บันทึกตำนานราชันอหังการ [ 剑道第一仙 ] - บทที่ 1961-1966
บทที่ 1,961 ลวงมัจฉามาติดเบ็ด
หลังครุ่นคิดสักพัก ซูอี้ก็เลิกลังเลแล้วกระโดดลงไป ณ ริมธารฮุ่นตุ้นสายยาว
ตู้ม!
วารีเคลื่อนวน อำนาจฮุ่นตุ้นในนั้นน่าสะพรึงกลัวยิ่งนัก ทันทีที่สัมผัส เขาก็ถูกคลื่นถาโถมอย่างรุนแรง
กระแสธารอยู่ทั่วทุกแห่งหนดุจเผชิญกับบรรพตศักดิ์สิทธิ์ ถาโถมหมายลบตัวตนของเขาทิ้งไป
ซูอี้จึงพยายามเคลื่อนวิถีเต๋าอย่างสุดกำลัง จนกระทั่งสามารถฝืนไว้ได้
แต่ยิ่งดำดิ่งลงไป แรงกดดันของนทีก็ยิ่งรุนแรง ราวบรรพตศักดิ์สิทธิ์ซ้อนเรียงชั้น กดทับบนร่าง
ทว่าทั้งหมดนี้ ซูอี้ยังคงรับไหว
นทีธารขุ่นดำ ปราณฮุ่นตุ้นหนาแน่น เมื่อดำลงลึกเกือบร้อยจั้ง แสงเรื่อเรืองสีแดงสดพลันปรากฏขึ้นในคลองจักษุ
พริบพรายวูบไหว เยี่ยงดาวเพลิงแดงฉาน
นั่นคือชิ้นส่วนแห่งยุคสมัยที่เขาไล่ตามอยู่!
“เจอเจ้าเสียที”
ร่างของชายหนุ่มเร่งแหวกว่ายเข้าหา
……
เหนือธารฮุ่นตุ้น
“ท่านบุตรแห่งสวรรค์ มีผู้มาถึงก่อนเราเมื่อครู่นี้ เขามุ่งสู่ก้นมหาธารนี้แล้วขอรับ”
ตัวตนกลุ่มหนึ่งทะยานปรากฏขึ้น
ผู้นำเป็นชายหนุ่มชุดเขียวผู้มีท่าทางภูมิฐานผู้หนึ่ง
“รู้หรือไม่ว่าเป็นผู้ใด?”
ชายหนุ่มชุดเขียวถาม
“เรียนท่านบุตรแห่งสวรรค์ ระยะห่างมากเกินไป เพื่อไม่ให้อีกฝ่ายตรวจพบ ผู้น้อยจึงมิได้ใช้จิตสัมผัสขอรับ”
หนึ่งในนั้นกล่าวขึ้นอย่างนอบน้อม
ชายหนุ่มชุดเขียวมีนามว่าลู่เปยเยี่ย
เขาเป็นบุตรแห่งสวรรค์ระดับสูงสุดผู้หนึ่งจากโลกแห่งเทพ
เจ็ดบุคคลรอบกายคือทูตสวรรค์ผู้รับใช้เขา
“ตั๊กแตนจับจักจั่น หารู้ไม่ว่ามีนกขมิ้นอยู่เบื้องหลัง เตรียมค่ายกลสังหารไว้ก่อน แล้วรอให้อีกฝ่ายออกมา เราจะฆ่าเขาในทันที”
ลู่เปยเยี่ยกล่าวเสียงเรียบ
มีผู้กล่าวอย่างลังเลว่า “ท่านบุตรแห่งสวรรค์ หากอีกฝ่ายเป็นคนคุ้นเคยเล่าขอรับ?”
ชายหนุ่มเสสรวลพลางกล่าวว่า “ต่อหน้าโอกาสบรรลุเทพ สหายเอย คนคุ้นเคยเอยล้วนแต่เป็นเพียงลมปาก สรุปคือ กระทั่งญาติสนิทมิตรสหายร่วมสกุลยังหันมีดเข้าใส่กัน!”
“ในสมรภูมิแห่งยุคสมัยนี้ ขอเพียงชิงชิ้นส่วนแห่งยุคสมัยมาให้ได้ ก็ต้องกระทำอย่างไร้ความปรานี!”
“ทำตามที่ข้าบอก”
ลู่เปยเยี่ยโบกมือ
คนทั้งผองลงมือในทันที
ไม่นานนัก ค่ายกลสังหารก็ถูกติดตั้งขึ้น
ชายหนุ่มพยักหน้าอย่างพึงพอใจ “มี ‘ค่ายกลพันกระแสสยบนภา’ นี้อยู่ก็เพียงพอจะฆ่าตัวตนขอบเขตมหาศาลได้! จากนี้ไป พวกเจ้าประจำอยู่กับที่ ขอเพียงคนผู้นั้นกล้าปรากฏตัว ก็ฆ่าได้เลย!”
“ทราบ!”
ทุกผู้รับคำพร้อมเพรียง
กาลเวลาเคลื่อนผ่าน
“มาแล้ว!”
มีผู้อุทานขึ้น และกลางนที ร่างหนึ่งก็แหวกว่ายให้เห็นเลือนราง
ดวงตาของลู่เปยเยี่ยวูบไหวอย่างมาดร้าย “ลงมือ!”
ตู้ม!!
ค่ายกลสังหารแผดเสียงลั่น อสนีบาตเงินขาวเรื่อเรืองปรากฏขึ้น สร้างเป็นเขตแดนค่ายกลอันลึกลับ ปกคลุมผิวนทีแห่งนี้ไว้สิ้น
และอสนีบาตสีเงินในค่ายกลก็กระแทกลงสู่ร่างนั้นเช่นห่าฝน
ช่วงเวลานี้ ผิวน้ำเดือดพล่าน ปราณทำลายล้างสะเทือนโลกา
ลู่เปยเยี่ยเดินไปยังค่ายกลสังหาร
เขาพร้อมเก็บสินสงครามแล้ว
ทว่าไม่นานนัก เจ้าตัวกลับชะงักอย่างเฉียบพลัน
ตู้ม!
เกิดเสียงระเบิดสะเทือนแดนขึ้น
ค่ายกลสังหารทั้งค่ายถูกฉีกกระชาก
ร่างหนึ่งทะยานออกไป
และเสียงอุทานพลันดังขึ้น
ก่อนผู้ใดจะทันฟื้นสติ ปราณดาบอันหนาแน่นได้กวาดกระจายไปทั่ว!
ฉับ! ฉับ! ฉัวะ!
ตัวตนขอบเขตมหาศาลทั้งสามหลบไม่ทัน จึงถูกสังหารในทันที
ลู่เปยเยี่ยเองก็ถูกหางเลขไปด้วย และยามคับขันเช่นนี้ เขาจำต้องใช้คันฉ่องทองแดงบานหนึ่งขวางไว้ตรงหน้า สกัดปราณดาบอันน่าสะพรึงกลัวไว้ได้
ทว่าร่างของเจ้าตัวก็ถูกฟาดจนเซถอยไป
สีหน้าของเขาพลันแปรเปลี่ยน ผู้ใดสามารถทำลายค่ายกลพันกระแสสยบนภาลงได้ง่ายๆ กัน? อำนาจต่อสู้นี้จะทรงพลังเกินไปหน่อยแล้วกระมัง?
ร่างของซูอี้ปรากฏขึ้นบนอากาศ
เขากวาดตามองคนทั้งหลายและกล่าวขึ้นพร้อมกับแย้มยิ้ม “จริงด้วย พวกเจ้านับว่าอาจหาญกว่าพวกเขามากนัก”
เขาสัมผัสได้!
ระหว่างทางที่ผ่านมาก่อนหน้านี้ ทุกผู้ที่พบพานล้วนลี้หนีเขาไปไกลทันที
และการจะมีผู้กล้าวางแผนโจมตีเขาเช่นคนเหล่านี้……มันก็หาไม่ได้ง่ายเลยจริงๆ
“ซู…ซูอี้!”
คนผู้หนึ่งสูดหายใจเฮือก สีหน้าเปลี่ยนเป็นตกตะลึง
“ที่แท้ก็เป็นเขา!”
สันหลังคนบางผู้เย็นวาบ
ลู่เปยเยี่ยเองก็หนาวจับขั้วหัวใจ ไฉนเป็นเจ้านี่ไปได้!?
จะดวงกุดไปหน่อยแล้วกระมัง?
ตู้ม!!
ก่อนพวกเขาจะทันฟื้นสติ อีกฝ่ายก็ลงมือโดยไร้ลังเล
แขนเสื้อชายหนุ่มสะบัดพลิ้ว ส่งปราณดาบที่เคลื่อนคล้อยเยี่ยงธารดาราจากเก้าชั้นสรวง ทำให้ตัวตนขอบเขตมหาศาลที่เหลืออีกสี่คนถูกประหารลงทันทีราวทำจากกระดาษ
ลู่เปยเยี่ยเผ่นหนีไปในทันที
สมบัติคุ้มกายชิ้นแล้วชิ้นเล่าถูกใช้รัวเร็วประหนึ่งไร้ค่า แปรเปลี่ยนเป็นชั้นอำนาจสารพัดสมบัติห่อหุ้มร่างเขาไว้จนมิด
ลู่เปยเยี่ยกระทั่งขยี้สมบัติลับช่วยชีวิตบางชิ้นเพื่อหลบหนี
ตัวคนทะยานเยี่ยงลำแสง พุ่งทะลวงผ่านนภา หายวับไปในชั่วพริบตา
ทว่าก็สายเกินไป!
ลู่เปยเยี่ยหนีไปได้ไม่ทันถึงสามหมื่นจั้ง ร่างของซูอี้พลันปรากฏขึ้นขวางทางตรงหน้าเสียก่อน
“หากก่อนหน้านี้ข้าบอกว่าเป็นเรื่องเข้าใจผิด เจ้าจะเชื่อหรือไม่?”
ลู่เปยเยี่ยลอบกลืนน้ำลายดังเอื๊อก ก่อนจะเอ่ยถามอย่างยากลำบาก
“เชื่อสิ”
ซูอี้พยักหน้า “ก่อนหน้านี้ เจ้าคงไม่รู้ตัวตนของข้าหรอก”
ใบหน้าแข็งทื่อของลู่เปยเยี่ยเค้นยิ้มก่อนจะกล่าวว่า “เช่นนั้น… เจ้าจะยอมรามือ ให้โอกาสข้ารอดไปชดใช้ความผิดได้หรือไม่?”
ซูอี้กล่าวยิ้มๆ “ได้สิ ขอเพียงเจ้าหยุดการโจมตีของข้าได้ เจ้าก็ไปได้”
“จริงหรือ?”
“จริงแท้แน่นอน”
“ได้!”
ลู่เปยเยี่ยหายใจลึกๆ ปราณรอบกายพลันพวยพุ่ง
จากนั้นร่างของเขาก็หายวับสู่อากาศธาตุไปพร้อมเสียงกับคำรามเกินเข้าใจ
“ไอ้โง่นี่ คิดจริงๆ หรือว่าหากข้าลงมือสุดชีวิต ข้าจะมีแต่ต้องตาย?”
ร่างของลู่เปยเยี่ยปรากฏขึ้นเหนือหุบผาแห่งหนึ่ง สีหน้าเปี่ยมความเย้ยเยาะ
“ไม่ดีใจเร็วไปหน่อยหรือ?”
เสียงหนึ่งกล่าวขึ้นอย่างเฉยเมย
สีหน้าเย้ยเยาะของบุตรแห่งสรรค์แซ่ลู่พลันแข็งค้าง ร่างสะดุ้งโหยงเยี่ยงต้องอัสนี สีหน้าแปรเปลี่ยนอย่างมหันต์ ร้องลั่นเสียงหลง “ข้าใช้ยันต์ลับที่เทพให้มาเชียวนะ เหตุใดเจ้า……”
ตู้ม!
ปราณดาบสายหนึ่งพาดผ่านนภา ร่างของลู่เปยเยี่ยถูกฉีกกระชาก ตกตายอย่างน่าอนาถในทันที
“ขอเพียงจับปราณเจ้าได้ กระทั่งยันต์ลับอำนาจเทพก็ช่วยชีวิตเจ้าไม่ได้หรอก”
ซูอี้ส่ายหน้าน้อยๆ
คนผู้นี้ถือว่าเจ้าแผนการยิ่ง
แต่โชคร้ายนักที่เมื่ออยู่ต่อหน้าผู้มีอำนาจสยบหล้า แผนการใดๆ ล้วนไร้ค่า!
