บันทึกตำนานราชันอหังการ [ 剑道第一仙 ] - บทที่ 1976 ทารกเทพ!
บทที่ 1976 ทารกเทพ!
เนื้อย่างส่งเสียงร้อนฉ่าบนเตาเสริมสวรรค์ ไม่ต้องใช้เครื่องเทศปรุงแต่งใดๆ ก็ถือเป็นอาหารโอชารสชั้นหนึ่งในโลกหล้าได้
ดื่มสุราอึกใหญ่ เคี้ยวเนื้อคำโต เบิกบานสำราญ ทวยเทพไม่อาจยุ่งเกี่ยว
กาลก่อน ลั่วเทียนตูยังคงไม่ชอบใจกับการที่ซูอี้ฆ่าอวตารจำนงของอาทวดตน ท่านเทพลั่วเหิงอยู่
ทว่าเมื่อเสวนากินดื่มกับซูอี้ต่อไป ความไม่พอใจนี้พลันเลือนหาย
“จะว่าไป เจ้ารู้ที่มาของเจ้าตัวน้อยนี้หรือไม่?”
ซูอี้นำวานรน้อยออกมา
ทันทีที่เจ้าตัวน้อยออกมาได้ คู่เนตรสีทองก็เรืองรองทอแสง เอื้อมอุ้งมือคว้าเนื้อย่างชิ้นหนึ่งบนเตาเสริมสวรรค์เข้าปากกลืนเอื๊อก
และเมื่อเห็นวานรน้อยตัวนี้ ดวงตาของลั่วเทียนตูพลันเบิกกว้างขึ้นชั่วขณะราวตื่นตกใจ
ครู่ต่อมา เขาก็กล่าวว่า “พี่ซู เจ้าตัวน้อยนี่ออกมาจากศิลาฮุ่นตุ้นในสมรภูมิแห่งยุคสมัยนี้หรือเปล่า?”
ซูอี้กล่าว “ถูกต้อง”
ลั่วเทียนตูสูดหายใจเฮือก ดวงตาเจิดจรัสคลั่งไคล้ “เช่นนั้นก็ถูกแล้ว! หากข้าเข้าใจไม่ผิด เจ้าตัวน้อยนี่คือทารกเทพโดยกำเนิด! เป็นเทพผู้… ก่อเกิดจากที่มาแห่งฮุ่นตุ้น!!”
“เทพ?”
เตาเสริมสวรรค์ตะลึง
ซูอี้เองก็ผงะ
บรรยากาศเงียบงันวังเวง
มีเพียงวานรน้อยผู้ไม่รู้สึกรู้สา ยกเนื้อย่างขึ้นกัดกินอย่างสำราญใจจนปากเปรอะน้ำมันเยิ้ม
“ทารกเทพโดยกำเนิด ฮุ่นตุ้นบ่มเพาะบำรุง เกิดเป็นเทพโดยแท้จริงนับแต่กำเนิด เรื่องนี้ถูกบันทึกไว้เป็นพิเศษในคัมภีร์โบราณจากสกุลข้า”
ลั่วเทียนตูกล่าว “เจ้าตัวน้อยนี่คือเทพผู้ก่อเกิดจากฮุ่นตุ้น แต่มันยังเยาว์วัยและอ่อนแอยิ่งนัก ยามเติบใหญ่ มันจะสามารถควบคุมอำนาจกฎแห่งยุคสมัย มีอำนาจยิ่งใหญ่น่าสะพรึงกลัวยิ่งโดยธรรมชาติ หาแตกต่างจากเทพแท้จริงอื่นใดไม่”
วาจาของเขายากจะซุกซ่อนความริษยา “ในโลกแห่งเทพมีทารกเทพโดยกำเนิดเพียงน้อยนิด ยากจะพบพานได้ในรอบพันหมื่นปี”
“แม้แต่ ‘บรรพปีศาจหยาจื้อ’ หนึ่งในหกบรรพชนวิถีปีศาจเองก็เป็นทารกเทพโดยกำเนิด!”
“หรือ ‘ท่านมังกรพิสุทธ์ล้วน’ มังกรสวรรค์พิทักษ์ลัทธิของภูเขาวิญญาณสุขาวดีก็เป็นทารกเทพมังกรขาวผู้กำเนิดจากฮุ่นตุ้น!”
