บันทึกตำนานราชันอหังการ [ 剑道第一仙 ] - บทที่ 1941-1945
บทที่ 1,941 วาฬตาย สรรพชีวิตอยู่
นอกสระฮุ่นตุ้น
เตาเสริมสวรรค์แปรขนาดไปจนสูงหมื่นจั้ง ทั่วเตาเรื่อเรืองรัศมีเซียนสีม่วง หล่อหลอมสินสงครามที่รวบรวมมาในช่วงนี้อย่างเมามัน
มองเพียงปราดแรก มันดูประหนึ่งขุนเขาสูงตระหง่าน ร่างทรงกลมของมันกู่ก้องคำราม พ่นเพลิงแสงปะทุต่อเนื่อง
“ไปกัน”
ซูอี้ยกมือขึ้นทักทาย ก่อนจะเดินไปยังทางออกแดนบรรพชนหมื่นมาร
เตาเสริมสวรรค์รีบร้อนไล่ตาม
ร่างสูงหมื่นจั้งของมันหดเหลือเพียงฝ่ามือ ไล่ตามติดซูอี้ประหนึ่งเนื้องอก เล่าจ้อถึงผลลัพธ์การเก็บเกี่ยวสินสงคราม
แล้วร่างของทั้งสองก็ค่อยๆ หายไปจากโลกหล้าแห่งนี้
นอกแดนบรรพชนหมื่นมาร
ตรงหน้าแม่น้ำฮุ่นตุ้นอันยิ่งใหญ่
เมื่อซูอี้เดินออกจากแดนบรรพชนหมื่นมาร เขาก็อดตกใจมิได้
ท้องนภามืดหม่น ทั่วทิศเงียบสงัด
ตัวตนกลุ่มหนึ่งมาคุกเข่าอยู่ที่นี่ตั้งแต่ยามใดไม่อาจทราบ
พวกเขามีสามสิบกว่าตน
ดูจากรูปลักษณ์และปราณ พวกเขาเป็นจักรพรรดิมารจากเก้าเผ่ามาร!
ทว่ายามนี้ พวกเขาคุกเข่าลงกับพื้น ไร้ผู้ใดลงมือวู่วาม
ภาพการคุกเข่าก้มหัวลงของเหล่าจักรพรรดิมารนี้ช่างดูสะเทือนจิตใจเป็นพิเศษ
เมื่อเห็นร่างของซูอี้เดินออกมา ชายชราผมยาวร่างผอมแห้งซึ่งอยู่ตรงหน้าสุดกล่าวขึ้นเสียงสั่น “เราคนบาปจากเก้าเผ่ามารขอคุกเข่าขอขมาจอมราชันซู ณ ที่นี้!”
“ขอจอมราชันซูโปรดอภัยด้วย!”
คนอื่นๆ พากันกล่าวขึ้นตามกัน
เสียงอันพร้อมเพรียงเป็นหนึ่งสะท้านทั่วหมู่เมฆา
พวกเขากล่าวขณะโขกหัวลงกับพื้น ไม่กล้าเงยหน้าขึ้นมองซูอี้แม้แต่น้อย
“ขอขมารึ?”
ซูอี้ครุ่นคิดและกล่าวว่า “พวกเจ้าเก้าเผ่ามารตั้งใจจะสิโรราบหรือ?”
“ถูกต้อง!”
ชายชราร่างผอมกล่าวเสียงขมขื่น กล่าวขึ้นด้วยร่างสั่นเทิ้ม “ข้ารู้ว่าบาปของเรานั้นหนาหนัก ทว่าพวกเราไม่กล้าเลือกเป็นศัตรูกับจอมราชันซูอีกแล้ว! ไม่ว่าจอมราชันซูจะอภัยแก่เราหรือไม่ ข้าก็หวังเพียงให้จอมราชันซูเห็นน้ำใจของเราเก้าเผ่ามารก่อนตัดสินใจขอรับ”
ซูอี้พยักหน้า
เขาอยากเห็นนักว่าเก้าเผ่ามารหนนี้จะเล่นลูกไม้ใดอีก
ชายชราร่างผอมลุกขึ้นจากพื้น นำม้วนภาพม้วนหนึ่งจากในแขนเสื้อยกขึ้นบนอากาศ
พรึ่บ!
ม้วนภาพคลี่ตัวกลางอากาศ คลุมอาณาเขตยาวไกล บรรพตลำธารในโลกหล้าสะท้อนในม้วนภาพ ตะวันจันทราและดวงดาวเคลื่อนคล้อย
ในม้วนภาพนั้น ตัวตนนับล้านกระจัดกระจายเนืองแน่นตามจุดต่างๆ ในโลกหล้า ณ ม้วนภาพ!
“จอมราชันซู ยอดฝีมือล้านกว่าคนใน ‘ภาพพันแดนดินอำพราง’ นี้ล้วนแต่เป็นสหายเต๋าจากแดนเซียนที่เราเก้าเผ่ามารนำมาในยุคอวสานเซียนขอรับ”
ชายชราร่างผอมดูหวาดกลัวจะทำให้ซูอี้ขุ่นเคืองใจ ใช้วาจาสุภาพถ่อมตัวอย่างยิ่ง “พวกเขาทุกคนต่างสบายดี อำนาจผนึกบนร่างถูกกำจัดไปเนิ่นนาน และเมื่อท่านออกจากนครวิญญาณก็สามารถพาสหายเต๋าล้านกว่าคนเหล่านี้กลับไปด้วยได้ขอรับ”
ซูอี้เบนสายตามามองภาพพันแดนดินอำพรางแล้วขมวดคิ้ว
ในยุคอวสานเซียน บังเกิดหายนะกวาดทั่วแดนเซียน และเป็นที่รู้กันทั่วว่าเก้าเผ่ามารฉวยโอกาสชุลมุนบุกมายังแดนเซียน
ทว่าซูอี้หาคาดคิดไม่ว่าในยุคมืดดังกล่าว จะมียอดฝีมือถึงล้านกว่าคนที่ถูกจับเป็น!
“นี่คือน้ำใจของพวกเจ้ารึ?” ซูอี้กล่าว
ชายชราร่างผอมรีบร้อนตอบ “ไม่ขอรับ นี่เป็นเพียงหนึ่งในน้ำใจจากเราเท่านั้น”
ว่าแล้วเจ้าตัวก็นำโองการม้วนหนึ่งออกจากแขนเสื้อ ยกขึ้นสูง ก้มศีรษะกล่าว “นี่คือพันธสัญญาที่เราเก้าเผ่ามารใช้เลือดแท้ของบรรพชนเขียนขึ้น และยังมีตราประทับที่มาของจักรพรรดิมารของเราอยู่ ขอให้จอมราชันซูตรวจสอบด้วยขอรับ”
ซูอี้คว้าจับรับโองการชิ้นนั้นมา
เมื่อเขาเปิดอ่านก็พบว่ามันเป็นพันธสัญญาฉบับหนึ่งที่เก้าเผ่ามารเขียนขึ้น เนื้อความว่าสิโรราบต่อซูอี้ในฐานะตัวแทนนครวิญญาณทั้งแดน!
รับประกันว่าจากนี้ไป กำลังพลนครวิญญาณอันนำโดยเก้าเผ่ามารจะไม่ใช่ศัตรูของแดนเซียนอีกต่อไป!
หากบิดพริ้วไม่ทำตาม เก้าเผ่ามารจะถูกทำลายสิ้น!
นอกจากนั้น ซูอี้ยังสัมผัสได้ว่ามีปราณมากมายจารึกไว้ในโองการนี้
ทว่าเขาก็ทำเพียงมองปราดเดียวแล้วส่ายหัวน้อยๆ
สีหน้าชายชราร่างผอมพลันถอดสี กล่าวขึ้นอย่างเป็นกังวล “จอมราชันซูคิดว่าน้ำใจนี้มิเพียงพอหรือ?”
ซูอี้กล่าว “ข้าไม่เคยเชื่อในสัญญาสาบานใดๆ ไม่ว่าเจ้าจะ สิโรราบโดยเต็มใจหรือแค่เพราะต้องการอยู่รอด ข้าหาใส่ใจไม่”
ตุ้บ!
ชายชราร่างผอมคุกเข่าลงกับพื้นอีกครั้ง กล่าวขึ้นอย่างหวาดผวา “หลังประสบหายนะนี้ เผ่ามารทั้งเก้าของเราล้วนเข้าใจถ่องแท้ว่าจอมราชันซูเป็นตัวตนทรงพลังเพียงไร และทิ้งความปรารถนาล้างแค้นไปสิ้นแล้ว วอนเพียงให้จอมราชันซูเมตตา เปิดทางรอดให้แก่เราด้วยเถิด!”
ว่าแล้ว เจ้าตัวก็โขกหัวลงกับพื้น
ซูอี้เพียงกล่าวเนิบๆ “เจ้าคิดว่าแม้ข้าไม่ลงมือ จากนี้ไปในนครวิญญาณจะยังมีที่ใดในโลกหล้าให้พวกเจ้าเก้าเผ่ามารยืนหยัดได้อยู่อีกหรือ?”
ชายชราร่างผอมสะดุ้ง สีหน้าดำคล้ำ
ยามหนึ่งวาฬตาย สรรพชีวิตอยู่
มังกรฟ้าสิ้นอายุขัย สุนัขป่าจะรุมแก่งแย่งเป็นแน่แท้
ยามนี้ พวกเขาเก้าเผ่ามารเสียหายยับเยิน อำนาจต่อสู้สูงสุดแทบไม่เหลือ ทั้งความแข็งแกร่งและเกียรติภูมิตกต่ำถึงขีดสุด
ขุมกำลังอื่นๆ ในนครวิญญาณย่อมต้องลับคมดาบรอ พร้อมฉวยโอกาสซ้ำเติม เก็บเกี่ยวผลประโยชน์ยามชุลมุนครานี้!
เพื่อป้องกันไม่ให้เก้าเผ่ามารของพวกตนฟื้นกำลัง ขุมกำลังอื่นๆ ในนครวิญญาณจะใช้กลยุทธ์ตัดรากถอนโคนกันแน่นอน!
ซูอี้เห็นได้ว่าชายชราร่างผอมเข้าใจความหมายวาจาของเขา
“ขอเพียงจอมราชันซูอภัยแก่เก้าเผ่ามารของเราก็พอแล้วขอรับ ส่วนเรื่องที่เก้าเผ่ามารเราจะรอดถึงภายหน้าได้หรือไม่ เราก็ทำได้เพียงปล่อยให้เป็นไปตามลิขิตสวรรค์ขอรับ”
ชายชราร่างผอมรำพึง
ซูอี้ส่งเสียงรับในคอ ทันทีที่ยื่นมือ ภาพพันแดนดินอำพรางซึ่งลอยบนอากาศก็แปรเปลี่ยนเป็นลำแสงสู่มือ
“ข้ารับน้ำใจนี้ไว้แล้ว ภายหน้า พวกเจ้าเก้าเผ่ามารก็แสวงโชคกันเอง”
ซูอี้กล่าว
ว่าแล้วชายหนุ่มก็ออกแรงกดเท้า
ตู้ม!
แดนบรรพชนหมื่นมารเบื้องหลังเขาถล่มล่มดังสนั่น
โลกเร้นลับอันอยู่รอดมาแสนนานแห่งนี้เคยเป็นเขตหวงห้ามอันดับหนึ่งของนครวิญญาณ เป็นรากเหง้าของเก้าเผ่ามาร! เป็นสถานที่ศักดิ์สิทธิ์อันลึกลับสูงสุดในสายตาผู้ฝึกตนของเก้าเผ่ามาร ณ นครแห่งนี้
ทว่ายามนี้ ซูอี้กลับทำลายมันลงสิ้น!!
เพียงพริบตา ชายชราร่างผอมและคณะต่างตะลึงคาที่ หัวใจแหลกสลาย
ความรู้สึกโศกเศร้าสิ้นหวังประดังเข้าในใจ วิญญาณละล่องหลุด
ใบไม้โรยลงสู่ราก
แต่ถ้ารากยังไม่เหลือ แล้วใบไม้จะโรยลงที่ใด?
ซูอี้มองสีหน้าของทุกคนและกล่าวว่า “ข้าคาดหวังว่าภายหน้า พวกเจ้าเก้าเผ่ามารจะได้ฟื้นตัวยิ่งใหญ่อีกครั้ง จงดูแลตนเองให้ดี”
ว่าแล้วเขาก็สาวเท้าเหนือเวหาล่องนภาจากไป
เมื่อร่างของชายหนุ่มหายลับ ชายชราร่างผอมและคณะจึงกล้าลุกจากพื้นตามๆ กันราวเพิ่งตื่นจากฝัน สีหน้าแต่ละคนล้วนซับซ้อนตะลึงค้าง
ดูเหมือนพวกตนจะรอดชีวิตและยังพบทางรอดของเก้าเผ่ามารของพวกตนด้วย
ทว่า……
พวกเขาล้วนทราบว่าหายนะที่พวกเขาเก้าเผ่ามารต้องเผชิญยังมีต่อ
ไร้ผู้ใดแน่ใจว่าพวกตนจะรักษาเก้าเผ่ามารไม่ให้ล่มสลายได้หรือไม่!
