว่า
“ใต้เท้าจอมราชัน ระหว่างที่ท่านเก็บตัวฝึกฝน ขุมกำลังเซียนใหญ่แห่งแล้วแห่งเล่าก็มาแสดงความยินดี และส่งของขวัญมาอย่างคับคั่งเจ้าค่ะ”
ริมฝีปากสีกุหลาบของชิงเวยเอื้อนเอ่ย เล่าสถานการณ์ผ่านมาให้ซูอี้รับทราบ
นับแต่งานเลี้ยงลูกท้อจบลง แดนเซียนก็ตกสู่ความโกลาหล
กลุ่มเต๋าเซียนยักษ์ใหญ่หลายแห่งนำโดยลัทธิไร้มลทินและลัทธิกำเนิดเอกภพสั่นสะท้านตั้งแต่หัวจรดหาง พวกเขาล้วนหวาดผวา เก็บความหยิ่งผยอง และทุกขุมกำลังใต้บัญชาต่างเก็บตัวเงียบ
เห็นได้ชัดว่าตื่นตระหนก
ทั่วทิศในแดนเซียนเปี่ยมด้วยมรสุมพัดโหม ทุกผู้ตระหนักแล้วว่าครรลองแห่งแดนเซียนได้พังทลายลงหลังงานเลี้ยงลูกท้ออวสาน
ยุคสมัยใหม่เริ่มขึ้นแล้ว!
ตลอดมานี้ สิ่งที่ถูกจับตามองที่สุดคือ ‘ตำหนักอนันตรัตติกาล’ แห่งทวีปกกพิสุทธิ์!
กลุ่มเต๋าโบราณอย่างตระกูลทัง สามสุขาวดีแห่งเขาปู้โจวอันประกอบด้วยแดนบริสุทธิ์แสงหยกพลิ้ว สุขาวดีเทียนเสวียน และมหาดาราต่างส่งทูตมาพร้อมกับของขวัญมากมายเพื่อสนับสนุนการสร้างตำหนักอนันตรัตติกาลขึ้นใหม่
กลุ่มเต๋าเซียนบางแห่งอันแสนห่างเหินยังเป็นฝ่ายมาขอผูกสัมพันธ์โดยการร่วมสร้างตำหนักอนันตรัตติกาลขึ้นใหม่
ชั่วขณะนั้น ตำหนักอนันตรัตติกาลให้ความรู้สึกยิ่งใหญ่ประหนึ่ง ‘หมื่นสำนักบรรณาการ เป็นหนึ่งในพิภพ’ !
จวบจนยามนี้ยังมีกลุ่มเต๋าวิถีเซียนมากมายที่มาเยี่ยมเยือนทุกเมื่อเชื่อวัน และยังมีตัวตนวิถีเซียนทั่วโลกามาแวะเวียน!
มีตัวตนหนุ่มสาวผู้กระตือรือร้นอยากจับจองพื้นที่เข้ามาฝึกฝนในตำหนักอนันตรัตติกาลมิขาดสาย
แม้จะยังเร็วกว่ากำหนดเส้นตายในการสร้างตำหนักอนันตรัตติกาลขึ้นใหม่ที่ซูอี้ประกาศไว้เป็นเดือน แต่ยามนี้ที่นอกตำหนัก ยอดฝีมือนับพันก็มารวมตัวกันแล้ว!
บ้างมาเพื่อรอเป็นพยานยามตำหนักอนันตรัตติกาลถูกตั้งขึ้นใหม่
บ้างมาเพื่อเป็นคนกลุ่มแรกที่ได้เข้าไปฝึกฝนในตำหนักอนันตรัตติกาล
สรุปคือ ภายในแดนเซียนทุกวันนี้ ตำหนักอนันตรัตติกาลกลายเป็นจุดสนใจ เป็นสิ่งเย้ายวนในใจของตัวตนวิถีเซียนทุกผู้!
หลังเข้าใจเรื่องนี้ ซูอี้ก็ทำเพียงยิ้ม
ในโลกนี้ ผู้กระทำการตามกระแสมีไม่เคยขาด
เหตุผลที่ตำหนักอนันตรัตติกาลได้รับความสนใจและปฏิบัติด้วยเช่นนี้ ทั้งหมดก็เป็นเพราะเขา
สิ่งที่เขาหวังยิ่งกว่าก็คือ ตำหนักอนันตรัตติกาลในภายภาคหน้าจะสามารถหยั่งรากฐาน มีความแข็งแกร่งพอจะดึงดูดผู้คนในแดนเซียนได้ด้วยตัวมันเอง!
“ช่วงกาลผ่านมานี้ บุตรและบุตรีแห่งสวรรค์ทั้งหลายเป็นเช่นไรกันบ้าง?”
ซูอี้ถามขึ้นกะทันหัน
บทที่ 1,908 พิธีเปิดสำนัก
ชิงเวยส่ายหน้า “ไม่มี ไร้กระทั่งร่องรอยเพียงนิดเจ้าค่ะ”
ซูอี้อดประหลาดใจขึ้นมามิได้
เท่าที่เขาทราบ บุตรและบุตรีแห่งเทพซึ่งกระจัดกระจายอยู่ทั่วแดนเซียนไม่ได้น้อยเลย!
ในหมู่พวกเขา มีกระทั่งตัวตนอันไร้เทียมทานอย่างหลวงจีนเจียอวิ๋น เหวินเหรินชิงอวี๋ และฮั่วเจี้ยนเฟิง
เหตุการณ์ที่งานเลี้ยงลูกท้อทำให้บุตรและบุตรีแห่งสวรรค์เหล่านี้ไม่กล้ากำแหงหรือ?
เขาไม่เชื่อหรอก!
บางที บุตรและบุตรีแห่งเทพเหล่านี้อาจจะครั่นคร้ามและเลือกเฝ้าสังเกตเพียงชั่วคราว แต่พวกเขาจะไม่ยอมรามือเช่นนี้แน่!
เพราะถึงอย่างไร ยามมายังแดนเซียน หลายคนก็ถือภารกิจมาทำลายเขากันอยู่แล้ว!
‘อย่าห่วงเลย แม้ตัวตนจากโลกแห่งเทพเหล่านั้นจะไม่ยอมรามือ พวกเขาก็ต้องหยั่งน้ำหนักผลลัพธ์ก่อนลงมือกันอยู่ดี’
ซูอี้กล่าวในใจ
เมื่อคิดถึงเรื่องนี้ ชายหนุ่มพลันตระหนักถึงสิ่งหนึ่ง……
ในเวลานี้ ตำหนักอนันตรัตติกาลโดดเด่นเป็นจุดสนใจ และยามนี้ก็ไร้อุบัติเหตุเพราะมีเขาอยู่ แต่หากชายหนุ่มจากไปเล่า?
มันจะถูกศัตรูฉกฉวยผลประโยชน์หรือไม่?
วันเดียวกันนั้น ซูอี้ก็ตัดสินใจเขียนสารลับฉบับหนึ่งให้วานรเฒ่าสะพายดาบในหุบเหวหมอกดำ หลิ่นเฟิง ณ ภูเขาซากวิญญาณ และราชันวิถีมังกรแดงที่ซากวังมังกร
และ ณ วันนั้น ซูอี้ก็ลงมือตั้งค่ายกลให้ตำหนักอนันตรัตติกาลด้วยตนเอง!
……
ภายในหุบเหวหมอกดำ
ณ ซากสมรภูมิโบราณ
วานรเฒ่าสะพายดาบลุกขึ้นกล่าวว่า “ฮวงถัว สหายเต๋าซูส่งคำขอมา เจ้าเตรียมตัวให้พร้อม เราจะไปโลกภายนอกด้วยกัน”
“ขอรับ!”
ห่างออกไปแสนไกลในโลกหล้า ฮวงถัวผู้มีรูปลักษณ์น่าสะพรึงกลัวร่างสูงหมื่นจั้งปรากฏกายขึ้น
……
ณ ภูเขาซากวิญญาณ
หลิ่นเฟิงผู้กำลังสร้างร่างวิถีขึ้นใหม่หน้าอนุสรณ์วิถีเคลื่อนฮุ่นตุ้นเองก็ได้รับสารจากซูอี้
เขาเงียบไปครู่หนึ่ง ก่อนจะลุกขึ้นละล่องนาวาพลิกสวรรค์จากไป
……
ซากวังมังกร
“ขึ้น!”
