บันทึกตำนานราชันอหังการ [ 剑道第一仙 ] - บทที่ 1921-1925
บทที่ 1,921 สถานการณ์คับขัน
เก้าเผ่ามารนอกแดนร่วมมือกันบุกเก้าด่านสวรรค์?
ม่านตาของซูอี้หดตัวเล็กน้อย “สถานการณ์เป็นเช่นไร?”
หลี่เช่อหู่กล่าวอย่างเป็นกังวล “ข้าเพิ่งได้รับข่าวมาเมื่อเช้านี้ว่าทัพเก้าเผ่ามารนอกแดนปรากฏขึ้นนอกเก้าด่านสวรรค์ แต่ละด่านล้วนส่งสัญญาณขอความช่วยเหลือ นี่อาจเป็นการโจมตีเก้าด่านสวรรค์อย่างเต็มรูปแบบ!”
“ส่วนสถานการณ์โดยละเอียดนั้นไม่แน่ชัด ผู้น้อยกำลังพยายามสืบค้นอย่างสุดความสามารถ”
หลี่เช่อหู่เป็นทูตอารักษ์ประจำด่านสวรรค์ชั้นหก หลังงานเลี้ยงลูกท้อจบลง เขาก็กลับมากับซูอี้เพื่อช่วยสร้างตำหนักอนันตรัตติกาลขึ้นใหม่
ข่าวที่เขาได้มาจึงไม่มีทางหลอกลวง
“ยามนี้ยังไม่ถึงกาลปรากฏของวิถีบรรลุเทพ เผ่ามารนอกแดนมีเหตุผลอันใดมาบุกโจมตีแดนเซียนอย่างเต็มรูปแบบกันหนอ?”
ซูอี้งุนงงเล็กน้อย
ขณะเดียวกัน หลี่เช่อหู่ก็นำยันต์ลับชิ้นหนึ่งออกมาจากแขนเสื้อ
ยันต์ลับชิ้นนั้นกำลังเรืองรัศมี สื่อให้รับรู้ถึงข่าวใหม่
หลังตรวจสอบ สีหน้าของหลี่เช่อหู่พลันเปลี่ยนเป็นเดือดดาล “ใต้เท้าจอมราชัน ด่านสวรรค์ชั้นหกแตกแล้ว และที่ด่านสวรรค์ชั้นเจ็ดยังมีหนอนบ่อนไส้ร่วมมือกับเผ่ามารนอกแดน ปิดอำนาจคุ้มกันให้ศัตรูเข้ามาขอรับ!”
สีหน้าของซูอี้ย่ำแย่
เพียงหนึ่งวัน ด่านสวรรค์ชั้นหกก็แตกพ่ายหรือ?
สิ่งสำคัญคือไส้ศึกภายใน หาไม่ อำนาจคุ้มกันด่านสวรรค์ชั้นหกย่อมสามารถขวางการโจมตีของศัตรูระดับจักรพรรดิมารของเผ่ามารนอกแดนได้!
“หนึ่งใบไม้ชี้สารทฤดูได้ หรือนี่จะหมายความว่าเก้าด่านสวรรค์แดนเซียนของเราถูกศัตรูแทรกซึมหมดแล้วนับแต่ยุคอวสานเซียนหรือ?”
ซูอี้กระซิบ
เขาจำสถานการณ์ที่ตนประสบในด่านสวรรค์ชั้นเจ็ดได้ ทูตอารักษ์เสิ่นชิงสือเองก็ร่วมมือกับเผ่ามารนอกแดน ซูอี้จึงระเบิดโทสะละเลงเลือดย้อมด่านสวรรค์ชั้นเจ็ด สะบั้นหัวผู้คนมากมาย
เมื่อเขาได้รับทราบข่าวการแตกพ่ายของด่านสวรรค์ชั้นหก ซูอี้พลันตระหนักว่าตลอดกาลนานมา เกรงว่าค่ายพิทักษ์เก้าด่านสวรรค์แห่งแดนเซียนคงเน่าหนอนมาเนิ่นนานแล้ว!
“ใต้เท้าจอมราชัน เราควรทำเช่นไรดีเจ้าคะ?”
มหาเซียนหลิวอวิ๋นเป็นกังวล
ระหว่างยุคอวสานเซียน เผ่ามารนอกแดนเคยบุกเข้ามาในแดนเซียนอย่างเอิกเกริกได้หนหนึ่ง มันเผาทำลาย เข่นฆ่า ปล้นสะดม และก่อพายุละเลงเลือดมาไม่รู้กี่หน!
ขณะนั้น สี่สิบเก้าทวีปทั่วแดนเซียนปั่นป่วนด้วยเพลิงสงคราม ไม่อาจทราบได้ว่ามีขุมกำลังเซียนมากมายเพียงไรต้องล่มสลาย ผู้บริสุทธ์ตกตายท่ามกลางหายนะ
ยามนี้ เผ่ามารนอกแดนบุกรุกแดนเซียนครั้งใหญ่อีกหน และหายนะเช่นกาลก่อนก็ย่อมไม่แคล้วกวาดทั่วแดนเซียน เมื่อถึงยามนั้น แดนเซียนอันยิ่งใหญ่ก็ย่อมต้องถูกชะล้างด้วยโลหิตอีกครา!
น้ำท่วมรังนอน แล้วไข่จะไปไหนได้?
ไร้ผู้ใดหลุดพ้น!
“อย่าลนลาน ระหว่างยุคอวสานเซียนมีหนึ่งหายนะบังเกิดทั่วหล้า ทำให้เผ่ามารนอกแดนฉวยโอกาสปล้นยามไฟไหม้”
ซูอี้กล่าวด้วยคู่เนตรลึกล้ำเยือกเย็น “แต่ยามนี้มีข้าอยู่ ข้าย่อมไม่ยอมให้พวกมันก่อเรื่องแน่”
ว่าแล้ว เขาก็กล่าวกับมหาเซียนหลิวอวิ๋น “ถ่ายทอดคำสั่ง ประกาศสู่โลกหล้าด้วยนามข้า เรียกขุมกำลังหลักทั่วแดนเซียนให้ผนึกกำลังสังหารศัตรูนอกแดนที่เก้าด่านสวรรค์ด้วยกัน!”
“ผู้กล้าแกร่งสังหารศัตรู ข้าจะมอบบำเหน็จให้!”
“ผู้ใดฉวยโอกาสปล้นสะดมยามไฟไหม้ ฉกฉวยผลประโยชน์ยามโกลาหล หลังกวาดล้างศัตรูได้ ข้าจะไล่คิดบัญชีรายหัว ไม่ละเว้นแม้เพียงหนึ่ง!”
“ผู้ใดขลาดเขลากลัวสงคราม มิกระทำการใดจะถูกลงโทษสถานหนัก!”
“ผู้ใดร่วมมือกับเผ่ามารนอกแดน ข้าจะสังหารล้างโคตรเหง้า ไม่ละเว้นแม้เพียงหนึ่ง!”
วาจาของเขาปลุกจิตวิญญาณของทั้งมหาเซียนหลิวอวิ๋นและหลี่เช่อหู่ขึ้น
หากมิใช่ซูอี้ คงไร้เกียรติภูมิเรียกระดมพลทั่วโลกหล้าเช่นนี้
ทว่าใต้เท้าจอมราชันตรงหน้านั้นแตกต่างออกไป
ครั้งหนึ่งเขาเคยเป็นจอมราชันอนันตรัตติกาลผู้ปกครองแดนเซียนในหนึ่งยุคสมัย ในยามนี้ เขาคือใต้เท้าจอมราชันซูผู้ลือนามยิ่งกว่านั้น!
ตัวตนและเกียรติภูมิของเขาในทุกวันนี้หามีผู้ใดเทียบเคียงได้ไม่!
ขอเพียงประกาศจำนง ทั่วหล้าก็จะแซ่ซ้องสนองรับ!
การบุกรุกแดนเซียนของเผ่ามารนอกแดนนั้นเป็นภัยคุกคามต่อทุกคนในโลกหล้า ไร้ผู้ใดรอดพ้น ขอเพียงสมองทำงานปกติ พวกเขาย่อมสนองจำนงของใต้เท้าจอมราชัน!
“หลิวอวิ๋น เจ้าไปบอกวานรเฒ่าสะพายดาบ ราชันวิถีมังกรแดง และคนคลั่งดาบให้พาคนของตำหนักอนันตรัตติกาลไปตรวจสอบรวบรวมข่าวที่ทัพหน้าด้วยกันเสีย หลังได้ข่าวกรองครบถ้วน แจ้งข้าด้วย”
ซูอี้ส่งยันต์ลับชิ้นหนึ่งแก่มหาเซียนหลิวอวิ๋น
“ท่านอาจารย์ แล้วข้าล่ะขอรับ?”
หลิ่นเฟิงอดถามมิได้
ซูอี้กล่าว “อย่าห่วงเลย สงครามเพิ่งเริ่มเท่านั้น หลังสืบความเคลื่อนไหวของทัพเก้าเผ่ามารนอกแดนได้ การโจมตีต่อไปจะขึ้นกับเจ้า จริงสิ ข้าขอยืมนาวาพลิกสวรรค์ไปใช้หน่อย”
“ขอรับ!” หลิ่นเฟิงรับบัญชาและส่งนาวาพลิกสวรรค์ให้
“หลี่เช่อหู่ เจ้าไปด่านสวรรค์ชั้นเจ็ดกับข้า”
ซูอี้กล่าวกับหลี่เช่อหู่อีกครั้ง
เขาเป็นทูตอารักษ์ด่านสวรรค์ชั้นหก แม้ด่านสวรรค์ชั้นหกจะแตกพ่าย แต่ผู้ใต้บัญชาของหลี่เช่อหู่ก็ยังมีชีวิตและส่งข่าวมาถึงหลี่เช่อหู่โดยเร็วที่สุดได้
นี่คือสิ่งที่ซูอี้ต้องการโดยด่วนที่สุด ณ ยามนี้
เขาไปยังด่านสวรรค์ชั้นเจ็ดแทนที่จะเป็นชั้นหกเพราะด่านสวรรค์ชั้นเจ็ดตั้งอยู่ ณ ชายแดนทวีปกกพิสุทธิ์ซึ่งใกล้ตำหนักอนันตรัตติกาลที่สุด
นอกจากนั้น ซูอี้ยังเคยละเลงเลือดในด่านสวรรค์ชั้นเจ็ด กวาดล้างไส้ศึกภายในไปแล้วหนหนึ่ง
ยามนี้ ผู้พิทักษ์ด่านสวรรค์ชั้นเจ็ดจึงนับว่าพึ่งพาได้
เช่นทูตอารักษ์เผยหงจิ่งจากหอตำราภูผาขจี
มีพวกเผยหงจิ่งอยู่ รวมถึงอำนาจคุ้มกันด่านสวรรค์ชั้นเจ็ด พวกเขาน่าจะยังไม่แตกพ่าย
ทว่าสิ่งที่ซูอี้เป็นกังวลก็คือในเมื่อเผ่ามารนอกแดนเปิดฉากสงครามเต็มรูปแบบกับแดนเซียน ตัวตนระดับจักรพรรดิมารน่าจะถูกส่งมาเป็นจำนวนมาก
หากยอดฝีมือระดับนี้จู่โจม ม่านพลังคุ้มกันด่านสวรรค์ชั้นเจ็ดก็คงมิอาจต้านทานได้นาน!
“ขอรับ!”
หลี่เช่อหู่รับคำโดยมิต้องคิด
ซูอี้และหลี่เช่อหู่ล่องนาวาพลิกสวรรค์เดินทางข้ามวันข้ามคืนสู่ด่านสวรรค์ชั้นเจ็ดทันที
ขณะเดียวกัน มหาเซียนหลิวอวิ๋นก็ร่างโองการตามคำสั่งของซูอี้และถ่ายทอดมันออกสู่ทั่วทุกมุมแดนเซียนผ่านอำนาจของหอน้อยสมปรารถนา
……
รัตติกาลจางหาย
เมื่อตะวันรุ่งเผยโฉม ท้องนภาก็สว่างไสว สาดแสงลงบนกำแพงด่านสวรรค์ชั้นเจ็ดอันสูงตระหง่าน
เปรี้ยง!
นอกด่านสวรรค์ชั้นเจ็ด อำนาจคุ้มกันจากกฎเกณฑ์แห่งแดนเซียนกำลังถูกกระหน่ำโจมตีอย่างดุเดือดร้ายแรง พร้อมพังทลายลงได้ทุกเมื่อ!
