บันทึกตำนานราชันอหังการ [ 剑道第一仙 ] - บทที่ 1926-1930
บทที่ 1,926 ทะลวงด่านหมาป่าสวรรค์โดยลำพัง
“เขา…เขาคือทรราชผู้นั้น!”
ท่ามกลางความปั่นป่วนทั่วทิศ คนผู้หนึ่งกรีดร้องเสียงหลง
ทรราชหวังเย่!
ทันใดนั้น ยอดฝีมือทั้งหมดในด่านหมาป่าสวรรค์ต่างสูดหายใจเฮือก สีหน้าแปรเปลี่ยนอย่างมหันต์
ในประวัติศาสตร์นครวิญญาณ ทรราชหวังเย่คือตัวตนที่ไม่อาจมองข้ามได้
กาลก่อน ศึกอันเกิดจากการที่เขาบุกเดี่ยวสู่นครวิญญาณ หนึ่งคนหนึ่งดาบประหารทั่วทิศถือเป็นความอัปยศที่สุดแห่งนครวิญญาณตราบนิรันดร์!
ตลอดเวลาที่ผ่านมา ขอเพียงกล่าวถึงทรราช ทุกผู้ต่างพลันเปลี่ยนสีหน้าเหยเก!
และยามนี้ ทรราชผู้นั้นก็ปรากฏตัวขึ้น
กระทั่งยังปรากฏขึ้นนอกด่านหมาป่าสวรรค์อีกครั้ง!!
ตู้ม!
ภายใต้ท้องนภา ซูอี้ชกออกไปอีกหน ม่านพลังคุ้มกันด่านหมาป่าสวรรค์สะท้านเลื่อนลั่น กดดันสะเทือนปฐพี
“เร็วเข้า! ดำเนินอำนาจเขตคุ้มครองสุดกำลัง!”
จักรพรรดิปีศาจชิวชื่อตวาด
ขณะเดียวกัน เขาก็อธิบายให้แก่อิ๋นหัวเฟิงข้างกายฟังผ่านกระแสปราณ “รีบส่งสารขอความช่วยเหลือเร็ว!”
อิ๋นหัวเฟิงลังเลเล็กน้อย
สงครามจริงยังไม่เริ่ม ขอความช่วยเหลือเสียยามนี้ มันไม่ขลาดเขลาไปหน่อยหรือ?
แต่เมื่อเขานึกถึงยามหวังเย่บุกเดี่ยว หนึ่งคนหนึ่งดาบทะลวงด่านหมาป่าสวรรค์ ละเลงเลือดทั่วโลกหล้านครวิญญาณ เจ้าตัวก็ไม่กล้าลังเลอีกต่อไป และลงมือโดยพลัน
จักรพรรดิมารชิวชื่อออกคำสั่งอีกครั้ง “สหายเต๋าลี่ เจ้าไปขับเคลื่อน ‘ค่ายกลสิ้นเพลิงดับนภา’ เสีย ไม่ว่าอย่างไร ครานี้เราก็ต้องคุ้มกันด่านหมาป่าสวรรค์ให้จงได้!”
“ได้!”
ลี่เสวี่ยอีออกเดินทางทันที
ถึงยามนี้ หัวใจของจักรพรรดิมารชิวชื่อก็รู้สึกปลอดภัยขึ้นมาก
เขากระทั่งนึกโล่งใจ โชคดีที่หลังจากหวังเย่ล่าถอยจากนครวิญญาณ เก้าเผ่ามารมองว่าศึกนี้เป็นความอัปยศ จึงร่วมมือกันสร้างด่านหมาป่าสวรรค์ขึ้นใหม่
มันไม่เพียงเสริมอำนาจคุ้มกันนอกด่านหมาป่าสวรรค์ให้แข็งแกร่งขึ้น แต่ภายในด่านหมาป่าสวรรค์ยังมี ‘ค่ายกลสิ้นเพลิงดับนภา’ ซึ่งสามารถสังหารตัวตนอันไร้เทียมทานระดับสุดลึกล้ำได้อยู่!
นอกจากนั้น ที่นี่ยังมียอดฝีมือประจำอยู่ถึงเก้าหมื่นและจักรพรรดิมารอีกสาม ซึ่งแตกต่างจากอีกสิบสองด่านของนครวิญญาณ
สิ่งนี้ไม่อาจพบได้ในแนวป้องกันอื่นๆ ของนครวิญญาณเลย!
‘โชคดีที่ทรราชมาปรากฏ ณ ด่านหมาป่าสวรรค์อีกครั้ง หากเป็นแนวป้องกันอื่น เกรงว่าคงเข้ามายังนครวิญญาณได้ง่าย’
จักรพรรดิมารชิวชื่อครุ่นคิด
ขณะเขากำลังครุ่นคิด ทั่วทั้งด่านหมาป่าสวรรค์ก็เคลื่อนไหวกันแล้ว
ตู้ม!
เพลิงศักดิ์สิทธิ์โหมกระหน่ำ แสงสีทองพวยพุ่งทั่วทศทิศ
ภายใต้การกำกับของจักรพรรดิชิวชื่อ อำนาจคุ้มกันนอกด่านหมาป่าสวรรค์พลันทะยานสูง
ตู้ม!
ซูอี้ชกออกมาอีกหมัด ประดุจดั่งเทวาขยี้สรวง อำนาจคุ้มกันปั่นป่วนอีกครั้ง แต่ก็ยังพยายามต้านหมัดอย่างสุดกำลัง
สิ่งนี้ทำให้ชายหนุ่มอดประหลาดใจมิได้
อำนาจคุ้มกันเช่นนี้เกินจินตนาการจริงๆ
ทว่า……ก็แค่นั้นแหละ!
เขาชกหมัดออกไปดุจฟาดดาบ รัวออกไปเหมือนกาลก่อน
ตู้ม! ตู้ม! ตู้ม!
หมัดแล้วหมัดเล่าระดมเข้าใส่ม่านพลังคุ้มด่านเยี่ยงเทพสวรรค์รัวกลอง เสียงสนั่นลั่นทั่วทศทิศ พิรุณแสงยิ่งใหญ่โปรยปราย
อำนาจอันยิ่งใหญ่ไร้เทียมทานนี้ทำให้ยอดฝีมือมากมายอกสั่นขวัญแขวน
แต่สิ่งที่ทำให้ผู้คนโล่งใจได้ก็คือ การกระหน่ำโจมตีทั้งหมดถูกต้านรับไว้ได้!!
“ซูอี้ นครวิญญาณของข้าไม่เหมือนเมื่อก่อนแล้ว เพียงเจ้าลำพัง คิดใช้ลูกไม้เดิมบุกด่านหมาป่าสวรรค์ ย่อมกล่าวได้ว่าไม่ประมาณตนโดยแท้!”
จักรพรรดิมารชิวชื่อแค่นเสียงเย็นชา “ข้าแนะนำให้เจ้าถอยไปโดยเร็วที่สุดจะดีกว่า หาไม่ เจ้าจะไม่ได้กลับไปอีก!”
ขณะเดียวกัน จักรพรรดิมารอิ๋นหัวเฟิงก็ลงมือช่วยดำเนินอำนาจคุ้มด่านร่วมกับจักรพรรดิมารชิวชื่อ
ชั่วขณะนั้น อำนาจคุ้มกันพลันทวีความแข็งแกร่งขึ้นทุกขณะเยี่ยงทองคำ!
ทว่าซูอี้หาสนใจไม่
เขาหายใจลึกๆ แล้วชกออกไปเก้าหมัดติดต่อกัน! แต่ละหมัดนั้นบรรจุอำนาจจากทั่วทั้งร่างของชายหนุ่ม หลอมรวมกับเคล็ดวิชาดาบอันสูงส่งแข็งแกร่งที่สุด!
ตู้ม!!
ยามหมัดแรกถูกฟาดออก อำนาจคุ้มกันอันทวีความแข็งแกร่งขึ้นมหาศาลพลันยุบเป็นวงกว้าง ส่งเสียงครวญครางสะท้านนภาจวนแตก
เห็นได้ชัดเจนว่า ณ พื้นผิวม่านพลังอันดูเหมือนม่านแสงปรากฏรอยยุบเป็นรูปกำปั้นจากหมัดเมื่อครู่ของซูอี้!
และจุดที่ยุบลงไปก็คือศูนย์กลางของรอยหมัดซูอี้!
เปรี้ยง!!
เมื่อหมัดที่สองถูกปลดปล่อย มันก็ตอกย้ำตามรอยหมัดแรกอย่างแม่นยำ ทันใดนั้น ชั้นพลังคุ้มกันประหนึ่งลูกหนังถูกเจาะด้วยของแหลม รอยยุบยิ่งทวีความลึก
และทั่วอำนาจคุ้มกันก็สั่นสะท้านรุนแรง
“นี่……”
ผู้คนในด่านหมาป่าสวรรค์ไม่อาจลิงโลดได้นาน เมื่อเห็นเช่นนี้ หัวใจของพวกเขาพลันกระเด้งขึ้นจุกคอ
จักรพรรดิมารชิวชื่อและอิ๋นหัวเฟิงล้วนหนังศีรษะชาวาบ
เมื่อนานมาแล้ว นครวิญญาณของพวกเขาเคยส่งจักรพรรดิมารไร้เทียมทาน ผู้มีอำนาจต่อสู้ยิ่งใหญ่ผู้หนึ่งไปทดสอบอำนาจคุ้มกันของด่านหมาป่าสวรรค์ และผลลัพธ์ที่ได้ก็ชวนตกตะลึง
จักรพรรดิมารไร้เทียมทานผู้นั้นทุ่มทุกไพ่ตายในมือ กระทั่งใช้เคล็ดวิชาต้องห้าม ทว่าเขาก็ทำได้เพียงสั่นคลอนอำนาจป้องกัน ไม่อาจก่อความเสียหายได้อย่างแท้จริง
ทว่าเขากลับใช้มือเปล่าระดมชกจนชั้นพลังคุ้มกันยุบตัวอย่างต่อเนื่องได้ ดังนั้นผู้ใดเล่าจะไม่ตกตะลึง?
ชิวชื่อกับอิ๋นหัวเฟิงหากล้าลังเลไม่ ทั้งคู่ล้วนทุ่มกำลังอย่างสุดตัวเพื่อขับเคลื่อนอำนาจคุ้มกันเพื่อรับแรงปะทะจากซูอี้
และแทบจะพร้อมกันนั้น หมัดที่สาม สี่ ห้า……ของซูอี้ก็ประดังประเดเข้าใส่!
ทุกหมัดต่างชกเข้าสู่จุดเดียวกัน
เมื่อสั่งสมอำนาจหมัดได้แปดหน ชั้นอำนาจคุ้มกันอันโอฬารก็แตกร้าวดุจลูกหนังที่ฟีบแบน
บนพื้นผิวของมันมีรอยร้าวนับไม่ถ้วนปรากฏดุจใยแมงมุม
จวนเจียนจะพังทลาย!
ยามนี้ ชิวชื่อและอิ๋นหัวเฟิงอดครั่นคร้ามมิได้ ทั้งกายและใจสั่นเทิ้ม
คิดให้ตายเช่นไร พวกเขาก็ไม่อาจคาดคิดว่าทรราชผู้เวียนวัฏจะทรงพลังเพียงนี้ แม้จะมีการฝึกฝนเพียงระดับแกนรวมศูนย์เท่านั้น!
ยอดฝีมือทั้งเก้าหมื่นที่อยู่บนด่านหมาป่าสวรรค์ต่างหวาดผวา สันหลังเย็นเยียบตามๆ กัน
และยามนี้เองหมัดที่เก้าของซูอี้เหวี่ยงชกออกมา
ดุจฟางเส้นสุดท้ายล้มอูฐ
เมื่อหมัดนี้กระทบเข้าใส่จุดเดิม
ตู้ม!!!
เสียงระเบิดสะท้านภพพลันสนั่นลั่น
อำนาจคุ้มกันด่านหมาป่าสวรรค์พลันถูกฉีกกระชากเยี่ยงผืนผ้า แปรเปลี่ยนเป็นเศษพิรุณแสงโปรยปรายดุจน้ำตก
และด่านหมาป่าสวรรค์เองก็พลอยถูกหางเลขร้ายแรงไปด้วย กำแพงเมืองอันสูงตระหง่านถล่มเสียงดังโครมคราม
คลื่นอำนาจอันน่าเกรงขามสาดซัด เข้าสังหารยอดฝีมือจากนครวิญญาณมากมายที่ไม่อาจหลบทัน ทุกผู้ถูกกวาดล้างเรียบในชั่วพริบตา!
“ถอย……ถอนกำลัง!”
