บันทึกตำนานราชันอหังการ [ 剑道第一仙 ] - บทที่ 1975 สี่ขอบเขตวิถีเทพ
บทที่ 1975 สี่ขอบเขตวิถีเทพ
ซูอี้ผงะไป
สตรีตรงหน้าเขางดงามตรึงจิต ไร้มลทินสูงส่ง ล้ำเลิศสะท้านหัวใจ กล่าวได้ว่าภาคภูมิเหนือใคร
แม้นางจะสวมอาภรณ์ผ้าอันเรียบง่าย แต่ก็ยากซุกซ่อนเสน่ห์สะท้านวิญญาณของนาง ไม่ว่าผู้ใดได้พบพานล้วนเป็นต้องตะลึงอึ้ง ไม่กล้าลบหลู่ล่วงเกิน
ทว่านางใช้วาจาอันเคร่งขรึมจริงจังเผยความในใจซึ่งซุกซ่อนแสนนาน ทำให้หัวใจอันเยือกเย็นของซูอี้พลันสั่นสะท้าน
หลังเงียบไปครู่หนึ่ง ซูอี้ก็แย้มยิ้มกล่าว “ข้าก็เช่นกัน”
ใช่แล้ว ไม่ว่าเขาจะฝึกฝนมากี่ชาติจนบัดนี้ มักจะเป็นซีหนิงที่มอบความรู้สึกอันเป็นเอกลักษณ์สูงสุดแก่ตัวเขา……ไม่ต่างจากสิ่งที่ได้รับจากคนสนิทผู้สื่อใจโดยไร้วาจา
เมื่อได้ยินคำตอบของซูอี้ คู่เนตรพร่างดาวของซีหนิงพลันเรืองประกายเจิดจ้า
ไม่ใช่จากความเขินอาย แต่เป็นความปรีดาจากใจ
“หึ!”
ท่านเทพซีเยว่แค่นเสียงเย็นเยียบขึ้นกะทันหัน แววตาของนางเผยความไม่เป็นมิตร
นางสัมผัสได้ว่าระหว่างซูอี้และซีหนิงมีบางอย่างไม่ชอบมาพากล และเรียกซูอี้ไปคุยเป็นการส่วนตัวทันที
“อาหนิงบอกเรื่องบางอย่างเกี่ยวกับเจ้าให้ข้าฟัง และข้าก็เห็นได้ว่าอาหนิงมีความประทับใจอันดีต่อเจ้า”
ท่านเทพซีเยว่กล่าวด้วยท่าทีสุขุม “ว่าตามตรง หากเจ้าเป็นผู้อื่น แม้จะเป็นผู้น้อยไม่ควรค่าให้สนใจ ขอเพียงอาหนิงชอบเจ้า ข้าก็จะมิหยุดนาง”
“แต่ไม่ใช่เจ้า”
ว่าแล้ว สายตาของท่านเทพซีเยว่ก็เผยความรู้สึกอันซับซ้อนเล็กน้อย “ในสายตาขุมกำลังค้ำสวรรค์ ณ โลกแห่งเทพ เป็นไปไม่ได้เลยที่จะปล่อยเจ้าไว้ และหากให้อาหนิงอยู่กับเจ้า…”
ซูอี้กล่าว “ข้าเข้าใจสิ่งที่เจ้าอยากพูด เจ้าก็แค่เป็นห่วงว่าแม่นางอาหนิงจะถูกลากไปพัวพัน รวมถึงสกุลซีของเจ้าด้วยเจ้าไม่อยากเห็นผลลัพธ์เช่นนั้นหรอก และสกุลซีก็รับมิไหวด้วยเช่นกัน ใช่หรือไม่?”
ท่านเทพซีเยว่พยักหน้า “หากเจ้าดีต่ออาหนิงจริงๆ เช่นนั้นจงขีดเส้นคั่นกับนางเสียจะดีที่สุด!”
