บันทึกตำนานราชันอหังการ [ 剑道第一仙 ] - บทที่ 1946-1950
บทที่ 1,946 สามีภรรยารักใคร่กลมเกลียว
ไกลออกไป ร่างของซูอี้เดินมาหา
ลั่วเทียนตูพลันกล่าวขึ้น “เริ่มศึก?”
ดวงตาของเขาจับจ้องซูอี้เปรียบประหนึ่งดาบคมกริบ เจตนาทำศึกพลุ่งพล่านทั่วกายอย่างเกินควบคุม
บุตรแห่งสวรรค์ไร้เทียมทานจากโลกแห่งเทพผู้นี้เผยอำนาจยิ่งใหญ่ ดุร้ายสะท้านฟ้าสนั่นแดนออกมา ชวนลืมหายใจ
คิ้วงามของซีหนิงขมวดเล็กน้อย
ซูอี้เหลือบพินิจลั่วเทียนตูหัวจรดเท้าและกล่าวว่า “ได้”
พริบตานั้น บรรยากาศตึงเครียด
ซีหนิงไม่คาดเลยว่าทันทีที่ซูอี้มาถึง ลั่วเทียนตูจะท้าดวลเฉียบพลัน อดปวดเศียรมิได้
ไฉนกันหนอ?
ไฉนต้องหาเรื่องใส่ตัวด้วย?
ตู้ม!
สุญตาสั่นสะท้าน รัศมีกฎเกณฑ์เจิดจรัสออกมาจากร่างของลั่วเทียนตู เพลิงแสงสาดจ้า กระหวัดเกี่ยวสร้างลวดลายลึกลับยิ่งใหญ่เบื้องหลังเขา
ในลวดลายเหล่านั้น อสนีบาตสายฟ้าร่ายรำดุจอสรพิษ
นี่คือโลกเร้นลับมหาวิถีของลั่วเทียนตู……แดนอสรพิษทะยาน!
นี่คือการสำแดงเดชวิถีเต๋าขอบเขตมหาศาลของเขา
เมื่อลั่วเทียนตูย่างก้าว อำนาจของเขาก็ทะยานสูงขึ้นทุกก้าว เยี่ยงคมดาบถูกชักออกมาทีละน้อย
ทว่าอำนาจนั้นหาได้หลุดทะลัก เพียงสะท้านแดนแปรครรลองฟ้า
ทว่ามันก็มุ่งเป้าที่ซูอี้อย่างหนาแน่นเยี่ยงตาข่ายใหญ่เช่นกัน!
สิ่งน่าสะพรึงกลัวสูงสุดคือ ที่หว่างคิ้วของลั่วเทียนตูปรากฏสัญลักษณ์เพลิงทิพย์ดุจดวงตะวันขึ้น เพลิงแสงเรืองรองสยบสุญตา!
“แดนอสรพิษทะยาน! ตราเทวะพิชิตสรวง!”
ซีหนิงมองอำนาจยิ่งใหญ่ที่ลั่วเทีนนตูใช้ออกทันที คู่คิ้วงามยิ่งขมวดหนัก
ลั่วเทียนตูไม่ได้คิดจะสู้ยืดเยื้อ เขาใช้อำนาจสูงสุดหวังสังหารซูอี้ในคราวเดียว!
หาได้ออมมือลดกำลังลงไม่!
ลั่วเทียนตูให้ความสำคัญกับซูอี้ไว้สูงมากในใจ หาไม่ เขาคงไม่ทุ่มสุดกำลังแต่เริ่มศึกเช่นนี้
ไกลออกไป ซูอี้ยืนนิ่งไม่ขยับ ดวงตาไร้การแปรเปลี่ยนอารมณ์
การฝึกฝนระดับสุดลึกล้ำของลั่วเทียนตูทรงพลังเหลือเชื่อโดยจริงแท้ ทรงพลังเสียยิ่งกว่าตัวตนไร้เทียมทานอย่างเฟิงอู๋จี้และหลวงจีนเจียอวิ๋นเป็นไหนๆ
และยังเป็นบุคคลสูงสุดอันเป็นส่วนน้อยในหมู่ยอดฝีมือระดับสุดลึกล้ำที่ซูอี้เคยพบพานมาก่อน
ทั่วแดนเซียนนี้ เรียกได้ว่าลั่วเทียนตู ‘เจิดจรัสตราบกาล’ !
น่าเสียดาย……
ที่อีกฝ่ายมาเจอเขา!
ตู้ม!!!
ฟ้าดินพลันสั่นสะท้าน หลังลั่วเทียนตูมาถึงก้าวที่เก้า อำนาจทั่วร่างของเขาพลันถูกกระตุ้นถึงขีดสุด ลงมือเปิดฉากทันทีอย่างไร้ลังเล
ทรงพลังดุจอัสนี รวดเร็วเยี่ยงประกายแสง!
ยามทะยานเข้าโจมตี สุญตาถูกแหวกกรีดเป็นรอยร้าวยาวตรง
ฟ้าดินแปรเปลี่ยนครรลอง อสนีบาตสายฟ้ากึกก้อง มรสุมคำรณ เพลิงแสงจรัสจ้าคลุมนภาเยี่ยงมกรอสรพิษทะยานสรวง
เป็นอสรพิษอันใหญ่โตเหนือคะเน ร่างเปรียบประหนึ่งคันดินค้ำสวรรค์ปรกนภา รัศมีเลิศล้ำมากมายโปรยปรายดุจดาราเกินคณานับ
นี่แหละแดนอสรพิษทะยาน
เมื่อถูกกักอยู่ภายใน ก็เหมือนถูกจองจำในโลกหล้าอันมี ลั่วเทียนตูบัญชา!
นอกจากนั้น รัศมีศักดิ์สิทธิ์อันพุ่งยิงออกจากหว่างคิ้วของเขายังเปี่ยมอำนาจพันธนาการร้ายกาจ ขอเพียงต้องมันสักหน ศัตรูร่วมขอบเขตใดๆ ทั่วหล้าจะถูกผนึกสิ้นพิษสง!
นี่คืออำนาจของเทวฤทธิ์โดยกำเนิด ‘ตราเทวะพิชิตสรวง’
เมื่อซูอี้ถูกโอบล้อมโดยแดนอสรพิษทะยาน อำนาจของตราเทวะพิชิตสรวงก็ห้อมล้อมซูอี้ไว้สิ้น
ลั่วเทียนตูโจมตีเข้ามาอย่างดุเดือด
รัศมีนานาชนิดต่างหลั่งรินจากอสรพิษยักษ์ถล่มเข้าใส่
ท่ามกลางสถานการณ์อันตรายนี้ ซูอี้พยักหน้าน้อยๆ และกล่าวออกความเห็น “ไม่เลว”
พร้อมกันนั้น
ตู้ม!!!
ภาวะดาบอันยิ่งใหญ่อหังการพวยพุ่งจากร่างของซูอี้
อำนาจพันธนาการของตราเทวะพิชิตสรวงพลันแหลกสลายเป็นชิ้นเล็กชิ้นน้อยราวเศษน้ำแข็งถูกทุบ
ตามด้วยรัศมีแสงอันกระหน่ำโปรยซึ่งแหวกกระเด็นราวถูกมรสุมพัดหอบ ถูกแหวกเบี่ยงลับไปก่อนทันเข้าใกล้ซูอี้
ทั่วแดนอสรพิษทะยานเรรวนร้ายแรง ร้าวรานเจียนสลาย
“นี่……”
ม่านตาของลั่วเทียนตูหดตัว
เขาคาดไม่ถึงเลยว่าอำนาจสูงสุดของตนจะแสนปวกเปียกเพียงนี้ ซูอี้ไม่ได้ขยับด้วยซ้ำ พึ่งพาเพียงอำนาจวิถีดาบของตนก็สามารถบดขยี้การโจมตีของตัวเขาได้แล้ว!
ทว่า……
ลั่วเทียนตูไม่ได้ถอยหนี
ร่างของเขายังทะยานไม่ถึงตัว เจ้าตัวพลันกัดฟันกรอด สองมือวาดลวดลาย ฟาดเข้าใส่ซูอี้อย่างดุดันประหนึ่งยกบรรพตโบราณทุ่มใส่
ซูอี้สะบัดแขนเสื้อ
เปรี้ยง!
ท้องนภาแหลกสลาย แดนอสรพิษทะยานพังทลายลงโดยสมบูรณ์
ร่างของลั่วเทียนตูปลิวกระเด็นไปหลายร้อยจั้ง ร่วงลงกระแทกด้วยเสียงสนั่นลั่น
เส้นผมยาวกระจัดกระจายสะบักสะบอม
ใบหน้าหล่อเหลาเปี่ยมความตกตะลึงเกินเชื่อลง
เพียงหนึ่งโบกแขนเสื้อ เขาก็แพ้พ่าย!?
ไกลออกไป ซีหนิงซึ่งเห็นเรื่องทั้งหมดนี้อดตกตะลึงสูดหายใจเฮือกมิได้
นางคาดไว้แล้วว่าอำนาจต่อสู้ของซูอี้อยู่เหนือการคาดวัดของขอบเขตมหาศาลสามระดับเนิ่นนาน แต่นางเองก็ไม่คาดว่าบุตรสวรรค์ไร้เทียมทานอย่างลั่วเทียนตูจะแสนปวกเปียกเพียงนี้ยามเผชิญหน้าซูอี้
ดุจตั๊กแตนเขย่าพฤกษ์!
ยามฝุ่นควันเคลื่อนจาง ซูอี้เพียงปัดฝุ่นจากอาภรณ์อย่างเฉยชา กล่าวขึ้นว่า “ข้ารับปากซีหนิงไว้ว่าจะไม่เบียดเบียนชีวิตเจ้า แน่นอน เจ้าไม่ต้องรู้สึกขอบคุณ หากภายหน้าอยากจะฆ่าข้า ก็แนะให้เจ้าเพิ่มพูนกำลังให้เร็วที่สุดเสีย หาไม่ ความแข็งแกร่งในยามนี้ของเจ้าคงไม่ต่างจากใช้กรวดกะเทาะศิลา”
สีหน้าของลั่วเทียนตูดำคล้ำ อดเคลือบแคลงในชีวิตตนมิได้
ยามเขาตั้งใจจะสู้กับซูอี้ เขาคิดอยู่ว่าแม้ท้ายที่สุดจะพ่าย อย่างน้อยตัวเขาก็จะยังรบพุ่งดุเดือดกับซูอี้ได้
ทว่าตัวเขาถูกบดขยี้ย่อยยับ หามีคุณสมบัติประชันด้วยไม่!
สร้างเป็นความสะเทือนใจอย่างสุดซึ้ง!
“เจ้า… แข็งแกร่งเพียงไรกันแน่?”
ครู่ต่อมา ลั่วเทียนตูก็คืนสติและเอ่ยถาม
“ข้าไม่ทราบ”
ซูอี้รำพึงเบาๆ “ยามนี้ ข้าอยากหาเทพมาสู้ด้วยสักคน อยากรู้ว่าอำนาจต่อสู้สูงสุดของข้าเป็นเช่นไร”
ลั่วเทียนตู “……”
ซีหนิง “……”
พวกเขาหาเข้าใจไม่ว่าวาจาของซูอี้นั้นออกมาจากใจจริงๆ
ยามเขาอยู่ในถ้ำสวรรค์เทพร่ำไห้ ซูอี้ใช้การฝึกฝนระดับ มหายุทธ์ประมือกับเทพพิบัติอันเปรียบกับครึ่งเทพได้
จนเมื่อการฝึกฝนของชายหนุ่มบรรลุถึงระดับแกนรวมศูนย์ เทพพิบัติระดับครึ่งเทพนั้นก็ไม่ใช่คู่มือเขาอีกต่อไป
ครึ่งปีก่อน เขาฝึกฝนในแดนบรรพชนหมื่นมาร ดูดซับอำนาจที่มาฮุ่นตุ้นของนครวิญญาณ การฝึกฝนของเขามาถึงระดับแกนรวมศูนย์ขั้นสมบูรณ์แล้ว
เพียงอีกก้าวเดียว ชายหนุ่มก็จะเข้าสู่ระดับสุดลึกล้ำ!
อำนาจต่อสู้ของเขาแตกต่างจากกาลก่อนไปเนิ่นนาน
ตัวซูอี้เองจึงหารู้ไม่ว่าอำนาจต่อสู้ปัจจุบันของตนเป็นเช่นไร
เพราะไม่อาจหาสิ่งใดมาเทียบอิง!!