ชิวชื่อคำราม
เขาเรียกใช้ดาบยักษ์สีม่วงเล่มหนึ่ง ตัวคนทะยานเหนือเวหา ร่วมกับอิ๋นหัวเฟิงเข้าต้านแรงกระทบ
อันที่จริง ไม่ต้องให้เขาเร่งรีบ ยอดฝีมือทั่วทั้งด่านหมาป่าสวรรค์ก็แตกตื่นกันแล้ว เสียงกรีดร้องดังระงมตามกัน เกิดเป็นสภาพปั่นป่วนอลหม่าน
นอกด่านหมาป่าสวรรค์ ซูอี้ยืดเส้นยืดสายอยู่เนิ่นนาน ก่อนจะก้าวมายืนเหนือด่านหมาป่าสวรรค์
ภาพนั้นคือการเหวี่ยงหมัดทลายม่านพลังคุ้มกัน ทะลวงด่านหมาป่าสวรรค์ลำพัง!
ตู้ม!
อำนาจกฎสวรรค์นครวิญญาณเดือดพล่าน อำนาจหายนะเทพแผ่กระจายออก
เหมือนเหตุการณ์ในแดนเซียน หากตัวตนขอบเขตมหาศาลไม่กดการฝึกฝน เผยอำนาจระดับแกนรวมศูนย์ออกมา พวกเขาจะถูกหายนะเทพทั่วกฎสวรรค์โจมตี ก่อนหน้านี้ จักรพรรดิมารชิวชื่อ อิ๋นหัวเฟิง และคนอื่นๆ ต่างระวังตัวแจยามขับเคลื่อนอำนาจคุ้มกัน ไม่กล้าเผยอำนาจแท้จริงด้วยกลัวจะถูกหายนะเทพหมายหัว
และเมื่อเห็นอีกฝ่ายดึงดูดหายนะเทพมา ทั้งชิวชื่อและอิ๋นหัวเฟิงก็ล้วนปรีดา ในใจปรากฏความหวังอันริบหรี่
หากทรราชผู้นี้ถูกหายนะเทพสังหาร มันก็ย่อมดีกว่าอื่นใด!
ทว่าอึดใจต่อมา พวกเขาก็ต้องตกตะลึง
หลังทัณฑ์อสนีบาตก่อขึ้นจากอำนาจหายนะเทพ มันก็ถูกซูอี้ลบทิ้งไปเสียก่อนจะทันได้ฟาดลง!
ดุจวายุเคลื่อนเมฆา!
นั่นคืออำนาจแห่งวัฏสงสาร เพียงพอสกัดขวางการโจมตีของหายนะเทพได้!!
ทั้งชิวชื่อและอิ๋นหัวเฟิงแทบเข่าทรุด
ไฉนกัน!?
“จริงอยู่ที่ทุกวันนี้แตกต่างจากเมื่อก่อน แต่ในสายตาข้า……มันก็ไม่ต่างกันเท่าไหร่หรอก”
ซูอี้บนกำแพงเมืองกล่าวอย่างเฉยชา “ก่อนตาย ข้าให้โอกาสพวกเจ้าส่งสารประกาศทั่วนครวิญญาณครั้งหนึ่งว่าข้าจะดำเนินรอยตามอดีต บุกประหารมุ่งสู่แดนบรรพชนหมื่นมารอีกครั้ง”
ทุกผู้เปลี่ยนสีหน้าพร้อมเพรียง
ไม่ต้องสงสัยเลยว่านี่คือการล้างแค้นนครวิญญาณ!!
“ฝันไปเถอะ!”
เสียงสตรีหนึ่งดังขึ้นบนพื้น
สิ่งที่เกิดต่อจากนั้นคือ ทั่วทั้งด่านหมาป่าสวรรค์พลันบังเกิดลวดลายค่ายกลสีแดงเพลิงขึ้นนับไม่ถ้วน เยี่ยงคลื่นศิลาเหลวปะทุเคลื่อน
และเหนือท้องนภา ดาราเพลิงพลันโปรยปราย!
ค่ายกลสิ้นเพลิงดับนภา!
ขณะนี้ จักรพรรดิมารลี่เสวี่ยอีได้ขับเคลื่อนค่ายกลโบราณที่สามารถสังหารตัวตนไร้เทียมทานระดับสุดลึกล้ำขึ้นแล้ว และปิดล้อมโจมตีซูอี้ได้ในทันที
หลังจากเห็นเช่นนี้ ทั้งชิวชื่อและอิ๋นหัวเฟิงต่างลอบถอนหายใจโล่งอก ตัวคนพากันถอยออกไป และร่วมมือกับลี่เสวี่ยอีขับเคลื่อนค่ายกลสังหารอันร้ายกาจนี้สุดกำลัง
“กาลเวลามิคอยท่า จะมัวโอ้เอ้มิได้แล้ว”
พร้อมกับวจีอันแผ่วเบานั้น ซูอี้ก็พลิกฝ่ามือ ดาบแห่งโลกาปรากฏขึ้น
จากนั้นเขาจึงเงื้อดาบขึ้นฟาดฟัน
ปราณดาบอันยิ่งใหญ่สายหนึ่งโปรยปรายลงจากท้องนภา
วิชาดาบวัฏสงสาร……วงล้อดาบหกวิถี!
ตู้ม!!
ดาบนั้นสะบั้นสุญตา สรรพสิ่งสิ้นชีวัน
ค่ายกลสิ้นเพลิงดับนภาทั้งค่ายถูกแยกด้วยหล่มร้าวมโหฬาร!
ถาโถมสะบั้นไร้อุปสรรค
เพียงชั่วพริบตา ค่ายกลทั้งค่ายก็พังทลาย กลายเป็นละอองแสงพร่างพรายนับไม่ถ้วน
สามจักรพรรดิมารต่างตกตะลึง
ยอดฝีมือจากด่านหมาป่าสวรรค์ผู้หลบเลี่ยงไปไกลต่างก็ตกตะลึงสิ้นปัญญารับรู้ สีหน้าแข็งทื่อไป
คิดให้ตายเช่นไรก็ไม่มีผู้ใดคาดคิดว่า เพียงหนึ่งดาบ อีกฝ่ายจะสามารถสลายค่ายกลที่เป็นอาวุธสังหารของพวกตนลงได้!
ช่างน่าเหลือเชื่อยิ่งนัก
และก่อนที่ผู้ใดจะทันไหวตัว ซูอี้ก็เริ่มโจมตีอีกครา
เขาเงื้อดาบแห่งโลกาขึ้นพร้อมวจีดาบก้องภพสะท้านสวรรค์
ปราณดาบนับไม่ถ้วนรวมตัวกันอย่างหนาแน่นเหนือนภา ปกคลุมน่านฟ้าเหนือด่านหมาป่าสวรรค์ อำนาจดาบยิ่งใหญ่อันแผ่ซ่านเปรียบประหนึ่งเมฆาทมิฬคลุมนคร!
และเมื่อดาบของซูอี้สับลง
ปราณดาบนับไม่ถ้วนก็กระหน่ำสู่ด่านหมาป่าสวรรค์เยี่ยงดาวตก
เปรี้ยง!
กำแพงเมืองอันสูงตระหง่านพังทลาย เมืองด่านหน้าของด่านหมาป่าสวรรค์ที่มีอาคารโบราณกระจัดกระจายมากมายถล่มลงมา ปราณดาบเหนือเวหาสาดซัดอย่างบ้าคลั่ง จนบังเกิดรอยร้าวนับไม่ถ้วน
ยอดฝีมือนับหมื่นทั่วด่านหมาป่าสวรรค์ต่างตกตายตามกันดุจผักหญ้าถูกเก็บเกี่ยว
ห่าพิรุณกระหน่ำเท
ภายใต้มันนั้นมีพิรุณดาบไร้สิ้นสุด
โลหิตหลั่งริน
สิ่งที่ระรินไหลนั้นคือโลหิตของยอดฝีมือนครวิญญาณนับพันหมื่น
เพียงชั่วพริบตา ปราณดาบทั่วฟ้าดินก็กู่ก้อง ทั่วด่านหมาป่าสวรรค์นองเลือดรวยริน
ดุจขุมนรก!
บทที่ 1,927 สองคำสัญญาจากเทพ
พิรุณดาบพร่างพรม
กระหน่ำกระทบลงสู่ด่านหมาป่าสวรรค์ โลหิตแดงฉานทะลักริน
เพียงหนึ่งดาบ ไม่ว่ายอดฝีมือทั้งเก้าหมื่นจากนครดาราจะมีการฝึกฝนสูงต่ำเพียงไร พวกเขาก็ล้วนล้มตายเยี่ยงกอหญ้า
บ้างศพแหลกสลาย
บ้างมลายเป็นธุลี
เสียงกรีดร้องระงมลั่นตามกัน ก่อนจะหยุดลงกะทันหัน
หลงเหลือเพียงวจีดาบคร่ำครวญที่ดังก้องเยี่ยงวาตะอัสนีเลื่อนลั่น!
จักรพรรดิมารลี่เสวี่ยอีและอิ๋นหัวเฟิงล้วนตกตาย
เป็นความตายอันไม่แตกต่างจากผู้อื่นเลย
ฟ้าดินหาเมตตาไม่ มองสรรพสิ่งเป็นเช่นสุนัข
ภายใต้ดาบของซูอี้ ตัวตนใดใต้ขอบเขตเทพ ไม่ว่าจะมีฐานะตัวตนสูงต่ำ ฝึกฝนแข็งแกร่งอ่อนแอ ก็ล้วนตกตายเยี่ยงผักหญ้า
หลังปราณดาบสาดกระหน่ำเยี่ยงห่าพิรุณ ด่านหมาป่าสวรรค์ก็แตกพ่ายโดยสมบูรณ์ บนพื้นเต็มไปด้วยซากปรักหักพังและเลือดเนื้อเจิ่งนอง
กลิ่นเลือดคละคลุ้งกรุ่นโชย
ตู้ม!
ซูอี้บิดข้อมือ ดาบแห่งโลกาก็แปรเปลี่ยนเป็นลำแสงหายเข้าแขนเสื้อเขาไป
ไม่ห่างไปนัก เหลือเพียงจักรพรรดิมารชิวชื่อลำพัง
เขายืนตะลึงกับที่ ดวงตาว่างเปล่า ทั้งกายใจตกลงสู่ความหวาดกลัว
ม่านพลังคุ้มกันแตกสลาย
ค่ายกลสิ้นเพลิงดับนภามิเหลือซาก
ด่านหมาป่าสวรรค์ถูกทลายราบลงอีกครั้ง เหลือเพียงซากปรักหักพังและความตาย
เรื่องทั้งหมดก็เกิดขึ้นภายในชั่วพริบตา!
พริบตาก่อน ที่นี่ยังเป็นแนวป้องกันอันทรงพลังสูงสุดของนครวิญญาณอยู่เลย
ทว่าเพียงพริบตาถัดมา ที่นี่……ก็เหลือเพียงซากปรักหักพังระเกะระกะบนพื้น!
จักรพรรดิมารชิวชื่อแทบสิ้นสติ
หัวใจของเขาละล่องลอย ใบหน้าซีดขาว ดวงตาจ้องมองร่างสูงใหญ่ในชุดเขียวห่างออกไปอย่างเลื่อนลอย จิตใจสับสนรวนเร
ไฉนร่างเวียนวัฏของทรราชจึงร้ายกาจยิ่งกว่าคำร่ำลือเสียอีก?
เขา……แข็งแกร่งเพียงไรกัน?
“ไปส่งข่าวสิ”
เสียงเฉยเมยของซูอี้ปลุกชิวชื่อขึ้นจากภวังค์ความคิด
เมื่อตัวคนเงยหน้าขึ้นมองอีกครั้ง ก็พบว่าร่างของซูอี้ก้าวผ่านด่านหมาป่าสวรรค์ ละล่องคล้อยห่างออกไปจนหายลับในฟ้าดินอันไกลห่างแล้ว
“ที่เขาไม่ได้ฆ่าข้า ที่แท้ก็เพื่อให้ข้าไปส่งข่าว……”
ชิวชื่อวิญญาณละล่อง
ในฐานะจักรพรรดิมาร เหตุผลที่เขารอดจากมรณะมาได้ก็แค่เพื่อให้โอกาสไปส่งสาส์น
นี่หรือจะไม่ใช่การดูแคลน?
……
หลังกาลผ่านแสนนาน ซูอี้ผู้เป็นร่างเวียนวัฏของทรราชหวังเย่ก็หวนปรากฏ บุกด่านหมาป่าสวรรค์ลำพังอีกหน!
ชั่วขณะนั้น โลหิตพร่างพรม ปราณดาบเปี่ยมกำลัง ทัพนครวิญญาณเก้าหมื่นนายตกตายอย่างสยดสยอง
มีเพียงวจีดาบเลื่อนลั่นทั่วฟ้าดินเนิ่นนาน
วันเดียวกันนั้น ข่าวนี้ก็แพร่สะเทือนทั่วโลกหล้า
ทรราชหวังเย่หวนปรากฏ!