บนกำแพงเมืองอันสูงตระหง่าน ทูตอารักษ์และคณะอันประกอบด้วยเผยหงจิ่ง ฮูหยินเซียงอวิ๋น เซี่ยกู้ และมหาเซียนคนอื่นๆ ซึ่งประจำการอยู่ล้วนมีสีหน้ายากมอง
เมื่อวาน ทัพมารนอกแดนปรากฏขึ้นกะทันหัน ส่งทหารมาประชิดเมืองถึงแสนตน!
เนืองแน่นเยี่ยงกระแสวารีไร้สิ้นสุด มียอดฝีมือระดับจักรพรรดิมารสิบตนเป็นผู้นำ โจมตีด่านสวรรค์ชั้นเจ็ดอย่างเต็มกำลัง
โชคดีที่ทูตอารักษ์เผยหงจิ่งได้ใช้อำนาจ ‘ศิลาวิถีปกครองสวรรค์’ ควบคุมพลังของกฎสวรรค์แดนเซียน เปิดม่านพลังคุ้มกันด่านสวรรค์จากการโจมตีของเหล่าศัตรูไว้ได้
ทว่าศึกใหญ่เช่นนี้ก็ทำให้ทั่วด่านสวรรค์ชั้นเจ็ดระส่ำระสาย ยอดฝีมือทั่วด่านล้วนแตกตื่น!
รอบข้างเปี่ยมบรรยากาศสิ้นหวัง
เมื่อคืน ยอดฝีมือมากมายหนีทัพไปอย่างตื่นกลัว!
แม้ทูตอารักษ์เผยหงจิ่งจะออกโรงเอง เขาก็ยังไม่อาจหยุดยั้งเหตุการณ์ทั้งหมดนี้ได้
ทุกคนรู้อยู่แล้ว
ทัพมารนอกแดนในขณะนี้ใหญ่โตเกินไป แค่จักรพรรดิมารก็มีถึงสิบตน ด่านสวรรค์ชั้นเจ็ดมีผู้พิทักษ์เป็นเพียงมหาเซียนกลุ่มหนึ่ง จะสกัดกั้นได้เช่นไร?
บรรยากาศสิ้นหวัง ลังเล และตื่นตระหนกปกคลุมทั่วด่านสวรรค์ชั้นเจ็ด
นับแต่เมื่อคืนวานจวบยามนี้ ยอดฝีมือส่วนใหญ่ในเมืองต่างหนีหาย เหลือทิ้งไว้เพียงไม่กี่พันคนปกป้องแดน
“พี่ชายร่วมวิถี หากเป็นเช่นนี้ต่อไป ม่านพลังคุ้มด่านจะแตกสลายเป็นแน่!”
ฮูหยินเซียงอวิ๋นเป็นกังวล “เจ้าแน่ใจหรือว่าส่งสัญญาณขอความช่วยเหลือไปแล้ว?”
เผยหงจิ่งพยักหน้ากล่าว “ขอเพียงจอมราชันซูได้รับข่าว เขาไม่อยู่เฉยแน่!”
เซี่ยกู้ถอนใจกล่าว “แต่ยามนี้ เก้าด่านสวรรค์แดนเซียนต่างถูกศัตรูบุกโจมตี จอมราชันซูอาจไม่มาด่านสวรรค์ชั้นเจ็ดก็เป็นได้ หากม่านพลังคุ้มด่านพังทลาย เพียงเราลำพังย่อมไม่ใช่คู่มือเผ่ามารเหล่านั้นหรอกนะ!”
“นี่……”
ริมฝีปากของเผยหงจิ่งสั่นสะท้าน ท้ายที่สุดก็กล่าวว่า “การพิทักษ์ด่านสวรรค์ชั้นเจ็ดเป็นหน้าที่ของเรา! ต่อให้สถานการณ์จะเลวร้ายที่สุด เราก็ควรสู้จนตัวตาย ไม่อาจถอยหลบได้!”
ทุกคนเงียบไป
บรรยากาศหนักอึ้งขึ้นตามกาล
ศึกอันยิ่งใหญ่นี้บังเกิดขึ้นกะทันหันเกินไป ไร้ผู้ใดคาดคิดว่าเผ่ามารนอกแดนจะนำทัพมาโจมตีใหญ่โตเพียงนี้
พวกเขาจึงไร้โอกาสได้เตรียมตัวล่วงหน้า
เปรี้ยง!
นอกด่านสวรรค์ชั้นเจ็ด ชั้นพลังคุ้มกันแดนสั่นสะท้านต่อเนื่อง การโจมตีที่ได้รับทวีความน่าสะพรึงกลัวตามกาล
จักรพรรดิมารลงมือโจมตีเจ็ดตนพร้อมกัน!
แต่ละคนล้วนหยิ่งผยอง ในมือถือสมบัติร้ายกาจ ถล่มโจมตีม่านพลังคุ้มแดนอย่างสุดกำลัง
ห่างออกไปไกล ทัพมารนอกแดนแสนตนเคลื่อนพลรอเยี่ยงกระแสธาร เป็นภาพการจัดทัพอันชวนสะพรึง
“ยังไม่สายที่จะยอมแพ้นะ หาไม่ เมื่อข้าเข้าถึงด่านสวรรค์ชั้นเจ็ด ทุกคนจะถูกเข่นฆ่ามิเหลือ! แขวนศีรษะประจานบนกำแพงเมือง!”
บนพื้น จักรพรรดิมารตนหนึ่งกล่าวเสียงเย็น เปล่งวจีสะท้านสะเทือนทั่วนภาเยี่ยงอัสนิบาต
คนผู้นี้มีเส้นผมยาวสีเลือด สวมอาภรณ์ดำ มีผิวขาว ดวงตาสีแดงเยี่ยงโลหิต อำนาจทรงพลังร้ายกาจแผ่ออกทั่วร่างเทียบได้กับตัวตนระดับมหายุทธ์ในแดนเซียน!
ความผยองอำนาจทำให้สีหน้าของพวกเผยหงจิ่งยิ่งยากมอง
ทันใดนั้น เผยหงจิ่งก็สูดหายใจลึกๆ และกัดฟันกล่าวว่า “ถ่ายทอดคำสั่งข้าไป บอกสหายร่วมศึกในเมืองทั้งหลายว่า หากผู้ใดอยากไป ให้หนีไปโดยเร็วที่สุด! หาไม่ เมื่อม่านพลังคุ้มแดนแตกสลาย โอกาสหนีจะไม่เหลือแล้ว!”
วาจาของเขายากจะซ่อนโทสะและความอาดูร
ทุกคนต่างสะเทือนอารมณ์เช่นกัน
แม้ไม่อยากทำ พวกเขาก็ต้องยอมรับว่าเมื่ออำนาจคุ้มด่านแตกสลาย ด่านสวรรค์ชั้นเจ็ดก็จะแตกพ่าย ไร้ผู้ใดรอดชีวิต!
ความต่างระหว่างมิตรและศัตรูนั้นมหาศาลเกินไป!
“เร็วเข้า!”
เผยหงจิ่งคำรามลั่นเร่งเร้า
ฮูหยินเซียงอวิ๋นกล่าวอย่างขมขื่น “พี่ชายร่วมวิถี ไม่ต้องเร่งหรอก หันกลับไปมองสิ ผู้เกรงศึกกลัวตายหนีไปกันหมดแล้ว”
เผยหงจิ่งหันกลับไปมองทันที
จากสายตาของเขา ในเมืองเหลือยอดฝีมือเพียงไม่กี่พันคนเท่านั้น
ทว่ายามนี้ ผู้คนส่วนใหญ่ในจำนวนไม่กี่พันนั้นกำลังหนีเตลิดอย่างบ้าคลั่ง!
ชั่วขณะนั้น อกของเผยหงจิ่งคับแน่น มือเท้าเย็นเฉียบ ทั้งเศร้าโศกและไม่พอใจ
ครรลองแห่งโลกนี้… แปรเปลี่ยนไปแล้วจริงๆ!
ก่อนยุคอวสานเซียนบังเกิด ยอดฝีมือในด่านสวรรค์ชั้นเจ็ดอาจหาญไม่กลัวตาย ละอายต่อการหนีทัพเสมอ!
ไฉนจึงกลับกลายเป็นใช้ไม่ได้เพียงนี้?
บทที่ 1,922 ชำระจักรวาลเพียงโบกมือ
“พี่ชายร่วมวิถี โปรดสงบโทสะเถิด การกลัวสงครามขลาดความตายเป็นธรรมชาติแห่งมนุษย์!”
เซี่ยกู้รีบร้อนเกลี้ยกล่อม
เผยหงจิ่งยิ้มเศร้าขณะกล่าวว่า “ท้ายที่สุด ครรลองแห่งโลกหล้าก็เปลี่ยนผัน นับแต่ไร้ศาลเซียนรวมศูนย์ กาลเวลาก็ผ่านแสนนาน แดนเซียนนี้ก็เน่าหนอนเกินเยียวยาไปแล้ว!”
ทุกคนต่างดูเศร้าหมอง
จริงอย่างว่า นับแต่ไร้ศาลเซียนรวมศูนย์ แดนเซียนก็อ่อนกำลังลงทุกเมื่อ ทั่วหล้าต่างง่วนกับการรบกันเอง ระบบระเบียบพังทลาย ปั่นป่วนรวนเรทุกหย่อมหญ้า!
หัวใจผู้คนกระจัดกระจาย ใครเล่าจะยอมหลั่งเลือดพิทักษ์แดนเซียน?
“จอมราชันซูเวียนวัฏเกิดใหม่ ข้าเชื่อว่าแม้วันนี้ด่านสวรรค์ชั้นเจ็ดจะแตกพ่าย สักวันมันก็จะฟื้นคืนมา!”
ฮูหยินเซียงอวิ๋นเข้าประเด็นตรงไปตรงมา “ข้าก็เชื่อว่าเมื่อมีจอมราชันซูอยู่ เขาจะจัดบรรพตเรียงลำธาร สมานทั่วทิศรวมศูนย์ เบิกความสงบสุขต่อแดนเซียนได้แน่!”
หัวใจผู้คนเต้นกระตุก อดนึกถึงความปรารถนาสูงสุดที่ซูอี้กล่าวขึ้นเมื่อไม่กี่เดือนก่อนยามสร้างตำหนักอนันตรัตติกาลขึ้นใหม่มิได้
สักวันเขาจะกำจัดปัญหาของเผ่ามาร คืนความสงบสุขแก่สรรพชีวิตแห่งแดนเซียนชั่วกาลนาน!!!
“ข้าก็เชื่อเต็มหัวใจเช่นกันว่าวันนั้นจะมาในสักวัน!”
เผยหงจิ่งพึมพำ ดวงตาแปรเปลี่ยนเป็นหนักแน่น
ว่าแล้ว เจ้าตัวก็กวาดสายตามองทุกคนรอบกาย กล่าวขึ้นว่า “ทุกท่านไปเถิด ด่านสวรรค์ชั้นเจ็ดนี้ ข้าลำพังก็พิทักษ์ได้!”
คนอื่นๆ มองหน้ากันแล้วแย้มยิ้มทันใด
“พี่ชายร่วมวิถี เจ้าไม่กลัวความตาย แล้วเราจะอยู่เฉยได้เช่นไร?”
มีผู้เสสรวกล่าวขึ้น
“วิธีตายเช่นนี้อาจโง่เง่า แต่นี่คือคุณธรรมที่ข้ายึดถือ แล้วจะยอมถอยได้เช่นไร?”
มีผู้กล่าวขึ้นเสียงสนั่น
“ข้าไม่อยากให้เผ่ามารพวกนั้นคิดว่าแดนเซียนเรามีแต่พวกขลาดเขลากลัวสงคราม!”
ใครบางคนกล่าวอย่างองอาจ
“แดนดินหนึ่งชุ่นก็คือเลือดเนื้อหนึ่งชุ่น ข้าจะอยู่หรือตายไม่สำคัญ แค่ขอเพียงปลุกใจเตือนสติ เป็นเยี่ยงอย่างให้ผู้อื่นได้ก็คุ้มค่าแล้ว!”
บางคนกล่าวขึ้นอย่างเยือกเย็น
ดวงตาของเผยหงจิ่งก็แดงก่ำ หัวเราะร่ายินดี
ขณะเดียวกัน นอกด่านสวรรค์ชั้นเจ็ดเองก็มีเสียงหัวเราะกึกก้องทั่วฟ้าดิน ฟังดูเสียดโสตเป็นพิเศษ
“หลังด่านสวรรค์ชั้นเจ็ดพังทลาย ใครเล่าจะรู้ว่าพวกเจ้าตายเช่นไร?”