เนิ่นนานจากนั้น ลั่วเทียนตูพลันสงบใจ ผ่อนลมหายใจแล้วหยุดเสวนา
ไม่ว่าผู้ใดก็เห็นได้ว่าหัวใจของเขาถูกกระทบร้ายแรง ยากจะปล่อยวางได้โดยแท้จริงในชั่วขณะหนึ่ง
“ยามสมรภูมิแห่งยุคสมัยปรากฏ อำนาจต่อสู้ปัจจุบันของสหายเต๋าจะสามารถสยบทั่วหล้า กวาดล้างทุกศัตรูได้แน่นอน”
ซีหนิงก้าวเข้ามา คู่เนตรเรืองรองส่องประกายราวเฝ้ารอเหตุการณ์ดังกล่าวก่อกำเนิด “ถึงยามนั้น ข้าเกรงว่าคงมีผู้ได้โอกาสเป็นเทพโดยแท้ไม่มากนัก”
ซูอี้นิ่งไป ก่อนจะส่ายหน้ากล่าวยิ้มๆ “ข้าแน่ใจว่าถึงยามนั้น เทพจะไม่อยู่นิ่งดูดายแน่นอน”
ซีหนิงครุ่นคิด “เทพอาจขัดขวางได้ แต่พวกเขาก็ล้วนถูกผูกมัดโดยกฎบัญญัติ ดังนั้น สหายเต๋าหาจำเป็นต้องกังวลไม่”
ซูอี้พยักหน้า
หลังเสวนากันสักพัก ซีหนิงก็กล่าวถึงการไปสำรวจโอกาสกัน ณ บรรพพิภพสวรรค์เมิน
ซูอี้รู้ว่านี่ก็เป็นเขตหวงห้ามอันอยู่รอดจากยุคสมัยเก่าก่อนเช่นกัน แต่บรรพพิภพสวรรค์เมินนี้ลึกลับอันตรายกว่าถ้ำสวรรค์เทพร่ำไห้มากนัก!
นอกจากจะมีสัตว์ประหลาดร้ายกาจอันเรียกกันว่า ‘ซากเทพ’ มากมาย ยังมีหายนะประหลาดนานาชนิดที่สามารถสังหารตัวตนระดับสุดลึกล้ำได้
เช่น รอยแยกมิติเวลา ประกายทัณฑ์สิ้นกฎเกณฑ์ พายุสลายวิญญาณ เป็นต้น
ซีหนิงและลั่วเทียนตูเข้ามาในบรรพพิภพสวรรค์เมินเกินครึ่งปีแล้ว แต่ก็ยังติดอยู่ในบริเวณรอบนอกของมัน ชั่วกาลผ่านมานี้ พวกเขาประสบมหันตภัยเสี่ยงชีวิตเกินคณานับ
แต่ซีหนิงก็ต้องยอมรับว่าแม้ที่แห่งนี้จะอันตราย แต่ก็มีโอกาสอันพบได้แต่ไม่อาจครอบครองมากมาย ซึ่งส่วนใหญ่เกี่ยวเนื่องกับวัตถุอมตะ
อย่างไรก็ดี สมบัติที่อยู่รอดจากการล่มสลายแห่งยุคสมัยได้มักจะมีวัตถุอมตะอยู่
ท้ายที่สุด ซีหนิงได้พูดถึงสตรีถือหอกลึกลับ
ซูอี้กล่าวขึ้นอย่างคาดหวัง “ข้ามาที่นี่เพื่อหาสตรีผู้นี้ อยากไถ่ถามเรื่องราวบางอย่างจากนางเช่นกัน”
ซีหนิงอดกล่าวมิได้ “ไม่กลัวบ้างหรือว่านางจะฆ่าเจ้า?”
ซูอี้แย้มยิ้มกล่าวว่า “จากสิ่งที่เจ้าว่า หากนางเป็นเทพีผู้แข็งแกร่งเกินคาดหยั่งจริงๆ หากนางอยากฆ่าข้าขึ้นมา นางคงทำไปตั้งแต่ข้าอยู่ในโลกมนุษย์แล้ว”
ซีหนิงตะลึงอย่างเห็นได้ชัด ไม่อาจเข้าใจได้ว่าซูอี้และสตรีถือหอกสัมพันธ์กันเช่นไร
แต่นางก็ไม่ได้ถามมากไปกว่านั้น
“เราเข้าไปยังส่วนลึกของบรรพพิภพสวรรค์เมินกันเถอะ”
ซูอี้หันไปกล่าวกับลั่วเทียนตู
การถูกเชิญจากซูอี้โดยไม่ตั้งตัวเช่นนี้ทำให้ลั่วเทียนตูดูอึกอักเล็กน้อยอย่างเห็นได้ชัด เขาเตรียมจะปฏิเสธ
ทว่าซีหนิงกลับกล่าวขึ้น “ไปด้วยกันเถอะ”
วาจาของลั่วเทียนตูทะยานแตะปาก ทว่าเขาก็กลืนมันลงท้องไปอีกหน “ได้!”
คนทั้งสามมุ่งหน้าสู่แดนรกร้างสีดำห่างออกไปทันที
ระหว่างทาง ซีหนิงและลั่วเทียนตูแสนระแวดระวัง พวกเขาเห็นความน่าสะพรึงกลัวของซากเทพเหล่านั้นมาแล้ว และแดนรกร้างสีดำนี้ก็เปี่ยมไปด้วยสัตว์ประหลาดอันมิใช่ทั้งคนและผีนี้มากมาย!
“แดนดินตรงหน้านี้มีซากเทพอยู่ซากหนึ่ง อ้อมไปกันเถอะ”
ลั่วเทียนตูพลันกล่าวขึ้น
ซีหนิงเองก็พยักหน้า
พวกเขาล้วนเคยสัญจรสำรวจที่นี่มาก่อน พวกเขารู้ค่อนข้างดีว่ามีซากเทพกระจายอยู่จุดไหนบ้าง
“อย่าได้รีบร้อน ขอข้าประจักษ์อำนาจซากเทพนั่นก่อน ค่อยตัดสินว่าถอยหรือไม่ก็ยังมิสายไปนะ”
ซูอี้กล่าวอย่างกระตือรือล้น
ในถ้ำสวรรค์เทพร่ำไห้นั้นมีเทพพิบัติอันเปรียบได้กับครึ่งเทพอยู่
เทพพิบัติเหล่านั้นก่อเกิดขึ้นจากความอาดูรของทวยเทพผู้ตกตายในยุคสมัยก่อนหน้า
และ ‘ซากเทพ’ ในบรรพพิภพสวรรค์เมินนี้ก็แปรเปลี่ยนจากซากหลงเหลือของทวยเทพยามตกตาย จากวาจาของซีหนิง พวกมันดูจะแข็งแกร่งกว่าเทพพิบัติ
สิ่งนี้ย่อมกระตุ้นความสนใจของซูอี้ขึ้นมา
“เจ้า……”
ลั่วเทียนตูขมวดคิ้ว ดูเหมือนจะพูดบางอย่าง
ทว่าเขายั้งปากไว้
เขาหันไปมองซีหนิง เหมือนจะสื่อว่า เจ้าหมอนี่มันอัดอั้นจนอยากไปสู้กับซากเทพแล้วนะ ไม่ไปเกลี้ยกล่อมหน่อยหรือ?
ซีหนิงพยักหน้ากล่าว “ลองดูสักหน่อยก็ดี อำนาจต่อสู้ของสหายเต๋าซูและวัฏสงสารน่าจะปราบซากเทพนั่นได้นะ”
ลั่วเทียนตู “……”
นี่เรียกว่าเช่นไร?
สามีภรรยารักใคร่กลมเกลียว?
ชั่วขณะนั้น ลั่วเทียนตูเป็นต้องสะเทือนใจอีกครั้ง
ราวถูกดาบนับหมื่นทิ่มแทงกลางหัวใจ!!
บทที่ 1,947 ทองจรัสอมตะ
แดนรกร้างสีดำนั้นว่างเปล่าร้างรา สรรพชีวิตเหือดหาย
เมื่อซูอี้และคณะดำเนินผ่าน แสงสีเลือดสายหนึ่งพลันระเบิดขึ้นจากพื้นดินห่างออกไป
ตู้ม!
แสงสีเลือดทะยานสรวง แปรเปลี่ยนเป็นโครงกระดูกอันผุพังร่างหนึ่ง
โครงกระดูกนั้นยังปกคลุมด้วยชุดเกราะเก่าๆ แขนขวาแหลกเละ ปราณมรณะร้ายแรงพวยพุ่ง
ซากเทพ!
นี่ไม่ใช่ครั้งแรกที่ซีหนิงและลั่วเทียนตูได้เห็นสัตว์ประหลาดเช่นนี้ แต่ยามได้พบพานอีกครั้ง พวกเขาก็ยังสัมผัสได้ถึงแรงกดดันพวยพุ่งปะทะหน้าจนแทบไม่อาจหายใจทั่วท้อง
อันที่จริง อำนาจต่อสู้ของซากเทพนี้ห่างไกลเกินขอบเขตมหาศาลนัก!
“เยี่ยม! เทียบกับเทพพิบัติทั้งหลาย ปราณของซากเทพนี้แข็งแกร่งกว่าจริงๆ ด้วย”
ดวงตาของซูอี้เรืองรอง
พร้อมกันนั้น เขาก็ลงมือแล้วอย่างดุดัน
ตู้ม!
ชกหมัดเยี่ยงออกดาบ ทะลวงตรงเข้าใส่ซากเทพอย่างทรงพลังอหังการ
ซากวิญญาณนั้นคำรามต่ำๆ ร่างเคลือบด้วยจิตสังหาร เข้าปะทะกับซูอี้ตรงๆ โดยพลัน
เปรี้ยง!!!
จุดที่ทั้งสองประสานโจมตี สุญตาพลันถล่มเละ แดนดินรอบข้างสนั่นสะท้านรุนแรง
ร่างของซูอี้สะท้านแรง
ขณะที่ซากเทพถูกหนึ่งหมัดชกจนกระเด็นไปสิบกว่าจั้ง กระดูกทั่วร่างสั่นสะท้าน
เทียบกันแล้วก็เห็นความต่างชั้นชัดเจน!
“คนผู้นี้……”
ดวงตาของลั่วเทียนตูเบิกกว้าง สูดหายใจเฮือก
อำนาจต่อสู้ของซากเทพนั้นเทียบครึ่งเทพได้เลยนะ!
ทว่ายามซูอี้เผชิญหน้ากับซากเทพตรงๆ เขากลับฟาดมันกระเด็นได้ นี่ไม่ได้หมายความหรือว่าอย่างน้อยที่สุด อำนาจต่อสู้ของซูอี้ก็เทียบครึ่งเทพได้แล้ว?
คู่เนตรพร่างพราวของซีหนิงเองก็เรืองประกายระริกสั่น
ในหมู่ตัวตนขอบเขตมหาศาลในโลกแห่งเทพ มีเพียง ‘ผู้ถูกเลือกจากสวรรค์’ ผู้เปี่ยมวาสนายิ่งใหญ่เท่านั้นที่เป็นตัวตนร้ายกาจ มีอำนาจต่อสู้เทียบชั้นครึ่งเทพได้
ทว่าจำนวนของพวกเขามีน้อยนิดอย่างยิ่งจนมือเดียวก็นับได้!
ซูอี้นั้นต่างออกไป เขาเป็นผู้ฝึกตนระดับแกนรวมศูนย์!!
ไร้ ‘ผู้ถูกเลือกจากสวรรค์’ คนใดเทียบได้เลย
มหาศึกบังเกิดแล้ว
ซูอี้ใช้มือเปล่า ทว่ากลับดู เขากดดันบดขยี้ฝ่ายเดียว ระดมโจมตีซากเทพนั้นอย่างอหังการไร้ต้าน
เพียงไม่กี่อึดใจผ่านไป
ตู้ม!
ร่างของซูอี้โฉบลงจากฟ้า หนึ่งหมัดทะลวงใส่ซากเทพ บังเกิดเป็นเสียงกระทบสะเทือนโลกา แล้วซากเทพนั้นพลันแหลกสลายจากกัน
ท่ามกลางฝุ่นควัน ร่างของซูอี้ละล่องลงสู่พื้น
ศึกนี้ช่างเฉียบขาด กำชัยง่ายดาย
ไกลออกไป ลั่วเทียนตูเงียบวจี
หนึ่งซากเทพอันเปรียบได้กับครึ่งเทพถูกสังหารลงง่ายดายเพียงนี้
นี่ไม่ได้หมายความว่าอำนาจต่อสู้ของซูอี้ ณ ระดับแกนรวมศูนย์ก้าวผ่านครึ่งเทพไปแล้วหรือ?