เมื่อราชันวิถีมังกรแดงยื่นมือขวาออกไป เตาหลอมบรรพบุรุษมังกรสูงร้อยจั้งพลันกู่ร้องก้อง เพลิงแสงถักทอเข้าหากัน หดสมบัติชิ้นนี้จนมีขนาดเพียงฝ่ามือ ร่วงลงบนมือของราชันวิถีมังกรแดง
“ว่าแล้วเชียว มีแต่ต้องก้าวสู่ขอบเขตมหาศาลก่อน จึงจะครอบครองเตาหลอมนี้ได้”
เค้าความปรีดาปรากฏในคู่เนตรมังกรของราชันวิถีมังกรแดง
เมื่อครึ่งเดือนก่อน ในที่สุดนางก็ได้โอกาสเคลื่อนขอบเขตในภวังค์ฝัน ใช้ร่างวิถีมังกรอันแสนแข็งแกร่งรอดชีวิตจากหายนะขอบเขตมหาศาลอย่างราบรื่น และขึ้นสู่ระดับมหายุทธ์ได้!!!
“หากไม่ใช่เพราะใต้เท้าจอมราชัน ข้าคงไม่มีวันนี้”
ราชันวิถีมังกรแดงครุ่นคิดอยู่ในใจ ‘ภายหน้า ข้าจะต้องไม่ทำให้ใต้เท้าจอมราชันผิดหวัง หลังล้างแค้นให้บิดาบุญธรรม ข้าจะทะยานเหนือทะเลบูรพา สร้างวังมังกรขึ้นใหม่ และคืนความรุ่งเรืองให้แก่เผ่ามังกร!’
ขณะครุ่นคิดเช่นนี้ นางพลันสังเกตเห็นบางอย่าง และนำยันต์ลับชิ้นหนึ่งออกจากแขนเสื้อ
ซูอี้ให้ยันต์ลับนี้แก่นางไว้ยามเขาออกจากซากวังมังกร เป็นสื่อใช้ติดต่อระหว่างกัน
“ใต้เท้าจอมราชันเชิญข้าไปยังตำหนักอนันตรัตติกาลหรือ?”
ราชันวิถีมังกรแดงแสนปรีดาในทันที “ในที่สุด ข้าก็มีโอกาสตอบแทนใต้เท้าจอมราชันแล้ว!”
วันเดียวกันนั้น นางออกเดินทางเหนือทะเลบูรพา มุ่งหน้าสู่ทวีปกกพิสุทธิ์แห่งแดนเซียน
ระหว่างทาง นางแปรเปลี่ยนเป็นมังกรแดงห้าเล็บยาวหมื่นจั้ง ทะยานเหนือหมู่เมฆ ละล่องล้อม่านหมอก ทำให้ขุมกำลังวิถีเซียนไม่รู้มากมายเพียงไรในทะเลบูรพาแตกตื่นตกใจ
……
หนึ่งเดือนต่อมา
ไม่ว่าขุมกำลังใดทั่วทั้งแดนเซียนบังเกิดก็ย่อมต้องมีพิธีเปิดสำนัก ป่าวประกาศสู่โลกหล้า
แม้จะกล่าวว่าเป็นการสร้างตำหนักอนันตรัตติกาลขึ้นใหม่ แต่ก็จำเป็นต้องมีพิธีเปิดสำนักเช่นกัน
ภายใต้คำสั่งของซูอี้ บันทึกผลกรรมเป็นผู้เลือกฤกษ์ยามอันเหมาะสมมงคลด้วยตนเอง
ซึ่งก็คือวันนี้!
ท้องนภากระจ่างใส สายลมพลิ้วพัดอย่างอ่อนโยน
เพียงอรุณรุ่งมาเยือน ผู้คนนับหมื่นแสนก็รวมตัวกันหน้าตำหนักอนันตรัตติกาลแล้ว
ขุมกำลังเซียนน้อยใหญ่เข้าร่วมงานพิธีเปิดสำนักนี้อย่างไม่ขาดสาย
เป็นภาพอันคึกคัก
ในตำหนักอนันตรัตติกาล ณ สนามเต๋าอันโอฬารปูขึ้นจากหยกขาว มหาเซียนหลิวอวิ๋น เซียนคุนอู๋ คนคลั่งดาบ และผู้ทรงอำนาจคนอื่นๆ รวมตัวรอกันอยู่แล้ว
เหล่าแขกผู้มาเป็นสักขีในงานพิธีต่างเข้ามาในลานพิธีตามๆ กัน
ทั้งทูตจากขุมกำลังโบราณอย่างตระกูลทังโบราณ หอตำราภูผาขจีและสามสุขาวดีแห่งเขาปู้โจวต่างรวมกันอยู่ในหมู่ผู้ชม
กระทั่งพยากรณ์สวรรค์และพญาวิหคเผิงเทียนสลัวก็มาเข้าร่วม
คนรู้จักอื่นๆ อย่างทังหลิงฉีและทังเป่าเอ๋อร์ก็อยู่เช่นกัน
เพียงหนึ่งเหลือบตา ศีรษะผู้คนก็ดำเมี่ยมเต็มไปหมด!
พิธีเปิดสำนักของตำหนักอนันตรัตติกาลจะถูกจัดขึ้นที่สนามเต๋านี้
เมื่อถึงกาล ซูอี้จะออกมาประกาศจำนงตั้งสำนัก ประกาศสู่โลกหล้าด้วยตนเอง
เหง่งหง่าง!
เมื่อถึงฤกษ์มงคลอันสมควร เสียงระฆังก็ดังขึ้นทั่วทั้งฟ้าดิน
เสียงอื้ออึงทั่วแดนพลันเงียบไป
บรรยากาศแปรเปลี่ยนเป็นเงียบขรึมจริงจัง
ทุกสายตาจับจ้อง ณ แท่นสูงใจกลางสนามเต๋า
ผู้แรกที่ปรากฏตัวขึ้นคือวานรเฒ่าผู้สะพายกล่องดาบไว้บนหลัง สูงเพียงหนึ่งจั้ง ปากยื่นหน้าขน คู่เนตรคมกริบเยี่ยงดาบศักดิ์สิทธิ์
วานรเฒ่าสะพายดาบ!
“นั่นคือเจ้าแห่งหุบเหวหมอกดำหรือ?”
“ใช่ กล่าวกันว่าเขาเป็นมหาอำนาจขอบเขตมหาศาลผู้รอดชีวิตจากยุคสุดวิเวก!”
เกิดเสียงสนทนาอื้ออึงไปทั่ว
ระหว่างชั่วกาลนี้ ข่าวมากมายเกี่ยวกับตำหนักอนันตรัตติกาลก็ได้แพร่กระจายไปทั่วแล้ว
เรื่องอันโด่งดังที่สุดก็คือ ชายหนุ่มได้เชิญยอดฝีมือขอบเขตสุดลึกล้ำสามผู้มาประจำ ณ ตำหนักอนันตรัตติกาล
หนึ่งในนั้นคือวานรเฒ่าสะพายดาบ!
แล้วอีกหนึ่งบุคคลก็ปรากฏขึ้นตามมาติดๆ
เขาเป็นชายหนุ่มสวมมงกุฎสูง อาภรณ์ยาว ปกคลุมด้วยปราณฮุ่นตุ้น ดูลึกลับเป็นพิเศษ
เขาคือหลิ่นเฟิง!
ศิษย์ลำดับที่สามของหลี่ฝูโหยว!!
การปรากฏกายของเขาทำให้เกิดเสียงฮือฮาทั่วพื้นที่
เหตุผลคือเมื่อไม่นานมานี้ ลือกันว่ามีทูตสวรรค์กลุ่มหนึ่งรอดมาจากยุคสุดวิเวก และหลิ่นเฟิงผู้ไม่เป็นที่รู้จักในแดนเซียนทุกวันนี้ก็คือหนึ่งในจักรพรรดิดาบอันเลื่องลือที่สุดแห่งยุคสุดวิเวก!!
ต่อจากนั้น ที่มาและวีรกรรมของหลิ่นเฟิงก็ถูกผู้คนมากมายขุดคุ้ย และเกิดเป็นเสียงฮือฮาทั่วทั้งแดนเซียนในชั่วขณะหนึ่ง
เพราะถึงอย่างไร เขาก็เป็นจักรพรรดิดาบไร้เทียมทานระดับสุดลึกล้ำผู้หนึ่ง!
คนที่สามซึ่งปรากฏตัวขึ้นก็คือราชันวิถีมังกรแดง
นางดูเหมือนหญิงสาวแรกแย้ม สวมอาภรณ์ดำสนิท เรือนผมยาวถูกรวบสูง คู่เนตรทองอร่าม ให้ความรู้สึกยิ่งใหญ่กดดันและเย็นชา
เมื่อนางปรากฏขึ้น ยอดฝีมือจากสายผู้ฝึกตนปีศาจทั้งหลายในบริเวณนั้นต่างหายใจติดขัด พบแรงกดข่มแห่งสายเลือดพวยพุ่งปะทะหน้า!
