บันทึกตำนานราชันอหังการ [ 剑道第一仙 ] - บทที่ 1972 วาทะข่มจากท่านเทพ
ตัวตนประหลาดอันน่าสะพรึงกลัวทั้งสองนั้นเป็นหนึ่งหญิงงามและหนึ่งชายวัยกลางคนในชุดม่วง
หญิงงามยืนอยู่ข้างกายซีหนิง รูปลักษณ์งดงามชดช้อย เรือนผมยาวดำขลับถูกรวบสูง ปักปิ่นหยกสีเขียวอ่อนไว้ สวมอาภรณ์ยาวแขนเสื้อกว้างสีหมึก ผิวขาวเยี่ยงหิมะ ใบหน้าจิ้มลิ้ม
ทว่าบรรยากาศรอบกายนางกลับเย็นยะเยือกเยี่ยงน้ำแข็ง คู่เนตรงดงามให้ความรู้สึกคุกคามเยี่ยงคมดาบ
ทันทีที่ปรากฏตัวขึ้น หญิงงามก็จ้องมองซูอี้ด้วยคู่เนตรคมกริบ พินิจไม่วางตา ชวนให้ความรู้สึกไม่สบายใจเป็นอย่างยิ่ง
ในขณะที่ชายวัยกลางคนชุดม่วงยืนอยู่ข้างกายลั่วเทียนตู
เขาเยื้องย่างทรงพลัง เพียงสะบัดมือก็สร้างความกดดันมหาศาล!
สิ่งสะดุดตาที่สุดคือ ทั่วทั้งกายของหญิงงามและชายวัยกลางคนชุดม่วงล้วนแต่ปกคลุมด้วยปราณวิถีเทพประหลาดเกินเข้าใจ!!
แรงกดดันล่องหนนี้ทำให้ทูตสวรรค์รอบกายซีหนิงและลั่วเทียนตูสั่นสะท้าน กดดันยิ่งกว่าหนใด!
“สหายเต๋าซู ไม่ว่าจะเกิดอันใดขึ้น โปรดเชื่อข้าเถิด อย่าได้โกรธเกรี้ยว ข้าจะจัดการทุกอย่างเอง”
ไกลออกไป ซีหนิงส่งกระแสปราณอธิบายอย่างร้อนใจ
ร่องรอยความกังวลปรากฏบนใบหน้างดงามจับจิตนั้น
ขณะกล่าว นางก็ได้แนะนำตัวตนของหญิงงามและชายวัยกลางคนชุดม่วงแล้ว
หญิงงามนางนั้นมีนามว่าซีเยว่ มาจากตระกูลซี และเป็นป้าทวดของซีหนิง
ส่วนชายวัยกลางคนในชุดม่วงมีนามว่าลั่วเหิง มาจากตระกูลลั่ว และเป็นผู้อาวุโสในตระกูลของลั่วเทียนตู!
พวกเขาทั้งสองล้วนแต่เป็นเทพ และในโลกแห่งเทพ พวกเขาก็กล่าวได้ว่าทรงเกียรติลือนาม เพียงพอให้สรรพชีวิตในโลกหล้าเทิดทูนบูชา
อวตารเจตจำนงของซีเยว่กับลั่วเหิงเพิ่งบรรลุสู่สมรภูมิแห่งยุคสมัยสำเร็จเมื่อวันวาน
ซึ่งซูอี้ก็พอจะคาดเดาได้ในใจว่ายามสองเทพมาพบเขาในยามนี้ น่าจะไม่ได้มาดีแน่!
และในฐานะผู้น้อย ซีหนิงกับลั่วเทียนตูก็ไม่อาจเกลี้ยกล่อมทั้งสองได้เลย
หาไม่ คนทั้งสองจะไม่มีทางเป็นฝ่ายพาเทพทั้งสองมาหาเขาเองแน่
ขณะครุ่นคิด พวกซีหนิงก็เข้ามาใกล้
“เจ้าคือซูอี้หรือ?”