เมื่อเขาตระหนักถึงสิ่งนี้ หัวใจของลั่วเทียนตูพลันสั่นสะท้านเล็กน้อย รับรู้ถึงความรู้สึกอัดอั้นอย่างบอกไม่ถูก
เมื่อระยะห่างระหว่างสองบุคคลยังเล็กจ้อย ก็ยังมีหวังก้าวตามทัน
ทว่ายามระยะห่างต่างกันเยี่ยงสองโลก เขาจะตามทันได้เช่นไร?
ลั่วเทียนตูคิดถึงประโยคหนึ่งขึ้นในใจอย่างมิอาจอธิบาย
‘เทียบไม่ติดฝุ่น!’
“เห็นได้ชัดว่าอำนาจวัฏสงสารจัดการกับสัตว์ประหลาดนี่ได้จริงๆ”
ซีหนิงเข้าไปหาเขาแล้ว
ซูอี้ส่ายหน้า “ข้าไม่ได้ใช้อำนาจวัฏสงสาร แค่อยากเห็นเท่านั้นว่าซากเทพนี้แข็งแกร่งเพียงไร”
ซีหนิง “……”
ลั่วเทียนตู “……”
ทั้งสองสิ้นวจีแน่นิ่ง
ขณะที่สายตาของซูอี้เคลื่อนลงไปบนพื้น
หลังซากเทพสลายไป เศษกระดูกซึ่งกระจัดกระจายบนพื้นนั้นไม่ได้สลายสิ้น ยังมีบางเศษชิ้นซึ่งยังเรื่อเรืองรัศมี
เมื่อเขาหยิบขึ้นมาพินิจดูเล็กน้อย ซูอี้ก็อดสะท้านใจมิได้
เศษกระดูกเหล่านี้บรรจุวัตถุอมตะ!!
ซีหนิงก้าวเข้ามาใช้เคล็ดวิชาหลอมเศษกระดูกเหล่านี้ทีละชิ้น และท้ายที่สุดก็ดึงวัตถุอมตะสีทองชิ้นเท่าเม็ดกรวดออกมาได้
มีจำนวนประมาณร้อยชิ้น
“นี่คือทองจรัสอมตะ หากอยู่ในมือเทพ มันจะใช้หลอมกับร่างวิถีได้ และมีบทบาทเหลือเชื่อกับการต่อกรกับหายนะเทพ”
ซีหนิงอธิบายอย่างใจเย็น
ซูอี้พยักหน้า
เขาพอเข้าใจแล้ว
ทองมารอมตะหลอมเข้ากับจิตวิญญาณได้
ทองจรัสอมตะหลอมเข้ากับร่างวิถีได้!
ซูอี้จัดแจงแบ่งทองจรัสอมตะเป็นสามส่วน ส่วนหนึ่งเก็บเอง และอีกสองส่วนก็เป็นของซีหนิงกับลั่วเทียนตู
“ได้ ข้าจะรับไว้” ซีหนิงมิได้บ่ายเบี่ยง เปิดใจรับมันไป
ลั่วเทียนตูยังสับสนเล็กน้อย
ในฐานะบุตรไร้เทียมทานแห่งสวรรค์จากโลกแห่งเทพ มีสิ่งใดบ้างในโลกหล้าที่เขาไม่เคยประสบพบ?
แต่เขารู้ว่ายามเผชิญหน้าสมบัติไร้เทียมทานอย่างทองจรัสอมตะ ทวยเทพทั้งหลายจะโรมรันแย่งชิงมิสนเป็นตาย มิยอมพลาดไปแม้เพียงเสี้ยว
ด้วยเหตุเช่นนี้ การที่ซูอี้แบ่งสินสงครามให้เขา จะไม่ทำให้เขาประหลาดใจได้หรือ?
“ข้า……”
ลั่วเทียนตูเตรียมตัวปฏิเสธ ศักดิ์ศรีของเขาทำให้ยากจะยอมรับของขวัญเช่นนี้ได้
ทว่าซูอี้กับกล่าวเสียก่อนว่า “ในเมื่อเราร่วมมือกัน เจ้าก็ต้องได้ส่วนแบ่ง นี่ไม่ใช่การซื้อใจเจ้า มิต้องรู้สึกตื้นตันขอบคุณ นี่เป็นเพียงบรรทัดฐานของข้า รับไว้เถอะ”
ว่าแล้ว เขากับซีหนิงก็ออกเดินทางต่อ
สีหน้าของลั่วเทียนตูพลันแปรเปลี่ยนเป็นซับซ้อน
ครู่ต่อมา เขาก็ลอบถอนใจแล้วไล่ตาม
……
บนหนทางต่อมา ซูอี้เดินนำ คณะทั้งสามมุ่งตรงสู่ส่วนลึกของแดนรกร้าง
มีซากเทพปรากฏทะยานหาวเข้ามาขัดขวางพวกเขาเป็นครั้งคราว
ทว่าพวกเขาทั้งหมดก็ถูกซูอี้สังหารสิ้น
บุตรและบุตรีแห่งสวรรค์อย่างซีหนิงและลั่วเทียนตูอดตระหนักอย่างลึกล้ำไม่ได้ว่า การมีสหายผู้สามารถปราบทั่วทิศได้นั้นเป็นวาสนาอันสุขสำราญเพียงไร
ไร้สิ่งใดให้กังวล ไม่ต้องพยายามทุ่มเทเลี่ยงอันตราย ขอเพียงตามหลังไปดีๆ และมิกระทำการใดนอกคำสั่ง อุปสรรคทั้งหลายก็จะสลายไปเอง
“นี่ทำให้ข้านึกถึงยามเยาว์เลย ทุกหนที่ข้าออกนอกสกุล ผู้อาวุโสในสกุลก็จะติดตามข้า ไม่ว่าจะพบอุปสรรคความเสี่ยงใดๆ ผู้อาวุโสเหล่านั้นก็จะพิทักษ์คุ้มกันข้า”
ระหว่างทาง ซีหนิงทอดถอนใจ
ลั่วเทียนตูพยักหน้าอย่างเผลอไผล เขาก็รู้สึกเช่นเดียวกัน
ทันใดนั้น ความอับอายลึกล้ำพลันพลุ่งพล่านในใจ นี่ข้าไปถือเจ้าหมอนั่นเปรียบผู้อาวุโสในสกุลได้เช่นไร!?
“เป็นวาสนาจริงๆ ที่มีผู้นำทางคุ้มกันบนวิถีฝึกฝน แต่มันก็มีข้อด้อยเช่นกัน นั่นคือไม่อาจขัดเกลาวิถีของตนได้โดยแท้จริง และหัวใจวิถีก็จะเกิดความยึดติดขึ้นโดยง่าย”
ซูอี้กล่าวเนิบๆ
ซีหนิงกล่าวยิ้มๆ “ก็จริง ในโลกแห่งเทพ ไม่ว่าจะเป็นบุตรหลานจากสกุลกำลังใด ขอเพียงเติบใหญ่ พวกเขาก็จะไม่ได้รับการประคับประคองอีก เพื่อขัดเกลาหัวใจและเจตจำนงของบุตรหลานเหล่านั้น”
ระหว่างสนทนา ซูอี้ก็แบ่งสินสงครามเสร็จสรรพ
โชคร้ายที่แม้จะมีซากเทพให้พบระหว่างทางมากมาย แต่จำนวนทองจรัสอมตะที่ได้รับจากการสังหารซากเทพเหล่านี้แตกต่างกันอย่างมาก
จวบยามนี้ จำนวนทองจรัสอมตะที่ซูอี้สะสมมาได้นั้นน้อยกว่าจำนวนทองมารอมตะที่เขาได้มาในถ้ำสวรรค์เทพร่ำไห้มากโข
และในเชิงรูปลักษณ์ พวกมันส่วนใหญ่ไม่อาจเทียบกับทองมารอมตะได้
นี่เป็นเรื่องธรรมดา จากวาจาของซีหนิง แดนรกร้างสีดำนี้ตั้งอยู่ในบริเวณรอบนอกของบรรพพิภพสวรรค์เมิน ซากเทพ ณ ที่นี่ก็เป็นเทพผู้ไม่มีการฝึกฝนสูงส่งอันใดก่อนตกตาย
สองชั่วยามถัดมา
คณะทั้งสามข้ามแดนรกร้างสีดำนี้ได้โดยไร้ความเสี่ยง
สิ่งที่ปรากฏตรงหน้าเป็นเทือกเขาอันพังทลายร้าวรานแห่งหนึ่ง ทอดยาวไร้สิ้นสุด มีรอยแยกมิติเวลาเหนือท้องนภา มองจากไกลๆ เปรียบประหนึ่งเวหาพลันทลายแหลกเป็นแนวกว้าง
และในรอยแยกมิติเวลาก็มีกระแสมิติเวลาดำทมิฬปั่นป่วนรุนแรง
นอกจากนั้น บนเทือกเขาอันหักพังยังปรากฏทัณฑ์อสนีบาตสีเลือดวูบไหวเป็นครั้งคราว
นั่นคือประกายทัณฑ์สิ้นกฎเกณฑ์!
หากสัมผัสมันเข้า ไม่ว่าการฝึกฝนจะสูงส่งเพียงไร วิถีเต๋าทั่วร่างจะสลายหายไปไร้ยกเว้น!
ในโลกแห่งเทพ ประกายทัณฑ์สิ้นกฎเกณฑ์นี้เพียงพอให้ทวยเทพขวัญผวา
เมื่อเห็นเช่นนี้ สีหน้าของทั้งซีหนิงและลั่วเทียนตูต่างเคร่งขรึม
จากนี้ไป พวกเขาได้เข้าสู่ใจกลางของบรรพพิภพสวรรค์เมินแล้ว!
ซูอี้และคณะพักผ่อนที่นั่นหนึ่งวัน จากนั้นก็ออกเดินทางอีกครั้ง
ตู้ม!
หลังเข้ามาในเทือกเขาอันวังเวงได้ไม่นาน ท้องนภาก็สั่นสะท้าน วิหคกระดูกสีดำขนาดยักษ์ตัวหนึ่งทะยานออกมาจากเทือกเขาไกลออกไป
ปีกของมันเปรียบเช่นเมฆาบนผืนฟ้า ขนาดตัวของมันใหญ่ถึงหมื่นจั้ง เรืองรองด้วยเพลิงปราณมรณะพวยพุ่ง คู่เนตรเปรียบประหนึ่งจันทร์เพ็ญสีชาด
“หงสาแท้!?”
ลั่วเทียนตูตกตะลึงพรึงเพริด
ความดุร้ายของวิหคกระดูกสีดำตัวนี้ร้ายกาจเกินไป แม้จะห่างกันแสนไกลก็ยังให้ความรู้สึกคุกคามถึงชีวิต ดูทรงอำนาจไกลเกินกว่าซากเทพเมื่อก่อนหน้าจะเทียบติด
และจากรูปลักษณ์ของมัน ก็ดูเหมือนหงสาแท้ สัตว์เทพในตำนาน!!
ทว่าวิหคกระดูกตนนี้เหลือเพียงกระดูกแตกหัก ร่างเปี่ยมเพลิงปราณมรณะ ให้ความรู้สึกชั่วร้ายประหลาด
“ปราณของเจ้าตัวน่ากลัวนี่แทบเทียบกับเทพชั้นล่างในโลกแห่งเทพได้เลย”
ซีหนึงพึมพำ
นางเองก็ตกใจเช่นกัน ไม่อาจคาดคิดได้เลยว่าไฉนจึงมีซากเทพน่าสะพรึงกลัวเช่นนี้กบดานอยู่ในบรรพพิภพสวรรค์เมินทุกวันนี้อีก
ตกตายมาแสนนาน ทว่ากลับยังมีอำนาจน่าสะพรึงกลัวเช่นนี้ ยามมีชีวิตอยู่มันควรจะทรงพลังร้ายแรงเพียงไร?
“มันเทียบกับเทพชั้นล่างได้หรือ?”
หัวใจของซูอี้สะท้าน ณ ส่วนลึกของคู่เนตรลึกล้ำปรากฏเพลิงสงครามพลุ่งพล่านอย่างมิอาจควบคุม
“พวกเจ้ารอที่นี่นะ ข้าจะไปลุยกับมันหน่อย!”