จักรพรรดิมารผู้หนึ่งกล่าวเหยียดหยาม
“เยี่ยงอย่างอันใดย่อมไร้ประโยชน์ ข้าก็แค่ประกาศแก่โลกหล้าว่าพวกเจ้าน่ะรักชีวิตขลาดความตาย เป็นฝ่ายยอมจำนนขอความเมตตาก็จบเห่ ท้ายที่สุดพวกเจ้าก็ตายในศึก กลายเป็นเป้าความแค้นในแดนเซียน โอบกอดชื่อเสียงเน่าเหม็นไปจวบยุคสมัย ผู้ใดก็ช่วยเจ้าทวงความบริสุทธิ์คืนมิได้!”
จักรพรรดิมารอีกตนกล่าวด้วยน้ำเสียงเยือกเย็น
พวกเผยหงจิ่งเปลี่ยนสีหน้าทันใด
ข่าวลือทั้งหลาย บางครั้งไร้ค่า
แต่บางหนก็ทำลายชื่อเสียงเกียรติภูมิคนได้!
เผยหงจิ่งสูดหายใจลึกๆ และกล่าวว่า “ทุกท่าน อย่าใส่ใจเลย จะตายก็คือตาย มีสำนึกชัดเจนเป็นพอ!”
ทุกคนต่างพยักหน้า
เสียงของจักรพรรดิมารเหล่านั้นดังแว่วมาอีกครั้ง
“ไม่ต้องพูดมาก ลงมือเต็มกำลังบดขยี้ม่านพลังคุ้มกันด่านสวรรค์ชั้นเจ็ดนี่เลย!”
“ได้!”
เปรี้ยง!
ท้องนภาสั่นสะท้าน เพลิงแสงผลาญโหมกระหน่ำ
เพียงอึดใจต่อมา ม่านพลังอันปกคลุมทั่วด่านสวรรค์ชั้นเจ็ดราวเส้นคั่นแดนสวรรค์วาดก็ถูกกระหน่ำโจมตีจนระเบิดเป็นรูในที่สุด!
พิรุณแสงพร่างพรม บาดตาพวกเผยหงจิ่งจนมิอาจเปิดขึ้นได้
ด่านสวรรค์ชั้นเจ็ดถูกเปิดเผยในคลองจักษุของศัตรูชัดเจน
ไม่ว่าเผยหงจิ่งหรือมหาเซียนอื่นใดต่างไร้ความกลัวเกรงลังเล
พวกเขาหันไปยิ้มให้กัน ต่างใช้ศาสตราสมบัติ ตัดสินใจสู้จนตัวตาย!
“ฆ่ามัน!”
จักรพรรดิปีศาจทั้งหลายบุกทะลวงเข้ามาก่อน
พวกเขาแต่ละคนดูประหนึ่งเทพเถื่อนดุร้าย สีหน้าเย็นเยียบเหี้ยมเกรียม
“ฆ่าให้หมด!”
“ฆ่า!”
“ฆ่า!”
ไกลออกไป ทัพมารนอกแดนนับแสนที่กำลังรออยู่แล้วล้วนเคลื่อนไหว โห่ร้องกู่ก้อง สะท้านสะเทือนทั่วนภา
ชั่วขณะนั้น ยอดฝีมือที่หลงเหลือเพียงไม่กี่คนในด่านสวรรค์ชั้นเจ็ดต่างไม่อาจทานทน ใบหน้าซีดขาวลงตามๆ กัน สีหน้าเปี่ยมความสิ้นหวัง
ด่านสวรรค์ชั้นเจ็ด… กำลังจะแตกหรือ?
เผยหงจิ่ง เซี่ยกู้ ฮูหยินเซียงอวิ๋น และมหาเซียนทั้งหลายเร่งกำลังขวางตรงหน้า ปราณประหนึ่งเพลิงผลาญ ทว่าต่อหน้าทัพมารนอกแดนอันคลาคล่ำดุร้าย ร่างของพวกเขาช่างเล็กจ้อยน่าขันเหลือแสน
ดุจตั๊กแตนขวางเกวียน!
“ความตายน่ะง่ายนัก แต่ข้าไม่ยอมให้พวกเจ้าสมหวังกันหรอก ข้าจะสะบั้นหัวพวกเจ้า เปลี่ยนศพเป็นหุ่นเชิดมาร หลอมวิญญาณในตะเกียงน้ำมัน ไร้อิสระชั่วกัลป์!!”
จักรพรรดิมารชุดดำทะยานเข้าสู่ด่านสวรรค์ชั้นเจ็ดก่อนใคร คู่เนตรสีเลือดเปี่ยมความเย้ยหยันดูแคลน
ตู้ม!
หัตถ์ใหญ่ของเขาเอื้อมคว้า
ตรวนทิพย์สีแดงฉานโปรยลงจากนภา ปกคลุมกักขังเผยหงจิ่ง เซี่ยกู้ และมหาเซียนทั้งหลายเสียมิด!
เพียงหนึ่งโจมตี พวกเผยหงจิ่งก็ปราชัย!
ความแตกต่างระหว่างมหาเซียนและจักรพรรดิมารปรากฏชัดเจน
ในโลกนี้ ไร้สิ่งใดโหดร้ายไปกว่ายามตัดสินใจตายอย่างผ่าเผย แต่กลับพบว่ากระทั่งตายยังทำมิได้!
ชั่วขณะนั้น เผยหงจิ่ง เซี่ยกู้ และมหาเซียนคนอื่นๆ ล้วนหน้าซีดขาว
พวกเขามองหน้ากัน หนึ่งความคิดปรากฏเป็นเอกฉันท์
ระเบิดตัวเอง!
ยอมเป็นหยกแตกหัก ดีกว่าเป็นกระเบื้องสมบูรณ์!!
“ทุกท่าน ตาเฒ่าผู้นี้ขอล่วงหน้าไปก่อน!”
เผยหงจิ่งเสสรวล
รอยยิ้มนั้นเปี่ยมความมาดมั่น เจือความเศร้าโศกอย่างมิอาจบรรยาย
ทว่ายามนี้ หนึ่งเสียงพลันดังขึ้น
“ช้าก่อน!”
เสียงนั้นกังวานก้องทั่วนภาพิภพ สนั่นลั่นทั่วนภา
เร็วกว่าวจีนั้นคือปราณดาบสายหนึ่ง
หนึ่งดาบปรากฏแหวกนภา ฟาดฟันผ่านเวหา สับตรวนทิพย์สีชาดที่กักขังเผยหงจิ่ง เซี่ยกู้ และพรรคพวกลงอย่างง่ายดายไร้อุปสรรค
เปรี้ยง!!
พิรุณแสงสีชาดพร่างพรมกลางเวหา
ร่างของจักรพรรดิมารชุดดำซวนเซถอยหลัง สีหน้าแปรเปลี่ยนฉับพลัน
ร่างหนึ่งอันสูงส่งไร้มลทินก็ปรากฏขึ้นตรงหน้าพวกเผยหงจิ่ง
สรรพสิ่งบังเกิดมนพริบตา
ตาของเผยหงจิ่ง เซี่ยกู้ และสหายล้วนเบิกกว้าง ดวงตาเลื่อนลอย แทบสงสัยว่าพวกตนฝันไป
นั่นคือ… จอมราชันซูหรือ!?
เขามาจริงๆ หรือ?
เสียงตะโกนเข่นฆ่าสะท้านจากนภา สนั่นสรวงสะเทือนแดน ทัพมารนอกแดนนับแสนพรั่งพรูเยี่ยงสายธาร
จักรพรรดิมารตนอื่นๆ ที่บุกเข้าด่านสวรรค์ชั้นเจ็ดกับจักรพรรดิมารชุดดำต่างมองมายังชายหนุ่มชุดเขียวผู้ปรากฏขึ้นกะทันหันอย่างตกตะลึง ไม่คาดคิดว่าจะมีผู้ปรากฏขึ้นในยามคับขันเช่นนี้
“เขาคือ……”
ขณะที่จักรพรรดิมารชุดดำกำลังจะกล่าวบางอย่าง หัวใจของเขาพลันเจ็บแปลบ ร่างหนาวสะท้าน
ชายหนุ่มชุดเขียวปรากฏตัวขึ้นกะทันหันพลันยกมือขึ้นอย่างเรียบง่าย
กาลเวลาดูประหนึ่งเนิบช้ายืดยาว
ฟ้าดินพลันหม่นรัศมี
ทันใดนั้น ปราณดาบนับไม่ถ้วนก็พลุ่งพล่านฉวัดเฉวียนกลางเวหา ถาโถมเยี่ยงคลื่นยักษ์ เจิดจรัสสาดส่องเยี่ยงคลื่นดาบ
อำนาจดาบน่าสะพรึงกลัวนั้นเปรียบประหนึ่งศิลาหลอมเดือดปะทุ ปั่นป่วนหมุนวนเป็นทะเลดาบ
ท้องนภาในละแวกด่านสวรรค์ชั้นเจ็ดแหลกสลายไปอย่างไร้วจี
จักรพรรดิมารชุดดำและสหายอีกหกตนล้วนเปลี่ยนสีหน้าฉับพลัน
ไกลออกไป ทัพมารแสนตนซึ่งกำลังโห่ร้องโผนทะยานมายังด่านสวรรค์ชั้นเจ็ดหารับรู้สิ่งใดไม่ สีหน้าแต่ละตนเปี่ยมความตื่นเต้นกระหายเลือด
ดาบคำรณเยี่ยงคลื่นซัดทันใด
ปราณดาบสายนั้นเปรียบประหนึ่งสมุทรคำรามโถม
เจ็ดยอดฝีมือระดับจักรพรรดิมารถูกปราณดาบอันน่าสะพรึงกลัวกลบทับ ร่างระเบิดเยี่ยงทำจากกระดาษ จิตวิญญาณแหลกเหลวดุจดอกไม้ไฟในพริบตา
ก่อนตกตาย สีหน้าทุกคนล้วนเปี่ยมความตกตะลึง หวาดผวา และงุนงง
เหมือนไม่อยากเชื่อ
เหมือนไม่อาจคาดคิด
เปรี้ยง!
สมุทรปราณดาบทะยานหาว พุ่งออกนอกด่านสวรรค์ชั้นเจ็ด
สีหน้าของทัพมารทั้งแสนนายชะงักค้าง ตื่นตะลึงตามกัน
นี่มันอันใดกัน?
ปราณดาบปรกฟ้าครอบตะวัน สยบสวรรค์สะเทือนแดน!
สิ่งที่ยอดฝีมือเผ่ามารนอกแดนเหล่านั้นได้เห็นเป็นประหนึ่งมหาวิปโยคคืบใกล้ ตนนั้นช่างเล็กจ้อย จนปัญญา และสิ้นหวังยิ่ง
“ไม่!”
มีผู้กรีดร้องขึ้นอย่างหวาดผวา
แต่ก็สายไปแล้วก้าวหนึ่ง
ปราณดาบสายนั้นทะลวงเข้าใส่ทัพมารนอกแดนประหนึ่งพายุโหม กวาดกระหน่ำเยี่ยงวาตะเมฆา ละเลงเลือดเกินคณานับ!
ทัพมารนับแสนนั้นเนืองแน่นทุกแห่งหนเยี่ยงต้นหญ้าในป่าขจี ขณะที่ปราณดาบสายนี้เปรียบประหนึ่งเพลิงโหม!
หญ้าทุกหย่อมทุกแห่งหนที่มันผ่านล้วนแผดเผาเปลี่ยนเป็นธุลีโปรย
เปรี้ยง!
ฟ้าดินถูกขยี้เกิดรอยร้าวชวนสะพรึงเกินคณานับ แผ่อาณาเขตออกไปทั่วทุกทิศ
ทัพมารแสนตนพลันเสียหายร้ายแรง ล้มตายกันเป็นใบไม้ร่วง!
โลหิตแดงฉานประหนึ่งตะวันอัสดงหลังพายุผ่าน ย้อมสุญตาแดงฉานเจิดจรัส
ทุกสิ่งบังเกิดในชั่วพริบตา
เพียงหนึ่งโบกมือของซูอี้ ปราณดาบก็ทะลักไหลประหนึ่งคลื่นนทีสะเทือนโลกา บดขยี้เจ็ดจักรพรรดิมาร กวาดล้างทัพมารนับแสน สังหารมารไม่ต่ำกว่าสามหมื่นลงทันที!
ฟ้าดินเปรียบประหนึ่งผืนผ้าใบอันถูกสีสาดย้อมแดงฉาน
อำนาจของมันสะท้านนภาสะเทือนพิภพ ตะวันจันทราสิ้นรัศมี ตะลึงถึงวิญญาณผู้พบเห็นโดยพลัน!