ยอดฝีมือทั้งหลายในนครวิญญาณล้วนสั่นสะท้าน
เงาแห่งพฤกษา นามแห่งบุคคล
แม้กาลจะผ่านไปหลายหมื่นแสนปี เมื่อข่าวการปรากฏอีกครั้งของทรราชหวังเย่แพร่กระจาย ความตกตะลึงก็แผ่ซ่านทั่วนครวิญญาณอย่างคาดเดาได้
“ด่านหมาป่าสวรรค์พังทลายไปอีกหน! และร่างเวียนวัฏของทรราชหวังเย่ก็อ้างว่าจะเดินซ้ำรอยเก่า เหยียบย่างสู่แดนบรรพชนหมื่นมาร!!”
“ไฉนกัน? ไม่ใช่ว่าทัพล้านนายของนครวิญญาณเราเข้าแดนเซียนไปแล้วหรือ ไฉนร่างเวียนวัฏของทรราชนั่นจึงมายังนครวิญญาณเล่า?”
“ข้าก็ไม่รู้ แต่คาดเดาได้ว่าร่างเวียนวัฏของทรราชต้องเตรียมการมาแล้วเป็นแน่ ต่อจากนี้ นครวิญญาณก็คงจมในพายุละเลงเลือดอีกหน”
……โลกหล้าอื้ออึงอลหม่าน เก้าเผ่ามารซึ่งได้ข่าวก่อนผู้ใดล้วนผงะหงาย
เผ่ามารไร้ลักษณ์
ในโถงกว้างแห่งหนึ่ง
“สมเป็นหวังเย่เสียนี่กระไร! เขาพยายามรุกบูรพาบุกประจิมใช้การโจมตีนครวิญญาณเป็นวิถีช่วยเหลือแดนเซียนซึ่งถูกทัพนครวิญญาณของเราบุกทะลวง!”
ชายชราผมขาวผู้หนึ่งกระแทกเสียงอย่างเดือดดาล “ช่างกล้าเสียนี่กระไร! กลยุทธ์เฉียบคม! หากทำสำเร็จได้จริง ไม่เพียงเขาจะสามารถกอบกู้แดนเซียน ยังสร้างความเสียหายหนักหนาแก่เรานครวิญญาณด้วย!”
สีหน้าของคนอื่นๆ ในโถงล้วนคล้ำดำ
“ท่านบรรพชน ร่างเวียนวัฏนี้ของหวังเย่อ้างว่าจะเหยียบย่ำแดนบรรพชนหมื่นมาร เราต้องใช้เวลาทั้งหมดเข้าขวางนะขอรับ!”
มีผู้กล่าวอย่างร้อนใจ
แดนบรรพชนหมื่นมารคือสถานศักดิ์สิทธิ์อันดับหนึ่งในนครวิญญาณ และยังเป็นเขตหวงห้ามอันลือลั่นทั่วโลกหล้า ในด้านสถานะ มันเป็นประหนึ่งศาลเซียนรวมศูนย์ของแดนเซียนอย่างไร้กังขา
ทว่าในหัวใจของเก้าเผ่ามาร ความสำคัญของแดนบรรพชนหมื่นมารห่างไกลเกินกว่าจะเทียบมันกับศาลเซียนรวมศูนย์ได้
นั่นคือรากเหง้าของพวกเขา!
มันคือแดนบรรพชนที่ตัวตนระดับบรรพชนของเก้าเผ่ามารก่อเกิด ภายในบรรจุปริศนายิ่งใหญ่ล้ำเลิศมากมาย
หากถูกเหยียบย่ำเข้าสักครั้ง มันก็ไม่ต่างกับการขุดรากเหง้าของเก้าเผ่ามารออกมาแฉ!!
“ถ่ายทอดคำสั่ง รวบรวมจักรพรรดิมารที่กระจายทั่วนคร ณ ‘สันเขาประหารราตรี’ โดยเร็วที่สุด!”
ชายชราผมขาวสูดหายใจลึกๆ แล้วออกคำสั่ง
สันเขาประหารราตรี!
สันเขาประหารราตรีตั้งบนเส้นทางไปสู่แดนบรรพชนหมื่นมารดุจคันกั้นแดนสวรรค์สร้าง หากต้องการไปยังแดนบรรพชนหมื่นมาร ก็ต้องผ่านสันเขาประหารราตรีไปก่อน
ครั้งที่หวังเย่บุกนครวิญญาณเมื่อกาลก่อน เขาก็ถูกขัดขวางสุดชีวิตโดยเก้าเผ่ามารที่หน้าสันเขาประหารราตรีนี้ จนในที่สุดก็ถูกบีบให้ล่าถอย
นาม ‘สันเขาประหารราตรี’ เองก็ถูกทิ้งไว้เมื่อครานั้น กล่าวกันว่าเพราะอำนาจของเก้าเผ่ามารหยุดยั้งหวังเย่ไว้ ณ หน้าสันเขานี้ได้!
ยามนี้ เมื่อรับทราบว่าซูอี้กำลังจะเดินย้อนรอยเก่าสู่แดนบรรพชนหมื่นมาร ผู้ทรงอำนาจทั้งหลายจากเผ่ามารไร้ลักษณ์จึงคิดลอบจู่โจมในสันเขาประหารราตรี!
“ขอรับ!”
มีผู้รับคำสั่งรีบร้อนจากไป
ชายชราผมขาวออกคำสั่งอีกหน “นอกจากนั้น ส่งสาส์นแจ้งบรรพชน ‘ฉางเซิง’ ผู้กำลังเก็บตัวในแดนบรรพชนหมื่นมาร บอกเขาด้วยว่า……หวังเย่กลับมาแล้ว!”
บรรพชนฉางเซิง!
นามเต็มของเขาคือลี่ฉางเซิง เป็นจักรพรรดิมารไร้เทียมทานของเผ่ามารไร้ลักษณ์ นำทัพบุกแดนเซียนด้วยตนเองเมื่อยุคอวสานเซียนบังเกิด
ยิ่งกว่านั้น อีกฝ่ายยังเคยประมือกับหวังเย่มาหนึ่งหน!
“จากวันนี้ไป ทุกขุมกำลังของเผ่าเราจะเก็บตัวเงียบ!”
“คืนนี้ทิ้งคนเฝ้าเผ่าไว้ส่วนหนึ่ง ส่วนผู้อื่นไปสันเขาประหารราตรีกับข้า!”
คำสั่งข้อแล้วข้อเล่าถูกถ่ายทอดรัวเร็ว
ในวันนั้น เผ่ามารไร้ลักษณ์ก็เริ่มลงมือ
……
เผ่ามารรวมละล่อง
หนึ่งในเก้าเผ่ามารหลักแห่งนครวิญญาณ
“หวังเย่ผู้นี้กำลังจะสู้ตายกับเราเก้าเผ่ามารหลัก!”
ชายร่างสูงผู้หนึ่งขมวดคิ้ว
ชิวปาอัน!
หัวหน้าเผ่ามารรวมละล่อง
“ถูกต้อง เขารู้แก่ใจดีว่าสิ่งที่เราเก้าเผ่ามารหลักรับไม่ได้ที่สุดคือการที่แดนบรรพชนหมื่นมารถูกปองร้าย ขอเพียงเขาไปยังแดนบรรพชนหมื่นมาร เราเก้าเผ่ามารหลักก็ย่อมต้องทุ่มขัดขวางสุดกำลัง! นี่กล่าวได้ว่าเป็นการตัดรากถอนโคน!”
มีผู้กัดฟันกล่าว
ในโถงหลักมีผู้ทรงอำนาจจากเผ่ามารรวมละล่องอยู่มากมาย
สีหน้าแต่ละผู้ต่างยากมอง
“ในเมื่อเขาลั่นวาจาว่าจะทำ เขาก็ย่อมมีเจตนากระทำตามวาจา คิดต่อกรกับเราเก้าเผ่ามารในรวดเดียว”
ดวงตาของใครบางคนวูบไหว “จากสิ่งนี้ก็เห็นได้ว่าเขากำลังรีบ! เพราะถึงอย่างไร หากเขาไม่เร่งมือ กลยุทธ์อันชาญฉลาดสูงสุดก็คือการแยกถล่มเก้าเผ่ามารของเราทีละเผ่า”
“ทว่าเขาไม่ได้ทำ เลือกจะประกาศเหยียบย่ำแดนบรรพชนหมื่นมารทันทีที่ผ่านด่านหมาป่าสวรรค์มาได้ นั้นก็เพื่อก่อสงครามกับเราโดยเร็วและช่วยเหลือแดนเซียน!”
“หากเขาชนะ วิกฤติในแดนเซียนก็จะสลายหาย!”
ทุกคนพยักหน้า
แผนการของซูอี้นั้นเรียบง่าย ผู้ใดก็มองออก
ทว่า สิ่งที่ทำให้พวกเขาเดือดเนื้อร้อนใจนั่นก็เพราะเป้าหมายของซูอี้คือแดนบรรพชนหมื่นมาร แม้พวกเขาเก้าเผ่ามารจะมองทะลุแผนของซูอี้ พวกเขาก็ยังต้องทุ่มสุดกำลังขัดขวางอยู่ดี!
หัวหน้าเผ่าชิวปาอันกล่าวเสียงลุ่มลึก “ในเมื่อสถานการณ์เป็นเช่นนี้ ข้าจะบอกพวกเจ้าตามตรง ไม่ว่าเราจะต้องทุ่มเทเพียงไร เราต้องขวางซูอี้ผู้นั้นไว้ให้ได้ ต้องไม่ให้โอกาสเขาบุกไปถึงแดนบรรพชนหมื่นมารเป็นอันขาด!”
วาจาของเขากังวานก้อง ไม่อาจบิดพลิ้วขัดขืนได้
ทุกคนต่างตะลึง งุนงงเล็กน้อย
ชิวปาอันกล่าวเสริม “พวกเจ้าเคยได้ยินถึงการเปลี่ยนแปลงอันบังเกิด ณ แดนบรรพชนหมื่นมารเมื่อสองสามปีก่อนหรือไม่?”
ทุกคนต่างพยักหน้า
เหตุแปรผันนั้นยังคงเป็นปริศนา ถูกตัวตนบรรพกาลผู้พิทักษ์แดนบรรพชนหมื่นมารปิดข่าวเสียสนิท กระทั่งผู้ทรงอำนาจจากเก้าเผ่ามารยังรู้เพียงน้อยนิด
“เหตุพลิกผันนี้เกี่ยวข้องกับการบรรลุเทพ!”
วาจาของชิวปาอันทำให้ทุกคนในโถงอดตะลึงมิได้ การแปรเปลี่ยนอันเกี่ยวเนื่องกับโอกาสบรรลุเทพ?
หรือจะบอกว่าในแดนบรรพชนหมื่นมาร จะมีผู้ได้บรรลุเป็นเทพกัน?
ชั่วขณะนั้น ทุกสายตาต่างมองมายังหัวหน้าเผ่าชิวปาอัน รอคอยให้เขาแถลงไข
ชิวปาอันกล่าวโดยไม่ปิดบัง “ในชั่วขณะนี้ ทูตสวรรค์รับใช้เทพทั้งสามสิบหกท่าน รวมถึงตัวตนบรรพกาลของเราเก้าเผ่ามารซึ่งประจำในแดนบรรพชนหมื่นมารกำลังเตรียมตัวกันอยู่”
“ทวยเทพมอบโองการว่าขอเพียงเราเก้าเผ่ามารกระทำการตามจำนงพวกเขา พวกเขาจะเติมเต็มคำสัญญาสองข้อแก่เรา”
“หนึ่งคือ ยามวิถีบรรลุเทพปรากฏ พวกเขาจะบำเหน็จเราด้วยการรับคนส่วนหนึ่งจากเก้าเผ่ามารไปยังโลกแห่งเทพ”
ได้ยินเช่นนี้ ทุกคนก็พยักหน้าอย่างเผลอไผล
พวกเขาเองก็เคยได้ยินเรื่องนี้มาเนิ่นนาน กระทั่งวางแผนเฝ้ารอ หวังว่าตนจะมีโอกาสไปฝึกฝนยังโลกแห่งเทพ!
ชิวปาอันกล่าวต่อ “คำสัญญาข้อที่สองคือใช้อำนาจช่วยเหลือให้เก้าบรรพชนของเก้าเผ่ามารเราบรรลุเป็นเทพ!”
ทันทีที่วาจาเหล่านี้ถูกกล่าว ทุกคนก็สูดปากเฮือกตกตะลึง!
“พวกเจ้าต่างเคยได้ยินกันแล้วว่าบรรพชนเก้าเผ่ามารของเรามีอำนาจต่อสู้เทียบได้กับเทพนับแต่ช่วงต้นยุคสุดวิเวก!”
