บันทึกตำนานราชันอหังการ [ 剑道第一仙 ] - บทที่ 1990 นาง!
บทที่ 1990 นาง!
ความมืดในฟ้าดินโรยตัวเยี่ยงผืนม่าน ดูประหนึ่งรัตติกาลนิรันดร์
ชายในอาภรณ์ยาวยืนอยู่กับที่ ร่างกายปกคลุมด้วยกฎบัญญัติ ซึ่งสร้างเป็นอักขระประหนึ่งเจ้าครองอนธการ
เมื่อเปรียบเทียบกันแล้ว อวตารเจตจำนงของจอมเทพอย่างพุทธเจ้าแผดตะเกียงดูด้อยไปถนัดตา
คนผู้นี้อันตราย!
อันตรายเสียจนซูอี้สัมผัสได้ถึงภัยคุกคามที่รับมือได้ยากในทันที!
“อำนาจอันอยู่เหนือกับนทีสายยาวแห่งโชคชะตาหรือ?”
ซูอี้กล่าว “งั้นรอดูเลยว่าอำนาจนี้จะสะบั้นเจ้าได้หรือไม่”
เขาแบมือออก เคล็ดพลังเวิ้งลึกล้ำควบแน่นเป็นปราณดาบละล่องเหนือเวหา
ดวงตาของชายในชุดขาวหรี่ลงอย่างเงียบงัน “ข้าไม่คิดเลยว่าเจ้าจะได้อำนาจอันเกี่ยวพันกับวิถีโชคชะตาก่อนบรรลุเป็นเทพ ชวนให้ประหลาดใจจริงแท้ ทว่า…ความเชี่ยวชาญในอำนาจนี้ของเจ้าอ่อนแอเกินกว่าจะอยู่ในสายตาอยู่ดี”
ว่าแล้ว เขาก็กล่าวอย่างสนอกสนใจ “ยังมีสิ่งอื่นหรือไม่? อย่านำดาบวิถีนั่นออกมานะ เจ้ายังไม่ได้เป็นเทพ ยังไร้อำนาจจะตอบสนองต่อดาบวิถีนั่นได้ และไม่ถือเป็นภัยคุกคามในสายตาข้า”
ดูเหมือนเขาจะไม่ห่วงเลยว่าซูอี้จะใช้กลอุบายใด สีหน้ายังคงไร้ซึ่งความกลัว
จอมเทพทั้งหลายเองก็มองชายหนุ่มด้วยสีหน้าไม่เป็นมิตรมากขึ้นทุกขณะ
ซูอี้รับคำในคอ เขาพลิกฝ่ามือแล้วนำจี้หยกอีกชิ้นออกมา “แล้วนี่เล่า?”
“นี่?”
ชายในอาภรณ์ยาวแย้มยิ้ม
ทว่ายามสายตาจับจ้องจี้หยกชิ้นนี้ รอยยิ้มบนใบหน้าของเจ้าตัวพลันค้างแข็ง ดวงตาเบิกกว้างในทันใด
พุทธเจ้าแผดตะเกียงและพรรคพวกสัมผัสได้ชัดเจนว่าสีหน้าของชายในอาภรณ์ยาวเคร่งขรึมขึ้นมาเล็กน้อย
เขาดู…ครั่นคร้ามต่อจี้หยกชิ้นนั้นยิ่ง!!
จี้หยกชิ้นนั้นมีขนาดเท่าฝ่ามือ พื้นผิวกลมเกลี้ยง สลักไว้เพียงคำว่า ‘แท่นจิตวิญญาณสูงหนึ่งนิ้ว ประจักษ์แจ้งถือครองกาย’
เปลือกตาของจอมเทพทั้งหลายถึงกับกระตุก
เดิมที ชายในอาภรณ์ยาวปรากฏขึ้นจากจี้หยกชิ้นหนึ่ง
และยามนี้ ซูอี้ก็นำจี้หยกอีกชิ้นออกมา ซึ่งดูเหมือนปราณในจี้หยกนี้จะไม่ธรรมดายิ่งเช่นกัน!
