บันทึกตำนานราชันอหังการ [ 剑道第一仙 ] - บทที่ 1971 วานร
บทที่ 1971 วานร
ศิลาฮุ่นตุ้นนี้มีขนาดสามฉื่อ เปี่ยมปราณฮุ่นตุ้นหนาแน่น
เมื่อมองดีๆ ภายในศิลาฮุ่นตุ้นนี้ได้ผนึกสิ่งมีชีวิตไว้ร่างหนึ่ง!
มันเป็นสัตว์ร้ายวัยเยาว์ที่กำลังขดตัวอยู่ มันมีรูปร่างคล้ายวานร แขนขาเรียวเล็ก ร่างเต็มไปด้วยเส้นขน มีหางม้วน
“หรือนี่จะเป็นสัตว์ประหลาดปฐมสวรรค์ที่ยังมิเกิด?”
ซูอี้ประหลาดใจ
เตาเสริมสวรรค์รีบกล่าวขึ้น “ศิลาฮุ่นตุ้นนี้ถูกพบจากสินสงครามของบุตรแห่งสวรรค์ผู้นั้นขอรับ มันมีปราณประหลาดยิ่ง ยามผู้น้อยเห็นสิ่งคล้ายวานรภายใน ผู้น้อยสัมผัสอันตรายได้อย่างเกินพรรณนา”
ซูอี้ครุ่นคิดสักพักแล้วแยกจิตสัมผัสสายหนึ่งแทรกเข้าตรวจสอบในศิลาฮุ่นตุ้น
ตู้ม!
จิตสัมผัสของเขาสะท้าน ภายในภวังค์ของเขา มันดูเหมือนจะเข้าไปในแดนดินฮุ่นตุ้นยามฟ้าดินยังไม่ถูกเบิกปรากฏ คลื่นฮุ่นตุ้นดำคล้ำเคลื่อนคล้อย
และใจกลางฮุ่นตุ้นนั้น มีสิ่งมีชีวิตคล้ายวานรขดตัวอยู่ ดวงตาของมันปิดสนิท มันหายใจเข้าออกสม่ำเสมอ สูดดมปราณฮุ่นตุ้นดุจกลืนกิน เส้นขนดำคล้ำหมองมัว
สิ่งสะดุดตาสูงสุดคือที่หว่างคิ้วของสิ่งมีชีวิตนี้ ตรงหว่างคิ้วมีลวดลายวิถีฮุ่นตุ้นโดยธรรมชาติคล้ายเนตรที่สามซึ่งถูกปิดไว้อยู่
ยามจิตสัมผัสของซูอี้ตรวจพบเรื่องเหล่านี้ หูของสิ่งมีชีวิตคล้ายวานรก็กระดิกและลืมตาขึ้นกะทันหัน
ยามนั้น ฮุ่นตุ้นก็ถูกส่องสว่างด้วยประทีปทองคู่หนึ่ง แสงทองเจิดจรัสดุดันตรึงวิญญาณ แรงกดดันอันน่าสะพรึงกลัวเกินบรรยายถูกปลดปล่อยจากมัน
ตู้ม!
เสี้ยวจิตสัมผัสของซูอี้ถูกปราบลงทันที!
ทันใดนั้น สรรพสิ่งในการรับรู้ของซูอี้พลันหายไป
ยามเขาก้มลงมองศิลาฮุ่นตุ้นอีกครา รอยร้าวนับไม่ถ้วนพลันปรากฏบนศิลาฮุ่นตุ้นก่อนจะแหลกสลายไปทันที
แสงทองสายหนึ่งทะยานสู่เวหา!
มันคือสิ่งมีชีวิตคล้ายวานร ร่างกายของขยายใหญ่สูงพันจั้งในพริบตา แขนขาหนาประหนึ่งขุนเขา ร่างทรงพลังเยี่ยงบรรพต หมอกฮุ่นตุ้นพร่างพรมไหลทะลักจากเส้นขน
คู่เนตรสีทองเปรียบดุจตะวันโชติ
โฮก!
