บันทึกตำนานราชันอหังการ [ 剑道第一仙 ] - บทที่ 1936-1940
บทที่ 1,936 ที่มาแห่งฮุ่นตุ้น
มหาสงครามบังเกิด
ซูอี้ตกอยู่ในวงล้อม
อำนาจของเก้าหุ่นเชิดแห่งเทพพวยพุ่งเยี่ยงพายุโหมกระหน่ำ เพียงพอจะสะเทือนโลกา บดขยี้ตัวตนขอบเขตมหาศาลได้สบายๆ
กระทั่งบุตรสวรรค์ผู้ไร้เทียมทานยังไม่อยู่ในสายตา!
ทว่าสิ่งนี้กระตุ้นจิตต่อสู้ของซูอี้ ทั้งความภาคภูมิและโลหิตต่างร้อนเร่า
“ฆ่า!”
เขาเหวี่ยงหมัดรวดเร็วประหนึ่งอสนีบาต ทรงพลังเดือดพล่านเยี่ยงเตาหลอมฟ้าดิน ปราณดาบทะยานจากร่างของชายหนุ่มเยี่ยงกระแสธาร โรมรันกับเก้าหุ่นเชิดแห่งเทพอย่างดุเดือด
กดดันมหาศาล!
ทั่วทิศถล่มราบ!
แต่ยิ่งเป็นเช่นนั้น เขายิ่งปรีดาและลงมืออย่างไร้การปิดบัง
เปรี้ยง!
ปราณดาบอาละวาด รัศมีเรื่อเรืองแผ่กระจาย
ฟ้าดินดูประหนึ่งถูกพลิกกลับ บรรพตลำธารรอบข้างทลายแหลก
“คนผู้นี้รับมือกับการล้อมโจมตีของเก้าหุ่นเชิดแห่งเทพได้หรือนี่?”
ทูตสวรรค์ซิงหลงดูไม่อยากเชื่อ
เขากับทูตสวรรค์คนอื่นๆ ต่างซ่อนตัวอยู่ไกลๆ อยู่แล้ว เมื่อเห็นอำนาจต่อสู้อันร้ายกาจที่ซูอี้สำแดง หัวใจของทุกผู้ก็อดสั่นสะท้านมิได้
ครึ่งเทพ!
หากเป็นในโลกแห่งเทพ มันหาได้ยากยิ่ง มีเพียง ‘ผู้ถูกเลือกจากสวรรค์’ ในขุมกำลังยักษ์ใหญ่สูงสุดบางแห่งเท่านั้นจะมีอำนาจต่อสู้ในขอบเขตมหาศาล
ทว่าซูอี้นั้นแตกต่างออกไป
การฝึกฝนที่เขาสำแดงออกมาอยู่ในระดับแกนรวมศูนย์แท้ๆ แต่กลับประชันกับเก้าหุ่นเชิดแห่งเทพระดับครึ่งเทพได้ด้วยตัวคนเดียว!
ชวนตะลึงจริงแท้
“เราทั้งหลายล้วนคำนวณพลาด คนผู้นี้ราวเปลี่ยนเป็นคนละคน ไม่อาจเทียบกับอำนาจต่อสู้ในงานเลี้ยงลูกท้อได้แล้ว!”
มีผู้กล่าวขึ้นมา
“หากไม่ใช่เช่นนั้น เขาจะบุกฝ่าด่านหมาป่าสวรรค์ ข้ามนครวิญญาณมาถึงแดนบรรพชนหมื่นมารได้เช่นไร?”
ใครอีกคนกัดฟันกล่าว
ยิ่งอีกฝ่ายแข็งแกร่ง พวกเขาก็ยิ่งหวาดกลัว!
เปรี้ยง!!
เกิดเสียงดังทึบสนั่นหล้า
ซูอี้ผู้ถูกล้อมโจมตีหลายต่อหลายหนถูกแสงทองสายหนึ่งฟาดจนร่างกระเด็นถอย
หุ่นเชิดแห่งเทพทั้งหลายฉวยโอกาสนี้กระหน่ำโจมตีซ้ำอย่างไร้ความเกรงใจกันในทันที
“อย่ารีบสิ ศึกยังไม่จบหรอก”
ชายหนุ่มหัวเราะลั่น จากนั้นเขาก็พลิกฝ่ามือ ดาบแห่งโลกาพุ่งทะยานออกพร้อมกับวจีดาบสะเทือนจิต ขวางการโจมตีของเก้าศัตรูร้ายไว้ได้ในทันที
ตู้ม!
เมื่อดาบอยู่ในมือ อำนาจของชายหนุ่มพลันทะยานสูงขึ้นอีก ทั่วทั้งร่างเปี่ยมภาวะดาบพร่างพรมดุจน้ำตก และเข้าโรมรันกับศัตรูร้ายทั้งเก้าอีกหนอย่างดุเดือด
ปราณดาบคำรนดุจปรากฏนรกวัฏสงสารขึ้นเป็นครั้งคราว
บางหนก็เปรียบประหนึ่งธารดาราเก้าสวรรค์โปรยปรายชำระหยินหยาง
ชั่วขณะนั้น สนามศึกเต็มไปด้วยแสงดาบดุดัน อำนาจดาบยิ่งใหญ่น่าสะพรึงกลัวพร่างพรมทั่วทั้งแดนดิน
แต่ต้องกล่าวว่าหุ่นเชิดแห่งเทพเหล่านั้นน่าสะพรึงกลัวยิ่ง เพระาระหว่างศึกอันดุเดือด พวกมันปิดกั้นเส้นทางของซูอี้อย่างแน่นหนาจนไม่อาจเล็ดลอด
“มิได้แล้ว หากเป็นเช่นนี้ต่อไป ต้องมีบางสิ่งผิดแผนไปแน่นอน!”
เมื่อเห็นว่าไม่อาจฆ่าอีกฝ่ายได้ในกาลอันสั้น ทูตสวรรค์ซิงหลงก็อดร้อนใจไม่ได้
เขากัดฟันออกคำสั่ง “สั่งเก้าหุ่นเชิดแห่งเทพให้ใช้วิชาสูงสุด นำชัยชนะมาโดยไว!”
“ได้!”
เก้าทูตสวรรค์พยักหน้า จากนั้นก็ใช้ยันต์กลไกในมืออันเปรียบเช่นกุญแจบงการหุ่นเชิดแห่งเทพทันที
ทันใดนั้น เก้าหุ่นเชิดแห่งเทพในสนามรบต่างกู่คำรามดังกึกก้อง
ร่างดุจเทพมารของพวกเขาเรืองรัศมีเจิดจรัส อำนาจทะยานสูงทีละขั้น!
ดวงตาของซูอี้หรี่ลงเล็กน้อย นี่หรืออำนาจที่แท้จริงของหุ่นเชิดแห่งเทพ?
น่ากลัวจริง!
หากเป็นยามก่อนบรรลุระดับแกนรวมศูนย์ เขาต้องพ่ายแพ้เป็นแน่!!
“ฆ่า!”
เก้าหุ่นเชิดแห่งเทพร่วมมือล้อมโจมตี ทรงพลังขึ้นกว่ากาลก่อนไม่รู้กี่เท่า อำนาจของชายหนุ่มจึงถูกสยบลงในทันที
สถานการณ์คับขันร้ายแรง!
หลังเห็นเช่นนี้ ทูตสวรรค์ซิงหลงและคณะก็อดตื่นเต้นตามกันมิได้ และผ่อนคลายสบายใจกันมากกว่าเก่าก่อน
“หากเราจับคนบาปนี่ได้ในหนนี้ จะเป็นผลงานเลิศล้ำชั้นหนึ่งแน่!”
ทูตสวรรค์ผู้หนึ่งลุ้นรอ
ขณะที่ผู้อื่นอดคาดหวังตามมิได้
ไม่ต้องสงสัยเลยว่า ขอเพียงจับตัวอีกฝ่ายได้ แม้แต่การขออนุญาตเข้าไปฝึกฝนในศาลเต๋าตรีวิสุทธิ์ ณ โลกเทพ มันก็จะกลายเป็นเพียงเรื่องเล็กน้อย!
นอกจากนั้นยังได้รับความชื่นชมจากเหล่าเทพ หนทางในภายหน้าย่อมไร้ที่สิ้นสุด!
ทูตสวรรค์ซิงหลงกระซิบ “โอกาสนี้ต้องคว้าให้มั่น แม้จะต้อง… เสียหายอย่างหนักหนาก็ตามที!”
สถานการณ์ในสนามรบของซูอี้ทวีความอันตรายขึ้นทุกขณะ
ให้ความรู้สึกประหนึ่งพร้อมตกตายทุกเมื่อ!
ทว่ายามนี้เอง……
ชิ้ง!!
หนึ่งวจีดาบกังวานก้อง
โลงดาบหกชุ่นใบหนึ่งปรากฏขึ้น เพียงอำนาจดาบอันน่าสะพรึงกลัวของมันก็หยุดการโจมตีของหุ่นเชิดแห่งเทพทั้งเก้าได้!
“นี่……”
ทูตสวรรค์ซิงหลงและคณะต่างตะลึงงัน ความคาดหวังในใจมลายสูญ
“สยบ!”
เสียงของซูอี้ดังขึ้นในสมรภูมิ ฝ่ามือสะบัดฟาด
ตู้ม!
โลงดาบหกชุ่นกู่ก้อง ระเบิดปราณดาบสะเทือนสวรรค์ชั้นฟ้าเข้าสยบ
เก้าหุ่นเชิดแห่งเทพนั้นแสนน่าสะพรึงกลัว แต่เมื่อถูกปราณดาบฮุ่นตุ้นปราบลง พวกเขากลับเหมือนต้องอสนีบาต อำนาจน่าสะพรึงกลัวที่มีถูกสยบไว้จนสิ้น!
เสียงปะทะดังสนั่นลั่น ร่างของเก้าหุ่นเชิดแห่งเทพถูกกดลงกับพื้นจนไม่อาจเคลื่อนไหวได้อีก
หนึ่งดาบปราบเก้าหุ่นเชิดแห่งเทพอันเปรียบได้กับครึ่งเทพ!!
และร่างกลางเวหาของซูอี้ก็ตั้งตรงตระหง่านดุจเทวา!
ทูตสวรรค์ซิงหลงและคณะต่างตะลึงตกใจ
งุนงงปั่นป่วนในสมอง
เมื่อครู่ คนผู้นี้จะเพลี่ยงพล้ำปราชัยอยู่แล้วแท้ๆ แต่เพียงชั่วพริบตา เขาก็พลิกสถานการณ์ ปราบเก้าหุ่นเชิดแห่งเทพลงด้วยหนึ่งดาบ!
ใครเล่าจะไม่ประหลาดใจ?
ผู้ใดบ้างไม่เกรงกลัว?
เปรี้ยง!
ปราณดาบฮุ่นตุ้นแผ่ออกและเข้าจองจำเก้าหุ่นเชิดแห่งเทพไว้อย่างแน่นหนา
ซูอี้กล่าวขึ้นจากกลางอากาศ “เก้าหุ่นเชิดแห่งเทพนี้เลิศล้ำยิ่งนัก หากใช้เพียงความแข็งแกร่งของข้าเพียงอย่างเดียว การต่อสู้รอบเดียวก็ยังหวังชนะได้ แต่หากรับมือเก้าตน… ย่อมยากเกินไป……”
น้ำเสียงของเขาเจือความเสียดาย
ทุกผู้ “……”
ผู้ฟังทั้งหลายล้วนเงียบดุจป่าช้า จิตหลุดละล่อง หัวใจราวสลายเป็นจุณ
เก้าหุ่นเชิดแห่งเทพนั่นเทียบกับครึ่งเทพได้เชียวนะ!!
แต่ใครเล่าจะคาดคิดว่าพวกมันจะถูกสยบเช่นนี้?
ทูตสวรรค์เหล่านั้นสะเทือนใจเสียจนสิ้นหวัง
และในยามนี้เองที่เขาลงมืออย่างเย็นชา
ปราณดาบสายหนึ่งปรากฏขึ้นกลางอากาศ แปรเปลี่ยนเป็นกรงดาบกักขังร่างของเก้าทูตสวรรค์ไว้จนไม่อาจกระดุกกระดิกในทันใด
“แย่แล้ว!”
ทูตสวรรค์ซิงหลงกำลังจะเผ่นหนี
เปรี้ยง!
หนึ่งปราณดาบโปรยลงจากสรวง พุ่งทะยานเร็วรี่ดุจสายฟ้า ทะลวงอำนาจคุ้มกายของทูตสวรรค์ซิงหลง ดับสูญไปทันควัน!