เผยหงจิ่ง ฮูหยินเซียงอวิ๋น เซี่ยกู้ และมหาเซียนคนอื่นๆ ล้วนตะลึงยิ่งอยู่กับที่
ยามซูอี้ปรากฏกาย พวกเขาสงสัยว่าตนฝันอยู่หรือไม่
เมื่อประจักษ์การตายอย่างไร้หนทางต่อต้านของเจ็ดจักรพรรดิมาร ทัพมารยิ่งใหญ่ถูกบดขยี้ระส่ำระสายในพริบตา พวกเขาก็ตะลึงจังงังไป
น่ากลัว!
น่ากลัวยิ่งนัก!
ไร้วจีใดบรรยายความรู้สึกในยามนี้ของพวกเขาได้
ไกลออกไป ทัพมารนอกแดนกำลังพังทลาย เสียงกรีดร้องเปี่ยมความหวาดกลัวและลังเลดังระงม
ก่อนหน้านี้ พวกเขากรีฑาทัพอาจหาญ บุกตะลุยหมายล้างเมือง
ทว่ายามนี้ พวกเขาเปรียบดั่งสุนัขหลงฝูง!
“ฉะ……ไฉนกัน……”
ณ ทัพหลังของเผ่ามารนอกแดน สามปราณอันน่าสะพรึงกลัวของจักรพรรดิมารทะยานออก
ประกอบด้วยสองบุรุษหนึ่งสตรี พวกเขาแต่ละคนต่างตกตะลึง มือเท้าเย็นเฉียบไปหมด
เมื่อม่านพลังคุ้มด่านสวรรค์ชั้นเจ็ดแหลกสลาย พวกเขาผิดหวังเล็กน้อย คิดว่าการบุกด่านสวรรค์ชั้นเจ็ดอย่างเต็มอัตราศึกนี้เหมือนการขี่ช้างจับตั๊กแตนโดยแท้
และยอดฝีมือจากแดนเซียนแสนปวกเปียก ไร้ผู้ใดใช้ได้สักคน!
ทว่ายามซูอี้ปรากฏขึ้นแล้วโบกแขนเสื้อเพียงหน เขาก็กวาดทศทิศละเลงเลือดเกินคณานับ ทำให้พวกตนตะลึงพรึงเพริด
หวาดกลัวหัวหด!!
ชั่วขณะนั้น พลทหารฝั่งมารนอกแดนต่างแพ้พ่าย ทิวทัศน์รอบข้างล้วนน่าสังเวช
บรรยากาศตกตะลึงพลันปกคลุมทั่วด่านสวรรค์ชั้นเจ็ดจนมิด
มีเพียงซูอี้ที่ผ่อนคลายสุขุม
ราวกระทำเรื่องแสนธรรมดาเรียบง่าย
จนกระทั่งเมื่อเห็นว่าเผยหงจิ่งและมหาเซียนทั้งหลายปลอดภัยดี ชายหนุ่มจึงถอนใจโล่งอกแล้วกล่าวขึ้นเบาๆ “อย่าแตกตื่นไป มีข้าอยู่ ผู้ใดก็ทำลายด่านสวรรค์ชั้นเจ็ดนี้มิได้หรอก”
วาจานั้นราบเรียบธรรมดา ทว่ากลับมีอำนาจปลอบขวัญสะท้านทั่วทุกโสตสัมผัส
เมื่อได้ยินเช่นนั้น ประหนึ่งทุกคนตื่นจากภวังค์ ฟื้นคืนจากอารมณ์อันนิ่งทื่อตะลึงอึ้ง สายตาที่มองมายังซูอี้เปรียบเช่นทัศนาเทวาผู้ปรากฏกาย!
บทที่ 1,923 หายนะทั้งปวงเกิดขึ้นเพราะข้า
โลหิตคละคลุ้งทั่วฟ้าดิน
เสียงกรีดร้องอย่างตื่นตระหนกสะท้อนก้องทั่วนภาสรวง
ทุกสายตาต่างจับจ้องซูอี้ลำพัง
“ที่แท้ก็เป็นเจ้า ทรราชหวังเย่!”
นอกด่านสวรรค์ชั้นเจ็ด จักรพรรดิมารผู้หนึ่งกล่าวขึ้นด้วยใบหน้าบึ้งตึงดำคล้ำ
เขาดูเหมือนชายวัยกลางคน สวมอาภรณ์ศึกสีดำดุจหมึก เรือนผมดำสนิท คู่เนตรเป็นสีทองประหลาด ดูดุร้ายน่าสะพรึงกลัว
“ข่าวลือกล่าวไว้ถูกต้อง ความแข็งแกร่งของทรราชผู้นี้ร้ายกาจพอเป็นภัยต่อชีวิตจักรพรรดิมารระดับลึกล้ำจริงๆ”
จักรพรรดิมารอีกคนกัดฟันกล่าว
คนผู้นี้ร่างกำยำ หัวล้าน ดวงตาสีหยก ดุดันประดุจเทพป่าเถื่อน
“หวังเย่ เจ้าเพียงลำพังอาจคุ้มกันด่านสวรรค์ชั้นเจ็ดได้ แต่ยามนี้ อีกแปดด่านสวรรค์ของแดนเซียนล้วนถูกทัพนครวิญญาณของเราโจมตี เจ้าจะใช้สิ่งใดมาสู้กับเรา?”
จักรพรรดิมารตนที่สามเอ่ยปาก
นางเป็นสตรีหน้าตางามล้ำ เรือนผมยาวสีแดงเยี่ยงเปลวเพลิง สวมอาภรณ์หนังสัตว์สีเทาดำ เผยคู่ต้นขาสีทองแดง
ซูอี้สาวเท้าเดิน เพียงหนึ่งก้าว เขาก็ออกมานอกด่านสวรรค์ชั้นเจ็ดแล้ว
“เป็นแค่จักรพรรดิมารระดับนภาสามตน ยังกล้ามาโอหังต่อหน้าข้า ไม่รู้จักคำว่าตายหรือไร?”
วาจาของซูอี้ราบเรียบ ดวงตาเย็นเยือก
ในเผ่ามารนอกแดน ตัวตนระดับจักรพรรดิมารนั้นเทียบได้กับมหาอำนาจขอบเขตมหาศาลแห่งแดนเซียน
ขอบเขตมหาศาลแบ่งเป็นสามระดับ ได้แก่มหายุทธ์ แกนรวมศูนย์ และสุดลึกล้ำ
จักรพรรดิมารแบ่งออกเป็นสามระดับเช่นกัน ได้แก่ปฐพี นภาและลึกล้ำ
จักรพรรดิมารระดับนภานั้นเทียบได้กับยอดฝีมือระดับแกนรวมศูนย์
เจ็ดจักรพรรดิปีศาจผู้ตกตายด้วยมือซูอี้เมื่อกาลก่อนเป็นเพียงจักรพรรดิปีศาจระดับปฐพี เทียบได้กับตัวตนระดับมหา-ยุทธ์เท่านั้น
ในสายตาซูอี้ ไม่ว่าจะเป็นจักรพรรดิมารระดับปฐพีหรือนภา บทบาทของพวกเขาหาแตกต่างจากไก่หรือสุนัขไม่
ชายวัยกลางคนในอาภรณ์ศึกแผดเสียง “หยุดนะ! รู้หรือไม่ว่าไฉนเก้าเผ่านครวิญญาณของเราจึงกระหน่ำโจมตีแดนเซียนอย่างเต็มกำลังยามนี้?”
ขณะเดียวกัน เขาและจักรพรรดิมารอีกสองตนต่างตื่นตัวเตรียมรับศึก
“โอ้ งั้นไหนบอกมาสิ”
ซูอี้หยุดฝีเท้า
ชายวัยกลางคนในอาภรณ์ศึกแววตาเคร่งเครียด กล่าวด้วยรอยยิ้มเหี้ยม “นครวิญญาณของเราโจมตีแดนเซียนอย่างเต็มกำลังเพื่อหมายหัวเจ้าไง ทรราช!”
ซูอี้เลิกคิ้ว “ในเมื่อพวกเจ้าหมายหัวข้า ไฉนต้องลากแดนเซียนทั้งแดนมาเกี่ยวข้อง?”
ดวงตาของชายวัยกลางคนในอาภรณ์ศึกวาวโรจน์ “ทำให้เจ้าเป็นศัตรูร่วมของทั่วแดนเซียน! ถูกชี้นิ้วก่นด่าทั่วสารทิศ สิ้นชื่อเสียงสรรพสิ่ง!”
ซูอี้อดนิ่งไปมิได้ “แค่นี้หรือ?”
ชายวัยกลางคนในอาภรณ์ศึกกล่าวเสียงเรียบ “เมื่อทัพนครวิญญาณของข้าประกาศว่าศึกต่อแดนเซียนนี้เป็นเพราะเจ้าผู้เดียว เมื่อทั่วแดนเซียนปั่นป่วนด้วยมรสุมโลหิต ผู้คนมากมายตกตายเพราะเจ้า ใครเล่าที่สรรพชีวิตทั่วแดนเซียนจะเดียดฉันท์นอกจากนครวิญญาณของเรา?”
ซูอี้กล่าวเสียงเรียบ “เรื่องทั้งหมดไม่มีทางเกิดขึ้น”
“ไม่หรอก มันเกิดขึ้นแล้วล่ะ”
ชายวัยกลางคนในอาภรณ์ศึกกล่าว “เมื่อคืน ทัพนครวิญญาณของเราแบ่งเป็นเก้าทัพย่อย แยกกันบุกตะลุยเก้าด่านสวรรค์แดนเซียน จวบรุ่งเช้านี้ ด่านสวรรค์ชั้นหนึ่ง สี่ ห้าและหกต่างทลายเรียบ! กำลังจากทัพนครวิญญาณของเราทะลวงเข้าไปเข่นฆ่าตามส่วนต่างๆ ของแดนเซียนแล้ว!”
สี่ด่านสวรรค์พังทลาย!
เผยหงจิ่ง เซี่ยกู้ และมหาเซียนคนอื่นๆ หัวใจดิ่งร่วง มือเท้าเย็นยะเยือก
เพียงชั่วข้ามคืน เผ่ามารนอกแดนก็ตีสี่ด่านสวรรค์แตกพ่าย ใครเล่าจะเชื่อลง?
“เราประกาศต่อแดนเซียนแล้วว่าต้นเหตุศึกนี้คือเจ้า ทรราช และยามนี้ เจ้ายังคิดว่าสรรพชีวิตในแดนเซียนจะมิเกลียดเจ้าอยู่หรือไม่?”
ดวงตาของชายวัยกลางคนในอาภรณ์ศึกเปี่ยมความเยาะเย้ย “หวังเย่ ก่อนยุคอวสานเซียนบังเกิด เจ้าต่อสู้เพื่อโลกหล้าแดนเซียน ภักดีไม่หวั่นไหว ทุ่มเททั้งกายใจพิทักษ์ เป็นที่เคารพนับถือสูงยิ่งจากสรรพชีวิตทั่วแดนเซียน”
“ทว่ายามนี้ สิ่งที่เราต้องการก็คือทำลายชื่อเสียงนั้นของเจ้าให้ย่อยยับ ให้ผู้สนับสนุนชื่นชมเจ้าทั้งหลายทั่วโลกหล้าถือเจ้าเป็นคนบาปชั่วนิจนิรันดร์!”
“ในไม่ช้า เจ้าจะได้ประสบความรู้สึกยามถูกทุกชีวิตหักหลัง!”
“สรรพชีวิตในโลกหล้าที่เจ้าทุ่มเทกายใจปกป้องคุ้มกันถือเจ้าเป็นคนบาปในท้ายที่สุด เจ้าจะยังสู้เพื่อสรรพชีวิตในแดนเซียนอยู่หรือไม่? จะยังเสี่ยงชีวิตตายเพื่อพวกเขาอยู่หรือ?”
ว่าแล้ว ชายวัยกลางคนในอาภรณ์ศึกก็อดแสยะยิ้มมิได้ “พวกเราต่างรอวันนั้นอยู่!”
จักรพรรดิมารอีกสองตนเองก็แย้มยิ้มเยาะ
เปี่ยมด้วยความมาดร้าย
พวกเขากำลังจะก่อสงครามเต็มรูปแบบกับแดนเซียน และซูอี้ก็ต้องตามล้างตามเช็ด! แน่นอนว่าย่อมใช้ทุกกลยุทธ์วิธีการ!
“น่ารังเกียจ!”