“ยุควิญญาณยุทธ์ ยันต์วิถีอันสร้างขึ้นโดยเจ้าภูเขาฟางชุ่น……”
ชายในชุดยาวเงียบไปครู่หนึ่ง ก่อนจะทอดถอนใจ “ข้าไม่ได้พบเห็นสมบัติเช่นนี้มาเนิ่นนานแล้ว”
แล้วเขาก็ส่ายหน้าพลางกล่าวขึ้นทันทีว่า “หยกชิ้นนี้ทำอันใดข้าไม่ได้หรอก”
เขามองซูอี้ด้วยคู่เนตรกระจ่างเยี่ยงสายธาร ก่อนจะกล่าวขึ้นว่า “ยังมีสิ่งอื่นหรือไม่? หากไม่ ข้าจะลงมือแล้วนะ”
บรรยากาศพลันหนักอึ้ง
แสงเงาดำมืดเคลื่อนตัวเยี่ยงธารา สั่งสมเพิ่มพูนในฟ้าดิน
จอมเทพทั้งหลายพร้อมจะลงมือ
แต่ทันใดนั้น หนึ่งวจีอันไพเราะทว่าเย็นชาพลันดังขึ้น
“เป็นถึงตัวตนผู้สัมผัสเคล็ดแห่งธารสายยาวแห่งโชคชะตา แต่กลับแสร้งวางท่า มิละอายบ้างหรือไร?”
ทุกผู้ต่างผงะ
ทุกสายตามองไปยังทิศเดียวกันโดยพร้อมเพรียง
ชีพจรวิถีฮุ่นตุ้น!
ไม่อาจทราบได้ว่าร่างเพรียวบางเยี่ยงภาพฝันปรากฏออกมาจากชีพจรวิถีฮุ่นตุ้นแต่ยามใด รูปลักษณ์ของนางงดงามตรึงจิต บรรยากาศรอบกายสูงส่งเหนือใคร คู่เนตรพร่างดาวกระจ่างใส
เมื่อนางเยื้องย่างเข้ามา พิรุณแสงก็แปลงเปลี่ยนเป็นวงแหวนเทพหมุนวนอยู่เบื้องหลังอย่างแช่มช้า สะท้อนนิมิตพิสดารมากมาย
“ไฉนจึงเป็นนางได้……”
จอมเทพอวิ๋นเหอผงะไป
สตรีลึกลับผู้นี้ ดูเช่นไรก็เป็นซีหนิง บุตรีแห่งสวรรค์จากตระกูลซีชัดๆ!
ก่อนหน้านี้ ซีหนิงเคยมาพบเขาพร้อมกับท่านเทพซีเยว่ แล้วเขาจะไม่รู้จักนางได้เช่นไร?
ทว่าทันใดนั้น จอมเทพอวิ๋นเหอก็ตรวจพบความแตกต่าง
ปราณของ ‘ซีหนิง’ ผู้อยู่ตรงหน้าเขานั้นคลุมเครือเกินไป และยังน่าสะพรึงกลัวอย่างยิ่ง ยามสัมผัส เขาและจอมเทพอื่นๆ ต่างมิสบายใจอย่างยิ่งยวด!
พุทธเจ้าแผดตะเกียงกับคนตกปลาเองก็ประหลาดใจ และสัมผัสถึงความผิดปกตินี้ได้เช่นกัน
ซูอี้เองก็ตกตะลึง!
ซีหนิง…นางยังมีชีวิต!?
ทว่า ก่อนจะทันได้ยินดี ชายหนุ่มพลันสังเกตเห็นบางสิ่งผิดปกติ
ซีหนิงในยามนี้นั้นดูสูงส่งเยี่ยงปุยเมฆ แม้อยู่ตรงหน้า แต่ก็ให้ความรู้สึกราวอยู่ห่างออกไปแสนไกล!
นอกจากนั้น ปราณบนร่างของนางยังน่าสะพรึงกลัวเกินไป ร้ายกาจยิ่งกว่าชายในชุดยาวเสียอีก!