เตาเสริมสวรรค์เริ่มเก็บสินสงครามอีกครั้ง ก่อนจะกลับมาพร้อมกับมีดขว้างสีดำเมี่ยมเล่มหนึ่ง “ใต้เท้า โปรดดูนี่”
นี่เป็นสมบัติเทพแห่งยุคสมัย ไม่อาจเก็บไว้ได้เลย
หลังจากประหารบุตรและบุตรีแห่งสวรรค์ก่อนหน้านี้ เขาก็เคยลองปราบสมบัติเทพแห่งยุคสมัยเหล่านี้ดู
ทว่าพวกมันล้วนล้มเหลว ไร้ข้อยกเว้นใดๆ
สมบัติเทพแห่งยุคสมัยนี้ถูกสร้างขึ้นโดยเทพ มีกฎเกณฑ์วิถีเทพอยู่ภายใน มีจิตวิญญาณฉลาดเฉลียว ไม่อาจปราบได้เลย
ทว่ายามพินิจมีดขว้างสีดำนี้ เขากลับต้องประหลาดใจเมื่อพบว่าสมบัติชิ้นนี้ปกคลุมด้วยค่ายกลลึกลับชนิดหนึ่ง
และในค่ายกลนี้มีอำนาจเทพที่ทั้งพิเศษและน่าสะพรึงกลัวก่อตัวอยู่
เมื่อใช้จิตสัมผัสตรวจสอบดู จิตใจของซูอี้ก็สั่นคลอน เขาในภวังค์ดูจะเห็นว่า ภายในค่ายกลลึกลับมีเทพซึ่งครอบครองปราณอันน่าสะพรึงกลัวผู้หนึ่งอยู่!
อีกฝ่ายสวมชุดคลุมขนนก เรือนผมยาวสยาย คู่เนตรเย็นเยียบเจิดจรัสประหนึ่งตะวันจันทรา!
“วอนตาย!”
เสียงตะโกนเปี่ยมอำนาจดังขึ้น
ทันใดนั้น มีดขว้างสีดำในมือของชายหนุ่มพลันทะยานสูง ระเบิดอำนาจเทพอันน่าสะพรึงกลัว และมือของซูอี้ก็จำต้องออกแรงอย่างดุดัน ใช้อำนาจวัฏสงสารเข้าปราบโดยไร้ความลังเล
ตู้ม!!
มีดขว้างสีดำสั่นสะท้าน ค่ายกลในใบมีดเสียหายอย่างหนัก
“วัฏสงสาร!! ที่แท้ก็เป็นเจ้า!”
เสียงอันเปี่ยมอำนาจนั้นคุกรุ่นด้วยโทสะ สะท้อนก้องอยู่ในห้วงความนึกคิดของเขา
ทว่าพริบตาต่อมา เสียงตะโกนอย่างเดือดดาลนั้นก็แปรเปลี่ยนเป็นเสียงร้องโหยหวน
ค่ายกลลึกลับในใบมีดพังทลายลง เห็นได้เลือนรางว่าเงาร่างดุจเทพนั้นก็พลอยสลายไปในอำนาจวัฏสงสารอันลึกล้ำด้วยเช่นกัน
เพียงพริบตาต่อมา อำนาจที่มาของมีดขว้างสีดำนี้พลันระเบิดออก อำนาจของมันสะบัดนิ้วทั้งห้าของซูอี้ออกไปในทันที แล้วสมบัติเทพแห่งยุคสมัยชิ้นนี้ก็พลันทะยานเวหาจากไป
แน่นอนว่าซูอี้ไม่ได้ไล่ตาม เขาเพียงมองตามทิศทางที่มีดขว้างสีดำจรจาก และอดไม่ได้ที่จะครุ่นคิด
ค่ายกลที่ปรากฏขึ้นในมีดขว้างสีดำเมื่อครู่ คาดว่าคงเกี่ยวพันกับมหาค่ายกลบางอย่าง และผู้อยู่ในค่ายกลก็น่าจะเป็นอวตารจำนงแห่งเทพ!
ทว่าอีกฝ่ายไม่ได้แข็งแกร่งนัก อำนาจของเขาแสนเลือนราง เห็นได้ชัดว่ายังไม่ได้กลายเป็นอวตารเจตจำนงที่สมบูรณ์
สิ่งนี้ทำให้ซูอี้คาดเดาบางอย่างขึ้นได้ในใจ……
หลังสมรภูมิแห่งยุคสมัยปรากฏขึ้น ทวยเทพก็สามารถสะท้อนอำนาจเข้าสู่แดนเซียน ส่งอวตารเจตจำนงมาสู่โลกหล้าได้
และมีดขว้างสีดำของลู่เปยเยี่ยเมื่อครู่ก็เปรียบเสมือนค่ายกลเคลื่อนย้าย สามารถอัญเชิญอำนาจเจตจำนงของเทพมาได้!
ทว่าก่อนอวตารจำนงเทพนี้จะถูกสร้างเสร็จ ชายหนุ่มก็ใช้อำนาจวัฏสงสารทำลายไปเสียก่อน!
เมื่อตระหนักได้เช่นนี้ ซูอี้พลันเข้าใจเรื่องหนึ่งขึ้นมา
ตลอดเวลาที่ผ่านมา ยามบุตรและบุตรีแห่งสวรรค์ทั้งหลายมายังแดนเซียน พวกเขาแทบทั้งหมดล้วนมีสมบัติเทพแห่งยุคสมัยอยู่ในมือหนึ่งชิ้น
ทว่านี่ไม่ใช่เพียงไพ่ตายคุ้มชีพของพวกเขา แต่ยังมีประโยชน์อยู่อีกอย่างหนึ่ง นั่นคือยามวิถีบรรลุเทพปรากฏขึ้น มันจะสามารถใช้อัญเชิญร่างอวตารเจตจำนงของเทพได้!
แน่นอนว่า นี่เป็นเพียงการคาดเดาของเขาเท่านั้น
หากทวยเทพคิดจะสะท้อนอวตารเจตจำนงสู่แดนเซียน พวกเขาก็มีสารพัดวิธี
“ใต้เท้า ในหมู่สินสงครามของคนเหล่านี้ มีโอสถเทพสองชิ้น วัตถุดิบเทพเก้าชิ้น และซากศพสัตว์ประหลาดปฐมสวรรค์สองตัวขอรับ!”
เตาเสริมสวรรค์รีบรายงานและนำสินสงครามมาแสดง
ชายหนุ่มรู้สึกเบิกบานขึ้นมาทันที เขาพยักหน้าอย่างพึงพอใจ
ไม่มีผู้ใดไม่ชอบใจกับทรัพย์สมบัติ นี่คือวาทะชาญฉลาดอันยืนยงชั่วกาล!
มูลค่าสินสงครามเหล่านี้ห่างไกลเกินกว่าสมบัติขอบเขตมหาศาลจะเทียบชั้น
ขณะมองสินสงครามเหล่านี้ ซูอี้ก็กล่าวกับตนเองว่า “อื้อ ข้ามีความคิดอย่างหนึ่งแล้ว บางที…อาจใช้วิธีโยนเหยื่อลวงมัจฉามาติดเบ็ดได้!”
บทที่ 1,962 ปรากฏว่าเป็นเจ้าเฒ่านี่
โลกแห่งเทพ
ณ ถ้ำพำนักดั้นเมฆาแห่งหนึ่ง
“คนบาปนี่กล้าพังแผนใหญ่ของข้า!”
เสียงคำรามหนึ่งเปี่ยมอำนาจสะท้านก้อง
ในถ้ำพำนัก ชายในชุดคลุมขนนก พันผ้าคลุมไหล่ผู้หนึ่งมีสีหน้าบึ้งตึง
หากซูอี้อยู่ที่นี่ เขาจะรู้ได้แน่นอนว่าชายในชุดคลุมขนนกเปี่ยมอำนาจเทพยิ่งใหญ่นี้ เป็นคนเดียวกับเงาลวงตาที่เขาพบในมีดขว้างสีดำเมื่อครู่!
“ไม่ได้ เรื่องนี้จะมิจบลงเพียงเท่านี้ ไม่ว่าอย่างไร ข้าต้องหาทางส่งอวตารเจตจำนงไปยังสมรภูมิแห่งยุคสมัยให้จงได้!”
ชายในชุดคลุมขนนกกัดฟัน ใบหน้าเปี่ยมจิตสังหาร “ต่อให้ต้องแลกมาด้วยบางอย่าง ข้าก็จะทำอย่างไม่ลังเล!!”
……
สมรภูมิแห่งยุคสมัย
บนยอดเขาแห่งหนึ่ง
มือของซูอี้เคลื่อนสับ ฟาดฟันขาหลังของสัตว์ประหลาดปฐมสวรรค์ที่มีรูปร่างคล้ายเสือดาวตัวหนึ่ง เนื้อหนังถูกแล่ในทันใด
ในหมู่สินสงครามที่ได้มา มีซากสัตว์ประหลาดปฐมสวรรค์อยู่สองตัว
สัตว์ประหลาดปฐมสวรรค์ซึ่งดูคล้ายเสือดาวตัวนี้ก็เป็นหนึ่งในนั้น
สัตว์ประหลาดปฐมสวรรค์อีกตัวมีรูปร่างคล้ายคางคก ดูน่าขยะแขยงจนซูอี้ไร้ความอยากอาหาร เขาจึงตั้งใจจะลิ้มลองสัตว์ประหลาดปฐมสวรรค์ที่มีรูปร่างคล้ายเสือดาวนี้แทน
สัตว์ประหลาดปฐมสวรรค์นี้ก่อเกิดจากที่มาแห่งฮุ่นตุ้น ร่างทั้งกายคือสมบัติ ทั้งกล้ามเนื้อ เล็บ และเกล็ดล้วนมีประโยชน์ เลือดเนื้อใช้เป็นโอสถได้ ซึ่งหายากยิ่ง ไม่อาจพานพบในโลกภายนอก
ซูอี้ในยามนี้สบโอกาส จึงตั้งใจจะปรุงมันเป็นอาหารอันโอชะ
“เจ้าจัดการเลย”
เขายกมือโยนเนื้อขาชิ้นนั้นลงเตาเสริมสวรรค์ไป
ไม่นานนัก เสียงเดือดก็ดังออกมาจากเตาเสริมสวรรค์ น้ำแกงเดือดปุด ส่งกลิ่นเนื้อหอมยวนยั่วออกมา
“ใต้เท้า แก่นแท้ของเนื้อสัตว์ร้ายนี้ทรงพลังสิ่งกว่าโอสถสมบัติไร้เทียมทานระดับสุดลึกล้ำอีกขอรับ”
เตาเสริมสวรรค์อุทาน
“อย่าแอบกินล่ะ”
ซูอี้ตอบอย่างใจลอย
เขากำลังมองชิ้นส่วนแห่งยุคสมัยอยู่
ก่อนหน้านี้ ณ ก้นธารฮุ่นตุ้น ชายหนุ่มเก็บชิ้นส่วนแห่งยุคสมัยนี้มาได้สำเร็จ
เขาพบว่าของสิ่งนี้มีขนาดราวกำปั้น รูปร่างคล้ายหยกแดงสีเพลิง เรืองเรื่อเยี่ยงแสงอรุณ อำนาจกฎแห่งยุคสมัยพลุ่งพล่านเช่นคลื่นนที ปราณอหังการยิ่ง
‘นี่คือชิ้นส่วนแห่งยุคสมัย มันน่าจะอยู่ในระดับห้า ทำให้ผู้คนบรรลุเป็นเทพชั้นล่างได้ ทว่าศักยภาพมีจำกัด เกรงว่าภายหน้าคงไม่อาจขึ้นเป็นเทพชั้นกลางได้’
ซูอี้กล่าวในใจ
เขารู้เรื่องชิ้นส่วนแห่งยุคสมัยมาจากซีหนิง และทราบว่าชิ้นส่วนแห่งยุคสมัยถูกแบ่งออกเป็นระดับต่างๆ ซึ่งเรียกกันว่า ‘หกระดับหนึ่งสุดยอด’
“ใต้เท้า พร้อมทานแล้วขอรับ”
เตาเสริมสวรรค์กล่าวเตือน
ซูอี้เก็บชิ้นส่วนแห่งยุคสมัยไปในทันที แล้วหยิบเนื้อสัตว์ร้ายชิ้นโตขึ้นกินอย่างสุขใจจนปากเปื้อนน้ำมัน
เนื้อสัตว์ร้ายนี้เปี่ยมอำนาจที่มามหาวิถีอันเกินบรรยาย มันไม่เพียงมีรสชาติอัศจรรย์ ทว่าหลังกินลงท้องไปแล้ว มันยังแปรเปลี่ยนเป็นอำนาจมหาวิถีอันยิ่งใหญ่บริสุทธิ์ หลอมรวมเข้าไปในวิถีเต๋าของซูอี้
เมื่อกินคู่กับเมรัยเลิศล้ำสักไห ชายหนุ่มก็รู้สึกสบายดุจละล่องลอย
ยามอิ่มหนำ ซูอี้ก็ลงมือวางเหยื่อ
วูบ!