ซูอี้ไม่คิดแม้แต่จะเหลือบแล เขามาหาเก้าทูตสวรรค์และเอื้อมคว้าออกไป
เก้ายันต์กลไกถูกดึงมาอยู่ในมือ
นี่คือสมบัติอันใช้ควบคุมหุ่นเชิดแห่งเทพ!
“สมบัตินี้ใช้อย่างไรหรือ?”
เขาตรวจสอบไปเรื่อยๆ จนพบว่าการใช้ยันต์กลไกนี้ต้องใช้เคล็ดวิชาพิเศษ
สีหน้าของอีกฝ่ายเปี่ยมความลนลานสิ้นหวัง
ได้ยินเช่นนี้ หนึ่งในพวกเขาก็กล่าวขึ้นเสียงสั่น “หากข้าบอก เจ้าจะให้หนทางรอดแก่ข้าได้หรือไม่?”
ซูอี้ครุ่นคิดสักพักแล้วพยักหน้า “ได้สิ”
ว่าแล้ว เขาก็สะบัดแขนเสื้อ
เก้ากรงดาบซึ่งผนึกทูตสวรรค์ทั้งเก้าอยู่สลายไป
ชายหนุ่มกล่าว “ทิ้งเคล็ดวิชาไว้ แล้วกลับไปบอกฮั่วเจี้ยนเฟิงว่ายามข้ากลับไปแดนเซียน ข้าจะสะบั้นหัวเขา”
“เจ้า…จะปล่อยเราไปจริงๆ หรือ?”
ทูตสวรรค์ทั้งหลายไม่อาจเชื่อลง
“จะเชื่อหรือไม่ เจ้าก็ไร้ทางเลือกอื่นมิใช่หรือ?”
ทูตสวรรค์ทั้งหลายมองหน้ากัน ราวกับลอบสนทนาบางอย่างอยู่
ท้ายที่สุด พวกเขาก็นำม้วนหยกชิ้นหนึ่งส่งให้อีกฝ่าย
เมื่อตรวจสอบดูแล้วไม่พบปัญหา เขาจึงโบกมือกล่าวว่า “พวกเจ้าไปได้”
เก้าทูตสวรรค์ดูพรั่นพรึงอย่างเห็นได้ชัด ราวกับกลัวซูอี้จะนึกเสียใจกลับคำ ทว่าท้ายที่สุดพวกเขาก็กัดฟันหันหลังจากไป
จนกระทั่งพวกเขาออกไปพ้นแดนบรรพชนหมื่นมารและไม่เห็นอีกฝ่ายไล่ตามมาสังหาร ในที่สุดทุกผู้จึงเชื่อว่าพวกตนรอดแล้วจริงๆ!
ทุกผู้พากันหนีกระเจิงทันใด
และที่ริมสระฮุ่นตุ้น ซูอี้ก็ใช้ยันต์กลไกทั้งเก้าพร้อมกัน
ส่งบัญชาแก่เก้าหุ่นเชิดแห่งเทพแต่ละตนว่า……
ยอมจำนนต่อเขาเสีย!
เป็นไปตามนั้น เก้าหุ่นเชิดแห่งเทพพลันหยุดดิ้นรน กลับกลายเป็นนิ่งสงบเชื่อฟัง
เขาลบปราณดาบฮุ่นตุ้นซึ่งผนึกหุ่นเชิดแห่งเทพทั้งเก้าไว้ออก หัวใจทั้งรู้สึกพอใจในรางวัลและเสียดาย
พอใจที่เก้าหุ่นเชิดแห่งเทพเหล่านี้มีประโยชน์อย่างยิ่ง!
เก้ายอดฝีมืออันเทียบได้กับครึ่งเทพนั้นเพียงพอกวาดล้างทุกตัวตนใดในโลกหล้าได้!!
ทว่าอาจจะยากจัดการกับบุตรและบุตรีแห่งสวรรค์ก็เป็นได้
เพราะถึงอย่างไร บุตรและบุตรีแห่งสวรรค์เหล่านั้นต่างถือครองสมบัติเทพแห่งยุคสมัยกันทั้งสิ้น อาวุธสังหารร้ายแรงเช่นนั้นเพียงพอเป็นภัยต่อหุ่นเชิดแห่งเทพเหล่านี้ได้
แน่นอน หากหุ่นเชิดแห่งเทพเหล่านี้ต่างมีสมบัติเทพแห่งยุคสมัยตนละชิ้น บุตรและบุตรีแห่งสวรรค์เหล่านั้นก็ย่อมไร้กำลังต่อต้าน
ส่วนสิ่งที่เขาเสียดายก็คือ ในศึกเมื่อครู่ เขาไม่ได้ต่อสู้อย่างสุดกำลัง ด้วยไม่อยากทำให้หุ่นเชิดแห่งเทพเหล่านี้เสียหาย จึงไร้ความสาแก่ใจในการใช้กำลังตนโค่นศัตรู
“รับ!”
หลังจากนั้นไม่นานซูอี้ก็ใช้ยันต์กลไกทั้งเก้า เพียงคำนึง เก้าหุ่นเชิดแห่งเทพก็หดเหลือเพียงฝ่ามือ ลอยล่องอยู่ตรงหน้าชายหนุ่ม
หกบุรุษสามสตรี รูปลักษณ์แตกต่าง ทว่าก็เป็นบรรพชนของเก้าเผ่ามารเช่นกัน
ในอดีต พวกเขากล่าวได้ว่าเทียบเทียมเทวาในนครวิญญาณ ดุจเก้าเสาหลักแห่งเก้าเผ่ามาร
ใครเล่าจะคาดคิดว่าเก้าบรรพชนเหล่านั้นจะถูกนำมาสร้างเป็นหุ่นเชิด?
สิ่งนี้ยิ่งยืนยันสัจธรรมที่ว่า เมื่ออำนาจไม่ได้ยิ่งใหญ่เทียมเทพ ร่วมมือกับเทพไปก็มีแต่กลายเป็นเครื่องมือ!
ไฉนทูตสวรรค์ในแดนเซียนในยุคสุดวิเวกจึงถูกทวยเทพคุมขัง?
ท้ายที่สุดแล้ว เทพผู้สูงส่งเหล่านั้นก็ไม่มีทางมองผู้คนจากแดนเซียนด้วยสายตาจริงจังหรอก!
นอกจากนั้น เนื่องด้วยตำแหน่งเทพมีจำกัด พวกเขาผู้กระเหี้ยนกระหือรือย่อมอยากจะทำลายทุกคนที่มีโอกาสในการบรรลุเทพ ดังนั้นมีหรือคนพวกนั้นจะใจดีพอจะช่วยผู้อื่นบรรลุเทพ?
บรรพชนเก้าเผ่ามารเหล่านี้ถูกหลอกใช้จนตัวตาย!
พวกเขาคิดว่าทวยเทพรับปากจะช่วยสร้างร่างวิถีใหม่ กรุยทางให้พวกเขาบรรลุเป็นเทพในภายหน้า หารู้ไม่ว่าทวยเทพถือพวกตนเป็นวัตถุดิบสร้าง ‘หุ่นเชิด’ เท่านั้น!
ช่างน่าสลดเสียนี่กระไร?
ส่วนเก้าทูตสวรรค์ที่เขาปล่อยไปนั้น ซูอี้หาใส่ใจไม่
ลิ่วล้อไร้สำคัญซึ่งเสียหุ่นเชิดแห่งเทพไปเก้าตน สิ่งที่รออยู่ก็ย่อมเป็นโทษทัณฑ์!
กล่าวคือ แม้ชายหนุ่มจะไม่ตามไปไล่ฆ่า พวกเขาก็ต้องรับโทสะจากทวยเทพกันอยู่ดี
ซูอี้ส่ายหัว ไม่คิดเรื่องนี้ต่อ จากนั้นก็เก็บเก้าหุ่นเชิดแห่งเทพไป และมองไปที่สระฮุ่นตุ้นซึ่งห่างออกไป
หลังศึกอันสะท้านสะเทือน แดนดินรอบข้างในโลกเร้นลับนี้พังเรียบไปเนิ่นนาน
มีเพียงสระฮุ่นตุ้นนี้ที่ไร้รอยขีดข่วนใดๆ
“นี่คือที่มาฮุ่นตุ้นของบรรพชนทั้งเก้าผู้ให้กำเนิดเก้าเผ่ามารหลักหรือ?”
ชายหนุ่มเดินไปหามัน
บทที่ 1,937 ยุคมืด
สระนั้นไม่ได้กว้างนัก มีระยะเพียงสามสิบจั้ง
ทว่าในนั้นมีหมอกฮุ่นตุ้นลอยอยู่ในอากาศอย่างหนาแน่น อำนาจที่มาของมหาวิถีบริสุทธิ์ควบแน่นเป็นกระแสธารเวียนวนในสระ สะท้อนนิมิตลึกลับสารพัดราวแรกกำเนิดฮุ่นตุ้น
ปราณอันก่อกำเนิดมีทั้งกระจ่างและขุ่นมัว ปราณกระจ่างละล่องลอยแปรเปลี่ยนเป็นท้องนภา ปราณขุ่นมัวแปรเปลี่ยนเป็นปฐพี บังเกิดพิกัดฟ้าดิน ปราณมารดาฟ้าดินอุบัติ พัฒนาเป็นบรรพตลำธาร พฤกษาหย่อมหญ้า……
ไม่นานนัก สุริยัน จันทรา และดวงดาราผุดพราย วัฏจักรวนเวียนเคลื่อนซ้ำ ฟ้าดินเวียนฤดูกาล สรรพสิ่งแปรผันตามครรลอง
ตามด้วยอสนีบาตเลื่อนลั่น วัฏจักรเป็นตายทำลายและสรรค์สร้าง โลกหล้าบังเกิดชีวิตจิตวิญญาณ……
นิมิตกำเนิดจักรวาลนี้สะท้อนวนเวียนอยู่ในสระฮุ่นตุ้น ให้ความรู้สึกเก่าแก่โบราณที่ชวนตกตะลึง
ซูอี้ยืนมองอยู่ที่ริมสระฮุ่นตุ้นชั่วขณะ จนท้ายที่สุดเขาก็ตัดสินใจ
เก็บตัวฝึกฝนอยู่ที่นี่สักพัก!
“พวกเจ้าทั้งเก้าตนแยกกันไปพิทักษ์เก้าด่านป้องกันที่ชายแดนนครวิญญาณที”
ชายหนุ่มโบกแขนเสื้อ เก้าหุ่นเชิดแห่งเทพปรากฏขึ้น “ชั่วกาลต่อจากนี้ ไม่ว่าผู้ใดจะมาจากโลกภายนอก ฆ่าให้หมดอย่าละเว้น”
ว่าแล้ว เขาก็ขานนามด่านป้องกันทั้งเก้าแห่งให้หุ่นเชิดแห่งเทพทั้งเก้าแต่ละตนฟังโดยใช้กระแสปราณ
“ทราบ!”
หุ่นเชิดแห่งเทพทั้งเก้ารับบัญชาแล้วลงมือทันที
หุ่นเชิดแห่งเทพนั้นมีจิตวิญญาณและร่างวิถีครบถ้วนแตกต่างจากหุ่นเชิดทั่วไป เพียงแต่ร่างและวิญญาณนั้นถูกควบคุมโดยลวดลายลับวิถีเทพมากมายเยี่ยงเส้นไหมบงการหุ่นเชิด ทำให้ผู้ควบคุมออกคำสั่งแก่หุ่นเชิดแห่งเทพได้ราวแขนขาตน
สิ่งที่น่าอัศจรรย์ที่สุดก็คือ หุ่นเชิดแห่งเทพเหล่านี้พัฒนาฝีมือเองได้!
ทว่าข้อเสียเดียวของพวกมันคือ ไม่อาจเลื่อนขอบเขตการฝึกฝนได้อีก ทำได้เพียงฟื้นอำนาจวิถีเต๋าที่ใช้ไป
แต่ถึงเช่นนั้น อาวุธร้ายแรงอย่างหุ่นเชิดแห่งเทพก็กล่าวได้ว่าน่าสะพรึงกลัวแล้ว
สาเหตุที่ซูอี้ออกคำสั่งเช่นนี้ ก็เป็นเพราะเขาแน่ใจมากว่าเมื่อข่าวที่เขาบุกแดนบรรพชนหมื่นมารแพร่ออกไป ทัพมารจากนครวิญญาณซึ่งแทรกซึมเข้ามาในแดนเซียนจะต้องถอนกำลังกลับไปยังนครวิญญาณกันโดยเร็วที่สุดเป็นแน่!
และเมื่อพวกเขากลับมา ก็ต้องผ่านด่านหน้าพิทักษ์แดนทั้งสิบสามแห่งเหล่านั้น
หุ่นเชิดแห่งเทพมีเก้าตน เพียงพอจะบดขยี้ทัพนับล้านของนครวิญญาณ ละเลงเลือดทั่วทั้งดินแดนได้!