“ข้ารู้ว่าเจ้าครอบครองวัฏสงสาร ภูมิหลังเทียบฟ้าท้าทายสวรรค์ สามารถสังหารเทพได้แม้จะอยู่ในระดับแกนรวมศูนย์ กล่าวได้ว่าไร้ผู้เปรียบได้ในโลกแห่งเทพ”
“แต่แล้วเช่นไร? จอมเทพเหนือสรวงใดๆ ก็ฆ่าเจ้าได้ง่ายๆ ทั้งสิ้น! และรู้หรือไม่ ผู้ถือเจ้าเป็นขวากหนามนั้นไม่ได้มีเพียงจอมเทพเหล่านั้นหรอก”
ท่านเทพซีเยว่พลันถอนหายใจเบาๆ ก่อนจะกล่าวพร้อมสายตาเจือความเห็นใจ “อย่าโทษข้าที่พูดจาเหลือรับเลย แต่จากข้อเท็จจริงนี้ ข้าและสกุลซีทำได้เพียงให้อาหนิงแยกตัวจากเจ้าเท่านั้น”
ซูอี้พลันแย้มยิ้ม “พูดจบแล้วหรือ?”
ท่านเทพซีเยว่ขมวดคิ้ว “เหมือนเจ้าจะเป็นพวกพูดไม่ฟัง?”
ซูอี้ไพล่มือไว้เบื้องหลัง กล่าวออกมาเสียงเรียบ “ข้าและแม่นางซีหนิงเป็นสหายร่วมวิถี ข้าเคารพในทางเลือกของเจ้าและสกุลซี แต่สิ่งที่ข้าจะทำ ข้าไม่ต้องให้ผู้ใดมาชี้แนะหรอก”
สีหน้าของท่านเทพซีเยว่แย่ลง ทว่าท้ายที่สุดก็รำพึง “หลังข้าเป็นเทพ ก็เคยคาดฝันว่าจะทำสิ่งใดก็ได้”
“ทว่าท้ายที่สุด สัจธรรมก็โหดร้าย กระทั่งเทพยังต้องเคารพกฎเกณฑ์ หยั่งเทียบข้อดีข้อเสีย ก้มหัวยามจำเป็น รอมชอมยามถึงกาล!”
ท่านเทพซีเยว่กล่าวเหมือนเศร้าใจเล็กน้อย “หากเป็นผู้อื่น ข้าไม่มัวมาพูดเช่นนี้หรอก หวังเพียงว่าเจ้าจะนำวาทะของข้าไปใส่ใจบ้างจริงๆ”
ว่าแล้ว นางก็หันหลังเตรียมจากจร
ซูอี้พลันกล่าวขึ้น “ข้าไม่รังเกียจจะพิสูจน์ความแข็งแกร่งของข้าต่อผู้ใด แต่ในเมื่อเจ้าว่าเช่นนี้ ข้าบอกเจ้าก็ได้ว่าไม่ว่าจะเป็นจอมเทพใดๆ ที่เจ้ามองว่าไร้เทียมทาน พวกเขาล้วนแต่เป็นได้เพียงบันไดให้ข้าเหยียบดำเนินบนวิถีในสายตาข้าเท่านั้น”
ท่านเทพซีเยว่ผงะไป รู้สึกน่าขันขึ้นมาทันใด
เห็นจอมเทพเป็นบันได?
เด็กนี่… ไฉนจึงเย่อหยิ่งมัวเมาเพียงนี้?
ชั่วขณะนั้น ท่านเทพซีเยว่เสียใจเล็กน้อย ไฉนนางจึงมัวพล่ามอยู่เสียตั้งนาน คนตรงหน้านางผู้นี้ไร้เหตุผลโดยแท้ หาควรค่าให้นางเกลี้ยกล่อมเห็นใจไม่!
นางคร้านเกินกว่าจะโต้เถียง ทำเพียงตอบกลับด้วยสีหน้าเย็นชาเฉียบขาด “อย่าว่าแต่อื่นใด เจ้าคิดแค่จะรอดชีวิตจากสมรภูมิแห่งยุคสมัยเช่นไรก่อนจะดีกว่า!”