ว่าแล้ว เขาก็ทะยานพุ่งไปหาวิหคกระดูกสีดำ รวดเร็วจนซีหนิงและลั่วเทียนตูห้ามไว้ไม่ทัน
“เจ้านี่… นี่มัน…”
ลั่วเทียนตูไม่อาจสรรหาวจีใดมาบรรยายการกระทำยามนี้ของซูอี้ได้
……ช่างบ้าคลั่ง บ้าบิ่นไปแล้ว!
“ข้าว่านะ สหายเต๋าซูอยากประหารเทพในขอบเขตมหาศาล!”
คู่เนตรพร่างพราวของซีหนิงพริบพรายดุจมายา กระซิบออกมาเบาๆ
“ประหารเทพในขอบเขตมหาศาล?”
ลั่วเทียนตูผงะไป ก่อนจะกล่าวโดยไม่คิด “ไม่มีทางหรอก!”
นั่นเทพนะ!
กระทั่งเทพชั้นล่างผู้เพิ่งบรรลุสู่วิถีเทพยังอยู่เหนือขอบเขตมหาศาล ถือเป็นตัวตนที่ผู้อยู่ในขอบเขตมหาศาลใดๆ ทั่วหล้าทำได้เพียงแหงนมอง
ตลอดกาลนานในโลกแห่งเทพ มีผู้เก่งกาจไร้เทียมทานมากมายผู้กล่าวได้ว่าเจิดจรัสชั่วกาลพยายามประหารเทพเหนือสรวงในขอบเขตมหาศาล
ทว่าพวกเขาล้วนแล้วแต่ล้มเหลว โดยไร้ข้อแม้ใดๆ!
นี่เปรียบประหนึ่งกฎเหล็กซึ่งยังไร้ผู้ใดถล่มลง!
ซูอี้นั้นเลิศล้ำแข็งแกร่งอย่างยิ่ง แต่ในความคิดลั่วเทียนตู การทำเช่นนั้นก็ยังเป็นไปไม่ได้อยู่ดี
“เป็นไปไม่ได้? ไม่เสมอไปหรอก อย่าลืมนะ ยามนี้สหายเต๋าซูเป็นเพียงผู้ฝึกตนในระดับแกนรวมศูนย์ และยามเขาเข้าสู่ระดับสุดลึกล้ำ วิถีเต๋าของเขาย่อมต้องแปรเปลี่ยนสะท้านโลกา ซึ่งเมื่อยามนั้นมาถึง เขาอาจเผชิญหน้าเทพชั้นล่างได้!”
สีหน้าของซีหนิงเผยเค้าความคาดหวัง
ลั่วเทียนตูดูอยากจะกล่าวบางอย่าง ทว่าซูอี้ ณ ใต้นภากลับกำลังประชันดุเดือดกับวิหคกระดูกสีดำ อันคาดว่าจะเป็นหงสาแท้ก่อนตกตายแล้ว!
บทที่ 1,948 เขาให้ข้ามาเยอะเกินไป
ปราณดาบสาดส่องเจิดจรัสเหนือนภา เรืองรองทั่วบรรพตลำธาร
วจีดาบคำรนดุจอสนีบาตดังก้องจรดเก้าชั้นสรวง
อาภรณ์ของซูอี้พัดพลิ้ว ขณะเหวี่ยงหมัดประหนึ่งดาบ โรมรันกับวิหคกระดูกสีดำร่างมหึมาอย่างดุเดือด ภาวะดาบเดือดพล่าน เคลื่อนซัดดุจสาดออกมาจากหม้อร้อน
เปรี้ยง!!
ปราณดาบที่สามารถสังหารตัวตนขอบเขตมหาศาลได้อย่างง่ายดายฟาดฟันใส่วิหคกระดูกสีดำ ทว่าทำได้เพียงสร้างประกายไฟจรัสจ้า
จุดที่มันถูกปราณดาบสัมผัสปรากฏเพียงรอยร้าวตื้นๆ
ทว่าอำนาจในปราณดาบนั้นทำให้วิหคกระดูกสีดำเจ็บปวด ส่งเสียงกู่ร้องอย่างเดือดดาล
แต่วิหคกระดูกสีดำนี้ก็ยังถือว่าสูงล้ำเกินกว่าที่ซากเทพอื่นใดจะเทียบชั้นได้ กระพือปีกเพียงหน เพลิงมรณะก็ปะทุคำราม ส่งปราณทำลายล้างที่สะท้านทั่วทั้งแดนดิน
กรงเล็บที่สามารถฉีกกระชากท้องนภาคู่นั้นโจมตีอย่างดุดันยิ่ง
ซูอี้โรมรันกับมันอย่างดุเดือด ทว่าไม่อาจสังหารมันได้ในช่วงเวลาอันสั้น
ไม่ต้องคิดก็ทราบได้เลยว่าวิหคกระดูกสีดำตัวนี้เป็นตัวตนที่น่าสะพรึงกลัวกว่าระดับครึ่งเทพ!
เขากระทั่งสงสัยว่าอีกฝ่ายมีอำนาจเทียบได้กับเทพชั้นล่างด้วยซ้ำไป
แต่ยิ่งเป็นเช่นนั้น ชายหนุ่มยิ่งรู้สึกยินดีอยู่ในใจ
หากโลกนี้ยังมีผู้ต่อกร เขาก็ยังไม่ได้โดดเดี่ยวลำพัง
เป็นเช่นนั้นแล
“ฆ่า!”
ซูอี้ทะยานเวหา ปราณดาบขยายยาวสามหมื่นจั้ง ดาบของเขาทวีความทรงพลัง เผยวิถีเต๋าอย่างเต็มกำลังโดยไร้การปกปิด
เมื่อกาลผ่านไป วิหคกระดูกสีดำก็เริ่มเสียเปรียบ บาดแผลบนร่างกายเริ่มเพิ่มขึ้น และเสียงคำรามด้วยโทสะก็ค่อยๆ กลายเป็นเสียงร้องโหยหวน!
ท้ายที่สุด วิหคกระดูกสีดำพลันตบปีกบินหนีโดยไม่สนใจทิศทาง
สิ่งนี้ทำให้ทั้งซีหนิงและลั่วเทียนตูล้วนตกตะลึง
กระทั่งซากเทพอันน่าสะพรึงกลัวเพียงนี้ยังรู้สึกกลัว?
เมื่อเห็นเช่นนี้ ซูอี้ก็สิ้นลังเล ใช้อำนาจวัฏสงสารทันที
ฉัวะ!
ปราณดาบสายหนึ่งพุ่งผ่านเวหาเข้ามา
ร่างของวิหคกระดูกสีดำที่อยู่ไกลออกไปหลายหมื่นจั้งถูกผ่าเป็นสองซีก จากนั้นก็ร่วงจากอากาศลงมากองบนพื้น
เพียงหนึ่งดาบ วิหคกระดูกสีดำที่อยู่เหนือระดับครึ่งเทพก็ถูกสังหาร!
ลั่วเทียนตูสูดหายใจเฮือกใหญ่ เขาเพิ่งตระหนักได้ในยามนี้เองว่าหากซูอี้ใช้อำนาจวัฏสงสารออกมาตั้งแต่แรก อีกฝ่ายจะสามารถฆ่าวิหคกระดูกสีดำนั่นได้โดยไม่ต้องลงแรงมากเลย!!
“แม่นางซีหนิง เจ้าคิดว่าวิหคตัวร้ายเมื่อครู่เป็นเช่นไร หากเทียบกับเทพชั้นล่าง?”
ซูอี้หันไปถามซีหนิง
“อาจจะแย่กว่านิดหน่อย แต่น่าจะสูสีกันอยู่”
หญิงสาวครุ่นคิด “ทว่าเทพชั้นล่างเป็นเทพโดยแท้จริง ไม่ใช่สิ่งที่ซากศพเหล่านี้จะเทียบได้”
ซูอี้พยักหน้า
วิหคกระดูกสีดำหามีปัญญาหรือจิตวิญญาณไม่ และยามต่อสู้ มันก็ใช้เพียงสัญชาตญาณ ย่อมต้อยต่ำกว่าเทพชั้นล่างที่แท้จริงเหล่านั้นได้
“สหายเต๋าอยากสังหารเทพในระดับแกนรวมศูนย์หรือ?”
ซีหนิงอดถามมิได้
“ไม่ได้หรือ?” ซูอี้ถามกลับยิ้มๆ
ซีหนิงพลันพูดไม่ออกไปชั่วขณะ
ในขณะที่มุมปากของลั่วเทียนตูกระตุกวูบ
เจ้านี่…ความคิดสุดโต่งเช่นนี้เลยหรือ?
บ้าไปแล้ว!!
ซูอี้ยกไหสุราขึ้นยกจิบ จากนั้นจึงเดินออกไป
ร่างที่ถูกผ่าเป็นสองซีกของวิหคกระดูกสีดำกองอยู่กับพื้น และจากการหลอมสกัด ซูอี้ก็ได้ทองจรัสอมตะที่ดูเหมือนกรวดทรายมากองหนึ่ง
มีเป็นพันๆ ชิ้น!
ยิ่งกว่านั้น รูปลักษณ์ของมันเป็นสีแดงดุจเปลวเพลิง ดูงามล้ำยิ่ง
จากวาจาของซีหนิง ทองจรัสอมตะนี้นับเป็นสมบัติชั้นสูง และมีมูลค่าเกินกว่าทองจรัสอมตะสีทองเหล่านั้นจะเทียบได้
สิ่งนี้ทำให้เขานึกถึงการแบ่งมูลค่าของทองมารอมตะขึ้นมา
คุณภาพของมันแบ่งออกได้เป็นสามระดับคร่าวๆ คือสีทอง แดง และม่วง
สีทองหาง่ายที่สุด และสีม่วงหายากที่สุด
ไม่ต้องสงสัยเลยว่าการแบ่งชั้นคุณภาพนี้ ทองจรัสอมตะก็เป็นเช่นนั้น
“แม้วัตถุอมตะจะได้รับการกล่าวขานกันว่าไม่มีวันสิ้นสูญ แต่มันก็สามารถนำมาใช้ได้เช่นกัน มันจะถูกหลอมเป็นตราประทับวิถีที่มีขนาดหนึ่งชุ่น ซึ่งเป็นหนึ่งในสมบัติสูงสุดที่ใช้แลกเปลี่ยนระหว่างเทพในแดนเซียน”
ซีหนิงกล่าว “สหายเต๋าเองก็ทำได้เช่นกัน นี่เป็นวิธีประเมินค่าวัตถุอมตะเหล่านี้ได้ดีที่สุด”
ซูอี้ตอบรับด้วยรอยยิ้ม
หนนี้ เขาก็ยังแบ่งสินสงครามเป็นสามส่วน มอบให้ซีหนิงและลั่วเทียนตู
จากนั้นทั้งสามก็เดินทางต่อ
ทว่าแตกต่างจากหนก่อนคือ ชายหนุ่มนั้นระแวดระวังขึ้นมาก
ไม่ใช่เพราะเขากลัวซากเทพที่สามารถโผล่ออกมาได้ทุกเมื่อเหล่านั้น ทว่าเป็นเพราะเทือกเขารกร้างแห่งนี้เปี่ยมด้วยหายนะประหลาดอันน่าสะพรึงกลัวมากมาย!
“อาหนิง ข้าจะยอมแพ้แล้ว”
ระหว่างทาง ลั่วเทียนตูผู้เงียบมาตลอดพลันกล่าวขึ้น
ผู้ฟังนิ่งไป และเข้าใจทันทีว่าอีกฝ่ายตัดสินใจแล้วว่าจะไม่เป็นศัตรูกับซูอี้อีก!
“เพราะอันใดหรือ?” ซีหนิงถามอย่างประหลาดใจ
เท่าที่นางรู้จักเขามา ลั่วเทียนตูนั้นหยิ่งในศักดิ์ศรี ไม่ว่ากระทำสิ่งใด เขาจะมิยอมเลิกราจนกว่าจะสัมฤทธิ์ผล
ทว่าในหนนี้ เจ้าตัวกลับเป็นฝ่ายออกมายอมแพ้ ไม่ปรารถนาเป็นศัตรูกับซูอี้อีก นับว่าแปลกแท้
ลั่วเทียนตูลูบจมูกพลางเสสรวลกับตน “บางที เขาคงให้ข้ามาเยอะเกินไปกระมัง?”
ซีหนิง “……”
นางเป็นคนฉลาด และรู้ได้ทันทีว่า ชายหนุ่มก็แค่คิดเย้ยหยันตนเอง
“เป็นเช่นไรแน่?”