แม้การค้นพบนี้จะทำให้ซูอี้ตะลึงตกใจ แต่หัวใจของเขาก็ยากซ่อนความตื่นเต้นได้
‘ไม่ว่าอย่างไร ซีหนิงก็ยังไม่ตายเป็นแน่! หาไม่ มีหรือเหตุเกินคาดเช่นนี้จะเกิดขึ้น? ว่าไปแล้ว เหตุการณ์นี้ต้องเกี่ยวกับความลับในตัวนางเป็นแน่!’
ซูอี้กล่าวในใจ
ยามเห็นซีหนิงนอนจมกองเลือดในอ้อมแขนของตนก่อนหน้านี้ ซูอี้เสียอาการ หัวใจสุดแสนรวดร้าวระคนเดือดดาล
ทว่ายามนี้ เขาตระหนักแล้วว่าอีกฝ่ายมิได้ตกตายโดยแท้จริง
นางต้องยังมีชีวิตอยู่!!
การค้นพบนี้ มีหรือซูอี้จะมิรู้สึกยินดี ลิงโลด ตื่นเต้น?
ยามนี้ ซีหนิงตกตายเพื่อเขา หากนางสิ้นสลายชั่วกาลจริงๆ ซูอี้จะรู้สึกผิดต่อเรื่องนี้อย่างมิอาจปล่อยวางได้ชั่วชีวิตเป็นแน่
โชคดีที่เรื่องเช่นนั้นไม่ได้เกิดขึ้น
สิ่งที่เกิดขึ้นก่อนหน้านี้กล่าวได้แค่สี่พยางค์
‘ตื่นตูมไปเอง!!’
“ไม่คาดคิดเลยว่าข้าจะยังได้พานพบ ‘สหายร่วมวิถี’ ในมหาวิถีที่นี่”
เมื่อเห็นร่างของซีหนิง ชายในชุดยาวก็อดรำพึงมิได้ “ตัวแปรเช่นนี้ไม่อาจสกัดขวางได้โดยแท้”
สหายร่วมวิถี!
คำกล่าวนี้ทำให้จอมเทพทั้งหลายใจสะท้าน ผู้อยู่ร่วมวิถีกับชายในชุดยาวต้องเป็นตัวตนผู้เริ่มเสาะแสวงความลับของธารสายยาวแห่งโชคชะตากันทั้งสิ้น!!!
แต่ใครเล่าจะคาดคิดว่าตัวตนเช่นนี้ แท้จริงแล้วคือบุตรีแห่งสวรรค์จากตระกูลซี?
ตัวแปรเช่นนี้เกินคาดคิดเกินไปจริงๆ
“คนคำนวณหรือจะสู้ชะตาลิขิต เจ้าไม่กล้าฝ่าฟันบนมหาวิถี แต่กลับทุ่มเทความคิดกับอุบาย พยายามใช้เล่ห์กลเพื่อแย่งชิงวัฏสงสาร ท้ายที่สุด เจ้าก็ย่อมคว้าน้ำเหลว”
ไกลออกไป ซีหนิงเยื้องย่างเข้ามา ร่างปกคลุมด้วยพิรุณแสง สูงส่งเหนือผู้ใด
นางยืนข้างกายซูอี้แล้วหันมามองเขา ในคู่เนตรพร่างพราวอันกระจ่างใสนั้นเหมือนจะมีความรักอันลึกล้ำพลุ่งพล่านอยู่
ทว่านางกลับกระซิบเพียงว่า “พี่ชายร่วมวิถี มิได้พบกันนานเลย”
ไม่ได้พบกันนานเลย!
เป็นประโยคอันราบเรียบ
ทว่าดูจะซุกซ่อนความปรีดาอันไร้สิ้นสุดและความรู้สึกมากมาย
“ซีหนิงยังมีชีวิตหรือไม่?” ซูอี้เอ่ยถาม เพราะเขาสัมผัสได้ว่า ‘ซีหนิง’ ตรงหน้าเขานี้เหมือนจะรู้จักเขามาเนิ่นนาน กระทั่งมีความสัมพันธ์ไม่ธรรมดากับตนด้วย
ทว่ามันเป็นเพียงการคาดเดา ไม่ได้ปักใจมากนัก
สิ่งที่เขาเป็นห่วงจริงๆ คือความเป็นความตายของซีหนิงต่างหาก!