วจีมิทันสิ้น ท่านเทพซีเยว่ก็มาถึงข้างกายซีหนิงและกล่าวว่า “ไปกันเถอะ”
แล้วนางก็จากไปกับซีหนิงโดยมิพูดจา
“ป้าทวดของข้าไม่เชื่อ แต่ข้าเชื่อนะ”
ซีหนิงไม่ได้ขัดขืน นางทำเพียงหันกลับมามองซูอี้และถ่ายทอดวจีแผ่วเบา ใบหน้างดงามประดับรอยยิ้ม
ซูอี้เองก็แย้มยิ้มโบกมือ “รักษาตัวด้วย”
เมื่อเห็นร่างของซีหนิงและท่านเทพซีเยว่จรจาก ซูอี้ก็หันไปคุยกับลั่วเทียนตู “หาที่คุยกันดีไหม?”
ลั่วเทียนตูเงียบไปครู่หนึ่งก่อนจะกล่าวว่า “ได้”
……
พรึ่บ!
เพลิงสีม่วงโชติช่วงย่างเนื้อบนเตาเสริมสวรรค์
เตาเสริมสวรรค์ควบคุมความร้อนอย่างชำนิชำนาญ เนื้อย่างบนเตาแปรสีเหลืองละมุนฉ่ำน้ำมัน ส่งเสียงร้อนฉ่าขจรกลิ่นยั่วน้ำลายอย่างรวดเร็ว
นี่คือเนื้อจากซากสัตว์ประหลาดปฐมสวรรค์ ฉ่ำน้ำชุ่มเนื้อ มีอำนาจที่มามหาวิถีมหาศาล มีเพียงเพลิงทิพย์จากเตาเสริมสวรรค์เท่านั้นที่ย่างมันได้
ซูอี้ทอดกายบนเก้าอี้หวายอยู่ด้านข้าง มือถือไหสุรา เสวนากับลั่วเทียนตู
“หมายความว่าไม่ว่าเทพจะอยู่ในขอบเขตใด ยามอวตารจำนงของพวกเขามาปรากฏในสมรภูมิแห่งยุคสมัยนี้ ความแข็งแกร่งของพวกเขาจะอยู่ในระดับเทพชั้นล่างเสมอหรือ?”
“ถูกต้อง อำนาจของทวยเทพนั้นถูกสกัดด้วยกฎบัญญัติ ขอเพียงพยายามใช้อวตารจำนงแทรกซึมสู่แดนเซียน พวกเขาจะถูกกฎบัญญัติแดนเซียนจำกัดพลังแน่นอน”
ดวงตาของลั่วเทียนตูดูซับซ้อน “ร่างจริงของอาทวดข้าเป็นเทพชั้นสูงผู้เลิศล้ำในขอบเขตกำเนิดวาสนา นับได้แล้วว่าเป็นตัวตนสูงสุดในหมู่ทวยเทพ ณ โลกเทพ ทว่าอวตารจำนงของเขาก็ยังถูกจำกัดอำนาจโดยกฎบัญญัติโลกเซียน ใช้พลังได้เพียงเทียบเท่าเทพชั้นล่างเท่านั้น”
ซูอี้พยักหน้า
วิถีเทพแบ่งออกเป็นสี่ขอบเขต
ขอบเขตสรรสร้าง ขอบเขตรังสรรค์สุดขั้ว ขอบเขตกำเนิดวาสนา ขอบเขตอมรณา!
ในหมู่พวกมัน สามขอบเขตแรกนั้นแทนเทพชั้นล่าง กลางและสูงตามลำดับ
ส่วนขอบเขตอมรณาคือตัวตนระดับจอมเทพ!
ท่านเทพลั่วเหิง อาทวดของลั่วเทียนตูนั้นเป็นเทพในขอบเขตกำเนิดวาสนา
“แล้วท่านเทพซีเยว่เล่า นางอยู่ในขอบเขตใด?”