ชายวัยกลางคนชุดม่วงที่มีนามว่าลั่วเหิงกล่าวขึ้น วาจาก้องกังวานทั่วนภาแดนดิน สะท้านสะเทือนพื้นที่ใกล้เคียง
ดวงตาลึกล้ำของเขาพินิจซูอี้ตั้งแต่หัวจรดเท้าอย่างไร้ความเกรงใจ แรงกดดันอันไม่อาจมองเห็นพุ่งเข้าใส่ชายหนุ่ม
“ใช่”
ซูอี้กล่าวเรียบๆ
เขายืนนิ่งงัน ร่างสูงใหญ่เปรียบดั่งโขดหินในทะเล ดูยิ่งใหญ่และมิไหวหวั่นต่อแรงกดดันอันรุนแรงนี้
ลั่วเหิงดูประหลาดใจเล็กน้อย และอดจ้องมองอีกฝ่ายอย่างลึกล้ำมิได้ “ช่างเหนือธรรมดาจริงๆ”
และยามนี้ ลั่วเทียนตูก็กล่าวขึ้นอย่างรีบร้อนว่า “สหายเต๋าซู นี่คืออวตารเจตจำนงของอาทวดข้า เขามายังสมรภูมิแห่งยุคสมัยในยามนี้เพื่อ…”
ลั่วเหิงพลันแค่นเสียงเย็นชาขัดจังหวะขึ้น “เทียนตู ยามข้าสนทนา เจ้าอย่ามาแทรก”
ชายหนุ่มชะงัก ก่อนจะถอยหลบไปด้านข้างอย่างเงียบเชียบ
และขณะที่กำลังจะรีบส่งกระแสปราณให้ซูอี้นั้น ลั่วเหิงก็พลันขัดขึ้นอีกครั้ง
“ต่อหน้าข้า อย่าทำอันใดลับๆ ล่อๆ เมื่อถึงเวลาให้เจ้าพูด ข้าจะให้โอกาสเจ้า ยามไม่ใช่กาละเหมาะสม กระทั่งส่งกระแสปราณก็ห้ามทำ!”
วาจาเปี่ยมอำนาจนั้นปิดกั้นทุกวจี!
ลั่วเทียนตูกระซิบ “ขอรับ”
สีหน้าของเขาแสนโศกเศร้า เหลือบมองซูอี้ประหนึ่งจะสื่อว่าให้ซูอี้อดทนหน่อย อย่าได้ฉุนโกรธไป
ทว่าชายหนุ่มกลับทำเพียงแย้มยิ้มแล้วเมินไป
เขาไม่ได้คุ้นเคยกับลั่วเหิง ไฉนต้องทำตัวอ่อนน้อมตามใจอีกฝ่ายด้วย?
ไม่ว่าร่างจริงของอีกฝ่ายจะทรงพลังเพียงไร ยามนี้เขาก็เป็นเพียงอวตารจำนง!
ขณะเดียวกัน ซีหนิงก็ส่งกระแสปราณให้แก่ซูอี้ “สหายเต๋าซู ท่านเทพลั่วเหิงมีจิตสังหารต่อเจ้า เจ้าต้องระวังให้ดี! แต่หากเขากล้าทำจริงๆ ข้าจะทุ่มชีวิตเข้าช่วย ถึงยามนั้น ท่านป้าทวดของข้าจะไม่ยอมอยู่เฉยแน่ เราจะแก้ปัญหานี้เอง”
น้ำเสียงของนางแฝงความกังวล ปลอบใจและตั้งมั่น
สิ่งนี้สะท้านถึงใจซูอี้
ไม่ต้องสงสัยเลยว่าซีหนิงอยู่ข้างเขาเต็มหัวใจ!
แค่สัมผัสน้ำใจนี้ก็เพียงพอแล้วสำหรับซูอี้
ส่วนเรื่องอื่นนั้น เขาหาสนใจไม่
ทว่ายามนี้ ท่านเทพซีเยว่ผู้มีรูปลักษณ์อ่อนช้อย ทว่าให้ความรู้สึกเย็นเยียบดุจคมมีดพลันกล่าวเสียงเย็น “อาหนิง เจ้าก็อย่าเข้ามายุ่ง”
นี่ไม่ใช่คำชี้แนะ แต่เป็นคำสั่ง!