ชิ้นส่วนแห่งยุคสมัยชิ้นนั้นพลันทะยานเวหา เรืองประกายรัศมีเรืองรองใต้นภา
และเขาก็พาเตาเสริมสวรรค์ไปซ่อนตัว
กาลเวลาเคลื่อนผ่าน
ชิ้นส่วนแห่งยุคสมัยนั้นยังคงทะยานผ่านเวหา จรัสแสงวูบไหวพริบพราย
ไม่นานนัก เสียงหนึ่งพลันร้องขึ้นอย่างประหลาดใจ
“ดูนั่น มีชิ้นส่วนแห่งยุคสมัยชิ้นหนึ่งตรงนั้น!”
“ทางนี้ ตามมา!”
……ตัวตนร้ายกาจกลุ่มหนึ่งทะยานเวหา
มีทั้งสิ้นหกคน
ผู้นำเป็นชายร่างสูงใหญ่กำยำในชุดนักรบผู้หนึ่ง ดวงตาจ้องตรง สีหน้าดุดัน เป็นบุตรแห่งสวรรค์ผู้หนึ่ง
“มานี่!”
ชายในชุดนักรบเสสรวลลั่นนภา ร่างวูบไหวเข้าคว้าชิ้นส่วนแห่งยุคสมัยที่ลอยอยู่บนอากาศเข้ามาสู่มือ
“ขอแสดงความยินดีกับใต้เท้าบุตรแห่งสวรรค์ด้วยขอรับ!”
ทูตสวรรค์ทั้งห้าต่างแสดงความยินดีต่อเขาตามๆ กัน
“ฮ่าๆๆ ช่างโชคดีจริง เข้ามาในสมรภูมิแห่งยุคสมัยได้แค่สองวัน ข้าก็ได้ชิ้นส่วนแห่งยุคสมัยระดับห้ามาหนึ่งชิ้น!”
ชายในชุดนักรบฉีกยิ้มกว้าง “แม้ข้าจะไม่เห็นโอกาสบรรลุเทพระดับนี้ในสายตา แต่หากนำมันกลับสำนัก ข้าจะได้บำเหน็จเป็นแน่!”
ทันทีที่เขากล่าวจบ ทันใดนั้นหนึ่งวจีดาบพลันดังขึ้น
ตู้ม!
สุญตาถูกผ่าเป็นร่องยาว
และยามสังเกตเห็นรอยร้าวนี้ ปราณดาบสายหนึ่งก็ปรากฏขึ้นจากอากาศธาตุ ฟาดฟันจากนภาเหนือหัวของคนผู้นั้น
ปราณดาบห้อตะบึงดุจอาชา อำนาจดาบทรงพลังเยี่ยงอัสนี!
อำนาจดาบอันน่าสะพรึงกลัวนั้นดูไร้เทียมทาน สะบั้นอำนาจคุ้มกายของชายในชุดนักรบ ฟาดกลางกระหม่อมของเขาราวไร้อุปสรรค
ฉัวะ!
เพียงชั่วพริบตา ชายในชุดนักรบก็ถูกผ่าครึ่ง
ก่อนโลหิตจะทันไหล ร่างทั้งสองซีกก็สลายเป็นผุยผงเสียก่อน
ดวงตาของห้าทูตสวรรค์เบิกกว้างอย่างตกตะลึง
เพียงหนึ่งดาบ กลับสังหารท่านบุตรแห่งสวรรค์ในฉับพลันเลยหรือ!?
ทุกสิ่งรวดเร็วเสียจนพวกเขาไร้โอกาสไหวตัว อย่าว่าแต่จะช่วยทันเลย
วูบ!
ชิ้นส่วนแห่งยุคสมัยร่วงลงในหัตถ์ใหญ่ข้างหนึ่ง
แล้วร่างของซูอี้ก็ปรากฏขึ้นในสายตาของทุกผู้
“ซู…ซูอี้!”
คนผู้หนึ่งร้องอุทาน หัวใจเปี่ยมความพรั่นพรึง
ผู้ใดจะคาดคิดว่าซูอี้ซุ่มรออยู่ที่นี่ตั้งนานแล้ว ก่อนจะลงมือสังหารท่านบุตรแห่งสวรรค์ในชั่วพริบตา?
“ถอนกำลัง!”
พวกเขาหันหลังเผ่นหนี
ทว่าก็สายไปหนึ่งก้าว ร่างของทูตสวรรค์ทั้งห้าพลันถูกปราณดาบอันฉวัดเฉวียนเข่นฆ่าลง
ไร้ผู้ใดเหลือรอด!
เตาเสริมสวรรค์เริ่มเก็บกวาดสินสงครามอย่างรู้งาน
“ว่าแล้วเชียว ใช้ชิ้นส่วนแห่งยุคสมัยเป็นเหยื่อลวงมัจฉาได้จริงๆ”
ซูอี้รำพึง
ก่อนหน้านี้ เขาก็วางแผนลอบสังหารศัตรูอยู่
ทว่ายามนี้เขาเปลี่ยนใจแล้ว
“ใต้เท้า สมบัติเทพแห่งยุคสมัยชิ้นนี้แปลกมากขอรับ!”
เตาเสริมสวรรค์นำหยกหรูอี้สีดำชิ้นหนึ่งมาส่งให้ “มันเหมือนมีดขว้างสีดำของลู่เปยเยี่ยมากเลย ข้างในมีอำนาจเทพก่อตัวอยู่ขอรับ!”
ซูอี้นำมันมาตรวจดู จากนั้นก็ใช้อำนาจวัฏสงสารลบล้างอำนาจเทพในหยกหรูอี้สีดำไปในทันที
และตามคาด หยกหรูอี้สีดำนี้ก็ไม่อาจสยบได้ ท้ายที่สุดมันก็สะบัดหลุดแล้วหนีไป
ทว่าซูอี้ไม่ได้รู้สึกเสียดาย
จนเมื่อเตาเสริมสวรรค์เก็บสินสงครามครบ ซูอี้ก็ออกเดินทาง ตัดสินใจหาที่ ‘ตกปลา’ ใหม่ทันที
……
หกชั่วยามต่อมา
“คนแซ่ซู เจ้าช่างชั่วช้าน่ารังเกียจนัก!!”
เสียงคำรามอย่างครุ่นแค้นไม่พอใจดังขึ้น
เจ้าของเสียงเป็นชายชราในชุดขุนนางผู้หนึ่ง ก่อนหน้านี้เขาและสหายสามคนพบชิ้นส่วนแห่งยุคสมัยชิ้นหนึ่ง จึงต่างปรีดายิ่ง และเข้าสยบมันโดยไร้ความลังเล
แต่ใครเล่าจะคาดคิดว่าเขาจะมาถูกซูอี้ลอบสังหาร
สหายทั้งสามของเขาถูกสังหารแทบพร้อมเพรียงกัน ร่างของพวกเขาถูกปราณดาบอันโอฬารบดขยี้ วิญญาณแหลกสลาย
กระทั่งเขาเองก็บาดเจ็บสาหัส ร่างแหว่งวิ่นสลายหาย หลงเหลือเพียงเสี้ยววิญญาณ
“ฝีมือไม่ถึงขั้น ยังจะมัวอุทธรณ์?”
ซูอี้ก้าวเข้ามาจากสถานที่ห่างไกล
ฉัวะ!
ปราณดาบกวาดผ่าน ฟาดฟันเสี้ยววิญญาณของชายชราในชุดขุนนางลงในทันที
“ข้าชั่วช้าจริงๆ หรือ?”
ชายหนุ่มเอ่ยถามเตาเสริมสวรรค์ผู้ง่วนอยู่กับการเก็บสินสงคราม
เตาเสริมสวรรค์กล่าวอย่างมั่นใจโดยพลัน “ใต้เท้าองค์ราชัน ผู้น้อยไม่ยอมให้ท่านกล่าวถึงตนเองเช่นนั้นขอรับ! พวกเขาล้วนตาเบิกโพลงไปกับโอกาสบรรลุเทพ ความโลภบดบังตาจนมืดบอด จะโทษใต้เท้าองค์ราชันได้เช่นไร?”
ซูอี้พยักหน้าอย่างพอใจ “เจ้าพูดถูก”
เตาเสริมสวรรค์กล่าวอย่างเคร่งขรึม “ผู้น้อยเพียงพูดความจริงเท่านั้นขอรับ ไม่ต้องพูดถึงว่าหากต่อสู้เผชิญหน้า พวกเขาก็ยังไม่ใช่คู่มือใต้เท้าองค์ราชันแม้แต่น้อย การหนีความตายนั้นแสนยาก แท้จริงแล้ว ในความคิดผู้น้อย การที่พวกเขาได้ตายด้วยมือใต้เท้าองค์ราชัน นับเป็นเกียรติยิ่งใหญ่แล้วขอรับ…”
เมื่อเห็นเจ้าเตานี่ยังยอไม่หยุด ซูอี้พลันรีบกล่าวขัด “พอเถอะ ทำงานต่อ”
เตาเสริมสวรรค์รับคำอย่างปรีดา แล้วหยุดยกยอกลับไปง่วนกับงานต่อ
……
สามวันจากนั้น
ซูอี้โยกย้ายที่อยู่หาจุด ‘ตกปลา’ ตามที่ต่างๆ และได้สังหารศัตรูไปอีกสี่กลุ่ม
ในศัตรูทั้งสี่กลุ่มนี้ บ้างมีขบวนทัพทรงพลัง นำโดยบุตรและบุตรีแห่งสวรรค์
ที่อ่อนแอหน่อยก็เป็นผู้เฒ่าระดับสุดลึกล้ำ
ยามพวกเขาชิงชิ้นส่วนแห่งยุคสมัยที่ซูอี้วางไว้ไป พวกเขาก็ตกตายด้วยมือซูอี้อย่างอเนจอนาถโดยไร้ข้อยกเว้น
และซูอี้ก็ใช้โอกาสนี้รวบรวมสินสงครามมาได้มากมาย
แน่นอน สมบัติระดับสุดลึกล้ำไม่ได้อยู่ในสายตาของเขาอีกต่อไป แต่ละชิ้นจึงถูกโยนลงเตาเสริมสวรรค์ ตั้งใจจะทิ้งไว้ให้ผู้คนในตำหนักอนันตรัตติกาลยามหวนคืนแดนเซียนในภายหน้า
สิ่งที่ทำให้ซูอี้สนใจจริงๆ ในยามนี้ก็คือโอสถเทพ วัตถุดิบเทพและสัตว์ประหลาดปฐมสวรรค์ทั้งหลายซึ่งก่อเกิด ณ สมรภูมิแห่งยุคสมัยนี้ต่างหาก!
จวบยามนี้ เขาได้โอสถเทพมาสิบเจ็ดชิ้น วัตถุดิบเทพยี่สิบสี่ชิ้น สัตว์ประหลาดปฐมสวรรค์ซึ่งยังเป็นๆ สี่ตัว และซากสัตว์ประหลาดปฐมสวรรค์หกตัว
รายได้ไม่ใช่น้อยเลย
เมื่อกาลผ่าน ซูอี้กระทั่งนึกชอบความรู้สึกวางกับดักลอบสังหารด้วยซ้ำ
การสามารถกำจัดศัตรูและรวบรวมสินสงครามนั้นเลิศล้ำกว่าการพยายามควานหาโอกาสเป็นไหนๆ
แน่นอนว่าข้อจำกัดก็คือ จวบยามนี้ ชายหนุ่มยังไม่พบศัตรูผู้คู่ควรโดยแท้จริง หรือตัวตนผู้บรรลุเทพเลย
ทว่าซูอี้สังหรณ์ว่าในชั่วกาลต่อจากนี้ จะมีตัวตนผู้บรรลุเทพบางคนปรากฏขึ้นตามๆ กันในสมรภูมิแห่งยุคสมัย!
และนั่นจะเป็นยามอันตรายสูงสุด!