สรุปคือเขาจะลอบโจมตีศัตรูในรังเก่า ขวางทัพนครวิญญาณผู้กลับมาจากแดนเซียนไว้!
ส่วนซูอี้ก็ไร้ความจำเป็นต้องกลับแดนเซียนอย่างเร่งร้อน
เพราะหาจำเป็นไม่
เมื่อข่าวแพร่ออกไป แดนเซียนก็จะคลายหายนะไปเอง
“ข้ามายังนครวิญญาณได้เจ็ดวันแล้ว ไม่รู้เลยว่าสถานการณ์ในแดนเซียนเป็นเช่นไร……”
ขณะครุ่นคิด เขาก็นั่งขัดสมาธิในสระฮุ่นตุ้น
ทันใดนั้น อำนาจที่มาฮุ่นตุ้นอันหนาแน่นก็หลั่งไหลเข้าสู่ร่างชายหนุ่ม พลังปราณทั่วทั้งกายพวยพุ่งอย่างบ้าคลั่ง
สำหรับซูอี้ในทุกวันนี้ โอสถเซียนระดับสุดลึกล้ำยากจะสนองความต้องการฝึกฝนของเขาได้
และโอสถเซียนระดับสุดลึกล้ำก็เป็นสมบัติล้ำค่าหายากที่สุดในแดนเซียนแล้ว!
จึงคาดเดาได้ว่าการพัฒนาการฝึกฝนเป็นเรื่องยากสำหรับเขาอย่างไร
หากพึ่งพาเพียงความพากเพียรฝึกฝน ชั่วกาลหลายพันปีการฝึกฝนก็อาจไม่พัฒนาแม้แต่น้อย!
โชคดีที่ชายหนุ่มไม่เคยฝากความหวังในการฝึกฝนไว้กับความเพียร
เหมือนเช่นยามนี้ อำนาจอันหลอมรวมอยู่ในสระฮุ่นตุ้นนั้นเป็นแหล่งฮุ่นตุ้นของนครวิญญาณ จนโอสถเซียนระดับสุดลึกล้ำมิอาจเทียบชั้นได้
และมีคุณประโยชน์ต่อการฝึกฝนของเขาอย่างน่าเหลือเชื่อ!
กระทั่งบันทึกผลกรรมยังออกมาดูดซับอำนาจในสระฮุ่นตุ้น
จากวาจาของมัน ไม่ว่าจะเป็นที่มาฮุ่นตุ้นของแดนเซียนหรือนครวิญญาณ มันก็คืออำนาจที่เก่าแก่ที่สุดในยุคสมัยนี้ และเป็นประโยชน์ต่อสมบัติลับแห่งฮุ่นตุ้นเช่นมันอย่างยิ่ง!
ไม่นานนัก ซูอี้ก็จมลงสู่ภวังค์สมาธิอันลึกล้ำ
และเตาเสริมสวรรค์ก็ไล่เก็บสินสงครามในแดนบรรพชนหมื่นมารนี้อย่างแข็งขัน……
แดนบรรพชนหมื่นมารแห่งนี้คือเขตหวงห้ามอันดับหนึ่งของเก้าเผ่ามาร ตลอดกาลผันผ่าน มีเจ้าเฒ่าระดับจักรพรรดิมารมากมายมาประจำอยู่ที่นี่
เมื่อเจ้าเฒ่าเหล่านั้นตายหมดแล้วในยามนี้ สินสงครามที่เหลือไว้ก็กลายเป็นเพียงโอกาสงามบนผืนพิภพที่รอการเก็บเกี่ยว!
……
“หลังจากทรราชหวังเย่บุกตีด่านหมาป่าสวรรค์แตก เขาก็บุกทะลวงเข้าไปและสามารถกำชัยขาดลอยในศึกสันเขาประหารราตรี ทั้งยังสังหารจักรพรรดิมารจากเก้าเผ่ามารไปถึงร้อยเจ็ดตน!”
“ต่อมา ทรราชหวังเย่ได้บุกไปถึงหน้าแดนบรรพชนหมื่นมาร และตัวตนบรรพกาลทั้งสี่สิบที่นำโดยจักรพรรดิมารไร้เทียมทานลี่ฉางเซิง ก็ได้กลายเป็นซากศพด้วยดาบของทรราชหวังเย่!”
“แล้วขณะนี้ หวังเย่ก็ได้เข้าไปในแดนบรรพชนหมื่นมารแล้ว!”
“กล่าวกันว่า… แดนบรรพชนหมื่นมารล่มสลายไม่เหลือดี!”
ระหว่างที่เขาเก็บตัวฝึกฝน ข่าวเช่นนี้ก็แพร่ไปทั่วทั้งนครวิญญาณดุจพายุโหม เกิดเสียงอื้ออึงสะท้านแดนดิน
“ทรราชนั่นเพิ่งบุกฝ่าด่านหมาป่าสวรรค์ไปได้เมื่อสามวันก่อน แต่สามวันต่อมาก็เข้าไปในแดนบรรพชนหมื่นมารแล้วหรือ?”
ไม่อาจทราบได้ว่ามีผู้คนมากมายเพียงไรตะลึงงัน คล้ายไม่อาจเชื่อวาจานี้ได้
สามวัน!
บุกทะลวงโดยไร้อุปสรรค ดาบชี้ที่ใด พลันไร้ผู้ต้านทานหยุดยั้ง?
“สันเขาประหารราตรีราบเป็นหน้ากลอง จักรพรรดิมารที่สุดจากเก้าเผ่ามารไร้ผู้ใดเหลือรอด! กระทั่งผู้พิทักษ์แดนบรรพชนหมื่นมารก็ตายเรียบหรือ!?”
เมื่อทราบข่าว ไม่อาจทราบได้ว่ามีผู้หลั่งเหงื่อมากมายเพียงไร
กาลก่อน ยามหวังเย่เหยียบย่างสู่นครวิญญาณหนแรก แม้จะก่อมรสุมละเลงเลือดทั่วทั้งนครวิญญาณ ในที่สุดอีกฝ่ายก็หยุดลงที่สันเขาประหารราตรี
ไม่อาจเห็นแดนบรรพชนหมื่นมารได้
แต่ถึงเช่นนั้น มันก็ก่อความตื่นตระหนกไปทั่วนครวิญญาณ ยอดฝีมือทั่วโลกหล้าแตกตื่น และยังทำให้สมญานาม ‘ทรราช’ ของหวังเย่หยั่งรากลึกในใจผู้คน
และหลังกาลผ่านเป็นหมื่นแสนปี เมื่อร่างเวียนวัฏของหวังเย่หวนกลับมาเหยียบย่ำนครวิญญาณ เพียงสามวัน เขาก็ทะลวงไปจนถึงแดนบรรพชนหมื่นมาร น่าสะพรึงกลัวเกินไป!!
“เช่นนั้น ร่างเวียนวัฏของหวังเย่ทรงพลังเพียงไร?”
“หรือเขาจะเป็นเทพไปแล้ว?”
“ข้าเกรงว่าแดนบรรพชนหมื่นมารคงจะล่มสลายไปแล้วล่ะ หาไม่ คงส่งข่าวมาแต่เนิ่นนานแล้ว”
“ไร้ผู้ใดในนครวิญญาณเราหยุดยั้งได้เลยหรือ?”
“ยามไร้วีรชน ทรราชย่อมถือครองโลกา!”
……นครวิญญาณปั่นป่วน ขุมกำลังมารหลักทั่วแดนสั่นสะท้าน
“อำนาจแปรเปลี่ยนแล้ว!”
ตัวตนอาวุโสบางผู้กล่าวขึ้นอย่างขมขื่นใจ
ใช่แล้ว!
หลังจากศึกนี้ยุติลง ครรลองที่เก้าเผ่ามารควบคุมนครวิญญาณก็ล่มสลาย อำนาจในแดนดินจะถูกจัดระเบียบใหม่!
และการสับเปลี่ยนอำนาจนี้หมายถึงการฆ่าฟัน สงคราม กลียุคหลั่งโลหิต!
ยามนั้น วีรชนจะไล่กวาง ผู้แข็งแกร่งรุ่งโรจน์ และเพื่อชิงอำนาจอิทธิพลของเก้าเผ่ามาร ก็ไม่อาจทราบได้ว่าจะบังเกิดพายุละเลงเลือดมากมายเพียงไร
และนครวิญญาณนี้ย่อมตกสู่กลียุคมืดมิด!
“ไม่ เก้าเผ่ามารหลักจะไม่ถูกทำลายลงที่นี่ อย่าลืมว่ามีทัพใหญ่ล้านนายบุกแดนเซียนอยู่ ขอเพียงพวกเขากลับมา ย่อมกอบกู้เก้าเผ่ามารได้!”
“เฮอะ! เพียงสามวัน ทรราชผู้นั้นก็บุกทะลวงถึงแดนบรรพชนหมื่นมารแล้ว ทัพล้านนายกลับมาแล้วเช่นไร? พวกเขาก็ตายตกอยู่ดี!”
“ถูกต้อง การจมนครวิญญาณเราให้สิ้นสำหรับตัวตนดุจเทวาอย่างทรราชหวังเย่หายากเย็นไม่!”
“เว้นแต่จะมีเทพเทวาลงมือเอง!”
……ขณะทั่วหล้าโกลาหล ณ เมืองหนึ่งในนครวิญญาณ สตรีในชุดผ้าฝ้ายผู้หนึ่งกำลังปล่อยจิตละล่องลอยไกล
“ผู้อาวุโสซูอี้ผู้นั้น บุกไปถึงแดนบรรพชนหมื่นมารได้หรือ……”
สตรีผู้นี้คือฉินอี้เซียน ทายาทเซียนผู้ถูกซูอี้ช่วยชีวิตไว้
ยามนี้ ร่างของนางสั่นเทิ้มด้วยความตื่นเต้น สีหน้าแสนชื่นชม เลื่อมใสและปรีดา
“ทั่วใต้หล้าในนครดาราย่อมปั่นป่วนเป็นแน่ วาตะเมฆานี้เป็นโอกาสสำหรับเรา ข้าจะไม่มีทางให้ผู้อาวุโสซูผิดหวัง ข้าจะทำทุกวิถีทางเพื่อขึ้นสู่อำนาจ ล้างแค้นให้มารดา และล้างแค้นแทนทายาทเซียนผู้ถูกข่มเหงรังแกในแดนดินนี้!”
ฉินอี้เซียนหายใจลึกๆ และพึมพำในใจ “สักวันหนึ่ง ข้าฉินอี้เซียนก็จะดำเนินรอยตามผู้อาวุโสซู เหยียบย่ำเผ่ามารทั้งหลายไว้ใต้เท้าข้า!”
ดวงตาของนางมุ่งมั่น เยี่ยงเพลิงผลาญอันไม่อาจดับมอด!
ในวันนี้ ยอดฝีมือจากเก้าเผ่ามารที่กระจัดกระจายอยู่ทั่วนครวิญญาณต่างตกสู่ความหวาดกลัวตื่นตระหนก ขุมกำลังมารหลักฉวยโอกาสจับอาวุธโจมตียามวิกฤต รุกล้ำตัดแบ่งอาณาเขตของเก้าเผ่ามาร
มรสุมโหมกระหน่ำ คลื่นใต้น้ำโหมรุนแรง
ทั่วทั้งนครวิญญาณในวันนี้พลันบังเกิดบรรยากาศสิ้นหวังอย่างไม่เคยเป็นมาก่อน
‘ซูอี้’ นามร่างเวียนวัฏของทรราชหวังเย่ผู้นี้เป็นเยี่ยงรัตติกาลปกคลุมท้องนภาเหนือนครวิญญาณ
นำพาแดนดินเข้าสู่ยุคมืดโดยสมบูรณ์!
หนึ่งบุคคลทลายครรลองของนครวิญญาณไปเสียสิ้น!
หนึ่งบุคคลขยี้ระบบระเบียบในนครวิญญาณไม่เหลือซาก!
หนึ่งบุคคลเหยียบย่ำเหนือนครวิญญาณ สรรพสิ่งสั่นสะท้าน!
วันนี้ย่อมต้องถูกจดจำ บันทึกในประวัติศาสตร์แห่งนครวิญญาณ จดจำไปตราบนาน กลายเป็นรอยตราอันมิอาจลบล้างได้
“ข่าวแพร่ออกไปแล้ว ขอเพียงใต้เท้าบุตรแห่งสวรรค์รับรู้ ต่อให้เราต้องถูกลงทัณฑ์ก็คงไม่ร้ายแรงนักหรอก”
ชายในชุดคลุมผู้หนึ่งกล่าวอย่างโล่งใจ
ข้างกายเขายังมีผู้อื่นอีกแปดคน
พวกเขาคือเก้าทูตสวรรค์ที่ซูอี้ปล่อยตัวออกมาจากแดนบรรพชนหมื่นมารเมื่อกาลก่อน!