“ก่อนหน้านี้ จอมราชันซูหมายความเช่นไร วาจาที่เขากล่าวไว้ก่อนจากนี่ เขา… อยากให้เราเก้าเผ่ามารเรืองอำนาจอีกครั้งหรือ?”
ทันใดนั้นก็มีบางคนกล่าวขึ้นอย่างงุงงน
ผู้อื่นเองก็ขมวดคิ้วสงสัยเช่นกัน
ชายชราร่างผอมพอจะเข้าใจและรำพึง “แดนเซียนต้องการคู่ต่อกร และเรานครวิญญาณก็เป็นหินลับดาบ! เพียงแต่… วันนี้ พวกเราไร้กระทั่งคุณสมบัติจะเป็นหินลับดาบให้แดนเซียนด้วยซ้ำไป”
หินลับดาบ!
เป็นคำอธิบายอันแสนอัปยศ
ทว่าจักรพรรดิมารเหล่านี้ไม่อาจเดือดดาลได้ รู้สึกเพียงเวิ้งว้างตะลึงงัน
มีหรือจะไม่เข้าใจว่าต่อจากนี้ นครวิญญาณไม่อาจเป็นภัยต่อแดนเซียนได้อีกแล้ว?
และมีค่าเป็นได้เพียงหินลับดาบ!
“หากเปลี่ยนให้ข้าเป็นจอมราชันซู เกรงว่าคงไม่ยอมรามือเท่านี้ และไม่มีทางพูดวาจาเช่นนี้ออกมาเป็นแน่……”
มีผู้พึมพำ
คนอื่นๆ เองก็พยักหน้าเห็นด้วย
ก่อนหน้านี้ ซูอี้ไม่ได้เร่งร้อนฆ่าฟัน ไม่รังเกียจจะใช้โองการนั้นเป็นประกัน ด้วยความกล้าเช่นนี้ เกรงว่าคงไม่อาจหาผู้ใดในทั่วหล้าฟ้าดินเทียบได้อีก
แม้พวกเขาจะไม่อยากแต่ก็ต้องยอมรับว่าความคิดของซูอี้เป็นเช่นตะวันจันทราเหนือหล้า เพียงพอเจิดจรัสโดยลำพังในจักรวาล!
……
ภายใต้ท้องนภา นาวาพลิกสวรรค์พาร่างของซูอี้ไปยังชายแดนนครวิญญาณ
เตาเสริมสวรรค์ถามอย่างงุนงง “ใต้เท้า ไฉนจึงเลือกอภัยให้พวกเขาก่อนหน้านี้หรือขอรับ?”
“กาลเวลาลบล้างสรรพสิ่งได้ หากข้าทำลายเก้าเผ่ามารไปยามนี้ ภายหน้าก็จะบังเกิดเก้าเผ่ามารใหม่หรือสิ่งใหม่ประมาณเดียวกันขึ้นอีกในนครวิญญาณ”
ซูอี้นั่งเอกเขนกบนเรือ พลางกล่าวขึ้นอย่างใจลอย “เรื่องเช่นนี้จะไม่มีวันจบเว้นแต่ฆ่าล้างนครวิญญาณไปเสีย”
เตาเสริมสวรรค์รีบร้อนกล่าว “ทว่าใต้เท้าย่อมไม่คิดใส่ใจกระทำเช่นนี้แน่”
ซูอี้ยิ้มคำกับตนเอง “ผิดแล้ว เพราะพวกเขาไม่ได้ทำร้ายผู้ใกล้ชิดกับข้าต่างหาก ข้าก็เห็นแก่ตัวยิ่งเช่นกัน นับว่าห่างไกลเกินจะเทียบตัวกับเหล่านักบุญผดุงโลกหล้าได้”
“ใต้เท้าถ่อมตัวเกินไปแล้ว หากไม่ใช่การกระทำของท่านในครานี้ ข้าก็ไม่อาจทราบได้ว่าแดนเซียนจะบังเกิดมรสุมละเลงเลือดร้ายกาจเพียงไร! ท่านคือผู้กอบกู้อย่างแท้จริง นายเหนือผู้คุ้มครองแดนเซียน!”
เตาเสริมสวรรค์รำพึง มันไม่ลืมแทรกคำเยินยอไปด้วย
ซูอี้กล่าวเนิบๆ “ข้าคุ้มครองแดนเซียนได้เพียงชั่วครู่ ไม่ใช่ตลอดกาลหรอก ยามข้าพิทักษ์แดน พวกเขาก็บูชาข้าดุจเทพ แต่ขอเพียงข้าหยุดปกป้องพวกเขา เชื่อหรือไม่ว่าข้าจะถูกก่นด่าครหาจากทุกผู้ทันที?”
เตาเสริมสวรรค์ “……”
ซูอี้กล่าว “แม้ข้าจะยังไม่ได้กลับแดนเซียน แต่ข้ากล้าทำนายว่าเรื่องเช่นนี้ต้องเกิดขึ้นในแดนเซียนแล้ว”
น้ำเสียงของชายหนุ่มไม่ได้แฝงอารมณ์มากนัก
นี่คือสันดานมนุษย์โดยแท้และเป็นครรลองแห่งโลกหล้า
ตลอดชั่วอนันตกาล ผู้กล้าทั้งมวลแห่งโลกหล้าย่อมไม่อาจทนความแปดเปื้อนได้
หากเรื่องเช่นนั้นเกิดขึ้น พวกเขาจะร่วงหล่นจากแท่นสูงแห่งเกียรติภูมิ
วันถัดมา
ซูอี้มาถึงแนวป้องกันนครวิญญาณ จากนั้นก็ออกเดินทางร่วมกับหุ่นเชิดแห่งเทพทั้งเก้ากลับไปยังแดนเซียน
สามวันจากนั้น
ณ ด่านสวรรค์ชั้นเจ็ด
เมื่อเห็นร่างของซูอี้กลับมาบนนาวาพลิกสวรรค์จากไกลๆ เสียงโห่ร้องอย่างตื่นเต้นพลันดังระงมในด่าน
บนกำแพงเมืองสูงตระหง่าน เผยหงจิ่ง ฮูหยินเซียงอวิ๋น เซี่ยกู้ และมหาเซียนทั้งหลายแย้มยิ้มเบิกบานยิ่งกว่าผู้ใด ต่างคนต่างออกมาต้อนรับด้วยตนเอง
“ขอต้อนรับฉลองชัยแด่ใต้เท้าจอมราชัน!”
ทุกคนล้วนก้มหัวคำนับ เปล่งวจีสะท้านเมฆา
“ขอต้อนรับฉลองชัยแด่ใต้เท้าจอมราชัน!!”
ทุกคนในด่านสวรรค์ชั้นเจ็ดคำนับพร้อมเพรียง น้ำเสียงพร้อมพรั่งเป็นหนึ่ง สะท้อนลั่นเนิ่นนานทั่วเก้าสวรรค์ด้าวแดน
หนึ่งเดือนถัดมาจากกาลก่อนหน้า……ซูอี้ได้หวนคืนจากนครวิญญาณสู่แดนเซียน!
ทันทีที่ข่าวแพร่ออกไป ทั่วโลกหล้าพลันสั่นสะท้าน
บทที่ 1,942 รักษาคำพูด
ใต้เท้าจอมราชันซูกลับมาแล้ว!
ข่าวนี้เป็นดั่งพายุพัดโหม ทำให้ทั่วทั้งแดนดินสั่นไหวครั้งใหญ่
“ผ่านไปหนึ่งเดือน ในที่สุดใต้เท้าจอมราชันซูก็ปรากฏตัวแล้ว!”
ใครบางผู้ตื่นเต้น จนส่งเสียงยินดี
ในช่วงเวลาก่อนหน้านี้ ด้วยการถอนกำลังของเผ่ามารนอกแดน ทำให้แดนเซียนกลับมาสงบสุขในที่สุด
ส่วนวีรกรรมอันแพรวพราวของซูอี้ในนครวิญญาณได้กระจายไปทั่วทั้งแดนเซียน ทำให้กลายเป็นประเด็นร้อนนับไม่ถ้วน
คนคนเดียวบุกทะลวงผ่านด่านหมาป่าสวรรค์ด้วยฝ่ามือ สังหารจักรพรรดิมารนับร้อยในศึกสันเขาประหารราตรี และเข้าสู่แดนบรรพชนหมื่นมาร!
สถานการณ์ในนครวิญญาณตกอยู่ในความโกลาหล!
ความสำเร็จนับไม่ถ้วนนี้มากพอจะทำให้ยุคสมัยเฉิดฉาย ทำให้ทุกสรรพสิ่งในแดนเซียนสั่นสะท้าน ในขณะที่มีบางผู้ชื่นชมยินดีกับซูอี้ไปทั่วทุกหนแห่งในโลกหล้า
“เจ้าพวกคนทรยศเหล่านั้นต้องถูกล้างด้วยเลือด!”
ใครบางผู้เชื่อว่า การกลับมาของซูอี้ย่อมหมายถึงขุมกำลังวิถีเซียน และยอดฝีมือที่เคยทำหน้าที่เป็นสมุนรับใช้ของมารนอกแดนจะถูกคิดบัญชีอย่างสมบูรณ์!
หลายคนกระทั่งตั้งตารอคอย
เพราะในช่วงตลอดเก้าวันที่กองทัพมารรุกรานแดนเซียน มีผู้ทรยศจำนวนมากอยู่ในแดนเซียน และพวกเขาได้สร้างความไม่พอใจ รวมถึงความโกรธแค้นต่อสาธารณชนทั่วแดน!
“จบแล้ว…”
หัวใจของชายชราจากลัทธิไร้มลทินแตกสลายไม่มีชิ้นดี
การกลับมาของซูอี้สำหรับพวกเขาผู้คอยสุมไฟอยู่ในความมืด รวมถึงกองกำลังยักษ์ใหญ่วิถีเซียนอื่นที่คอยเติมเชื้อไฟให้ ย่อมเป็นข่าวร้ายอย่างแน่นอน!
ต่อให้พวกเขาจะไม่เคยทรยศ หรือไม่เคยลงมือในฐานะคนหักหลังก็ตาม
แต่พวกเขาล้วนทราบดี เมื่อซูอี้เข้าใจว่าพวกเขากระทำอันใดลงไป อีกฝ่ายจะไม่วันยกโทษให้ง่ายๆ อย่างแน่นอน!
“ในโลกหล้าใบนี้ ผู้ใดยังจำตอนที่ใต้เท้าจอมราชันซูถ่ายทอดวาจา ในวันที่กองทัพมารมารุกรานแดนเซียนได้บ้าง?”
ใครบางผู้กระซิบ
“ผู้กล้าแกร่งสังหารศัตรู ข้าจะมอบบำเหน็จให้!”
“ผู้ใดฉวยโอกาสปล้นบ้านยามไฟไหม้ ฉกฉวยผลประโยชน์ยามโกลาหล หลังกวาดล้างศัตรูได้ ข้าจะไล่คิดบัญชีรายหัว ไม่ละเว้นแม้เพียงหนึ่ง!”
“ผู้ใดขลาดเขลากลัวสงคราม มิกระทำการใด จะถูกลงโทษสถานหนัก!”
“ผู้ใดร่วมมือกับเผ่ามารนอกแดน สังหารล้างโคตรเหง้า ไม่ละเว้นแม้เพียงหนึ่ง!”
ในช่วงแรกที่พูดสิ่งเหล่านี้ มันได้สร้างความฮือฮาให้กับแดนเซียน อีกทั้งยังกระตุ้นให้กองกำลังวิถีเซียนจำนวนมากเข้าร่วมในการต่อสู้กับมารนอกแดน
จนกระทั่งช่วงที่สงครามอุบัติขึ้นในภายหลัง โลกหล้าเกิดความปั่นป่วน ชายผู้นั้นไม่ได้โผล่หน้ามานาน ผู้คนจึงไม่เก็บคำพูดเหล่านี้มาใส่ใจ
แต่เมื่อคำพูดเหล่านั้นถูกพูดขึ้นมาอีกครั้งในยามนี้ ทุกผู้ในแดนเซียนแห่งนี้พลันเริ่มชั่งน้ำหนักคำพูดเหล่านี้อีกครั้งแล้ว!
……
คาดไม่ถึงเลยว่า หลังจากซูอี้กลับมา เขาจะไม่เผยตัวหรือร่องรอยใดๆ ในโลกหล้า
ข่าวเกี่ยวกับชายหนุ่มต่างมลายหายไปสิ้น
ผ่านไปชั่วครู่ เรื่องนี้ได้กระตุ้นความสนใจของแดนเซียน ทำให้ทุกผู้มีความเห็นแตกต่างกันออกไป
“ว่ากันว่าอีกสองปี หนทางบรรลุเทพที่ร่ำลือกันจะปรากฏขึ้น ใต้เท้าจอมราชันซูน่าจะเก็บตัวฝึกฝน เพื่อเตรียมพร้อมสำหรับเหตุการณ์นี้!”
ใครบางคนวิเคราะห์ว่า สาเหตุที่ซูอี้เก็บตัวคงจะเตรียมพร้อมสำหรับการบรรลุเทพ!