บนที่ราบแห่งหนึ่ง
ซูอี้เริ่ม ‘ตกปลา’ อีกหน
ชิ้นส่วนแห่งยุคสมัยชิ้นนั้นละล่องใต้นภา พิรุณแสงเจิดจรัส รัศมีเทพเรืองรอง ถือได้ว่าเป็นนักแสดงเจนเวที
ส่วนซูอี้เร้นกายรอกระต่ายออกจากโพรง
เกือบชั่วยามผ่านไป
ทว่าเนิ่นนานเพียงนั้น เหยื่อก็ยังไม่มาติดเบ็ด ทำให้ซูอี้ขมวดคิ้ว หรือเขาจะเลือกจุด ‘ตกปลา’ ผิดกัน?
ขณะที่ชายหนุ่มกำลังลังเลว่าจะเปลี่ยนจุดตกปลาดีหรือไม่นั้นเอง
ในฟ้าดินแสนห่างไกล เงาร่างหนึ่งพลันปรากฏขึ้น มันเลือนรางอย่างยิ่ง กว่าซูอี้จะตรวจพบมันก็ต้องเข้ามาในระยะใกล้เคียงแล้ว
“วิชาเร้นกายแยบยลเช่นนี้ เขาเป็นใครกัน?”
ซูอี้ประหลาดใจ
อีกฝ่ายเร้นปราณลอบเตรียมตัว มิต้องสงสัยเลยว่าศัตรูผู้นี้ตื่นตัวระแวดระวังอย่างยิ่ง!
ชายหนุ่มตั้งใจลงมือทันทีเมื่ออีกฝ่ายคว้าชิ้นส่วนแห่งยุคสมัย โดยไม่ให้โอกาสให้หลบหนีแม้แต่น้อย
หลังจากตรวจสอบแดนดินใกล้เคียงราวสองเค่อ ในที่สุดร่างนั้นก็ตัดสินใจได้ว่าไร้อันตราย แล้วทะยานเข้าหาชิ้นส่วนแห่งยุคสมัยเหนือนภาในทันใด
ในที่สุด ซูอี้ก็ได้เห็นรูปลักษณ์ของอีกฝ่ายถนัดตา และอดผงะไปมิได้
มิน่าเล่า เจ้าจึงลงมืออย่างระแวดระวังยิ่ง……
ปรากฏว่าเป็นเจ้าเฒ่านี่!
บทที่ 1,963 พิทักษ์วิถีบรรลุเทพให้เจ้า
ร่างของผู้เร้นกายมีผิวสีทองแดง หนวดเคราไสวพริ้วดุจกิ่งหลิว รอบกายรายล้อมด้วยอสนีบาตครามเข้ม
และก็เป็นอสนีบาตสายฟ้านั้นเองที่เร้นปราณเขาไปจนสิ้น ร่างคนจึงเปรียบประหนึ่งเงากระทบจากแสงเหนือนภา……แสนยากเย็นจะถูกตรวจพบ
คนผู้นี้หาใช่ใครอื่นนอกจากจอมราชันย์นักสังหารฉู่เสินทง บรรพชนผู้ก่อตั้งวังเซียนนภาหยก และเป็นหนึ่งในจอมราชันย์ปีศาจไร้เทียมทานผู้อยู่ ณ จุดสูงสุดแห่งวิถีเซียนนับแต่เนิ่นนานก่อนยุคอวสานเซียน
ร่างจริงของเขาคือกระทิงขุยหนิว!
ยามนี้ ฉู่เสินทงมายังใต้ท้องนภาแล้ว ห่างจากชิ้นส่วนแห่งยุคสมัยเพียงไม่ถึงร้อยจั้ง
ทว่าเจ้าตัวพลันชะงักแล้วมองไปรอบๆ
จากนั้น ภาพอันไม่น่าเชื่อก็บังเกิด……จู่ๆ เจ้าเฒ่านี่พลันหันหลังเผ่นหนี!
หายวับไปในชั่วกาลเพียงพริบตา
ซูอี้เกือบลงมือไล่ตาม
ทว่าเขาก็ยั้งมือไว้
เขายังคงรอคอย ยืนนิ่งที่เดิม
ในหมู่ศัตรูร้ายในอดีตชาติ เจียงไท่เออกำเริบทะนงตน เซวี่ยเซียวจื่อเจ้าเล่ห์ลึกล้ำ หนานผิงเทียนใจคอโหดเหี้ยม
และฉู่เสินทงผู้นี้ก็เปรียบประหนึ่งเต่าเฒ่า ระแวดระวังและเจนจัดมากประสบการณ์
ซูอี้แน่ใจว่าในบริเวณนี้ไร้ผู้ใดนอกจากเขา
และยังแน่ใจด้วยว่าฉู่เสินทงไม่ได้สังเกตพบเขาผู้เร้นกาย
การที่เขาเผ่นหนีนั้นมีความเป็นไปได้เพียงหนึ่ง……
ตบตา!
ตั้งใจใช้กลยุทธ์สับขาหลอกทดสอบว่ามีศัตรูซุกซ่อนอยู่ใกล้เคียงหรือไม่!
ซูอี้รอคอยอย่างอดทน
กาลผ่านทีละน้อย หลังผ่านไปครึ่งชั่วโมง ฉู่เสินทงก็แปรเปลี่ยนเป็นเงาสายหนึ่ง กลับมาอย่างเงียบเชียบ
“ไอ้เฒ่านี่ยังคงชั่วช้ามิต่างจากเดิมเลย”
ซูอี้ลอบขำขัน
ฉู่เสินทงสิ้นลังเล เหยียบย่างสู่ท้องนภา
พรึ่บ!
เพลิงแสงเคลื่อนคล้อยบนร่างฉู่เสินทง สมบัติสารพัดชนิดหลายสิบชิ้น ทั้งตราประทับวิถี ขวดสมบัติ หอกง้าว ม้วนภาพ และเกราะส่วนอกต่างปรากฏ เผยอำนาจคุ้มกายปกคลุมทั่วร่าง
นอกจากนั้น เขายังถือยันต์ปึกหนาในมือข้างหนึ่ง ขณะที่อีกมือถือแส้ยาวสีดำ เฝ้ารอขณะคืบเข้าใกล้
มุมปากซูอี้ยกยิ้ม เขาต้องยอมรับว่าแม้ฉู่เสินทงจะไม่ทรงพลังเท่าเจียงไท่เออหรือพวกเซวี่ยเซียวจื่อ
แต่การที่อีกฝ่ายรอดจากศึกอนันตรัตติกาลเมื่อกาลก่อนได้ หมายความว่าต้องมีบางสิ่งเกินธรรมดา
อย่างน้อย ความรอบคอบระแวดระวังของคนผู้นี้ก็ห่างไกลเกินผู้ใดเทียบ
วูบ!
ในที่สุดฉู่เสินทง ณ ใต้ท้องนภาก็ลงมือ แส้ยาวสีดำวูบไหวกลางเวหา รัดคว้าชิ้นส่วนแห่งยุคสมัยนั้นไว้อย่างแน่นหนา
ดวงตาของฉู่เสินทงปรากฏความปรีดาเกินสะกดกลั้น
ทว่าเขาไม่ได้เว้นวางความระวัง มิทันดึงชิ้นส่วนแห่งยุคสมัยกลับ เจ้าตัวพลันขยี้ยันต์ปึกใหญ่ในมือแล้ว
ตู้ม!!!
แดนดินใกล้เคียงพลันถล่มสลาย คลื่นเพลิงแสงจรัสจ้าถาโถม เปี่ยมปราณถล่มสรวงทลายแดน
ร่างของฉู่เสินทงก็หายวับไปในอากาศธาตุ
ไกลออกไปเก้าหมื่นจั้ง
ร่างของฉู่เสินทงปรากฏตัวขึ้นกะทันหัน หันไปมองจากไกลๆ และเห็นได้เลือนรางว่าฟ้าดินถิ่นนั้นสนั่นไหว มีรัศมีเจิดจรัสพลุ่งพล่านไหลทะลัก
“แถวนั้นไม่มีผู้ใดเร้นกายอยู่จริงๆ หรือ?”
ฉู่เสินทงขมวดคิ้ว “เหมือนข้าจะคิดมากไปเอง”
ก่อนหน้านี้ ยามเขาชิงชิ้นส่วนแห่งยุคสมัยนั้นมา หัวใจพลันรู้สึกสั่นคลอนเล็กน้อยอย่างไม่อาจบรรยาย จึงคาดว่าน่าจะมีอันตรายเกินคาดคิดซุกซ่อนในบริเวณอันใกล้
ดังนั้น ยามรับชิ้นส่วนแห่งยุคสมัยนั้นได้ เขาจึงขยี้ปึกยันต์ลับที่บรรจงตระเตรียมมาอย่างไร้ลังเล อำนาจการโจมตีเช่นนั้นปกคลุมบริเวณนับหมื่นจั้ง ผู้ซุกซ่อนเร้นกายย่อมต้องบาดเจ็บบ้าง
ขณะเดียวกัน ฉู่เสินทงก็เลือกหลบลี้อย่างไร้ลังเล หากเกิดอุบัติเหตุใด เขาจะได้รับมือได้ทันที
ทว่าจวบยามนี้ เหตุมิคาดฝันใดๆ หาได้ปรากฏไม่
ฉู่เสินทงแสนปรีดา ทว่าก็อดปวดใจมิได้ เพราะสมบัติกองนั้น เขาทุ่มเทเพียรสร้างพวกมันมาแสนนาน!
ไม่คาดเลยว่ายามต้องใช้จริง มันจะสิ้นเปลืองเสียเปล่า!
“แต่ได้โอกาสบรรลุเทพมาก็พอแล้วล่ะ”
ฉู่เสินทงมองชิ้นส่วนแห่งยุคสมัยในมือ หัวใจร้อนรุ่ม รู้สึกว่าการอดทนรอคอยตลอดกาลนานช่างคุ้มค่าในกาลนี้!
“การจะออกจากสมรภูมิแห่งยุคสมัยได้นั้น หากไม่ขึ้นเป็นเทพก็ต้องรอให้อำนาจที่มาเยือนแดนเซียนอันสร้างเป็นสมรภูมิแห่งยุคสมัยนี้สลายไปจากฟ้าดินก่อน”
ฉู่เสินทงครุ่นคิด “ยามนี้ข้ามีโอกาสบรรลุเทพแล้ว แต่ยามข้าบรรลุเทพ ปฏิกิริยาจากมันจะดึงศัตรูมา อุบัติเหตุเกิดขึ้นได้ง่ายมาก……”
“แต่หากไม่เป็นเทพและติดอยู่ในสมรภูมิแห่งยุคสมัยนี้ต่อไป อุบัติเหตุเกินคาดฝันก็จะปรากฏอยู่ดี……”
ชั่วขณะนั้น หัวใจฉู่เสินทงสับสนปนเป
ทันใดนั้น หนึ่งเสียงพลันกล่าวขึ้นอย่างราบเรียบแต่เย็นเยียบ “ข้าว่านะ เจ้าเฒ่าฉู่มิต้องมัวลังเลหรอก ข้าจะพิทักษ์วิถีให้เจ้าเอง”
ทันทีที่เสียงนั้นดังขึ้น ฉู่เสินทงก็วูบไหวหายไปในพริบตาเยี่ยงวิหคตื่นเกาทัณฑ์ ทะยานเวหาหลบหนีสุดชีวิต
ปฏิกิริยานั้นรวดเร็วเสียจนชวนอ้าปากค้าง
เปรี้ยง!!
ไกลออกไปหลายพันจั้ง ร่างของฉู่เสินทางถูกหนึ่งปราณดาบสกัดไว้ สมบัติลับคุ้มกายบางชิ้นรอบกายเขาถูกปราณดาบนั้นทลายหาย
ท่ามกลางอำนาจทำลายล้างพร่างพรม ฉู่เสินทงพลันตวาดลั่น “ไป!”
เพียงพริบตา ร่างของเขาก็หายวับไปปรากฏห่างออกไปสามหมื่นจั้ง
ทว่าทันทีที่เผยร่องรอย หนึ่งปราณดาบก็โปรยลงจากสรวง
เปรี้ยง!