วันนี้ ข่าวคราวแพร่ไปทั่วนครวิญญาณมีเก้าทูตสวรรค์เหล่านี้คอยสุมไฟช่วยกระพืออยู่เบื้องหลัง
หาไม่ มันคงไม่อาจก่อให้เกิดความปั่นป่วนไปทั่วโลกหล้าได้ไวเพียงนี้
และจุดประสงค์ที่พวกเขาทำเช่นนี้ก็เพื่อให้บุตรสวรรค์ของพวกเขา ฮั่วเจี้ยนเฟิงเข้าใจถึงความน่าสะพรึงกลัวของซูอี้จากการแปรเปลี่ยนร้ายแรงของนครวิญญาณ
เช่นนี้ เมื่อได้พบฮั่วเจี้ยนเฟิงอีกครั้ง พวกเขาก็จะมีเหตุผลเพียงพอให้แก้ตัว ขอลดหย่อนโทษทัณฑ์จากฮั่วเจี้ยนเฟิงได้
“เก้าหุ่นเชิดแห่งเทพเหล่านั้นใช้วัตถุดิบศักดิ์สิทธิ์จากศาลเต๋าตรีวิสุทธิ์ไปมากมาย ซ้ำใต้เท้าบุตรแห่งสวรรค์ยังบากบั่นรวบรวมวัตถุดิบมาอีกมากมาย เป็นอาวุธสังหารที่เตรียมไว้ประชันชิงโอกาสบรรลุเทพ ทว่ายามนี้กลับถูกส่งถึงมือซูอี้ผู้นั้น ข้าเกรงว่าใต้เท้าบุตรแห่งสวรรค์คงไม่อภัยให้เราง่ายนักหรอก……” มีผู้กล่าวขึ้นอย่างว้าวุ่นใจ
มูลค่าของหุ่นเชิดแห่งเทพทั้งเก้านั้นสูงล้ำเทียมฟ้า ซ้ำยังเกี่ยวกับการประชันชิงโอกาสบรรลุเทพของบุตรแห่งสวรรค์ฮั่วเจี้ยนเฟิง ทว่ายามนี้มันกลับไปอยู่ในมือของซูอี้ บุตรแห่งสวรรค์ฮั่วเจี้ยนเฟิงมีหรือจะยอมรามือง่ายๆ?
“การร่วมมือกับผู้ทรงอำนาจก็เหมือนขี่หลังเสือ หากไม่ใช่เพราะเราถูกสลักตราเทพไปแล้ว ตัวเราย่อมตกตายเป็นแน่หากคิดทรยศ เช่นนั้น ข้าก็อยากเผ่นหนีไปให้ไกลที่สุดเหลือเกิน” มีผู้รำพึงขึ้น
เป็นทูตสวรรค์แล้วอย่างไร? ดูเหมือนสวยหรู แต่หากผิดพลาดเพียงหนเดียว จุดจบย่อมน่าเวทนา!
“ยามนี้ เราทำได้เพียงค่อยเป็นค่อยไป” คนผู้หนึ่งทอดถอนใจ
แล้วเหตุการณ์ในนครวิญญาณวันนี้ก็แพร่สะพัดออกจากนครวิญญาณสู่แดนเซียนอย่างรวดเร็วราวกับติดปีก
บทที่ 1,938 ถอนทัพ!
ผ่านไปเก้าวันแล้วนับตั้งแต่ทัพจากนครวิญญาณบุกเข้าไปในแดนเซียน
เก้าวันมานี้ สี่สิบเก้าทวีปแห่งแดนเซียนลุกโหมไปด้วยเปลวเพลิง ทุกสรรพสิ่งตายตก ทั่วทิศโกลาหล
กองทัพจากนครวิญญาณแบ่งย่อยเป็นเก้ากอง แยกกันบุกโจมตีทวีปต่างๆ ทั่วแดนเซียน
บุกเมืองปล้นสะดมทุกหย่อมหญ้าโดยไร้สิ่งใดขวางกั้น
โลหิตไหลนอง ภูเขาซากศพและทะเลโลหิตปรากฏให้เห็นทุกแห่งหน
เป็นวิกฤตการณ์ที่ลึกล้ำยิ่ง
เก้าวันมานี้ ขุมกำลังยิ่งใหญ่มากมายในแดนเซียนไม่อาจทานทนต่อคำข่มขู่ได้ จึงถูกบีบบังคับให้ต้องขึ้นขี่หลังเสือ กลายเป็นลิ่วล้อรับใช้กองทัพจากนครวิญญาณ
กระทั่งขุมกำลังระดับยักษ์ใหญ่บางแห่งยังไม่อาจรับไหว
ขุมกำลังเซียนที่ถูกกองทัพนครวิญญาณสังหารมีมากมายเกินคณานับ!
ทั่วทั้งแดนเซียนเปี่ยมด้วยมรสุม ทั่วแดนดินนองโลหิต
……
“ซูอี้เล่าอยู่หนใด ไฉนจึงไม่ออกมาตอบโต้? เขากลัวเผ่ามารนอกแดนนั่นจริงๆ หรือ?”
บางผู้กล่าวอย่างเศร้าใจระคนโกรธขึ้ง
ผ่านไปเก้าวันแล้ว กองทัพมารนอกแดนเข่นฆ่าไปทั่วทั้งโลกหล้าอย่างบ้าคลั่ง ทว่าซูอี้กลับปรากฏตัวขึ้นเพียงหน ณ ด่านสวรรค์ชั้นเจ็ด และไร้ข่าวคราวใดๆ ต่อจากนั้น
“ไม่ใช่ว่าเขาเคยตั้งปณิธานอันยิ่งใหญ่ว่า จะเบิกความสงบสุขให้แก่แดนดิน กำจัดปัญหาจากเผ่ามารนอกแดนให้สิ้นซากหรือ? แล้วยามนี้เขาอยู่ไหนเล่า?”
นั่นสิ ซูอี้อยู่หนใด?
นี่คือสิ่งที่ยอดฝีมือมากมายในแดนเซียนสับสนงุนงง
กาลก่อน ผู้คนมากมายฝากความหวังไว้กับชายหนุ่ม ด้วยคิดว่ายามโกลาหลนี้ อีกฝ่ายจะลุกขึ้นออกคำสั่งผู้กล้าในโลกหล้าให้ไปรบกับศัตรูเป็นแน่
ทว่ากลับไม่มีสิ่งใดเกิดขึ้น
ความหวังของผู้คนพังทลาย ภายในใจเปี่ยมความผิดหวังและเย็นยะเยือก
“ไม่นานมานี้ ตำหนักอนันตรัตติกาลประกาศต่อโลกหล้าในนามของซูอี้ว่า จะเรียกระดมทุกผู้ให้ลุกขึ้นต่อสู้เข่นฆ่าศัตรู แต่ไฉนเขาจึงไม่ลงมือเลย?”
“เขาคือตัวการของสงครามนี้!!”
“หากไม่ใช่เพราะเขา ไฉนแดนเซียนของข้าจึงต้องเผชิญกับหายนะเช่นนี้?”
ตัวตนวิถีเซียนบางผู้มองซูอี้เป็นตัวการ กล่าวโจมตีอย่างรุนแรงเพื่อระบายความขุ่นเคืองใจ
จอมราชันซูอะไรกัน!
หนีหายเป็นเต่าหดหัว เห็นแดนเซียนเปี่ยมเพลิงสงคราม สรรพสิ่งพังทลาย แต่กลับไม่ทำการใด!
สิ่งนี้สะท้อนความคิดในใจของผู้คนมากมายในแดนเซียน ณ ขณะนี้
ทว่าก็ยังมีผู้คนมากมายกล่าวทวงความยุติธรรมให้แก่ซูอี้
“ไอ้โง่! คิดจริงๆ หรือว่าหากไม่มีจอมราชันซู เผ่ามารนอกแดนจะไม่โจมตีแดนเซียน?”
“ไม่โทษเผ่ามารนอกแดน แต่กลับว่าร้ายจอมราชันซู ช่างไร้เหตุผลสิ้นดี!!”
“อย่าให้โทสะบังตาสิ การที่เผ่ามารนอกแดนกระทำเช่นนี้ก็เพื่อให้เราเกลียดจอมราชันซู เพื่อให้เกียรติภูมิของจอมราชันซูถูกเหยียบย่ำ และกลายเป็นศัตรูร่วมที่ถูกด่าทอครหาจากทุกผู้ในแดนเซียนต่างหาก!”
“ช่างน่าขัน จอมราชันซูเป็นบรรพชนเจ้าหรือ ไฉนเขาต้องปกป้องเจ้าด้วย?”
มีผู้คนมากมายกล่าวเช่นนี้
แต่เมื่อกาลผ่าน ซูอี้กลับยังไม่ปรากฏตัว ยามสงครามส่งผลกระทบต่อแดนเซียนอย่างรุนแรง จำนวนผู้คนที่ออกมากล่าวแทนชายหนุ่มจึงค่อยๆ ลดจำนวนลง
หลายคนซึ่งเดิมสนับสนุนซูอี้กระทั่งรู้สึกผิดหวัง ภายในใจรู้สึกเย็นยะเยือก
ป่านนี้แล้ว ไฉนจอมราชันซูจึงยังไม่ปรากฏตัวเพื่อพลิกสถานการณ์อีก?
ทำไมกัน!?
ไร้ผู้ใดทราบเหตุผล
และในสถานการณ์อันปั่นป่วนนี้ กองทัพมารนอกแดนกับเหล่าลิ่วล้อผู้จำนนต่อพวกมันก็พากันแพร่กระจายข่าวลือไปทั่ว โพนทะนาว่าซูอี้ทิ้งแดนเซียนไปเนิ่นนาน ขลาดเขลาเกินกว่าจะออกมาปกป้อง
ชั่วขณะนั้น ข่าวลือเหล่านี้กระทบจิตใจของสรรพชีวิตในแดนเซียน สั่งสมโทสะและความแค้นที่มีต่อชายหนุ่มตามกาล
จนกระทั่งทั่วทั้งแดนเซียนในยามนี้ต่างเต็มไปด้วยเสียงก่นด่าซูอี้ทั่วทุกแห่งหน!
“เผ่ามารนอกแดนประกาศแล้วว่าขอเพียงซูอี้ออกมาขอขมาโดยแลกกับชีวิตของตนเอง พวกเขาจะถอนทัพทันที แล้วไฉนเขาจึงไม่ออกมาตายเพื่อแดนดินแดนเซียนกัน?”
“นี่หรือจอมราชันซูผู้เรืองนาม? ถุ้ย!!”
……
“ฮ่าๆๆ เจ้าก็มีวันนี้กับเขาด้วยหรือ?”
ณ ตำหนักใต้พิภพสุดประจิมแห่งแดนเซียน เจียงไท่เออเชิดหน้าหัวเราะลั่นนภา ไม่อาจซุกซ่อนความปรีดาไว้ได้
ยามได้ข่าวว่าซูอี้กำชัยยิ่งใหญ่ในศึกงานเลี้ยงลูกท้อ เขานั้นแสนเคียดแค้นอับอาย
แต่เมื่อรับรู้ว่าซูอี้กลายเป็นศัตรูร่วมที่โลกทั้งใบต่างเกลียดชัง เขาก็อดผยองมิได้ หัวใจสุดแสนลิงโลด
“เมื่อวิถีบรรลุเทพปรากฏ หากเจ้ายังอยู่ ข้าเจียงไท่เออจะให้เจ้าประจักษ์ถึงฤทธา!!”
เจียงไท่เออคาดหวังอย่างแรงกล้าในใจ
ส่วนสงครามที่กำลังดำเนินในแดนเซียนนั้น เขาหาได้สนใจไม่
……
“ในอดีต เจ้าเปรียบประหนึ่งนายเหนือแห่งแดนเซียน ต่อสู้กับเผ่ามารนอกแดน ณ เก้าด่านสวรรค์แดนเซียนมาเนิ่นนานเพื่อปกป้องสรรพชีวิตในแดนเซียน”
“แต่ยามนี้ ทั่วหล้ากลับมองว่าเจ้าเป็นตัวการ เคืองแค้นที่เจ้าไม่ออกมารับผิด ช่างน่าสมเพชเวทนาเสียนี่กระไร!”
เซวี่ยเซียวจื่อยิ้มเยาะ
เขาเองก็ได้รับข่าวและอิ่มเอมใจ
“สรรพสิ่งหันหลังให้เจ้า ไม่เหลือมิตรสหายใกล้ชิด หวังเย่ เจ้าเคยคิดหรือไม่ว่าจะมีวันนี้?”