ซีหนิงกล่าว
ลั่วเทียนตูรำพึง “บุคคลล้วนรู้ตัวเองดี ยามความต่างชั้นไม่แตกต่าง ข้าจะยอมแพ้ง่ายๆ หรือ? ทว่าซูอี้ คนผู้นี้…”
เขาแย้มยิ้มอย่างขื่นขม “เจ้าก็เห็นแล้วเช่นกัน ต่อให้ข้าทุ่มเทอย่างสุดกำลัง เกรงว่าก็คงไม่อาจเทียบติด จริงอยู่ที่ข้าอาจเป็นเทพได้ก่อนเขา แต่เจ้าก็บอกเช่นกันว่าเขาน่าจะมีอำนาจของขอบเขตมหาศาลในการสยบเทพได้ แล้วข้าจะสู้ต่อได้เช่นไร?”
ขณะกล่าวเช่นนี้ สีหน้าของลั่วเทียนตูก็เผยหดหู่ออกมา
ในฐานะบุตรสวรรค์ผู้ไร้เทียมทาน เขาเองก็เป็นตัวตนอันเจิดจรัสในแดนเซียน เป็นที่โปรดปรานของทวยเทพมากมาย จึงพอจะคาดเดาได้ว่าภายในใจมีความทะนงตนมากเพียงไร
ทว่าเมื่อกล่าวถึงความต่างชั้นระหว่างเขากับซูอี้ในยามนี้ ความทะนงตนนั้นกลับเลือนหายสิ้น
หลงเหลือไว้เพียงความสิ้นกำลังใจ
ซีหนิงเองก็สะเทือนใจกับเรื่องนี้เช่นกัน จึงกล่าวออกมาว่า “นั่นสินะ เมื่อเทียบกับสหายเต๋าซูแล้ว เราที่เป็นบุตรและบุตรีแห่งสวรรค์ล้วนด้อยรัศมีกว่ากันมากนัก”
“แต่เจ้าไม่ต้องท้อถอยไปหรอก ทั่วฟ้าดินตลอดเวลาที่ผ่านมา สหายเต๋าซูก็มีเพียงหนึ่งในโลกหล้า อย่าว่าแต่เจ้า กระทั่ง ‘ผู้ถูกเลือกจากสวรรค์’ ในโลกแห่งเทพยังน่าจะไม่อาจเทียบชั้นกับสหายเต๋าซูได้อีกแล้ว”
เมื่อได้ยินอีกฝ่ายปลอบใจเขาเสียยืดยาว หัวใจของลั่วเทียนตูพลันอุ่นวาบขึ้นมา และกล่าวว่า “อาหนิง ข้าเข้าใจนะว่าบนวิถีฝึกฝน เราไม่ได้บากบั่นเพียงเพื่อสำเร็จในชั่วข้ามคืน แต่ต้องค่อยเป็นค่อยไป ข้าน่ะย่อมไม่จิตตกจนล้าหลังเพราะเรื่องนี้หรอก”
หญิงสาวกล่าวอย่างร่าเริงว่า “ข้าเคยบอกแล้วว่าหากให้สหายเต๋าซูอัดสักหมัด เผื่อเจ้าจะตาสว่างขึ้น แล้วตอนนี้เป็นอย่างไรเล่า? เจ้าละทิ้งความหมกมุ่นที่มีก่อนหน้านี้หมดแล้วเห็นไหม?”
ลั่วเทียนตู “……”
เขาหัวเราะมิออก ร่ำไห้ก็มิได้ ไม่อาจทราบว่าสรุปอีกฝ่ายกำลังชมหรือด่าตัวเขาอยู่กันแน่?
ทันใดนั้น แดนดินที่อยู่ห่างออกไปพลันสะท้านไหวดุจแผ่นดินใหญ่ร้ายแรง ยอดเขาบางแห่งถล่มลงมา กรวดหินเคลื่อนถล่ม ฝุ่นควันลอยฟุ้งทั่วไปหมด
ซูอี้กับคณะเงยหน้าขึ้นมอง และพบว่าแสนไกลออกไป มีร่างอันน่าสะพรึงกลัวทะยานออกมา
มีวานรยักษ์ที่มีร่างสูงหลายพันจั้งผู้ปกคลุมด้วยปราณชั่วร้าย ทะยานเวหาเข้ามาอย่างบ้าคลั่ง
มีโครงกระดูกมนุษย์ที่ห้อมล้อมด้วยหมอกดำ ทะยานล่องเหนือแสงสีเลือด
สัตว์ร้ายที่มีขนาดมหึมาประหนึ่งขุนเขาอาละวาดถอนบรรพตต้นไม้ กู่ร้องสนั่นลั่น เคลื่อนเมฆากระจายทั่วทิศ
มองเพียงปราดเดียวก็เห็นเงาร่างนับร้อย แต่ละร่างล้วนเทียบได้กับซากเทพของวิหคกระดูกสีดำก่อนหน้านี้ ทว่าพวกมัน ณ ยามนี้กลับดูตื่นกลัว ขณะพุ่งทะยานมาทางนี้อย่างรวดเร็ว
บรรพตลำธารถูกเหยียบย่ำ สุญตาระเบิดแหลก พสุธาสั่นสะท้านอย่างรุนแรง
เพียงความน่าสะพรึงกลัวจากซากเทพเหล่านี้ก็ก่อให้เกิดภาพอันกล่าวได้ว่ามหาวิปโยค
“ใครมันไปแหย่รังแตนกัน?”
ลั่วเทียนตูเบิกตากว้าง หนังศีรษะชาวาบ
หากเปลี่ยนเป็นยามอื่น เขาคงเผ่นป่าราบไม่เหลียวหลังไปแล้ว
“ต้องเกิดเหตุพลิกผันอื่นใดที่ทำให้ซากเทพเหล่านี้หนีเอาชีวิตรอดกันสุดชีวิตเป็นแน่”
ซีหนิงกล่าว ขณะที่ดวงตาจับจ้องไปทางซูอี้แล้ว
“ไม่ต้องหลบหรอก เราไปดูกันก่อนดีกว่า”
ดวงตาของชายหนุ่มยังคงสุขุม ขณะกล่าวออกมาเสียงเบา “อย่าห่วงเรื่องซากเทพเหล่านั้นเลย พวกเขาวิ่งหนีเอาชีวิตรอดกัน ไม่มีเวลามาสนใจเราหรอก”
จริงดังว่า หลังจากสิ้นเสียงไม่นาน ซากเทพนับร้อยซึ่งกำลังเผ่นหนีอย่างสุดชีวิตก็มาถึงบริเวณที่พวกเขาอยู่ ทว่าไม่มีตนใดสนใจพวกเขาสักนิด
“ซากเทพพวกนี้กลัวอันใดอยู่หนอ? หรือจะมีตัวตนร้ายกาจยิ่งกว่าหลบอยู่ในภูเขานั่นกัน?”
ลั่วเทียนตูพึมพำ
ทันทีที่สิ้นวาจา ร่างของเขาพลันสะท้านเยือก เมื่อสัมผัสได้ถึงจิตสังหารอันน่าเกรงขามกำลังมุ่งเป้ามาที่ตัวเขา
แย่แล้ว!
ชายหนุ่มร้องลั่นในใจขณะเงยหน้าขึ้นอย่างยากลำบาก และพบว่า บนอากาศที่อยู่ไกลออกไป มีร่างหนึ่งกำลังจับจ้องเขาด้วยสายตาเย็นเยียบอยู่
ร่างนั้นผอมเพรียว ใบหน้าปกปิดด้วยหน้ากากสำริด เผยเพียงคู่เนตรสีม่วง ขณะที่ถือหอกยาวสีครามเทาเล่มหนึ่งในมือ
นางคือเทพีถือหอกลึกลับผู้นั้น!!
“เจ้าคิดว่าข้าเป็นตัวตนร้ายกาจหรือ?”
สตรีถือหอกถามด้วยน้ำเสียงสุขุม
เหงื่อกาฬแตกพลั่กท่วมหน้าผากของลั่วเทียนตู ขณะรีบส่ายหัว “ผู้อาวุโสโปรดสงบโทสะ ผู้น้อยหาทราบสถานการณ์ไม่ จึงพูดจาไม่คิดหน้าคิดหลัง หากล่วงเกินท่านประการใด ได้โปรด…”
“พอเถอะ ข้าไม่มีอารมณ์มาเถียงกับเจ้าหนูเช่นเจ้า”
สตรีถือหอกโบกมือ
สายตาของนางเบนไปทางซูอี้แล้ว และกล่าวขึ้นด้วยแววตาประหลาด “โอ้ นี่มันจอมราชันซูผู้ลือนามไปทั่วทั้งแดนเซียนในยามนี้ไม่ใช่หรือ ลมใดหอบเจ้ามากัน?”
น้ำเสียงของนางมีความมาดร้ายอย่างมิปิดบัง
สิ่งนี้ทำให้ทั้งซีหนิงและลั่วเทียนตูรู้สึกเกร็งยิ่งขึ้นในใจ
ทว่าซูอี้กลับแย้มยิ้มกล่าวว่า “เจ้ามาได้ ไฉนข้าจะมามิได้?”
ว่าแล้ว เขาก็มองไปทางหัตถ์หยกของสตรีถือหอก และพบว่ามีโลหิตแดงฉานไหลรินออกมา!
สตรีถือหอกพลันหดมือกลับเข้าแขนเสื้อไป รวดเร็วประหนึ่งดูดไฟดูด
“เจ้าบาดเจ็บหรือ?”
ชายหนุ่มดูประหลาดใจ
แต่นางกลับกล่าวเสียงเย็นว่า “ต่อให้บาดเจ็บก็ยังจัดการเจ้าได้สบายๆ ในเมื่อได้พบหน้า เราจะสู้กันก่อนหรือไม่?”
ว่าแล้ว คู่เนตรสีม่วงของนางพลันเผยจิตต่อสู้ออกมา “อย่าห่วงเลย ข้าจะยังสะกดการฝึกฝนให้อยู่ระดับเดียวกับเจ้าเหมือนก่อน รับปากจะไม่ใช้อำนาจรังแกผู้น้อย!”
ซูอี้ส่ายหน้ากล่าวเนิบๆ “ข้าไม่มีกะใจมารังแกสตรีที่บาดเจ็บหรอก อีกทั้งยังมิอยากฉวยโอกาสยามอ่อนแอเช่นนี้ หากจะต่อสู้กันก็ย่อมได้ แต่รอบาดแผลเจ้าหายดีก่อนเถอะ”
ซีหนิงกับลั่วเทียนตูล้วนตกตะลึง
เพราะพวกเขาไม่คาดคิดเลยว่าซูอี้จะยังหยิ่งผยองแม้ยามเผชิญหน้ากับเทพีถือหอกผู้แข็งแกร่งผู้นี้!
บทที่ 1,949 เทพมรณะ
ในสายตาของผู้อื่น ทวยเทพนั้นสูงส่งเสียจนพวกเขาทำได้เพียงแหงนมอง
ทว่าซูอี้กลับไม่เคยยกย่องเทิดทูนเทพองค์ใด
ท้ายที่สุด ทุกผู้ก็เป็นเพียงผู้เสาะแสวงบนมหาวิถี สิ่งที่แตกต่างกันมีเพียงขอบเขตพลังเท่านั้น
ไฉนต้องแหงนมอง?
ไฉนต้องบูชา?
ด้วยเหตุนี้ การกระทำบางอย่างของเขาจึงดูผิดแผกในสายตาคนทั่วไป
มันเป็นเช่นนั้นเอง
ทุกผู้ต่างรู้ว่าสตรีถือหอกเป็นเทพีผู้มีอำนาจเหนือจินตนาการ!
และยังไม่ถูกผูกมัดด้วยกฎบัญญัติ จึงสามารถปรากฏตัวในแดนเซียนได้!!
นี่เป็นเรื่องน่าอัศจรรย์ในตัวมันเอง
และยังเป็นสาเหตุที่บุตรและบุตรีแห่งสวรรค์จากโลกแห่งเทพเช่นซีหนิงกับลั่วเทียนตูแสนยำเกรงในตัวสตรีถือหอก และถือนางเป็น ‘ผู้อาวุโส’
ทว่าซูอี้นั้นแตกต่าง
เขาเคยประมือกับสตรีผู้นี้มาสองหนแล้วนับตั้งแต่อยู่ในโลกมนุษย์ และเป็นฝ่ายถือไพ่เหนือกว่านางทุกคราไป ดังนั้นมีหรือเขาจะกลัวอีกฝ่าย?
และซีหนิงกับลั่วเทียนตูก็เป็นต้องประหลาดใจ เมื่อสตรีถือหอกได้ยินวาจาของซูอี้……นางกลับไม่ได้โกรธเคือง!