เมื่อดาบนี้ฟาดลง สมบัติลับคุ้มกายส่วนหนึ่งของฉู่เสินทงก็แหลกสลาย อำนาจดาบน่าสะพรึงกลัวฟาดร่างของเขากระเด็นไป
ทว่าพริบตาต่อมา ร่างของเจ้าตัวก็หายวับไปอีกครั้ง
วูบไหวเยี่ยงสายฟ้าแปลบปลาบ แปรเปลี่ยนรูปลักษณ์ทิศทางในพริบตา อัศจรรย์ยิ่งนัก
หากเปลี่ยนเป็นศัตรูอื่นใด เกรงว่าคงถูกสลัดหลุดไปเนิ่นนาน
ทว่ายามดาบคำรณลั่น สุญญะแดนหนึ่งพลันพังทลาย ท่ามกลางเพลิงแสงกระจัดกระจาย ร่างของฉู่เสินทงถูกบีบให้ปรากฏ
สีหน้าของเขาแปรเปลี่ยนโดยสมบูรณ์
ผู้ใดกันที่สามารถตามร่องรอยเขาได้แม่นยำเพียงนี้?
ยามครุ่นคำนึง ฉู่เสินทงก็เตรียมหนีอีกครั้ง ทว่าเหนือน่านฟ้าพลันกู่ก้อง และเขาก็พบว่าทั่วทิศในสุญตาพลันบิดเบี้ยวพังทลาย เต็มไปด้วยค่ายกลดาบปรกนภา!
ค่ายกลดาบนี้สร้างปราณดาบประหนึ่งคลื่นกระเพื่อมในนที ผนึกแดนดินถิ่นนี้ไว้โดยสมบูรณ์
และร่างของฉู่เสินทงก็ถูกกักกันล้อมรอบ!
“เปิด!!”
ฉู่เสินทงตวาดลั่น สมบัติทั้งหมดบนร่างถูกฟาดใช้ประหนึ่งไร้ค่า
ชั่วขณะนั้น โลกหล้าเรรวน อสนีบาตสายฟ้าอาละวาด เพลิงแสงลุกโหม กฎเกณฑ์มหาวิถีอันน่าสะพรึงกลัวแผ่ออกเยี่ยงพายุ
ค่ายกลดาบนั้นถูกทะลวงร้าว!
ฉู่เสินทงโล่งใจ ร่างทะยานขึ้น คิดฉวยโอกาสนี้หลบหนี
ทว่าหนึ่งร่างสูงใหญ่พลันปรากฏขึ้น ณ สุดรอยร้าว
อาภรณ์เขียวพริ้วไสว บรรยากาศยิ่งยงไร้มลทิน
“หวังเย่!!”
สีหน้าของฉู่เสินทงย่ำแย่ หยุดฝีเท้ากะทันหัน
ซูอี้กล่าวเสียงเรียบ “หากเป็นผู้อื่น เกรงว่าคงปล่อยเจ้าหนีไปได้ แต่ในเมื่อเป็นข้า เจ้าอย่าพยายามหนีอีกจะดีกว่า”
สีหน้าของฉู่เสินทงดำคล้ำ
ในที่สุดเขาก็เข้าใจว่าไฉนกลยุทธ์หลบหนีที่ตนเตรียมไว้สารพัดจึงไม่ได้ผลสักอย่าง
เพราะเขาไปเจอศัตรูเก่าอย่างหวังเย่เข้า!
อีกฝ่ายย่อมรู้ฝีมือเขาดี
“คงไม่ง่ายเช่นนั้นหรอก ตลอดกาลผ่านมา เจ้าหวังเย่แตกต่างจากกาลก่อน แล้วข้าหรือจะมิเปลี่ยนแปร?”
ฉู่เสินทงสงบใจลงกล่าว “การอยู่เฉยไม่ใช่วิสัยข้า และเจ้าหวังเย่ก็หยุดข้ามิได้!”
ซูอี้เสสรวล ยกมือขึ้นตบบนอากาศ
เปรี้ยง!
สมบัติลับคุ้มกายสุดท้ายของฉู่เสินทงระเบิดแหลกเป็นชิ้นๆ ร่างของเขาถูกฟาดกระเด็นทันควัน
สีหน้าของเจ้าตัวบิดเบี้ยว หัวใจพรั่นพรึงสะท้านสั่นไหวอยากควบคุม
ในที่สุดฉู่เสินทงก็ตระหนักแล้วว่าความต่างชั้นระหว่างตนและร่างเวียนวัฏของหวังเย่ห่างกันเพียงไร!
“อยากลองอีกหนหรือไม่?”
ซูอี้ถามเรียบๆ
สีหน้าของฉู่เสินทงเดี๋ยวคล้ำเดี๋ยวซีดสลับกันไปครู่หนึ่ง ก่อนจะพลันกล่าวว่า “ก่อนหน้านี้ เจ้าทำบางอย่างกับชิ้นส่วนแห่งยุคสมัยนั่นหรือ?”
ซูอี้เผยเค้าความชื่นชม “เทียบกับผู้อื่นแล้ว สายตาเจ้าดีกว่าจริงๆ”
ฉู่เสินทงเข้าใจแจ่มแจ้ง
ทั้งหมดเป็นกับดัก!
ชิ้นส่วนแห่งยุคสมัยนี้ก็เป็นเหยื่อตกปลา หลังมาอยู่กับเขา ซูอี้ก็จับพิกัดเขาได้อย่างแม่นยำ ไม่ว่าจะใช้เคล็ดวิชาใดๆ ก็ยากสลัดอีกฝ่ายหลุด!
“ข้าคืนให้เจ้า!”
ฉู่เสินทงเขวี้ยงชิ้นส่วนแห่งยุคสมัยออกอย่างรุนแรง
ขณะเดียวกัน เขาก็กัดปลายลิ้นตนอย่างแรง หมอกโลหิตระเบิดออกจากร่าง เห็นเงาลวงกระทิงตัวหนึ่งปรากฏขึ้นเลือนราง ยิ่งยงในจักรวาล ก้าวย่างเหนือธารดารา ใหญ่โตไร้ประมาณ!
เปรี้ยง!
เพียงพริบตา ฉู่เสินทงก็ทวีอำนาจ ฟาดหมัดเข้าใส่ซูอี้
เคล็ดวิชาต้องห้าม……ขุยหนิวพิโรธ!
อำนาจต่อสู้ในร่างพลันเพิ่มขึ้นเป็นเท่าทวี ทว่าสิ่งที่ต้องจ่ายตอบแทนก็แสนหนักหนา ด้วยรากฐานมหาวิถีของตนจะเสียหาย!
“ว่าแล้วเชียว แม้เจ้าเฒ่าฉู่จะขี้ระแวงที่สุด แต่ก็ไร้ปราณีเสียจนกล้าทำร้ายตนเองได้”
หนึ่งเสียงรำพึงดังขึ้นในฟ้าดิน
ขณะที่ซูอี้ทะยานเวหา เขากดฝ่ามือลงหนึ่งหน
ตู้ม!
หนึ่งหมัดหนึ่งฝ่ามือฟาดประชัน สุญตาใกล้เคียงป่วนปั่นกระเพื่อมพัด บังเกิดคลื่นทำลายล้างซัดสาดสะเทือนภพ แพร่ขยายอาณาเขตโหมกระหน่ำ
หากมองด้วยตาเปล่าก็เห็นได้ว่าเงาร่างกระทิงเบื้องหลังฉู่เสินทงดูจะถูกกดดันจนแหลกสลาย ทั่วร่างกระเด็นปลิวไร้ควบคุม
ใบหน้าเฒ่าชราซีดขาว เปี่ยมโทสะและไม่อยากเชื่อ “เจ้า……เป็นเทพไปแล้วหรือ!?”
ซูอี้ส่ายหน้า “ข้าบอกได้เพียงว่ายามนี้ เจ้าไร้คุณสมบัติเป็นคู่มือข้าแล้ว”
ว่าแล้วชายหนุ่มก็ยกมือโบก ชิ้นส่วนแห่งยุคสมัยแปรเปลี่ยนเป็นลำแสงไปปรากฏตรงหน้าฉู่เสินทง
“ข้ารู้ว่าเจ้าฝากความหวังเอาชนะข้ากับการบรรลุเทพ และข้าจะให้โอกาสนี้กับเจ้า”
ซูอี้กล่าวเรียบๆ
เส้นผมของฉู่เสินทงปลิวกระเซิง ดวงตาจับจ้องซูอี้ “นี่ล้อเล่นกันอยู่หรือ?”
“เปล่า ข้าต้องการฆ่าเจ้าหลังบรรลุเทพ น่าสนใจดี เจ้าว่าเช่นนั้นหรือไม่?”
ซูอี้กล่าว
ฉู่เสินทงนิ่งไป ความรู้สึกขัดข้องใจพลันปรากฏพลุ่งพล่าน
ยามมหาศัตรูผู้ทำให้ตนสะพรึงกลัวเกลียดชังที่สุดในอดีตเป็นฝ่ายออกมามอบโอกาสบรรลุเทพให้เอง และบอกว่าจะฆ่าตนยามบรรลุเทพ ความรู้สึกเช่นนี้…
ใครเล่าจะเข้าใจ?!
“อย่าห่วงเลย ข้าจะพิทักษ์วิถีบรรลุเทพให้เจ้าเอง เจ้าก็แค่ต้องตั้งใจเคลื่อนขอบเขตเท่านั้น เจ้าก็รู้ว่าข้ารักษาสัจจะเสมอ มิกลับคำหรอก”
ซูอี้กล่าวอย่างเคร่งขรึม
ฉู่เสินทงยืนนิ่ง ตกตะลึงจังงังราวรูปปั้นดินเหนียว
ทันใดนั้น ร่างของเขาพลันสั่นสะท้าน กระอักเลือดคำโต ใบหน้าซีดขาวราวซากศพ
ฆ่าคนกำราบใจ!
คนผู้นี้ไม่เพียงอยากฆ่าเขา แต่ยังคิดทำลายหัวใจวิถีของเขาให้สิ้น!!
บทที่ 1,964 คุกเข่า
ครู่ต่อมา ดวงตาแดงก่ำของฉู่เสินทงพลันจับจ้องไปยังซูอี้ “หากจะฆ่าก็ฆ่า ไฉนต้องดูหมิ่นกันเช่นนี้?! เจ้าหวังเย่… จะรังแกกันเกินไปแล้ว!!”
ซูอี้พยักหน้า “ได้ เช่นนั้นก็ปิดบัญชีเลย”
ตู้ม!
เขาก้าวมาเบื้องหน้า ภาวะดาบจากร่างสูงใหญ่ของชายหนุ่มทะลวงสรวง……สะท้านสุญตาทั่วทศทิศ!
เพียงอำนาจเช่นนี้ก็ทำให้ฉู่เสินทงสั่นสะท้านทั้งกายใจ แทบไม่อาจหายใจได้
เขาสังหรณ์อย่างแรงกล้า ว่าแม้จะดิ้นรนเพียงไร ก็หนีความตายไม่พ้น!
เมื่อมองซูอี้ก้าวเยื้องเข้าหาทีละย่างก้าว ฉู่เสินทงผู้อยู่ในภวังค์ก็เหมือนเห็นหวังเย่เยื้องย่างเหนือทะเลโลหิตบรรพตซากศพ ถล่มนภาทุกแห่งหนที่เคลื่อนผ่าน
ช่างน่าสะพรึงกลัว ชวนให้สิ้นหวัง
เม็ดเหงื่อขนาดเมล็ดถั่วผุดเอ่อบนหน้าผากฉู่เสินทง และมือเท้าของเจ้าตัวก็สั่นสะท้านเกินควบคุม ไม่แม้กระทั่งจะรับรู้ตนต่อไป
“กาลก่อน เจ้าเองก็ไม่ใช่คู่มือข้า รอดมานานเพียงนี้ก็น่าพอใจได้แล้วกระมัง?”
เสียงกระซิบของซูอี้ดังขึ้น
ฉู่เสินทงชะงัก ก่อนจะกู่คำรามเยี่ยงสัตว์ร้ายทันใด “ข้าไม่ยอมหรอก!”
วจีนั้นสะท้านก้อง
ตัวคนพลันทะยานเข้ามาสู้ยิบตา เพลิงเจิดจรัสพวยพุ่งทั่วร่าง
ทว่าซูอี้เพียงยกมือขึ้นฟาดลง
เปรี้ยง!!
ร่างของฉู่เสินทงทรุดลงคุกเข่า กระดูกส่งเสียงปริแตก โลหิตหลั่งรินจากบาดแผลบนร่าง
“ผู้ฝึกตนเช่นข้าหากลัวความเป็นความตาย สำเร็จล้มเหลวใดไม่ เห็นได้ชัดว่าเจ้าฝีมือไม่ถึงขั้น แล้วจะมาอุธรณ์อันใด?”