“แต่แค่เพราะอำนาจของเก้าบรรพชนแข็งแกร่งเกินไป เมื่อพยายามบรรลุเป็นเทพ พวกเขาจึงประสบหายนะร้ายกาจน่าสะพรึงกลัว ร่างวิถีของแต่ละผู้ล้วนถูกทำลาย หนีรอดมาได้เพียงจิตวิญญาณ ทำได้เพียงซุกซ่อนกบดานใน ‘สระฮุ่นตุ้น’ ของแดนบรรพชนหมื่นมาร”
ชิวปาอันกล่าวเสียงลุ่มลึก “ยามนี้ ทวยเทพรับปากจะสร้างร่างวิถีให้วิญญาณแท้เก้าบรรพชนของเราใหม่ และจัดเตรียมให้ทูตสวรรค์ลงมือกันอยู่ ยามนี้พวกเขากำลังง่วนกับภารกิจในแดนบรรพชนหมื่นมารกับเหล่าบรรพชน ขอเพียงร่างวิถีถูกซ่อมแซม วิญญาณแท้บรรพชนทั้งเก้าก็จะฟื้นกำลังสู่สูงสุด ไม่ต้องห่วงว่าจะมิได้เป็นเทพอีก!”
“เพราะเหตุนี้เอง เราเก้าเผ่ามารจึงเลือกรับใช้เทพ รับคำสั่งจากบุตรและบุตรีแห่งสวรรค์ รวบรวมกำลังพลล้านนายในนครวิญญาณเพื่อบุกแดนเซียนสุดกำลัง”
“ยามหัวเลี้ยวหัวต่อเช่นนี้ จะทนให้ร่างเวียนวัฏของหวังเย่บุกไปถึงแดนบรรพชนหมื่นมารได้หรือ?”
วาจานั้นสะท้อนทั่วโถง
เหล่าผู้ทรงอำนาจทั้งหลายจากเผ่ามารรวมละล่องล้วนตระหนักฉับพลัน
ในที่สุดพวกเขาก็เข้าใจ!
ที่แท้ การแปรเปลี่ยนในแดนบรรพชนหมื่นมารและการโจมตีแดนเซียนหนนี้ต่างก็เกี่ยวข้องกับสองคำสัญญาจากเทพ!!
บทที่ 1,928 บุตรหลานแห่งทาสเซียน
ขณะเดียวกัน ขุมกำลังโบราณอื่นๆ อย่างเผ่ามารจันทราเงิน เผ่ามารเรืองอาคเนย์ และเผ่ามารอัคคีทองต่างก็กำลังพูดถึงการไปยังแดนบรรพชนหมื่นมารของซูอี้เช่นกัน
และเก้าเผ่ามารเหล่านี้ล้วนเลือกลงมือโดยเอกฉันท์
ทั้งยังเลือกสถานที่เป็นสันเขาประหารราตรี!
……
แดนบรรพชนหมื่นมาร
บนยอดเขาทมิฬอันมีปราณฮุ่นตุ้นปกคลุม หลังลี่ฉางเซิงได้รับข่าวซึ่งเพิ่งถูกส่งมา สีหน้าของเจ้าตัวพลันแปรเปลี่ยนแตกต่างอย่างช่วยมิได้
“ว่าแล้วเชียว ทรราชผู้นี้ยังคงยอมเสี่ยงอันตรายดีกว่ายั้งมือยอมทนเหมือนเก่า”
ลี่ฉางเซิงกระซิบ
เขาสวมอาภรณ์ขาว บรรยากาศดุจเทพเซียน หนวดเครายาวไสวดุจกิ่งหลิว
ก่อนยุคอวสานเซียนบังเกิด ลี่ฉางเซิง ตัวตนอันโดดเด่น เป็นหลักเสาของเผ่ามารไร้ลักษณ์ ผู้นี้เคยประมือกับหวังเย่มาก่อน และรู้อุปนิสัยชายหนุ่มเป็นอย่างดี
“น่าเสียดายที่ยามนี้แตกต่างออกไปจากอดีต……”
ปลายนิ้วของลี่ฉางเซิงไล้ไปบนม้วนหยก “ข้าเกรงว่าเจ้าจะไม่เพียงพ่ายตรงหน้าสันเขาประหารราตรีอีกหน แต่ยังไม่อาจหวนกลับได้ด้วย!”
เป๊าะ!
ม้วนหยกเปราะหักแปรเปลี่ยนเป็นธุลี
ลี่ฉางเซิงลุกขึ้น ทะยานออกไปไกล
เขาตั้งใจจะไปปรึกษากับตัวตนบรรพกาลอื่นๆ ซึ่งประจำในแดนบรรพชนหมื่นมารนี้ว่าจะเตรียมการล่วงหน้ากันหรือไม่อย่างไร
ครึ่งเสี้ยวชั่วยามต่อมา
ลี่ฉางเซิงไปพบตัวตนบรรพกาลอื่นๆ ในโถงโบราณแห่งหนึ่ง รวมทั้งสิ้นสามสิบเก้าตน แต่ละตนล้วนมาจากเผ่ามารทั้งเก้า ยิ่งใหญ่สูงส่งอย่างยิ่ง
พวกเขาทั้งหลายล้วนเก็บตัวใช้ชีวิตในแดนบรรพชนหมื่นมารเนิ่นนานก่อนยุคอวสานเซียนบังเกิด
นอกจากนั้น มารเฒ่าตนอื่นๆ ยังกระจัดกระจายอยู่ตามที่ต่างๆ ในแดนบรรพชนหมื่นมาร แต่ในด้านฐานะและลำดับอาวุโส พวกเขาก็ไม่ได้สูงส่งเท่าผู้คนเหล่านี้
“จะว่าไป พวกเจ้าคงได้รู้ข่าวว่าซูอี้กำลังมาแล้ว ขอเข้าประเด็นเลยแล้วกัน ข้าอยากทราบว่าแต่ละท่านคิดเช่นไร?”
สายตาของลี่ฉางเซิงกวาดมองไปทั่วโถง
“เขาต้องตายที่หน้าสันเขาประหารราตรีอยู่แล้ว ไฉนต้องคิดมากด้วย?”
มีผู้เสสรวลกล่าวขึ้น
ท่าทีฉายชัดถึงความเฉยเมยไม่แยแส หาได้คิดว่าซูอี้เป็นภัยใหญ่หลวงไม่
และตัวตนบรรพกาลอีกหลายตนก็กล่าวสนับสนุน
ในนครวิญญาณ แดนบรรพชนหมื่นมารคือเขตหวงห้ามอันดับหนึ่ง แทบไร้ผู้ใดทราบว่าสถานที่นี้ลึกลับน่าสะพรึงกลัวเช่นไร
มีเพียงตัวตนบรรพกาลผู้ประจำการตลอดปีที่นี่เช่นพวกเขาเท่านั้นที่รู้ว่าตัวตนใดๆ ภายใต้ขอบเขตเทพมาที่นี่ มีแต่ต้องตาย!
ไม่ต้องพูดถึงว่ายามนี้ กำลังเก้าเผ่ามารกำลังถูกส่งไปเตรียมขัดขวางซูอี้ ณ หน้าสันเขาประหารราตรี และหวังเย่เมื่อกาลก่อนก็เคยปราชัยที่นั่น
พวกเขาเชื่อมั่นว่าอีกฝ่ายจะไม่เพียงปราชัย แต่จะมิได้หวนกลับด้วย!
ลี่ฉางเซิงพยักหน้ากล่าว “ข้าก็คิดเช่นนั้น แต่เพื่อเลี่ยงไม่ให้เกิดอุบัติเหตุใด ข้าว่าเราควรเตรียมการล่วงหน้ากันก่อนจะดีกว่า เพราะถึงอย่างไร… เรื่องใหญ่ของเก้าบรรพชนที่นี่กำลังอยู่ในขั้นตอนสำคัญ ไม่อาจให้เกิดความผิดพลาดใดๆ ได้”
หัวใจทุกผู้หนาวยะเยือก สีหน้าเคร่งขรึมขึ้นกว่าเก่ามาก
จริงเช่นนั้น! เรื่องใหญ่อันเกี่ยวกับวิถีบรรลุเทพของเก้าบรรพชน ต้องไม่เกิดเหตุผิดพลาดคลาดเคลื่อนเด็ดขาด!
“พี่ชายร่วมวิถี เราควรเตรียมการเช่นไรหรือ?”
มีผู้ถามขึ้น
ลี่ฉางเซิงครุ่นคิด อ้าปากจะกล่าวบางอย่าง
ทว่าหนึ่งเสียงพลันดังออกมาจากนอกโถงอย่างเฉียบขาดยะเยือก
“ทูตสวรรค์ซิงหลงเองก็ทราบแล้วว่าคนบาปผู้ครองวัฏสงสารกำลังมายังแดนบรรพชนหมื่นมาร”
พร้อมกันนั้น ชายชราร่างผอมสูงในชุดดำ ใบหน้าซีดขาวพลันเดินเข้ามา
ลี่ฉางเซิงและตัวตนบรรพกาลทั้งหลายลุกขึ้นต้อนรับทันใด
เพราะชายชราชุดดำผู้นี้เป็นหนึ่งในทูตสวรรค์รับใช้เทพทั้งสามสิบหก มีนามว่าจั๋วมู่ มีสถานะสูงส่งอย่างยิ่ง
และ ‘ทูตสวรรค์ซิงหลง’ ที่จั๋วมู่กล่าวถึงนั้นก็คือผู้นำสามสิบหกทูตสวรรค์! กระทั่งเก้าวิญญาณแท้บรรพชนจึงยังต้องแสนนอบน้อมถ่อมตนต่อหน้าคนผู้นี้
“ขอบังอาจถามใต้เท้าจั๋วมู่ ใต้เท้าซิงหลงมีบัญชาใดหรือ?”
ลี่ฉางเซิงกล่าวถาม
คนอื่นๆ เองก็มองมายังจั๋วมู่
จั๋วมู่กล่าวเสียงลุ่มลึก “ทูตสวรรค์ซิงหลงสั่งการว่า การสร้างร่างวิถีของเก้าวิญญาณแท้บรรพชนพวกเจ้ากำลังอยู่ในขั้นตอนสำคัญ ห้ามรบกวนเป็นอันขาด ดังนั้นโปรดร่วมมือกับเราคุ้มกันแดนบรรพชนหมื่นมาร ไม่ว่าจะเกิดเรื่องใด ห้ามถอยหนีเป็นอันขาด!”
ทุกผู้มองหน้ากันแล้วพยักหน้า
……
นครวิญญาณลือลั่นถ้วนทั่ว มรสุมกวาดสะพัดทั่วแดนดิน
และซูอี้ผู้ก่อมรสุมนี้ก็กำลังมุ่งหน้าสู่แดนบรรพชนหมื่นมารดังลั่นวาจาไว้ ณ ด่านหมาป่าสวรรค์
วูบ!
นาวาพลิกสวรรค์พาร่างซูอี้ละล่องรวดเร็วใต้ท้องนภา
เนิ่นนานหลังนาวาพลิกสวรรค์เคลื่อนผ่าน รอยผ่าตรงก็ปรากฏบนหมู่เมฆเป็นแนวยาว
คาดคิดได้ว่านาวานี้เคลื่อนละล่องรวดเร็วเพียงไร!
“คาดไว้แล้วเชียว ขุมกำลังสูงสุดจากเก้าเผ่ามารต่างไปรวมตัวกันที่ ‘สันเขาประหารราตรี’ อะไรนั่นกันหมด…”
ซูอี้นั่งอย่างผ่อนคลายที่ท้ายเรือ ยกไหสุราขึ้นดื่ม
เมื่อนึกถึงนาม ‘สันเขาประหารราตรี’ ชายหนุ่มก็อดบังเกิดความรู้สึกบางอย่างไม่ได้
กาลก่อน หวังเย่ต้องหยุดตรงหน้าสันเขาประหารราตรีและหนีจากนครวิญญาณ
ทว่าเรื่องนี้ก็ไม่ใช่เพียงการกลับบ้านมือเปล่า
เพราะก่อนเกิดศึกที่สันเขาประหารราตรี หวังเย่ก็สะบั้นหัวคนจากนครวิญญาณ ละเลงเลือดไปมากมาย
เก้าเผ่ามารเสียหายหนักหนา!
ในศึกสันเขาประหารราตรี แม้หวังเย่จะถูกขัดขวางจนต้องหลบลี้ เขาก็เข่นฆ่าจักรพรรดิมาร ณ ยามนั้นไปมากมาย!
นี่จะกล่าวว่าเป็นการกลับบ้านมือเปล่าได้เช่นไร?
หากมันเป็นความปราชัยของหวังเย่จริงๆ เก้าเผ่ามารคงแสนลิงโลดโล่งใจกันไปแล้ว
แต่ก็ไม่เป็นเช่นนั้น
เหตุการณ์แท้จริงก็คือ เดิมทีการบุกนครวิญญาณของหวังเย่ถูกเก้าเผ่ามารถือเป็นศึกอันอัปยศสูงสุดชั่วกาลนาน!