เมื่อทราบข่าว หนานผิงเทียนก็ทอดถอนใจ
“หวังเย่เอ๋ยหวังเย่ ไม่ว่าเจ้าจะซ่อนตัวอยู่หนใดหรือคิดการใดอยู่ หายนะในแดนเซียนหนนี้จะทำให้เจ้าถูกเหยียบย่ำ เกียรติภูมิพังทลายชั่วนิรันดร์!”
จอมราชันฉู่เสินทงดื่มสุราอึกใหญ่อย่างสำราญ “และในชั่วกาลอันสั้นนี้ หายนะนี้ย่อมไม่อาจจบสิ้นได้เลย เพราะว่า… เจ้ามีคนเดียวไง!”
……
“แดนเซียนกำลังปั่นป่วน ชื่อเสียงและเกียรติภูมิของซูอี้ล้วนป่นปี้ นี่คือโอกาสเดียวในชั่วนิรันดร์สำหรับเรา!”
ณ ลัทธิไร้มลทิน ชายชราผู้หนึ่งหัวเราะลั่นนภา “วิถีบรรลุเทพจะปรากฏขึ้นภายในสามปี และไม่ว่าในยามนั้นซูอี้จะมุดหัวอยู่หนใด เขาก็มีแต่ต้องตาย! ลัทธิไร้มลทินของเราจะทะยานสูงด้วยการนำของท่านบรรพชน หวนคืนสู่อำนาจเหนือโลกหล้าเป็นแน่!”
ขณะกล่าวเช่นนั้น ชายชราพลันหลั่งน้ำตาอย่างยินดี
เจ้าลัทธิไร้มลทินฉีเนี่ยและตัวตนทรงอำนาจทั้งหมดล้วนถูกสังหารในศึกงานเลี้ยงลูกท้อ
นับแต่นั้นเป็นต้นมา อำนาจของลัทธิไร้มลทินก็เสื่อมถอย ผู้คนในลัทธิล้วนแตกตื่น และทำได้เพียงก้มหัวรับความอัปยศ
แต่ใครเล่าจะคาดคิดว่างานเลี้ยงลูกท้อจบไปเพียงครึ่งปี สถานการณ์ในโลกหล้าก็แปรเปลี่ยนไปเช่นนี้!
ทั้งการบุกรุกของเผ่ามารนอกแดน โลกหล้าโกลาหล ชื่อเสียงของซูอี้พังทลายจนกระทั่งกลายเป็นศัตรูร่วมแห่งโลกหล้า เพียงไตร่ตรองสักนิด ทุกผู้ย่อมรู้ได้ว่าครรลองแห่งโลกหล้านี้จะก่อให้เกิดการสับเปลี่ยนอำนาจอีกหน!
และขอเพียงพวกเขายื้อเวลาจนวิถีบรรลุเทพปรากฏ ก็อาจหวนคืนสู่อำนาจได้!!
“ส่งกำลังของเราออกไปลอบร่วมมือแพร่ข่าวลือแย่ๆ เกี่ยวกับซูอี้ ฉวยโอกาสนี้สาดเสียเทเสียให้เขาเน่าเหม็น ไม่หวนคืนกลับสู่อำนาจได้อีก!”
ชายชราออกคำสั่ง
สถานการณ์เดียวกันนี้ก็ปรากฏขึ้นในขุมกำลังยักษ์ใหญ่อย่างลัทธิกำเนิดเอกภพและลัทธิอัคคีเทพเช่นกัน
ขุมกำลังยักษ์ใหญ่ซึ่งได้รับเสียหายในงานเลี้ยงลูกท้อเหล่านี้ต่างเหมือนฉลามได้กลิ่นเลือด เริ่มฉวยโอกาสประโคมข่าว
โดยไม่ได้คิดเลยว่าหากมิใช่เพราะคำสัตย์ของซูอี้ พวกเขาคงถูกล้างบาง ยักษ์ใหญ่วิถีเซียนเหล่านี้คงพังทลายไม่เหลือซากไปเนิ่นนานแล้ว!
……
ทวีปกกพิสุทธ์
นอกตำหนักอนันตรัตติกาล
วูดดดดด!
เสียงแตรสะท้านฟ้าดิน กลองศึกระรัวลั่นเยี่ยงอัสนีเหนือเวหา
เมฆดำเหนือนภาหมุนวน และกองทัพมารนอกแดนแสนนายต่างดาหน้าเข้ามาล้อมตำหนักอนันตรัตติกาลไว้เยี่ยงกระแสธาร
หากมองลงจากฟ้า จะพบคลื่นชนเผ่ามารดำสนิทเต็มไปหมด
“ฆ่า!”
“ฆ่า!”
“ฆ่า!”
เสียงกู่ร้องสะท้านสรวง กองทัพมารนอกแดนกระหน่ำโจมตีเข้าใส่ค่ายกลพิทักษ์แดนของตำหนักอนันตรัตติกาลอย่างสุดกำลัง
เสียงคำรามสะท้านสั่น รัศมีแสงเรื่อเรือง
ค่ายกลพิทักษ์แดนสั่นสะเทือนเลือนลั่น
การโจมตีนี้ดำเนินมาสามวันแล้ว!
ในสามวันมานี้ มีตัวตนระดับจักรพรรดิมารลงมือเองมากมาย และจนบัดนี้ ค่ายกลพิทักษ์แดนที่เขาสร้างขึ้นก็ใกล้จะแหลกสลาย
ภายในตำหนักอนันตรัตติกาล
“หากเป็นเช่นนี้ต่อไป ไม่เกินคืนนี้ ค่ายกลพิทักษ์แดนจะถูกทำลายแน่!”
วานรเฒ่าสะพายดาบขมวดคิ้วกล่าวขึ้น
“อย่าแตกตื่น คนอื่นๆ ไปซ่อนตัวในสถานที่ลับใต้ดินแล้ว แม้ค่ายกลพิทักษ์แดนจะพังทลาย เราทั้งหลายก็หาปวกเปียกไม่!”
หลิ่นเฟิงกล่าวอย่างใจเย็น
เขาประจำที่นี่ร่วมกับวานรเฒ่าสะพายดาบและราชันวิถีมังกรแดงตลอดสามวันมานี้ ในขณะที่มหาเซียนหลิวอวิ๋น ชิงเวย เซียนคุนอู๋และสมาชิกตำหนักอนันตรัตติกาลคนอื่นๆ หนีไปซ่อนในวังใต้ดินเนิ่นนาน
“สิ่งที่ข้าเป็นกังวลยามนี้คือ ใต้เท้าจอมราชันอยู่หนใด?”
ราชันวิถีมังกรแดงมีสีหน้ากังวล
“อย่าห่วงเลย ท่านอาจารย์จะไม่เป็นอันใด”
หลิ่นเฟิงกล่าว “บางที ท่านอาจารย์อาจไม่ปรากฏตัวขึ้นยามนี้ แต่ขอเพียงเขาลงมือ เขาจะแปรสถานการณ์ สงบสงครามในทันใดได้แน่นอน!”
น้ำเสียงของผู้พูดหนักแน่น มั่นใจในอาจารย์ตนอย่างสุดหัวใจ
อารมณ์ของวานรเฒ่าสะพายดาบและราชันวิถีมังกรแดงก็พลอยได้รับผลกระทบไปด้วย
เมื่อกาลเวลาเคลื่อนผ่าน รอยร้าวได้ปรากฏขึ้นบนค่ายกลพิทักษ์แดนมากมาย!
ในโลกภายนอก การโจมตีของทัพมารนอกแดนทวีความป่าเถื่อนรุนแรง
หลังเห็นเช่นนี้ หลิ่นเฟิงโพล่งขึ้นมาว่า “เมื่อค่ายกลทลายลง เราไปฆ่าศัตรูด้วยกันไหม?”
วานรเฒ่าสะพายดาบนิ่งไปเล็กน้อย แล้วดวงตาของเขาก็วาวโรจน์ทันใด “ตรงใจข้าแท้ สามวันมานี้ ข้ากลั้นโทสะไว้จนอกแทบแตกแล้ว!”
“ข้าด้วย!”
ราชันวิถีมังกรแดงกล่าวอย่างดุดัน
สามวันมานี้ นางช่างแสนทรมานใจเคียดแค้นนัก อยากพุ่งออกไปฆ่ามารเหล่านั้นใจจะขาด!
“ดี! งั้นก็เป็นเช่นนั้น!”
ดวงตาของหลิ่นเฟิงเย็นเฉียบ
ทว่าทันใดนั้น ภายนอกพลันเกิดเสียงสัญญาณขึ้นถี่รัว
จากนั้นพวกเขาก็พบว่า กองทัพมารที่โจมตีถล่มค่ายกลพิทักษ์แดนอย่างเอาเป็นเอาตายอยู่เมื่อก่อนหน้านี้ล่าถอยไป!
“พวกเขาจะพังค่ายกลพิทักษ์แดนได้อยู่แล้ว ไฉนจึงล่าถอยไปเล่า?”
ราชันวิถีมังกรแดงตกตะลึง
ผิดปกติจริงๆ!
“อย่าบอกนะว่านี่แกล้งกันอยู่?”
วานรเฒ่าสะพายดาบเองก็ผงะไป
ทว่าไม่นาน พวกเขาก็เห็นว่ากองทัพมารแสนตนเป็นประหนึ่งคลื่นธารคืนทะเล หายลับไปในท้องนภาอันไพศาลจนไม่เหลือร่องรอย
ทั้งเสียงกลองศึก เสียงโห่ร้องและเป่าแตรล้วนหายสิ้น
ฟ้าดินเหลือเพียงความเงียบ
สิ่งนี้ทำให้คนทั้งสามแทบเชื่อไม่ลง
นี่มันเรื่องอันใดกัน?
“ต้องมีการเปลี่ยนแปลงบางอย่างเกิดขึ้นจนทำให้กองทัพมารพวกนั้นถอนทัพอย่างสุดชีวิตกันอยู่แน่!”
ดวงตาของหลิ่นเฟิงรุ่มร้อน “ข้าสงสัยว่า… ท่านอาจารย์จะเป็นผู้กระทำ!”
วาจานั้นเจือความตื่นเต้นเล็กน้อยอย่างหาได้ยาก
และในวันนั้น ทัพล้านนายจากเผ่ามารนอกแดนในแดนเซียนทุกหมู่เหล่าล้วนได้รับคำสั่งถอนทัพ แล้วจึงถอนตัวจากแดนดินต่างๆ ทั่วทั้งแดนเซียนราวกระแสธาร!
ชั่วเวลานั้น เหตุผิดปกติเช่นนี้เองได้กระตุ้นความสนใจในแดนเซียนขึ้นเช่นกัน
เรื่องนี้… มันเกิดอันใดขึ้นกัน?
บทที่ 1,939 ชำระมลทิน
ทัพมารนอกแดนกวาดทำลาย สร้างมรสุมละเลงเลือดทุกแห่งหนทั่วหล้า จู่ๆ กลับเลือกถอนกำลังทั้งหมดจากแดนเซียนในวันเดียว!
เหตุผิดปกตินี้ทำให้ทุกคนพากันผงะ
เกิดอันใดขึ้น?
……
ในวิหารโบราณแห่งหนึ่ง
บุตรและบุตรีแห่งสวรรค์กลุ่มหนึ่งกำลังกินดื่มสำราญ พลางยิ้มขำขณะเสวนา
ในหมู่พวกเขา ผู้ถูกจับตามองสูงสุดคือฮั่วเจี้ยนเฟิง หลวงจีนเจียอวิ๋น และเหวินเหรินชิงอวี๋ สามตัวตนไร้เทียมทาน
“มหากลียุคในแดนเซียนนี้คงไม่อาจสงบลงในสองสามปีเป็นแน่!”
“ยามนี้ซูอี้กลายเป็นหนูข้ามถนน ทุกคนล้วนตะเบ็งไล่ทุบตี กลายเป็นคนบาปที่แดนเซียนรังเกียจไปแล้ว!”
เมื่อบุตรและบุตรีแห่งสวรรค์เหล่านี้กล่าวถึงความวุ่นวายในแดนเซียน แต่ละผู้ต่างล้วนเผยความปรีดาในความทุกข์ผู้อื่น
พวกเขาล้วนรู้ว่าแก่นแท้ของเหตุโกลาหลนี้ไม่ใช่การทำลายซูอี้ แต่เป็นการปั่นป่วนเขาไม่ให้มุ่งเป้าฝึกฝนได้ต่อ!