“ข้าไม่คาดเลยจริงๆ ว่าในสมรภูมิแห่งยุคสมัยนี้ พี่ซูจะไปพบทารกเทพเช่นนี้ได้ น่าตกใจจริงๆ”
ดวงตาของลั่วเทียนตูยามมองไปที่วานรน้อยนั้นแสนร้อนรุ่ม ไม่ได้ซุกซ่อนความริษยาไว้
เทพโดยกำเนิด!
หากเป็นในโลกเทพ ทั่วหล้าได้ลือลั่นทั่วแน่แท้!
“หากเป็นเช่นนั้น หนนี้ข้าก็ส้มหล่นครั้งใหญ่เลยจริงๆ”
ในที่สุดซูอี้ก็ตระหนักถึงค่าของวานรน้อยตัวนี้
อีกฝ่ายเป็นเทพ!!
มิน่าเล่า ยามสัตว์ประหลาดปฐมสวรรค์ระดับครึ่งเทพพบมัน จึงแสนครั่นคร้ามมิกล้าขยับ
ที่แท้สายเลือดของวานรน้อยนี้ก็เปี่ยมด้วยอำนาจเทพ!!
ลั่วเทียนตูสงบใจกล่าว “พี่ซู การเลี้ยงทารกเทพโดยกำเนิดเหล่านี้ไม่ง่ายเลย เพียงทรัพยากรฝึกฝนที่มันกิน เทพทั่วไปยังรับมิไหวเลยนะ”
“ในโลกแห่งเทพ มีเพียงขุมกำลังสูงสุดซึ่งมีทรัพยากรและรากฐานยิ่งใหญ่เท่านั้นที่สามารถสนองความต้องการจนทารกเทพโดยกำเนิดเติบใหญ่ได้”
ซูอี้รับคำในคอและกล่าวว่า “หากเลี้ยงไม่ไหว ก็ให้มันหากินเอง”
ความต้องการทรัพยากรฝึกฝนของเขาเองก็เปรียบดั่งเหวไร้ก้น เขาจะยังเลี้ยง ‘สัตว์ร้ายกระหายหิว’ เช่นนี้ไหวหรือ?
ลั่วเทียนตูที่ได้ยินพลันยิ้มขื่น
เกรงว่าคงมีซูอี้ผู้เดียวที่ปฏิบัติต่อทารกเทพโดยกำเนิดอย่างเฉียบขาดเพียงนี้
“พี่ซู แม้มันจะยังอ่อนแอ แต่ในสมรภูมิแห่งยุคสมัยนี้ มันมีบทบาทอัศจรรย์!”
ลั่วเทียนตูกล่าว “มันเกิดขึ้นจากที่มาฮุ่นตุ้นของแดนเซียน และเดิมทีสมรภูมิแห่งยุคสมัยนี้ก็ถูกสร้างขึ้นโดยอำนาจที่มาของแดนเซียน ดังนั้นที่เห็นนี้จึงเหมือนเป็นบ้านของมันนั่นแหละ!”
หัวใจของซูอี้กระตุก “เจ้าหมายความว่ามันช่วยข้าหาชิ้นส่วนแห่งยุคสมัยได้หรือ?”
ลั่วเทียนตูพยักหน้า “ถูกต้อง! นอกจากนั้น หากมีมันอยู่ ยังสามารถไล่เภทภัยจากสัตว์ประหลาดปฐมสวรรค์อันร้ายกาจยิ่งบางตัวได้ด้วยนะ!”
ซูอี้ก้มลงมองเจ้าวานรน้อยผู้เอาแต่กินไม่หยุดปาก และลอบกล่าวในใจว่าเขาจะลองใช้ความสามารถนี้ดู
……
พร้อมกันนั้น ซีหนิงก็กำลังเสวนากับท่านเทพซีเยว่
“อาหนิง เดี๋ยวข้าจะพาเจ้าไปพบผู้ยิ่งใหญ่โดยแท้จริงผู้หนึ่ง”
“ใครหรือเจ้าคะ?”