นางจับจ้องซูอี้อย่างลึกล้ำ และกล่าวว่า “ก็ได้ เริ่มตอนนี้มันไม่สมควรจริงๆ ในเมื่อเจ้ามาที่นี่ บางที… อาจจะช่วยแม่หนูอาไฉ่ได้”
“เกิดอันใดขึ้นกับอาไฉ่หรือ?”
ในใจของชายหนุ่มอดนึกถึงสตรีผู้งดงาม ผู้มีตราสัญลักษณ์ ‘งูกลืนหาง’ สีทองที่หว่างคิ้วขึ้นมามิได้
ยามเขากับอาไฉ่แรกพบพาน ณ ที่มาฮุ่นตุ้นของภูมิมืดมิด อีกฝ่ายกำลังดูดซับอำนาจต้นวัฏสงสารหมื่นภูมิอยู่ในร่างหนอนไหมสีทอง!
จนกระทั่งภายหลัง เขาจึงได้รู้ว่าอาไฉ่เป็น ‘หนอนไหมเซียนอมตะ’ ซึ่งเกิดมาพร้อมกับเคล็ดพลังอมตะ นางจึงสามารถเคลื่อนผ่านภพภูมิมิติเวลาต่างๆ ได้อย่างอิสระ!
สตรีถือหอกกล่าวว่า “นางติดอยู่ใน ‘หลักเขตแดนมิติเวลา’”
สีหน้าของนางดูขอโทษขอโพย “ว่าไปแล้ว การที่นางเข้าไปติดอยู่ที่นั่นก็เกี่ยวข้องกับข้า ก่อนหน้านี้ ข้าพยายามหาทางช่วยนางอยู่ ทว่าแต่ละคราล้วนล้มเหลว”
วาจาของนางยากจะซ่อนความเสียใจและกังวลไว้
“บาดแผลบนร่างเจ้าก็มาจากยามช่วยเหลืออาไฉ่หรือ?” ซูอี้ถาม
สตรีถือหอกพยักหน้า “ก่อนหน้านี้ ข้าสู้กับ ‘เทพมรณะ’ ซึ่งอยู่รอดมาจากยุคสมัยเก่าก่อนเหล่านั้น แล้วถูกยายเฒ่าผู้หนึ่งโจมตีเข้าโดยบังเอิญ จึงเกิดแผลถลอกเล็กน้อยน่ะ”
แผลถลอก?
ซูอี้เห็นได้ชัดเจนว่าคนตรงหน้าจงใจพูดจากลบเกลื่อน บาดแผลของนางมิอาจกล่าวว่าแผลถลอกได้
จากนั้นเขาจึงถามบางเรื่องเพิ่มเติม และเมื่อมีอีกฝ่ายแถลงไข ในที่สุดเขาก็เข้าใจเรื่องราว
‘เทพมรณะ’ ที่นางกล่าวถึงนั้นคือกลุ่มซากเทพผู้น่าสะพรึงกลัวที่สุดในบรรพพิภพสวรรค์เมินนี้ และล้วนแต่เป็นตัวตนประหนึ่งนายเหนือแห่งเทพในยุคสมัยเก่ากันมาทั้งสิ้น!
แตกต่างจากซากเทพทั่วไป แม้ร่างวิถีของเทพมรณะเหล่านี้จะเสียหายร้ายแรง พวกเขาก็ยังอยู่รอดมาได้ และแม้จิตวิญญาณจะถูกทำลาย ทว่าพวกเขาก็ยังพอมีสติหลงเหลืออยู่
คนทั่วไปย่อมบอกไม่ได้อย่างแน่นอนว่า แท้จริงแล้ว……พวกเขาคือซากศพ!
เทพมรณะเหล่านี้คุ้มกันเขตหวงห้ามอยู่ภายในบรรพพิภพสวรรค์เมินนี้ และเขตหวงห้ามนั้นก็เปี่ยมไปด้วยปราณอมตะ ทำให้พวกเขาแทบจะอยู่ยงคงกระพัน
ทว่าเขตหวงห้ามนั้นก็เปรียบประหนึ่งกรงขัง จองจำเทพมรณะเหล่านั้นไว้ชั่วนิรันดร์เช่นกัน
ขอเพียงออกห่าง พวกเขาก็จะสลายหายจากโลกหล้าโดยสมบูรณ์
นอกจากนั้น ภายในเขตหวงห้ามดังกล่าวยังมี ‘หลักเขตแดนมิติเวลา’ แห่งหนึ่งอันหลงเหลือจากยุคก่อนอยู่!
หลักเขตแดนมิติเวลานั้นเป็นเขตแดนกั้นมิติเวลาระหว่างยุคนี้และยุคก่อน ซึ่งทั้งลึกลับและน่าเกรงขามอย่างยิ่ง
จากวาจาของสตรีถือหอก ‘หลักเขตแดนมิติเวลา’ นี้น่าจะเป็นสมบัติที่ตัวตนสูงสุดเหนือธารนทีสายยาวแห่งโชคชะตาเมื่อยุคก่อนทิ้งไว้!
เพื่อสะบั้นการเชื่อมต่อระหว่างสองยุคสมัย และผนึกสรรพสิ่งในยุคก่อนให้สิ้นซาก!
ความลับนี้ทำให้ซูอี้ตกตะลึง พานให้นึกถึงความลับที่เขาเคยได้ยินจากเทพีพิบัติผู้หนึ่งยามตนอยู่ในถ้ำสวรรค์เทพร่ำไห้ขึ้นมา
ในยุคก่อนหรือก็คือยุควิญญาณยุทธ์ มีตัวตนผู้หนึ่งอยู่เหนือธารนทีสายยาวแห่งโชคชะตา ซึ่งได้รับการขนานนามว่า ‘เทพมาร’ !
ยิ่งกว่านั้น เทพีพิบัตินางนั้นยังเชื่อสุดใจว่ายุควิญญาณยุคยังไม่สิ้นสลาย เพราะ ‘เทพมาร’ จะไม่มีวันยอมให้เป็นเช่นนั้น
เมื่อได้ทราบถึงความลับของ ‘หลักเขตแดนมิติเวลา’ จากสตรีถือดาบในยามนี้ ซูอี้พลันอดคิดมิได้ว่า หลักเขตแดนมิติเวลานี้ หรือ…… ‘เทพมาร’ ตนนั้นจะเป็นผู้ทิ้งไว้?
จากนั้นเขาก็กล่าวถึงสิ่งที่ตนคาดเดาออกมาเพื่อให้อีกฝ่ายช่วยตรวจสอบ
สตรีถือหอกพลันประหลาดใจ ไม่คาดคิดเลยว่าอีกฝ่ายจะเคยได้ยินเกี่ยวกับ ‘เทพมาร’ จากยุควิญญาณยุทธ์นี้ด้วย สายตาที่นางมองเขาจึงแปลกประหลาดขึ้น
แต่นางก็ทำเพียงพยักหน้าพลางกล่าวว่า “แม้ ‘เทพมาร’ จะไม่ได้ทิ้งมันไว้ ทว่ามันก็ต้องเกี่ยวพันกับเขาอยู่ดี”
ส่วนสาเหตุที่อาไฉ่ไปติดอยู่ใน ‘หลักเขตแดนมิติเวลา’ นั้นก็ง่ายดายมาก
อาไฉ่เป็นหนอนไหมเซียนอมตะ ท่องผ่านมิติเวลาต่างๆ ได้ตั้งแต่กำเนิด และสตรีถือหอกก็ขอให้อาไฉ่ช่วยพานางเข้าไปในหลักเขตแดนมิติเวลาด้วยกัน เพื่อหาว่านางจะสามารถไขปริศนาในยุคก่อนได้หรือไม่
สุดท้ายกลับกลายเป็นว่า อาไฉ่ติดอยู่ภายในนั้น
เมื่อทราบสาเหตุ ซูอี้อดขมวดคิ้วถามมิได้ “เจ้าไม่กลัวแม่นางอาไฉ่จะถูกฆ่าหรือ?”
สตรีถือหอกเองก็รู้สึกผิดเกี่ยวกับเรื่องนี้อยู่ นางจึงรำพึงออกมาโดยเมินเฉยต่อคำตำหนิของซูอี้
“หากไม่เตรียมตัวมาก่อน ข้าจะปล่อยแม่หนูผู้นั้นไปได้อย่างไร? วางใจเถิด อาไฉ่ไม่เป็นอันใดหรอก ก็แค่ถูกกักบริเวณไปไหนไม่ได้เท่านั้น หากมิใช่เพราะข้าไม่อาจใช้อำนาจเต็มที่ได้ แค่หลักเขตแดนมิติเวลาแค่นี้ มันย่อมไม่ได้ยากเย็นสำหรับข้า!”
วาจาเหล่านี้แฝงความจนใจและฟังดูท้าทาย
ซีหนิงและลั่วเทียนตูต่างลอบตกใจ
วาจาของสตรีถือหอกเผยข้อมูลสำคัญนั่นคือ ยามนี้นางผนึกอำนาจในร่างไว้อยู่!
หาไม่ นางจะสามารถสั่นคลอนหลักเขตแดนมิติเวลาอันร้ายกาจได้!!
ด้วยเหตุนี้ จึงไม่อาจคาดเดาได้เลยว่าอำนาจที่แท้จริงของสตรีถือหอกผู้นี้อยู่ในระดับใดกันแน่
“แต่ไม่เป็นไรแล้วล่ะ เจ้ามาแล้วนี่”
สตรีถือหอกพลันเปลี่ยนประเด็น “หากเจ้าลงมือ ก็จะช่วยอาไฉ่ได้”
“ไฉนจึงเห็นเช่นนั้นหรือ?”
ซูอี้กล่าว
“ตามข้ามา”
ว่าแล้ว นางก็หันหลังจากไป
“ไปกัน” ซูอี้หันไปกล่าวกับซีหนิงและลั่วเทียนตู ก่อนจะตามสตรีถือหอกไปสู่ภายในเทือกเขา
หนึ่งเค่อถัดมา
ทัศนวิสัยของเขาพลันกว้างขึ้น ปรากฏแดนดินผืนกว้างแห่งหนึ่งขึ้นท่ามกลางเทือกเขาทอดตัวลดหลั่นตามระดับ
แดนดินแห่งนี้ดูประหนึ่งถูกพรมด้วยโลหิต โชกไปด้วยเลือดสีแดงฉาน และมีร่องรอยการทำศึกทุกแห่งหน ทั้งหลุมหล่มลึกกว้าง สุญตาแหลกลาญ……
ท้องนภาหม่นหมองชวนจิตตก
ปราณอมตะอันหนาแน่นแผ่ออกมาจากส่วนลึกแห่งแดนดิน ให้ความรู้สึกว่าโลกหล้าดำมืดอ้างว้างนี้ไม่อาจทำลายได้ตราบอนันตกาล
“หญิงผู้นี้ยังกล้ามาอีก!”
หลังจากมาถึง เสียงหนึ่งพลันดังขึ้นอย่างเย็นเยียบ
ตู้ม!
สุญตาสั่นสะท้าน แสงสีดำสายหนึ่งกวาดออกมาจากที่แสนไกล และเพียงชั่วพริบตาก็เข้ามาในระยะพันจั้ง
แสงสีดำนั้นกู่ก้อง แปรเปลี่ยนเป็นชายชราร่างเตี้ยประหนึ่งคนแคระผู้หนึ่ง คิ้วขาวดุจหิมะคล้อยตก ในมือถือแส้นักพรต สวมชุดคลุมนักพรตเก่าๆ ดูประหนึ่งเทพเซียน
ทว่าบนร่างของเขากลับมีปราณมรณะรวมตัวกันอยู่อย่างหนาแน่น คู่เนตรเรืองประกายสีเลือดอันน่าสะพรึงกลัว และสิ่งที่น่าตกตะลึงที่สุดคือ ที่หว่างคิ้วของเขาเป็นรูเลือด!
โลหิตหลั่งซึมออกมาจากรูนั้น ดูพร้อมไหลลงได้ทุกขณะ
เมื่อชายชราร่างเตี้ยผู้นี้ปรากฏขึ้น ฟ้าดินก็สั่นสะท้าน เพลิงแสงสีดำนับไม่ถ้วนทะยานสูง เกิดเป็นลวดลายวังวิถีลึกลับเบื้องหลังชายชรา
วังวิถีนั้นมีความสูงสามสิบสามชั้น แต่ละชั้นแทนสรวงสวรรค์หนึ่งชั้น
เงาร่างประดุจเทพนับไม่ถ้วนประจำอยู่ตามชั้นต่างๆ ของวังวิถี ดูประหนึ่งแดนเทพสถิต สะท้อนเป็นภาพที่ชวนตื่นตะลึง
ทว่าสิ่งที่แปลกประหลาดนั้นคือ วังวิถีทั้งสามสิบสามชั้นล้วนเปี่ยมด้วยปราณมรณะประหลาด หาดูเหมือนแดนเทพสถิตไม่ แต่เหมือนขุมนรกดำทมิฬที่มีเทพปรากฏกายมากกว่า!