เห็นได้ชัดเจนว่าท่านเทพซีเยว่เหมือนสัมผัสได้ว่าซีหนิงกำลังลอบติดต่อกับซูอี้
บรรยากาศทั่วทิศพลันเงียบงันบีบคั้นหัวใจ
หญิงสาวเม้มปากก่อนจะกล่าวว่า “ท่านป้าทวด ก่อนข้าพาพวกท่านมาพบสหายเต๋าซู พวกท่านต่างรับปากแล้วว่าจะไม่กระทำการอันเป็นภัยต่อสหายเต๋าซู ท่านจะกลับคำมิได้นะเจ้าคะ!”
ท่านเทพซีเยว่ไม่ได้ยี่หระ นางทำเพียงตบบ่าซีหนิงและกล่าวว่า “ดูไปก่อนแล้วกัน”
พร้อมกันนั้น ท่านเทพลั่วเหิงก็ก้าวเข้ามาห่างจากซูอี้เพียงสิบจั้ง
จากนั้นเขาพลันกล่าวอย่างเฉยชา “เทียนตูบอกทุกอย่างเกี่ยวกับเจ้าให้ข้าฟังแล้ว และขอให้ข้าอย่าถือเจ้าเป็นคนบาป”
ซูอี้กล่าว “เช่นนั้นเจ้าก็เข้าเรื่องเลยดีกว่า อย่ามากความนักเลย”
หลังได้ยินวาจาของชายหนุ่ม ทูตสวรรค์รับใช้ของลั่วเทียนตู ณ ที่นี้อดสูดหายใจเฮือกมิได้ วาจาของคนผู้นี้ไร้การเกรงใจเกินไป!
แต่ไม่ว่าซีหนิงหรือลั่วเทียนตูล้วนชาชินแล้ว
คิ้วของท่านเทพลั่วเหิงขมวดเล็กน้อย และกล่าวขึ้นทันที “เทียนตูไม่เคยขออันใดง่ายๆ ในเมื่อเขากล่าวว่าช่วยเจ้า ข้าย่อมเห็นแก่หน้าเขา”
หลังเว้นช่วงเล็กน้อย เขาก็กล่าวว่า “เช่นนี้แล้วกัน ส่งเคล็ดวัฏสงสารอันสมบูรณ์มา แล้วข้าจะไว้ชีวิตเจ้าหนึ่งหน”
ทันทีที่วาจาเหล่านี้ถูกกล่าว ใบหน้างามของซีหนิงพลันถอดสี
กะทั่งลั่วเทียนตูยังหน้าเปลี่ยนสี แล้วจึงกล่าวขึ้นว่า “ท่านอาทวดทำเช่นนี้ นับว่าเห็นแก่ข้าที่ไหนกัน?”
ดวงตาของชายวัยกลางคนพลันเย็นเยียบ เพียงหนึ่งเคลื่อนมือ ลั่วเทียนตูก็ถูกสะกดไว้ทันควัน กระทั่งจะพูดยังทำมิได้
“เทียนตู ในฐานะบุตรแห่งสวรรค์ตระกูลลั่ว เจ้าช่วยพูดให้คนบาปนั่นซ้ำๆ แล้วเช่นนี้มันเห็นแก่ข้าที่ไหนกัน?”
น้ำเสียงของท่านเทพลั่วเหิงเปี่ยมอำนาจ “จากนี้ไป เจ้ายืนสำนึกที่นั่นแหละ!”
ทุกผู้เงียบวจี
นี่คืออำนาจเทพ บุตรแห่งสวรรค์ก็ยังต้องถูกตำหนิลงทัณฑ์หากผิดพลาด!
“มาประณามว่ากล่าวผู้น้อยของตระกูลตนเองต่อหน้าคนนอกเช่นข้าเช่นนี้ เจ้านี่ทรงพลังเสียจริง”
ซูอี้กล่าวด้วยสำเนียงค่อนขอดพลางยิ้มขำ
เขาหรือจะไม่เห็นว่าท่านเทพลั่วเหิงไม่เพียงทำเช่นนี้เพื่อทำโทษลั่วเทียนตู แต่ยังส่งคำเตือนมาถึงเขา?