“นางก็เป็นเทพชั้นสูงเช่นกัน ทว่านางได้กฎเกณฑ์แห่งยุคสมัยระดับหนึ่งยามบรรลุเทพ และภายหน้า นางจะยังมีโอกาสท้าทายขอบเขตอมรณา บรรลุสู่จอมเทพในภายหน้า”
“เช่นนี้เอง”
ซูอี้รำพึง “อาทวดเจ้าหรือท่านเทพซีเยว่ต่างก็เป็นผู้ยิ่งใหญ่ในวิถีเทพกันทั้งนั้น ช่างมหัศจรรย์จริง”
สี่ขอบเขตวิถีเทพ
จอมเทพขอบเขตอมรณานั้นนับเป็นยักษ์ใหญ่สูงสุดเหนือนภาในโลกแห่งเทพ
และท่านเทพซีเยว่กับท่านเทพลั่วเหิงต่างก็เป็นตัวตนซึ่งเป็นรองเพียงจอมเทพ สถานะในโลกแห่งเทพต้องห่างไกลเกินกว่าเทพทั่วไปจะเทียบเทียม!
ลั่วเทียนตูอึดอัดใจ ก่อนหน้านี้เจ้าไม่เห็นจะมีอาทวดข้าในสายตา!! เพิ่งรู้เรอะว่าอาทวดข้ายิ่งใหญ่นัก?
หลังครุ่นคิดเล็กน้อย ลั่วเทียนตูก็กล่าวเตือนด้วยหวังดี “สหายเต๋าซู แม้เจ้าจะทำลายอวตารจำนงของอาทวดข้าไป อย่าได้ลำพองใจ อวตารจำนงนั้นก็แค่การควบแน่นของอำนาจวิถีเทพ ทำลายไปก็ไร้ผลต่ออาทวดข้าอยู่ดี”
“หากไม่ใช่เพราะการกดข่มจากกฎบัญญัติแดนเซียน อวตารจำนงของอาทวดข้าจะสามารถใช้อำนาจเทียบเท่าร่างจริงของเขาได้!”
ซูอี้หยิบเนื้อย่างขึ้นมาส่งให้ลั่วเทียนตู ขณะถือเนื้อย่างอีกไม้กินเองและกล่าวอย่างเรียบเฉย “ทวยเทพไม่ยอมปล่อยข้าอยู่ และข้าก็มิยอมให้เทพอยู่ แม้จะจริงที่พวกเขาสูงส่งยิ่งใหญ่เกินข้าเอื้อม ทว่าภายหน้า ข้าจะเหยียบย่ำพวกเขาให้จมดิน”
ลั่วเทียนตู “……”
เขากัดกินเนื้อย่างจนแก้มตุ่ยไปชั่วขณะ ก่อนจะรำพึง “ยามข้ายังเยาว์ ข้าก็เคยวาดฝันไว้เช่นกันว่าสักวัน ข้าจะอยู่เหนือทวยเทพ แต่ยิ่งเติบใหญ่มากประสบการณ์ ข้าก็ยิ่งตระหนักว่าทวยเทพอันสูงส่งนั้นน่าสะพรึงกลัวเพียงไร”
“เหมือนเช่นปุถุชนวาดฝันจะขึ้นเหนือจักรวาลพร่างดาว ทว่ามิอาจเอื้อมถึง!”
ลั่วเทียนตูนิ่งไปเล็กน้อย “แต่ข้าจะรอวันที่สหายเต๋าซูบรรลุมัน!”
ซูอี้เสสรวลกล่าว “การณ์ทั้งหลายต่างกระทำโดยคน ขอเพียงยึดมั่นใจหัวใจวิถีและเพียรพยายาม ย่อมไร้สิ่งใดเป็นไปไม่ได้”
ลั่วเทียนตูลังเลครู่หนึ่ง และท้ายที่สุดก็อดกล่าวมิได้ “อวตารจำนงแห่งเทพต่างมายังสมรภูมิแห่งยุคสมัยกันแล้ว สำหรับเจ้า นี่คือหายนะวิปโยคอันแทบแก้มิได้ เจ้า… ไม่กังวลเลยหรือ?”