นั่นคืออำนาจแห่งมังกร สะท้านทุกดวงวิญญาณ!!
“นั่นเจ้าของตลาดมังกรดำหรือ?”
“กล่าวกันว่านางแปรเปลี่ยนเป็นมังกรแดงระดับมหายุทธ์โดยแท้จริง สืบทอดมรดกแห่งวังมังกรทะเลบูรพา แข็งแกร่งพอที่จะต่อสู้กับตัวตนระดับแกนรวมศูนย์ได้แล้ว!”
เกิดเสียงลือลั่นขึ้นทั่วทั้งแดนอีกครั้ง
สามตัวตนขอบเขตมหาศาลปรากฏตัวขึ้นอย่างต่อเนื่อง อำนาจและเกียรติภูมิยิ่งใหญ่ทำให้เหล่าสักขีพยานสะท้านสะเทือนอย่างร้ายแรง
ต้องทราบว่ากระทั่งกลุ่มเต๋ายักษ์ใหญ่บางแห่งในโลกหล้ายังไร้ตัวตนขอบเขตมหาศาลพิทักษ์แดน
ทว่าในพิธีเปิดสำนักของตำหนักอนันตรัตติกาลในยามนี้ สามยอดฝีมือขอบเขตมหาศาลอันพิเศษก็ปรากฏตัวขึ้นมา ใครเล่าจะไม่ตกตะลึง?
ทว่าไม่นานนัก สายตาของผู้คนก็เบนไปยังผู้ปรากฏตัวเป็นคนสุดท้าย
สวมอาภรณ์เขียว ร่างสูงใหญ่ ให้ความรู้สึกเรื่อยเฉื่อยนิ่งสงบดุจเมฆาล่องลอย
เขาคือซูอี้!
ทันใดนั้นเหล่าผู้ชมก็แตกฮือ
แขกเหรื่อทั้งหลายอดตื่นเต้นกันมิได้ สายตาที่มองมายังซูอี้ไม่อาจซุกซ่อนความครั่นคร้าม ทั้งยกย่องและคลั่งไคล้!
ศึก ณ งานเลี้ยงลูกท้อทำให้เกียรติภูมิของซูอี้สูงส่งยิ่งกว่าหนใด เป็นที่ยอมรับจากแดนเซียนในฐานะจอมราชันวิถีดาบอันดับหนึ่งในโลกหล้า
พบข้าประหนึ่งพบสวรรค์!
กราบกรานเยี่ยงบูชาเทพ!
เปรียบประหนึ่งตำนาน
“คารวะใต้เท้าจอมราชัน!”
พร้อมกันนั้น เสียงคารวะก็ดังขึ้นพร้อมเพรียงทั่วโลกหล้า สะท้านทั่วท้องนภา
และยังทำให้การปรากฏตัวของซูอี้เป็นเช่นจอมราชันแห่งโลกหล้า!!
“ชาตินี้ของเจ้าน้องชายหวังเย่หาต้อยต่ำกว่าอดีตชาติไม่แล้ว”
วานรเฒ่าสะพายดาบทอดถอนใจ
“สมแล้วที่กล่าวกันว่าไร้เทียมทานในโลกหล้า โดดเด่นเป็นหนึ่งตลอดกาลนาน!”
ดวงตาของราชันวิถีมังกรแดงเปี่ยมความคลั่งไคล้
“แม้ระหว่างเขากับท่านอาจารย์เมื่อกาลก่อนจะยังห่างกันอยู่ แต่เขา…ก็แข็งแกร่งพอจะทำให้ตัวตนระดับสุดลึกล้ำต้องก้มหัวกันได้แล้วจริงๆ……”
หัวใจของหลิ่นเฟิงปั่นป่วน นึกถึงหลี่ฝูโหยวผู้เป็นอาจารย์ขึ้นในใจ จากนั้นก็เปรียบเทียบกับซูอี้ซึ่งอยู่ไม่ห่างไกลนัก จากนั้นไม่นาน สองร่างนั้นก็ดูจะหลอมรวมเป็นหนึ่ง……
แตกต่างจากผู้อื่นที่นี่ ซูอี้ไม่ได้ยินดียินร้ายมากนัก
เขากวาดตามองทุกผู้รอบข้าง กุมกำปั้นกล่าวขึ้นว่า “ทุกท่านมิต้องมากพิธี ตำหนักอนันตรัตติกาลนี้สร้างใหม่ขึ้นได้เพราะหัวใจรักของทุกท่าน คนแซ่ซูผู้นี้ซาบซึ้งนักที่ทุกท่านมาแสดงความยินดีกันในวันนี้”
วจีของเขาสะท้อนทั่วทุกโสต
“ยามนี้ ข้าขอประกาศว่าพิธีเปิดสำนักนี้……”
ก่อนเขาจะทันพูดจบ จู่ๆ เสียงหัวเราะร่าก็ดังขึ้นจากฟ้าดินไกลออกไป
“เรื่องใหญ่เพียงนี้ จะดำเนินโดยไม่มีข้าได้เช่นไร?”
ทั่วหล้าเกิดเสียงฮือฮา
ป่านนี้ยังมีผู้กล้าก่อเรื่องอีกหรือ?
ตัวตนกลุ่มหนึ่งปรากฏขึ้นบนอากาศไกลออกไป
ผู้นำเป็นชายในชุดสีเหลืองอร่าม สวมมงกุฎหยก เหยียบยืนบนหอกศึกสีแดงเพลิง เผยอำนาจยิ่งใหญ่ค้ำสวรรค์
เบื้องหลังคนผู้นี้มียอดฝีมือกลุ่มหนึ่งซึ่งแผ่ปราณขอบเขตมหาศาล
เมื่อพวกเขาปรากฏขึ้นก็ถูกผู้คนจำได้ทันที
“บุตรแห่งสวรรค์จู้เทียนอิ้ว!!”
“ทูตสวรรค์รับใช้เขาก็มากันด้วย!”
……บรรยากาศรอบข้างพลันแปรเปลี่ยน ผู้คนล้วนประหลาดใจ
พิธีเปิดสำนักนี้ดึงความสนใจในแดนเซียนมาเนิ่นนาน
ทว่ายามพิธีเริ่มขึ้น กลับมีบุตรแห่งสวรรค์นำกลุ่มทูตสวรรค์มา เห็นได้ชัดว่าผู้มาไม่ได้คิดมาดี!
วานรเฒ่าสะพายดาบ หลิ่นเฟิง ราชันวิถีมังกรแดง และคนอื่นๆ ขมวดคิ้ว พวกเขาย่อมเข้าใจ
“ดูไปก่อน อย่ารีบร้อนลงมือ”
ซูอี้โบกมือ เบนสายตาไปมองบุตรสวรรค์นามจู้เทียนอิ้ว
“อย่าห่วงไป ข้าไม่ได้จะมาก่อเรื่องที่นี่”
บนอากาศไกลออกไป จู้เทียนอิ้วกล่าวขึ้นว่า “ข้าได้ยินว่าวันนี้เป็นฤกษ์ดีในการเปิดตำหนักอนันตรัตติกาลขึ้นใหม่ และข้าเองก็มาแสดงความยินดีด้วยตนเอง สหายเต๋าซูคงมิถือสากระมัง?”
เขายิ้มกว้าง ทว่าน้ำเสียงกลับเจือคำเย้าเยาะ
ซูอี้กล่าวเข้าประเด็น “ขานเจตนามา หาไม่ ข้าจะฆ่าเจ้าเดี๋ยวนี้แหละ”
วาจานั้นราบเรียบ ทว่าเปี่ยมอำนาจอหังการ!
ฟ้าดินคล้ายถูกปกคลุมด้วยชั้นจิตสังหารชั้นหนึ่ง
เมื่อทุกผู้นึกถึงความสำเร็จอันยิ่งใหญ่ของซูอี้ ณ งานเลี้ยงลูกท้อ พวกเขาก็อดใจชื้นขึ้นมิได้
นั่นสิ เป็นบุตรแห่งสวรรค์แล้วเช่นไร?
ไร้สิ่งใดต้องกลัวเลยสักนิด!
และเมื่อได้ยินคำข่มขู่อัไร้การเกรงใจของซูอี้ รอยยิ้มบนใบหน้าจู้เทียนอิ้วก็แข็งค้าง
แล้วเขาก็ส่ายหัวรำพึงทันที “สหายเต๋าซูเข้าใจผิดแล้ว ข้ามาแสดงความยินดีกับเจ้าจริงๆ นะ”
“และเตรียมของขวัญชิ้นใหญ่มาให้เป็นการพิเศษด้วย!”