แน่นอนว่า เรื่องนี้ย่อมดึงดูดให้ผู้คนมาเข้าร่วม
เพราะในช่วงกาลที่ผ่านมา ต่อให้มารนอกแดนจะรุกรานแดนเซียน แต่บุตรและบุตรีแห่งสวรรค์ที่กระจายตัวอยู่ในแดนเซียนต่างไม่เคยแสดงร่องรอยแต่อย่างใด
ว่ากันว่าพวกเขากำลังเตรียมตัวสำหรับการบรรลุเทพ
ในมุมมองของผู้คน ซูอี้ย่อมต้องไม่พลาดโอกาสดังกล่าวอย่างแน่นอน
“ไม่จำเป็น ใต้เท้าจอมราชันซูไม่ใช่คนไม่รักษาคำพูด ข้าสงสัยว่าเขากำลังเตรียมจะกำจัดคนทรยศเหล่านั้นที่อยู่ทั้งนอกและใน!”
“นอกจากนี้ ผู้ที่กล้าต่อสู้กับมารนอกแดนจะได้รับรางวัลอย่างแน่นอน!”
การอนุมานดังกล่าวดึงดูดความสนใจเป็นจำนวนมากเช่นกัน
ทว่าเมื่อเวลาผ่านไป หากแต่ไม่มีข่าวคราวจากซูอี้ ผู้คนจึงค่อยๆ เลิกสนใจเรื่องเหล่านี้
สำหรับทุกสรรพสิ่งในแดนเซียน สถานะของซูอี้สูงส่งเกินไป เขาเป็นดั่งเทพในสรวง การแสดงความเห็นเกี่ยวกับเขาจึงไม่ต่างจากเรื่องสนทนาช่วงมื้อเย็นเท่านั้น
ไม่ว่าอย่างไร การที่เขายังอยู่ในแดนเซียน ในช่วงกาลต่อจากนี้ไป โลกจะมีแต่ความสงบสุขสามัคคี!
ครึ่งปีต่อมา
ณ ตำหนักอนันตรัตติกาล
หิมะหนาราวขนห่านปลิวไสว โลกหล้ากลายเป็นสีขาว
ภายในตำหนักสะอาดสะอ้าน ซูอี้นอนอยู่บนเก้าอี้หวายอย่างเกียจคร้าน มองดูหิมะหนาตกอยู่นอกโถงหลัก สีหน้าสงบนิ่ง
บนโต๊ะขนาดเล็กที่อยู่ด้านข้างมีเหยือก แก้วสุรากับผลไม้เซียนบางส่วน
ชิงเวยคุกเข่าอยู่ข้างโต๊ะขนาดเล็ก บั้นท้ายอวบอิ่มกดทับขาขาวราวหิมะที่อยู่ใต้กระโปรง ขับเน้นส่วนโค้งอันเย้ายวนออกมา
นางกำลังชงชาบนเตาดินสีแดงขนาดเล็ก เปลวเพลิงสะท้อนให้เห็นความเย้ายวนน่าหลงใหล ในขณะที่ใบหน้าบอบบางงามงด ดูมีเสน่ห์ไปอีกแบบ
หิมะตกลงมาอย่างเงียบงัน โถงหลักเงียบสงบ มีเพียงเสียงเตาชาเดือดปุดๆ กับกลิ่นหอมสดชื่นของชาที่อบอวลอยู่ในอากาศธาตุ
ซูอี้คิดถึงฉาจิ่นอย่างอธิบายไม่ถูก
ตอนอยู่ในโลกมนุษย์ ฉาจิ่นเคยรับใช้เขาเช่นนี้
ทว่าเพียงพริบตา กาลเวลาก็ผ่านไปหลายปีแล้ว
ซูอี้หยิบแก้วสุราแล้วดื่มเข้าไป
ทันทีที่แก้วว่างเปล่า ชิงเวยพลันหยิบเหยือกสุรา ก่อนเทใส่แก้วสุรา
“เจ้าคือมหาเซียน แต่กลับรับใช้ข้าดั่งสาวใช้ ต่ำต้อยเกินไปแล้ว” ซูอี้กล่าวแผ่วเบา
ชิงเวยตกตะลึง จากนั้นนางก็เม้มริมฝีปากก่อนคลี่ยิ้มหวานออกมา และกล่าวขึ้นว่า “ในโลกหล้าใบนี้ ตัวตนขอบเขตมหาศาลเก่าก่อนยากพานพบนายท่าน แต่คนรุ่นหลังกลับสามารถรับใช้นายท่านได้ มันจึงถือเป็นเกียรติยิ่งนัก ดังนั้นเหตุใดท่านจึงต้องกล่าวเช่นนั้นด้วย?”
ซูอี้ยิ้ม ก่อนจะมองออกไปนอกโถงหลักอีกครั้ง
ตลอดหกเดือนที่ผ่านมา เขาฝึกฝนร่างกายและจิตใจอยู่ในตำหนักอนันตรัตติกาล ไม่เปิดเผยใบหน้าต่อสาธารณะ ส่วนสหายเก่าแก่เหล่านั้น บางทีอาจเพราะเคารพยำเกรง หรืออาจเพราะไม่อยากรบกวนการขัดเกลาวิถีดาบ หากไม่พบบางสิ่งที่ต้องได้รับการอนุญาต ปกติแล้ว จะไม่มีใครเข้ามารบกวนเขา
สถานที่สูงส่งย่อมเย็นยะเยือก
ไม่ใช่เพราะแยกตัวออกห่างมากเกินไป
แต่ในสายตาของผู้คน สถานะ ความแข็งแกร่ง และอำนาจที่มี ทำให้เกิดความเคารพโดยไม่รู้ตัว จนต้องแหงนหน้ามอง
ผู้สามารถพูดความจริงได้นั้นมีน้อยคนนัก
เหมือนอย่างชิงเวยผู้กำลังรับใช้เขา นางยังคงสามารถสนทนาและหัวเราะได้ แต่กลับไม่กล้าพูดอย่างที่ใจต้องการเหมือนดังเดิมได้อีกต่อไป
นั่นคือความจริง
ความแตกต่างของอำนาจ พละกำลัง และสถานะ เหมือนกับเหวลึก ทำให้ทุกผู้ที่เดิมจำต้องรักษาระยะห่างจนกลายเป็นเข้าไม่ถึง
“ท่านอาจารย์”
หลิ่นเฟิงเดินเข้ามาในโถงหลัก ทำความเคารพแล้วกล่าวขึ้นว่า “ทุกอย่างเตรียมพร้อมแล้ว”
ซูอี้ส่งเสียงอืมตอบรับ พร้อมกล่าวเสริมว่า “เช่นนั้นมาเริ่มกันเลย”
“ขอรับ!”
หลิ่นเฟิงรับคำสั่ง ตัวคนกำลังจะจากไป ทว่าทันใดนั้นเขาพลันนึกบางอย่างขึ้นได้ “ท่านอาจารย์ ศิษย์พี่หญิงรองหนิงซิ่วตื่นขึ้นแล้ว นาง… อยากเข้าพบท่าน แต่ข้าไม่รู้ว่า…”
ระหว่างพูด มีความลังเลและความหวาดกลัวแฝงอยู่ในวาจา
ทว่าชายหนุ่มเพียงยิ้มแล้วกล่าวว่า “ข้าต่างจากหลี่ฝูโหยว ไม่ได้น่ากลัวเพียงนั้น ขอเพียงต้องการ นางย่อมสามารถมาหาข้าได้ทุกเมื่อ”
“ได้ขอรับ ศิษย์จะไปบอกศิษย์พี่หญิงรองเดี๋ยวนี้เลย”
หลิ่นเฟิงพลันรู้สึกโล่งอก ก่อนจะจากไป
ชิงเวยอดไม่ได้ที่จะถามว่า “ใต้เท้าจอมราชัน ท่านขอให้หลิ่นเฟิงทำอันใดหรือ?”
“เติมเต็มสิ่งที่ข้าเคยลั่นวาจาเอาไว้”
ซูอี้นอนบนเก้าอี้หวายอย่างสบายใจ กล่าวเสียงแผ่วเบาว่า “เกิดเป็นมนุษย์ ต้องรู้จักรักษาคำพูด”
……
ในวันนั้น
ณ แคว้นจิน
ภายในภูเขารกร้าง มีโลกเร้นลับซ่อนอยู่
นี่คือฐานที่มั่นลับของลัทธิไร้มลทิน ในช่วงครึ่งปีก่อนยามที่ซูอี้กลับมายังแดนเซียน ลัทธิไร้มลทินกังวลว่าจะถูกคิดบัญชี จึงพาทุกคนในลัทธิออกมา ก่อนจะซ่อนตัวอยู่ในโลกเร้นลับแห่งนี้
“ผู้อาวุโส ผ่านมาครึ่งปีแล้ว ซูอี้ไม่เห็นมาคิดบัญชีพวกเราตามที่ลือกันเลย หรือว่าเขาลืมไปแล้ว?”
ภายในโถงใหญ่ ชายวัยกลางคนในชุดเทาอดที่จะถามไม่ได้
“ทรราชอาจจะลืมทุกสิ่ง ยกเว้นเพียงสัญญาที่เขาให้ไว!”
ชายชรากล่าวอย่างเหม่อลอยว่า “บางที เขาอาจจะไม่มีใจคิดเรื่องเล็กน้อยเหล่านี้ เพราะเขาจะมาคิดทีหลังไปเพื่ออันใด? ที่พวกเราต้องทำคือหลบซ่อนตัว เมื่อหนทางบรรลุเทพปรากฏขึ้น ทรราชย่อมต้องทนทุกข์กับหายนะแน่!”
ในคำพูดเต็มไปด้วยความคับแค้นและเกลียดชัง อีกทั้งยังมีความหวาดกลัวที่ไม่อาจปกปิดได้
แดนเซียนในตอนนี้ อย่าว่าแต่คนเหล่านี้เลย แม้แต่บุตรแห่งสวรรค์เหล่านั้น ใครจะไม่หวาดกลัวซูอี้บ้าง?
ในหกเดือนที่ผ่านมา แดนเซียนสงบสุข ไม่มีสิ่งรบกวนใดๆ
แม้แต่ซูอี้ก็ไม่โผล่หน้าออกมาอีก
ทุกสิ่งสงบสุข
แต่ขอเพียงแค่ใครบางคนมีสมองแม้เล็กน้อย ย่อมรู้ว่านี่คือความสงบก่อนพายุจะมา!
ไม่มีใครกล้าคิดว่าคำพูดของชายผู้นั้นเป็นการพูดเล่น!
“ทรราชจะต้องคิดคำนวณเป็นแน่ว่า จะลงมือเคลื่อนไหวอย่างไร เมื่อพายุโหมกระหน่ำเข้ามา มาดูกัน…ว่าใครจะสามารถอยู่รอดได้!”
น้ำเสียงของชายชราหนักอึ้งเล็กน้อย
หลังจากนั้นเขาพลันให้กำลังใจพลางเผยรอยยิ้ม “แต่พวกเราไม่ต้องเป็นห่วงอันใด โลกเร้นลับคือหนึ่งในสิ่งที่บรรพชนหลงเหลือไว้ให้ ถึงแม้พลังต่อสู้ของทรราชจะขัดต่อสวรรค์ แต่จำนวนยอดฝีมือที่สามารถใช้สอยได้กลับมีจำกัดยิ่ง หากเขาอยากตามหาที่ซ่อนของพวกเรา ย่อมเป็นไปไม่ได้ที่จะตามหาเจอได้ในเวลาอันสั้น!”
ระหว่างที่พูด น้ำเสียงของเขาเปี่ยมด้วยความมั่นใจ
แต่ในตอนนี้เอง……
ตู้ม!!!
ท้องนภาสั่นสะเทือน โลกเร้นลับนี้ถูกกระหน่ำอย่างรุนแรง ทำให้เกิดรอยแยกอันน่าตกตะลึงจำนวนมากปรากฏขึ้นในท้องนภา
ทันใดนั้น ทุกคนในลัทธิไร้มลทินต่างตกตะลึง
“เกิดอันใดขึ้น?”
“ออกไปดูเดี๋ยวนี้!”
ทันใดนั้น เสียงอึกทึกพลันดังขึ้น คนจำนวนมากปรากฏขึ้น ก่อนรวมตัวเข้าด้วยกัน
“หรือว่า…”
ชายชราผู้นั้นเองก็ปรากฏตัวเช่นกัน
ทว่าสีหน้าของเขากลับเต็มไปด้วยความวิตกและไม่สบายใจ เนื่องจากรู้สึกถึงลางไม่ดี
ตู้ม!!!
ทันใดนั้น เสียงคำรามสะเทือนปฐพีพลันดังขึ้น โลกเร้นลับทั้งหมดฉีกขาดเป็นสอง!
แสงสว่างปกคลุมอากาศธาตุ ฝุ่นควันฟุ้งกระจาย
ทุกคนในลัทธิไร้มลทินตกตะลึงถ้วนทั่ว
จากนั้นพวกเขาเห็นว่า ไกลออกไปใต้ท้องนภา กองทัพแกร่งกล้ากำลังยืนอยู่……เป็นกองกำลังเรือนหมื่น!
ผู้นำคือวานรเฒ่าที่สะพายดาบเล่มโตไว้ด้านหลัง ตัวสูงราวสิบจั้ง
วานรเฒ่าสะพายดาบ!!