หากทำเช่นนี้ เมื่อวิถีบรรลุเทพปรากฏขึ้น ซูอี้ก็ย่อมพลาดโอกาสประชันชิง
“แปลกจริง ปกติซูอี้แสนห้าวหาญ แต่ถูกยั่วยุจนเข้ายามนี้ เขากลับไปหลบอยู่หนใดไม่รู้” คนผู้หนึ่งกล่าวอย่างขบขัน
มีผู้เสสรวลกล่าวว่า “อย่าใส่ใจเลย ยามตำหนักอนันต-รัตติกาลที่สร้างขึ้นใหม่พังทลาย เขาจะปรากฏตัวขึ้นแน่”
ทุกคนพยักหน้า
แม้พวกเขาจะมาจากโลกแห่งเทพ แต่ทุกคนต่างรู้อุปนิสัยซูอี้ค่อนข้างดี เป็นที่แน่ชัดว่าอีกฝ่ายจะไม่ยอมทนมองตำหนักอนันตรัตติกาลพังทลายแน่นอน
ขอเพียงชายหนุ่มปรากฏตัวขึ้น ปัญหามากมายก็จะพันธนาการเขาทั่วไปหมด!
“ยามนี้ เราก็รอข่าวจากตำหนักอนันตรัตติกาลอย่างเดียวพอ”
ฮั่วเจี้ยนเฟิงยกจอกสุราขึ้นดื่มอย่างสำราญใจ
“ใต้เท้าบุตรแห่งสวรรค์ เกิดเรื่องแล้วขอรับ!”
บ่าวเฒ่าผู้หนึ่งรีบร้อนเข้ามา
“เกิดอันใดขึ้น?” ฮั่วเจี้ยนเฟิงถาม
บ่าวเฒ่ารีบกล่าวขึ้น “ทัพมารจากนครวิญญาณถอนกำลังแล้วขอรับ! จากข่าวที่ได้มา ทัพทั้งล้านนายที่กระจายทั่วแดนเซียนรีบร้อนถอนกำลังไปในวันนี้ขอรับ!”
ทุกคนต่างตกตะลึงงุนงง
“เกิดอันใดขึ้น?” ฮั่วเจี้ยนเฟิงขมวดคิ้ว
ขณะนี้ สถานการณ์กำลังไปได้สวย ทว่าไฉนเก้าเผ่ามารจึงเลือกถอนกำลัง?
มันไม่ควรเป็นเช่นนี้!
พวกเขาไม่กลัวถูกกล่าวโทษเอาหรือไร?
บ่าวเฒ่าก้มหัวลงกล่าว “เรากำลังสืบเรื่องนี้อยู่ เชื่อว่าจะได้ทราบในอีกไม่นานขอรับ”
ทันทีที่กล่าวจบ เสียงลนลานอีกเสียงพลันดังจากนอกโถง “ใต้เท้าบุตรแห่งสวรรค์ แย่แล้วขอรับ!”
ชายชุดดำผู้หนึ่งล้มลุกคลุกคลานบนพื้นเข้ามากล่าวเสียงสั่น “มีข่าวจากนครวิญญาณว่าซูอี้บุกเดี่ยวเข้าไปสังหารจักรพรรดิปีศาจจากเก้าเผ่ามาร บุกเข้าไปถึงแดนบรรพชนหมื่นมารแล้วขอรับ!”
“กล่าวกันว่า ตัวตนบรรพกาลหลายสิบผู้ในแดนบรรพชนหมื่นมาร รวมถึงทูตสวรรค์มากมายตกตายกันไปแล้ว!”
“นครวิญญาณ ณ ขณะนี้แปรเปลี่ยนอำนาจไปโดยสิ้นเชิงแล้วขอรับ!”
เสียงอันเร่งร้อนสะท้อนไปทั่วโถง
ทุกคนต่างตกตะลึง ความพรั่นพรึงแพร่ออกกุมหัวใจ
ซูอี้!
เขาไปปรากฏในนครวิญญาณหรือ?
ยิ่งกว่านั้น ตัวเขาเพียงลำพังยังป่วนนครวิญญาณเสียจนสิ้นระเบียบ?
ข่าวนี้กะทันหันเกินไปจนผู้คนตะลึงเกินคืนสติในชั่วกาลอันสั้น
สีหน้าของฮั่วเจี้ยนเฟิงพลันบิดเบี้ยวย่ำแย่อย่างยิ่ง กล่าวขึ้นเสียงเฉียบ “แล้วเก้าวิญญาณบรรพชนนั่นเล่า? ยังอยู่หรือไม่?”
ชายชุดดำละล่ำละลัก “น่าจะ… เสีย… ไปแล้วขอรับ!”
เพล้ง!
ฮั่วเจี้ยนเฟิงเขวี้ยงจอกสุราลงพื้น ใบหน้าหล่อเหลาบิดเบี้ยวเกินมอง “มีแต่พวกใช้ไม่ได้!”
บุตรและบุตรีแห่งสวรรค์คนอื่นๆ อดผงะไปมิได้
ต่างคนต่างคาดไม่ถึงว่าไฉนฮั่วเจี้ยนเฟิงถึงกับเสียอาการเพียงนี้
พวกเขาย่อมหารู้ไม่ว่าเก้าวิญญาณบรรพชนนั้นเกี่ยวเนื่องกับแผนสร้างหุ่นเชิดแห่งเทพ!
สำหรับฮั่วเจี้ยนเฟิง เมื่อเรื่องนี้พังลง มันก็เหมือนมีผู้เฉือนหัวใจเขาไปส่วนหนึ่ง เจ็บปวดเกินรับได้!
“ข้าเข้าใจแล้ว”
หลวงจีนเจียอวิ๋นพลันรำพึง “ซูอี้ผู้นี้เฉียบขาดจริงแท้ ขู่โจมตีบูรพา ลงมือกับประจิม โลกหล้าคิดว่าเขาขลาดเขลาหดหัว ใครเล่าจะคิดว่าเขาจะบุกเดี่ยวไปยังนครวิญญาณ แก้จลาจลในแดนเซียนทางอ้อม?”
หัวใจผู้คนปั่นป่วนเกินสงบ
ในที่สุดพวกเขาก็เข้าใจ ว่าไฉนทัพล้านมารในแดนเซียนจึงถอนกำลังในวันนี้
รังเก่าถูกขุดคุ้ย ใครเล่าจะมีกะใจมาสู้ในแดนเซียนต่อ?
เมื่อคิดว่าซูอี้สามารถป่วนนครวิญญาณ ช่วยแดนเซียนจากวิกฤติชั่วกาลได้ในเก้าวัน หัวใจของบุตรและบุตรีทั่วโถงก็ล้วนหนักอึ้ง
ก่อนหน้านี้ พวกเขายังลำพองรอชมละครดีๆ กันอยู่เลย
แต่ข้อเท็จจริงครานี้กลับตบพวกเขาเสียจนหน้าหัน!
“ที่พี่ฮั่วโกรธเพียงนั้น หรือจะเป็นเพราะกังวลว่าซูอี้จะมองทะลุแผนการ รู้ว่าเหตุปั่นป่วนในแดนเซียนมีเจ้าอยู่เบื้องหลังกัน?”
เหวินเหรินชิงอวี๋พลันกล่าวขึ้น
นางก็รู้สึกเช่นกันว่าฮั่วเจี้ยนเฟิงดูเสียอาการมากไปหน่อย
“เปล่า”
ฮั่วเจี้ยนเฟิงสูดหายใจลึกๆ ส่ายหน้ากล่าวขึ้น “อย่าพูดถึงมันเลย”
ว่าแล้ว เขาก็ฝืนกล้ำกลืนโทสะในใจ เปลี่ยนประเด็นกล่าวว่า “หายนะในแดนเซียนผิดแผน ไม่อาจถ่วงแข้งถ่วงขาซูอี้ได้อีก พวกเจ้าว่าทำเช่นไรต่อไปดี?”
ทุกคนมองหน้ากันแล้วเงียบไป
ซูอี้เข่นฆ่าศัตรูในศึกงานเลี้ยงลูกท้อ กระทั่งประหารชิงเซียว จินจู๋หลิว กงหยางอวี่ รวมทั้งบรรดาบุตรและบุตรีแห่งเทพคนอื่นๆ จนโด่งดังเลื่องลือทั่วโลกหล้า
อำนาจต่อสู้น่าสะพรึงกลัวเช่นนั้นทำให้พวกเขาพรั่นพรึง
เมื่อรับรู้ว่าซูอี้เพียงลำพังสามารถป่วนนครวิญญาณ ช่วยแดนเซียนได้ในทันใด พวกเขาก็อดรู้สึกสิ้นกำลังในใจกันมิได้
ไร้ผู้ใดมั่นใจเสนอตัวจัดการกับซูอี้!
กระทั่งรู้สึกว่าไร้สิ่งใดที่ตนทำได้
ครู่ต่อมา หลวงจีนเจียอวิ๋นพลันรำพึง “เราจะทำสิ่งใดได้อีกเล่า ทำได้เพียงเลี่ยงเก็บตัว รอโอกาสบรรลุเทพปรากฏกันก่อน แล้วค่อยจัดการกับคนบาปผู้นั้น”
หลายคนพยักหน้า
“ก่อนวิถีบรรลุเทพปรากฏ เราจะมุ่งเป้ารวบรวม ‘วัตถุอมตะ’ กัน”
เหวินเหรินชิงอวี๋ก็กล่าวขึ้น
หนึ่งวาจาเปลี่ยนความคิดผู้คนโดยพลัน
วัตถุอมตะ!
สมบัติสูงสุดอันหลงเหลือหลังการพินาศแห่งหนึ่งยุคสมัย เพียงพอให้ทวยเทพน้ำลายหก
เพราะสมบัติเช่นนี้สามารถช่วยให้ทวยเทพทั้งหลายต่อสู้กับหายนะเทพได้!!
ในแดนเซียนมีซากโบราณบางแห่งอันเหลือรอดจากยุควิญญาณยุทธ์อยู่ และวัตถุอมตะก็สามารถหาพบได้ที่นั่น
เช่นทองมารอมตะ เหล็กนิลอมตะ และอื่นๆ
“งั้นก็เป็นเช่นนั้น”
ฮั่วเจี้ยนเฟิงกล่าว สุดท้ายก็ไม่อาจสะกดความอัดอั้น ฟาดฝ่ามือลงบนโต๊ะตรงหน้า กัดฟันกล่าวขึ้น “ปล่อยซูอี้หนีไปได้อีกแล้ว เจ็บใจจริง!”
เจ็บใจนัก!
ทว่าใครเล่าในห้องนี้จะไม่เจ็บใจบ้าง?
……
ในเมืองแห่งหนึ่ง
ผู้ฝึกตนมากมายรวมตัวกันในโรงเตี๊ยม
“ใครบ้างเชื่อว่าเผ่ามารนอกแดนถอนกำลังจากแดนเซียนกันแล้วจริงๆ?”
“ข้าไม่แน่ใจ เห็นว่าควรรอดูไปก่อน”
“แต่ถึงอย่างไร นั่นก็ข่าวดีไม่ใช่หรือ?”
ผู้คนเสวนาด้วยความรู้สึกหลากหลาย
ข่าวการถอนทัพของเผ่ามารนอกแดนกึกก้องทั่วแดนดินทุกวันนี้และก่อให้เกิดเสียงลือลั่นทั่วโลกหล้า
ทว่าผู้คนต่างแสนสับสนงุนงง ไม่อาจทำใจเชื่อลงได้
เพราะเรื่องนี้ผิดปกติยิ่งนัก จู่ๆ ทัพมารนอกแดนก็ถอนกำลังอย่างไม่มีปี่ขลุ่ย ใครเล่าจะกล้าปักใจเชื่อ?
เปรี้ยง!
ชายชุดสีน้ำเงินผู้หนึ่งยืนขึ้นกล่าวอย่างฉุนเฉียว “ไม่ว่าเผ่ามารนอกแดนจะถอนทัพไปจริงหรือไม่ ข้าก็ยังอยากด่าซูอี้อยู่ดี! หากไม่ใช่เพราะเขา ไฉนแดนเซียนต้องประสบหายนะเช่นนี้ด้วย?”
วาจาเช่นนี้หยาบกระด้างเป็นพิเศษ ดึงความสนใจของผู้อื่นในโรงเตี๊ยมมาที่เขา
และชายชุดสีน้ำเงินก็โบกมือกล่าวอย่างเผ็ดร้อน “ซูอี้ เขานั่นแหละตัวการ หากยังมีสำนึกอยู่ เขาก็ควรปาดคอฆ่าตัวตายไปเสียเพื่อประโยชน์แห่งโลกหล้า!”
“ก่อนหน้านี้ ข้ายังเทิดทูนเขาประหนึ่งเทพ แต่ไม่คาดเลยว่ายามแดนเซียนประสบภัย เขาจะมิกล้าทำอันใดเลย ช่างน่าอับอายยิ่งนัก!”