“ข้าจะพาไปพบ ‘จอมเทพอวิ๋นเหอ’ แห่งศาลเต๋าตรีวิสุทธิ์!”
จอมเทพอวิ๋นเหอ!
คู่เนตรพร่างดาวของซีหนิงชะงักงัน
ในโลกแห่งเทพ ศาลเต๋าตรีวิสุทธิ์เป็นหนึ่งในขุมกำลังยักษ์ใหญ่ค้ำสวรรค์และหนึ่งในสามศาลเต๋า
และจอมเทพอวิ๋นเหอก็เป็นตัวตนบรรพกาลของศาลเต๋าตรีวิสุทธิ์อันเป็นตำนาน!
“ไฉนตัวตนทรงพลังเพียงนั้นจึงเข้ามาพัวพันด้วยตนเองกันเจ้าคะ?”
ซีหนิงกล่าวอย่างตกตะลึง
“ผู้ใดจะละเลยชิ้นส่วนแห่งยุคสมัยไร้เทียมทานได้?”
ท่านเทพซีเยว่กล่าว “นอกจากนั้น ยังมีคนบาปซูอี้อยู่ ผู้เฒ่าสูงสุดทั้งหลายในโลกเทพต่างให้ความสนใจกับเรื่องนี้ และพวกเขาจะปล่อยซูอี้รอดไปจากสมรภูมิแห่งยุคสมัยไม่ได้หรอก”
เมื่อได้ยินซีเยว่เรียกซูอี้เป็น ‘คนบาป’ คิ้วงามของซีหนิงพลันขมวดเข้าหากันเล็กน้อย
นางกล่าวเบี่ยงประเด็น “ท่านป้าทวด เราจะทำเช่นไรเพื่อเข้าพบจอมเทพอวิ๋นเหอหรือเจ้าคะ?”
“เจ้ายังเข้าพบมิได้”
ท่านเทพซีเยว่จนใจเล็กน้อย “ในอดีต เจ้าร่วมมือกับซูอี้บ่อยครั้งจนบุตรและบุตรีแห่งสวรรค์ทั้งหลายถือเจ้าเป็นพวกเดียวกันกับซูอี้ไปแล้ว ยามข้าอยู่ในแดนเซียน คนใหญ่คนโตมากมายต่างก็เผยความไม่พอใจกับเรื่องนี้และสร้างแรงกดดันต่อเราสกุลซี”
“บางคนข่มขู่จะให้เจ้าและสกุลซีของเราชดใช้!”
ซีหนิงขมวดคิ้ว “ร้ายแรงเพียงนั้นเลยหรือเจ้าคะ?”
ท่านเทพซีเยว่กล่าวด้วยสีหน้าเคร่งขรึม “ซูอี้แตกต่างจากผู้ใด เขาเป็นปัญหาใหญ่ในหัวใจเหล่าผู้นำในโลกเทพ ผู้ใดที่เกี่ยวข้องกับเขาจะจบดีได้เช่นไร?”
“เราสกุลซีก็มองได้ว่าเป็นสกุลโบราณในโลกเทพ แต่หากเทียบกับจอมเทพเหล่านั้นกลับยังต่ำต้อยกว่า หากสกุลเราถูกหมายหัวเพราะซูอี้ ปัญหาจะมิจบสิ้นเป็นแน่”
“ยังดีที่บรรพชนท่านหนึ่งในสกุลซีเราเป็นศิษย์ร่วมสำนักกับจอมเทพอวิ๋นเหอ ด้วยสัมพันธ์นี้ จอมเทพอวิ๋นเหอจะช่วยเราแน่นอน”
สีหน้าของท่านเทพซีเยว่พลันอ่อนลงมาก “ขอเพียงเราแสดงจุดยืนชัดเจน สะบั้นสัมพันธ์กับซูอี้เสีย อย่างน้อยในสมรภูมิแห่งยุคสมัยนี้ก็จะไร้ผู้ใดมองเราเป็นผู้สมรู้ร่วมคิดของซูอี้”
ซีหนิงเงียบไป
สะบั้นสัมพันธ์ไป จะเลี่ยงหายนะที่ว่านั่นได้หรือ?