ในบรรดายอดฝีมือนับหมื่นที่อยู่ด้านหลังเขา มีหลายคนที่มีการฝึกฝนอยู่ในขอบเขตมหาศาลขั้นสูงสุด อีกทั้งยังมีมหาเซียนอีกจำนวนมาก!
กองกำลังเช่นนั้นย่อมทำให้ทุกคนลัทธิไร้มลทินหวาดกลัว
ก่อนที่ในจังหวะนั้น วานรเฒ่าสะพายดาบจะโบกมือพลางกล่าวอย่างไม่ใส่ใจว่า “ฆ่า! อย่าให้ใครรอดไปได้!”
เสียงนี้สั่นสะเทือนท้องนภา
“ขอรับ!”
ในขณะที่บรรดายอดฝีมือวิถีเซียนนับหมื่นตอบรับพร้อมกัน
ทันใดนั้น กลิ่นอายสังหารทะยานขึ้นท้องนภา สถานการณ์เปลี่ยนไปในฉับพลัน!
“จบสิ้นแล้ว!!!”
ชายชราจากลัทธิไร้มลทินหน้าซีด และเต็มไปด้วยความสิ้นหวัง
ศีรษะของเขาแทบหลุด เพราะไม่คาดคิดว่า พายุลูกนี้ที่ก่อตัวมาครึ่งปีจะเริ่มจากกวาดล้างลัทธิไร้มลทินซึ่งๆ หน้า!
สิ่งที่ทำให้ชายชราประหลาดใจยิ่งกว่าก็คือ ตั้งแต่เมื่อใดกันที่มียอดฝีมือขอบเขตมหาศาลอยู่ใต้อาณัติของซูอี้มากขนาดนี้?
บทที่ 1,943 ผลของการกระทำ
โลหิตไหลอาบอย่างหนัก เสียงกรีดร้องสั่นสะเทือนท้องนภา
ดินแดนทุรกันดารนี้เต็มไปด้วยเหตุการณ์ปั่นป่วนวุ่นวาย แสงสว่างศักดิ์สิทธิ์กระจายไปทั่วทั้งท้องนภา แสงสว่างล้ำค่าสาดส่องบนภูเขาลำธาร
หนึ่งก้านธูปต่อมา
ทุกคนในลัทธิไร้มลทินถูกสังหาร ความวุ่นวายทั้งหมดเลือนหาย
วานรเฒ่าสะพายดาบยืนตัวตรง ขณะโบกมือไปมา “ถอย!”
เปรี้ยง!
ตัวตนวิถีเซียนนับหมื่นทำตามคำสั่งของวานรเฒ่าสะพายดาบ จากนั้นพวกเขาก็เคลื่อนผ่านท้องนภา ไม่ช้าก็หายลับไป
……
ในวันเดียวกัน ลัทธิกำเนิดเอกภพ ลัทธิอัคคีเทพ โถงดาบวิญญาณหาญ และตัวตนวิถีเซียนมากมายประสบกับเหตุสังหารนองเลือดที่คล้ายกัน ทุกคนในลัทธิถูกฆ่า ถูกถอนรากถอนโคน
แคว้นเซี่ยง
ลัทธิเต๋าเมฆาโลหิตเป็นลัทธิขนาดเล็กไร้ชื่อในวิถีเซียน
แต่ภายในลัทธิเต๋าเมฆาโลหิตกลับมีตัวตนเลื่องชื่อออกมา……
เซี่ยขุยจิ้ง!
เขาคือผู้อาวุโสสูงสุดของลัทธิเต๋าเมฆาโลหิต เป็นเซียนแท้ขอบเขตสุญตา คอยคุ้มกันด่านสวรรค์ชั้นห้ามาโดยตลอด ทว่ากลับแสวงประโยชน์ทางการทหารมากมายนัก
ในช่วงเที่ยง
ด้านนอกประตูของลัทธิเต๋าเมฆาโลหิต ผู้ลี้ภัยนับพันมารวมตัวกัน พวกเขาสวมชุดขาดรุ่งริ่ง เนื้อตัวมอมแมม และซูบผอมเพราะขาดแคลนอาหาร
ที่ตีนเขา มีเพิงไม้ตั้งอยู่ เบื้องหน้าของเพิงไม้แต่ละแห่ง มีกองข้าวเหมือนเนินเขาตั้งอยู่
ผู้ฝึกตนจากลัทธิเต๋าเมฆาโลหิต กำลังแจกจ่ายอาหารให้กับกลุ่มคนที่ไหลหลั่งเหล่านี้ที่สภาพแย่ยิ่งกว่าขอทาน
“อย่าเบียดกัน ตั้งแถวให้ดี เข้ามาทีละคน!”
“ข้าได้รับคำสั่งจากผู้อาวุโสสูงสุด ไม่ว่าจะมีกี่คนที่มา พวกเจ้าจะได้รับเมล็ดข้าววิญญาณเพียงสิบชั่งเท่านั้น!”
มีเสียงตะโกนดังขึ้น
“ขอบคุณท่านเซียน! ขอบคุณท่านเซียน!”
สีหน้าของผู้ลี้ภัยที่ได้รับอาหารเต็มไปด้วยความยินดีและตื่นเต้น พวกเขาแสดงความขอบคุณอย่างต่อเนื่อง
“ท่านเซียนแห่งลัทธิเต๋าเมฆาโลหิต ช่างจิตใจกว้างขวางนัก! รอบดินแดนนับหมื่นลี้นี้ ต่างยกย่องในบุญคุณของท่านเซียน!”
“ใช่แล้ว พวกเราชาวนาผู้จากบ้านเกิดเพราะสงคราม หากไม่ได้รับความช่วยเหลือของท่านเซียนแห่งลัทธิเต๋าเมฆาโลหิต เกรงว่าคงได้อดตายเป็นแน่”
“ถูกต้อง ข้าได้ยินมาว่าในตอนนั้น มีหลายคนหิวโหยจนอดตายอยู่ที่อื่นด้วย!”
…ขณะทุกผู้สนทนาเกี่ยวกับลัทธิเต๋าเมฆาโลหิต ทุกคนต่างเต็มไปด้วยความนับถือและซาบซึ้ง
ครึ่งปีก่อน มารนอกแดนรุกรานแดนเซียน จนเกิดความโกลาหลทุกหย่อมหญ้า ซึ่งคนที่ประสบกับหายนะมากที่สุด คือคนธรรมดาระดับต่ำสุดในโลกนี้
บ้านเกิดหลายคนถูกทำลายเพราะสงคราม ทำให้ต้องจากจรไร้ที่อยู่ กลายเป็นผู้ลี้ภัยไม่ต่างจากขอทาน ต้องทุกข์ทรมานจากความหิวและหนาวเหน็บ
ต่อให้ผ่านมาครึ่งปี ก็ยังมีผู้ลี้ภัยไร้บ้านเหล่านั้นอยู่ทุกหนแห่งในโลกหล้าใบนี้
เมื่อไม่นานมานี้ เซี่ยขุยจิ้งผู้เป็นผู้อาวุโสสูงสุดของลัทธิเต๋าเมฆาโลหิตได้ถ่ายทอดคำสั่ง ให้เปิดยุ้งฉาง บรรเทาผู้ตกเป็นเหยื่อ ทำให้เกิดความซาบซึ้งในฉับพลัน
ทุกวันนี้ ผู้ลี้ภัยนับหมื่นจึงมารับอาหารบรรเทาทุกข์ทุกวัน
ความเมตตาเช่นนั้น ทำให้ลัทธิเต๋าเมฆาโลหิตได้รับคำชื่นชมและการสนับสนุนจากผู้คนจำนวนมาก
ทันใดนั้น เสียงเย็นชาสายหนึ่งพลันดังขึ้นจากใต้ท้องนภา “เซี่ยขุยจิ้งอยู่ที่นี่หรือไม่?”
หนึ่งคำพูด ราวกับมังกรคำรามลั่น ดังก้องไปทั่วทั้งโลกหล้าแดนดิน
ผู้คนเงยหน้าขึ้น ต่างแลเห็นหญิงสาวในชุดคลุมสีดำร่างกายบอบบางยืนอย่างภาคภูมิใจใต้ท้องนภา ทั่วทั้งร่างเผยพลังของการหยั่งรู้ทุกสรรพสิ่งออกมากว้าง
สายตาของทุกคนต่างเจ็บปวด หัวใจสั่นสะท้าน พวกเขารู้สึกหายใจไม่ออก เหมือนกับมดบนพื้นที่ถูกเทพในท้องนภาจ้องมอง!
“ข้าขอถามได้หรือไม่ว่า เหตุใดจึงอยากเข้าพบผู้อาวุโสสูงสุด?”
ผู้ฝึกตนของลัทธิเต๋าเมฆาโลหิตถามด้วยเสียงสั่นเครือ
“คิดบัญชี”
หญิงสาวในชุดคลุมสีดำเผยดวงตาสีทองหนึ่งคู่ น้ำเสียงเย็นชา “ภายในสามอึดใจ หากเซี่ยขุยจิ้งยังไม่ปรากฏ ข้าจะทำลายที่นี่ทันที!”
ตู้ม!
ผู้ชมอยู่ในความโกลาหล เกิดความสับสนอลหม่านขึ้น
ชายชราผู้หนึ่งสูดหายใจเข้าลึก ราวกับกำลังรวบรวมความกล้า ก่อนคุกเข่าลงกับพื้น แล้วกล่าวว่า “ท่านเซียน ท่านเข้าใจผิดหรือไม่? ท่านเซียนแห่งลัทธิเต๋าเมฆาโลหิตถือเป็นคนดี ไม่ได้สร้างความเดือดร้อนให้กับโลกหล้าใบนี้ เมื่อไม่นานมานี้พวกเขากระทั่งให้การช่วยเหลือผู้ลี้ภัยอย่างข้าน้อย แต่ละคนมีความเมตตา หาใช่คนเลวร้ายไม่”
หลังจากนั้น คนอื่นเริ่มเล่าขานเกี่ยวกับลัทธิเต๋าเมฆาโลหิตเช่นกัน
ทว่าหญิงสาวในชุดคลุมสีดำกลับกล่าวอย่างเย็นชาว่า “ตอนเซี่ยขุยจิ้งคุ้มกันด่านสวรรค์ชั้นห้า เขาลอบสมคบคิดกับมารนอกแดน ร่วมมือกับคนทรยศจากแดนเซียน เพื่อให้การสนับสนุนมารพวกนั้น และเป็นเพราะคนทรยศเหล่านี้ที่ทำให้ด่านสวรรค์ชั้นห้าถูกศัตรูยึดครองได้อย่างง่ายดาย จนภัยพิบัติกวาดล้างไปทั่วทั้งแดนเซียน!”
“คนทรยศเช่นนี้ไม่สมควรถูกฆ่าหรือ?”
เสียงกระจายไปในกลุ่มผู้ชม ทำให้ทุกคนตกตะลึงระคนประหลาดใจ
แม้แต่ผู้ฝึกตนของลัทธิเต๋าเมฆาโลหิตเหล่านั้น ต่างก็ตกตะลึง ไม่อยากเชื่อหูของตัวเอง
ผู้อาวุโสสูงสุด ทำไมจู่ๆ ถึงกลายเป็นคนทรยศไปได้?!
“นี่เป็นไปไม่ได้!”
“ท่านใส่ความชัดๆ!”
มีเสียงตะโกนด้วยความเกรี้ยวกราดดังขึ้น
ตู้ม!
หญิงสาวในชุดคลุมสีดำยกมือขึ้นแล้วกดลงไป จนท้องนภาสั่นสะเทือน ความว่างเปล่าสั่นสะท้าน
พลังอันน่าสะพรึงนี้ปกคลุมลัทธิเต๋าเมฆาโลหิต จองจำผู้ฝึกตนทั้งหมดเอาไว้ สะกดพวกเขาทั้งเป็น ทำให้ไม่สามารถขยับได้แม้แต่นิดเดียว
ในเวลาเดียวกัน จิตสัมผัสที่กดขี่แผ่ออกกว้าง ทะลวงค่ายกลต้องห้ามที่ปกป้องขุนเขา แทรกซึมเข้าสู่ลัทธิเต๋าเมฆาโลหิต
เพียงชั่วพริบตา……
“เซี่ยขุยจิ้ง ข้าเจอเจ้าแล้ว!” หญิงสาวในชุดคลุมสีดำยื่นมือออกไปคว้า
เสียงกรีดร้องหวาดกลัวดังขึ้น “ใต้เท้าโปรดเมตตาข้าด้วย!”
สิ้นเสียงดังกล่าว ภายใต้สายตาของผู้คนนับไม่ถ้วน ร่างหนึ่งพุ่งออกจากลัทธิเต๋าเมฆาโลหิต ตรงเข้าหาหญิงสาวในชุดคลุมสีดำอย่างไม่อาจควบคุม
คนผู้นั้นคือเซี่ยขุยจิ้งผู้เป็นผู้อาวุโสสูงสุดของลัทธิเต๋าเมฆาโลหิต!
“เจ้ารู้ความผิดพลาดของตัวเองหรือไม่?”