‘ด้วยความเร็วของนาวาพลิกสวรรค์ ไม่ถึงสามวัน ข้าก็น่าจะไปถึงสันเขาประหารราตรี หวังว่าหนนี้ พวกเขาจะมีสิ่งใดให้ข้าประหลาดใจได้บ้างนะ’
ซูอี้กล่าวในใจ
หลังการฝึกฝนของชายหนุ่มมาถึงระดับแกนรวมศูนย์ เขาก็ไม่อาจหาผู้ใดที่สามารถประมือด้วยได้อีก
ในนครวิญญาณ ผู้แข็งแกร่งที่สุดคือเก้าเผ่ามาร
ซูอี้หวังจริงๆ ว่าหลังกาลผ่านแสนนาน เก้าเผ่ามารจะพัฒนาขึ้นบ้าง
หากยังเป็นคู่มือเดิมๆ ที่ประสบเมื่อกาลก่อนในศึกสันเขาประหารราตรี ซูอี้คงต้องผิดหวังเป็นแน่แท้
“จะว่าไป ยามผ่านเมืองหมื่นอัคคีหนนี้ แวะสักหน่อยดีกว่า”
ซูอี้พลันจำเรื่องบางอย่างได้
กาลก่อน หวังเย่บุกนครวิญญาณ สยบทศทิศ และยามผ่านเมืองหมื่นอัคคี เขาได้พบหญิงชราผู้หนึ่งจากแดนเซียน
หญิงชราผู้นั้นเป็นขอทานในเมืองหมื่นอัคคี ร่างเหม็นหึ่งเปรอะโคลนดิน ผอมแห้ง ที่หว่างคิ้วถูกตีตราน่ารังเกียจด้วยคำว่า ‘ทาส’
เมื่อหวังเย่เดินผ่านหญิงชราผู้นั้นไป เขาก็เห็นได้ทันทีว่าอีกฝ่ายมาจากเผ่าภูตปี้อั้นแห่งแดนเซียน!
หลังจากนั้น หวังเย่ยังได้รับรู้ว่าหญิงชราเคยเป็นแม่ทัพผู้หนึ่งจากด่านสวรรค์ชั้นสามมาก่อน และขณะต่อสู้กับเผ่ามารนครวิญญาณ นางโชคร้ายถูกจับเป็น ไม่เพียงถูกทำลายการฝึกฝน ยังกลายเป็นทาส ถูกขายให้กับเมืองหมื่นอัคคี
และเหตุที่หญิงชรายอมทนความอัปยศ ใช้ชีวิตอย่างหลบๆ ซ่อนๆ นั่นก็เพราะอยากหวนคืนสู่แดนเซียนในสักวัน นางยังอยากตกตายในแดนเซียนบ้านเกิด
ขณะนั้น วาจาเหล่านี้สะเทือนใจหวังเย่ยิ่งนัก
น่าเสียดายที่ยามเขาหลบลี้จากศึกสันเขาประหารราตรีและจะพาหญิงชรากลับไปด้วย ชายหนุ่มกลับพบว่าอีกฝ่ายแข็งตายอยู่ในรางน้ำเหม็นเน่าของเมืองหมื่นอัคคี ซากศพถูกสุนัขจรจัดกัดกินไปเสียแล้ว
ท้ายที่สุด เขาก็ทำได้เพียงนำเถ้ากระดูกของหญิงชรากลับไปให้เผ่าภูตปี้อั้นทำพิธีฝัง
เหตุนี้สะเทือนใจหวังเย่อย่างมาก และสาบานไว้ว่าสักวัน เขาจะล้างเก้าเผ่ามาร เหยียบย่ำนครวิญญาณใต้เท้า……ช่วยเซียนทั้งหลายที่ถูกเผ่ามารนอกแดนจับไว้ออกมา!
ยามนี้ เมื่อซูอี้นึกถึงเรื่องนี้ได้ หัวใจของเขาพลันสะท้านไหว ตัดสินใจไปยังเมืองหมื่นอัคคีอีกครั้ง
การหวนเยือนนี้มิได้ทำเพื่อความสำราญ
แต่เป็นการรื้อฟื้นความหลัง รำลึกถึงความอัปยศแห่งอดีต!
ครึ่งวันถัดมา
เมืองหมื่นอัคคี
กาลเวลาอันยาวนานแปรเปลี่ยนเมืองหมื่นอัคคีไปอย่างสะเทือนโลกา
ซูอี้เดินปะปนกับผู้คน ทว่ากลับไม่อาจหาเค้าเดิมที่คุ้นตาได้ราวคนแปลกหน้าในแดนไม่คุ้นเคย และหลังจากลังเลอยู่ในเมืองเนิ่นนาน ท้ายที่สุดชายหนุ่มก็ส่ายหน้าหันหลังจากไป
เขาเป็นคนแปลกหน้า เดียวดายในเมืองอันมิคุ้นตา
นครวิญญาณนี้ไม่ใช่บ้านเกิดเขา
ไร้สิ่งใดให้ระลึกถึง
จนกระทั่งพ้นประตูเมือง ขณะที่ซูอี้เตรียมเดินทางมุ่งตรงสู่แดนบรรพชนหมื่นมารต่อนั้นเอง ชายหนุ่มพลันเหลือบเห็นผู้คนกลุ่มใหญ่บนอากาศไกลออกไป
เป็นยอดฝีมือจากเผ่ามารนครดารากลุ่มหนึ่ง หิ้วตัวกลุ่มบุคคลที่ถูกล่ามตรวนเอาไว้
ซูอี้เห็นได้ทันทีว่าตัวตนผู้ถูกพันธนาการเยี่ยงปศุสัตว์นั้นเป็นทายาทแดนเซียน!
เพราะที่หว่างคิ้วของพวกเขาแต่ละคนล้วนถูกตราอักษร ‘ทาส’ สีแดงฉาน!
ทายาทเซียนเหล่านี้มีเป็นร้อยๆ คน แต่ละคนถูกกลุ่มยอดฝีมือมารถูลู่ถูกังมายังเมืองหมื่นอัคคีประหนึ่งเดรัจฉาน
“ผู้ใดบอกข้าได้บ้าง ไฉนเราจึงเกิดเป็นบุตรหลานแห่งทาสเซียนอันต่ำต้อย? ต้องถูกขายเปลี่ยนมือดุจเดรัจฉานเช่นนี้?”
มีผู้ร่ำไห้คร่ำครวญ
“ข้าเกลียดนัก!”
ชายหนุ่มรูปงามในชุดเทาผู้หนึ่งกัดฟันกล่าว “ข้าเกลียดนักที่ตนมีสายเลือดทาสเซียนครึ่งหนึ่งในร่าง หากไม่ใช่เพราะแม่ข้าเป็นทาสเซียนอันต่ำต้อย ไฉนข้าต้องตกต่ำจนถึงจุดนี้ด้วย? ครรลองแห่งโลกหล้านี้… ช่างไม่ยุติธรรมเลย!!”
บางผู้ตะโกนขึ้น “ใต้เท้า! ข้าอยากเข้าร่วมกองทัพ บุกสังหารศัตรูในแดนเซียน ฆ่าพวกเหลือขอน่ารังเกียจในแดนเซียนให้หมด หวังเพียงได้ใช้ชีวิตรับใช้เผ่ามารเราไปชั่วกาล!”
ทายาทเซียนส่วนใหญ่ดูซังกะตาย ราวหมดอาลัย ปล่อยตัวตามชะตา
ไกลออกไป เมื่อซูอี้ได้ยินวาจากรุ่นก้องของทายาทเซียนเหล่านี้ เขาพลันขมวดคิ้ว
รังเกียจสายเลือดเซียนในกาย?
ถือมารดาเป็นทาสเซียนผู้ต่ำต้อย?
อยากเป็นลิ่วล้อรับใช้เผ่ามาร ไปเข่นฆ่าศัตรูที่แดนเซียน?
วาจาเหล่านี้ทำให้หัวใจของซูอี้เดือดพล่านด้วยโทสะ
วูบ!
ร่างของซูอี้ขวางทางตรงหน้าไว้ทันใด
“เจ้าเป็นใคร ไฉนจึงมาขวางทางเรา?”
ยอดฝีมือเผ่ามารผู้หนึ่งกล่าวตำหนิ
ซูอี้โบกแขนเสื้อ
ยอดฝีมือเผ่ามารทั้งหลายต่างถูกกวาดล้างสิ้น
ง่ายดายดุจปัดฝุ่น
ทายาทเซียนนับร้อยผู้ถูกถูลู่ถูกังอดประหลาดใจมิได้ พวกเขาแต่ละผู้ล้วนอื้ออึงตะลึงมองซูอี้
“ขอบคุณใต้เท้าที่ช่วยชีวิต!”
ชายหนุ่มรูปงามในชุดเทาระริกระรี้คลานเข่าเข้ามา ก้มหัวคำนับอย่างนอบน้อม
ขณะที่มีอีกหลายผู้ทรุกลงคุกเข่า ร่ำไห้ขอบคุณอย่างซาบซึ้ง
และยังมีอีกหลายคนที่ไม่ยอมคุกเข่า มองซูอี้อย่างหวาดระแวง
“ก่อนหน้านี้ เจ้าบอกว่าเจ้าเกลียดสายเลือดเซียนในกายเจ้าหรือ?”
ซูอี้ก้าวเข้ามามองชายหนุ่มรูปงามในชุดเทาผู้คุกเข่าอยู่บนพื้น
บทที่ 1,929 ฉินยี่เซียน
ชายหนุ่มรูปงามในชุดเทามองซูอี้เป็นตัวตนทรงอำนาจจากเผ่ามาร เมื่อได้ยินคำถามของซูอี้ เขาพลันกล่าวด้วยความเคารพทันที
“ถูกต้อง! ดังที่ใต้เท้ากล่าว แม่ข้าเป็นทาสเซียนต่ำต้อยน่ารังเกียจ นางสมควรได้รับความทุกข์ทรมานชั่วชีวิต!”
“แต่ข้าต่างออกไป นอกจากเลือดเซียนที่ไหลเวียนผ่านร่างของข้าแล้ว ครึ่งหนึ่งของข้ายังเป็นเลือดของพ่อเช่นกัน ตาแก่นั่นเป็นผู้แข็งแกร่งจากเผ่ามาร ทว่าน่าเสียดาย ยามเขาไปแดนเซียนเพื่อฆ่าศัตรูเมื่อนานมาแล้ว เขาถึงแก่ความตาย ไม่มีวันได้กลับมาอีก”
เมื่อชายหนุ่มรูปงามพูดเกี่ยวกับพ่อ สีหน้าของเขาเต็มไปด้วยความเศร้าสร้อย “หากไม่ใช่เพราะเหตุนั้น ข้าคงไม่มีวันตกต่ำจนถึงจุดนี้ โชคยังดี ครั้งนี้ใต้เท้าช่วยชีวีตข้าเอาไว้ ดังนั้นข้าจึงยังไม่ถูกขายเป็นทาส!”
ทันใดนั้น น้ำเสียงสั่นเครืออีกเสียงพลันดังขึ้น “ข้าก็เหมือนกัน! ใต้เท้า แม้ข้าจะเกิดมาจากทาสผู้ต่ำต้อย แต่ตัวข้าก็ถือตนเองเป็นลูกหลานของเก้าเผ่านครวิญญาณเสมอมา ขอเพียงท่านให้โอกาสข้า ข้าจะติดตามท่านตลอดไป!”
ขณะกล่าว ตัวคนเผยสีหน้าโหดเหี้ยม พูดอย่างภาคภูมิว่า “ขอเรียนใต้เท้าตามตรง เมื่อปีที่แล้ว ข้าฉวยโอกาสจากความไม่พร้อมของผู้คน เพื่อฆ่าแม่ผู้เป็นทาสเซียนที่ต่ำต้อยด้วยมือของตนเอง! ไม่ นางไม่สมควรที่จะเป็นแม่ของข้าด้วยซ้ำ นางต่ำต้อยเกินไป แย่ยิ่งกว่าหมูหรือสุนัขเสียอีก!”
ซูอี้ตกตะลึง
เขามองสีหน้าตื่นเต้นระคนยินดีของอีกฝ่ายยามพูดเกี่ยวกับการฆ่าแม่ตัวเอง ก่อนที่ความโกรธจะพลันปะทุขึ้นในใจอย่างยากจะควบคุม
ในนครวิญญาณ มีกองกำลังมารทั้งน้อยใหญ่
ไม่เหมือนกับแดนเซียน นครวิญญาณนั้นมีลำดับชั้นเคร่งครัด สถานะถูกตัดสินด้วยสายเลือด มารในโลกถูกแบ่งออกเป็นสาม หก และเก้าชั้น ชั้นสูงสุดคือบรรพชนมารทั้งเก้า
ชั้นต่ำสุด คือลูกหลานของเผ่ามารสายเลือดผสม
ในบรรดาพวกเขา ท่ามกลางมารเลือดผสม ลูกหลานของทาสเซียนต่ำต้อยที่สุด!