มันเชิดหน้ากู่ร้องก้องนภา เผยศักดาดุร้ายแผ่อาณาเขต ขยี้เมฆาสะท้านสุญญะกระเพื่อมเป็นวงคลื่น
บรรพตใกล้เคียงสั่นสะท้าน
อำนาจช่างน่าสะพรึงกลัวยิ่ง!
สูงล้ำกว่าสัตว์ประหลาดปฐมสวรรค์ระดับครึ่งเทพเสียอีก!
ม่านตาของซูอี้หดตัว สัตว์ร้ายตัวนี้เพิ่งถือกำเนิดก็ดุร้ายเพียงนี้แล้วหรือ?
เตาเสริมสวรรค์อดเดาะลิ้นมิได้ “เจ้านี่…ดุมาก!”
ทว่าอึดใจต่อมา สัตว์ร้ายสูงพันจั้งนี้พลันหดตัวลงอย่างมหาศาลในพริบตาประหนึ่งลูกหนังถูกเจาะลม
ในที่สุดขนาดของมันก็เหลือเพียงฉื่อและร่วงลงบนพื้นดิน
อำนาจดุร้ายทรงพลังล้วนหายไปสิ้น
เหลือเพียงคู่เนตรสีทองมองซูอี้อย่างน่าสงสาร พลางอ้าปากกรีดร้อง
ราวกับลูกสัตว์หิวโหยร้องขออาหาร
“นี่…”
เตาเสริมสวรรค์งุนงงเล็กน้อย
ซูอี้เองก็ผงะไปนิดหน่อย
สรุปคือความดุร้ายเมื่อครู่ที่แสดงออกเป็นเพียงนิมิตลวงตาหรือ?
พร้อมกันนั้นสิ่งมีชีวิตคล้ายวานรก็คืบคลานมาแทบเท้าซูอี้ ใช้อุ้งมืออันเต็มไปด้วยขนสะกิดขากระตุกเท้า พลางส่งเสียงร้องไม่หยุดปาก
ซูอี้นำโอสถเซียนเม็ดหนึ่งออกโยนให้
วานรน้อยอ้าปากกลืนกินก่อนจะคายมันออกทันทีแล้วยกมือขึ้นทำท่าทางชี้ซูอี้ซ้ำๆ
“จุ๊ๆ มันไม่ชอบโอสถระดับสุดลึกล้ำเสียได้!” เตาเสริมสวรรค์อุทาน “หรือมันจะอยากกิน…นม?”
ซูอี้ถูหว่างคิ้วก่อนจะนำโอสถเทพชิ้นหนึ่งโยนให้
วานรน้อยถือมันด้วยสองมือ มันกัดกินอย่างอเร็ดอร่อยจนหมดเกลี้ยงในพริบตา จากนั้นก็ช้อนตามองซูอี้อย่างอ้อนวอน
ซูอี้ประหลาดใจ
โอสถเทพนั้นสูงค่าเลิศล้ำกว่าโอสถเซียนระดับสุดลึกล้ำเป็นไหนๆ มันเป็นสมบัติหายากที่ถือกำเนิดจากที่มาฮุ่นตุ้นแห่งแดนเซียน เป็นโอสถสมบัติอันเลิศล้ำในขอบเขตเทพ
หากเปลี่ยนเป็นตัวตนระดับสุดลึกล้ำใดๆ ก็ย่อมไม่กล้ากินมันอย่างสิ้นคำนึง หาไม่ อีกฝ่ายจะถูกอำนาจโอสถอันทรงพลังนั้นทำให้บาดเจ็บเป็นแน่
แต่วานรน้อยตัวนี้กลับไร้อุปสรรคให้คำนึง!
ยิ่งกว่านั้น หลังกินโอสถเทพไปหนึ่งชิ้นเต็มๆ มันยังดูหิวโหย ไร้การเปลี่ยนแปลง
ช่างเหลือเชื่อนัก
หลังครุ่นคิดเล็กน้อย ซูอี้ก็ยกมือโยน
เปรี้ยง!