หญิงสาวในชุดคลุมสีดำถาม
เซี่ยขุยจิ้งถูกจองจำกลางอากาศ คุกเข่าอยู่กับที่ สีหน้าสิ้นหวังและแตกตื่น ก่อนจะตอบว่า “เพราะข้าน้อยทราบว่าบาปมันร้ายแรงนัก ดังนั้นในช่วงเวลาที่ผ่านมา จึงได้ทำทุกสิ่งเท่าที่ทำได้เพื่อช่วยคนธรรมดา ข้าเพียงแค่ต้องการชดใช้ความผิด ในสิ่งที่เคยทำผิดพลาดไป ขอให้ผู้อาวุโสโปรดเมตตาด้วย…”
มีความสำนึกผิดแฝงอยู่ในน้ำเสียงของเขา
ทำให้ทุกคนในพื้นที่ประหลาดใจ จากนั้นจึงตระหนักได้ว่า สิ่งที่หญิงสาวในชุดคลุมสีดำพูดนั้นเป็นความจริง เซี่ยขุยจิ้ง ผู้อาวุโสสูงสุดของลัทธิเต๋าเมฆาโลหิตที่ได้รับความเคารพกับการสนับสนุนจากพวกเขาถึงกับเคยทรยศต่อแดนเซียน!
“ถ้าไม่ใช่เพราะความสำนึกผิดของเจ้า ลัทธิเต๋าเมฆาโลหิตคงถูกทำลายไปพร้อมกับเจ้าแล้ว”
หญิงสาวในชุดคลุมสีดำกล่าวอย่างเรียบเฉยว่า “ตอนนี้ ข้าจะให้โอกาสเจ้า แสดงการขอโทษด้วยการฆ่าตัวตาย แล้วข้าจะไว้ชีวิตผู้คนทั้งหมดในลัทธิเต๋าเมฆาโลหิต”
เซี่ยขุยจิ้งตกตะลึง
ใบหน้าของเขาซีดเผือด สายตาว่างเปล่า ผ่านไปเนิ่นนานจึงกล่าวอย่างขมขื่นว่า “ข้าน้อย…สำนึกผิดแล้ว! ขอบคุณผู้อาวุโสที่เห็นอกเห็นใจลัทธิเต๋าเมฆาโลหิตของข้า!”
ตู้ม!
ร่างของเขาลุกโชน ก่อนหายไปในทันที
ทุกคนในพื้นที่ต่างสิ้นหวัง
“ตาข่ายสวรรค์ฟื้นคืน เบาบางแต่ไร้รอยรั่ว วันนี้ข้าทำตามคำสั่งใต้เท้าจอมราชัน มอบความตายให้กับคนทรยศเซี่ยขุยจิ้ง เพื่อเป็นคำเตือนให้กับผู้อื่น!”
เมื่อกล่าวจบ หญิงสาวในชุดคลุมสีดำหันหลังแล้วจากไป
ในวันนั้น คนทรยศที่กระจายอยู่ทั่วแดนเซียน รวมถึงเซียนทรงพลังเหล่านั้นผู้รับใช้ในฐานะลูกสมุนของมารนอกแดน ล้วนถูกสังหาร
ว่ากันว่ามีทั้งสิ้นสามแสนเก้าหมื่นชีวิต!
……
แคว้นหลิง
ณ ภูเขาแสงทอง
ที่ตั้งของสำนักเซียนเมฆาโปรยผู้เป็นขุมกำลังวิถีเซียนที่ทรงพลังที่สุดในแคว้นหลิง
วันนี้ กองกำลังวิถีเซียนทั้งสิบสามจากแคว้นหลิงมารวมตัวกัน เพื่อสนทนาเกี่ยวกับเหตุการณ์สำคัญ……
การแบ่งดินแดนของกองกำลังวิถีเซียนได้เริ่มขึ้นอีกครั้ง!
ครึ่งปีก่อน มารนอกแดนสร้างความปั่นป่วนให้กับโลกหล้า กองกำลังวิถีเซียนจำนวนมากในแคว้นหลิงถูกทำลายในเปลวเพลิงสงคราม ดินแดนที่หลงเหลือทิ้งไว้จึงย่อมกลายเป็นที่ต้องตาของกองกำลังวิถีเซียนกลุ่มอื่น
สิ่งที่กองกำลังวิถีเซียนหลักทั้งสิบสามจะทำในวันนี้คือการแบ่งดินแดนเหล่านี้
“สำนักดาบธารวิญญาณของข้ายังไม่ถูกทำลาย!! ข้าขอดูหน่อยเถอะว่าใครจะกล้ามายุ่งกับดินแดนของสำนักดาบธารวิญญาณ!!”
ทันใดนั้น เสียงคำรามเกรี้ยวกราดพลันดังก้องมาจากด้านนอกภูเขาแสงทอง
ทันทีที่สิ้นเสียงดังกล่าว ชายชราในชุดศึกเก่าคร่ำคร่าพลันปรากฏตัวขึ้นบนภูเขาแสงทอง สร้างความตกตะลึงไปทั่ว
กองกำลังวิถีเซียนทั้งสิบสามแห่งล้วนตื่นตัว หยุดการเคลื่อนไหวคนแล้วคนเล่า ก่อนจะออกไปนอกภูเขาแสงทอง
เหตุผลนั้นเรียบง่ายยิ่ง ตัวตนของชายชราในชุดศึกผู้นี้ไม่ธรรมดา เขาคือวังฝูจื่อผู้เป็นเจ้าสำนักดาบธารวิญญาณ!
มหาเซียนวิถีดาบผู้ทรงพลัง!!
ทว่าเมื่อกองกำลังวิถีเซียนจากแห่งอื่นๆ เห็นวังฝูจื่อ พวกเขาอดที่จะกรีดร้องไม่ได้ กระทั่งสีหน้ายังเผยความเวทนา
ครึ่งปีก่อน วังฝูจื่อผู้นำนักดาบจากสำนักดาบธารวิญญาณสามหมื่นคนเคลื่อนกำลังไปพร้อมกัน เพื่อต่อสู้กับศัตรู ณ ด่านสวรรค์ชั้นสามอย่างหาญกล้า
ในที่สุด นักดาบเกือบสามหมื่นคนล้วนตกตายในสมรภูมิ!
มีเพียงวังฝูจื่อกับศิษย์อีกร้อยกว่าคนที่รอดมาได้
แต่เขาได้รับบาดเจ็บสาหัส รากฐานมหาวิถีได้รับความเสียหายรุนแรง การฝึกฝนของเขาลดลงจากขั้นสูงสุดของมหาเซียน พลังต่อสู้ด้อยกว่าแต่ก่อนมากนัก
“วังฝูจื่อ สำนักดาบธารวิญญาณยังอยู่เพียงในนามเท่านั้น ด้วยพละกำลังของเจ้าเพียงคนเดียว ย่อมไม่สามารถรักษาดินแดนของสำนักดาบธารวิญญาณทั้งหมดได้ ข้าแนะนำให้เจ้ายอมรับความจริงนี้ให้เร็วที่สุดเท่าที่จะทำได้ย่อมดีกว่า”
ชายร่างกำยำกล่าวอย่างเรียบเฉยว่า “หาไม่แล้ว เจ้าคงมีชะตาจะต้องนำความอับอายมาสู่ตัวเอง!”
“วังฝูจื่อ เจ้าดูตอนนี้สิว่าสภาพตัวเองเป็นเช่นไร ต่อให้พวกข้ากองกำลังวิถีเซียนทั้งสิบสามไม่ทำอันใด ดินแดนที่ถูกควบคุมโดยสำนักดาบธารวิญญาณของเจ้า ก็ไม่แตกต่างจากสิ่งที่ไร้เจ้าของ ไม่ว่าใครก็สามารถฉกฉวยไปได้!”
ใครบางคนยิ้มเยาะ กล่าวเหยียดหยันว่า “ถ้าข้าเป็นเจ้า ข้าจะไม่มีวันทำอันใดที่ดูโง่เง่าอย่างตั๊กแตนคิดขวางเกวียนเด็ดขาด”
ไกลออกไป วังฝูจื่อผู้สวมชุดศึกเก่าโทรมกล่าวอย่างเกรี้ยวกราดว่า “ตอนที่ข้าทราบว่ากองทัพมารนอกแดนเข้าสู่แคว้นหลิงเมื่อครึ่งปีก่อน เจ้ากับกองกำลังวิถีเซียนทั้งสิบสามแห่งต่างหวาดกลัว พากันหลบหนีไปก่อน ตอนนี้โลกหล้าสงบสุขแล้ว พวกเจ้ากลับจะขยายดินแดนด้วยการมายึดสำนักดาบธารวิญญาณของข้า ช่างน่าไม่อายนัก!!”
เสียงนี้กระจายไปทั่วฟ้าดิน
ใบหน้าของผู้คนจากกองกำลังวิถีเซียนทั้งสิบสามแห่งล้วนมืดมน พวกเขาคล้ายโดนสะกิดแผลเป็น
“วังฝูจื่อ หากเจ้ากล้าพูดจาเหลวไหลอีก ข้าจะฆ่าเจ้าเดี๋ยวนี้ล่ะ!”
ใครบางผู้ตะโกนเสียงดัง
“ไสหัวไป!”
ใครบางผู้แสดงสีหน้าดุร้าย
วังฝูจื่อหัวเราะเพื่อระบายโทสะ ใบหน้าของเขาเต็มไปด้วยความเศร้าโศกและความขุ่นเคือง
เขากำลังจะพูดบางอย่าง
ทว่าทันใดนั้นเสียงดาบกู่คำรามพลันลั่นสะเทือนปฐพี!
ทุกคนเงยหน้ามองท้องนภาโดยไม่รู้ตัว
ปราณดาบนับไม่ถ้วนที่มีลักษณะคล้ายกับสายรุ้งทิพย์ เคลื่อนลงมาจากท้องนภาราวกับสายฝนตกกระหน่ำ!
ราวกับดาราจักรตกจากสวรรค์
“ไม่!” ตัวตนอันยิ่งใหญ่เหล่านั้นเต็มไปด้วยความหวาดกลัวและความสิ้นหวัง
แต่ในชั่วพริบตา ร่างของพวกเขาก็ถูกทำลายด้วยปราณดาบนับไม่ถ้วนนั้น
หลังจากนั้น ภูเขาแสงทองก็จมอยู่ภายใต้ฝนดาบอันบ้าคลั่ง ก่อนจะแผ่ขยายกลายเป็นสีขาว
ไกลออกไป วังฝูจื่อจ้องมองเหตุการณ์นี้อย่างเหม่อลอย สีหน้าเต็มไปด้วยความประหลาดใจ
พลังของดาบเล่มนี้อยู่ระดับใดกัน?
หรือว่าจอมราชันวิถีดาบขอบเขตมหาศาลจะลงมือเอง?
ไกลออกไป ร่างหนึ่งควบคุมนาวาพลิกสวรรค์ เป็นชายในชุดคลุมยาว สีหน้าเคร่งขรึม
“ชื่อของข้าคือหลิ่นเฟิง ด้วยคำสั่งของท่านอาจารย์ ข้าจึงมาที่นี่เพื่อมอบรางวัลให้แก่สำนักดาบธารวิญญาณ!”
บทที่ 1,944 พายุผ่านพ้น จากร้ายกลายเป็นดี
จักรพรรดิดาบหลิ่นเฟิง!
หัวใจของวังฝูจื่อรู้สึกตกตะลึง เขาตระหนักได้ทันทีว่าอีกฝ่ายคือศิษย์ของใต้เท้าจอมราชันซู
ขณะสูดหายใจเข้า วังฝูจื่อประสานมือคำนับแล้วกล่าวว่า “ขอบคุณผู้อาวุโสหลิ่นเฟิงที่ช่วยเหลือข้า ทว่าเหตุผลที่วังผู้นี้พาสำนักต่อสู้กับกองทัพมารนอกแดน ไม่ใช่เพื่อรับรางวัลจากใต้เท้าจอมราชัน สิ่งที่เรียกว่ารางวัลจากการทำความดี วังผู้นี้ละอายใจ มิกล้ารับไว้ขอรับ”
หลิ่นเฟิงตกตะลึง เขาไม่คาดคิดว่าอีกฝ่ายยังไม่ทันทราบเรื่องรางวัล ก็ตอบปฏิเสธเสียแล้ว
“สหายเต๋าช่างมีจิตใจสูงส่งและบริสุทธิ์ ข้าตื้นตันใจนัก ทว่าสหายเต๋าทำคุณงามความดีต่อทุกสรรพสิ่งในแดนเซียนอย่างใหญ่หลวง หากไม่ได้รับรางวัลที่สมน้ำสมเนื้อ ข้าเกรงว่ามันจะทำให้หัวใจของทุกผู้ในแดนเซียนตัดพ้อเอาได้”
หลิ่นเฟิงกล่าวว่า “นี่ยังไม่พูดถึง เรื่องที่ท่านอาจารย์ของข้าให้สัญญาไว้ว่า หากผู้กล้าแกร่งสังหารศัตรูจะได้รับบำเหน็จรางวัล ดังนั้นข้าจึงหวังว่าสหายเต๋าจะไม่ปฏิเสธอีก”
ขณะที่พูด เขาหยิบสารสีทองออกมา ก่อนส่งให้วังฝูจื่อด้วยมือทั้งสองข้าง “สหายเต๋า โปรดรับเอาไว้ด้วย”
วังฝูจื่อไม่มีทางเลือก นอกจากรับเอาไว้
เมื่อเขาเปิดม้วนสารออกดู ตัวคนก็เป็นต้องตกตะลึง ดวงตาแดงก่ำ
ถึงแม้จะผ่านความเป็นความตายมานับไม่ถ้วน แต่จมูกของวังฝูจื่อกลับอดไม่ได้ที่จะรู้สึกแสบร้อน “ข้าน้อยไม่คาดคิดจริงๆ ว่าตัวตนในตำนานอย่างใต้เท้าจอมราชันซู จะยังจำคนตัวน้อยๆ เช่นข้าได้…”
“เขากระทั่งจำเห่าเอ๋อร์หลางจากสำนักดาบธารวิญญาณผู้ตายบนสมรภูมิได้ด้วย!”