โดยไม่รอให้ซูอี้เอ่ยตอบ ลั่วเทียนตูพลันกล่าวต่อ “จริงอยู่ที่ความแข็งแกร่งของเทพเหล่านั้นเทียบได้เพียงเทพชั้นล่างขอบเขตสรรสร้าง แต่พวกเขาล้วนแต่มีอำนาจวิชาร้ายกาจสูงส่ง ชนิดที่เทพชั้นล่างแท้จริงไม่อาจเทียบได้เลยนะ!”
“ยามพวกเขาตั้งมั่นกำจัดเจ้า ผลที่เกิด……”
ก่อนวาจาของเขาจะครบประโยค ความนัยก็ถูกเผยชัดเจน
ซูอี้จิบสุราและกล่าวว่า “เช่นนั้น เจ้าคิดว่าหากข้าก้าวขึ้นสู่ระดับสุดลึกล้ำ ข้าจะมีอำนาจสู้ได้หรือไม่?”
ศีรษะของลั่วเทียนตูอื้ออึง เข้าใจแล้วว่าไฉนซูอี้จึงมั่นใจ!
อีกฝ่ายประหารเทพได้ในระดับแกนรวมศูนย์ และยังปราบอวตารจำนงของอาทวดเขาลง! หากก้าวขึ้นสู่ระดับสุดลึกล้ำ ความแข็งแกร่งของซูอี้ย่อมทวีคูณถึงจุดใดไม่อาจทราบ!!
ลั่วเทียนตูพลันจำบางสิ่งได้ทันที แล้วสีหน้าก็แปรเปลี่ยนไป “พี่ซู มีเรื่องหนึ่งที่เจ้าอาจมิทราบ ทวยเทพจับตามองเจ้าอยู่แล้ว และไม่ว่ายามใดที่เจ้าเคลื่อนขอบเขตข้ามหายนะ มันจะดึงดูดสายตาเทพเหล่านั้นมา”
“เพราะเหตุนี้เอง บุตรและบุตรีแห่งสวรรค์เช่นข้าจึงได้รู้ชัดว่าการฝึกฝนของเจ้าอยู่ในระดับใด”
“และหนนี้แตกต่างออกไปแล้ว”
สีหน้าของลั่วเทียนตูพลันเคร่งเครียด “ข้าได้ยินอาทวดข้าพูดอยู่ว่าหากเจ้าเคลื่อนสู่ระดับสุดลึกล้ำ ทวยเทพจะลงมือสังหารเจ้าอย่างร้ายแรงสูงสุดขณะก้าวข้ามมหาภัยพิบัติ! แม้จะฆ่าเจ้าไม่ได้ แต่พวกเขาจะหยุดมิให้เจ้าเข้าสู่ระดับสุดลึกล้ำอย่างแน่นอน!”
ซูอี้เลิกคิ้ว เขาตะลึงกับข่าวนี้
ยังมีเรื่องนี้อีกหรือ?
ดูเหมือนว่ากาลก่อน ยามเขาข้ามขอบเขตพิสูจน์เต๋า ทวยเทพผู้ถูกหลี่ฝูโหยวไล่ไปไม่คิดยอมแพ้ จึงตัดสินใจทุ่มสุดกำลังโจมตียามเขาเคลื่อนสู่ระดับสุดลึกล้ำ!
สิ่งรับมือยากที่สุดคืออำนาจกรรมวิถีหลี่ฝูโหยวไม่อาจมาช่วยได้อีกแล้ว
ยามเคลื่อนระดับสู่สุดลึกล้ำ เขาพึ่งได้เพียงตน!
เพราะเช่นนั้น หากทวยเทพโจมตีสุดกำลัง มันจึงอันตรายยิ่งจริงแท้ และผลลัพธ์ก็แปรเปลี่ยนสุดหยั่งคาด!
ครู่ต่อมา ซูอี้รำพึง “ดูเหมือนทวยเทพที่ว่าเหล่านั้นจะตระเตรียมการฆ่าข้าไว้ล่วงหน้าแล้ว ข้าควรปลาบปลื้มหรือเดือดดาลดีหนอ?”