ซูอี้รำพึงเบาๆ
ดวงตาของฉู่เสินทงแดงก่ำ กล่าวขึ้นเสียงแหบ “ยามเจ้าถูกบุตรและบุตรีแห่งสวรรค์ผู้บรรลุเทพไล่ฆ่า เจ้าจะยอมหรือไม่?”
ซูอี้ครุ่นคิดอย่างจริงจังและกล่าวว่า “ขอเพียงพวกเขามีปัญญาเอาชนะข้าได้จริงๆ ข้าก็ตายไร้ห่วงแล้ว”
ฉู่เสินทงแค่นยิ้มเยาะ
เห็นได้ชัดว่าไม่เชื่อ
และยามนี้เองที่ซูอี้ตระหนักว่าอดีตศัตรูผู้หนึ่ง ฉู่เสินทงหาเข้าใจไม่ว่าหวังเย่มีอุปนิสัยเช่นไรตั้งแต่แรก
ซูอี้รู้สึกผงะเล็กน้อย ก่อนจะโบกแขนเสื้อ
เปรี้ยง!
ร่างของฉู่เสินทงระเบิดแหลก วิญญาณมอดมลาย
“ต่อให้เป็นศัตรูผู้ไม่รู้จักข้าก็ยังน่าเวทนา”
ซูอี้ส่ายหน้า
ประหารฉู่เสินทง ลืมสิ้นความแค้นเก่าก่อน
ทว่าสำหรับซูอี้ มันช่างราบเรียบไม่น่าสนใจ
เพราะศัตรูเก่าจากอดีตชาติ ฉู่เสินทงผู้นี้น่าผิดหวังเกินไป!
เตาเสริมสวรรค์กำลังจะเข้าไปชิงสินสงคราม ทว่าซูอี้หยุดมันไว้และกล่าวว่า “ซากพวกนี้ควรทิ้งไว้ ควรให้เขาตายอย่างมีเกียรติสักนิดบ้าง”
ว่าแล้ว ซูอี้ก็เก็บชิ้นส่วนแห่งยุคสมัยแล้วก้าวเดินจากไป
เตาเสริมสวรรค์รีบเร่งติดตาม
แม้ฉู่เสินทงตกตาย แต่ยังมีเจียงไท่เออ หนานผิงเทียน เซวี่ยเซียวจื่อ และคนอื่นๆ อยู่!
ซูอี้หวังว่าศัตรูร้ายจากอดีตชาติเหล่านี้จะพยายามบรรลุเทพกันเต็มที่
ระหว่างทาง บนท้องนภาสีเทาประหนึ่งฮุ่นตุ้นพลันบังเกิดอัสนีเลื่อนลั่นสนั่นก้อง สะเทือนทั่วสมรภูมิแห่งยุคสมัยในพริบตา
ยอดฝีมืออันกระจัดกระจายทั่วสมรภูมิแห่งยุคสมัยล้วนหยุดความเคลื่อนไหว พากันเงยหน้ามองท้องนภาโดยพร้อมเพรียง
ด้านบนนั้น……มีหมู่เมฆเคลื่อนคล้อย เพลิงเทพแผดเผา สะท้อนนิมิตอันสูงส่งลึกลับ เงาแห่งธารนทีสายยาวแห่งยุคสมัยปรากฏขึ้น เคลื่อนคล้อยไร้สิ้นสุด
มีแท่นบูชาโบราณอันโอ่อ่าตั้งตระหง่านเหนือธารนทีสายยาวแห่งยุคสมัยราวยืนยงอมรณา
นิมิตนี้ทำให้ทุกคนผงะไปทันใด
“เมฆทัณฑ์ปรากฏ เพลิงเทพปะทุ ยุคสมัยเช่นม่าน แท่นบูชาแรกเยือน นี่มัน… มีผู้บรรลุเทพ!”
บุตรแห่งสวรรค์ผู้หนึ่งกระซิบ
ในฐานะบุตรแห่งสวรรค์จากโลกเทพ เขาย่อมเคยเห็นการบรรลุเทพมาก่อน และเคยอ่านคัมภีร์โบราณมากมายเกี่ยวกับการบรรลุเทพ
เจ้าตัวจึงตัดสินได้ทันทีว่านิมิตเหนือนภาหนนี้เกิดขึ้นเพราะมีผู้บรรลุสู่ขอบเขตเทพ!
ผู้ที่ไม่เข้าใจเรื่องนี้ก็พอจะเดากันได้
ชั่วขณะนั้น เกิดเสียงวิพากษ์หารือมากมาย
“ในสมรภูมิแห่งยุคสมัยนี้ เดิมทีอำนาจต่อสู้สูงสุดอยู่เพียงระดับสุดลึกล้ำ ทว่าหากมีผู้ใดบรรลุเทพ สมดุลก็จะทลายลง ทำให้สถานการณ์ทั้งหมดแปรเปลี่ยนมหันต์!”
หัวใจคนบางคนบังเกิดความรู้สึกร้อนรนเร่งด่วน
ต้องรีบสำรวจโอกาสบรรลุเทพให้พบ หาไม่ ขอเพียงพบผู้บรรลุเทพ ก็มีแต่ต้องตายเท่านั้น!
“ผู้ใดบรรลุเทพกัน?”
“ข้าไม่ทราบ”
“โกลาหลแล้วหนนี้……”
ทุกคนในสมรภูมิแห่งยุคสมัยล้วนสังหรณ์ว่าหากไม่ฉวยโอกาสบรรลุเทพโดยไว สถานการณ์จะยิ่งทวีความอันตราย
ซูอี้ก็เห็นเช่นกัน
ทว่าแตกต่างจากผู้อื่น เขานั้นลุ้นรอ!
ตัวตนที่เพิ่งบรรลุเทพนั้นนับได้แล้วว่าเป็นเทพชั้นล่าง บางทีอาจเพราะเพิ่งบรรลุขอบเขต เขาจึงไม่อาจเทียบกับเทพชั้นล่างผู้เจนจัดในโลกแห่งเทพได้
แต่ถึงอย่างไร คนผู้นั้นก็เป็นเทพไปแล้วอยู่ดี!
อำนาจอิทธิฤทธิ์ของคนผู้นั้นย่อมอยู่เหนือกว่าขอบเขตมหาศาลสามระดับ!
ศัตรูเช่นนี้แหละที่ซูอี้ตื่นเต้นอยากพานพบ
“อย่าห่วงไป ชั่วกาลต่อจากนี้ ตัวตนผู้บรรลุเทพก็ย่อมปรากฏขึ้นตามกัน ย่อมมีศัตรูที่จะเป็นฝ่ายมาหาเองอยู่แล้ว”
ซูอี้ครุ่นคิด “แต่ก็ต้องระวังการปรากฏตัวของร่างอวตารเจตจำนงของทวยเทพไว้ด้วย พวกเขามาที่นี่เพื่อจัดการกับข้า และก็น่าจะเกี่ยวกับแผนชิงชิ้นส่วนแห่งยุคสมัยไร้เทียมทาน”
ชิ้นส่วนแห่งยุคสมัยไร้เทียมทานนั้นล้ำค่าหายากเกินไป
หากได้มันมาก็ไม่ต่างกับกุมเมล็ดพันธุ์ที่สามารถสร้างยอดฝีมือระดับนายเหนือแห่งทวยเทพในมือ!
จากวาจาของซีหนิง โอกาสบรรลุเทพเช่นนี้มิได้ปรากฏขึ้นแต่เนิ่นนานในโลกแห่งเทพอันไพศาล
และทวยเทพก็วางแผนสำหรับแดนเซียนมาเนิ่นนาน โดยมีจุดประสงค์คือชิงชิ้นส่วนแห่งยุคสมัยไร้เทียมทาน ณ สมรภูมิแห่งยุคสมัย!
การที่ทวยเทพเข้ามาพัวพันอย่างไร้ลังเล กระทั่งต้องวางแผนล่วงหน้าเกินนับปี ก็ทำให้คาดคิดได้ว่าชิ้นส่วนแห่งยุคสมัยไร้เทียมทานนี้ล้ำค่าเพียงไร
ซูอี้ย่อมไม่อยากพลาดมัน
ระหว่างทาง แม้เขาจะ ‘ตกปลา’ เป็นครั้งคราว เขาก็ท่องไปทางบูรพาเสมอ เพราะยิ่งมุ่งสู่บูรพา ปราณที่มาฮุ่นตุ้นก็ยิ่งเข้มข้นหนาแน่นและมีโอกาสพบชิ้นส่วนแห่งยุคสมัยไร้เทียมทานมากกว่า
……
ครึ่งชั่วยามต่อมา
นิมิตเทพสะท้อนนภาหายไปแล้ว
หนึ่งเสียงพลันกล่าวขึ้นแสดงความยินดีในป่าเขาอันแห้งแล้งไร้ชีวิตแห่งหนึ่ง
“ขอฉลองชัยบรรลุเทพแก่พี่ชายร่วมวิถีฉู่!”
ทูตสวรรค์กลุ่มหนึ่งก้าวเข้ามาแสดงความยินดีกับชายวัยกลางคนในชุดคลุมนักพรตผู้หนึ่ง สีหน้าของพวกเขานอกจากตื่นเต้นกะตือรือล้น ทุกคนล้วนเปี่ยมความริษยา อิจฉา และครั่นคร้ามอย่างลึกล้ำ
ชายวัยกลางคนในชุดคลุมนักพรตซึ่งถูกเรียกเป็น ‘พี่ชายร่วมวิถีฉู่’ นั้นมีนามว่าฉู่อวิ๋นเซิง
เขาเพิ่งบรรลุเทพ ปราณของเขาจึงแปรเปลี่ยนไปอย่างสะท้านโลกา ร่างเปี่ยมรัศมีเทพ อำนาจยิ่งใหญ่เยี่ยงท้องนภา!
ขณะคนทุกคนก้าวเข้ามาแสดงความยินดี ความภาคภูมิอันเกินปกปิดก็ปรากฏบนใบหน้าฉู่อวิ๋นเซิง
ทว่าท้ายที่สุด เขาก็ห้ามใจไว้
ฉู่อวิ๋นเซิงเมินผู้เข้ามาแสดงความยินดี จัดอาภรณ์เดินไปหาหญิงงามผู้หนึ่งซึ่งยืนอยู่ไกลๆ แทน
“ผู้น้อยฉู่อวิ๋นเซิงขอขอบพระคุณที่มอบโอกาสบรรลุเทพให้ขอรับ!”
ฉู่อวิ๋นเซิงโค้งคารวะต่ำๆ
สตรีผู้นั้นมีรูปลักษณ์งามสะคราญตา ให้ความรู้สึกโดดเดี่ยวเย็นชา เป็นบุตรีไร้เทียมทานแห่งสวรรค์อันเรืองนาม
คู่เนตรของนางพินิจฉู่อวิ๋นเซิงหัวจรดเท้า “คุกเข่า”
เพียงวาจาสั้นๆ ทว่าบรรยากาศทั่วทิศพลันเงียบงันหดหู่
ทูตสวรรค์ผู้แสดงความยินดีกับฉู่อวิ๋นเซิงก่อนหน้านี้ล้วนมองมาด้วยสีหน้าพิกล
บรรลุเทพ!
ก้าวล้ำเหนือขอบเขตมหาศาลสามระดับ จากนี้ไป เขาถือเป็นตัวตนยิ่งใหญ่ในขอบเขตเทพ เพียงพอเป็นที่เทิดทูนบูชา เคารพยกย่องทั่วหล้าโลกเทพได้แล้ว
ในโลกแห่งเทพมีวาจากล่าวกันว่า ‘ห้ามลบหลู่ทวยเทพ’
ทว่ายามนี้ ยามฉู่อวิ๋นเซิงบรรลุเทพแสนปรีดาเปี่ยมชีวิตชีวา ทว่ากลับถูกสั่งให้คุกเข่าก้มหัว นี่… ไม่ใช่การลบหลู่หรือ?
ฉู่อวิ๋นเซิงกล้าปฏิเสธคำสั่งอันน่าอับอายนี้หรือไม่?
สีหน้าของฉู่อวิ๋นเซิงดูยากอ่านไปชั่วขณะ ปรากฏเค้าลางความรำคาญใจจางๆ
ทว่าท้ายที่สุดเขาก็สูดหายใจลึกๆ คุกเข่าลงโขกหัวกับพื้นและกล่าวอย่างนอบน้อม “ผู้น้อยบรรลุเทพได้ ล้วนต้องขอบพระคุณใต้เท้าบุตรีแห่งสวรรค์ ผู้น้อยยินดีรับใช้ต่อหน้าใต้เท้า ไม่กล้าล่วงเกินผิดมารยาท!”