สตรีผู้นั้นผงะไป และคู่เนตรพร่างพราวของนางก็ปรากฏความหมองหม่นเล็กน้อย
นางพยักหน้าเล็กน้อยและกล่าวเสียงเบา “นางมิเป็นไรหรอก”
ซูอี้พลันถอนหายใจโล่งอก กล่าวขึ้นอย่างซาบซึ้ง “ขอบคุณมาก!”
คู่เนตรของหญิงสาวดูซับซ้อนเล็กน้อย ก่อนจะส่ายหน้ากล่าว “พี่ชายร่วมวิถีไม่ต้องขอบคุณข้าหรอก ในภายหน้า…เจ้าจะรู้เองว่าข้าคือใคร”
น้ำเสียงของนางมิอาจซุกซ่อนความผิดหวังไว้ได้
รอคอยอย่างคาดหวังมาแสนนาน เพียงเพื่อได้พานพบ
แต่ไม่คิดเลยว่ายามหวนบรรจบ เราสองจะเป็นเช่นคนแปลกหน้า
ไม่สิ!
มิใช่ไม่รู้จักกัน
แต่เป็นเพราะ… พี่ชายร่วมวิถียังมิได้ฟื้นความทรงจำในอดีตชาติต่างหาก!
“แปลกจริง ในเมื่อเจ้ารู้จักเขาในอดีตชาติ ไฉนข้าจึงไม่เคยเห็นเจ้ากัน?”
ทันใดนั้น ชายในชุดยาวซึ่งอยู่ห่างออกไปก็กล่าวขึ้น “บนธารสายยาวแห่งโชคชะตาไร้ร่องรอยมหาวิถีที่เจ้าทิ้งไว้”
สตรีผู้นั้นหาสนใจไม่ คู่เนตรพร่างพราวจับจ้องซูอี้ข้างกาย ขณะกล่าวว่า “พี่ชายร่วมวิถี ข้าต้องจากจรในภายหน้า ก่อนจากกัน เจ้า…มีสิ่งใดอยากบอกข้าหรือไม่?”
ดวงตาของนางแฝงไว้ด้วยความคาดหวัง
ซูอี้นิ่งไปแล้วกล่าวว่า “เจ้ากับซีหนิงมีความสัมพันธ์กันเช่นไร?”
แววตาของหญิงสาวแปลกพิกล ก่อนจะหัวเราะคิกคัก “นางคือข้า เราก็แค่อดีตชาติและปัจจุบันชาติ วิถีเวียนวัฏฝึกฝนใหม่ของเราแตกต่างโดยสิ้นเชิง ยามซีหนิงปลดผนึกที่มาชีวิตของนางทีละขั้น เจ้าจะได้พบตัวตนอันสมบูรณ์เอง”
ซูอี้เลิกคิ้วเล็กน้อย “แล้ว…ตัวตนแท้จริงของเจ้าคือใครกันแน่?”
สตรีผู้นั้นเงียบไปครู่หนึ่ง จึงกล่าวขึ้นว่า “ยามพี่ชายร่วมวิถีฟื้นความทรงจำอดีตชาติ จะจำข้าได้เอง”
“แค่เพียงหนึ่งนามก็ขานไม่ได้หรือ?”
ไกลออกไป ชายในอาภรณ์ยาวกล่าวขึ้นอย่างเหน็บแนม
คู่เนตรเรืองประกายของหญิงสาวแปรเปลี่ยนเป็นเย็นเยียบ
นางหันไปกล่าวว่า “เจ้ามิคู่ควรทราบนามของข้า”
ชายในชุดยาวแย้มยิ้มพลางกล่าวว่า “เช่นนั้นหรือ ห่านผ่านทิ้งวจี วายุพัดทิ้งร่องรอย ในเมื่อเจ้าไม่เผยใบหน้า ข้าจะสืบเองว่าเจ้าคือใครกันแน่!”
ตู้ม!