ขณะที่พูด น้ำตาเอ่อคลอที่ดวงตา หัวใจปั่นป่วน ไม่อาจห้ามตัวเองได้
‘ในช่วงที่แดนเซียนโกลาหล สำนักดาบธารวิญญาณไม่เกรงกลัวศัตรู เข้าต่อสู้จนตัวตาย สร้างความได้เปรียบทางทหารอย่างมากสำหรับแดนเซียน!’
‘ในเรื่องนี้ ข้าจะตบรางวัลสำนักดาบธารวิญญาณด้วยภูเขาเลื่องชื่อชั้นหนึ่งและดินแดนศักดิ์สิทธิ์เก้าแห่ง สมบัติล้ำค่าพันชิ้น และมรดกวิถีเซียนสามสิบหกประเภท!’
‘พร้อมกับว่าจ้างวังฝูจื่อ เจ้าสำนักดาบธารวิญญาณให้มาสอนสั่งที่ตำหนักอนันตรัตติกาล!’
‘และลูกหลานของทุกผู้ในสำนักดาบธารวิญญาณ จะได้รับสามที่นั่งสำหรับเข้าสู่ตำหนักอนันตรัตติกาล เพื่อทำการฝึกฝนทุกปี!’
‘ในดินแดนของแคว้นจิน สำนักดาบธารวิญญาณถือเป็นสำนักวิถีเซียนที่ได้รับการปกป้องจากตำหนักอนันตรัตติกาล!’
‘ส่วนผู้ส่งสารพิเศษของตำหนักอนันตรัตติกาลนามหลิ่นเฟิงมาที่นี่ เพื่อสร้างหลุมฝังศพให้แก่ผู้เสียชีวิตในการต่อสู้ของสำนักดาบธารวิญญาณ พร้อมสลักนามของพวกเขา และจัดพิธีรำลึกเพื่อปลอบโยนวิญญาณของวีรชนขึ้นสู่สวรรค์!!’
‘ลงนาม ซูอี้!’
ในวันนั้น ข่าวเกี่ยวกับม้วนสารนี้ได้กระจายไปทั่วทั้งแคว้นจิน ก่อให้เกิดความตื้นตันทุกหนแห่ง ดึงดูดการพูดคุยอย่างเผ็ดร้อนนับไม่ถ้วน
ฉากคล้ายกันนี้เกิดขึ้นภายในพื้นที่ต่างๆ ของแดนเซียน
ไม่ว่ากองกำลังวิถีเซียนใดที่ต่อสู้โชกเลือดกับมารนอกแดน หรือผู้ฝึกตนธรรมดาไร้ชื่อเสียงคนไหน พวกเขาล้วนได้รับรางวัลจากซูอี้คนแล้วคนเล่า!
……
แดนเซียนกำลังเดือดพล่าน
คนชั่ว รวมถึงคนทรยศเหล่านั้นที่กระจายอยู่ในแดนเซียน ไม่ว่าจะอยู่ที่ใดหรือหลบซ่อนตัวอย่างไร ล้วนถูกสังหารอย่างโหดเหี้ยม!
ผู้ทำการปล้นชิงยามไฟไหม้ ไม่ว่าต้นกำเนิดของพวกเขาจะเป็นอย่างไร หรือมีรากฐานการฝึกฝนที่ลึกล้ำเท่าใด ล้วนแต่โดนถอนรากถอนโคนถูกกวาดล้างไปทีละคน!
ผู้หลั่งเลือดในศึกกับกองทัพมารนอกแดน ไม่ว่าสถานะจะเป็นแบบไหน ไม่ว่าภูมิหลังจะเป็นอย่างไร ล้วนได้รับรางวัลจากซูอี้!
หลังจากที่ซูอี้เงียบงันมาครึ่งปี ไม่มีใครคาดคิดว่า พายุจะกวาดล้างทั่วแดนเซียนจนเกิดเรื่องดังกล่าวขึ้นมา และมันก็ยอดเยี่ยมกว่าที่คิดไว้มากนัก!
“ข้านึกอยู่แล้วว่า ใต้เท้าจอมราชันซูจะไม่ปล่อยคนชั่วคนทรยศเหล่านั้นไป!”
“ฮ่าๆๆ ฆ่าได้ดี! มันช่างอบอุ่นหัวใจ น่ายินดีนัก!!”
ใครบางคนปรบมือให้ด้วยท่าทีตื่นเต้นยิ่ง
“อย่างนี้นี่เอง ตลอดหกเดือนที่ผ่านมา ใต้เท้าจอมราชันซูกำลังตรวจสอบเรื่องนี้ เพื่อกำจัดเนื้อร้ายและอันตรายซ่อนเร้นเหล่านั้นในแดนเซียน ก่อนจะตบรางวัลให้กับผู้ทำประโยชน์เพื่อแดนเซียน!”
“เจ้าไม่คิดหรือว่า พลังที่ใต้เท้าจอมราชันซูครอบครองมันน่ากลัวเกินไป? เพียงแค่ครึ่งปี เมื่อลงมือขึ้นมา ลูกน้องของเขาต่างกระจายไปทั่วแดนเซียนแล้ว ทั้งยังลงมือแทบจะพร้อมกันอีก!”
“ว่ากันว่าตอนใต้เท้าจอมราชันซูกลับมาจากนครวิญญาณ เขานำยอดฝีมือนับไม่ถ้วนกลับมาด้วย! ว่ากันว่ายอดฝีมือเหล่านั้นล้วนเป็นตัวตนจากยุคอวสานเซียน เป็นผู้ถูกจับตัวไว้ในนครวิญญาณ และตอนนี้พวกเขาล้วนรับใช้ใต้เท้าจอมราชันซู!”
“อย่างนี้นี่เอง”
…เมื่อข่าวแพร่กระจายไป ในที่สุดผู้คนก็เข้าใจแล้วว่า ยอดฝีมือที่รับใช้ซูอี้ในยามนี้มีจำนวนมากมายมหาศาลนัก!
ยิ่งกว่านั้น พวกเขาส่วนใหญ่มาจากยุคอวสานเซียน ทั้งยังเป็นตัวตนที่มีชื่อเสียง!
“ใครจะคาดคิดว่าลัทธิไร้มลทิน ลัทธิกำเนิดเอกภพ และลัทธิอัคคีเทพผู้ยืนหยัดอยู่ในโลกหล้ามานานแสนนาน จะถูกทำลายเพราะเหตุผลนี้?”
“แดนเซียนต่อจากนี้ คงไม่มีผู้ใดกล้าต่อกรกับใต้เท้าจอมราชันซูแล้ว!”
“หากใต้เท้าจอมราชันซูอยู่ที่นี่ ปุถุชนในแดนเซียนเช่นข้า นับว่าโชคดียิ่ง!”
…ชื่อเสียงของซูอี้ได้รับการสรรเสริญทุกหนแห่งทั่วทุกมุมโลก อิทธิพลของเขาในแดนเซียนได้รับการยกย่องสูงล้ำ จนเหนือกว่าหวังเย่ในชาติที่แล้วเสียอีก!!
……
“ซูอี้ผู้นี้มากความสามารถยิ่งนัก ทั้งยังลงมือได้เอิกเริกยิ่ง”
บุตรแห่งสวรรค์ผู้หนึ่งออกความเห็นอย่างเหยียดหยัน
“ภายในหนึ่งปี หนทางบรรลุเทพจะปรากฏขึ้น แต่เขายังมีกะจิตกะใจมาห่วงเรื่องพวกนี้อีก เห็นได้ชัดว่าเป็นคนไร้สาระเกินไป จึงได้สนใจเรื่องพวกนี้”
ใครบางคนเห็นด้วย
“ฮ่าๆ ตอนนี้เขาเปล่งประกายมากขึ้นแล้ว หากตกลงมาเมื่อไร ความหมองหม่นย่อมมากตามไปด้วย”
“รอก่อนเถอะ เมื่อหนทางบรรลุเทพปรากฏขึ้นในหนึ่งปีข้างหน้า นั่นจะเป็นวันตายของเขา!”
…บุตรแห่งสวรรค์ผู้มองดูอยู่ในความมืด มีความเห็นกับการก่อพายุในแดนเซียนของซูในทางไม่ดีเสียส่วนมาก
เพราะในใจของพวกเขาไม่เคยคิดสนใจเรื่องแดนเซียนอย่างจริงจัง เพราะพวกเขามาจากโลกแห่งเทพ ลึกๆ ในใจจึงรู้สึกว่าตัวเองเหนือกว่า
ดังนั้นยามปฏิบัติกับคนธรรมดาในแดนเซียน พวกเขาจึงมีท่าทีดูถูก เฉยชา และแบ่งแยก
ทำให้ยามเห็นซูอี้ทำเพื่อคนธรรมดาในโลกหล้า พวกเขาจึงรู้สึกเหยียดหยันและไม่ยอมรับ
……
“หวังเย่! เมื่อหนทางบรรลุเทพปรากฏขึ้นเมื่อใด ข้าจะทะลวงขอบเขตและแก้แค้นเจ้าให้ได้!!”
เจียงไท่เออเดือดดาล เปลวเพลิงแห่งความเกลียดชังลุกโชนในดวงตา
เขาคือผู้ก่อตั้งลัทธิกำเนิดเอกภพ แต่ตอนนี้ลัทธิกำเนิดเอกภพถูกถอนรากถอนโคนไปแล้ว เขาจะไม่โกรธและไม่เกลียดได้อย่างไร?
แต่เขากลับยังคงยับยั้งชั่งใจไว้ได้!
เขารู้ดีว่า ตนเองไม่ใช่คู่ต่อสู้ของอีกฝ่าย มีแต่ต้องรอจนกว่าหนทางบรรลุเทพปรากฏ ถึงสามารถฉวยโอกาสกลายเป็นเทพ และใช้พละกำลังอันแข็งแกร่งสังหารซูอี้!
ไม่ใช่แค่เจียงไท่เออเท่านั้นที่คิดแบบนี้ เซวี่ยเซียวจื่อ หนานผิงเทียน ฉู่เสินทง และศัตรูคนอื่นจากชาติเก่าก่อน ล้วนคิดแบบนั้นเช่นกัน!
ความอดกลั้นทั้งหมดของพวกเขาคือโอกาสบรรลุเทพ!
ตอนนี้เหลืออีกเพียงหนึ่งปี หนทางบรรลุเทพก็จะปรากฏแล้ว!
……
พายุที่ก่อตัวขึ้นจากซูอี้คงอยู่เป็นเวลาหนึ่งเดือน ก่อนจะค่อยๆ สงบลง
หลังจากพายุลูกนี้พัดกระหน่ำ โครงสร้างของแดนเซียนพลันเกิดการเปลี่ยนแปลงจนสะเทือนฟ้าดิน
หลังจากตำหนักอนันตรัตติกาลถูกสร้างขึ้นใหม่ มันได้กลายเป็นสถานที่ศักดิ์สิทธิ์ที่สุดในใจของทุกสรรพสิ่งของแดนเซียน มันทั้งพิเศษ และเป็นจุดศูนย์รวมใจ!
ทั่วทุกมุมโลก สิ่งเลวร้ายโสโครกถูกกวาดล้างจนสิ้น อันตรายซ่อนเร้นล้วนถูกกำจัด ขยะนับพันพลอยถูกเก็บกวาด การเปลี่ยนแปลงที่นำไปสู่ความเจริญรุ่งเรืองยิ่งกำลังจะถูกนำเข้ามา
ทุกคนมีลางสังหรณ์ว่า หลังการสับเปลี่ยนขั้วอำนาจเหล่านี้ แดนเซียน จะไม่เพียงกลับไปสู่ความยิ่งใหญ่เหมือนก่อนหน้าเท่านั้น แต่จะยิ่งใหญ่กว่าเดิมอีกด้วย!
ในเวลาเดียวกันยังมีข่าวลือว่าผู้ไม่โปรดปรานซูอี้ กำลังเคลื่อนไหวอยู่ในโลก
ทุกสิ่งต่างข้องเกี่ยวกับหนทางบรรลุเทพ!
ว่ากันว่าเมื่อโอกาสบรรลุเทพมาถึง บุตรแห่งสวรรค์ไร้เทียมทานจำนวนมากจะปรากฏตัวขึ้นมา!
ว่ากันว่าศัตรูไร้เทียมทานจากชาติที่แล้วของซูอี้ จะตามมาล้างแค้นอย่างเอาเป็นเอาตายในครั้งนี้!
กระทั่งยังมีข่าวลืออีกว่า เจตจำนงแห่งเทพจะฉายมายังแดนเซียน เพื่อสังหารซูอี้ผู้เป็นคนนอกรีตที่ควบคุมวัฏสงสาร!