ทุกคนล้วนตกตะลึง มีความรู้สึกหลากหลายปนเป
การบรรลุเทพสำหรับยอดฝีมือขอบเขตมหาศาลนั้นแสนยาก เป็นตัวแทนอำนาจยิ่งใหญ่เกินคาดคะนึง
ใครเล่าจะคาดคิดว่าเทพผู้บรรลุใหม่จะคุกเข่าลงเช่นนี้?
นี่แหละสัจธรรม!
เทพไม่อาจลบหลู่ได้ฉันใด ต่อหน้าอำนาจอันเหนือชั้น เทพอย่างฉู่อวิ๋นเซิงก็ยังต้องคุกเข่าก้มหัวอยู่ดี!!!
ดวงตาของเหวินเหรินชิงอวี๋เย็นเยียบ กล่าวกับฉู่อวิ๋นเซิงว่า “เจ้ารู้ดีมากนะ แต่ข้าก็เห็นว่าหลังบรรลุเทพ ความคิดของเจ้ามีการแปรเปลี่ยน ทว่าถือเป็นเรื่องธรรมดา เพราะถึงอย่างไร… หลังบรรลุเทพ ตัวเจ้าก็ไม่อาจเทียบได้กับกาลก่อนแล้ว”
ฉู่อวิ๋นเซิงเตรียมอธิบาย ทว่าเหวินเหรินชิงอวี๋โบกมือกล่าว “ไม่ต้องอธิบายหรอก สิ่งที่ข้าอยากบอกก็คือ ข้ามิเพียงทำให้พวกเจ้าเป็นเทพได้ แต่ก็สามารถขยี้พวกเจ้าคืนมลทินได้เช่นกัน! ลุกขึ้นได้”
“ขอรับ!”
ฉู่อวิ๋นเซิงจึงค่อยๆ ลุกขึ้น
ทว่าสีหน้าแววตาของเขาไร้ร่องรอยโทสะใด
ทูตสวรรค์ทั้งหลายที่ได้พบเห็นล้วนตกตะลึงในใจ
บรรลุเทพแล้วเช่นไร?
หากถึงกาลก้มหัว ก็ยังต้องก้มหัวอยู่ดี!
“ไปค้นหาชิ้นส่วนแห่งยุคสมัยไร้เทียมทานกัน”
เหวินเหรินชิงอวี๋หันหลังทะยานจากไปไกล
นางถือชิ้นทองแดงลึกลับอันเปรอะไปด้วยสนิมชิ้นหนึ่งซึ่งกำลังเรืองรัศมีเงียบเชียบ มอบความรู้สึกอัศจรรย์แก่เหวินเหรินชิงอวี๋
นางสังหรณ์ว่ายิ่งท่องบูรพา ยิ่งมีโอกาศพบชิ้นส่วนแห่งยุคสมัยไร้เทียมทาน!
……
“ชิ้นส่วนแห่งยุคสมัยไร้เทียมทานอยู่ทางบูรพา!”
ภายใต้ท้องนภา หลวงจีนเจียอวิ๋นและทูตสวรรค์ทั้งหลายต่างลงมือ
สองมือแผ่ออกตรงหน้า ประคองศาลพุทธสีดำแห่งหนึ่งไว้
อำนาจเทพประหลาดสายหนึ่งกำลังก่อตัวในศาลแห่งนั้น และเอ่ยแนะผลักดันให้หลวงจีนเจียอวิ๋นมุ่งสู่บูรพา
……
“มุ่งบูรพา เร็ว เร็วเข้า!”
“อย่าหน้ามืดตามัวไปกับโอกาสระหว่างทาง สิ่งใดเล่าในสมรภูมิแห่งยุคสมัยจะล้ำค่าไปกว่าชิ้นส่วนแห่งยุคสมัยไร้เทียมทาน?”
“หากได้ชิ้นส่วนแห่งยุคสมัยไร้เทียมทานมา ข้าผู้นี้จะพิทักษ์เจ้าให้บรรลุเทพเอง!”
“จำไว้ว่า ลืมความแค้นในใจเจ้าไปก่อน ขอเพียงบรรลุเทพได้ เจ้าก็ฆ่าคนบาปนั่นได้เพียงพลิกมือ!”
ฮั่วเจี้ยนเฟิงเองก็ลงมือ ความเร็วไวว่องยิ่ง
ในกล่องดาบเขียวเข้มเบื้องหลังเขามีเสียงชราวัยดังขึ้นเป็นครั้งคราว เร่งให้เจ้าตัวมุ่งหน้าต่ออย่าหยุดยั้ง
ในดวงตาของฮั่วเจี้ยนเฟิงขณะนี้มีเพลิงแค้นแผดเผาพลุ่งพล่าน
ด้วยเขาไม่อาจลืมช่วงที่ตนเกือบตายยามพบซูอี้เมื่อกาลก่อนได้ลง!
บทที่ 1,965 เจ้าหาควรค่าไม่
สองสามวันต่อจากนั้น ผู้คนในสมรภูมิแห่งยุคสมัยก็ทยอยกันขึ้นเป็นเทพ!
บางวันมีนิมิตบรรลุเทพสะท้อนขึ้นมากถึงสามหน
นั่นหมายความว่ามียอดฝีมือบรรลุเป็นเทพถึงสามคน!
ทว่าก็ยังมีผู้ไม่อาจเป็นเทพได้สำเร็จอยู่ด้วย
ซ้ำยังมากกว่าหนึ่งคน!
เบาะแสนั้นเห็นได้จากนิมิตอำนาจเทพซึ่งปรากฏเหนือท้องนภา
สิ่งนี้ทำให้เกิดเสียงอื้ออึงลือลั่นและยังทำให้ผู้ซึ่งยังไม่อาจเป็นเทพยิ่งรู้สึกถึงความเร่งด่วนเป็นเท่าทวี
“แค่สี่วันนี้ก็มีผู้เคลื่อนขอบเขตท้าทายขอบเขตเทพกันมาสิบสามคน ทว่าท้ายที่สุดกลับสำเร็จเพียงสาม ขณะที่อีกสิบคนล้มเหลวในมหาภัยพิบัติบรรลุเทพ น่าจะตายกันไปหมดแล้ว”
ซูอี้เพิ่งอิ่มหนำกับมื้ออาหารเนื้อสัตว์ร้ายนั่งบนเก้าอี้หวาย ณ ยอดเขาแห่งหนึ่งพูดขึ้น
เมื่อนึกถึงนิมิตบรรลุเทพซึ่งปรากฏขึ้นในชั่วกาลช่วงนี้ เขาก็อดรำพึงไม่ได้ว่าการเป็นเทพก็อันตรายแท้!
หากมากความสามารถแต่ไม่อาจฝืนภัยพิบัติบรรลุเทพ ก็มีแต่ตกตายวิญญาณสลาย
ความสำเร็จเก่าก่อนทั้งหลายล้วนละลายสิ้นด้วยมรณา
สี่วันมานี้ ซูอี้ใช้ลูกไม้ ‘ตกปลา’ ฆ่าศัตรูไปได้บางกลุ่ม กอบโกยผลประโยชน์เป็นล่ำเป็นสัน เพียงพอให้เขาไม่ต้องกังวลเรื่องการฝึกฝนยามก้าวสู่ระดับสุดลึกล้ำในภายหน้า
ทว่าน่าเสียดายที่จนบัดนี้ชายหนุ่มก็ยังไม่ได้พบพานผู้บรรลุเทพใดๆ
กระทั่งบุตรและบุตรีไร้เทียมทานแห่งสวรรค์ยังหายสิ้น
และเมื่อไม่นานมานี้ เขาก็เพิ่งรู้จากสาส์นของซีหนิงว่าบุตรและบุตรีไร้เทียมทานแห่งสวรรค์เช่นหลวงจีนเจียอวิ๋น เหวินเหรินชิงอวี๋ และฮั่วเจี้ยนเฟิงน่าจะมุ่งสู่ทิศบูรพาของสมรภูมิแห่งยุคสมัยกันแล้ว
เพราะชิ้นส่วนยุคสมัยไร้เทียมทานน่าจะอยู่ที่นี่
ซีหนิงกับลั่วเทียนตูเองก็ร่วมกันเร่งรุดไปเช่นกัน
“งั้นหรือ การตกปลาไม่น่าสนใจอีกต่อไปแล้ว มุ่งหน้าสู่บูรพาเต็มกำลังดีกว่า ไม่ว่าอย่างไรเราก็ต้องได้สุดยอดชิ้นส่วนแห่งยุคสมัยมา”
ซูอี้ตัดสินใจ
เขาลุกจากเก้าอี้หวายแล้วออกเดินทางอีกครั้ง
ทว่าไม่ทันไร จู่ๆ เสียงกัมปนาทจากสงครามก็แว่วมา
“ศึกนี้หาเล็กไม่ หรือยอดฝีมือผู้เพิ่งบรรลุเป็นเทพใหม่จะเป็นตัวการ?”
ซูอี้ใจชื้นขึ้น เปลี่ยนทิศทางเร่งทะยานยังจุดกำเนิดสงครามทันที
……
ตู้ม!
หลังจากอสรพิษคล้ายขุนเขาร้องโหยหวนอย่างอาดูร ร่างของมันพลันแหลกสลาย โลหิตพร่างพรมเปรอะท้องนภา แดงฉานเยี่ยงน้ำตก
“นี่คืออำนาจเทพชั้นล่าง!”
หนึ่งมือของเจียงไท่เออบรรจงกำหมัด สีหน้าแววตาเปี่ยมความรู้สึก
เขาสวมอาภรณ์พิสุทธิ์ดุจหิมะ ให้ความรู้สึกเย่อหยิ่งโอหัง ทั่วร่างเปี่ยมรัศมีสีทองฟุ้งจางดุจนิมิตฝัน สุญตาสั่นสะท้าน วาตะเมฆาแปรเปลี่ยนทุกลมหายใจ
เป็นอำนาจเทพโดยแท้จริง!
ก่อนหน้านี้ เขาได้ชิ้นส่วนแห่งยุคสมัยระดับสามมาชิ้นหนึ่ง ผ่านหายนะบรรลุเทพได้สำเร็จง่ายดาย!
“การอดทนเตรียมการแสนนานทำให้รากฐานมหาวิถีของข้าแข็งแกร่งเกินใครในระดับเดียวกัน หากไม่ใช่เพราะโอกาสบรรลุเทพนั้นแสนยากเย็น ด้วยภูมิหลังของข้า คงบรรลุเป็นเทพไปแสนนานแล้ว!”
เจียงไท่เออกล่าวกับตนเอง “ต่อจากนี้ก็ถึงกาลไปสะสางความแค้นกับเจ้าหวังเย่นั่น ข้าหวังเพียงว่า… อย่าแพ้เร็วไปนักเล่า! หาไม่ คงน่าเบื่อตายเลย……”
ทันใดนั้น เขาก็ดูจะสังเกตเห็นบางสิ่ง เงยหน้าขึ้นมองไกลออกไป
ตัวตนกลุ่มหนึ่งทะยานมาไกลๆ
ผู้นำคือบุตรแห่งสวรรค์ผู้หนึ่ง สวมอาภรณ์แพรอันตระการตา ดูแข็งแกร่งเลิศล้ำ
“เจียงไท่เออ? ข้ารู้จักเจ้า”
ไกลออกไป บุตรแห่งสวรรค์ในชุดผ้าแพรกล่าวขึ้น “ก่อนอื่น ขอแสดงความยินดีกับเจ้าด้วย หลังรอคอยมาเนิ่นนาน ในที่สุดก็บรรลุเป็นเทพเสียที หากต้องการ ข้าเป็นผู้นำทางพาเจ้าไปฝึกฝนยังโลกแห่งเทพได้นะ!”
เจียงไท่เออหรี่ตาลงกล่าว “อยากให้ข้าเป็นสุนัขรับใช้เจ้าหรือ?”
ชายในชุดผ้าแพรส่ายหน้ากล่าว “เจ้าบรรลุเทพไปแล้ว ตัวตนแปรเปลี่ยนแตกต่าง แต่ในภายหน้า หากต้องการเคลื่อนต่อบนวิถีเทพ โอกาสเดียวที่เจ้ามีคือไปยังโลกเทพเสีย”
“และข้าก็สามารถมอบโอกาสเข้าสู่โลกแห่งเทพไปฝึกฝนได้!”