ว่าแล้ว จู้เทียนอิ้วก็เงียบไปครู่หนึ่ง ก่อนจะกล่าวยิ้มๆ “แน่นอน หากสหายเต๋าซูอยากรู้ว่าของขวัญนั้นคือสิ่งใด เจ้าต้องรับปากข้าอย่างหนึ่งก่อน”
“เรื่องอันใด?” ซูอี้กล่าว
จู้เทียนอิ้วกล่าวอย่างเคร่งขรึม “อย่าโกรธกันเชียว”
บทที่ 1,909 ความปรารถนาในชาติภพนี้
บอกซูอี้ล่วงหน้าว่าไม่ให้โกรธ?
ผู้คนงุนงง
ซูอี้ขมวดคิ้ว ตัวคนพลันเยื้องย่างปรากฏขึ้นบนเวหา
“ข้ามิโกรธและไม่สนใจของขวัญชิ้นใหญ่ของเจ้าด้วย”
ว่าแล้ว เขาก็เดินไปหาจู้เทียนอิ้ว
สีหน้าของอีกฝ่ายยังคงราบเรียบเช่นกาลก่อน
ทว่าม่านตาของจู้เทียนอิ้วหดตัวทันควัน รีบกล่าวขึ้นทันที “แต่ของขวัญใหญ่ของข้าเกี่ยวกับเก้าเผ่ามารนอกแดน หรืออีกชื่อคือเก้าเผ่านครวิญญาณนะ เจ้าไม่อยากรู้หรือ?”
ซูอี้ดูเหมือนฟังหูซ้ายทะลุหูขวาหรือเมินไปเสียสนิท ฝีเท้าหาหยุดยั้งไม่ “ไม่ว่าอย่างไร ในเมื่อเจ้ากล้ามาแสดงความยินดี ข้าก็ควรต้อนรับขับสู้ด้วยตนเอง”
วาจานั้นราบเรียบดุจผืนธาร ทว่าช่างเย็นยะเยือกถึงจิต
และมิทันสิ้นเสียง ซูอี้ก็ลงมือแล้ว
เขากดมือลงอย่างราบเรียบ
ตู้ม!
พิรุณดาบพร่างพรม เจิดจรัสเยี่ยงตะวันคล้อยจากเก้าชั้นสรวง
จู้เทียนอิ้วหลบเลี่ยงทันใด แต่เจ้าตัวก็ต้องผงะเมื่อพบว่าสุญญะรอบข้างถูกผนึกกั้นโดยอำนาจดาบอันน่าสะพรึงกลัว ไม่ว่าจะหลบเลี่ยงไปหนใดก็ล้วนไร้ความหมาย
“เปิด!!”
จู้เทียนอิ้วร้องลั่น ยกมือสูงเหนือนภาเยี่ยงผู้อยู่เหนือโลกหล้า
เปรี้ยง!!
เพียงพริบตา จู้เทียนอิ้วก็ตะลึงราวต้องสายฟ้าฟาด
ปราณดาบอหังการนั้นบดขยี้ทุกสิ่งที่เขาใช้ขัดขืน อำนาจคุ้มกายสลายแหลก
ยามคับขันชี้วัดเป็นตายนี้ มีดบินสีทองเล่มหนึ่งทะยานออก เปล่งแสงทองเรื่อเรือง ขวางการถล่มทำลายจากพิรุณดาบลงได้
แต่ถึงเช่นนั้น ร่างของเขาก็ยังถูกฟาดกระเด็นไปอย่างรุนแรง
อั้ก!
เขากระอักเลือดคำโต ใบหน้าซีดขาว
สีหน้าแววตาของเขาเปี่ยมความตะลึงตกใจ
ขณะเดียวกัน พิรุณดาบก็ทะยานฟ้า กระแทกทะลวงเข้าใส่ทูตสวรรค์ขอบเขตมหาศาลเบื้องหลังจู้เทียนอิ้วอย่างเกินหยุดยั้ง
เปรี้ยง!
ทูตสวรรค์ทั้งหลายกระเด็นกระดอนตามกัน
เสียงกรีดร้องแผดลั่นระงม แสนรวดร้าวเกินทนมอง
เพียงหนึ่งโจมตี จู้เทียนอิ้วและทูตสวรรค์ทั้งหลายก็พ่ายยับเยิน!
ผู้ชมทั้งหลายต่างผงะตะลึง
ยอดฝีมือบางคนได้ประจักษ์ศึกงานเลี้ยงลูกท้อพลันสังเกตว่ากาลผ่านมาสามเดือน แต่จอมราชันซูกลับพัฒนาความแข็งแกร่งขึ้นมาก!!!
“แค่นี้หรือ?”
ซูอี้เย้าเยาะด้วยสายตา “ข้าสงสัยจริงๆ ใครกันมอบความกล้าให้พวกเจ้าออกมารนหาที่ตายยามนี้กันหนอ ช่าง… โง่เง่าเสียจริง!”
มือขวาของเขายกขึ้น ภาวะดาบยิ่งยงจรดนภารวมตัวกันที่ปลายนิ้ว
“หยุดนะ!”
จู้เทียนอิ้วตะโกนลั่น “ดูสิว่านี่อันใด?”
ว่าแล้ว อีกฝ่ายก็ยกมือชูกำไลหยกเขียวชิ้นหนึ่งขึ้น
ซูอี้เลิกคิ้วน้อยๆ นี่คือสิ่งใด?
ทันใดนั้น หลิ่นเฟิงพลันตะโกนขึ้น “กำไลหยกหวนสะพรั่ง!! นั่นเป็นสมบัติส่วนตัวศิษย์พี่หญิงรอง!!”
สีหน้าของเขาปรากฏโทสะ ตระหนักแล้วว่าบางสิ่งผิดพลาด
ศิษย์พี่หญิงรอง?
ซูอี้เข้าใจทันทีว่าหลิ่นเฟิงกำลังกล่าวถึงศิษย์ลำดับสองที่เขาในชาติที่ห้ารับไว้ ‘หนิงซิ่ว’ !
ในยุคสุดวิเวก หนิงซิ่วจากแดนเซียนไปพร้อมแผนที่สองลักษณ์ ออกเสาะแสวงร่องรอยของหลี่ฝูโหยวผู้เป็นอาจารย์ ณ ธารนทีสายยาวแห่งยุคสมัย
แต่นั้นมา หนิงซิ่วก็อันตรธาน ไร้ข่าวคราวอีกเลย
และยามนี้ กำไลหยกหวนสะพรั่งของหนิงซิ่วก็มาอยู่ในมือจู้เทียนอิ้ว จึงหมายความได้ว่าเกิดบางอย่างขึ้นกับหนิงซิ่วผู้เดินทางสู่ธารนทีสายยาวแห่งยุคสมัยเมื่อนานมาแล้ว!
ซูอี้ขมวดคิ้ว ชะงักมือและกล่าวว่า “นี่หรือของขวัญที่เจ้าเตรียมไว้ให้ข้า?”
จู้เทียนอิ้วถอนหายใจโล่งอก ตระหนักแล้วว่ากำไลหยกในมือเขาได้ผล
“ข้ารู้ว่ากำไลนี้ลำพังใช้ขู่เจ้าไม่ได้หรอก”
จู้เทียนอิ้วกล่าวเสียงลุ่มลึก “และข้าก็ไม่คิดใช้สิ่งนี้มาข่มขู่”
ซูอี้แค่นเสียงหึ “แล้วเจ้าจะทำอันใด?”
“สร้างข้อตกลง”
จู้เทียนอิ้วนำม้วนหยกชิ้นหนึ่งออกมาส่งให้บนอากาศ “เจ้าเห็นแล้วจะรู้เอง”
ซูอี้รับม้วนหยกนั้นมา
ในที่สุดเขาก็เข้าใจ
บุตรแห่งสวรรค์จู้เทียนอิ้วมาที่นี่โดยคำไหว้วานจากบุตรแห่งสวรรค์อีกคนนาม ‘เฟิงอู๋จี้’ เพื่อทำข้อตกลงกับซูอี้
เนื้อหาของข้อตกลงนั้นง่ายมาก ขอเพียงซูอี้ไปยังสถานที่นาม ‘อนุสรณ์สถานต่อต้านมาร’ และนำวัตถุดิบศักดิ์สิทธิ์นาม ‘ทองมารอมตะ’ ออกมาจากมัน อีกฝ่ายจะยอมแลกเบาะแสเกี่ยวกับหนิงซิ่ว
ใช่แล้ว แลกได้เพียงเบาะแส ไม่ใช่ตัวหนิงซิ่วเอง!