ข่าวลือมากมายถาโถมเข้ามาไม่ต่างจากกระแสน้ำเชี่ยวกราก!
……
ณ ตำหนักอนันตรัตติกาล
ท้องนภาแจ่มใส เป็นสีฟ้า
ในป่าไผ่เขียวชอุ่มเงียบสงัด มีลำธารใสไหลผ่านป่า ส่งเสียงดังเสนาะหู ทำให้ป่าไผ่ดูเงียบสงบยิ่งขึ้น
ในขณะนั้น ซูอี้สวมชุดคลุมสีน้ำเงินหลวมโคร่ง นอนอยู่บนเก้าอี้หวาย มือเรียวขาวใหญ่หนึ่งคู่ กำลังแกะสลักดาบไผ่
ดาบไผ่มีความยาวเพียงเก้าชุ่น เป็นสีเขียวราวกับหยก เค้าโครงของคมดาบได้รับการขัดเกลา ดูงดงามเป็นธรรมชาติและเรียบง่าย
“หมายความว่า ตระกูลเฟิงที่เฟิงอู๋จี้อยู่ช่วยชีวิตเจ้าเอาไว้ และพวกเขาอยากใช้เจ้าเป็นตัวประกัน เพื่อมาเล่นงานข้างั้นหรือ?”
ซูอี้ถาม
“ถูกต้องแล้ว”
หนิงซิ่วที่อยู่ด้านข้างพยักหน้าอย่างระแวดระวัง
ร่างของนางพร่าเลือน เนื่องจากเป็นร่างจิตวิญญาณ แต่ยังคงสามารถมองเห็นความงดงามที่นางมี คิ้วและดวงตาโดดเด่นคู่นั้นก็ดูงามตายิ่งนัก
หนิงซิ่วคือศิษย์คนรองของหลี่ฝูโหยว ในยุคสุดวิเวก นางคือจักรพรรดินีดาบที่ทุกคนในโลกหล้าต่างรู้จัก
ในตอนนั้น นางเดินทางออกจากแดนเซียน มุ่งสู่ธารนทีสายยาวแห่งยุคสมัยเพื่อตามหาหลี่ฝูโหยวผู้เป็นอาจารย์
แต่หลังจากพยายามอย่างหนัก ในที่สุดนางก็มาถึงโลกแห่งเทพ จนพบกับการสังหารที่เกือบจะถึงฆาต
การสังหารนั้นมาจากขุมอำนาจอันร้ายกาจจากโลกแห่งเทพอย่าง ‘ภูเขาวิญญาณสุขาวดี’ !
ในตอนนั้น มีผู้ฝึกตนวิถีพุทธจำนวนมากจากภูเขาวิญญาณสุขาวดีที่ร่วมมือกันลงมือ พวกเขามองว่าหนิงซิ่วเป็นคนนอกรีต ก่อนพยายามพาตัวนางกลับไปยังภูเขาวิญญาณสุขาวดีเพื่อกำราบให้อยู่หมัด
ในการต่อสู้อันดุเดือดครั้งนั้น หนิงซิ่วพยายามสุดความสามารถ ด้วยการพึ่งพาพลังของแผนที่สองลักษณ์จึงพอจะต่อสู้ได้
แต่ร่างเต๋าของหนิงซิ่วก็ถูกทำลายในการต่อสู้นี้เช่นกัน ในขณะที่จิตวิญญาณได้รับบาดเจ็บสาหัส
สิ่งที่เลวร้ายยิ่งกว่าคือระหว่างการหลบหนี นางถูกกองกำลังวิถีพุทธจากภูเขาวิญญาณสุขาวดีไล่ล่าอยู่ไม่ห่าง
จนกระทั่งในที่สุด ก็เป็นคนจาก ‘ตระกูลเฟิงเผ่าเทพ’ ที่ช่วยเหลือนางเอาไว้
แต่เพราะเหตุการณ์นี้ จิตวิญญาณของหนิงซิ่วจึงถูกตีตราโดยตระกูลเฟิง แม้กระทั่งแผนที่สองลักษณ์ก็ตกอยู่ในมือของพวกเขา
จนถึงตอนนี้ ยามเฟิงอู๋จี้ผู้เป็นบุตรแห่งสวรรค์ของตระกูลเฟิงโบราณมาที่แดนเซียน เขาจึงนำหนิงซิ่วกับแผนที่สองลักษณ์มาด้วย
เป้าหมายก็คือ เพื่อทำข้อตกลงกับซูอี้ และให้เขารวบรวมวัตถุอมตะมอบให้แก่ตน!
หลังฟังจนจบ ชายหนุ่มก็เข้าใจทุกอย่างอย่างแจ่มแจ้ง
“หมายความว่า ถึงแม้ตระกูลเฟิงพยายามจะใช้เจ้า แต่ก็ยังนับว่าได้ช่วยชีวิตเจ้าเอาไว้ ดีชั่วเท่ากัน ไม่จำเป็นต้องคิดบัญชีกับพวกเขาในอนาคต” ซูอี้กล่าวกับตัวเอง
ขณะพูด เขาเงยหน้ามองหนิงซิ่ว ก่อนจะกล่าวว่า “นับจากนี้ไป เจ้าอยู่ฝึกฝนที่ตำหนักอนันตรัตติกาลนี้ ข้าจะสร้างร่างเต๋าของเจ้าขึ้นใหม่ในอนาคต จะได้ไม่ต้องร่อนเร่ในโลกเหมือนภูตผีโดดเดี่ยวอีก”
หนิงซิ่วก้มศีรษะ แล้วกล่าวว่า “ศิษย์ขอขอบคุณท่านอาจารย์!”
น้ำเสียงแผ่วเบาแฝงด้วยความสะอื้นไห้
“นับจากนี้เวลาอยู่ต่อหน้าข้า ห้ามพูดจาสุภาพเช่นนี้อีก”
เขากล่าวอย่างแผ่วเบาว่า “ไปเสีย ในอนาคตข้าจะอยู่ที่นี่ ส่วนเจ้าเพียงต้องฝึกฝนอย่างสงบจิตสงบใจเท่านั้น”
หญิงสาวพยักหน้า หลังจากคำนับแล้ว นางก็จากไป
หลังจากมองส่งนางจนหายลับไปแล้ว ชายหนุ่มก็พลิกฝ่ามือ ยันต์ลับปรากฏขึ้นมา
ภายในยันต์ลับมีข้อความที่ถูกส่งมาโดยบุตรีแห่งสวรรค์ซีหนิง!
บทที่ 1,945 วิถีบรรลุเทพของซูอี้
ข่าวของซีหนิงครานี้เกี่ยวเนื่องกับวิถีบรรลุเทพ!
จากวาจาของนาง ซากโบราณแห่งแดนเซียนอันเหลือรอดมาจากยุคสมัยเก่าก่อนนั้นมีสัญญาณอุบัติแห่งวิถีบรรลุเทพปรากฏขึ้นแล้ว!
หากคาดการณ์ถูกต้อง ภายในหนึ่งปี วิถีบรรลุเทพจะปรากฏขึ้น
ถึงยามนั้น อำนาจที่มาฮุ่นตุ้นของแดนเซียนจะปะทุขึ้นโดยสมบูรณ์ สร้างโลกเร้นลับฮุ่นตุ้นแห่งหนึ่งขึ้นบนแดนเซียน
ในสายตาบุตรและบุตรีแห่งสวรรค์ทั้งหลาย โลกเร้นลับจากที่มาฮุ่นตุ้นแห่งแดนเซียนนี้ถูกเรียกว่าสมรภูมิแห่งยุคสมัย!
มีเพียงการเข้าไปในสมรภูมิแห่งยุคสมัยเท่านั้น จึงจะสามารถแสวงโอกาสบรรลุเทพในยุคสมัยของแดนเซียนได้
โอกาสบรรลุเทพที่ว่านี้ก็คืออำนาจกฎเกณฑ์แห่งยุคสมัยไร้ผู้ใดครอบครอง
ทว่าจำนวนกฎเกณฑ์แห่งยุคสมัยเหล่านี้มีจำกัด
กล่าวคือ โอกาสบรรลุเทพเองก็มีจำกัด!
นอกจากนั้น ซีหนิงยังกล่าวไว้ในสาส์นว่าให้ซูอี้ใช้เวลาเพิ่มการฝึกฝนสู่ระดับสุดลึกล้ำไว้จะดีกว่า
หาไม่ เมื่อสมรภูมิแห่งยุคสมัยปรากฏขึ้น เขาจะพลาดโอกาสบรรลุเทพอันมีเพียงหนชั่วชีวิตนี้ไปแน่
หากเป็นไปได้ ซีหนิงก็หวังให้ซูอี้ไปสมทบกับนางที่ ‘บรรพพิภพสวรรค์เมิน’ และค้นหาโอกาสด้วยกัน บางทีอาจทำให้ ซูอี้เคลื่อนขอบเขตได้ในชั่วกาลอันสั้น
เมื่อรู้เช่นนี้ ซูอี้ก็อดคิดหนักมิได้
ภายในหนึ่งปี ที่มาฮุ่นตุ้นแห่งแดนเซียนจะปะทุขึ้น สร้างสมรภูมิแห่งยุคสมัยขึ้นมา และโอกาสบรรลุเทพก็มีจำกัดอย่างยิ่ง
คาดการณ์ได้ว่า ณ ยามนั้น บุตรและบุตรีแห่งสวรรค์ทั้งหลายจะประชันกันอย่างดุเดือดถึงขีดสุดเพื่อช่วงชิงโอกาสบรรลุเทพ!
ทว่าซูอี้หาสนใจไม่
ครึ่งปีกว่านับแต่เขากลับมาจากนครวิญญาณนี้ ชายหนุ่มก็เก็บตัวเพื่อวางแผนวิถีดาบในภายหน้าของตนมาโดยตลอด
และยังคิดว่าหลี่ฝูโหยวผู้มีอำนาจสะบั้นเทพตั้งแต่ระดับสุดลึกล้ำ แม้จะมีสมบัติลับแห่งฮุ่นตุ้นในมือมากมาย แต่ไฉนจึงมิยอมบรรลุเป็นเทพเสียที?
แม้เก้าความลับแห่งจักรวาลจะสื่อถึงสมบัติเทพปฐมสวรรค์เก้าชิ้น สิ่งที่น่าตื่นเต้นจริงๆ คือ เก้าความลับแห่งจักรวาลนี้สื่อถึงเก้าโอกาสบรรลุเทพเช่นกัน!!!
กาลก่อน หลี่ฝูโหยวมีสมบัติลับแห่งฮุ่นตุ้นในมือสี่ชิ้น ได้แก่ดาบเคียงประชิด แผนที่สองลักษณ์ นาวาพลิกสวรรค์ และดาบปลายมนแปลงโลกา! เปรียบได้ว่าเขามีสี่วิถีบรรลุเทพอยู่ในมือ
ทว่าท้ายที่สุด เขาก็มอบสมบัติลับแห่งฮุ่นตุ้นทั้งสี่แก่ศิษย์ของตนคนละชิ้น
ไม่ได้เก็บไว้ใช้เองเลย
นับว่าผิดปกติอย่างมิต้องสงสัย
จนยามนี้ ซูอี้จึงพอเข้าใจความคิดของหลี่ฝูโหยวแล้ว นั่นเป็นเพราะเหตุผลสองประการ
ประการแรก วิถีบรรลุเทพอันมาจากสมบัติลับแห่งฮุ่นตุ้นเหล่านี้ไม่ได้เหมาะสมกับวิถีดาบที่เขาเสาะแสวง
ประการที่สอง เขาแสวงหาวิถีบรรลุเทพอยู่!
ยอมพลาดไปดีกว่ารีบร้อนบรรลุเทพโดยไม่คิดหน้าหลัง!
ซึ่งในสายตาของซูอี้ เหตุผลที่สองฟังขึ้นมากกว่า
เพราะถึงอย่างไร กฎแห่งยุคสมัยก็มีความแข็งแกร่งอ่อนแอแตกต่าง และเมื่อควบคุมกฎเกณฑ์ยุคสมัยแตกต่าง วิถีบรรลุเทพก็ย่อมไม่เหมือนกัน!
กฎแห่งยุคสมัยนั้นสามารถสร้างเป็นอำนาจเทพ และยังเป็นตัวตัดสินคุณภาพของอำนาจเทพอีกด้วย ส่งผลต่อตำแหน่งเทพที่เขาจะสร้างได้ในภายหน้า
หลายครั้งที่ผู้บรรลุเป็นเทพหามีทางเลือกไม่
เพราะนับแต่โบราณกาล กฎเกณฑ์แห่งยุคสมัยส่วนใหญ่บนธารนทีสายยาวแห่งยุคสมัยนั้นถูกเทพแบ่งกันไปนานแล้ว
ไม่ว่าผู้ใดจะบรรลุเป็นเทพ ขอเพียงได้ปกครองกฎแห่งยุคสมัยสักข้อ มีหรือจะพลาดหวัง?
แต่หลี่ฝูโหยวแตกต่างออกไป
เขาประหารเทพมาแล้ว!