แม่ของลูกหลานทาสเซียนเหล่านี้ ล้วนเป็นนักโทษจากศึก ณ แดนเซียน หลังถูกพามานครวิญญาณ ตัวคนจะถูกกดขี่อย่างอัปยศอดสู และถูกเรียกว่าทาสเซียน
ส่วนลูกหลานที่พวกนางให้กำเนิดจะถือเป็นลูกหลานของทาสเซียน เมื่อแรกเกิด ตรงหว่างคิ้วจะถูกตีตราด้วยคำว่า ‘ทาส’ ที่ไม่อาจลบเลือนได้
ในนครวิญญาณ ลูกหลานของทาสเซียนถือเป็นตัวตนที่ต่ำต้อยที่สุด แทบจะไม่สามารถหลบหนีจากหายนะต่างๆ ได้
ผู้ชายจะถูกใช้แรงงานทาสจนตาย
ผู้หญิงจะถูกขายเป็นทาสชั้นต่ำ เพื่อคอยปรณนิบัติรับใช้เผ่ามารชั่วนิรันดร์ ชะตาของพวกนางน่าเวทนานัก
ซูอี้ล้วนทราบเรื่องเหล่านี้เป็นอย่างดี
แต่ชายหนุ่มไม่คาดคิดว่าลูกหลานของทาสเซียนที่เห็นในวันนี้ จะไม่รังเกียจมารที่ทำให้พวกตนตกเป็นทาส หากทว่ากลับยังเกลียดชังสายเลือดเซียนที่ไหลเวียนในกายอีกด้วย!
ถึงขั้น… มีบางคนบ้าพอที่จะฆ่าแม่ของตัวเองเพราะเหตุนี้!!
นี่เรียกว่าไร้มนุษยธรรม ไร้มโนธรรมโดยแท้!
หลังจากสงบจิตใจแล้ว ซูอี้มองผู้อื่น “แล้วเจ้าเล่า?”
หลังจากนั้น หลายคนรีบยื้อแย่งพูดเช่นกัน ต่างแสดงความเกลียดชังต่อสายเลือดทาสเซียนในร่างกาย ซึ่งมันล้วนไม่ใช่การเสแสร้ง ต่างคนต่างระบายความคับข้องที่อยู่ในใจออกมา
มีเพียงคนกลุ่มน้อยเท่านั้นที่ยังคงเงียบ
“ข้าต่างจากพวกเขา!”
ทันใดนั้น หญิงสาวหน้าตาสละสลวยในชุดสามัญกล่าวขึ้น
นางคล้ายกับวิตกยิ่ง จำต้องรวบรวมความกล้าก่อนจะพูดออกมา ริมฝีปากเม้มแน่น มือกำเป็นหมัด เผยความประหม่าที่อยู่ในใจออกมา
“ต่างอย่างไรหรือ?” ซูอี้มอง
“ข้าไม่เคยคิดว่าตัวเองเป็นทาสเซียน! สิ่งที่ข้าเกลียดชัง ไม่ใช่สายเลือดเซียนที่ไหลเวียนอยู่ในร่างข้า!”
หญิงสาวสามัญกัดฟันแล้วกล่าวว่า “ต่อให้ใต้เท้าจะฆ่าข้า ข้าก็จะยังพูดเช่นเดิม!”
ทันใดนั้น ความโกลาหลพลันบังเกิดในพื้นที่
สายตาของผู้คนจำนวนมากที่มองหญิงสาวเปลี่ยนไป คิดในใจว่านี่ไม่เท่ากับรนหาที่ตายหรือ?
โดยเฉพาะชายหนุ่มรูปงาม ที่กล่าวด้วยเสียงคมปลาบว่า “นังนี่! หากเจ้าไม่ใช่ลูกหลานของทาสเซียน แล้วจะถูกค้าขายไปมาเยี่ยงสิ้นค้าได้อย่างไร? จะถูกเชือดเหมือนปศุสัตว์ได้อย่างไร?”
หญิงสาวสูดหายใจเข้า สีหน้าค่อยๆ แน่วแน่ กล่าวว่า “ผู้ที่ข่มเหงข้า คือเผ่ามารในนครวิญญาณต่างหาก! ดังนั้นมันจะข้องเกี่ยวกับสายเลือดของข้าได้อย่างไร? หรือลูกหลานของเซียนควรเป็นคนบาปโดยกำเนิดงั้นหรือ?”
ขณะกล่าว นางมองซูอี้ “ข้าพูดจบแล้ว หากใต้เท้าอยากฆ่าข้า… ข้าก็ยินดีน้อมรับ!”
บรรยากาศน่าหดหู่ สายตาของทุกคนที่มองไปยังหญิงสาวสามัญ เต็มไปด้วยความเวทนา
ซูอี้ถามว่า “เจ้าอยากกลับไปแดนเซียนหรือไม่?”
ทุกคนตกตะลึง แทบไม่อยากเชื่อหูตัวเอง
หญิงสาวสามัญแข็งทื่อเช่นกัน
ซูอี้กล่าวอย่างอบอุ่นว่า “ขอแนะนำตัวเอง นามของข้าคือซูอี้ มาจากแดนเซียน และเหตุที่ข้ามานครวิญญาณ ก็เพื่อทำลายเผ่ามารทั้งเก้า!”
ตูม!
ทุกคนที่นี้ราวกับถูกฟ้าผ่า ต่างประหลาดใจเป็นอย่างยิ่ง
ก่อนหน้านี้ พวกเขาล้วนมองว่าซูอี้เป็นตัวตนทรงอำนาจจากเผ่ามาร แต่ใครจะคาดคิดว่า พวกเขาคิดผิดมหันต์!!
ชายหนุ่มรูปงามและคนอื่นผู้คุกเข่าอยู่กับที่ ถึงขั้นสิ้นหวังยิ่งกว่า สีหน้าของพวกเขาซีดเซียว
เป็นแบบนี้ได้อย่างไร?
ทำไมคนจากแดนเซียน ถึงมาเดินอยู่ในนครวิญญาณได้?
เขากระทั่งขู่อีกว่าจะกำจัดเก้าเผ่ามาร คนผู้นี้… หรือว่าจะเป็นคนบ้า!?
หญิงสาวสามัญดวงตาเบิกกว้างเช่นกัน สีหน้าเต็มไปด้วยความประหลาดใจ
มันเป็นเรื่องยากที่นางจะเชื่อทั้งหมดนี้ได้
“อย่างนี้นี่เอง! ท่าน… ท่านคือใต้เท้าจอมราชันอนันตรัตติกาล!”
ทันใดนั้น ชายชราผู้หนึ่งพลันตะโกนด้วยความตื่นเต้น “เมื่อสองวันก่อน มารเหล่านั้นกำลังพูดถึงการกระทำของใต้เท้า บอกว่าท่านทะลวงด่านหมาป่าสวรรค์อีกครั้ง ก่อนเข้าสู่นครวิญญาณ!!”
เขากล่าวด้วยความตื่นเต้น
ขณะที่คนอื่นในพื้นที่ พากันอ้าปากค้าง ก่อนจะเข้าใจ!
ซูอี้!
นามที่ไม่คุ้นเคยสำหรับพวกเขา
แต่เมื่อสองวันก่อน ข่าวเกี่ยวกับทรราชหวังเย่สร้างความฮือฮาไปทั่ว ต่อให้เป็นผู้คนที่ถูกลดชั้นเป็นทาสก็ตาม พวกเขาทั้งหมดต่างได้ยินมารทรงอำนาจทั้งหลายพูดคุยเกี่ยวกับเรื่องนี้!
ทว่า ไม่มีใครคาดคิดว่าตรงหน้าเมืองหมื่นอัคคีนี้ ชายหนุ่มชุดคลุมสีเขียวที่พวกเขาเห็นจะเป็นทรราชผู้ถูกมารทั้งมวลเกลียดชัง!
“จอมราชันอนันตรัตติกาล…”
หญิงสาวสามัญตื่นเต้นยินดี ดวงตาของนางทอประกาย
ส่วนชายหนุ่มรูปงามและคนอื่น สีหน้าทุกคนซีดเผือด ครุ่นคิดถึงสิ่งที่พูดก่อนหน้านี้ ร่างก็ทรุดลงไปกองกับพื้น
“ใช่แล้ว นั่นข้าเอง”
ซูอี้กล่าวตามตรงว่า “ไม่จำเป็นต้องปกปิดกันแล้ว”
เขามองหญิงสาวสามัญ กล่าวว่า “ขอเพียงเจ้าพยักหน้า เมื่อข้าออกจากนครวิญญาณแล้ว ข้าจะพาเจ้าออกไปทันที”
ผ่านไปสักพัก ผู้ชมตกอยู่ในความเงียบ ทุกคนมีสีหน้าซับซ้อน
สายตาจำนวนมากต่างหันมองไปทางหญิงสาวสามัญ นัยน์ตาเผยความอิจฉาริษยา
ถึงแม้พวกเขาจะเป็นลูกหลานทาสเซียน แต่พวกเขาจะไม่รู้ได้อย่างไร ว่าตัวตนในตำนานอย่างจอมราชันอนันตรัตติกาล ย่อมมากพอจะเปลี่ยนชะตาชีวิตของพวกเขาได้?
“ข้า…”
หน้าอกของหญิงสาวสามัญผู้นั้นขยับไหวขึ้นลงอย่างรวดเร็ว
เมื่อทุกคนคิดว่านางกำลังตอบตกลง หญิงสาวกลับส่ายหน้า!
“ตั้งแต่ข้ากำเนิดเกิดมา ก็อยู่แต่ในนครวิญญาณแห่งนี้ แม่ของข้าเคยกล่าวไว้เช่นกัน ว่าเลือดครึ่งหนึ่งของเผ่ามารไหลเวียนอยู่ในร่างข้า และต่อให้ข้ากลับแดนเซียนไป มันก็รังแต่ถูกปฏิเสธและรังเกียจอยู่ดี!”
น้ำเสียงของหญิงสาวสามัญเผยความขมขื่น
สิ่งที่เรียกว่ากลืนไม่เข้าคายไม่ออกมันเป็นแบบนี้นี่เอง
ในนครวิญญาณ สายเลือดเซียนของนางทำให้กลายเป็นทาสที่ต่ำต้อยที่สุด
แต่ในแดนเซียน เพราะมีสายเลือดมารไหวเวียนอยู่ นางจึงถูกรังเกียจในฐานะคนบาป!
หัวใจของซูอี้พลันเต็มตื้น หวนคิดถึงประสบการณ์ชีวิตของหวังเย่ แม่ของเขา……ก็แปดเปื้อนด้วยตัวตนทรงอำนาจของเผ่ามารเช่นกัน!
แล้วหวังเย่ จะไม่มีสายเลือดเผ่ามารไหลเวียนอยู่ในร่างกายได้อย่างไร?
ในวัยเด็ก ยามที่แม่เสี่ยงชีวิตเพื่อส่งตัวเขากลับแดนเซียน สิ่งที่หวังเย่ได้รับไม่ใช่อิสรภาพ แต่เป็นการถูกจองจำในกรง มีชีวิตแขวนอยู่บนเส้นด้าย!
ส่วนประสบการณ์ชีวิตของหญิงสาวสามัญนางนี้ ช่างคล้ายกับหวังเย่นัก!
ความจริง ซูอี้เข้าใจชัดเจนเช่นกัน ว่าประสบการณ์ชีวิตเช่นนี้ไม่ใช่ความโดดเดี่ยว ทั่วทั้งนครวิญญาณจะต้องมีหลายคนที่เหมือนกับหญิงสาวสามัญเป็นแน่
“หากเจ้าปรารถนา ข้าสามารถช่วยคลี่คลายปัญหาทั้งหมดให้ได้” ซูอี้กล่าวอย่างจริงจัง
แต่หญิงสาวสามัญยังคงปฏิเสธ กล่าวอย่างจริงจังว่า “ถ้าผู้อาวุโสเต็มใจช่วยข้าจริง ข้าหวังว่า… ข้าหวังว่าผู้อาวุโสจะให้โอกาสข้าในการฝึกฝน”
“เหตุใดเล่า?” ซูอี้สับสน
ในส่วนลึกของดวงตาหญิงสาวสามัญ เปลวเพลิงแห่งความเกลียดชังพลันลุกโหม นางตอบว่า “ข้าอยากล้างแค้นให้แม่ด้วยตัวเอง! อยากฆ่ามารที่ทำให้พวกข้ากลายเป็นทาส!”
“เพราะพวกมัน ทำให้พวกข้าเป็นเช่นนี้!”
“ถึงแม้ตัวข้าน้อยจะอ่อนแอ แต่ขอเพียงได้รับโอกาส ข้าจะเปลี่ยนแปลงทุกสิ่ง และจะไม่ยอมให้พวกข้าที่ถูกมองว่าเป็น ‘ลูกหลานของทาสเซียน’ ถูกฆ่าเหมือนดั่งปศุสัตว์อีก!”
หลังพูดจบ ทุกคนต่างตกอยู่ในความเงียบงัน
สายตาของผู้คนจำนวนมากที่มองหญิงสาวสามัญเปลี่ยนไป
ด้วยนึกไม่ถึงเลยว่า หญิงสาวที่ละเอียดอ่อนผู้นี้ จะสามารถพูดจาได้ทรงพลังยิ่งนัก!