ยามนี้ จู้เทียนอิ้วพลันกล่าวขึ้นว่า “หากเจ้าปฏิเสธ หนิ่งซิ่วตายแน่”
ซูอี้กล่าวอย่างไม่ยี่หระ “ไฉนจึงเห็นเช่นนั้น?”
จู้เทียนอิ้วกล่าวยิ้มๆ “เจ้าหากลัวคำขู่ใดไม่ เฟิงอู๋จี้เองก็มิกลัว ต่อให้เจ้าขู่ทำลายตระกูลเขาทั้งหมด เขาก็หากลัวไม่”
ซูอี้เลิกคิ้ว “คิดว่าเขามาจากโลกแห่งเทพ แล้วข้าจะแตะต้องสกุลเบื้องหลังเขามิได้รึ?”
จู้เทียนอิ้วส่ายหัว “เปล่า เจ้าไม่รู้จักเฟิงอู๋จี้ ขอเพียงเขาเอ่ยปาก เขาจะทำแน่ ไม่เคยเกรงกลัวสิ่งใด เขาบอกข้าแล้วว่าหากเจ้าปฏิเสธ เขาก็แค่ฆ่าหนิงซิ่วเสีย เท่านั้นเอง”
ทุกคนซึ่งฟังอยู่ต่างตกตะลึง
สีหน้าของหลิ่นเฟิงดำคล้ำเป็นกังวลยิ่งกว่าเก่า อดกล่าวขึ้นมิได้ว่า “ท่านอาจารย์ ศิษย์พี่หญิงรอง…”
ซูอี้พลันชิงกล่าวขึ้นเบาๆ โดยไม่รอให้เขาพูดจบ “อย่าห่วงไป ข้าไม่ยอมให้หนิงซิ่วเป็นอันใดไปหรอก”
ท่านอาจารย์?
รอบข้างบังเกิดเสียงฮือฮา ทุกคนล้วนตกตะลึง
เขาเป็นที่รู้จักในฐานะจักรพรรดิดาบไร้เทียมทานนับแต่ยุคสุดวิเวก แต่แท้จริงคือศิษย์คนหนึ่งของจอมราชันซู!?
ข้อเท็จจริงนี้สะเทือนโลกหล้ายิ่งนัก แสนยากเย็นที่ผู้คนจะยอมรับได้ในชั่วขณะนั้น
และดวงตาของวานรเฒ่าสะพายดาบก็เบิกกว้าง มองซูอี้ใต้ท้องนภาห่างออกไปอย่างไม่อยากเชื่อ หัวใจสั่นสะท้านครั่นคร้าม
ในหมู่ทุกคนที่นี่ มีเพียงเขาที่เดาตัวตนของซูอี้ออก
เจ้าสวรรค์หลิงซู หลี่ฝูโหยว!
หนึ่งบุคคลค้ำจุนสี่จักรพรรดิดาบ เจ้าแห่งภูเขาซากวิญญาณ เซียนดาบสูงสุดผู้ลึกลับเหนือใครในยุคสุดวิเวก!!
วานรเฒ่าสะพายดาบได้รับเกียรติเป็นที่ยอมรับจากเรือลอยฟ้าและเข้าไปประจักษ์แจ้งบรรลุวิถี ณ เขาซากวิญญาณ มีหรือจะไม่รู้เรื่องนี้?
กระทั่งยามอยู่ในหุบเหวหมอกดำ เขายังเล่าข่าวลือเกี่ยวกับหลี่ฝูโหยวให้ซูอี้ฟังอยู่เลย และยังบอกซูอี้อีกว่าสี่จักรพรรดิดาบไร้เทียมทานแห่งยุคสุดวิเวก ลั่วฉางหนิง หนิงซิ่ว หลิ่นเฟิง และตงเสวียนล้วนแต่เป็นศิษย์ของเจ้าสวรรค์หลิงซูหลี่ฝูโหยว!
ถึงเช่นนั้น……
ทว่าวานรเฒ่าสะพายดาบคิดให้ตายเช่นไร เขาก็ไม่คาดว่าซูอี้ผู้มีอดีตชาติเป็นสหายรักของเขา จอมราชันอนันตรัตติกาล คือหลี่ฝูโหยว!!
ชั่วขณะนั้น วานรเฒ่าสะพายดาบตะลึงค้างนิ่งงันกับที่
หลี่ฝูโหยว หวังเย่ ซูอี้……
ใครกันแน่ที่เป็นเขาตัวจริง!?
ซูอี้เองก็ลอบถอนใจ หลิ่นเฟิงเจ้าคนหยิ่งผยองผู้นี้ ท้ายที่สุดก็เปลี่ยนมาเรียกเขาเป็นอาจารย์ ไม่ง่ายเลยจริงๆ……
ทว่าซูอี้หาดีใจไม่
หลิ่นเฟิงเปลี่ยนวาจาเพราะห่วงความปลอดภัยของศิษย์พี่หญิงรองของเขา
‘ภายหน้า ข้าจะให้เจ้านี่ยอมเรียกข้าเป็นอาจารย์เอง’
ซูอี้กล่าวในใจ
“หมายความว่าเจ้ารับปากหรือ?”
จู้เทียนอิ้วแย้มยิ้มกล่าวขึ้น ดูแสนภาคภูมิ
ทันใดนั้น ผู้ฟังทั้งหลายต่างกระวนกระวาย จับจ้องซูอี้เป็นตาเดียว
ไม่ว่าใครก็เห็นได้ว่าคำขู่หนนี้ของจู้เทียนอิ้วน่าจะทำให้ซูอี้รอมชอมได้!!
ทว่าเกินคาด ชายหนุ่มส่ายหัวพร้อมกล่าวขึ้น “เจ้าไปบอก
เฟิงอู๋จี้เสีย ว่าข้าจะรับปากเงื่อนไขที่เขาว่ามาก็ได้ แต่เงื่อนไขคือ ปล่อยหนิงซิ่วก่อน”
ทันทีที่เขากล่าวเช่นนี้ จู้เทียนอิ้วก็ยิ้มเยาะทันควัน “ไม่มีทาง เฟิงอู๋จี้ประกาศจุดยืนแล้ว เจ้าทำได้เพียงรับข้อเสนอหรือปฏิเสธเท่านั้น ไร้จุดให้ต่อรอง!”
ซูอี้เมินไปและกล่าวกับตนเอง “ข้าจะให้เวลาเขาคิดสามวัน ภายในสามวันนี้ ข้าต้องได้พบหนิงซิ่ว หาไม่ ภายหน้าข้าจะล้างตระกูลเขา!”
วาจานั้นเฉยชา ไม่อาจกังขาได้
รอยยิ้มหายไปจากใบหน้าของจู้เทียนอิ้ว คิ้วขมวดหากัน “ข้าบอกว่าไร้ช่องให้ต่อรองไง!”
ตู้ม!
ซูอี้ยกมือขึ้นฟาด
ปราณดาบนับไม่ถ้วนพลันปรากฏ ฉวัดเฉวียนพร่างพราย เพียงพริบตาเดียว บรรดาทูตสวรรค์ขอบเขตมหาศาลรอบกายจู้เทียนอิ้วก็ถูกประหารสิ้น
โลหิตพร่างพรมเยี่ยงน้ำตก
ละเลงเลือดโหดร้ายเยี่ยงขุมนรก!
เหตุกะทันหันนี้ทำให้เหล่าผู้ชมผงะหงาย
และยังทำให้จู้เทียนอิ้วตื่นตะลึง หลังชาวาบ ใบหน้าแข็งค้างยิ่ง “เจ้า……”
ซูอี้กล่าวด้วยแววตาลึกล้ำเย็นชา “พูดอีกคำ ข้าจะฆ่าเจ้า”
จู้เทียนอิ้วพลันสิ้นวจี
“จำไว้ ถ่ายทอดวาจาข้าแก่เฟิงอู๋จี้คำต่อคำ”
ซูอี้ว่า “ไสหัวไป!”
สีหน้าของจู้เทียนอิ้วแสนอับอาย
เขาเป็นบุตรแห่งสวรรค์จากโลกแห่งเทพ ที่มาสูงส่ง วิถีท้าทายสวรรค์ ทว่ากลับถูกซูอี้ไล่เป็นหมูเป็นหมาต่อหน้าธารกำนัลเช่นนี้ นับเป็นเรื่องน่าอายยิ่งยวดเกินกังขา
ทว่าท้ายที่สุด……
เขาก็ยอมทน!