ชายชุดสีน้ำเงินดูจะดื่มมากไปหน่อย กลิ่นเมรัยฟุ้งเต็มร่าง ดวงตาแดงก่ำ ก่นด่าซูอี้ไม่หยุดปาก
ผู้คนมากมายรู้สึกสาใจกล่าวสนับสนุน คิดว่าชายชุดน้ำเงินกล่าวโดนใจพวกตนนัก
ทว่ายังมีผู้คนที่ขมวดคิ้ว รู้สึกไม่สบายใจ
ทันใดนั้น ตามตรอกถนนต่างๆ นอกโรงเตี๊ยมพลันบังเกิดเสียงโห่ร้องเยี่ยงหม้อระเบิด เสียงอันเปี่ยมปรีดาลิงโลดกู่ก้องทั่วนภา
“จอมราชันซูเป็นผู้กอบกู้เรา!”
“เขาบุกเดี่ยวสู่นอกแดน เข่นฆ่าจักรพรรดิมารของเก้าเผ่ามารไปไม่รู้เท่าไหร่ กระทั่งบุกถล่มถึงแดนบรรพชนของเก้าเผ่ามารอย่างไร้ผู้ใดหยุดยั้งได้!!”
“ว่ากันว่ายามนี้ โลกหล้านอกแดนปั่นป่วนโดยสมบูรณ์ มารสารเลวพวกนั้นเลยขวัญหนีกระเจิงกันหมด!!”
“มิน่าเล่า จอมราชันย์ซูจึงเหมือนหายไปจากโลกหล้าในเก้าวันมานี้ ที่แท้เขาก็บุกเดี่ยวไปสังหารศัตรู! ช่างทรงพลัง! อหังการ! สาใจนัก!”
“ในที่สุดข้าก็เข้าใจว่าไฉนทัพล้านมารที่บุกแดนเซียนเราจึงถอนกำลัง รังถูกทลายเช่นนั้น พวกเขาหรือจะไม่ถอย?”
… ท้ายที่สุด เสียงโห่ร้องก็เดือดพล่านไปทั่วทิศนอกโรงเตี๊ยม อื้ออึงแซ่ซ้องตามกันจนทั่วเมืองลือลั่น
ทุกคนในโรงเตี๊ยมตะลึงนิ่ง
ปรากฏว่าผู้ช่วยแดนเซียนทั้งใบคือจอมราชันซู?
ใบหน้าของชายในชุดสีน้ำเงินแดงก่ำ อกกระเพื่อมขึ้นลงรุนแรงปานประหนึ่งจะระเบิด
ก่อนหน้านี้ เขายังก่นด่าซูอี้มิหยุดปากเสียจนสาใจ
ทว่ายามนี้ ตัวเขานิ่งตะลึงไปโดยสมบูรณ์
“เร็วเข้า จัดการเขาเสีย กล้าป้ายสีจอมราชันย์ซู ปล่อยไว้ไม่ได้!!”
คนกลุ่มหนึ่งพลันพุ่งเข้าใส่ชายชุดน้ำเงินดุจสุนัขป่า
ณ วันนี้ ข่าวการบุกเดี่ยวสู่นครวิญญาณของซูอี้แพร่สะพัด ลือลั่นไปทั่วหล้า เหตุเช่นในโรงเตี๊ยมนี้จึงเกิดขึ้นทั่วแดนเซียนทุกแห่งหน
ไม่อาจทราบว่ามีผู้คนเสสรวลเฮฮา หลั่งน้ำตาอย่างปีติมากมายเพียงไร
และผู้ซึ่งถือซูอี้เป็นชนวนศึก ก่นด่าดูหมิ่นซูอี้ เร่งให้เขาออกมาก้มหัวชดใช้ล้วนต้องผงะตะลึงไป
บางคนกลัวถูกคิดบัญชี กระทั่งออกมาตีอกชกหัวสำนึกผิด กลางสาธารณะ ก่นด่าตนเองทั้งน้ำมูกน้ำตาเจิ่งนอง ขอขมาที่ตนเข้าใจจอมราชันซูผิดไป
ดูแล้วอัปลักษณ์ยิ่ง
โลกหล้าเดือดพล่านเซ็งแซ่ ป่าวประกาศวีรกรรมยิ่งใหญ่ ณ นครวิญญาณของซูอี้ต่อโลกหล้า ทั่วแดนเซียนครึกครื้นเกินยามใดเทียบ
และในหัวใจผู้คน ซูอี้ก็หาแตกต่างจากผู้กอบกู้ไม่!
กอบกู้โลกหล้าจากหายนะเภทภัย!!
เกียรติภูมิของซูอี้ในแดนเซียนทะยานสูงยิ่งกว่าหนใดในยามนี้
แม้เขาจะไม่ได้เป็นเทพ แต่ในหัวใจผู้คนทั่วโลกหล้า เขาหาแตกต่างจากเทพไม่!
บุหลันเรื่อเรืองสาดแสงสู่แดนดิน มีทั้งผู้ยินดีและกังวล
เมื่อได้ทราบข่าว ขุมกำลังใหญ่อย่างลัทธิไร้มลทิน ลัทธิกำเนิดเอกภพ และลัทธิอัคคีเทพล้วนสั่นสะท้านแตกตื่น
พวกเขารู้ดีว่ายามซูอี้หวนคืน อีกฝ่ายจะมากวาดล้างคิดบัญชีกับผู้ประโคมข่าวกระพือไฟ สร้างความปั่นป่วนในโลกหล้าเป็นแน่!
บทที่ 1,940 โชคเคราะห์พึ่งพา
ยามได้ข่าวว่าซูอี้ไปอาละวาดป่วนนครวิญญาณ
เจียงไท่เออเดือดดาลเสียจนฉีกกระชากคัมภีร์ในมือเป็นชิ้นๆ
หนานผิงเทียนแน่นิ่งบนพื้นด้วยดวงตาเลื่อนลอย
เซวี่ยเซียวจื่อใบหน้าบิดเบี้ยว เดือดดาลเกินมองได้
ฉู่เสินทงชี้ท้องนภาก่นด่าดังลั่น
พวกเขาล้วนเร้นกายตามที่ต่างๆ ในแดนเซียน แต่เดือดดาลสิ้นสติด้วยข่าวนี้ เสียอาการตามๆ กันโดยสมบูรณ์
หลังเสียอาการระเบิดโทสะ สิ่งที่ตามมาก็คือความรู้สึกขัดใจและไร้กำลังอย่างลึกล้ำ
……
“คนผู้นั้นโรคจิตจริงแท้”
เฟิงอู๋จี้รำพึง
เขาประจักษ์ต่อความแข็งแกร่งของซูอี้แล้ว ทั้งยังรู้ว่าคนบาปที่ทวยเทพไม่ยอมทนให้อยู่รอดผู้นี้มีอำนาจต่อสู้เกินกว่าขอบเขตมหาศาลสามระดับไปเนิ่นนาน!
ผู้ที่เทียบเขาได้มีเพียง ‘ผู้ถูกเลือกจากสวรรค์’ ซึ่งมีเพียงน้อยนิดในโลกแห่งเทพเท่านั้น!
……
ตำหนักอนันตรัตติกาล
“ข้าบอกแล้ว มีท่านอาจารย์อยู่ ขอเพียงท่านลงมือ สรรพสิ่งจะสงบลงได้แน่นอน!”
หลิ่นเฟิงกล่าวด้วยรอยยิ้ม
“ข้าอยากรู้จริงๆ ว่ายามนี้ สหายเต๋าซูทรงพลังเพียงไร”
วานรเฒ่าสะพายดาบพึมพำ หัวใจคะนึงหา
“เรื่องนี้ข้าหาสนใจไม่ ขอเพียงใต้เท้าจอมราชันยังสุขสบายดี ข้าก็แสนปรีดาแล้ว”
ใบหน้าน้อยของราชันวิถีมังกรแดงยิ้มร่า
วันนี้ ทั่วตำหนักอนันตรัตติกาลเองก็เดือดพล่าน เปี่ยมเสียงยินดีเฮฮาต่อเนื่อง
……
“เขาพลิกสถานการณ์ สงบสงครามในแดนเซียนไปอีกหนแล้ว!”
ซีหนิง ณ บรรพพิภพสวรรค์เมินได้ทราบข่าวนี้เช่นกัน คู่เนตรเปล่งประกายงดงามของนางเรื่อเรือง “ข้าคาดไว้แล้ว แต่ไม่คิดเลยว่าเขาจะบุกตะลุยนครวิญญาณลำพัง”
ลั่วเทียนตูข้างกายนางเงียบไป
หัวใจของเขาแสนอัดอั้นยากสงบ
นับแต่พบซูอี้ จิตใจของเขาก็ถูกกระทบกระเทือนซ้ำแล้วซ้ำเล่า
จนยามนี้ ตัวเขาเองยังอดสงสัยไม่ได้ว่าการตัดสินใจเป็นศัตรูกับซูอี้ถูกต้องแล้วหรือ?
“เจ้าจะถอดใจหรือไม่?” ซีหนิงพลันถามขึ้น
ลั่วเทียนตูนิ่งไป ก่อนจะส่ายหน้ากล่าวขึ้นทันที “ไม่ได้ หากข้าถอดใจ มันจะรังแต่ทำร้ายหัวใจวิถีของข้า ซ้ำ… ข้ายังจะพลอยดูแคลนตนเองอีกด้วย”
เขาสูดหายใจลึกๆ ดวงตาแปรเปลี่ยนเป็นมั่นคง “ไม่ว่าอย่างไร ยามข้าพบเขาอีกครั้ง จะลงมือโดยไร้ลังเล!”
ซีหนิงเผยเค้าความชื่นชม “ยังนับว่ากล้า”
ลั่วเทียนตูตกตะลึงยินดี “อาหนิง ยากนะที่เจ้าจะชมข้าเช่นนี้”
ซีหนิงกล่าว “ความกล้านั้นเรื่องหนึ่ง แต่การหาเรื่องไปโดนต่อยตีนั่นอีกเรื่อง ข้าไม่ห่วงความปลอดภัยของสหายเต๋าซูหรอก ข้ากระทั่งคิดว่าการให้เจ้าเจ็บตัวเสียบ้างก็ไม่เลว อย่างน้อยเจ้าจะได้สำเหนียกตนบ้าง”
ลั่วเทียนตู “……”
……
“เร็วเข้า! เร็วกว่านี้อีก!”
ณ แดนร้างกระหายเลือดระหว่างแดนเซียนและนครวิญญาณ จักรพรรดิมารกลุ่มหนึ่งกำลังห้อตะบึงสุดกำลัง
ส่วนทัพมารล้านตนนั้น ถูกพวกเขาทิ้งห่างไปเนิ่นนาน
เพราะพวกเขาต้องการเร่งกลับนครวิญญาณโดยเร็วที่สุด จึงไม่อาจใส่ใจผู้อื่นได้เลย
ระหว่างทาง จักรพรรดิมารเหล่านี้ล้วนร้อนใจ สีหน้าดำคล้ำอัปลักษณ์
พวกเขาล้วนทราบข่าวสิ่งที่เกิดในนครวิญญาณแล้ว จนบัดนี้ก็ยังยากต่อการเชื่อว่าเป็นความจริง
ทรราชคนเดียวเองนะ!
จะเป็นไปได้เช่นไรที่เขาจะถล่มด่านหมาป่าสวรรค์ ทะลวงถึงแดนบรรพชนหมื่นมารได้ง่ายดายเพียงนี้?
“ข้าหวังเพียงว่าเรื่องราวจะยังไม่แย่จนถึงขีดสุด”
มีผู้กล่าวอย่างขมขื่นใจ
จักรพรรดิมารผู้นำทัพนับล้านบุกแดนเซียนในหนนี้ หาคาดคิดไม่ว่าซูอี้จะมาถล่มรังนอนของตน!
ข่าวเล่าว่าในศึกสันเขาประหารราตรี จักรพรรดิมารจากเก้าเผ่ามารของพวกตนตกตายไปเป็นร้อยตน
ตัวตนบรรพกาลหลายสิบเองก็สิ้นชีพอย่างน่าสยดสยองหน้าแดนบรรพชนหมื่นมาร!
เหตุเช่นนี้ทำให้พวกเขาแทบสลบ
“ขอข้าพูดอันใดแย่ๆ หน่อยเถอะนะ ต่อให้เรากลับไปทันเวลา ข้าก็ยังเกรงว่าเราคงไม่ใช่คู่มือทรราชกันอยู่ดี”
มีผู้กล่าวรำพึงอย่างหดหู่ใจ
หนึ่งวาจานั้นกระแทกใจจักรพรรดิมารตนอื่นๆ เข้าอย่างจัง
ถูกต้อง แดนบรรพชนหมื่นมารพังทลาย กระทั่งตัวตนบรรพกาลซึ่งมีอำนาจต่อสู้สูงสุดยังสิ้นใจ แล้วคนเหล่านี้จะต่อกรทรราชได้เช่นไร?