เผยหงจิ่งและมหาเซียนทั้งหลายล้วนเดือดดาล
ทว่าซูอี้ทำเพียงกล่าวยิ้มๆ “ข้าเกรงว่านี่คงไม่ใช่เป้าหมายสูงสุดของพวกเจ้ากระมัง”
“ใช่”
ชายวัยกลางคนในอาภรณ์ศึกกล่าว “สิ่งที่เราต้องการจริงๆ คือฆ่าเจ้าทรราชเสีย!”
“แค่พวกเจ้าน่ะหรือ?”
ซูอี้กล่าวอย่างเดียดฉันท์
ชายวัยกลางคนในอาภรณ์ศึกกล่าวด้วยสีหน้าพิกล “แน่นอนว่าไม่ เจ้าทรราชเป็นคนบาปที่เทพไม่ยอมให้มีอยู่ และในมหาสงครามนี้ เก้าเผ่านครวิญญาณของเราก็จะมีทูตสวรรค์มากมายช่วยเหลือ! นอกจากนั้น……”
กล่าวถึงตรงนี้ เขาพลันแย้มยิ้มหยุดเสวนา “กล่าวคือ ต่อให้เจ้าหวังเย่จะท้าทายสวรรค์เพียงไร ท้ายที่สุดเจ้าก็มีเพียงหนึ่ง……และมีแต่ต้องตายเท่านั้น!”
ซูอี้ครุ่นคิดและกล่าวว่า “ไม่น่าเล่า พวกเจ้าจึงไร้ความกลัว ยามนี้เจ้าเป็นลิ่วล้อให้เทพอยู่นี่เอง”
เขาเข้าใจแล้ว
ศึกเต็มอัตราระหว่างเผ่ามารนอกแดนและแดนเซียนนี้ถูกยุแยงขึ้นโดยเทพ!
ดีไม่ดี บุตรและบุตรีแห่งสวรรค์บางคนและทูตสวรรค์ของพวกเขาก็อาจร่วมมือกับเผ่ามารนอกแดนอยู่แล้ว เพื่อยืมมือเผ่ามารนอกแดนมาฆ่าเขา!
เมื่อซูอี้คิดดังนั้นก็อดยิ้มมิได้
“ไฉนเจ้าจึงยิ้ม”
ชายวัยกลางคนในอาภรณ์ศึกขมวดคิ้ว
ซูอี้กล่าว “ข้ายิ้มให้เจ้าผู้ถูกเทพใช้เป็นเบี้ยส่งมาตาย แต่ก็ยังโง่เง่าไม่รู้ตัวน่ะสิ”
ชายวัยกลางคนในอาภรณ์ศึกอดหัวเราะมิได้ “หวังเย่ เจ้าโอหังเกินไปแล้ว องค์เทพเหนือสรวง เจ้าจะลบหลู่ดูถูกได้เช่นไร? เจ้าถูกทวยเทพหมายหัวตั้งแต่ศึกงานเลี้ยงลูกท้อแล้ว! รอก่อนเถอะ เจ้ามีชีวิตได้อีกไม่นานหรอก!”
เสียงยังไม่ทันสิ้น เขาและจักรพรรดิมารอีกสองก็หันหลังจรจาก
พวกเขาขยี้ยันต์ลับ ใช้เคล็ดวิชาตัวเบาต้องห้าม เคลื่อนกายหายลับไปในฉับพลัน
“คิดว่าข้าไม่รู้จริงๆ หรือว่าก่อนหน้านี้ พวกเจ้าจงใจถ่วงเวลา?”
ซูอี้กล่าวกับตนเอง
แขนเสื้อของเขาสะบัด กดมือลงบนอากาศ
ตู้ม!
ทั่วทิศในระยะสามหมื่นจั้งนิ่งงันทันใด
ร่างของสามจักรพรรดิมารปรากฏขึ้นบนอากาศห่างออกไป แต่ละคนล้วนนิ่งค้าง ไม่อาจกระดุกกระดิกได้
พวกเขาล้วนเผยสีหน้าตะลึงเกินเชื่อลง
เพราะยันต์ลับและวิชาตัวเบาที่พวกเขาใช้ ควรหลบเลี่ยงการไล่ล่าของจอมราชันย์ไร้เทียมทานได้
ทว่าหนึ่งฝ่ามือกลับพันธนาการพวกเขาเกินกระดิก เกินความคาดหมายโดยสิ้นเชิง!
“ข้าลืมบอกไป ว่าภายใต้ขอบเขตต่ำกว่าเทพ ข้านั้นไร้เทียมทาน”
หนึ่งวาจากล่าวขึ้นอย่างราบเรียบบนอากาศ
ร่างของสามจักรพรรดิมารนอกแดนแหลกสลายทีละน้อย จิตวิญญาณป่นเป็นธุลี!!
ง่ายดายราวบี้มดในหนึ่งชั่วดีดนิ้ว
ชั่วขณะนี้ สิบจักรพรรดิมารผู้มาโจมตีด่านสวรรค์ชั้นเจ็ดถูกสังหารราบคาบ!
และทัพมารนอกแดนทั้งหนึ่งแสน ตายไปเกินสามหมื่น ขณะที่ผู้อื่นแตกตื่นหนีจ้าละหวั่น!
ซูอี้ไม่แม้แต่จะใช้อำนาจแท้จริงออกมาตั้งแต่ต้นจนจบ
สำหรับเขาในปัจจุบัน ศัตรูเหล่านี้……
อ่อนแอเกินไปจริงๆ!
……
ด่านสวรรค์ชั้นเจ็ด
ซูอี้และทุกคนนั่งร่ำเมรัยสนทนากันบนพื้น
หนึ่งหายนะถูกซูอี้สลายลงด้วยกำลังตน ทำให้ทุกคนผ่อนคลายสบายใจได้โดยสมบูรณ์
เมื่อพูดถึงยามยอดฝีมือประจำด่านสวรรค์ชั้นเจ็ดหนีเตลิดอย่างขวัญผวายามเริ่มสงคราม เผยหงจิ่งก็ยังเศร้าโศกไม่พอใจ
“ข้าไม่รู้เลยว่ายอดฝีมือประจำที่นี่ แท้จริงก็แค่ขยะกองหนึ่ง! ช่างขลาดเขลาตาขาวยิ่งนัก!”
เผยหงจิ่งรำพึง
ซูอี้กล่าวเพียงว่า “ภายหน้าจะดีขึ้นเอง”
ทุกคนพยักหน้า
จริงของเขา มีซูอี้อยู่ ทั่วโลกหล้าแดนเซียนจะคืนสู่ความรุ่งโรจน์ในกาลก่อนเป็นแน่ กระทั่งเลิศล้ำกว่ากาลก่อนหลายเท่าตัว!
“ใต้เท้าจอมราชัน ก่อนหน้านี้ จักรพรรดิมารเหล่านั้นกล่าวไว้ว่าพวกมันต้องการเหยียบย่ำเกียรติยศของท่าน เปลี่ยนท่านเป็นศัตรูร่วมแห่งแดนเซียน ท่านคิดจะแก้ปัญหานี้เช่นไรหรือเจ้าคะ?”
ฮูหยินเซียงอวิ๋นอดถามมิได้
สถานการณ์ปัจจุบันร้ายแรงอย่างยิ่ง ทัพมารนอกแดนตีด่านสวรรค์ชั้นหนึ่ง สี่ ห้า และหกแตกถึงสี่ด่าน และรุกล้ำเข้ามายังแดนเซียนตามถิ่นต่างๆ แล้ว!
หากปล่อยพวกมันอาละวาดในโลกหล้า และถือซูอี้เป็นตัวการบังเกิดหายนะ เช่นนั้น โลกหล้าก็อาจจะเกลียดซูอี้ขึ้นมาจริงๆ!
หากเพิ่มไส้ศึกภายในมาช่วยโหมเพลิงใส่ไฟ ซูอี้ก็ไม่อาจทราบได้ว่าต้องแบกรับชื่อเสียที่ตนไม่ได้ก่อมากมายเพียงไร!
“อย่าใส่ใจเลย”
ซูอี้กล่าวอย่างเฉยชา “หลังข้าฆ่ามารสารเลวพวกนี้หมด สรรพสิ่งก็จะกระจ่างไปเอง”
ทุกคนพยักหน้า
จริงด้วย ขอเพียงจอมราชันซูชนะศึก ข่าวลือใส่ไฟใดๆ ก็ล้วนสลายหาย!
ทว่าจอมราชันซูจะชนะได้หรือ?
ทุกคนต่างจดจำวาจาของจักรพรรดิมารผู้นั้นได้ หัวใจต่างหนักอึ้ง
เผ่ามารนอกแดนก่อสงครามเต็มรูปแบบกับแดนเซียนยามนี้……พวกมันมีเงาแห่งทวยเทพอยู่เบื้องหลัง!
ทูตสวรรค์บางคนก็มีส่วนร่วม!
“ใต้เท้าจอมราชัน ยามนี้ สี่ด่านสวรรค์แตกพ่าย ทัพมารนอกแดนรุกล้ำแดนเซียนกระจายทั่วโลกหล้า จำนวนเหลือคณานับ”
เผยหงจิ่งกล่าวอย่างเป็นกังวล “นอกจากนั้น ในชั่วกาลต่อจากนี้ ด่านสวรรค์อื่นๆ ก็จะไม่อาจต้านทาน เมื่อด่านล่มสลาย ทัพมารนอกแดนย่อมบุกเข้ามาทำลายแดนเซียนต่อจนราบคาบ”
“การล้างบางพวกมันจึงไม่ใช่เรื่องง่ายเลย”
ซูอี้เพียงคนเดียวไม่มีทางสงบศึกได้ในกาลอันสั้น แม้เขาจะสั่งการโลกหล้าให้เผชิญหน้าศัตรูภายนอก!
ยิ่งมีทูตสวรรค์อยู่เบื้องหลังทัพมารนอกแดน แล้วจะมีสักกี่คนในแดนเซียนนี้ที่กล้าพอล่วงเกินทูตสวรรค์ผู้รับใช้เทพ?
สองกำปั้นยากสู้สี่มือ!
หากไร้สิ่งใดอื่น ก็เป็นเรื่องรับมือยากที่สุด
เก้าด่านสวรรค์แห่งแดนเซียนกระจัดกระจายตามแดนดินต่างๆ ทั่วแดนเซียน อย่างมากที่สุด ซูอี้เพียงลำพังก็คุ้มกันด่านสวรรค์ได้เพียงหนึ่ง!
เหมือนเช่นยามนี้ เมื่อมีเขาอยู่ ด่านสวรรค์ชั้นเจ็ดย่อมแน่นแฟ้น
ทว่าเมื่อเขาเดินทางสู่ที่อื่น เกรงว่าศัตรูก็คงฉวยโอกาสโจมตี เมื่อถึงยามนั้น ด่านสวรรค์ชั้นเจ็ดแตกแน่!
เมื่อเห็นทุกสายตามองมาทางตน ซูอี้ก็ทำเพียงยิ้มและกล่าวว่า “พวกมันมาได้ ข้าก็ไปได้เช่นกัน! ในเมื่อข้าเพียงลำพังไม่อาจประคองเก้าด่านสวรรค์แดนเซียน ไม่อาจทำลายทัพมารนอกแดนในระยะเวลาอันสั้นได้ ฉะนั้น… ข้าจะไปถล่มแดนดินของพวกมันแทน!”
“ยามพวกมันรุกล้ำแดนเซียน ข้าก็จะไปทำลายรังของพวกมันเสีย”
“ภายหน้าก็จะไร้ปัญหาตลอดกาล!”
เมื่อทุกคได้ยินเช่นนี้ พวกเขาก็อดชะงักไปมิได้
บทที่ 1,924 ด่านหมาป่าสวรรค์
พวกมันมาได้ ข้าก็ไปได้เช่นกัน!
หัวใจของพวกเผยหงจิ่งในเวลานั้นต่างสั่นสะท้าน โลหิตพลุ่งพล่านด้วยความตื่นเต้น
“หากพวกมันบุกแดนเซียน ข้าก็จะทำลายรังของมัน!”
การตัดสินใจของซูอี้ไม่ต้องสงสัยเลยว่าคือการฉวยโอกาสในการต่อสู้นี้เพื่อล้างบางเก้าเผ่ามารนอกแดน ตัดปัญหาที่จะเกิดขึ้นในอนาคตอย่างสิ้นซาก
ขอเพียงสัมฤทธิ์ผล แดนเซียนก็จะสงบสุขไร้กังวลโดยสมบูรณ์!
แม้ท้ายที่สุดพวกเขาจะไม่อาจทำลายรังของเผ่ามารนอกแดนลงได้ ทว่าเมื่อยอดฝีมือเผ่ามารนอกแดนผู้บุกรุกแดนเซียนทราบข่าว ขวัญกำลังใจของพวกมันก็จะถดถอย ต้องรีบล่าถอยออกจากแดนเซียน!