แม้แต่ตัวซูอี้เองก็เสนอเช่นนี้เพื่อไม่ให้นางพลอยลำบาก ยามนางได้ยินว่าท่านเทพซีเยว่อยากพานางไปประกาศจุดยืนต่อจอมเทพอวิ๋นเหอด้วยตนเอง หัวใจของนางพลันรู้สึกแสนคับข้อง
นี่มันเลี่ยงหายนะตรงไหน แปรพักตร์เข้าร่วมฝ่ายศัตรูโดยแท้!
“อาหนิง หากเจ้าไม่คิดถึงตนเอง ก็คิดถึงทุกคนในสกุลซีเถิด นี่เป็นเรื่องใหญ่ หละหลวมมิได้เลยนะ!”
ท่านเทพซีเยว่กล่าวเตือน
ท้ายที่สุด ซีหนิงกลับส่ายหน้ากล่าวอย่างเฉียบขาด “ข้าจะมิเข้าไปยุ่งกับเรื่องของสหายเต๋าซู แต่ข้าจะไม่มีวันประกาศจุดยืนต่อศัตรูของสหายเต๋าซู!”
“เจ้า……”
ท่านเทพซีเยว่เดือดดาล
ทว่าเมื่อเห็นท่าทีมาดมั่นของซีหนิง นางก็อดถอนใจกล่าวมิได้ “ก็ได้ ข้าจะจัดการเรื่องนี้เอง”
ซีหนิงกระซิบ “ท่านป้าทวด ข้า… ช่างไม่รู้ความเอาเสียเลยหรือเจ้าคะ?”
แววตาของท่านเทพซีเยว่ซับซ้อน กุมหัตถ์หยกของซีหนิงไว้อย่างนุ่มนวลและกล่าวว่า
“ถึงไม่รู้ความ เจ้าก็ยังเป็นอาหนิงน้อยผู้ต้องการการดูแลที่สุดในใจข้านะ”
ซีหนิงผงะไป ก้มหน้าลงแล้วกุมมือท่านเทพซีเยว่ไว้แน่น
ยามนางยังเยาว์ก็เช่นกัน สิ่งที่นางชอบที่สุดคือจับมือป้าทวดของนางไว้แน่นขณะเที่ยวเล่นไปทั่ว ไม่ว่านางจะต้องการสิ่งใด ป้าทวดของนางก็จะคอยตามใจเสมอ
นั่นคือความทรงจำยามเยาว์อันงดงามเลอค่าที่สุดของนาง
……
หมอกหนาคล้อยเคลื่อน หุบเขาทอดยาวลดหลั่น
ซูอี้นั่งขัดสมาธิในถ้ำ ณ ตีนเขาแห่งหนึ่ง
หลังกล่าวลากับลั่วเทียนตู ซูอี้ก็เริ่มเก็บตัวฟื้นบาดแผลในถ้ำแห่งนี้
ในใจของเขาย้อนคิดถึงรายละเอียดศึกระหว่างตนและอวตารจำนงของท่านเทพลั่วเหิง
ท้ายที่สุด ชายหนุ่มก็สรุปได้ว่า……
หากเขาทุ่มสุดกำลังอย่างไม่คิดชีวิต อำนาจต่อสู้ของอวตารจำนงท่านเทพลั่วเหิงยังร้ายกาจเกินไปจริงแท้ ห่างไกลเกินเทพบรรลุใหม่อย่างเจียงไท่เออจะเทียบชั้น!
หากคิดชนะ ซูอี้ก็จำต้องใช้ปราณดาบเก้าคุมขังเข้าช่วย
“ท่านเทพลั่วเหิงเป็นเทพในขอบเขตกำเนิดวาสนา หากเปลี่ยนเป็นอวตารจำนงของจอมเทพขอบเขตอมรณา ความแข็งแกร่งก็ย่อมยิ่งทวีคูณชวนสะพรึง”
“และจากวาจาของลั่วเทียนตู จอมเทพมากมายก็มาถึงสมรภูมิแห่งยุคสมัยกันแล้ว หากไปเจอเข้าคงอันตรายเป็นแน่……”
ซูอี้จำบางอย่างขึ้นได้
ก่อนยุคอวสานเซียนบังเกิด อวตารจำนงของพุทธเจ้าแผดตะเกียงเคยมายังแดนเซียนและเข้าไปในวังมังกรทะเลบูรพา กระทั่งเทพมังกรจี้ถิงผู้บรรลุเทพยังต้องตกตายอย่างน่าสยดสยองด้วยมือเขา!