ว่าแล้ว เขาก็กล่าวกับเจียงไท่เออด้วยรอยยิ้ม “เจ้าคงไม่ทราบว่าหากไม่ได้สืบทอดคัมภีร์โบราณและทรัพยากรฝึกฝนจากที่ใด การพัฒนาวิถีแห่งเทพต่อสักคืบก็แสนยาก”
“และเทพชั้นล่างเช่นเจ้า หากไม่อาจหาผู้หนุนหลังได้ในโลกแห่งเทพ สถานการณ์จะแสนรับมือยากยิ่งกว่าสัตว์ประหลาดเฒ่าผู้อยู่เหนือสรวงทั้งหลายไม่ยอมให้เทพใหม่อย่างเจ้าไปแย่งทรัพยากรฝึกฝนเป็นแน่”
“เช่นนี้แล้ว เจ้าพิจารณาจะเข้าร่วมกับข้าหรือไม่?”
หลังฟังจบ เจียงไท่เออก็เงียบไปครู่หนึ่งแล้วรำพึงขึ้นว่า “ข้าไม่คาดคิดเลยจริงๆ ว่าหลังบรรลุเทพ บุตรแห่งสวรรค์เช่นเจ้าจะยังกล้าลำพองทำตัวสูงส่ง”
ชายในชุดผ้าแพรขมวดคิ้วกล่าว “เทพนั้นสูงส่งจริงแท้ แต่เพราะเช่นนี้ ข้าจึงให้เกียรติเจ้าสามส่วน แนะนำด้วยความเคารพว่าแม้จะเป็นเทพไปแล้ว ก็อย่าคิดว่าตนจะอหังการไร้ผู้ต้านได้!”
เจียงไท่เออเชิดหน้าหัวเราะลั่น “ยามข้าอยู่ในแดนเซียน ข้าเพียงลำพังก็ทะลวงมาจนถึงจุดสูงสุดแห่งวิถีเซียน ทั่วโลกหล้าผู้ใดเล่าจะกล้าประเมินข้าต่ำ?”
เขาเผยความโอหังอย่างไร้ปิดบัง ทั่วร่างเปี่ยมจิตสังหารร้ายกาจ “บุตรแห่งสวรรค์เช่นเจ้าก็แค่พึ่งพาฐานะตน ในสายตาข้า… ก็แค่ตัวไร้ประโยชน์นี่!?”
“เจ้า……”
ชายในชุดผ้าแพรกรุ่นโกรธ
ทูตสวรรค์รอบกายเขาก็เผยโทสะ
ไร้ผู้ใดคาดคิดว่าเจียงไท่เออจะไร้ความเกรงใจเพียงนี้!
“หากข้าเป็นผู้ฝึกตนในโลกแห่งเทพ ข้าคงเป็นเทพไปเป็นหมื่นแสนปีแล้ว ไม่อาจทราบได้ว่าเด็ดหัวเทพไปมากเพียงไร ข้าจะมาปล่อยเจ้าโอหังสามหาวได้หรือ?”
ดวงตาของเจียงไท่เออเย็นเยียบ เขาก้าวเดินไปเบื้องหน้า อำนาจเทพอันยิ่งใหญ่ปกคลุมทั่วทุกทิศ “รู้หรือไม่ เทพก็ไม่เคยอยู่ในสายตา! แล้วจะนับประสาอันใดกับบุตรแห่งสวรรค์เช่นเจ้า?”
วจียังไม่ทันสิ้น เจียงไท่เออก็ลงมือโจมตีอย่างดุดันแล้ว
ตู้ม!
โลกหล้าพลิกตาลปัตร สุญญะป่วนปั่นฟุ้งฝุ่นควัน
เพียงหนึ่งฝ่ามือ หกทูตสวรรค์รับใช้ชายในชุดผ้าแพรก็ตกตายอย่างสยดสยองในพริบตา ร่างแหลกละเอียดกลายเป็นกองโลหิต!
ส่วนชายในชุดผ้าแพรเองก็มิได้ดีไปกว่ากันนัก เขาถูกหนึ่งฝ่ามือกดทรุดลงกับพื้น โลหิตหยาดหยดจากเจ็ดทวาร
“อย่าห่วงไป ข้าไม่ฆ่าเจ้าหรอก สิ่งที่ข้าเชี่ยวชาญสูงสุดคือศาสตร์การถลกหนังสกัดวิญญาณ พอทำเจ้าเป็นหุ่นเชิดได้ ข้าก็จะชิงความลับทั้งหมดจากจิตวิญญาณของเจ้าได้”
เจียงไท่เออเดินมาหา อาภรณ์ขาวยิ่งกว่าหิมะ ดวงตาเปี่ยมความเหยียดหยาม “เพียงเท่านี้ก็สามารถอาละวาดเถลิงอำนาจในโลกแห่งเทพได้แล้ว แม้ข้าจะไม่เป็นสุนัขให้ผู้ใด!”
ว่าแล้ว เขาก็เอื้อมมือคว้าชายในชุดผ้าแพร
“ตาย!”
ทันใดนั้น ชายในชุดผ้าแพรผู้ถูกกดลงกับพื้นคำรามลั่น
ตู้ม!
แสงสมบัติสายหนึ่งเจิดจรัสทะลวงออกจากเขา
มันเป็นดาบวิถีเล่มหนึ่ง เจิดจรัสดุจเปลวเพลิง ปล่อยรัศมีเทพ ทรงพลังน่าครั่นคร้าม เพียงหนึ่งการโจมตีก็ผลักเจียงไท่เออกระเด็นไปเบื้องหลังได้
ในขณะเดียวกัน ชายในชุดผ้าแพรก็ขยี้ยันต์ลับชิ้นหนึ่ง ร่างของเขาพลันเปลี่ยนเป็นพิรุณแสงหายไป
และดาบวิถีเล่มนั้นเองก็แหวกอากาศจากจร
ดวงตาของเจียงไท่เออหรี่ลงและพึมพำว่า “สมบัติเทพแห่งยุคสมัย? นั่นสินะ ต่อจากนี้ข้าก็ควรสร้างอาวุธเทพให้ตัวเองสักชิ้น……”
เจียงไท่เออหาประหลาดใจเรื่องที่ชายในชุดผ้าแพรหนีไปได้ไม่
แม้เขาจะดูแคลนบุตรแห่งสวรรค์เหล่านี้ ทว่าก็รู้ดีว่าพวกคนจากโลกแห่งเทพมีไพ่ตายในมือมากกว่าที่คาดคิดและยากจะสังหารลงได้
แต่เจียงไท่เออก็มั่นใจว่า หลังสืบข้อมูลบุตรและบุตรีแห่งสวรรค์เหล่านี้ ตนย่อมไล่ปลิดชีพทีละคนได้!
“เจ้านั่นคงหาคิดไว้ไม่ว่าตาเฒ่าเช่นข้าผู้บรรลุเทพจากแดนเซียนจะกล้าโหดเหี้ยมกับเขาอย่างไร้ปราณี จึงกล้ายะโสลำพอง”
ดวงตาของเจียงไท่เออวูบไหว “บางทีต่อจากนี้ ข้าแกล้งจำนนต่อบุตรและบุตรีแห่งสวรรค์พวกนั้น จากนั้นก็ฉวยโอกาสจับเป็นยามไม่ตั้งตัวก็ดี!”
ทันใดนั้น เสียงหนึ่งพลันดังขึ้นอย่างชื่นชม
“มิได้เจอกันเสียนาน แต่เจ้าเจียงไท่เออก็ยังเปี่ยมความทะเยอทะยานและจิตสังหาร ไร้ปราณีเช่นเก่า”
เจียงไท่เออหันขวับตามเสียงทันควัน
เขาพบว่าไกลออกไปในฟ้าดินปรากฏร่างคนผู้หนึ่งขึ้น อาภรณ์เขียวสะบัดไหวในสายลม
เขาคือซูอี้!
แววตาของเจียงไท่เออแปรเปลี่ยนไปชั่วขณะหนึ่ง ก่อนจะแย้มยิ้มทันใด “หากไม่ใช่เช่นนี้ แล้วข้าจะคู่ควรเป็นศัตรูของเจ้าหวังเย่หรือ?”
ทะเยอทะยาน จิตสังหาร ไร้ปราณี!
นี่คือสิ่งที่หวังเย่ประเมินเขาไว้ตั้งแต่เนิ่นนาน
เมื่อได้ยินวาจาเช่นนี้อีก เจียงไท่เออก็อดรู้สึกเขินหน่อยๆ มิได้
หากผู้ไม่รู้เรื่องราวของทั้งสองมาเห็นเข้า คงคิดแน่แท้ว่าทั้งคู่น่าจะเป็นสหายเก่าอันห่างหายกันไปเสียนานหวนพานพบ
แต่ไม่ว่าเจียงไท่เออหรือซูอี้ต่างทราบแก่ใจ ว่าอีกฝ่ายอยากฆ่าตนเสียเดี๋ยวนี้!
“เมื่อเจ้าบรรลุเป็นเทพ เจ้ายังถือข้าเป็นศัตรูอยู่หรือ?”
ซูอี้ก้าวเข้ามา กิริยาแสนเรื่อยเปื่อย ส่งวจีคล้ายชวนคุย
เจียงไท่เออหรี่ตาลงและแย้มยิ้ม “ผู้ใดในโลกหล้าล้วนประเมินเจ้าต่ำ มีเพียงข้าไม่ทำเช่นนั้น หากเดาถูก ในเมื่อเจ้ากล้ามา เจ้าก็น่าจะมีอำนาจเพียงพอประชันเทพแล้วกระมัง?”
นี่คือการลองเชิง
แต่เขาพูดอย่างมั่นใจ
ซูอี้เองก็กล่าวอย่างเยือกเย็น “ข้ายังมิได้ประชันเทพแท้เลยสักหน และข้าก็ขาดหินลับดาบเช่นเจ้าอยู่”
เขาก้าวเข้ามา ระยะห่างจากเจียงไท่เออเหลือเพียงพันจั้ง
“ความแค้นระหว่างเราควรสะสางไปเนิ่นนานแล้วจริงแท้ แต่ข้าหารีบร้อนไม่”
เจียงไท่เออเอ่ยแนะ “ในสมรภูมิแห่งยุคสมัยนี้ มัจฉามังกรปะปน มีบุตรและบุตรีแห่งสวรรค์มากมายที่รับมือยาก กระทั่งอวตารเจตจำนงแห่งเทพยังจะปรากฏร่าง เราทิ้งอดีตกันไปก่อนแล้วร่วมมือกันวางแผนใหญ่สักครั้งประไร!”
เจียงไท่เออแย้มยิ้มแล้วก้าวถอยไป “พอแล้ว อย่าเข้ามาใกล้กว่านี้ ห่างกันพันจั้งก็พอ ยิ่งเข้ามา อุบัติเหตุก็ยิ่งมีโอกาสเกิด”
ซูอี้หาใส่ใจไม่ เขากล่าวขึ้นอย่างมิยอมรามือ “ร่วมมือกับข้า? ได้สิ หากเจ้ารอดมือข้าไปได้ ข้าก็ไม่ถือหากจะให้โอกาสนั้นแก่เจ้า”
เจียงไท่เออขมวดคิ้วขณะก้าวถอยก็กล่าวว่า “ทวยเทพถือเจ้าเป็นคนบาป ไม่ยอมให้มีเจ้าอยู่ และในสมรภูมิแห่งยุคสมัยนี้ ผู้คนที่อยากฆ่าเจ้ามีไม่น้อย ขอเพียงเจ้าและข้าร่วมมือ เราก็สามารถกำจัดร่างเจตจำนงเทพ รวมถึงบุตรและบุตรีแห่งเทพทั้งหลายได้ แล้วไฉนกันจึงมิทำ?”
ซูอี้กล่าวเนิบๆ “เพราะเจ้าหาควรค่าไม่”
เจ้าหาควรค่าไม่!!
ประโยคนี้ช่างเรียบง่ายตรงไปตรงมา ทว่าเผยความดูแคลนหยามเหยียดของซูอี้อย่างแจ่มชัด
ทันใดนั้น ร่างที่ล่าถอยของเจียงไท่เออก็หยุดนิ่ง
รอยยิ้มเจิดจรัสปรากฏบนใบหน้าดุจชายหนุ่ม “ข้าบรรลุเป็นเทพ แต่เจ้ากลับบอกว่าข้า… ไม่คู่ควร? หวังเย่ เจ้าสำคัญตนสูงเกินไปกระมัง?”
จิตสังหารร้ายกาจพวยพุ่งจากร่างของเจียงไท่เออ กวาดกระหน่ำทั่วสารทิศ มุ่งเป้าตรงไปหาซูอี้!