“เรื่องนี้ไร้หนทางอื่นแล้ว”
ซูอี้กล่าวขึ้น “สี่ในเก้าด่านสวรรค์แตกพ่าย เผ่ามารนอกแดนจะโจมตีหรือล่าถอยก็ได้ ซ้ำขุมกำลังในแดนเซียนทุกวันนี้ยังกระจัดกระจาย แม้พวกเขาจะออกเข่นฆ่าศัตรูตามคำสั่งข้า ในชั่วกาลอันสั้นนี้ จลาจลก็ไม่อาจสงบลงได้แน่นอน”
ว่าแล้ว ซูอี้ก็ดื่มสุราไปแก้วหนึ่ง กล่าวขึ้นว่า “เรื่องสำคัญที่สุดคือเผ่ามารนอกแดนปฏิบัติตามเจตจำนงของเทพ มีบุตรและบุตรีแห่งสวรรค์อยู่เบื้องหลังพร้อมทั้งทูตสวรรค์จำนวนมาก ในแดนเซียนทุกวันนี้ นอกจากข้า เกรงว่าคงมีผู้กล้าเผชิญหน้ากับพวกเขาไม่มากนักหรอก”
ทุกผู้เงียบวจี สีหน้าดูซับซ้อน
จริงด้วย ขอเพียงมีทวยเทพเข้ามาเกี่ยวข้อง ทั่วแดนเซียนนี้ นอกจากจอมราชันซู ตัวตนขอบเขตมหาศาลใดบ้างจะไม่กลัว?
“ยามข้าไปถึงรังของเผ่ามารนอกแดน ข้าจะไปตามคิดบัญชีกับบุตรและบุตรีแห่งเทพเหล่านั้นเอง ไม่ว่าผู้ใดอยู่เบื้องหลังสงครามนี้ ข้าก็จะกำจัดให้สิ้น!”
ซูอี้กล่าวด้วยดวงตาเย็นเยียบที่เต็มไปด้วยจิตสังหาร
เขารู้อยู่แล้วว่ามหาศึกระหว่างเผ่ามารนอกแดนกับแดนเซียนนี้มีบางอย่างไม่ชอบมาพากล
และในยามนี้เองเขาก็พอจะเดาได้แล้วว่ามีบุตรธิดาแห่งเทพกลุ่มหนึ่งหมายหัวเขาอยู่!
แต่เรื่องนี้ย่อมไม่อาจคลี่คลายได้ง่ายๆ เช่นนั้น
หลี่เช่อหู่กระวีกระวาดเข้ามาหาพร้อมกล่าวด้วยสีหน้าบิดเบี้ยว “ใต้เท้าจอมราชัน ผู้น้อยเพิ่งได้รับข่าวมาว่าด่านสวรรค์ชั้นสอง สาม และแปดก็แตกพ่ายแล้วเช่นกันขอรับ”
ใบหน้าของทุกผู้เปลี่ยนสีในทันใด
เพียงหนึ่งวันหนึ่งคืน เผ่ามารนอกแดนก็ตีด่านสวรรค์แตกไปถึงเจ็ดชั้นแล้ว!!
“นอกจากนี้ ทัพมารนอกแดนยังประกาศแล้วว่าการโจมตีแดนเซียนของพวกมันหนนี้เป็นเพราะใต้เท้าจอมราชัน หากท่านไม่…ตาย พวกมันก็จะมิรามือ!”
สีหน้าของหลี่เช่อหู่บึ้งตึง ขณะกัดฟันเสียจนแทบแหลกด้วยความโกรธแค้น “พวกมันยังสั่งให้ขุมกำลังเซียนทั้งหลายยอมจำนนต่อพวกมันเพื่อความอยู่รอด หากดึงดันต่อต้าน พวกมันจะตามฆ่าถึงที่ ไม่ให้เหลือชีวิตใด!”
เขาหายใจลึกๆ และกล่าวว่า “ในตอนนี้ แดนเซียนครึ่งหนึ่งตกอยู่ในเพลิงสงคราม ทุกแห่งหนปั่นป่วนไปหมดแล้วขอรับ”
“จากสารที่ได้รับมาจากผู้ใต้บัญชาชั้นผู้น้อย ทัพมารนอกแดนอหังการอย่างไร้ใดต้าน ทุกแห่งหนที่เคลื่อนผ่านไร้ผู้ใดฝืนไหว และขุมกำลังเซียนจำนวนมากก็พังทลายลงแล้วขอรับ!”
“จากสถานการณ์นี้ ข้าเกรงว่าแดนเซียนคงจะตกสู่จลาจลในเวลาอีกไม่นาน และไม่อาจทราบได้ว่าจะมีผู้ตกตายมากมายเพียงไร!”
ได้ยินเช่นนี้ ทุกผู้ก็ทั้งเดือดดาลและกังวล
ทว่าซูอี้กลับเงียบไปครู่หนึ่ง และกล่าวขึ้นเบาๆ “แดนเซียนทุกวันนี้อ่อนแอเกินไป ท้ายที่สุด… เป็นความผิดผู้ใดกัน?”
ทุกผู้ดูงุนงง คิดหาเหตุผลมากมาย
ทั้งในยุคอวสานเซียน หายนะเทพได้กวาดทำลายกลุ่มเต๋าโบราณมากมาย พลังชีวิตในโลกหล้าเสื่อมสลายและยากจะฟื้นตัว
เช่นครั้งที่ศาลเซียนรวมศูนย์พังทลาย ระบบระเบียบในแดนเซียนก็ปั่นป่วน ไร้ผู้ใดปกครองโลกหล้า ผสานทุกขุมกำลังใหญ่เป็นปึกแผ่น
เช่นขุมกำลังหลักโบราณแห่งแดนเซียนต่างฝ่ายต่างสู้ ล้วนเปรียบเสมือนมังกรไร้หัว
เช่นกำลังพลในทัพมารนอกแดนหนนี้ใหญ่โตมาก และมีมหาอำนาจระดับสูงสุดอยู่มากมาย
เหตุผลสำหรับเรื่องนี้มีมากมายนัก
ทว่าไม่มีผู้ใดปฏิเสธได้ว่า หากเทียบกับยุคก่อนอวสานเซียน แดนเซียนในทุกวันนี้อ่อนแออย่างยิ่ง
แย่เสียจนแทบดูไร้การป้องกันยามศัตรูภายนอกบุกโจมตี
“ไม่ทลายก็มิได้ก่อ ต้องทลายก่อนจึงก่อได้ ผู้คนเป็นเช่นนี้ แดนเซียนก็เช่นกัน”
ชายหนุ่มลุกขึ้นกล่าวด้วยน้ำเสียงเยือกเย็น “ข้าหวังเพียงว่า หลังยุติศึกนี้ได้ ทั่วทั้งแดนเซียนจะแปรเปลี่ยนประหนึ่งหงส์เพลิงกำเนิดจากธุลี!”
“รอช้าอยู่ไย ข้าจะไปยังนอกแดน พวกเจ้ารอข่าวจากข้าที่นี่แล”
ว่าแล้ว ชายหนุ่มก็ทะยานร่างออกไปนอกด่านสวรรค์ชั้นเจ็ด
ทุกผู้ลุกขึ้นในทันที มองร่างของซูอี้หายลับไปในท้องนภา หัวใจสั่นสะท้านไหว
“ใต้เท้าจอมราชัน เราจะรอชัยชนะของท่าน!”
เผยหงจิ่งคำนับไปในทิศที่ซูอี้จรจาก
คนอื่นๆ ก็เช่นกัน
……
นอกแดนเป็นชื่อที่ตัวตนในแดนเซียนเรียกขานนครวิญญาณ
มันเป็นโลกหล้าอันกว้างใหญ่ทอดตัวสุดลูกหูลูกตา
เก้าเผ่ามารนอกแดนเป็นผู้ปกครองนครวิญญาณ!
เก้าเผ่ามารแต่ละเผ่าต่างก็มีมรดกเก่าแก่ อำนาจอันน่าสะพรึงกลัว และตลอดกาลนานมา พวกเขาก็ปกครองขุมกำลังใหญ่ทั่วทั้งนครวิญญาณอย่างเหนียวแน่น
จากคำร่ำลือ บรรพชนของเก้าเผ่ามารเหล่านี้เป็นเทพมารโดยกำเนิด ซึ่งทัดเทียมกับเทพ!
ในอดีตชาติของเขา หวังเย่เคยบุกรุกสู่นครวิญญาณเพียงลำพัง เข่นฆ่าทุกชีวิตในนั้น รวมถึงเก้าเผ่ามารจนย่อยยับ!
ดังนั้นผู้ฝึกตนมารในนครวิญญาณจึงเรียกหวังเย่ว่า ‘ทรราช’
โชคร้ายที่แม้หวังเย่จะทรงพลังยิ่ง เขาก็ไม่อาจขจัดเก้าเผ่ามารนอกแดนแห่งนครวิญญาณให้หมดสิ้นได้อยู่ดี
เขากระทั่งถูกคุกคามจนต้องล่าถอยจากนครวิญญาณ
การคุกคามนั้นมาจาก ‘แดนบรรพชนหมื่นมาร’ แห่งนครวิญญาณ!
แดนบรรพชนหมื่นมารนั้นถือเป็นแดนบรรพชนร่วมของเก้าเผ่ามาร เป็นเขตหวงห้ามในนครวิญญาณ และถูกพิทักษ์โดยตัวตนบรรพกาลที่แข็งแกร่งที่สุดของเก้าเผ่ามาร
นับได้ในระดับหนึ่งว่า ‘แดนบรรพชนหมื่นมาร’ เทียบได้กับศาลเซียนรวมศูนย์ของแดนเซียน อันมีหน้าที่ปกครองดูแลระบบระเบียบในนครวิญญาณ
และเก้าเผ่ามารก็คือเก้าขุมกำลังหลักของ ‘แดนบรรพชนหมื่นมาร’
แดนบรรพชนหมื่นมารมีข่าวลือมากมาย
บ้างกลาวว่าแดนบรรพชนหมื่นมารเป็นสถานที่ต้นกำเนิดมหาวิถีของนครวิญญาณ
บ้างบอกว่าแดนบรรพชนหมื่นมารเป็นต้นกำเนิดบรรพชนของเก้าเผ่ามาร
สารพัดข่าวลือยังทำให้แดนบรรพชนหมื่นมารดูลึกลับยิ่ง กระทั่งในนครวิญญาณเอง นอกจากเก้าเผ่ามาร ผู้อื่นยังบอกไม่ได้เลยว่าแดนบรรพชนหมื่นมารซุกซ่อนปริศนาไว้มากมายเพียงไร
กาลก่อน หวังเย่บุกเข้านครวิญญาณเพียงลำพัง ตั้งใจจะเหยียบย่ำ ‘แดนบรรพชนหมื่นมาร’
การเหยียบย่ำสถานที่แห่งนี้แทบไม่ต่างจากการทำลายหัวใจของนครวิญญาณ มันจะส่งผลกระทบต่อการเปลี่ยนแปลงในนครวิญญาณอย่างรุนแรง!
โชคร้ายที่หวังเย่ทำไม่สำเร็จ
ระหว่างทางไปแดนบรรพชนหมื่นมาร เขากระทั่งถูกเก้าเผ่ามารใหญ่ขัดขวางอย่างบ้าคลั่ง
ท้ายที่สุด ชายหนุ่มก็จำต้องล่าถอยเมื่ออยู่ห่างจากแดนบรรพชนหมื่นมารไม่ถึงพันลี้
หวังเย่เสียดายเกี่ยวกับเรื่องนี้เป็นอย่างมาก แทบจะเรียกได้เป็นมารผจญใจ
และซูอี้ในยามนี้ไม่เพียงคิดจะไปเหยียบย่ำรังเก้าเผ่ามาร เขายังคิดจะทำลายแดนบรรพชนหมื่นมารด้วย!!!
……
ระหว่างแดนเซียนกับนครวิญญาณมีแดนรกร้างอันกว้างใหญ่ มีนามว่าแดนร้างกระหายเลือด
ไม่ว่าจะเป็นผู้มาจากแดนเซียนสู่นครวิญญาณ หรือจากนครวิญญาณสู่แดนเซียน ก็ต้องข้ามแดนร้างกระหายเลือดไปก่อน
กลางดึก
ภายในแดนร้างกระหายเลือด มีค่ายมากมายถูกตั้งขึ้น
ระหว่างวัน ทัพมารนอกแดนผู้แตกพ่ายล่าถอยจากด่านสวรรค์ชั้นเจ็ด ขณะนี้มารวมตัวกันที่นี่
พวกเขามีกันเจ็ดหมื่นเศษ
“ทรราชนั่นน่าสะพรึงกลัวไปแล้ว สิบยอดฝีมือระดับจักรพรรดิมารตกตายลงง่ายๆ เพียงนั้น”
“ฮึ! ไม่ว่าจะแข็งแกร่งเพียงไร เขาก็มีเพียงคนเดียว ย่อมไม่อาจหยุดเราได้อยู่แล้ว!! รอก่อนเถิด แดนเซียนจะตกเป็นของพวกเราแน่!”