ซากศพของสัตว์ประหลาดปฐมสวรรค์ตัวหนึ่งร่วงลงบนพื้น
คู่เนตรสีทองของวานรน้อยเรื่อเรืองแผดจ้า มันรีบก้าวเข้ามานั่งลงบนพื้น ร่างผอมแห้งสูงเพียงฉื่อของมันพลันขยายออก เส้นขนบนร่างเปี่ยมคลื่นปราณฮุ่นตุ้น ปกคลุมซากศพสัตว์ประหลาดปฐมสวรรค์นั้นไว้อย่างเงียบเชียบ
จากนั้นลวดลายวิถีฮุ่นตุ้นคล้ายดวงตาแนวตั้งซึ่งปิดอยู่ ณ หว่างคิ้วของวานรน้อยก็ปรือขึ้นเล็กน้อย
ตู้ม!
แสงสีเทาสายหนึ่งแผดออกใส่ซากศพนั้นอย่างรวดเร็วเยี่ยงสายฟ้า
เหตุอันน่าเหลือเชื่อพลันปรากฏ ซากศพของสัตว์ประหลาดปฐมสวรรค์หดเหี่ยวลงทีละน้อย พิรุณแสงฮุ่นตุ้นเปี่ยมปราณชีวิตถูกดึงออกจากมัน
วานรน้อยอ้าปากดูดอย่างรุนแรง
เปรี้ยง!
พิรุณแสงฮุ่นตุ้นนั้นพลันถูกดูดเข้าร่างวานรน้อยไป
ทันทีที่มันถูกสูบเข้าร่าง เลือดลมทั่วกายของมันก็พลุ่งพล่าน พลังชีวิตเพิ่มพูน ทั่วกายปรากฏจังหวะพลังชีวิตรุนแรง และเส้นขนคล้ำดำของมันก็แปรเปลี่ยนเป็นเรืองรอง
กระทั่งพุงน้อยๆ ก็บวมพองขึ้น
ขณะที่ซากศพสัตว์ประหลาดปฐมสวรรค์นั้นเหลือเพียงถุงหนังเหี่ยวๆ เพียงสายลมโชยผ่านก็สลายเหลือเพียงธุลี
“เพียงพริบตาก็กลืนกินซากสัตว์ประหลาดปฐมสวรรค์ที่เทียบอำนาจระดับสุดลึกล้ำได้? เจ้าตัวน้อยนี่มีที่มาเช่นไรกัน?”
ซูอี้ประหลาดใจ เขายิ่งรู้สึกชัดเจนขึ้นว่าเจ้าวานรน้อยนี้พิเศษ แตกต่างจากสัตว์ประหลาดปฐมสวรรค์ใดๆ ที่เขาพานพบจวบบัดนี้โดยสิ้นเชิง
วานรน้อยสะอึก สองอุ้งมือลูบท้องกลมๆ ของมันแล้วคืบคลานเข้ามาใช้ศีรษะถูน่องของซูอี้อย่างรักใคร่
ลวดลายมหาวิถีฮุ่นตุ้นคล้ายดวงตาแนวตั้งที่หว่างคิ้วของมันปิดลง ไร้จุดแปลกประหลาดใดๆ
แต่ซูอี้ทราบว่าวานรน้อยผู้ดูร่าเริงฉลาดเฉลียวนั้นไม่มีทางปวกเปียกอ่อนแอแน่
“นั่นสินะ ลองกับสัตว์ประหลาดปฐมสวรรค์เป็นๆ หน่อยก็ได้”
หัวใจซูอี้คะนึง ยกมือขึ้นพลิก
ตะขาบสีเงินตัวหนึ่งปรากฏขึ้นบนเวหา แปรเปลี่ยนขนาดเป็นพันจั้งโดยพลัน ทั่วร่างประหนึ่งหลอมจากเงิน เจิดจรัสกดดัน
นี่คือสัตว์ประหลาดปฐมสวรรค์ตัวแรกที่ซูอี้ปราบหลังเข้าสู่สมรภูมิแห่งยุคสมัย มีอำนาจเทียบได้กับยอดฝีมือสูงสุดระดับสุดลึกล้ำ
ขณะที่ซูอี้กำลังจะสั่งตะขาบสีเงินไปข่มขู่วานรน้อยนั้นเอง
เขาก็พบว่าสัตว์ประหลาดปฐมสวรรค์อันคุกคามดุร้ายพลันร้องโหยหวนอย่างน่าเวทนา ขายาวนับพันสั่นสะท้าน ร่วงลงคืบคลานบนพื้นทันที
คู่เนตรดุร้ายดุจประทีปของมันมองวานรน้อยอย่างเปี่ยมความหวาดกลัวประหม่า!