“ล้างแค้นงั้นรึ?”
มีผู้กล่าวขึ้นด้วยหน้าซีดขาว “ไม่เลย หนนี้เรากลับมาเพื่อประคองเผ่าไม่ให้สิ้นสูญ อย่างน้อยเราก็ยังมีโอกาสผงาดในภายหน้า แต่หากกระทั่งรากเหง้ายังถูกถอนสิ้น สรรพสิ่งก็จะจบเห่โดยแท้จริง!”
ทุกผู้พยักหน้าอย่างยากลำบาก
สองวันจากนั้น จักรพรรดิมารกลุ่มหนึ่งก็มาถึง ‘ด่านหมื่นอัคคี’ ณ ชายแดนนครวิญญาณก่อนใคร
“ในที่สุดก็กลับถึงเสียที”
มีผู้ผ่อนหายใจยาว
“ไป!”
พวกเขาทะยานเวหา ใช้เคล็ดวิชาเปิดอำนาจคุ้มด่านนอกด่านหมื่นอัคคีทันที และเตรียมทะยานเข้าไป
ตู้ม!
ทว่า สายฟ้าสีเลือดสายหนึ่งพลันเจิดจรัสทะลวงใส่
อำนาจร้ายกาจสะเทือนขวัญนั้นฟาดจักรพรรดิมารหลายสิบตนกระเด็นกระดอนในพริบตา ดูน่าอับอายยิ่งนัก
หลายคนบาดเจ็บ!
เมื่อมองขึ้นไป พวกเขาก็พบว่าบนกำแพงเมืองสูงตระหง่านมีชายชราผู้หนึ่งสวมอาภรณ์สีเลือด เส้นผมบางหรอมแหรม ใบหน้าซีดเซียวยืนอยู่
ในมือของเขาถือหอกสายฟ้าสีเลือดเล่มหนึ่ง
“ใต้เท้าบรรพชน! ไฉนเป็นท่านไปได้ขอรับ?”
จักรพรรดิมารผู้หนึ่งจากเผ่ามารอัสนีโลหิตอุทาน
ในศาลบรรพชนของเผ่ามารอัสนีโลหิตมีภาพวาดบรรพชน ‘เซวี่ยถิง’ ตั้งอยู่เสมอมา
ซึ่งเหมือนกับชายชราในชุดสีเลือดผู้นั้นทุกประการ!
“บรรพชนของเผ่ามารอัสนีโลหิตของพวกเจ้ารึ?”
จักรพรรดิมารตนอื่นๆ ต่างก็ประหลาดใจ หนึ่งความคิดปรากฏขึ้นในจิตใจ……
ต้องมีการเปลี่ยนแปลงร้ายกาจบางอย่างในแดนบรรพชนหมื่นมาร ทำให้บรรพชนเซวี่ยถิงมาปรากฏที่นี่!
ทว่าพวกเขาไม่เข้าใจเลยว่าไฉนบรรพชนเซวี่ยถิงจึงลงมือกับพวกตน!
ตู้ม!
บรรพชนเซวี่ยถิงลงมืออีกครั้ง ไม่เปิดโอกาสให้จักรพรรดิมารทั้งหลายมีโอกาสไถ่ถาม เพียงหนึ่งโบกสะบัดหอกศึก สายฟ้าสีเลือดก็กระหน่ำฟาดฟัน
อำนาจน่าสะพรึงกลัวเช่นนั้นทำให้หายนะเทพเหนือนภาถูกปลุกเร้า ทว่าก็ถูกอำนาจคุ้มด่านหมื่นอัคคีปกคลุมไว้อย่างรวดเร็ว
เปรี้ยง!
สุญตาแหลกระเบิด
จักรพรรดิมารระดับปฐพีเจ็ดตนถูกสังหารคาที่ ทั้งร่างและจิตวิญญาณต่างแหลกสลายเป็นผุยผงไปในอสนีบาตสีเลือด
ผู้อื่นตะลึงลานจิตหลุด
เกิดบ้าอันใดขึ้นกันแน่?!
หรือบรรพชนเซวี่ยถิงจะถูกผู้อื่นบงการอยู่?
ตู้ม!
บรรพชนเซวี่ยถิงโจมตีเข้ามาอีกโดยไม่รีรอให้ผู้ใดประจักษ์รู้
ตัวตนระดับบรรพชนผู้ถูกสร้างเป็นหุ่นเชิดแห่งเทพนี้มีอำนาจต่อสู้เทียบได้กับครึ่งเทพ ห่างไกลเกินจักรพรรดิมารตนใดในโลกหล้าจะเทียบชั้น
ยามเขาต่อสู้สุดกำลัง อำนาจยิ่งใหญ่บดขยี้ทั่วทิศก็ถูกเผยชัดเจน!
เพียงไม่กี่พริบตา
จักรพรรดิมารทั้งสามสิบเจ็ดตนก็ตายสิ้น!!
ไร้ผู้ใดหนีอำนาจของหุ่นเชิดแห่งเทพได้พ้น ทำได้เพียงตกตายสิ้นสูญ
จนกระทั่งยามมอดม้วย พวกเขาก็ยังไม่เข้าใจว่าไฉนบรรพชนเซวี่ยถิงจึงโหดร้ายกับพวกตนนัก
เหตุเช่นเดียวกันนี้ก็บังเกิด ณ แนวป้องกันอื่นๆ ของนครวิญญาณด้วย
ทัพมารซึ่งบุกไปยังแดนเซียนครั้งนี้มีจักรพรรดิมารเป็นผู้นำอยู่ร้อยกว่าตน
ยามนี้ จักรพรรดิมารเหล่านั้นต่างมาถึงแนวป้องกันต่างๆ ของนครวิญญาณ และถูกสังหารโดยหุ่นเชิดแห่งเทพผู้พิทักษ์ด่านอย่างไร้ปราณี!!
เรื่องนี้ช่างดูน่าขัน
เพราะผู้เข่นฆ่าจักรพรรดิมารเหล่านี้คือบรรพชนของพวกเขาเอง!
ทว่ามันก็เกิดขึ้นจริง ทำให้นอกจากจะดูน่าขัน มันยังโหดร้ายอีกด้วย
จนหลายวันต่อมา ทัพมารซึ่งถอนกำลังจากแดนเซียนก็กลับมาถึงชายแดนนครวิญญาณตามๆ กัน
พวกเขาก็ถูกเก้าหุ่นเชิดแห่งเทพกวาดล้างไร้ข้อยกเว้น!
นอกเก้าด่านพิทักษ์จึงมีซากศพกองเป็นบรรพต โลหิตเจิ่งนองดุจทะเล
ทว่าก็ยังโชคดีที่มีจักรพรรดิมารและทัพมารหนีรอดการโจมตีนี้ไปได้บ้าง
นครวิญญาณมีด่านคุ้มกันสิบสามแห่ง
เก้าหุ่นเชิดแห่งเทพพิทักษ์ได้เพียงเก้าด่าน
ผู้โชคดีรอดจากการเข่นฆ่ากลับถึงนครวิญญาณได้นั้นก็คือผู้ไปยังสี่ด่านอื่นๆ
ทว่าเมื่อเทียบกับทัพมารนับล้านและจักรพรรดิมารนับร้อยเมื่อกาลก่อน ยามนี้เหลือจักรพรรดิมารเพียงสิบกว่าตนและยอดฝีมือหกหมื่นกว่าตนรอดกลับมายังนครวิญญาณได้
ความเสียหายนี้ถือว่าหนักหนาเกินคาดคิด!
เก้าหุ่นเชิดแห่งเทพยังคงประจำที่เดิม
คำบัญชาที่พวกตนได้รับคืออยู่ฆ่าศัตรูที่นี่ ไม่ไปไหนจนกว่าบัญชาใหม่จะมา
และสิ่งที่เกิด ณ เก้าด่านพิทักษ์แดนก็ถูกส่งกลับสู่นครวิญญาณอย่างรวดเร็ว เป็นหนึ่งศิลาอันร่วงโรยจากฟ้า กวนกระแสลือลั่นในโลกหล้าอีกครั้ง
“ในหมู่จักรพรรดิมารนับร้อยที่บุกไปยังแดนเซียน เหลือรอดกลับมาเพียงสิบสามรึ?”
“และในหมู่ทัพยอดฝีมือล้านนาย ก็เหลือกลับมาแค่หกหมื่นกว่าตน?”
“ไฉนจึงเป็นเช่นนี้กัน!?”
“หรือสวรรค์จะอยากล้างนครวิญญาณของเรารึ?”
ชั่วขณะนั้น ทั่วนครวิญญาณเปี่ยมบรรยากาศสิ้นหวัง
สำหรับนครวิญญาณ หายนะที่ซูอี้นำมาเพียงลำพังก็ยิ่งใหญ่หนักหนาเกินใดเปรียบ!
แดนบรรพชนหมื่นมารพังทลาย!
จักรพรรดิมารจากเก้าเผ่ามารอันยิ่งใหญ่ดุจเจ้าโลกาถูกเข่นฆ่าแทบไม่เหลือ!
ทัพนครวิญญาณนับล้านแตกพ่าย เสียหายยับเยิน!
กระทั่งเก้าบรรพชนก็ดูเหมือนจะถูกซูอี้ควบคุมบงการ!
เหตุพลิกผันเช่นนี้ทลายระบบระเบียบในนครวิญญาณลงสิ้น และยังทำลายครรลองปกครองของเก้าเผ่ามารนับแต่บรรพกาลลงโดยไม่เหลือซาก ทำให้โลกหล้าปั่นป่วนอย่างไม่เคยบังเกิด
ระบบระเบียบพังทลาย โลกหล้าโกลาหล
ทุกคนต่างรู้ดีว่ายามนี้ อำนาจในนครวิญญาณได้แปรเปลี่ยนไปแล้วโดยแท้จริง!
……
ณ แดนบรรพชนหมื่นมาร
เหตุโกลาหลทั่วโลกหล้าหากระทบถึงซูอี้ไม่
เขาทำสมาธินิ่งงัน หารับรู้เรื่องทั้งหลายไม่
เมื่อกาลผ่านทีละวัน อำนาจที่มาในสระฮุ่นตุ้นก็ลดถอยลงเรื่อยๆ จนตาเปล่ามองเห็นได้
และปราณบนร่างซูอี้ก็แข็งแกร่งขึ้นทุกวัน!
จนหนึ่งเดือนต่อมา
อำนาจที่มาในสระฮุ่นตุ้นเหือดแห้งไปสิ้น
ซูอี้ผู้ทำสมาธิอยู่ค่อยๆ ลืมตาขึ้น
ตู้ม!
หมอกฮุ่นตุ้นรอบกายเขาซึมหายเข้าสู่ร่างชายหนุ่มเยี่ยงกระแสธาร ประหนึ่งวาฬใหญ่อ้าปากกลืนวารี
ทันใดนั้น กระทั่งปราณอันเดือดพล่านของเขาก็นิ่งงัน
จากรูปลักษณ์ที่เห็น ชายหนุ่มหาแตกต่างจากกาลก่อนไม่
มีเพียงซูอี้เท่านั้นที่รู้ว่าหลังฝึกฝน การดูดซับอำนาจที่มาในสระฮุ่นตุ้นตลอดหนึ่งเดือนมานี้ ทำให้การฝึกฝนระดับแกนรวมศูนย์ของเขาถูกขัดเกลามาถึงขั้นสมบูรณ์แล้ว!
แม้จะยังไม่อาจเคลื่อนขอบเขตได้โดยแท้จริง แต่ความคืบหน้าเช่นนี้ก็กล่าวได้แล้วว่าก้าวกระโดด
“โชคเคราะห์พึ่งพา การมายังนครวิญญาณครั้งนี้ทำให้ข้าได้รับผลประโยชน์มากมาย เมื่อเทียบกับกาลก่อน ความแข็งแกร่งของข้าก็เพิ่มขึ้นอย่างน้อยสามส่วน!”
“สิ่งที่ข้าขาดไปในยามนี้คือการขัดเกลากฎเกณฑ์มหาวิถีจนสมบูรณ์แบบ จากนั้นก็เริ่มคิดถึงการพิสูจน์เต๋าเข้าสู่ระดับสุดลึกล้ำได้!”
ขณะครุ่นคิด ซูอี้พลันลุกขึ้น “ถึงกาลไปเยือนโลกภายนอกสักหน่อยแล้วเช่นกัน”