และยังต้องเข้าใจในอำนาจเทพอันไร้ผู้ใดเทียบชั้น
ดังนั้น เขาจึงยอมทิ้งสี่วิถีบรรลุเทพของสี่สมบัติลับแห่งฮุ่นตุ้นแล้วไปสืบหาวิถีบรรลุเทพที่ตนพอใจในธารนทีสายยาวแห่งยุคสมัย
เมื่อคิดถึงตรงนี้ ซูอี้ก็คาดการณ์วิถีภายหน้าของเขาได้ในช่วงครึ่งปีนี้
และตระหนักในที่สุดว่าตนขี่ลาหาลามาโดยตลอด
วิถีบรรลุเทพที่เหมาะสมกับเขาที่สุดอยู่ในมือเขามาเนิ่นนานแล้ว
นั่นก็คือวัฏสงสาร!
ทวยเทพไม่อาจยอมให้วัฏสงสารยืนยง นั่นก็เพราะวัฏสงสารริบอำนาจเทพไป สลายตำแหน่งเทพ และสะบั้นกรรมวิถีของพวกเขาได้ ทำให้พวกตนร่วงหล่นคืนมลทิน!
จึงสังเกตได้ว่าทวยเทพกลัววัฏสงสารกันเพียงไร
และเรื่องนี้ก็เพียงพอพิสูจน์ว่า อำนาจมหาวิถีวัฏสงสารนั้นสามารถเปลี่ยนตัวเองเป็นกฎแห่งยุคสมัยได้โดยแท้จริง!
เมื่อตระหนักถึงเรื่องนี้ ซูอี้ก็ย่อมไม่คิดไปแสวงหากฎเกณฑ์แห่งยุคสมัยอื่นๆ
ดังนั้น เขาจึงมิได้คาดหวังใดๆ กับวิถีบรรลุเทพในแดนเซียนซึ่งกำลังจะปรากฏภายในหนึ่งปีนี้มากนัก
เพราะขอเพียงฝึกฝนต่อไปทีละก้าว ด้วยอำนาจแห่งวัฏสงสาร เขาก็บรรลุเป็นเทพได้!
ไร้ความจำเป็นต้องไปแก่งแย่งต่อสู้กับใคร
นอกจากนั้น ซูอี้ยังสงสัยว่ามหาวิถีเวิ้งลึกล้ำซึ่งก็เป็นอำนาจร้ายกาจมิต่างจากอำนาจวัฏสงสารเองก็สามารถแปรเปลี่ยนเป็นกฎแห่งยุคสมัยอันแสนเลิศล้ำได้เช่นกัน!
อย่างไรก็ตาม เคล็ดพลังเวิ้งลึกล้ำก็สามารถสะบั้นผลกรรม ห้ามชะตาได้!
บันทึกผลกรรมประสบมันมาแล้วอย่างแสบร้อน
เมื่อเรื่องราวเหล่านี้กระจ่างแจ้ง ซูอี้ออกจะดูแคลนพุทธเจ้าแผดตะเกียงแห่งอดีตกาลด้วยซ้ำ
ตัวตนระดับพุทธเจ้าแห่งภูเขาวิญญาณสุขาวดีนี้ก็เคยเมินฐานะตนลงมาชิงบันทึกผลกรรม เพียงเพื่อจะบงการอำนาจผลกรรม……
ทว่ายามนี้ ตัวเขาไม่มีบันทึกผลกรรมในสายตาด้วยซ้ำ
การเปรียบเทียบนี้ทำให้ซูอี้ยิ่งตระหนักว่าสองอำนาจมหาวิถีวัฏสงสารและเวิ้งลึกล้ำของเขายิ่งใหญ่มหัศจรรย์เพียงไร
‘แต่ไปบรรพพิภพสวรรค์เมินสักหน่อยก็ไม่เสียหาย แม้การฝึกฝนจะไม่อาจเคลื่อนขอบเขต ข้าก็ยังสะสมวัตถุอมตะเพิ่มและเตรียมการสู่อนาคตได้’
ซูอี้กล่าวในใจ
เขาฝึกฝนในตำหนักอนันตรัตติกาลมาครึ่งปีกว่าแล้ว และพิบัติภัยต่อแดนเซียนทั้งหลายก็จบสิ้นลง
สำหรับชายหนุ่ม สิ่งต่อไปที่ต้องทำก็คือฝึกฝน!
เตรียมเข้าสู่ระดับสุดลึกล้ำ!!
สิ่งเดียวที่ซูอี้เสียดายก็คือเขาไม่อาจพบเทพแท้ จึงมิอาจลองประหารเทพในระดับแกนรวมศูนย์ได้
ด้วยหากทำเช่นนี้ได้ เขาก็จะสามารถก้าวข้ามความสำเร็จดั้งเดิมของหลี่ฝูโหยวในขอบเขตมหาศาลได้
อย่างไรก็ตาม หลี่ฝูโหยวยามอยู่ ณ จุดสูงสุดของระดับสุดลึกล้ำก็เคยประหารเทพชั้นล่างมาก่อน
หากเขาสามารถประหารเทพในระดับแกนรวมศูนย์ ตัวเขาก็ย่อมก้าวข้ามหลี่ฝูโหยวเมื่อกาลก่อนได้
……
“พวกเจ้าจะเป็นผู้จัดการตำหนักอนันตรัตติกาล”
ซูอี้เรียกมหาเซียนหลิวอวิ๋น หลิ่นเฟิง วานรเฒ่าสะพายดาบ ราชันย์วิถีมังกรแดง และคนอื่นๆ มาเพื่อแจ้งว่าเขาจะไปยังบรรพพิภพสวรรค์เมิน ไม่อาจแน่ใจว่าจะกลับมายามใด
“ท่านอาจารย์โปรดวางใจ ศิษย์จะไม่ทำให้ท่านผิดหวังขอรับ!”
หลิ่นเฟิงรับบัญชาอย่างหนักแน่น
คนอื่นๆ เองก็พยักหน้า
“พวกเจ้าไปเตรียมตัวกันเถิด ยามเรื่องบรรลุเทพคลี่คลาย เราจะเริ่มสร้างศาลเซียนรวมศูนย์ขึ้นใหม่กัน”
ซูอี้กล่าว “การมีศาลเซียนรวมศูนย์อยู่เท่านั้นที่จะสามารถดูแลระบบระเบียบในแดนเซียนและแสวงความสงบสุขในโลกหล้าได้”
ซูอี้พลันแย้มยิ้ม “ภายหน้า ข้าย่อมสู้เพื่อหาโอกาสให้พวกเจ้าเป็นเทพกัน”
เขาไม่กังวลเรื่องบรรลุเทพ แต่เขาก็ไม่คิดจะพลาดโอกาสเข้าสมรภูมิแห่งยุคสมัยและตั้งใจจะชิงกฎแห่งยุคสมัยมาเช่นกัน!
แม้ไม่ได้ใช้เอง ก็มอบให้ผู้อื่นได้
เมื่อทุกผู้ได้ยินเช่นนี้ พวกเขาก็อดผงะไปมิได้
ซูอี้กล่าวอย่างราบเรียบ ทำให้พวกเขารู้สึกราวโอกาสบรรลุเทพเป็นสิ่งอันใกล้ตัวเพียงเอื้อมมือ
วันเดียวกันนั้น ซูอี้ออกเดินทางจากตำหนักอนันตรัตติกาลไปอย่างเงียบเชียบ
……
บรรพพิภพสวรรค์เมิน
หมอกควันสีเทาปกคลุมโลกหล้าอันเก่าแก่โบราณ เผยความแห้งแล้งเวิ้งว้าง ทั่วทิศเย็นชา
ในหุบเขาแห่งหนึ่ง
“เป็นเช่นนี้ต่อไปไม่ดีแน่”
ลั่วเทียนตูรำพึงอย่างหดหู่ใจเล็กน้อย
ตรงหน้าหุบเขานั้นมีแดนรกร้างสีดำแห่งหนึ่ง ไร้หย่อมหญ้าชีวิตใด ซากแห่งเทพกระจัดกระจายเต็มไปหมด ไม่ว่าจะแห่งหนใดก็ล้วนต้องเผชิญภัยจากซากเทพกันทั้งสิ้น
และการจะเข้าสู่ส่วนลึกของบรรพพิภพสวรรค์เมินนี้ มีแต่ต้องผ่านแดนรกร้างสีดำนี้ไป
เขาและซีหนิงติดอยู่ที่นี่มาสามเดือน มิอาจเคลื่อนขยับได้แม้เพียงคืบ
เขาเองก็พยายามฝ่าออกไปหลายต่อหลายหน ทว่าก็ต้องถูกซากเทพขัดขวาง ต้องหนีกลับมาทุกคราไป
“หากเทพีถือหอกลึกลับท่านนั้นมาช่วยเราอีกหนได้คงดี”
ลั่วเทียนตูพึมพำ
ในใจของเขานึกถึงสตรีถือหอกผู้แข็งแกร่งเกินประเมินขึ้นมา
ซีหนิงนั่งฝึกฝนเงียบเชียบอยู่ข้างกาย เมื่อลั่วเทียนตูกล่าวถึงเทพีถือหอกลึกลับผู้นั้น คิ้วเรียวของนางพลันขมวดหากัน
“ข้าลืมไปเลย หากสหายเต๋าซูกับเทพีถือหอกท่านนั้นพบหน้า เกรงว่าคงได้สู้กันแน่แท้”
ซีหนิงถูหว่างคิ้ว
ลั่วเทียนตูผงะไป “อาหนิง เจ้าหมายความว่า เจ้าคนแซ่ซูนั่นกำลังจะมายังบรรพพิภพสวรรค์เมินนี้หรือ?”
“ถูกต้อง เขากำลังมาแล้ว”
ซีหนิงพนักหน้า
หัวใจของลั่วเทียนตูพลันหดหู่ รู้สึกขุ่นเคืองเกินบรรยาย “อาหนิง เรื่องสำคัญเช่นนี้ ไฉนเจ้าจึงไม่บอกข้า?”
ซีหนิงกล่าว “อย่าห่วงเลย ข้ารับปากว่าหากเจ้าสู้กับสหายเต๋าซู เจ้าก็แค่ถูกอัดน่วมเท่านั้น ไม่ต้องห่วงเรื่องชีวิตเลย”
ลั่วเทียนตู “……”
เขายิ้มอย่างขมขื่น ในใจรันทดไม่เบา
ยามใดกันที่บุตรสวรรค์ไร้เทียมทานเช่นเขากลับไม่เลิศล้ำเท่าเจ้าคนแซ่ซูในสายตาอาหนิง?
“แน่นอน ข้าไม่ได้เชิญสหายเต๋าซูมาที่นี่เพื่อจัดการกับเจ้าหรอก หากเจ้าเกิดกลัวขึ้นมา สหายเต๋าซูจะเห็นแก่หน้าข้าและไม่ทำอันใดเจ้า”
เมื่อซีหนิงกล่าวถึงซูอี้ น้ำเสียงของนางก็แปรเปลี่ยนเป็นนุ่มนวลรื่นโสตขึ้นมาก คู่เนตรงามพร่างพรายเจิดจรัสสว่างไสว
ลั่วเทียนตู “???”
คำปลอบใจของซีหนิงหาต่างจากการเสือกดาบแทงหัวใจเขาไม่!
หลังเงียบไปเนิ่นนาน ลั่วเทียนตูพลันสงบจิตแล้วกล่าวว่า “เช่นนั้น… ไฉนเจ้าจึงให้เขามา?”
ซีหนิงอธิบาย “อำนาจวัฏสงสารนั้นเพียงพอสยบซากอันมิใช่ทั้งคนและผีนี้ได้ และเมื่อมีสหายเต๋าซูอยู่ เราจะสามารถสืบหาวัตถุอมตะได้มากขึ้น ไม่ถูกกักอยู่ที่นี่นานๆ เช่นนี้อีก”
หัวใจของลั่วเทียนตูทวีความอึดอัดมากขึ้นทุกขณะ
เพราะยิ่งซีหนิงพึ่งพาซูอี้ เขาก็ยิ่งดูเหมือน… ไร้สามารถ!
บุรุษใดเล่าจะทนไหว?
ลั่วเทียนตูสูดหายใจลึกๆ และกล่าวอย่างเคร่งขรึม “อาหนิง ข้าจะพิสูจน์ให้เจ้าเห็นว่าข้า ลั่วเทียนตูหาด้อยไปกว่าเจ้าคนแซ่ซูนั่นไม่!”
ดวงตาของเขาเปี่ยมความตั้งมั่น
ขณะที่ซีหนิงกำลังจะกล่าวแย้ง เสียงอันเฉยเมยก็ดังแว่วมา
“พิสูจน์เช่นไรรึ?”
ซีหนิงพลันเผยเค้าความปรีดา ผุดลุกขึ้นมองไปไกล และพบหนึ่งร่างสูงใหญ่คุ้นตาได้ทันที
“สหายเต๋าซูมาแล้ว” รอยยิ้มประดับบนใบหน้าของซีหนิง
ลั่วเทียนตูสังเกตเห็นชัดเจนว่าซีหนิงอารมณ์ดีขึ้นเฉียบพลัน ร่างเปล่งประกายเจิดจรัสจนต่างจากเดิมโดยสิ้นเชิง
ใบหน้างดงามดุจรูปวาดของนางเจือความปรีดาระริกระรี้
เป็นสิ่งที่ลั่วเทียนตูไม่เคยได้เห็นมาก่อน!!