ดวงตาของท่านเทพลั่วเหิงหรี่ลง จ้องมองคนตรงหน้าและกล่าวว่า “วาจายั่วยุไร้ความหมายตรงหน้าข้า ยามนี้ข้าต้องการเพียงคำตอบจากเจ้า!”
บรรยากาศกดดันเคร่งขรึม
สีหน้าของซีหนิงเปี่ยมโทสะ ดูเหมือนจะพูดบางอย่าง
ขณะที่ท่านเทพซีเยว่ข้างกายนางยกมือขึ้นกดที่บ่า “ข้ารับปากแล้วว่าจะไม่ลงมือกับคนบาปนั่น อาหนิง อย่าทำให้เรื่องยุ่งยากสำหรับข้าเลย เราแค่มองเฉยๆ เถอะ”
“วาจาเมื่อครู่ของนางดีมาก”
ซูอี้หันไปกล่าวกับซีหนิงด้วยรอยยิ้ม “แค่มองเฉยๆ ก็พอแล้ว”
ซีหนิงนิ่งไปแล้วผ่อนลมหายใจ
ทันใดนั้น ท่านเทพซีเยว่พลันหันไปมองซูอี้ด้วยคู่เนตรคมกริบเยี่ยงดาบ และกล่าวว่า “หากเจ้ายอมก้มหัว ข้ารับปากได้ว่าพี่ชายร่วมวิถีลั่วเหิงจะมิระรานเจ้าอีก”
ชายหนุ่มกลับกล่าวกับนางว่า “ในเมื่อเจ้าแสนจิตใจดี ก็ช่วยเกลี้ยกล่อมพี่ชายร่วมวิถีลั่วเหิงของเจ้าให้ก้มหัวขออภัยข้าเสียเดี๋ยวนี้สิ แล้วข้าจะรับปากว่าเรื่องที่แล้วก็ให้แล้วไป”
“เจ้า……”
ท่านเทพซีเยว่ขมวดคิ้ว ดูโกรธเคืองอย่างเห็นได้ชัด “ก็ได้ ในเมื่อเจ้าดื้อด้านนัก เช่นนั้นก็ดูแลตนเองแล้วกัน!”
พร้อมกันนั้น ดวงตาของท่านเทพลั่วเหิงพลันเปี่ยมด้วยจิตสังหาร
“แน่ใจหรือว่าจะไม่รับน้ำใจกัน?”
ผู้อาวุโสตระกูลลั่วถามด้วยน้ำเสียงนิ่งสงบ
ซูอี้มองลั่วเทียนตูผู้ถูกผนึกอยู่ไกลๆ อีกฝ่ายมีสีหน้าเปี่ยมความกังวล จนปัญญาและขมขื่นใจ
ยามสังเกตว่าซูอี้มองมา ลั่วเทียนตูพลันก้มหน้าลงอย่างอึดอัดใจ ดูประหนึ่งแสนละอาย จึงไม่กล้ามองหน้าอีกฝ่าย
หลังเงียบไปครู่หนึ่ง ซูอี้ก็ชี้ไปยังลั่วเทียนตู ก่อนจะกล่าวด้วยสีหน้าเฉยเมย “เห็นแก่หน้าเขา ข้าจะยอมทนและให้โอกาสเจ้าหนหนึ่ง”
ท่านเทพลั่วเหิงผงะไป ก่อนจะเสสรวลด้วยโทสะ “โอ้ โอกาสใดกัน?”
สายตาของชายหนุ่มเบนกลับมามองท่านเทพลั่วเหิง จากนั้นก็กล่าววาจาอย่างสั้นกระชับ “ไสหัวไป!”
วจีนั้นเลื่อนลั่นดุจอัสนี
ทูตสวรรค์ทั้งหลายล้วนผงะ คนผู้นี้…กล้าดีอย่างไรกัน!?
ท่านเทพซีเยว่ตกตะลึง เพราะไม่คาดคิดว่าซูอี้จะอาจหาญเพียงนี้!