“พยัคฆ์สัญจร ร้อยสัตว์ร้ายเริงร่า ยามมังกรแท้ถือกำเนิด สรรพชีวิตสิโรราบ วานรน้อยนี่เพิ่งเกิดแต่กลับทรงอำนาจเสียจนตะขาบเงินกลัวแข้งขาสั่น นับว่าดุร้ายเกินไปแล้ว!”
เตาเสริมสวรรค์อุทาน “หรือจะบอกว่าเจ้าตัวน้อยนี่เป็นสัตว์ประหลาดปฐมสวรรค์สูงสุดอันเทียบได้กับราชาสัตว์ประหลาดปฐมสวรรค์?”
ซูอี้พยักหน้า
วาจาของเตาเสริมสวรรค์นั้นไม่เลวเลย
เขาเห็นได้ทันทีว่าความแข็งแกร่งของวานรน้อยด้อยกว่าตะขาบเงินตัวนั้นเป็นไหนๆ
ทว่าปราณสายเลือดอันแผ่จากร่างวานรน้อยนั้นสร้างแรงกดดันอันน่าสะพรึงกลัวอย่างยิ่ง มันกดข่มสายเลือดของตะขาบเงิน!
นี่คือความแข็งแกร่งโดยกำเนิด
เหมือนเช่นลูกเสือในป่าเขาที่ทำให้สัตว์นับร้อยแตกตื่น!
วานรน้อยกินอิ่มแล้ว คู่เนตรสีทองเหลือบมองตะขาบเงิน จากนั้นก็ละสายตา เอียงคอ และปีนขึ้นไปนอนบนเท้าของซูอี้
ทว่าตะขาบเงินยังมิกล้าขยับเขยื้อน มันนอนแผ่หงายหลังนิ่งงัน
ซูอี้พูดไม่ออกไปชั่วขณะ
ก่อนหน้านี้เขาคิดจะจับเป็นสัตว์ประหลาดปฐมสวรรค์เพื่อที่ยามกลับแดนเซียน พวกมันจะได้เป็นสัตว์ร้ายพิทักษ์แดน
ทว่าเมื่อพินิจอีกที เขาก็รู้สึกว่าตะขาบเงินตัวนี้ใช้ไม่ได้เสียแล้ว
หลังครุ่นคิดสักพัก ซูอี้ก็เก็บตะขาบเงินไป จากนั้นก็นำสัตว์ประหลาดปฐมสวรรค์อีกตัวซึ่งเทียบได้กับระดับครึ่งเทพออกมา
มันเป็นวิหคยักษ์อันดุร้ายน่าสะพรึงกลัว ดูคล้ายหงสาเพลิง ทั่วร่างดำสนิทและมีสามเศียร
ยามวิหคยักษ์ปรากฏบนเวหา วานรน้อยซึ่งนอนหลับอยู่ก่อนหน้านี้พลันลุกขึ้น หันไปมองวิหคยักษ์สีดำแล้วกู่คำราม
วิหคยักษ์สีดำยืนบนเวหา คู่เนตรจับจ้องวานรน้อย มันไม่ได้ตื่นกลัวลนลานเช่นตะขาบเงิน
ทว่าซูอี้สัมผัสได้ชัดเจนว่าวิหคยักษ์สีดำเกรงกลัวยามเผชิญหน้าวานรน้อย!
