บันทึกตำนานราชันอหังการ [ 剑道第一仙 ] - บทที่ 1989 ไพ่ตาย!
บทที่ 1989 ไพ่ตาย!
อวตารเจตจำนงของจอมมารเจวี๋ยเทียนสู้ตาย แต่ก็ยังไม่อาจทำอันใดซูอี้ได้!
ภาพนี้ทำให้หัวใจของจอมเทพผู้อื่นร่วงหล่น
ตู้ม!
ศึกยังคงดำเนิน หลังซูอี้ฟาดฟันจอมมารเจวี๋ยเทียนไป เขาก็ยังทะลวงดาบจู่โจมมิหยุดหย่อน
ดาบอันเจิดจรัสนั้นทะยานตรงเยี่ยงกระทิงโถม
อำนาจวัฏสงสารโปรยปรายไหลเวียนในปราณดาบ ลบล้างสุญตา เคลื่อนฟ้าดินสู่วัฏสงสารไร้สิ้นสุดอันดำมืด
อำนาจร้ายกาจเช่นนี้ เมื่อกอปรกับความสำเร็จวิถีดาบของซูอี้ มันจึงทะยานสู่ระดับอันอัศจรรย์เหลือเชื่อ ทำให้จอมเทพเหล่านั้นสัมผัสภัยร้ายแรง
เพียงไม่กี่อึดใจ อวตารเจตจำนงของสามจอมเทพต่างล่มสลายโรยรา
บ้างเดือดดาลอาวรณ์
บ้างคำรามอย่างเคืองแค้น
บางพร่ำรำพึงถอนใจ
ภาพเช่นนี้ทำให้สถานการณ์ในสมรภูมิตาลปัตรสิ้นเชิง
“มีดาบวิถีนั่นอยู่ ไร้ผู้ใดต่อกรเขาได้! ทุกท่านใช้ไพ่ตายโดยเร็วที่สุดเถิด หาไม่ เราทั้งหลายจะจบสิ้นไปด้วยกันเป็นแน่!”
คนตกปลากล่าวอย่างร้อนใจไม่ยอมแพ้
หลังวางแผนมาแสนนาน ทุ่มเทบากบั่นเกินคณานับเพื่อรอจนโอกาสบรรลุเทพอันไม่เคยบังเกิดนี้ปรากฏจนได้ ใครเล่าจะรับผลลัพธ์เช่นนี้ไหว?
ไม่เพียงคนตกปลา จอมเทพผู้อื่นก็รับมิได้!!!
ไม่เพียงสังหารคนบาปซูอี้ จอมเทพเหล่านี้ยังหมายมาดจะชิงโอกาสบรรลุเทพอันกระจัดกระจายในสมรภูมิแห่งยุคสมัย โดยเฉพาะชิ้นส่วนยุคสมัยไร้เทียมทาน
ทว่ายามนี้ สถานการณ์กลับตาลปัตร หากไม่อาจหยุดยั้งซูอี้ได้อีก ความพยายามตรากตรำทั้งมวลจะไร้ค่า!
ตู้ม!
ปราณดาบคำรณเดือดดาล และอวตารเจตจำนงอีกหนึ่งจอมเทพก็แหลกสลาย เสียงกรีดร้องสะท้านนภา
“เร็วเข้า!”
คนตกปลาร้อนใจ
ยามนี้ ซูอี้ทรงพลังเกินหยุดยั้ง เขาโจมตีจนเหล่าผู้เฒ่าแทบไม่อาจปัดป้อง
จากบนพื้น เหวินเหรินฉินวูบไหวสู่เวหา เพลิงทิพย์ล้อมกายพลันแปรเปลี่ยนเป็นหงสาเพลิง พาร่างของนางทะยานนภาหนีไป
ตู้ม!
ดาบเคียงประชิดวูบไหวกลางอากาศ
ใต้ท้องนภาแสนห่างไกล หนึ่งปราณดาบพร่างพรมเหนือเวหา นำมาซึ่งอำนาจของดาบเก้าคุมขังอันยิ่งใหญ่ลึกลับเกินเข้าใจที่ฟาดฟันลง
เปรี้ยง!
หงสาเพลิงแหลกสลายกลายเป็นเพลิงแสง
เหวินเหรินฉินกรีดร้องโหยหวน “คนบาป! สักวันข้าจะขยี้เจ้าเป็นผุยผง!!”
เสียงยังไม่ทันสร่าง ร่างของนางพลันแหลกสลาย
นี่แหละคุณวิเศษของดาบเคียงประชิด!
ที่ใดซึ่งปลายดาบชี้ แม้ไกลสุดหล้าก็แสนประชิดใกล้
ไม่ว่าจะหนีไวเพียงไรก็ไร้ค่า!
จอมเทพทั้งหลายผู้คิดหลบหนีตื่นตระหนก ทิ้งความคิดหลบเลี่ยงไปทันที
ไม่ว่าจะเต็มใจหรือไม่ ก็ทำได้เพียงประชันตรงๆ!
“เจ้าเฒ่าแผดตะเกียง ป่านนี้แล้วยังไม่ลงมืออีกหรือ? อยากเห็นเราทั้งหลายสิ้นสลายแล้วกอบโกยผลประโยชน์ทั้งหมดผู้เดียวหรือไร?”