กระฟัดกระเฟียดจากไป
ไม่กล้ากล่าววาจาอื่นใดจริงแท้
เมื่อเห็นเรื่องทั้งหมดนี้ หัวใจของผู้คนก็ปั่นป่วนไปอีกหน
ส่วนซูอี้นั้นดูจะไม่ใส่ใจสิ่งใดเลย เขาหันกลับไปยังแท่นสูงบนสนามเต๋าและกล่าวว่า “ต่อกันเถอะ”
น้ำเสียงของชายหนุ่มราบเรียบเยือกเย็น ราวทุกสิ่งเมื่อครู่หาสลักสำคัญไม่
กิริยาอันเยือกเย็นนี้ทำให้หัวใจผู้คนสะท้านอย่างช่วยมิได้!
……
วันเดียวกันนั้น พิธีเปิดสำนักของตำหนักอนันตรัตติกาลก็จบลง
ในพิธี ซูอี้ประกาศจุดประสงค์ กฎเกณฑ์ และระเบียบของตำหนักอนันตรัตติกาลอันถูกสร้างขึ้นใหม่ รวมถึงวิสัยทัศน์ของที่แห่งนี้
ข่าวนี้แพร่ไปทั่วโลกหล้าในหนึ่งวัน ก่อให้เกิดเสียงหารืออย่างรุ่มร้อนนับไม่ถ้วน
สำหรับซูอี้ การทำพิธีเปิดสำนักนี้เป็นเรื่องยิบย่อยอันไม่ปกตินัก
ในยุคสุดวิเวก ยามชาติที่ห้าหลี่ฝูโหยวยืนยงเหนือผู้ใดในแดนเซียน เขาเคยทิ้งมรดกไว้ยังภูเขาซากวิญญาณ ณ ทะเลบูรพา ผู้ใดในโลกหล้าก็สามารถไปฝึกฝนได้
ก่อนยุคอวสานเซียนบังเกิด ชาติที่หกหวังเย่ตั้งตำหนักอนันตรัตติกาล แต่งตั้ง และปลดจอมราชันย์ประจำศาลเซียนรวมศูนย์ พิทักษ์เก้าด่านสวรรค์ ต่อสู้ในสมรภูมิตลอดชีวิต สร้างอิทธิพลในหนึ่งยุคสมัยตลอดพันหมื่นปี และเป็นที่จดจำยกย่องในโลกหล้าจวบวันนี้
และในชาตินี้ เขากำลังจะยืน ณ จุดสูงสุดในโลกหล้าได้จริงๆ อยู่แล้ว แต่ในด้านความแข็งแกร่ง เขายังอ่อนด้อยกว่าหลี่ฝูโหยวอยู่มาก และในด้านเกียรติภูมิอิทธิพลก็ยังมิอาจเทียบหวังเย่ได้
สิ่งนี้ทำให้ซูอี้เองก็คิดว่ายามเขาขึ้นสู่จุดสูงสุดแห่งวิถีเซียนในภายหน้า เขาควรทิ้งสิ่งใดไว้บ้าง?
ชื่อเสียงสมบัติ เขาหาใส่ใจไม่
แต่ไม่ว่าผู้ใดในโลกหล้าล้วนต้องทำบางอย่างเพื่อผู้ที่ตนใส่ใจ
ดังนั้น ในพิธีเปิดสำนักนี้ ซูอี้จึงตั้งความปรารถนาอันยิ่งใหญ่ และคาดหวังจะบรรลุได้ในแดนเซียน ณ ชาตินี้……
สักวัน เขาจะกำจัดปัญหาของเผ่ามาร คืนความสงบสุขแก่สรรพชีวิตแห่งแดนเซียนชั่วกาลนาน!
สักวัน ชายหนุ่มจะนำมรดกวิชาของเขามาสู่โลกหล้า สอนสั่งสรรพชีวิตใต้สวรรค์ คาดหวังว่าบนวิถีฝึกฝนภายหน้าทุกคนจะผงาดราวมังกร!
สักวัน เขาจะเบิกวิถีบรรลุเทพ ทลายการกีดขวางแห่งเทพจากโลกเทพ และให้ทุกคนในขอบเขตมหาศาลทั่วโลกหล้ามีโอกาสบรรลุสู่โลกเทพ!
สามจุดหมาย
ประกาศสูงโลกหล้าอย่างภาคภูมิ
ชั่วขณะนั้น มันยังก่อให้เกิดเสียงฮือฮาในแดนเซียนยิ่งกว่าหนใด และนัยน์ตาสรรพชีวิตทั่วโลกหล้าต่างเกิดประกาย ตื่นเต้น และตกตะลึง
บทที่ 1,910 เฟิงอู๋จี้
ยามค่ำคืน
เมืองแห่งหนึ่ง ณ ตรอกซอยซึ่งคับคั่งเรืองรองด้วยแสงสี
เฟิงอู๋จี้นั่งหน้าร้านน้ำชาแห่งหนึ่ง แทะเมล็ดแตงโมขณะฟังเรื่องราวประหลาดจากปากนักเล่าเรื่องในร้าน
เส้นผมยาวของเขากระเซิงเล็กน้อย มัดขมวดเป็นมวยลวกๆ สวมอาภรณ์ดำ ใบหน้าคมเข้ม ดวงตายิ้มแย้ม ร่างสูงเพรียวเยี่ยงใบมีด
บนถนนคลาคล่ำด้วยผู้คน ร้านน้ำชาเต็มไปด้วยลูกค้า
ทว่าไร้ผู้ใดทราบว่าบุตรไร้เทียมทานแห่งสวรรค์จากโลกแห่งเทพผู้หนึ่งจะทำตัวเป็นคนขี้เกียจ นั่งแทะเม็ดแตงฟังเรื่องเล่าอยู่นอกร้านน้ำชา ณ ขณะนี้
ผู้ยิ่งใหญ่ซุกซ่อนในเมือง
ผู้น้อยซุกซ่อนในป่าเขา
เฟิงอู๋จี้ไม่ใช่ผู้รักสันโดษ เขาแค่ชื่นชอบแสงสีในโลกหล้า ระเริงท่ามกลางโลกีย์ เสาะแสวงความสำราญสุขสบาย
ท่ามกลางราตรี จู้เทียนอิ้วมาหา
เมื่อเขาเห็นท่าทีเกียจคร้านของเฟิงอู๋จี้ มุมปากของเจ้าตัวก็อดกระตุกมิได้
“เรียบร้อยหรือไม่?”
เฟิงอู๋จี้พ่นเมล็ดแตงโมในปากออกมาแล้วถามเนิบๆ
จู้เทียนอิ้วไล่เรียงวาจาของซูอี้โดยมิตกหล่น
“ฮี่ๆ เห็นหรือไม่ ขอเพียงข้าโหดเหี้ยมไร้ยางอายกว่าเขา เขาก็จะก้มหัวเอง!”
เฟิงอู๋จี้เสสรวล
แล้วเขาก็ลุกขึ้น หยิบเมล็ดแตงโมอีกกำออกมาจากในแขนเสื้อ พร้อมแค่นเสียงหึออกมา “ช่วยข้านำสองสิ่งนี้ไปให้ซูอี้ผู้นั้นอีกหนสิ”
หัวใจของจู้เทียนอิ้วบีบรัด สีหน้าแปรเปลี่ยนแสนอึดอัดใจ “คนผู้นั้นอุปนิสัยก้าวร้าว ฆ่าคนมิกะพริบตา ข้าลำบากใจจะไป”
เฟิงอู๋จี้แย้มยิ้ม ตบบ่าจู้เทียนอิ้วแล้วกล่าวว่า “อย่าห่วงเลย เขาไม่ทำอันใดเจ้าหรอก”
ว่าแล้วเขาก็นำกล่องหยกสองใบออกมาส่งให้จู้เทียนอิ้วและกล่าวเร่งยิ้มๆ “รีบไปเถอะ หนนี้น่าจะสำเร็จได้ เมื่อเจ้ากลับมา ข้าจะดื่มกับเจ้า!”
……
วันถัดมา
กล่องหยกทั้งสองก็ปรากฏขึ้นในมือซูอี้
ภายในกล่องหยกมีสาส์นหนึ่งชิ้นและแผนที่ลับอีกหนึ่งแผ่น
สาส์นนั้นเขียนขึ้นโดยเฟิงอู๋จี้ เนื้อหานั้นแสนง่าย คือการบอกซูอี้ว่าหนิงซิ่วยังมีชีวิตและถูกผนึกไว้ในกล่องหยกใบที่สอง!