เหตุนี้สร้างความตกตะลึงหนักหนาแก่ซูอี้
แม้จะย้อนคิดในยามนี้ ชายหนุ่มก็ยังต้องยอมรับว่าจอมเทพอย่างพวกพุทธเจ้าแผดตะเกียงนั้นร้ายกาจเกินไปจริงๆ
‘ดูเหมือนว่าข้าจำเป็นต้องรีบพิสูจน์เต๋าสู่ระดับสุดลึกล้ำเสียแล้ว’
ซูอี้ลอบกล่าวในใจ
สถานการณ์ร้ายแรงยิ่งเช่นนี้ แม้จะถูกทวยเทพจู่โจมยามเผชิญหายนะ เขาก็ยังต้องพัฒนาความแข็งแกร่งโดยเร็วที่สุด ทุกวิธีการ!
กาลเวลาเคลื่อนผ่าน
หนึ่งวันผ่านไป
บาดแผลของซูอี้ฟื้นตัว วิถีเต๋ากลับมาสมบูรณ์พร้อม เขาลุกขึ้นเดินออกจากถ้ำที่ตนอยู่สู่โลกภายนอกทันที
ชายหนุ่มตัดสินใจเคลื่อนขอบเขต!
ทันทีที่ใจคำนึง ปราณทั่วร่างพลันคำรามอย่างเงียบเชียบ อำนาจจิตวิญญาณปลดปล่อยเต็มที่โดยไร้ปิดบัง
ลึกๆ ในใจบังเกิดลางบอกเหตุแห่งการเคลื่อนระดับอย่างชัดเจน
มาแล้ว!
สีหน้าของซูอี้เผยเค้าคาดหวัง
ทว่าไม่นานนัก คิ้วของเขาก็เป็นต้องขมวด
ลางบอกเหตุอันแรงกล้าพลันหายวับไปกะทันหัน!
ราวถูกหัตถ์ใหญ่ล่องหนลบหายไป ไม่ว่าซูอี้จะสัมผัสเช่นไรก็มิอาจพบร่องรอยได้อีก
เกิดอันใดขึ้น?
สีหน้าของซูอี้ดูไม่แน่ใจ
หลังสังหารเจียงไท่เออเมื่อกาลก่อน ชายหนุ่มก็สังหรณ์อย่างแรงกล้าแล้วว่าตนสามารถเคลื่อนขอบเขตสู่ระดับสุดลึกล้ำได้ทุกเมื่อ
ยิ่งกว่านั้น เมื่อครู่นี้ เขาก็สบโอกาสเคลื่อนขอบเขตแล้วด้วย
แต่ใครเล่าจะคิดว่าโอกาสนั้นจะเลือนหายไปอย่างลึกลับไร้เหตุผล!
‘หรืออำนาจที่มาฮุ่นตุ้นของสมรภูมิแห่งยุคสมัยนี้ขวางโอกาสบรรลุขอบเขตของข้าไว้?’
ซูอี้ครุ่นคิดในใจ
ทันใดนั้น สุญตาไกลออกไปพลันแหลกร้าว ร่างหนึ่งปรากฏขึ้นในอากาศธาตุ
“เจ้าคนบาป ในที่สุดก็เจอเจ้าแล้ว!”
เขาเป็นชายชราร่างผอมในชุดผ้า ทันทีที่พบซูอี้ ใบหน้าของอีกฝ่ายพลันแย้มยิ้มปรีดา ดูยินดีเหลือล้น
พร้อมกันนั้น ยามวจีถูกเอ่ย เจ้าตัวก็สาวเท้าเข้ามายกมือขว้าง
วูบ!
เส้นสีดำประหลาดอันเปี่ยมปราณร้ายแรงโปรยลงจากนภา ห้อมล้อมซูอี้ไว้
ลงมือโดยทันที!