“ยามแดนเซียนแตกพ่าย ข้าจะเข่นฆ่าเจ้าพวกเหลือขอในแดนเซียน ระบายความแค้นให้ได้!”
“ถูกต้อง บาปที่เจ้าทรราชนั่นก่อไว้ ผู้คนในแดนเซียนต้องชดใช้!”
……เสียงสนทนาดังอื้ออึงจากในค่าย
เมื่อพูดถึงสงครามบุกด่านสวรรค์ชั้นเจ็ดวันนี้ ยอดฝีมือจากเผ่ามารนอกแดนทั้งหลายต่างกัดฟันอย่างเคืองแค้น
เปรี้ยง!
ทันใดนั้น ท้องนภาก็สนั่นไหว
ทุกผู้ในค่ายต่างตกตะลึงเสียจนหยุดเคลื่อนไหวและมองออกไปไกลเป็นจุดเดียว
ท้องนภามืดสนิทเยี่ยงหมึกย้อม รัตติกาลปกคลุมทั่วจตุรทิศ
ทว่าในฟ้าดินแสนไกลในตอนนี้ กลับมีหนึ่งลำแสงจรัสจ้า
“นั่นใครน่ะ?”
บางผู้ตกตะลึง
“ปราณ…ปราณดาบ!!”
หนึ่งผู้กรีดร้อง
แสงอันเรืองรองเหนือใดเปรียบในคลองจักษุนั้นคือปราณดาบอันหนาแน่น เปรียบประหนึ่งแสงกวาดจักรวาล ยิ่งใหญ่เกรียงไกร ฉีกกระชากรัตติกาล พุ่งเข้ามาทางนี้
เป็นภาพชวนตกตะลึง!
“นี่……”
ทุกผู้ล้วนครั่นคร้าม วิญญาณละล่องด้วยตกใจ
“เผ่นเร็ว!!”
ชั่วขณะนั้น ทั้งค่ายล้วนปั่นป่วน ยอดฝีมือจากเผ่ามารนอกแดนกว่าเจ็ดหมื่นต่างแตกตื่นหนีกระเจิง
ทว่าก็สายไปเสียแล้ว!
เปรี้ยง!!
ปราณดาบพุ่งแหวกนภา ถาโถมเข้าใส่เยี่ยงพายุ บดขยี้รัตติกาล จมค่ายที่มั่นของเผ่ามารนอกแดนไปเสียสิ้น
เมื่อพายุปราณดาบพัดผ่าน
ในโลกหล้าก็เปี่ยมด้วยซากปรักหักพัง
สุญตาพังทลาย ผืนดินยุบตัวลง
ทัพมารนอกแดนเกือบเจ็ดหมื่นต่างแปรเปลี่ยนเป็นกองเลือดบนพื้น ย้อมปฐพีท่ามกลางรัตติกาล
ไร้ผู้ใดรอดชีวิต!
เปรี้ยง!
ปราณดาบเหนือนภาสลายตัวเยี่ยงคลื่นคืนทะเล
นาวาน้อยลำหนึ่งพลันปรากฏขึ้น ร่างของซูอี้ยืนอยู่บนนั้น
หลังนำไหสุราออกมาดื่มอึกใหญ่ เขาก็ไม่ได้หยุดยั้ง เดินหน้าต่อไป
วูบ!
เพียงชั่วพริบตา ตัวคนก็หายวับจากไป
ในหมู่เก้าความลับแห่งจักรวาล ความเร็วของนาวาพลิกสวรรค์ถือเป็นที่สุด สามารถเคลื่อนย้ายนับพันๆ ลี้ในสุญญะได้ในชั่วพริบตา แม้จะมีเขตแดนมิติกั้นขวาง มันก็ผ่านไปได้โดยง่าย
จากความเร็วในการทะยานตัวของซูอี้ อย่างเร็วที่สุดเขาก็จะข้ามแดนร้างกระหายเลือดไปสู่ชายแดนนครวิญญาณได้ในสามวัน
ทว่าด้วยนาวาพลิกสวรรค์ เขาจะถึงชายแดนนครวิญญาณภายในรุ่งสางเช้าถัดมา!
ระหว่างรีบเร่ง ชายหนุ่มก็ยังแวะทำลายทัพของเผ่ามารนครวิญญาณไปอีกหลายสิบกอง มีตั้งแต่หลักร้อยจนถึงหลักหมื่น พวกมันต่างกำลังมุ่งหน้าไปยังด่านสวรรค์ชั้นเจ็ด
ทว่ามันกลับถูกชายหนุ่มกวาดล้างสิ้นระหว่างทาง!
เหตุผลนั้นแสนง่าย เพราะในกองกำลังเหล่านั้นไม่มีกระทั่งยอดฝีมือระดับจักรพรรดิมารสักคน หาใช่ภัยคุกคามในสายตาของซูอี้ไม่
“ในที่สุดก็มาถึงที่นี่อีกครั้ง”
ไกลออกไป ซูอี้เห็นแนวป้องกันตระหง่านสูงสร้างจากศิลาทมิฬเยี่ยงคันดินสวรรค์สร้าง
ทอดยาวไร้จุดจบ
ด่านหมาป่าสวรรค์!
ในอดีตชาติของเขา หวังเย่เคยบุกเดี่ยวเข้าไปในด่านหมาป่าสวรรค์นี้ และทะลวงไปจนถึงใจกลางนครวิญญาณ!
บทที่ 1,925 ดุจเทวาขยี้สวรรค์
ณ ชายแดนฝั่งแดนเซียนมีเก้าด่านสวรรค์
ทว่าชายแดนนครวิญญาณมีแนวป้องกันทั้งหมดสิบสามแห่ง ซึ่งกล่าวขานในนามนครวิญญาณสิบสามด่าน
แต่ละด่านมียอดฝีมือจากนครวิญญาณประจำอยู่
ด่านหมาป่าสวรรค์ก็เป็นหนึ่งในนั้น
ก่อนยุคอวสานเซียนบังเกิด หวังเย่เคยบุกด่านหมาป่าสวรรค์ ละเลงเลือดในนครวิญญาณ ก่อความตื่นตะลึงทั่วหล้า
ศึกนั้นถูกนครวิญญาณกล่าวขานว่าเป็นความอัปยศสูงสุดตลอดกาลนาน
หลังจากเผชิญกับศึกนั้น เก้าเผ่ามารใหญ่ก็เป็นผู้สร้างด่านหมาป่าสวรรค์ขึ้นใหม่ด้วยตนเอง ไม่เพียงตั้งค่ายกลร้ายกาจเพียงพอจะสังหารตัวตนขอบเขตมหาศาลในแดนเซียนขึ้น ยังให้ตัวตนระดับจักรพรรดิมารสามตนประจำการตลอดปี
เหมือนเช่นเก้าด่านสวรรค์แดนเซียน นอกด่านหมาป่าสวรรค์ก็ปกคลุมด้วยอำนาจคุ้มแดน เพียงพอที่จะขวางตัวตนขอบเขตมหาศาลได้เช่นกัน
“ใครเล่าจะคิดว่าทรราชหวังเย่จะเวียนวัฏกลับมา”
ณ วิหารโบราณแห่งหนึ่งภายในด่านหมาป่าสวรรค์ ชายชราผู้หนึ่งรำพึงขึ้น
เขามีเรือนผมยาวสีทอง ม่านตาทรงข้าวหลามตัด เรืองรัศมีสีม่วงประหลาดตา และทั่วร่างเผยปราณจักรพรรดิมารระดับนภา
จักรพรรดิมารชิวชื่อ
หนึ่งตัวตนทรงอำนาจจาก ‘เผ่ามารรวมละล่อง’ หนึ่งในเก้าเผ่ามารผู้คุ้มกันด่านหมาป่าสวรรค์มาตลอดสามหมื่นปีนี้
และเขาก็ยังเป็นผู้นำด่านหมาป่าสวรรค์ด้วย!
จักรพรรดิมารชิวชื่อเสสรวลทันใด “แต่เขาเวียนวัฏกลับมาเช่นไรก็ต้องตายอยู่ดี ไม่อาจปกป้องแดนเซียนได้อีกต่อไป! เพราะถึงอย่างไร… เขาก็เป็นคนบาปที่เทพไม่อาจปล่อยไว้!”
น้ำเสียงของเจ้าตัวแสนรื่นเริง
“หนนี้ เก้าเผ่ามารจากนครวิญญาณของเราร่วมมือกัน บัญชาทัพหนึ่งล้าน แค่จักรพรรดิมารก็หลายร้อย!”
อีกผู้กล่าวขึ้นอย่างสำราญใจ “ตลอดเวลาที่ผ่านมา เราวางหมากในแดนเซียนไว้มากมาย ด้วยความร่วมมือจากตัวหมากเหล่านี้ ทัพนับล้านจากนครวิญญาณของเราย่อมเข้าแดนเซียนได้อย่างสบายใจ ไร้ปัญหาใดให้กังวล!”
หน้าตาของคนผู้นี้แข็งกร้าวเย็นชา ใบหน้าแสนแข็งกร้าว ดวงตาแดงก่ำ มีนามว่าอิ๋นหัวเฟิง เป็นจักรพรรดิมารจากเผ่ามารจันทราเงิน
“ยามนี้เราก็แค่รอข่าวดี ขอเพียงร่างเวียนวัฏของทรราชหวังเย่ตาย เก้าเผ่ามารของเราก็จะมีโอกาสได้บรรลุสู่โลกเทพตามข้อตกลง!”
สตรีผู้หนึ่งซึ่งมีเรือนผมยาวสีเงินแย้มยิ้มกล่าว สีหน้าเปี่ยมความคาดหวัง
ลี่เสวี่ยอี
จักรพรรดิมารผู้หนึ่งจากเผ่ามารไร้ลักษณ์
เมื่อนางพูดถึงการบรรลุสู่โลกแห่งเทพ สายตาของทั้งจักรพรรดิมารชิวชื่อและอิ๋นหัวเฟิงก็รุ่มร้อน
“น่าเสียดายที่การฝึกฝนของเราไม่ถึงขั้น……ตำแหน่งเหล่านั้นย่อมต้องสงวนไว้เพื่อจักรพรรดิมารระดับลึกล้ำทั้งหลาย”
ชิวชื่อรำพึง
“ไม่หรอก เท่าที่ข้ารู้ จำนวนคนที่จะได้บรรลุสู่โลกแห่งเทพนั้น เราเป็นผู้กำหนด ขอเพียงเป็นตัวตนระดับจักรพรรดิมารก็ล้วนมีสิทธิ์แย่งชิง”
ลี่เสวี่ยอีกล่าว “แม้เราจะไม่ได้มัน เผ่าของเราก็จะชดเชยให้ บางทีพวกเขาอาจให้เราเข้าไปฝึกฝนในแดนบรรพชนหมื่นมารก็ได้นะ!”
แดนบรรพชนหมื่นมาร!
ดวงตาของชิวชื่อและอิ๋นหัวเฟิงวาววับ
ชิวชื่อกล่าวขึ้น “เรื่องนี้พอสู้ได้ ขอเพียงเราเข้าไปในแดนบรรพชนหมื่นมารได้ ก็เพียงพอที่เราจะเคลื่อนขอบเขตสู่ระดับสูงกว่าแล้ว!”
อิ๋นหัวเฟิงพลันกล่าวขึ้น “ข้าได้ยินมาว่าไม่นานมานี้ เกิดการเปลี่ยนแปลงบางประการในแดนบรรพชนหมื่นมาร แต่ข่าวถูกกลบไปเสียมิด มีเพียงตัวตนบรรพกาลประจำในแดนบรรพชนหมื่นมารที่รับรู้ พวกเจ้าเคยได้ยินเรื่องนี้กันหรือไม่?”
ดวงตาของชิวชื่อหรี่ลงและพยักหน้า “ข้าเคยได้ยินว่าผู้อาวุโสในตระกูลมาบ้างแล้ว และพวกเขาก็กล่าวเพียงว่าการแปรเปลี่ยนของแดนบรรพชนหมื่นมารเป็นเรื่องดี!”