เมื่อซูอี้เปิดกล่องหยกใบที่สองออก เขาก็พบว่าภายในมีขวดหยกสีดำใบหนึ่ง
ขวดหยกนี้มีขนาดเพียงหัวแม่มือ ปกคลุมด้วยลวดลายลับวิถีเทพอันแปลกประหลาดหนาแน่น ปากขวดผนึกไว้ด้วยผนึกลับ
พอเห็นได้ลางๆ ว่ามีร่างวิญญาณของสตรีผู้หนึ่งอยู่ในขวดหยกใบนั้น เลือนรางดุจมายายิ่ง
นอกจากนั้นยังมีสาส์นลับอีกชิ้นอยู่ในกล่องหยก มีข้อความเพียงหนึ่งย่อหน้า
‘ขอเพียงเจ้าลองเปิดขวดหยกนี้ จิตวิญญาณของหนิงซิ่วจะตาย! เมื่อเจ้าหาทองมารอมตะจากอนุสรณ์สถานต่อต้านมารได้ ข้าจะบอกเคล็ดวิชาเปิดขวดหยกแก่เจ้าเอง’
ซูอี้เรียกหลิ่นเฟิงมาหา
หลิ่นเฟิงจำได้แทบจะทันทีว่าจิตวิญญาณสตรีในขวดหยกนั้นคือศิษย์พี่หญิงรองของเขา หนิงซิ่ว!
สิ่งนี้ทำให้เขาแสนเดือดดาล ดวงตาแดงก่ำ กัดฟันกล่าวขึ้นว่า “สุนัขนี่ช่างชั่วช้า มันทำลายร่างวิถีของศิษย์พี่หญิงรอง!!”
ซูอี้ถูหว่างคิ้ว เก็บขวดหยกและกล่องหยกไปก่อนแล้วจึงกล่าวว่า “อย่าห่วงเลย ขอเพียงวิญญาณยังอยู่ ก็ยังมีโอกาสรอดชีวิตนะ”
จากนั้น ชายหนุ่มก็นำแผนที่ลับออกมาจากกล่องหยกใบแรก
บนแผนที่ลับนั้นมีแผนที่ของอนุสรณ์สถานต่อต้านมารและรูปร่างของ ‘ทองมารอมตะ’
หลังจากเทียบรายละเอียดเล็กน้อย ซูอี้ก็ตัดสินได้ว่าอนุสรณ์สถานต่อต้านมารแห่งนี้ตั้งอยู่ ณ ส่วนลึกของทะเลเป่ยหมิง!
ในอดีตชาติ เขาเคยสัญจร ณ ส่วนลึกของทะเลเป่ยหมิงหลายต่อหลายหนพร้อมสหายรัก จักรพรรดิปีศาจซิงจ้าว และไปยังเขตหวงห้ามมากมาย
และอนุสรณ์สถานต่อต้านมารนี้ก็อยู่ในเขตหวงห้ามชื่อ ‘ถ้ำสวรรค์เทพร่ำไห้’ ในทะเลเป่ยหมิง
เป็นเขตหวงห้ามที่กระทั่งหวังเย่ยังไม่กล้าเข้าไปง่ายๆ!
“แปลกจริง ไฉนบุตรแห่งสวรรค์จากโลกแห่งเทพจึงรู้ว่ามีอนุสรณ์สถานต่อต้านมารอยู่ในถ้ำสวรรค์เทพร่ำไห้กันนะ? และยังแน่ใจสุดขีดเสียด้วยว่าจะมีวัตถุศักดิ์สิทธิ์อย่าง ‘ทองมารอมตะ’ อยู่?”
ซูอี้ประหลาดใจเล็กน้อย
“ท่านอาจารย์ ข้าจะไปด้วย!”
หลิ่นเฟิงออกปากเสนอตัว
“เจ้าอยู่ในตำหนักอนันตรัตติกาลไปจะดีกว่า”
ซูอี้กล่าวปฏิเสธ “หากเจ้าถือข้าเป็นอาจารย์จริง ทำตามวาจาข้าเถอะ”
หลิ่นเฟิงเงียบไป
ครู่ต่อมา เขาก็พยักหน้าช้าๆ
หลังหลิ่นเฟิงจรจาก ซูอี้ก็ครุ่นคิด ก่อนจะนำยันต์ลับออกมาส่งสาส์นถึงซีหนิง ไถ่ถามเกี่ยวกับเรื่องของเฟิงอู๋จี้
โดยที่ชายหนุ่มไม่ได้กล่าวถึงความแค้นของตนต่อเฟิงอู๋จี้ ถามเพียงประเด็นสำคัญเท่านี้ ทั้งนี้ก็เพราะไม่อยากให้ซีหนิงต้องเป็นกังวล
ไม่นานนัก ซีหนิงก็ตอบกลับ
เฟิงอู๋จี้เป็นทายาทผู้หนึ่งของเทพปีศาจราหู หนึ่งใน ‘หกมหาเทพปีศาจ’ ในโลกแห่งเทพ เป็นปีศาจร้ายผู้หนึ่งในหมู่บุตรและบุตรีแห่งสวรรค์!
เป็นตัวตนไร้ปราณีเกินเทียมทาน อุปนิสัยบ้าคลั่งเย็นชา อำนาจต่อสู้ร้ายกาจ ก่อมรสุมโลหิตสร้างหายนะมากมายในโลกแห่งเทพ
กระทั่งทวยเทพบางผู้ยังจนปัญญารับมือ
เหตุผลนั้นแสนง่าย เพราะเบื้องหลังเขามีตัวตนน่าสะพรึงกลัวระดับเทพอย่าง ‘เทพปีศาจราหู’ อยู่!
ในโลกแห่งเทพ เฟิงอู๋จี้มีสมญาว่า ‘จักรพรรดิปีศาจโลกอลหม่าน’
อำนาจต่อสู้ของคนผู้นี้แข็งแกร่งสูงส่ง เป็นตัวตนสูงสุดในระดับสุดลึกล้ำ!!
และที่ท้ายสาส์น ซีหนิงถามซูอี้อย่างเป็นห่วงยิ่งว่าเขามีความแค้นใดต่อเฟิงอู๋จี้หรือไม่ หากมี ชายหนุ่มต้องระวังตัวให้จงดี
ซูอี้ครุ่นคิดสักพักและตอบว่า ‘เรื่องเล็กน้อย ไม่ควรค่าให้ใส่ใจหรอก อย่ากังวลไปเลย’
วันเดียวกันนั้น ซูอี้ก็ออกเดินทางเพียงลำพังจากทวีป
กกพิสุทธิ์ เร่งรุดสู่ทะเลเป่ยหมิง
……
บรรพพิภพสวรรค์เมิน
ท่ามกลางขุนเขาอันรกร้างเย็นชา ฟ้าดินมืดสนิท
ใกล้ขุนเขาแห่งหนึ่ง หลังซีหนิงได้รับคำตอบจากซูอี้ คู่คิ้วงามก็อดขมวดหากันมิได้
“อาหนิง เกิดอันใดขึ้นหรือ?”
ลั่วเทียนตูข้างกายนางเอ่ยถาม
“เฟิงอู๋จี้ คนคลั่งนั่นก็มายังแดนเซียนแล้ว”
ซีหนิงกล่าวเบาๆ
เฟิงอู๋จี้!
ลั่วเทียนตูผงะไป ก่อนจะแค่นยิ้มเย้ย “คนคลั่งผู้นั้นอหังการไร้ยางอาย หากไม่ใช่เพราะมีเทพปีศาจราหูบรรพชนเขาหนุนหลัง ข้าก็ไม่รู้ว่าเจ้านั่นจะตายไปกี่หนแล้ว!”
ว่าแล้ว เขาก็ตระหนักว่าบางสิ่งผิดปกติ “อาหนิง ข้าไม่เห็นจำได้ว่าเจ้ากับเฟิงอู๋จี้ผู้นี้จะเคยรู้จักมักจี่ ไฉนเจ้าจึงพูดถึงเขาขึ้นมาเล่า?”
ลั่วเทียนตูเหมือนจะเดาคำตอบได้และรำพึงว่า “ดูเหมือนเจ้าคนแซ่ซูนั่นจะก่อเรื่องอีกแล้วแฮะ”
หัวใจของเขาแสนขื่นขม
ไฉนซูอี้จึงทำให้อาหนิงเป็นห่วงได้เช่นนี้?
“สหายเต๋าซูไม่ใช่คนที่จะก่อเรื่องหรอก”
ซีหนิงกล่าวแก้อย่างเคร่งขรึม “เจ้าก็รู้ว่านิสัยของเฟิงอู๋จี้บ้าคลั่งอหังการเพียงไร หากเข้าใจไม่ผิด คนผู้นี้น่าจะหมายหัวสหายเต๋าซูอยู่!”