อำนาจมืดมิด ฟ้าดินเรรวนป่วนปั่น อักขระกฎบัญญัตินับไม่ถ้วนพุ่งทะยานจากร่างชายในชุดยาวเยี่ยงผนึกเทวาเข้าใส่หญิงสาว
สีหน้าของพุทธเจ้าแผดตะเกียงและพรรคพวกแปรเปลี่ยนเล็กน้อย แทบจะหลบหายกันไปโดยพร้อมเพรียง
อำนาจนี้ไม่ใช่สิ่งที่พวกตนต้านทานได้เลย หากถูกลูกหลงจากศึกนี้เข้า อวตารเจตจำนงของพวกเขามิเหลือแน่!
ทั้งหมดทั้งมวลมีเพียงเหตุผลเดียว
กฎสวรรค์แดนเซียนนี้สะกดอำนาจพวกเขาไว้ในระดับเทพชั้นล่าง
ทว่าชายในชุดขาวนั้นแตกต่างออกไป แม้จะเป็นเพียงตราประทับวิญญาณ ทว่าอำนาจก็ร้ายกาจพอจะเมินเฉยต่อกฎสวรรค์แดนเซียนได้!!!
สรุปก็คือ พวกเขาราวกับถูกล่ามทั้งมือและเท้า
ขณะที่ชายในชุดขาวหาอยู่ในพันธนาการใดๆ!!
“ไป!”
ปลายนิ้วเรียวขาวเยี่ยงหิมะของหญิงสาวตวัดเพียงเล็กน้อย
ตู้ม!
พิรุณแสงหลากสีระเบิดขึ้นพร้อมรัศมีเยี่ยงตะวันฉาย ฉีกกระชากอนธการ แผดเผารัตติกาลนิรันดร์ สาดส่องทั่วทุกทิศทาง
ไกลออกไป ชายในชุดยาวส่งเสียงโอดครวญในลำคอ
“เจ้า…เหยียบย่างสู่ขอบเขตอนันตกาลแล้วหรือ?”
สีหน้าของชายในชุดยาวแทบดูไม่ได้ คู่เนตรอันกระจ่างเยี่ยงสายธารพลันน่าสะพรึงกลัวเยี่ยงคู่หุบเหวมืดมนไร้สิ้นสุด
สีหน้าของเขาเปี่ยมความเคร่งขรึม ไม่ได้สงบนิ่งเช่นกาลก่อน!
“พี่ชายร่วมวิถี ข้าบอกแล้ว คนผู้นี้กำลังเสแสร้ง”
หญิงสาวชี้จี้หยกในมือซูอี้ “ก่อนหน้านี้ หากใช้วัตถุนี้ เจ้าจะสามารถลบล้างตราจิตวิญญาณนี่ไปโดยง่าย”
ซูอี้เลิกคิ้ว “คนผู้นี้เสแสร้งหรือ?”
“ถูกต้อง”
หญิงสาวพยักหน้ากล่าว “หากมิใช่เช่นนั้น เกรงว่าเขาคงลงมือไปแล้ว ไม่จงใจใช้ลูกไม้เล็กจ้อย ข่มให้เจ้าคิดว่าจี้หยกนี้อย่างไร้ประโยชน์หรอก”
ซูอี้เข้าใจทันที
ชายในชุดยาวผู้มีปราณอันตรายนี้ เกือบต้มเขาเสียเปื่อยเมื่อครู่ก่อน!!
เรื่องนี้โทษซูอี้ไม่ได้ จี้หยกนี้หลินจิ่งหงให้เขามา บอกเพียงว่าสมบัตินี้ช่วยชีวิตตนได้ แต่ไม่ได้บอกรายละเอียดอื่นเลย
ชายหนุ่มจึงย่อมไม่รู้ว่าจี้หยกชิ้นนี้จะเลิศล้ำเพียงนี้!
พุทธเจ้าแผดตะเกียงกับพรรคพวกเองก็ปั่นป่วนในใจ
คิดให้ตายเช่นไร พวกเขาก็หาคาดคิดไม่ว่าตัวตนน่าสะพรึงกลัวซึ่งพวกตนนับถือจะใช้อุบายเช่นนี้!