ตู้ม!
เมื่อเห็นเช่นนี้เพียงแวบแรก ซีหนิงกับลั่วเทียนตูประหนึ่งต้องอสนีบาต ทั้งจิตวิญญาณและความนึกคิดล้วนตะลึงงันสะท้านจิต
สีหน้าของซูอี้เองก็แปรเปลี่ยนเป็นจริงจัง เพราะดาบเก้าคุมขังซึ่งนิ่งสงบมาเนิ่นนานในห้วงความนึกคิดของเขาสั่นสะท้าน มันถูกปลุกให้ตื่นขึ้นแล้ว
ภัยคุกคามถึงชีวิตนี้ทำให้พลังปราณของเขาถูกกดดันอย่างรุนแรง อึดอัดจนหายใจไม่ทั่วท้อง
เขาอดตกตะลึงในใจมิได้ นี่เป็นตัวตนน่าสะพรึงกลัวใดกัน?
หรือนี่จะเป็นหนึ่งใน ‘เทพมรณะ’ ที่สตรีถือหอกกล่าวถึง?
ชิ้ง!
วจีหอกอันเย็นเยียบดังขึ้น
มันเคลื่อนกระทบโสตของพวกซูอี้ สลายอำนาจกดดันที่พวกเขาประสบไปในทันใด ดุจวจีมหาวิถีอันมิอาจมองเห็น
สตรีถือหอกชี้หอกสีครามเทาของนางไปยังชายชรา ตะโกนขึ้นว่า “อยู่ต่อหน้าวัฏสงสาร ไฉนไม่กราบกรานบูชา?”
วาจานั้นเปรียบประหนึ่งอัสนีบดขยี้แดนดิน ทุกวาจาระเบิดลั่นทั่วฟ้าดิน
ไกลออกไป ชายชราร่างเตี้ยผงะนิ่ง คู่เนตรประหลาดสีแดงฉานวูบไหว สีหน้าเปลี่ยนแปลงไปมา ดูแตกตื่นแลหวาดผวา ราวนึกถึงบางสิ่งที่น่าเจ็บปวดขึ้นมาได้
กระทั่งร่างของเขายังสั่นสะท้าน วังวิถีสามสิบสามชั้นเบื้องหลังรวนเร
ไกลออกไป ร่างของเขาเผยท่าทางบ้าคลั่ง
นี่เป็นเรื่องน่าตกใจนักหรือ?
เพียงหนึ่งวาจา ไฉนตัวตนร้ายกาจเช่นนี้จึงเสียอาการเยี่ยงนี้?
ไม่ต้องสงสัยเลยว่า ประเด็นของเรื่องนี้อยู่ที่คำว่า ‘วัฏสงสาร’ !
ยามนี้ ซูอี้พอเข้าใจแล้วว่าไฉนสตรีถือหอกจึงคิดว่าเขาสามารถช่วยอาไฉ่ได้ มันน่าจะเป็นเพราะตัวเขาถือครองวัฏสงสาร!
ทันใดนั้น เสียงนุ่มนวลดุจสายลมวสันตฤดูสายหนึ่งก็ดังขึ้น “วัฏสงสาร? วัฏสงสารมาจากหนใดกัน? มันหายไปจากโลกหล้านี้เนิ่นนานแล้ว”
เมื่อได้ยินเช่นนี้ คู่เนตรสีม่วงของสตรีถือหอกก็นิ่งงัน
จากนั้นพลันพบว่ามีร่างหนึ่งปรากฏขึ้นกลางเวหาอย่างกะทันหัน
เขาเป็นชายร่างผอมในชุดบัณฑิตอาบเลือด ร่างเปี่ยมไปด้วยบาดแผลลึกถึงกระดูก เลือดและเนื้อปริแตก
ทว่าสีหน้าของเจ้าตัวกลับแสนนุ่มนวลเยือกเย็น ใบหน้ากระจ่างดูอบอุ่นเช่นหยก ร่างเปี่ยมด้วยปราณมรณะอันแปลกประหลาด
ทว่าสิ่งที่ชวนให้หนังศีรษะผู้มองชาดิกก็คือ ศีรษะของชายผู้นี้ไม่ได้อยู่บนคอ แต่อยู่ในมือซ้ายของเขาเอง!
แม้เป็นซูอี้ผู้คุ้นเคยกับโลกหล้า หลังของเขาก็ยังเย็นวาบอย่างช่วยไม่ได้
ราวจับสัมผัสได้ ศีรษะในมือของชายในชุดบัณฑิตขงจื่อหันมายิ้มให้ซูอี้ และกล่าวปลอบใจว่า
“อย่ากลัวไปเลย หัวของข้าเคยถูกสะบั้นโดยหายนะแห่งยุคสมัย แม้จะสมบูรณ์ครบถ้วน แต่ก็ไม่อาจต่อติดได้อีกแล้ว ข้าจึงทำได้เพียงถือไว้เช่นนี้”
บทที่ 1,950 ลางบอกเหตุ
หลังจากชายในชุดบัณฑิตขงจื่อมาถึง ชายชราร่างเตี้ยแคระก็เหมือนจะได้สติคืน
คู่เนตรแดงก่ำของเขาถลึงมองสตรีถือหอก ขณะกล่าวขึ้นอย่างเหี้ยมเกรียม “นังนี่กล้าหลอกข้าหรือ วอนตายเสียแล้ว!”
ตู้ม!
ร่างของเขาโผทะยาน วังวิถีสามสิบสามชั้นเบื้องหลังเขาเลื่อนขยับ พุ่งเข้าหาสตรีถือหอก
เทพนับไม่ถ้วนกู่คำรามอย่างเดือดดาล อำนาจอันน่าสะพรึงกลัวปกคลุมทั่วทั้งเวหา
หญิงสาวกวาดหอกของนาง
ตู้ม!!
ท้องนภาสั่นคลอน วังวิถีสามสิบสามชั้นถูกขวางไว้
และร่างของสตรีถือหอกเองก็สั่นสะท้านแทบกระเด็นถอย
นางกล่าวเสียงเย็น “คนแซ่ซู ให้เขาประจักษ์ทีว่าวัฏสงสารเป็นเช่นไร!”
“ได้”
ซูอี้ตอบรับอย่างเยือกเย็น
เพียงหนึ่งสะบัดแขนเสื้อ
ปราณดาบสายหนึ่งโปรยปรายลงมาจากนภา แปรลักษณ์เป็นนิมิตหกวิถีเวียนวัฏ ฟาดฟันเข้าใส่ชายชราร่างเตี้ย
ทันใดนั้น ชายชราพลันกรีดร้องเสียขวัญ ร่างของเขาถอยกรูดอย่างรวดเร็ว หากล้าต่อกรไม่
สีหน้าของชายในชุดบัณฑิตเองก็เปลี่ยนไป “เป็นวัฏสงสารจริงๆ หรือ? ช้าก่อนอย่าเพิ่งลงมือ!”
“ในเมื่อพวกเจ้าจำมันได้ ก็น่าจะรู้ว่าตัวตนพิเศษใดถือครองวัฏสงสาร”
สตรีถือหอกกล่าวเสียงเรียบ
สีหน้าของชายชราร่างเตี้ยที่อยู่ไกลออกไปเปี่ยมความหวาดกลัว มือเท้าสั่นระริก
ชายในชุดบัณฑิตขงจื่อจ้องมองซูอี้ด้วยสายตาสงสัย
เมื่อถูก ‘เทพมรณะ’ จับจ้องไม่วางตาเช่นนี้ หัวใจของซูอี้เองก็กระตุกวูบ ทุกอณูทั่วร่างขนลุกขนพอง สัญชาตญาณกู่ร้องเตือนถึงอันตราย
นั่นเป็นเพราะปราณของอีกฝ่ายน่าเกรงขามเกินไป!
ในหมู่ศัตรูที่ซูอี้เคยเผชิญหน้ามาในชาตินี้ มีเพียงทวยเทพผู้ปรากฏอยู่ภายในมิติเวลาเท่านั้นที่จะมีอำนาจอันน่าสะพรึงกลัวเช่นนี้
ตู้ม!
สตรีถือหอกตวัดหอกยาวในมืออย่างดุเดือด ฟาดฟันใส่ชายในชุดบัณฑิตขงจื่ออย่างเฉียบคม
ร่างของชายในชุดบัณฑิตขงจื่อถอยกรูด หลบการโจมตีกะทันหันนี้ไปอย่างฉิวเฉียด
“เจ้าหมายความเช่นไร?” น้ำเสียงของชายในชุดบัณฑิตขงจื่อยังคงนุ่มนวล ทว่าสีหน้าของเขาคล้ำเครียดยิ่ง
สตรีถือหอกกล่าวขึ้น “สุภาพอ่อนน้อมหน่อย ต่อให้ยามนี้เจ้าหนูนั่นจะยังอ่อนแอ แต่ผู้ถือครองวัฏสงสารหาใช่ผู้ที่เจ้าสามารถพินิจมองได้ตามใจ”
วาจาของนางขึงขัง
ซีหนิงกับลั่วเทียนตูลอบตื่นตระหนก หากเปลี่ยนเป็นพวกเขาไปเผชิญกับต่อสู้เช่นนี้ เกรงว่าคงไม่อาจทนไหวไปแต่แรกแล้ว
ชายหัวขาดเงียบไปครู่หนึ่ง ก่อนที่จะหันไปยิ้มให้ซูอี้อย่างขอโทษขอโพย และกล่าวว่า “ก่อนหน้านี้เป็นข้าที่เสียมารยาทจริงๆ ขอให้สหายเต๋าอย่าถือสากันเลย”
ว่าแล้ว เขาก็ก้มหัวคารวะให้แก่ซูอี้
ทว่าเพราะศีรษะถูกถืออยู่ในหนึ่งมือ ร่างเปี่ยมไปด้วยบาดแผลโชกเลือด กิริยาสุภาพของเจ้าตัวจึงให้ความรู้สึกประหลาดชวนขนลุกขนพอง
ทว่าซูอี้ไม่ได้กล่าวอันใด
เขายังไม่รู้ว่าสตรีถือหอกคิดอันใดอยู่กันแน่
“ในเมื่อเจ้ารู้ว่าผิด ก็ถอยไปเดี๋ยวนี้ อย่าได้มาขวางทางกัน!”
สตรีถือหอกดูจะยิ่งอหังการขึ้นทุกขณะ
ชายคนเดิมกล่าวว่า “ที่ท่านพาสหายเต๋าผู้ถือครองวัฏสงสารผู้นั้นมา เพื่อช่วยเหลือหนอนไหมเซียนอมตะอยู่ในหลักเขตแดนมิติเวลาเช่นกันหรือ?”
“ใช่”
สตรีถือหอกกล่าว “มีปัญหาหรือ?”
ชายในชุดบัณฑิตขงจื่อมิได้เผยโทสะทว่ายังคงแย้มยิ้ม “เปล่า ข้าจะนำทางให้เอง”
ว่าแล้ว เจ้าตัวก็ผายมือเชื้อเชิญให้ซูอี้ ก่อนจะหันหลังเดินไปกับชายชราผู้เตี้ยสั้นประหนึ่งคนแคระ
สตรีถือหอกถ่ายทอดวจี “ตามข้ามา ไม่ต้องห่วงคนอื่นๆ”
ซูอี้พยักหน้า
ชายในชุดบัณฑิตขงจื่อและชายชราร่างแคระนำทางไปทันที
ทั้งคณะเดินทางติดตามสตรีถือหอกไปยังโลกหล้าอันเวิ้งว้างเย็นเยียบที่อยู่ด้านใน
ท้องนภามืดหม่น โลกหล้าคละคลุ้งด้วยโลหิตเข้มข้นประหนึ่งถูกรดพรมทั่วทิศ ทัศนียภาพรอบข้างไร้ชีวิตชีวาใดๆ
กระทั่งเสียงลมยังนิ่งงัน มีเพียงความว่างเปล่าเงียบเหงาอันเยียบเย็น
“ยามนี้ ถึงกาลให้เจ้าบอกเกี่ยวกับแผนการได้แล้วนะ”
ระหว่างทาง ซูอี้ก็กล่าวถาม
สตรีถือหอกครุ่นคิดสักพัก และให้คำตอบว่า “สำหรับเทพมรณะผู้อยู่รอดจากยุคก่อนเหล่านี้ ขอเพียงอยู่ในแดนดินเปี่ยมปราณอมตะนี้ต่อไป พวกเขาก็จะมีตัวตนชั่วนิรันดร์”
“ทว่ามีสองสิ่งที่พวกเขากลัวที่สุด”
“หนึ่งคือกลัวเขตหวงห้ามนี้พังทลาย หากไร้สิ้นอื่นใด ยามวิถีบรรลุเทพปรากฏขึ้น ที่มาฮุ่นตุ้นของแดนเซียนก็จะเผยอำนาจโดยสมบูรณ์ และบรรพพิภพสวรรค์เมินนี้ก็จะพังทลายสลายไปสิ้นซาก”
“สิ่งนี้หมายความว่า หากไม่อาจพานพบทางออกก่อนวิถีบรรลุเทพปรากฏ พวกเขาจะตายสนิทแน่นอน”
“สองคือกลัววัฏสงสาร! เป็นความหวาดกลัวในอำนาจวัฏสงสารโดยสัญชาตญาณ!”