ไม่กล้ากระทำการบุ่มบ่าม!!
“กระทั่งสัตว์ประหลาดปฐมสวรรค์ระดับครึ่งเทพยังกลัวเจ้าตัวน้อยนี่หรือ?”
การค้นพบนี้ทำให้ซูอี้อดตะลึงมิได้ นี่เขาไปพบสัตว์ประหลาดปฐมสวรรค์อัศจรรย์ใดเข้านี่?
ยามเจ้าตัวน้อยนี้เติบใหญ่โดยแท้จริง มันจะดุร้ายน่าสะพรึงกลัวเพียงไร?
‘เมื่อพบซีหนิงในภายหน้า คงต้องถามนางเสียหน่อยแล้วว่าเจ้าตัวน้อยนี่เป็นเช่นไร’
ซูอี้คิดในใจ
ขณะครุ่นคิด เขาเก็บวิหคยักษ์สีดำไปก่อนจะก้มตัวลงหิ้วคอวานรน้อยขึ้นมา
วานรน้อยมิได้ดื้นรน มันใช้อุ้งมือของมันไล้มือซูอี้เบาๆ
ซูอี้ยกมือโยนวานรน้อยเข้าเตาเสริมสวรรค์ไปและกล่าวว่า “ข้าฝากเจ้าดูแลมันก่อนนะ”
เตาเสริมสวรรค์รับคำรวดเร็ว
ทว่าวานรน้อยดูไม่พอใจนิดหน่อยในทีแรก แต่มันก็ชาญฉลาด เมื่อเข้าใจว่านี่คือสิ่งที่ซูอี้ต้องการมันก็มิได้ขัดขืนอีก
“ใต้เท้า สินสงครามหนนี้มีโอสถเทพหกชิ้น วัตถุดิบเทพสิบสามชิ้น……”
เตาเสริมสวรรค์เริ่มรายงานสินสงคราม
ซูอี้รับฟัง ก่อนที่จะสัมผัสบางอย่างได้ในทันใด เขานำยันต์ลับชิ้นหนึ่งออกมา
ยันต์ลับชิ้นนี้เป็นยันต์สื่อสารระหว่างเขากับซีหนิง มันสั่นสะท้านน้อยๆ มีรัศมีเรื่อเรืองไหลเวียน
“ไฉนแม่นางซีหนิงจึงมาหาข้ากัน?”
ซูอี้เลิกคิ้ว
นับแต่ช่วงแรกเข้าสมรภูมิแห่งยุคสมัย เขาเตือนซีหนิงแล้วว่าอย่ามาหา เพื่อไม่ให้นางถูกลากมาพัวพัน
หากต้องการรวมพลจริงๆ ก็ใช้ยันต์ลับติดต่อมาได้
แต่ใครเล่าจะคิดว่าหนนี้ ซีหนิงมิได้เอ่ยทักทายใดๆ แต่มาหาเขาเอง!
ซูอี้งุนงงว่าซีหนิงไปพบปัญหาใดอันมิอาจสะสางหรือไม่
ขณะครุ่นคิด เสียงแหวกอากาศสายหนึ่งพลันดังแว่วมา
ตัวตนกลุ่มหนึ่งปรากฏขึ้นลิบๆ
ซึ่งก็คือซีหนิง ลั่วเทียนตู และข้ารับใช้รอบกายพวกเขา
ทว่าทันใดนั้น ดวงตาของซูอี้ก็นิ่งงัน
เขาสัมผัสได้ว่านอกจากซีหนิงและลั่วเทียนตู ยังมีคนอีกสองคนซึ่งมีปราณแสนประหลาดน่าสะพรึงกลัวรวมอยู่ด้วย และมันทั้งคู่ต่างก็แข็งแกร่งห่างไกลเกินผู้ใดเทียบชั้น!