ซูอี้มองหญิงสาวสามัญด้วยความชื่นชม ถามว่า “มีอย่างอื่นอีกหรือไม่?”
หญิงสาวสามัญลังเล จากนั้นตอบเสียงต่ำว่า “ข้าปรารถนาที่จะพลิกฟ้าคว่ำดิน ทำให้นครวิญญาณเปลี่ยนไปจากเดิม อยากลบล้างลำดับที่ครอบงำโดยเก้าเผ่ามาร ทว่า… ข้ารู้ว่านี่เป็นภาพลวงที่ไม่มีวันเป็นจริง…”
“ภาพลวงหรือ?”
ดวงตาของซูอี้ลุ่มลึกและจริงจัง “ไม่ ข้าสามารถให้โอกาสเช่นนั้นได้ ทว่ามันก็ขึ้นอยู่กับว่า เจ้าสามารถคว้ามาได้หรือไม่!”
หญิงสาวสามัญตกตะลึงราวกับไม่อยากเชื่อหูตัวเอง
“ตอบข้ามาก่อน เจ้าชื่ออะไร” ซูอี้ถาม
“ฉินยี่เซียน!” หญิงสาวสามัญไม่คิดซ้ำสอง
“ยี่เซียน คิดถึงแดนเซียนที่เป็นบ้านเกิดหรือไม่?” ซูอี้ถามอย่างแผ่วเบา
ขณะถาม เขาสะบัดแขนเสื้อ
พรึ่บๆๆ!
มีเสียงอู้อี้ดังขึ้น ก่อนชายหนุ่มรูปงามกับอีกหลายสิบคนจะชีวิตดับดิ้น ทำให้ทุกคนที่อยู่ในพื้นที่หวาดกลัว ต่างหน้าถอดสีและเผยความหวาดกลัวออกมา
แต่ซูอี้กลับกล่าวเพียงว่า “สวะพวกนี้มีอยู่ทั่วทั้งนครวิญญาณ จำนวนน่าจะไม่ใช่น้อยๆ ข้าฆ่าพวกมันทีละคนไม่ได้ เรื่องนี้ ข้าฝากเจ้าจัดการได้หรือไม่?”
หญิงสาวสามัญนามฉินยี่เซียนตอบอย่างไม่ลังเลว่า “หากข้ามีความสามารถที่จะทำ ย่อมไม่มีใครรอดไปได้!”
ซูอี้ก้าวมาข้างหน้า แตะหว่างคิ้วของฉินยี่เซียนด้วยปลายนิ้วอย่างแผ่วเบา ก่อนตรา ‘ทาส’ อันโดดเด่นจะถูกลบล้างในทันที
ในเวลาเดียวกัน เขาประทับตรามรดกลงไป ทิ้งไว้ข้างในห้วงความนึกคิดของฉินยี่เซียน
“โอกาสนี้ ข้ามอบให้เจ้า ในอนาคตก็ขึ้นอยู่กับเจ้าแล้ว”
หลังจากกล่าวจบ ซูอี้พลันหันหลังแล้วจากไป
ในนครวิญญาณนี้ ยังพอหลงเหลือลูกหลานของทาสเซียนที่มีนิสัยแข็งแกร่งและจิตใจดี ทำให้ซูอี้รู้สึกนับถือยิ่งนัก
แต่มันก็แค่นั้น
เส้นทางแห่งการฝึกฝนมันไม่ง่าย
ทั้งหมดที่เขาทำได้ คือมอบโอกาสให้กับฉินยี่เซียน!
ส่วนในอนาคตนางจะสามารถไปได้ไกลแค่ไหน ทุกสิ่งล้วนขึ้นอยู่กับนาง
“แต่ว่า เมื่อข้ากำจัดทั้งเก้าเผ่ามาร ลำดับในนครวิญญาณย่อมพังทลายเป็นแน่ โลกหล้าจะตกอยู่ในความโกลาหลปั่นป่วน”
ซูอี้ลอบกล่าวว่า “ท่ามกลางความโกลาหล มันคือบันไดสู่การเลื่อนขั้น หากฉินยี่เซียนสามารถคว้าโอกาสเอาไว้ได้ นางก็สามารถใช้โอกาสเพื่อเลื่อนขั้นได้”
ขณะครุ่นคิด นาวาพลิกสวรรค์นำพาชายหนุ่มตัดผ่านอากาศธาตุ มุ่งหน้าสู่สันเขาประหารราตรี!
บทที่ 1,930 สันเขาประหารราตรี!
เผ่ามารเปลวทอง
“ผู้อาวุโสใหญ่ ทุกคนในเผ่าได้เข้าสู่เขตลับมารมายาแล้วขอรับ”
ทาสชราคนหนึ่งรีบเข้ามาในโถงหลักเพื่อรายงาน
“ดี ไปได้แล้ว”
ผู้อาวุโสใหญ่ของเผ่ามารเปลวทองที่มีนามว่าจินคุนพยักหน้า
ทาสชราหันหลังแล้วจากไป
ผู้อาวุโสใหญ่จินคุนถอนหายใจยาวออกมา
ตอนนี้ ตัวตนระดับจักรพรรดิมารของทั้งเก้าเผ่าได้ไปที่สันเขาประหารราตรีแล้ว
และหากไม่มีจักรพรรดิมารเหล่านี้คอยดูแล อำนาจของทั้งเก้าเผ่าอาจหดหายจนแทบไม่เหลือ
ส่วนเขตลับมารมายา คือฐานที่มั่นลับที่เผ่ามารเปลวทองควบคุมอยู่ หากตัวคนซ่อนอยู่ข้างใน ย่อมไม่มีใครในโลกหล้าสามารถค้นหาได้!
“หวังเย่ เจ้าช่างยิ่งใหญ่นัก เพราะการมาถึงของเจ้า จึงได้สร้างแรงกดดันให้กับเก้าเผ่ามารของพวกข้าต้องต่อสู้ และจำต้องให้สมาชิกในเผ่าซ่อนตัวล่วงหน้า!”
จินคุนพึมพำ
สีหน้าของเขาหมองหม่น จิตใจหดหู่
การที่คนคนหนึ่งจะแข็งแกร่งหรือไม่ ไม่ได้ขึ้นอยู่กับคำพูดคำจาว่าดุดันแค่ไหน
และเพียงแค่มองดูยามตัวคนปรากฏตัวขึ้น มันก็ชัดเจนตั้งแต่แรกเห็นแล้ว!
สามวันก่อน ร่างกลับชาติมาเกิดของหวังเย่ได้ทะลวงด่านหมาป่าสวรรค์ ดาบชี้ตรงไปยังแดนบรรพชนหมื่นมาร ทันทีที่ข่าวกระจายออกไป ทั่วทั้งนครวิญญาณก็เป็นต้องตกตะลึง
พวกเขาเก้าเผ่ามาร……เป็นจ้าวปกครองนครวิญญาณ แต่กลับถูกจูงจมูก จนต้องระดมกำลังต่อสู้ และพาผู้คนหลบหนีเข้าสู่เขตลับมารมายาพร้อมกัน!
นี่คือความน่ากลัวของหวังเย่!
แม้จะผ่านมานานแสนนานแล้ว ก็ไม่จำเป็นต้องให้ผู้อื่นกล่าวเกินจริงจนโอ้อวด เพียงชื่อเสียงเรียงนามก็สามารถปลุกระดมโลกหล้า ทำให้ทั่วทั้งแดนดินสั่นสะเทือนได้!!
“ปิงหยิ่ง หากมีข่าวเกิดขึ้นครั้งต่อไป จงแจ้งให้ข้าทราบเร็วที่สุดเท่าที่จะทำได้”
จินคุนไม่หยุดเพียงแค่นั้น เขาถ่ายทอดคำสั่งต่อว่า “ถึงแม้จะไม่อาจเป็นสักขีพยานว่าร่างเวียนวัฏของหวังเย่ตกตายได้อย่างไร แต่เพียงได้ทราบข่าว ข้าก็พอใจแล้ว!”
“ขอรับ!”
บนหลังคาของโถงหลัก มีนกดุร้ายที่ตัวปกคลุมด้วยหมอกเย็นเยือกสีน้ำเงิน ดวงตาคมปลาบราวกับสายฟ้าของมันกำลังจ้องมองคู่สนทนา
และทันทีที่ตอบตกลง นกดุร้ายพลันแผดเสียงกรีดร้องด้วยความหวาดกลัวออกมา ร่างกายสั่นสะท้าน
“เกิดอันใดขึ้น?”
หัวใจของจินคุนสั่นสะท้าน
นกดุร้ายพูดติดอ่าง “นายท่าน ขะ ขะ…เขาอยู่ที่นี่!”
“ใคร?”
จินคุนขมวดคิ้ว ดูสับสนเล็กน้อย
นี่คือดินแดนของเผ่ามารเปลวทอง มีค่ายกลสังหารทุกหนแห่งที่สามารถกำราบและสังหารตัวตนระดับจักรพรรดิมารได้ ไม่ว่าจะเป็นผู้ใด หากไม่ได้รับอนุญาต ก็อย่าหมายที่จะย่างเท้าเข้ามาได้!
“ขะ…ขะ…”
นกดุร้ายตนนั้นสั่นสะท้านไปทั้งร่าง ราวกับหวาดกลัวยิ่ง และก่อนจะทันได้กล่าวจบประโยค มันก็หวาดกลัวเสียจนหมดสติไป ร่างตกลงจากหลังคาดังตุบ
จินคุนพลันลุกขึ้น ตระหนักได้ว่ามีบางอย่างผิดปกติ แล้วตะโกนออกมาในทันทีว่า “มา!”
น้ำเสียงนี้ราวกับฟ้าร้องดังลั่นไปทั่วทั้งนอกโถงหลัก สั่นสะเทือนยันกระเบื้อง
แต่สิ่งที่รออยู่กลับเป็นเสียงฝีเท้าของคนผู้หนึ่ง
ฝีเท้าเป็นเอกลักษณ์ ทำให้ผู้คนรู้สึกเกียจคร้านสบายอารมณ์
และทันทีที่เสียงเข้าใกล้ จินคุนพลันเห็นชายหนุ่มในชุดคลุมสีเขียวกำลังเข้ามา
เขามาคนเดียว ท่วงท่าเกียจคร้าน ราวกับเข้าสู่ดินแดนที่ไร้ซึ่งผู้ใด!
“เจ้า…”
สีหน้าของจินคุนพลันเปลี่ยนไป “เจ้าคือหวังเย่!?”
ซูอี้ยิ้ม แล้วตอบว่า “ใช่แล้ว”
จินคุนเข่าอ่อน จนแทบจะกระแทกกับพื้น
มีความคิดเดียวในใจของเขา ‘จบแล้ว!’
……
สองวันต่อมา
ณ สันเขาประหารราตรี
ตัวภูเขาทอดยาวราวกับคูเมืองคดเคี้ยวไปมา และปกคลุมด้วยเมฆฝนสีดำตลอดทั้งปี
ผู้นำทั้งเก้าเผ่ามารกับตัวตนอาวุโสระดับจักรพรรดิมารนับร้อยได้รวมตัวกันที่ตรงกลางเขาแล้ว
เปรี้ยง!
บนท้องนภามีเมฆฝนฟ้าคะนอง เส้นสายอัสนีเคลื่อนไปมา
เห็นได้ชัดเจนเลยว่า ม้วนภาพสีฟ้าที่มีความยาวหนึ่งหมื่นจั้ง ลอยอยู่ในความว่างเปล่า กลิ่นอายแห่งเทพคล้ายข้อห้ามสะท้อนอยู่ภายในนั้น ลวดลายลับนับไม่ถ้วนพลุ่งพล่านอยู่ในนั้น
“ด้วย ‘แผนที่กักสวรรค์’ ที่เทพมอบให้ พวกเราก็ไม่จำต้องหวาดกลัวหายนะเทพอีกต่อไป พวกเราทุกผู้สามารถใช้พลังอย่างสุดกำลังได้แล้ว!”
ชายชรามองม้วนภาพอันกว้างใหญ่บนท้องนภาด้วยดวงตาร้อนผ่าว
แผนที่กักสวรรค์!
สมบัติล้ำค่าแห่งยุคสมัยที่ทวยเทพมอบให้ถูกควบคุมโดย ‘ทูตสวรรค์ซิงหลง’ ในปฏิบัติการเพื่อจัดการซูอี้ผู้นี้ เก้าเผ่ามารได้หยิบยืมมาใช้
“แม้กลุ่มจักรพรรดิมารจากเก้าเผ่ามารจะเข้าสู่แดนเซียน ตัวคนก็ไม่ได้อยู่ในนครวิญญาณ ทว่าด้วยพละกำลังของพวกเรา ย่อมมากพอที่จะจัดการซูอี้ที่นี่อย่างแน่นอน!”