“เรื่องดี?” อิ๋นหัวเฟิงครุ่นคิด “หรือวิญญาณแท้ของบรรพชนผู้นิ่งงันอยู่ในแดนบรรพชนหมื่นมารจะตื่นขึ้น?”
วิญญาณแท้บรรพชน!
ร่างวิญญาณที่เก้าตัวตนระดับบรรพชนของเก้าเผ่ามารทิ้งไว้
ตลอดกาลแสนนานมานี้ วิญญาณแท้บรรพชนตื่นขึ้นเพียงสองหน
หนแรกคือยามสิ้นยุคสุดวิเวก แดนเซียนและนครวิญญาณถูกหายนะกวาดทั่วทั้งโลกหล้าเฉกเช่นกัน ตัวตนขอบเขตมหาศาลเสียหายหนักหนา วิญญาณเทพบรรพชนทั้งเก้าผู้นิ่งงันอยู่ในแดนบรรพชนหมื่นมารเองก็ได้รับผลกระทบ ต้องต่อสู้กับหายนะด้วยกัน จักรพรรดิมารจากเก้าเผ่ามารจึงรอดมาได้
หนที่สองคือในยุคอวสานเซียนแห่งแดนเซียน
หายนะก็บังเกิดในนครดาราเช่นกัน และวิญญาณแท้บรรพชนทั้งเก้าก็ออกมาลงมือ ทำให้ตัวตนขอบเขตมหาศาลจากเก้าเผ่ามารรอดหายนะมาได้!
และภายในเก้าเผ่ามารใหญ่ในเวลานี้ก็มีข่าวคราวปรากฏว่าเกิดการเปลี่ยนแปลงบางประหารขึ้นในแดนบรรพชนหมื่นมาร และคาดคิดว่าเก้าวิญญาณแท้บรรพชนตื่นขึ้นอีกครั้งแล้ว!
ทว่าข่าวนี้ยังไม่ได้รับการยืนยัน และการแปรเปลี่ยนอันปรากฏในแดนบรรพชนหมื่นมารก็เป็นที่รู้แน่ชัดเพียงตัวตนบรรพกาลทั้งหลายผู้พิทักษ์แดนบรรพชนหมื่นมารอยู่เท่านั้น
“เรื่องเกี่ยวกับแดนบรรพชนหมื่นมารจะได้รับคำตอบในภายหน้าแน่นอน”
ลี่เสวี่ยอีกล่าว
ทันใดนั้น เสียงคำรนสะเทือนหล้าพลันดังสนั่น
ทั่วด่านหมาป่าสวรรค์สั่นสะท้านในชั่วขณะนั้น
วิหารโบราณที่จักรพรรดิมารทั้งสามอยู่เองก็สะท้านสะเทือน ถ้วยชาบนโต๊ะสั่นสะท้าน ทำให้ทั้งสามสะท้านเยือก
“เกิดอันใดขึ้น?”
“ไปดูกัน!”
สามจักรพรรดิมารลุกขึ้นทะยานออกนอกวิหารทันที
วูดดดด!
เสียงแตรศึกผ่าเมฆาสะท้านทั่วด่านหมาป่าสวรรค์
ตู้ม! ตู้ม! ตู้ม!
ตามมาติดๆ ด้วยเสียงรัวกลองระรัวเยี่ยงอสนีบาต
ทัพเก้าหมื่นนายในด่านหมาป่าสวรรค์ต่างตื่นตัว หยุดทุกการกระทำมาตั้งใจฟัง
“ศัตรูบุก! ศัตรูบุก!”
วจีอันเร่งร้อนกระจายก้องออกจากหอสังเกตการณ์สูงตระหง่านของด่านหมาป่าสวรรค์
ศัตรูบุก?
ยอดฝีมือทั่วด่านหมาป่าสวรรค์ล้วนตะลึงงัน
ยามหวังเย่บุกนครวิญญาณเมื่อก่อน สิบสามด่านนครวิญญาณก็ไม่เคยทำศึกใดๆ อีกเลย!
และมีผู้กล้าบุกโจมตีด่านหมาป่าสวรรค์!
ใครกัน?
กล้าดียิ่งนัก!!
“สิบวันก่อน ทัพกล้าล้านนายจากนครวิญญาณของเราเดินทางสู่แดนเซียน และเมื่อวานก็มีข่าวดีว่าเก้าด่านสวรรค์แดนเซียนถูกตีแตกไปแล้วเจ็ดด่าน! ด้วยกาลนี้ ใครเล่าจะกล้ามาก่อกวนในด่านหมาป่าสวรรค์เราอีก?”
“ไปดูกันหน่อย!”
ยอดฝีมือทั้งมวลจากด่านหมาป่าสวรรค์ต่างงุนงง รีบขึ้นสู่ยอดกำแพงเมืองอันสูงตระหง่าน
จากนั้นก็เกิดเสียงอื้ออึง
“คนเดียวหรือ?”
ผู้คนมากมายตื่นตะลึง ในสายตาของพวกเขาต่างพบว่าใต้ท้องนภาเหนือด่านหมาป่าสวรรค์มีชายหนุ่มผู้หนึ่งยืนอยู่ลำพัง
เขาสวมอาภรณ์สีเขียว ร่างสูงใหญ่ ข้างเอวห้อยน้ำเต้าสุราสีเหลือง เส้นผมยาวสีดำของเขาถูกรวบเป็นมวยลวกๆ ดูเฉียบคม
“นี่ก็เรียกว่าศัตรูบุกได้หรือ?”
“เหลวไหลสิ้นดี!”
“หยุดเป่าแตรได้แล้ว! เลิกตีกลองด้วย! เหตุใดไอ้หนุ่มจากไหนไม่รู้จึงกลายเป็นเรื่องใหญ่โตด้วย?”
ในความคาดหวังของยอดฝีมือจากด่านหมาป่าสวรรค์ คำว่า ‘ศัตรูบุก’ นั้น อย่างน้อยที่สุดก็ต้องหมายถึงกองทัพใหญ่ ดังนั้นแม้ก่อนหน้านี้พวกเขาจะประหลาดใจ แต่ภายในใจก็อดระแวงและเตรียมรับศึกใหญ่มิได้
ใครเล่าจะคาดคิดว่าผู้มาจะมีเพียงหนึ่ง นี่มันดูหมิ่นคำว่า ‘ศัตรูบุก’ กันแท้ๆ
สามจักรพรรดิมารชิวชื่อ อิ๋นหัวเฟิงและหลี่เสวี่ยอีปรากฏขึ้นบนกำแพงเมืองแล้ว
เมื่อพบว่าผู้มาเยือนมีเพียงหนึ่ง สามจักรพรรดิมารเองก็รู้สึกขบขันในใจเช่นกัน ไฉนต้องตีฆ้องร้องป่าวประกาศให้วุ่นวาย?
“ดูเหมือนว่าเราจะอยู่สงบกันมานานเกินไป นิดๆ หน่อยๆ ก็ตื่นตูมกันเสียแล้ว เป็นเรื่องน่าขันยิ่งใหญ่จริงๆ”
ชิวชื่อเสสรวลกับตน
ด่านหมาป่าสวรรค์อันใหญ่โตแตกตื่นเพียงเพราะหนึ่งบุคคล หากเรื่องนี้แพร่งพรายออกไป คงกลายเป็นเรื่องตลกประจำนครวิญญาณเป็นแน่
“พี่ชายร่วมวิถี การเคลื่อนไหวเมื่อครู่ไม่ได้เบาเลย และในเมื่ออีกฝ่ายกล้ามาเพียงลำพัง อีกฝ่ายจะเป็นผู้ไม่รู้ฟ้าสูงแผ่นดินต่ำได้เช่นไร?”
อิ๋นหัวเฟิงขมวดคิ้วพลางกล่าวเตือน
หัวใจของชิวชื่อกระตุกวูบ ดวงตาหรี่ลง
“เห็นได้ว่าคนผู้นี้มาจากแดนเซียน เจ้าก็รู้ว่าทัพนับล้านจากนครวิญญาณของเราเข้าไปในแดนเซียนแล้ว ทว่าคนผู้นี้กลับข้ามแดนร้างกระหายเลือดรอดมาถึงด่านหมาป่าสวรรค์ได้โดยไร้รอยขีดข่วน จึงย่อมไม่ใช่คนธรรมดาทั่วไปเป็นแน่!”
ลี่เสวี่ยอีกล่าวเบาๆ
ทันใดนั้น ชิวชื่อพลันตระหนักแล้วว่ามีบางสิ่งผิดแผก ก่อนจะกล่าวเสียงขรึมทันควัน “เงียบ!”
วจีนั้นสั่นเยี่ยงสายฟ้า หยุดเสียงอื้ออึงรอบข้างทันควัน
จากนั้นร่างของชิวชื่อก็ทะยานสู่กลางหาว ยืนบนอากาศ มองชายหนุ่มชุดเขียวจากไกลๆ และกล่าวว่า “ผู้ใดมา ขานนามเสีย!”
ทุกสายตามองมาเป็นตาเดียว
บรรยากาศเงียบขรึม ฟ้าดินมืดมัว ท้องนภาอันกระจ่างใสพลันถูกปกคลุมด้วยชั้นเมฆา ปกปิดแสงสว่างเสียสิ้น
ชายหนุ่มชุดเขียวผู้มาเพียงลำพังนั้นย่อมเป็นซูอี้
“ข้าน่ะหรือ?”
ซูอี้แย้มยิ้ม ก่อนจะนำน้ำเต้าสุราสีเหลืองข้างเอวมากระดกดื่มอึกใหญ่ จากนั้นก็ผ่อนหายใจยาว แล้วจึงกล่าวว่า “เมื่อก่อน ข้าเคยบุกเข้าไปในนครวิญญาณจากที่นี่ และวันนี้ก็ถือได้ว่าเยือนถิ่นสัญจรเก่า ระลึกความหลังอีกหน”
วจีนั้นไม่ได้ดังสนั่น แต่กลับชัดเจนทั่วทั้งด่านหมาป่าสวรรค์!
ผู้คนมากมายต่างสับสนงุนงง
สามจักรพรรดิมารชิวชื่อ ลี่เสวี่ยอีและอิ๋นหัวเฟิงราวกับถูกสายฟ้าฟาด ดวงตาเบิกกว้าง หนึ่งบุคคลปรากฏขึ้นในใจ……
ทรราชหวังเย่!
คนผู้นั้นคือร่างเวียนวัฏของทรราชหวังเย่!!
ทันใดนั้น พวกเขาล้วนหน้าเปลี่ยนสี หัวใจประหนึ่งถูกหนึ่งหัตถ์ใหญ่ล่องหนกุมไว้
ไฉนกัน?
ทัพกล้าล้านนายของนครวิญญาณบุกรุกแดนเซียนเพื่อจัดการกับร่างเวียนวัฏของทรราช
แต่ใครเล่าจะคิดว่าเขาจะบุกเดี่ยวมายังด่านหมาป่าสวรรค์!!
ชั่วขณะนั้น สามจักรพรรดิมารแทบตะลึงงัน
ทว่าก่อนจะฟื้นจากความตื่นตะลึง ซูอี้ก็ลงมือเสียแล้ว!
เขาผูกน้ำเต้าสุรากลับไปที่ข้างเอว วาดแขนเสื้อพลิ้วสะบัด เหวี่ยงกำปั้นฟาดใส่
เป็นหมัดเรียบง่ายไร้ความพิเศษอื่นใด
ทว่าด้วยหมัดนี้……
ตู้ม!!
ท้องนภาสะเทือนไหวเยี่ยงอัสนีขยี้ภพ
อำนาจคุ้มกันนอกด่านหมาป่าสวรรค์พอจะต้านทานการโจมตีอย่างสุดกำลังของตัวตนระดับสุดลึกล้ำได้ ทว่ามันกลับปั่นป่วนอย่างร้ายแรงด้วยหมัดเดียวของซูอี้
บริเวณที่ถูกหมัดนั้นฟาดลงมากระทั่งยุบเป็นวงกว้าง!
ทั่วทั้งด่านหมาป่าสวรรค์สะท้านสะเทือนอย่างรุนแรง ยอดฝีมือเก้าหมื่นกว่าคนจากนครวิญญาณบนกำแพงเมืองล้วนกรีดร้องอย่างตกตะลึง
หนึ่งหมัดสะท้านม่านพลังคุ้มด่านหมาป่าสวรรค์ดุจเทวาขยี้สวรรค์!!
อำนาจสะท้านสรวงสะเทือนโลกาเช่นนั้นทำให้จักรพรรดิมารทั้งหลายร่างสั่น ไม่อาจสงบใจลงได้เลย