“เทพมรณะเช่นพวกเขาตกตายไปแสนนาน แม้จะทรงพลังยามมีชีวิต แต่ยามนี้ ขอเพียงสัมผัสอำนาจวัฏสงสารเข้า พวกเขาจะตกตายไม่เหลือซาก”
“ดังนั้น ไม่ว่าก่อนหน้านี้พวกเขาจะเดือดดาลกันเพียงไร พวกเขาก็ทำได้เพียงกล้ำกลืน มิกล้าก่อเรื่องพร่ำเพรื่อ”
ว่าถึงตรงนี้ สตรีถือหอกก็ดูจะเป็นห่วงศักดิ์ศรีของซูอี้ และกล่าวเสริมว่า “แน่นอนว่า สิ่งสำคัญที่สุดคือมีข้าอยู่ พวกเขาก็ทำได้เพียงกล้ำกลืนโทสะ ร่วมมือกับเราแต่โดยดี ณ ยามนี้”
ซูอี้ส่งเสียง ‘โอ้’ รับสั้นๆ ไม่ได้กล่าววาจาอื่นใด
ทว่าเสียง ‘โอ้’ นั้นกลับทำให้สตรีถือหอกขุ่นเคืองใจยิ่ง นางจึงอดไม่ได้ที่จะถลึงตาและกล่าวกับซูอี้อย่างดุดันว่า “ข้าจะหาโอกาสเล่นงานเจ้าให้ได้!”
ซูอี้กล่าวยิ้มๆ “กระทำการต้องไม่เกินสามหน เจ้าพ่ายแพ้ไปแล้วสองหน หากยังแพ้เป็นหนที่สาม ข้าก็จะหมดความสนใจที่จะสู้กับเจ้าแล้ว”
เพิ่งสิ้นคำ
ตู้ม!
ไกลออกไป เพลิงศักดิ์สิทธิ์สีดำสายหนึ่งกวาดเยี่ยงพายุ
เห็นได้อย่างเลือนรางว่าท่ามกลางพายุอันบังเกิดจากเพลิงศักดิ์สิทธิ์สีดำมีร่างหนึ่งปรากฏขึ้น
นางเป็นสตรีสวมผ้าคลุมไหล่ ผิวพรรณขาวซีด มีรอยเย็บอยู่เต็มร่างประหนึ่งตะขาบ ชวนตกตะลึงยิ่งนัก
นางสวมอาภรณ์สีดำขาดวิ่นเปื้อนเลือด ยามขยับกาย เพลิงศักดิ์สิทธิ์ก็พลุ่งพล่านเช่นพายุ เผยอำนาจน่าสะพรึงกลัว
“สตรีผู้นี้ล่ะที่ลอบโจมตีข้าจนบาดเจ็บเมื่อกาลก่อน!”
เมื่อพบสตรีชุดดำผู้เผยปราณดุร้ายประหลาด เนตรสีม่วงของสตรีถือหอกก็อดเผยจิตสังหารออกมามิได้
ระหว่างสนทนา ชายในชุดบัณฑิตขงจื่อเองก็กำลังสนทนากับสตรีชุดดำ ไม่อาจทราบว่าเขากล่าวอันใด ทว่าสตรีชุดดำหันมามองซูอี้ จากนั้นก็สงบปราณเดินทางตามชายในชุดบัณฑิตขงจื่อและชายชราร่างแคระไป
แต่สายตาของนางกลับทำให้หัวใจของเขาเต้นระทึก!
ราวถูกเทพป่าเถื่อน ณ เก้าขุมนรกจับจ้องหมายหัว!
“ยามมีชีวิต พวกเขาแข็งแกร่งเพียงไรกัน?”
ซูอี้อดถามมิได้
สตรีถือหอกกล่าวเนิบๆ “ผู้อ่อนแอที่สุดก็ยังเป็นนายเหนือแห่งทวยเทพ”
นายเหนือแห่งทวยเทพ!
นั่นเป็นยักษ์ใหญ่เหนือเทพชั้นล่าง กลาง และสูงเชียวนะ!
เป็นตัวตนอันอยู่เหนือสรวง!!
ในโลกแห่งเทพ พวกพุทธเจ้าแผดตะเกียงแห่งภูเขาวิญญาณสุขาวดีก็เป็นนายเหนือแห่งทวยเทพ
ซูอี้อดผงะมิได้
ในยุคก่อนหน้านี้ ตัวตนทรงพลังเช่นนี้ยังไม่อาจหยุดอำนาจหายนะแห่งยุคสมัยได้หรือ?
หลังครุ่นคิดเล็กน้อย ซูอี้ก็ถามขึ้นอีกครั้ง “แล้วพวกเขาในยามนี้เล่า?”
“พวกเขายามนี้……”
สตรีถือหอกครุ่นคิดสักพักและกล่าวว่า “หากว่ากันเพียงแค่อำนาจต่อสู้ ก็คงราวๆ เทพชั้นสูงแหละ”
ซูอี้ “……”
นับแต่ยุคสมัยเก่าสิ้นสูญ ซากศพของคนเหล่านี้บางผู้แหลกเละ จิตวิญญาณหลงเหลือสติเพียงน้อย ร่างพัวพันหนาแน่นด้วยปราณมรณะ แต่ยังมีอำนาจต่อสู้เทียบได้กับเทพชั้นสูงหรือ!?
ชวนสะพรึงยิ่งนัก
ไม่อาจคาดคิดได้เลยว่าหากพวกเขายังมีชีวิต อำนาจในฐานะนายเหนือแห่งทวยเทพของพวกเขาต้องทรงพลังเพียงไร
และบนเส้นทางต่อมา ‘เทพมรณะ’ ตนแล้วตนเล่าก็ปรากฏขึ้น
มีทั้งชายหญิง สภาพดูน่าเวทนา
ทว่าปราณบนร่างน่าสะพรึงกลัวยิ่ง!
เพียงไม่ถึงครึ่งชั่วยาม ก็รวมตัวกันถึงสิบกว่าตน!
สีหน้าของซีหนิงและลั่วเทียนตูตึงเครียดยิ่ง พวกเขานิ่งคิดชั่วครู่ แล้วจึงพบว่าหากมิใช่เพราะมีสตรีถือหอกและซูอี้อยู่ พวกเขาทั้งสองคงไม่มาที่นี่และต้องเผ่นหนีตั้งแต่อยู่ ณ เทือกเขารกร้าง ไม่กล้าเหยียบย่างเหนือสระอัสนีนี้เป็นแน่
น่ากลัวเกินไปแล้ว!
กระทั่งในโลกแห่งเทพ ตัวตนเช่นพวกเขายังไม่เคยได้พบซากเทพน่าสะพรึงกลัวเช่นกลุ่มนี้มาก่อน!
เห็นได้ชัดว่าพวกเขาตายตกไปตั้งแต่ยุคก่อน แต่ก็ยังอยู่รอดมาได้ด้วยวิธีพิเศษ
และยังมีความฉลาดในระดับหนึ่ง!!
“แน่ใจหรือว่าพวกเขาจะมิแว้งกัด?”
เมื่อเห็นเรื่องทั้งหมดนี้ ชายหนุ่มก็อดไม่ได้ที่จะถาม
ระหว่างทาง ทุกคราที่เทพมรณะตนใหม่ปรากฏ พวกเขาก็จะมองมายังตัวซูอี้อย่างเย็นชา ทำให้ชายหนุ่มสงสัยว่าตนคงกลายเป็นเหยื่อในสายตาเทพมรณะเหล่านั้นไปแล้ว
ความรู้สึกนั้นมิน่าอภิรมย์เอาเสียเลย
“ไม่แน่”
สตรีถือหอกส่ายหน้า “ภายในหนึ่งปี วิถีบรรลุเทพจะปรากฏขึ้น และเทพมรณะเหล่านี้ก็อาจจะรับรู้กันแล้ว สำหรับพวกเขา มันเทียบได้ว่าในหนึ่งปี พวกเขาจะเผชิญหายนะสิ้นสลาย ยามนี้พวกเขาอาจไม่กระทำการอย่างสัตย์ซื่อก็ได้”
หลังเว้นช่วงเล็กน้อย นางก็เหลือบมองซูอี้อย่างหยอกเย้า “หากพวกเขาอยากแว้งกัดกันจริงๆ พวกเขาจะโจมตีเจ้าแน่ เพราะถึงอย่างไร วัฏสงสารในมือเจ้าก็ช่วยให้ผู้คนเวียนวัฏฝึกฝนใหม่ได้ เทียบได้กับให้โอกาสฟื้นชีวิตใหม่กับพวกเขานั่นแหละ!”
ซูอี้ “……”
“กระไรเล่า กลัวหรือไร?” สตรีถือหอกเสสรวลหยอกล้อ
ซูอี้กล่าว “ข้าเกรงว่าคงไม่อาจพูดเช่นนั้นได้ แค่คิดว่าเจ้าควรบอกข้าเสียแต่เนิ่นๆ มากกว่า”
สตรีถือหอกเงียบไปครู่หนึ่งและกล่าวว่า “อย่าห่วงเลย ข้ารับปากว่าจะให้เจ้ารอดออกจากที่นี่ไป และหลังจากนั้น ข้าจะชดเชยให้เจ้า!”
วาจานั้นราบเรียบ ทว่าเปี่ยมอำนาจเกินกังขา
ซูอี้ยิ่งไป เขาสังเกตเห็นว่าวาจาของสตรีถือหอกแฝงน้ำเสียงขอโทษขอโพยอยู่เล็กน้อย
หาได้ยากนัก!
ไม่ต้องสงสัยเลยว่านางติดค้างเขาที่ถูกลากมาลงปลักโคลนนี้ด้วย!
ในขณะที่ซูอี้กำลังจะกล่าวบางอย่าง ดวงตาของเขาพลันหรี่ลง
เขาพบว่าแสนห่างออกไปบนท้องนภามีหมอกเมฆาฮุ่นตุ้นปรากฏขึ้น ดูสูงส่งลึกล้ำอย่างยิ่ง
ภายในเมฆาฮุ่นตุ้นนั้นมีแสงอันเจิดจรัสตระการสีวูบไหว พริบพรายเยี่ยงดารา
ทว่าเมื่อมองดีๆ ก็ไม่อาจเห็นได้ว่ารัศมีแสงพริ้งพรายนี้คือสิ่งใด เพราะระยะห่างไกลกันเกินไป
“สหายเต๋าซู นั่นคือลางบอกเหตุการบังเกิดของสมรภูมิแห่งยุคสมัย”
ซีหนิงพลันกล่าวขึ้น
สมรภูมิแห่งยุคสมัย!!
หัวใจของซูอี้เต้นกระตุก จดจำได้ว่าเนิ่นนานก่อนมายังบรรพพิภพสวรรค์เมินนี้ ซีหนิงเคยกล่าวไว้ในสารว่ายามนี้ ในเขตหวงห้ามต่างๆ ที่หลงเหลือจากยุคเก่าทั่วแดนเซียน ลางบอกเหตุการปรากฏของสมรภูมิแห่งยุคสมัยได้อุบัติให้เห็นได้แล้ว
ไม่ต้องสงสัยเลยว่า ‘ลางบอกเหตุ’ ที่ซีหนิงว่าก็คือสิ่งที่เขาเห็นอยู่ยามนี้!