ใครบางคนกล่าวอย่างภาคภูมิใจ
สันเขาประหารราตรีในวันนี้ มีจักรพรรดิมารรวมตัวกันหนึ่งร้อยเจ็ดคน และมีจักรพรรดิมารระดับสุดลึกล้ำรวมอยู่ในนั้นสิบแปดคน!
การวางกำลังเช่นนั้น มากพอจะกวาดล้างทุกหนแห่งในนครวิญญาณได้
นอกจากนี้ ใกล้กับสันเขาประหารราตรียังมีการติดตั้งตาข่ายแห่งสวรรค์และปฐพีเอาไว้ ในขณะที่ในมือของจักรพรรดิมารจากเก้าเผ่ามาร ยังมีอาวุธสังหารขนาดใหญ่จำนวนมากถูกเตรียมไว้!
ทั้งหมดนี้ทำให้พวกเขาเต็มไปด้วยความมั่นใจ
“พอมองดูแดนเซียนกับนครวิญญาณแล้ว มีเพียงทรราชผู้นั้นที่คู่ควรจะให้พวกเราลงแรง หากเขาตกตายที่นี่ในวันนี้ ข้าจะถ่ายทอดคำสั่งด้วยตัวเอง จากนั้นรวบรวมสหายจากทั่วทุกมุมโลก จัดงานเลี้ยงเฉลิมฉลองสามวันสามคืน!”
ใครบางคนตั้งตารอให้ถึงวันดังกล่าว
“อย่าเพิ่งมีความสุขไป หลังจากทรราชถูกทำลายแล้วจริงๆ ไว้พูดเรื่องนี้ก็ยังไม่สาย”
ใครบางคนกล่าวอย่างสงบว่า “ทุกท่านอย่าลืม ทูตสวรรค์เหล่านั้นได้กล่าวไว้แล้วว่า ถึงแม้ร่างเวียนวัฏของทรราชผู้นี้จะมีระดับการฝึกฝนอยู่ที่ระดับแกนรวมศูนย์ก็จริง แต่พลังต่อสู้ของเขาขัดกับสวรรค์ ซึ่งมากพอที่จะคุกคามชีวิตของตัวตนระดับสุดลึกล้ำได้!”
ทุกผู้พยักหน้า
ส่วนเรื่องราวของซูอี้นั้น พวกเขามีข้อมูลไม่มากนัก และทราบเพียงรายละเอียดการต่อสู้ในงานเลี้ยงลูกท้อจากทูตสวรรค์เหล่านั้น
แต่ถึงอย่างนั้นก็ไม่มีผู้ใดกล้าประมาท
เนื่องจากเป็นการต่อสู้ที่งานเลี้ยงลูกท้อ จึงทำให้การกระทำของซูอี้สะดุดตาเกินไป!
เขาไม่เพียงสังหารผู้คนขอบเขตมหาศาลจำนวนมากเท่านั้น แต่ยังสังหารบุตรแห่งสวรรค์เป็นจำนวนมากอีกด้วย!!
เพราะเหตุนี้ พวกเขาจึงลำบากตรากตรำ ระดมฝูงชนตั้งกลุ่มสังหารขึ้นตรงหน้าสันเขาประหารราตรี และรอคอยอย่างใจจดใจจ่อ
หากเป็นคนอื่น ย่อมไม่มีสิทธิ์ที่จะได้รับการปฏิบัติเช่นนี้จากพวกเขา!
“หลังจากผ่านมานานแสนนาน ความบาดหมางระหว่างพวกเรากับทรราชผู้นั้นจะมาถึงจุดสิ้นสุดเสียที สิ่งนี้มันทำให้ข้ารู้สึกเหมือนกับกำลังฝันด้วยซ้ำ”
ใครบางคนถอนหายใจ
ผู้อื่นเองก็รู้สึกแบบเดียวกัน
เพราะไม่มีใครคาดคิดว่า ตอนกองกำลังจากนครวิญญาณนับไม่ถ้วนโจมตีแดนเซียน จู่ๆ ซูอี้คนนั้นจะบุกเข้านครวิญญาณ
ทุกสิ่งดูฉุกละหุกเกินกว่าที่พวกเขาคาดคิดอย่างสิ้นเชิง!
“ครั้งนี้เขามาแน่”
สายตาของใครบางผู้สงบลง “การที่เขามา มันย่อมหมายความว่า พลังของเขาตัวคนเดียวไม่สามารถจัดการกองทัพนับไม่ถ้วนของนครวิญญาณ ณ แดนเซียนได้ ดังนั้นเขาจึงยอมเสี่ยงเข้ามายังนครวิญญาณของพวกเราเพียงลำพัง”
“หมายความว่า เขากำลังเดิมพัน! หากชนะ ไม่เพียงแค่สร้างความเสียหายให้กับเก้าเผ่ามารได้อย่างสาหัสเท่านั้น แต่ยังคลี่คลายหายนะในแดนเซียนได้อีกด้วย ฆ่านกสองตัวด้วยหินก้อนเดียว”
ทุกผู้พยักหน้า
กลยุทธ์ของอีกฝ่ายนั้นเรียบง่ายยิ่ง แต่มันก็มีประสิทธิภาพมากเช่นกัน
อย่างน้อยในตอนนี้ เก้าเผ่ามารต้องระดมกำลังต่อสู้ เพื่อรอสู้กับซูอี้ในสันเขาประหารราตรี
แต่หากซูอี้แพ้พ่าย เขาไม่เพียงแค่ตายเท่านั้น แต่ทุกผู้ในแดนเซียนก็จะสูญเสียการสนับสนุนเช่นกัน และกลายเป็นอาหารของพวกเขาในนครวิญญาณ!
“ไม่ว่าครั้งนี้ต้องทุ่มเท่าไร เขาจะต้องถูกโค่นให้ได้!”
ใครบางคนกล่าวเสียงต่ำ ซึ่งเปี่ยมด้วยจิตสังหาร
“ทุกท่าน เขาอยู่ที่นี่แล้ว!”
ทันใดนั้น ใครบางผู้พลันกล่าวด้วยน้ำเสียงลุ่มลึก
เปรี้ยง!
ในท้องนภาและเมฆฝนฟ้าคะนอง เสียงสะเทือนของฟ้าร้องพลันดังก้อง ทำให้ทั่วทั้งทศทิศสั่นสะท้าน
ฟ้าแลบส่องสว่างฟ้าดิน สะท้อนร่างของตัวตนอาวุโสในเก้าเผ่ามาร ทำให้ร่างของพวกเขาวูบไหวไปมา
สายตาของพวกเขาล้วนมองไกลออกไป
นาวาลำเล็กเคลื่อนผ่านท้องนภาหมองหม่น
บนนาวาลำนั้นมีร่างสูงโปร่งยืนอยู่ ตัวคนสวมชุดคลุมสีเขียวที่พลิ้วตามสายลม
เป็นซูอี้!
นี่เป็นครั้งแรกที่ตัวตนอาวุโสจากเก้าเผ่ามารได้เห็นชายหนุ่ม สายตาของพวกเขาจึงลอบตรวจสอบขึ้นลง
“ทรราช เจ้ายังจำที่นี่ได้หรือไม่?”
ทันใดนั้น ชายร่างกำยำที่มีความสูงสามจั้งพลันยืนขึ้น จากนั้นจึงทะยานไปยังท้องนภา
ดวงตาคล้ายระฆังของเขามองซูอี้ที่อยู่ไกลออกไป เผยรอยยิ้มกว้าง “ในตอนแรก เจ้าถูกขวางไว้ที่นี่ จำต้องหนีอย่างแตกตื่น ทว่าใครจะคาดคิดว่าหลังจากผ่านมายาวนาน เจ้าจะกล้ากลับมาที่นี่อีก!..นี่เจ้าไม่กลัวตายจริงๆ หรือ?”
ทว่าซูอี้เพียงชำเลืองมองคนผู้นี้ ก่อนที่ทันใดนั้นจะยกมือแล้วฟาดลงไป
ชิ้ง!
ปราณดาบปรากฏขึ้นจากอากาศธาตุเหนือศีรษะของชายร่างกำยำ ก่อนฟันลงมาในชั่วพริบตา
ตู้ม!
สุญญะแยกออก ปราณดาบระเบิด
ถึงแม้ชายร่างกำยำจะปัดป้องการโจมตีเอาไว้ได้ แต่ทั่วทั้งร่างยังคงถูกดาบฟัน ชุดเกราะบนร่างกายฉีกขาด ทิ้งแผลลึกไว้ตรงหน้าอก!
หนึ่งดาบสร้างบาดแผลให้กับจักรพรรดิมารระดับลึกล้ำ!!
เหตุการณ์อันกดดันนี้ ทำให้เปลือกตาของทุกผู้กระตุก ในใจรู้สึกตกตะลึง
ร่างเวียนวัฏของทรราชผู้นี้… คล้ายจะน่ากลัวกว่าข่าวที่ลือกันมา!
“ข้าไม่ได้มาที่นี่ เพื่อฟังเจ้าพูดจาไร้สาระ”
ตอนนี้ ซูอี้ก็กล่าวอย่างสงบว่า “มา ขอดูหน่อยเถิดว่าหลังจากผ่านมานานแสนนาน พวกเจ้าจะก้าวหน้ามากเพียงใด!”
เปรี้ยง!
นภาร้องก้องปั่นป่วน ฟ้าดินสั่นสะเทือน
เขาอยู่บนนาวาพลิกสวรรค์ แสงสว่างที่เหมือนดาบพร่ามัวโปรยปรายลงมาจากร่างสูงโปร่งของชายหนุ่ม ขณะที่ดวงตาลุ่มลึกกวาดมองพื้นที่เบื้องหน้า มันเต็มไปด้วยความเหยียดหยันและเหินห่าง
ท่วงท่าอวดดี โอ่อ่า ไร้เทียมทานเช่นนั้น ดูแล้วราวกับคมดาบที่ไม่มีใครเทียบได้ในโลกหล้า!
จนตัวตนระดับจักรพรรดิมารของเก้าเผ่ามารอดไม่ได้ที่จะรู้สึกเคารพยำเกรง
พอได้พบกับซูอี้จริงๆ พวกเขาพลันรู้สึกว่า ศัตรูเก่าที่พวกเขาเกลียดชังมานานแสนนาน ต่อให้เพิ่งกลับชาติมาเกิด ก็ยังคงทรงพลังจนทำให้ผู้คนสั่นสะท้านเช่นเดิม
“อยากรีบสู้หรือ? เหอะ เจ้าควรมองดูคนเหล่านี้ก่อน แล้วค่อยตัดสินใจว่าจะทำอย่างไร”
ทันใดนั้น ชายผมยาวแดงพลันเดินออกมา สะบัดแขนเสื้อ
พรึ่บๆๆๆ!
ท้องนภาราวกับมีฝนโปรยปราย ร่างร่วงหล่นสู่พื้น เป็นผู้คนนับหมื่น รวมกันเป็นกลุ่มใหญ่!
คนเหล่านี้ล้วนมีอาการสาหัส
จากชุด หน้าตา และร่างกายของพวกเขา เขาสามารถบอกได้ทันทีว่าคนเหล่านี้คือยอดฝีมือในแดนเซียน!!
“เอาตัวประกันมาขู่ข้าหรือ?”
น้ำเสียงของชายหนุ่มสงบ “วิธีเก่าแก่เช่นนี้ยังจะกล้าเอามาใช้อีก ไม่คิดว่ามันไร้ค่าบ้างหรือ?”
ผู้ชายผมยาวสีแดงยิ้มแล้วกล่าวว่า “ยิ่งวิธีเก่าแก่เท่าไร ยิ่งมีประโยชน์เท่านั้น!”
“ข้าอาจจะพูดจาขวานผ่าซาก ทว่าคนเหล่านี้ที่เจ้าเห็นอยู่ตรงหน้าล้วนมาจากช่วงยุคอวสานเซียน เป็นเหยื่อที่เก้าเผ่ามารในแดนเซียนจับเป็นมา แต่ละคนเกี่ยวข้องกับเจ้าไม่มากก็น้อย”
“พวกเขาบางผู้มาจากตำหนักอนันตรัตติกาล บ้างก็มาจากศาลเซียนรวมศูนย์ บ้างก็เป็นนักรบที่คุ้มกันเก้าด่านสวรรค์ของแดนเซียนมาเป็นเวลาหลายปี”
“ตอนที่จับเป็นพวกเขา เป้าหมายของพวกข้าก็คือการให้เจ้าเห็นด้วยตาตัวเองในสักวันหนึ่งว่า ชะตากรรมของผู้คอยรับใช้เจ้านั้น ช่างน่าเวทนาเพียงใด!”
เมื่อพูดถึงตรงนี้ ชายผมยาวสีแดงพลันเผยรอยยิ้มชั่วร้ายไปทางซูอี้ พลางกล่าวเน้นทีละคำว่า “หากเจ้าไม่สนใจชีวิตของพวกเขาจริง เช่นนั้นก็ลงมือให้มากเท่าที่ต้องการเลย!”