หัวใจของซีหนิงรู้สึกซับซ้อน ตระหนักแล้วว่าซูอี้ยังคงเห็นแก่หน้าลั่วเทียนตูอยู่ หาไม่ ด้วยอุปนิสัยหัวแข็งของเขา อีกฝ่ายคงลงมือไปแล้ว!
ขณะที่สีหน้าของลั่วเหิงในยามนั้นกลับแข็งทื่อ
คนบาปนี่ยังกล้าลบหลู่เกียรติของเขาซึ่งหน้า!!
ตู้ม!
อำนาจอันน่าสะพรึงกลัวพลันแผ่ออกจากร่างของลั่วเหิง อาภรณ์ม่วงพลิ้วสะบัด กฎเกณฑ์วิถีเทพนับไม่ถ้วนกระหวัดพัน
เพียงปราณนั้นทำให้ทุกผู้ใกล้เคียงสะท้านกลัว
“เจ้านี่…รนหาที่ตายจริงๆ!!”
วจีของท่านเทพลั่วเหิงเน้นชัดทีละคำ เปี่ยมด้วยจิตสังหาร
เขาก้าวมาเบื้องหน้า ร่างทะยานผ่านนภา ฟาดฝ่ามือเข้าใส่ซูอี้อย่างดุดัน
ยามนี้ ลั่วเทียนตูลอบถอนใจ ตระหนักแล้วว่าไร้ช่องให้ประนีประนอม
ส่วนทูตสวรรค์เหล่านั้นต่างแสดงความสงสารออกมา ในใจพวกเขาเหมือนเห็นภาพยามซูอี้ถูกสังหารอย่างน่าสยดสยองแล้ว
ในขณะเดียวกัน ท่านเทพซีเยว่ก็เหลือบมองซีหนิงที่อยู่ข้างกาย นางคิดว่าอีกฝ่ายน่าจะกังวลแทนซูอี้ กระทั่งอาจเข้าไปหยุดสุดชีวิต
ทว่ากลับไร้สิ่งใดเกิดขึ้น
ภายใต้สายตาของนาง สีหน้าของซีหนิงดูผิดปกติเล็กน้อย!
สิ่งนี้ทำให้ท่านเทพซีเยว่งุนงงกะทันหัน
แต่ก่อนนางจะทันกล่าวสิ่งใด ซูอี้พลันลงมือแล้ว!
เพียงหนึ่งก้าว แขนเสื้อโบกสะบัด ห้านิ้วเรียวขาวฟาดไปบนเวหา
ฝ่ามือนั้นเรียบง่าย ไร้ซึ่งลวดลายตระการตา
เมื่อเทียบกันแล้ว ฝ่ามือของลั่วเทียนเหิงนั้นเจิดจรัสเยี่ยงบรรพตเคลื่อนสยบนภา เปี่ยมพิรุณแสงรัศมีเทพ อำนาจยิ่งใหญ่เกินคะเน
เมื่อเห็นว่าอีกฝ่ายไม่ได้หลบเลี่ยง แต่สะบัดฝ่ามือเข้ารับตรงๆ ท่านเทพลั่วเหิงก็อดแค่นยิ้มเยาะมิได้
เปรี้ยง!!!
สองฝ่ามือปะทะกัน
คลื่นทำลายล้างอันน่าสะพรึงกลัวพลันพุ่งสะท้อนออกจากคนทั้งสอง
ฟ้าดินสั่นสะท้านอย่างรุนแรง พื้นที่บริเวณใกล้เคียงพังทลาย บรรพตลำธารเคลื่อนสนั่น
ผู้คนมากมายไม่อาจปรือตามอง แทบมิอาจหายใจ ไร้โอกาสฝืนต้าน ถูกคลื่นลูกหลงจากศึกกระแทกจนร่างกระเด็นลงพื้นไปตามๆ กัน
ท่านเทพซีเยว่พาซีหนิงหลบไปไกลก่อนผู้ใด
จากนั้นท่ามกลางเพลิงแสงฝุ่นควัน ภาพชวนตกตะลึงพลันปรากฏในสายตาทุกคู่