“เมื่อครู่ซูอี้ขอความช่วยเหลือจากเจ้าอยู่หรือ?”
“เปล่า เขาแค่ถามข้อมูลของเฟิงอู๋จี้เท่านั้น และบอกว่าเขาแค่ประสบเรื่องเล็กน้อย ไม่ควรค่าให้ใส่ใจกังวล”
ลั่วเทียนตูนิ่งไปแล้วพึมพำ “บอกว่าเฟิงอู๋จี้เป็นเรื่องเล็กน้อย? นับแต่เจ้าคนแซ่ซูชนะศึกงานเลี้ยงลูกท้อ ความทะนงของเขาก็ยิ่งผงาดผยอง กล้าไม่เห็นเฟิงอู๋จี้ในสายตาเสียแล้ว……”
ซีหนิงกล่าวเสียงเย็น “ระวังวาจาไว้!”
ลั่วเทียนตูยิ้มเก้อ “ใช่ๆ ข้ายอมรับว่าซูอี้ผู้นั้นแข็งแกร่งมาก และเขาจะสามารถจัดการกับเฟิงอู๋จี้ผู้นั้นได้แน่!”
ซีหนิงกล่าวเสียงเย็น “เจ้าหยุดพูดจาไม่เข้าท่าเสียดีกว่านะ หากแค่เฟิงอู๋จี้คนเดียว อีกฝ่ายก็ย่อมไม่อาจทำอันใดสหายเต๋าซูได้ แต่ข้ากังวลว่าปัญหาที่สหายเต๋าซูเผชิญอยู่ยามนี้น่าจะเป็นแผนหมายชีวิตอื่นมากกว่า”
“ไม่นะ ข้าพลาดงานเลี้ยงลูกท้อไปแล้ว ยามนี้ข้าต้องมิให้สหายเต๋าซูเผชิญหน้ามันลำพังอีก”
นางลุกขึ้น “ข้าจะไปตำหนักอนันตรัตติกาลเสียหน่อย”
วาจายังไม่ทันสิ้น ร่างของนางก็ทะยานจรไปไกล
กล่าวได้ว่าเฉียบขาด
สีหน้าของลั่วเทียนตู ณ ชั่วขณะนั้นดูไม่แน่ใจ หัวใจของเขาแสนบิดเบี้ยวหึงหวง ไม่อภิรมย์เลยสักนิด
ทว่าท้ายที่สุด เขาก็สูดหายใจลึกๆ แล้วไล่ตามไป “อาหนิง รอข้าด้วย ข้าจะไปกับเจ้า”
ซีหนิงกล่าวโดยไม่เหลียวมอง “เมื่อเจ้าพบสหายเต๋าซูอีกครั้ง มิใช่อยากจะตัดสินเป็นตายกันหรือ? เจ้ารอที่นี่เสียดีกว่า”
ลั่วเทียนตูกล่าวอย่างเคร่งขรึมจริงใจ “อาหนิง เพื่อความสบายใจของเจ้า เมื่อถึงกาลนั้น ข้าจะซ่อนตัวมิให้เขาเห็นก็ได้นะ!”
ซีหนิง “……”
……
สามวันจากนั้น
ลึกเข้าไปในทะเลเป่ยหมิง ฟ้าดินพังทลาย อำนาจมิติเวลาปั่นป่วนเยี่ยงพายุใหญ่ ท้องนภาแหว่งวิ่นปรากฏรอยฉีกขาดใหญ่โตชวนตะลึงมากมาย
รอยแตกใหญ่ที่สุดมีขนาดหมื่นจั้ง ดูประหนึ่งแอ่งโลหิตคั่งค้างบนท้องนภา!
ที่แห่งนั้นคือทางเข้า ‘ถ้ำสวรรค์เทพร่ำไห้’ หนึ่งในเขตหวงห้ามอันลึกลับสูงสุดแห่งทะเลเป่ยหมิง!
ฟ้าดินถิ่นนี้คละคลุ้งไปด้วยกระแสมิติเวลาอันปั่นป่วน แม้มหาอำนาจระดับสุดลึกล้ำยังแทบไร้ผู้ใดรีบร้อนกล้าเสี่ยง เพราะหากไร้ความระวัง หายนะสารพัดจะประดังเข้าใส่!
ไกลออกไป เมื่อร่างของซูอี้ปรากฏขึ้น ชายหนุ่มก็เห็นว่ามีบุคคลผู้หนึ่งรออยู่ในโลกหล้าอันปั่นป่วนแล้ว
อีกฝ่ายสวมอาภรณ์ยาวสีดำ เรือนผมยาวยุ่งเหยิงถูกขมวดมวยหลวมๆ ใบหน้าคมเข้ม นั่งไขว่ห้างแทะเมล็ดแตงโมอยู่บนโขดหินก้อนหนึ่ง
เปลือกเมล็ดแตงโมกองอยู่ใต้เท้าของเขา
เหนือศีรษะมีแผนที่วิถีผืนหนึ่งละล่องอยู่ แสงสีดำขาวแปรเปลี่ยนไม่เป็นจังหวะ พัฒนาเป็นภาพลึกลับแปรเปลี่ยนหนแล้วหนเล่า
หมอกฮุ่นตุ้นพร่างพรมลงจากแผนที่วิถีนั้น ปกคลุมรอบกายชายในชุดดำ ขวางอำนาจมิติเวลาอันปั่นป่วนในฟ้าดินถิ่นนี้
“เจ้าสี่แผนที่!”
บันทึกผลกรรมตื่นเต้นกล่าวขึ้น ‘ไม่คาดเลยว่าจะได้พบเจ้านี่ที่นี่!’
เจ้าสี่แผนที่!
ย่อมหมายถึงแผนที่สองลักษณ์ หนึ่งในเก้าความลับแห่งจักรวาล!!
ในยุคสุดวิเวก หลี่ฝูโหยวมอบสมบัตินี้แก่ศิษย์คนรองของเขาหนิงซิ่ว และหลังหลี่ฝูโหยวจรจากแดนเซียนไป หนิงซิ่วก็นำสมบัติลับแห่งฮุ่นตุ้นนี้ไปยังธารนทีสายยาวแห่งยุคสมัยเพื่อแกะรอยตามหาเขา
และยามนี้ สมบัติชิ้นนี้ก็ปรากฏขึ้นในมือชายชุดดำ!!
“เจ้าคือสหายเต๋าซูหรือ? ในที่สุดเจ้าก็มา ข้ารอเจ้าอยู่ที่นี่นานแล้ว”
ชายชุดดำลุกขึ้นจากโขดหิน กล่าวด้วยรอยยิ้มเจิดจรัส คว้าเมล็ดแตงโมกำหนึ่งขึ้นมือมากระเทาะ
“เฟิงอู๋จี้?”
ไกลออกไป ซูอี้เดินเข้ามาและกล่าวกับชายชุดดำเสียงเรียบ
“ข้าเองแหละ”
เฟิงอู๋จี้แย้มยิ้มดุจสหายเก่าหวนพบ “อย่าตกใจเลยที่ข้าใช้ชีวิตของหนิงซิ่วมาทำข้อตกลงกับเจ้าก่อนหน้านี้ ว่าไปแล้ว เจ้าควรซาบซึ้งในบุญคุณข้านะ เพราะหากไม่มีข้า มีหรือเจ้าจะได้พบหนิงซิ่วง่ายดายเพียงนี้?”
ซูอี้กล่าว “เจ้ามาที่นี่เพื่อพูดแค่นี้หรือ?”
เฟิงอู๋จี้ส่ายหน้ากล่าว “ข้าน่ะนะก็แค่ร้อนใจ อยากได้ทองมารอมตะก่อนใครเท่านั้น และอยากเห็นกิริยาของสหายเต๋าซูด้วย ยามนี้เมื่อข้าได้พบพาน ข้าก็เห็นว่ามันแตกต่างห่างไกลเกินธรรมดาจริงๆ เสียด้วย!”
ว่าแล้ว เจ้าตัวก็ถ่มเปลือกเมล็ดแตงโมออกจากปาก ชี้ไปยังรอยแตกมหึมาเหนือท้องนภาไกลๆ และกล่าวว่า “อ้อ นั่นทางเข้าอนุสรณ์สถานต่อต้านมาร ขอเพียงเจ้านำทองมารอมตะออกมาได้ ข้ารับปากว่าจะทำตามวาจาทันที…”
ทว่าวาจาไม่ทันสิ้น วจีดาบหนึ่งพลันกึกก้องเสียก่อน!