ทันใดนั้น คนตกปลาพลันคำรามขึ้นราวเปิดใจโดยสมบูรณ์ ดวงตาแดงก่ำจับจ้องพุทธเจ้าแผดตะเกียง “อย่าคิดนะว่าข้าไม่รู้ เจ้ามียันต์ลับที่ตัวตนผู้นั้นให้มาอยู่ในมือ!”
ตัวตนผู้นั้น……
เป็นคำอธิบายอันคลุมเครือ
ทว่าจอมเทพคนอื่นๆ ดูจะเข้าใจกันขึ้นมาเฉียบพลัน พวกเขาแต่ละคนหน้าถอดสี หันมองพุทธเจ้าแผดตะเกียงด้วยสีหน้าไม่เป็นมิตร
“เจ้าเฒ่าแผดตะเกียง ที่แท้เจ้าก็ยังแอบซุกไพ่ตายไว้!!”
ปีศาจโบราณราหูเดือดดาล
“หากยังไม่ลงมืออีก ข้าก็มิยอมเช่นกัน!”
จอมเทพอวิ๋นเหอกล่าวอย่างมาดร้าย
สีหน้าของพุทธเจ้าแผดตะเกียงดูยากเข้าใจไปชั่วขณะ
เขาถอนใจ เตรียมเอ่ยบางวจี
ทว่าปราณดาบสายหนึ่งพลันโปรยลงจากนภา สองอวตารเจตจำนงจอมเทพไม่อาจทานทน แหลกสลายถูกสังหารไปทันควัน
ทั่วแดนดินเหลือเพียงห้าจอมเทพอันประกอบด้วยพุทธเจ้าแผดตะเกียง ปีศาจโบราณราหู องค์เทพเทียนฮวง คนตกปลาและจอมเทพอวิ๋นเหอ ซึ่งอวตารวิถีแต่ละคนล้วนบาดเจ็บทั้งสิ้น
พวกเขาเสียเปรียบโดยสิ้นเชิงและยังอันตรายอย่างยิ่ง!
“ก็ได้!”
ยามนี้ พุทธเจ้าแผดตะเกียงดูจะตัดสินใจแล้ว สองมือยื่นออกตรงหน้า
จี้หยกกลมชิ้นหนึ่งปรากฏขึ้นจากอากาศธาตุ
พิรุณแสงแดงก่ำสาดทอจากบนจี้หยก พร้อมด้วยปราณร้ายกาจอันน่าสะพรึงกลัว
ทันใดนั้น ฟ้าดินสั่นสะท้านเลื่อนลั่น สุญตาทั่วทิศแหลกสลาย
ทั่วสมรภูมิแห่งยุคสมัยป่วนปั่นรุนแรง ดูประหนึ่งจะพังทลาย
อำนาจที่มาแห่งแดนเซียนทั่วชีพจรวิถีฮุ่นตุ้นหดตัวอย่างรุนแรง!
“นี่คือ?”
ผู้เฝ้ามองจากไกลๆ ล้วนครั่นคร้าม รู้สึกหดหู่อย่างไม่อาจบรรยาย ทั้งอารมณ์และจิตวิญญาณรู้สึกราวถูกบรรพตยักษ์กดทับ ลมหายใจชะงักนิ่ง
“นี่คืออำนาจของตัวตนผู้นั้น!!”
คนตกปลาดวงตาเป็นประกายอย่างตื่นเต้น
พวกองค์เทพเทียนฮวงลอบขุ่นข้องใจและตระหนักเสียทีว่าคนตกปลาพูดถูก เจ้าเฒ่าแผดตะเกียงยังซุกไพ่ตายไว้!
เขาน่าจะกำลังรอให้อวตารวิถีของพวกเขาถูกทำลายไปให้หมดก่อน แล้วจึงลงมือฆ่าซูอี้ ครอบครองวาสนาทั้งหมดลำพัง!!
พร้อมกันนั้น ซูอี้ก็สัมผัสปราณอันน่าสะพรึงกลัวจากจี้หยกได้เช่นกัน และในห้วงความนึกคิดของชายหนุ่ม ดาบเก้าคุมขังพลันสั่นสะท้านราวสัมผัสอันตรายแท้จริงได้
“หรือจะบอกว่าอำนาจในจี้หยกนั้นจะทำลายอำนาจควบคุมของสมรภูมิแห่งยุคสมัย ทำให้เผยอำนาจห่างไกลเหนือเทพชั้นล่างได้?”
หัวใจซูอี้คำนึง โจมตีฟาดฟันดาบใส่จี้หยกนั้นโดยไร้ลังเล
ตู้ม!!
ปราณดาบแปรเปลี่ยนเป็นปรภพวัฏสงสารอันไร้สิ้นสุด บรรจุอำนาจดาบเก้าคุมขังอันน่าสะพรึงกลัว อำนาจเช่นนี้ทำให้พวกคนตกปลาจำต้องหลบเลี่ยงแต่แรกพบ
เว้นเพียงพุทธเจ้าแผดตะเกียง
เขายืนนิ่งบริกรรมสันศกฤตเกินเข้าใจอย่างเคร่งขรึม
ยามดาบของซูอี้ฟาดฟัน เมฆมงคลอันตระการตาพลันปรากฏขึ้นเหนือจี้หยก มันขวางดาบนั้นไว้จนมิอาจขยับเคลื่อนได้อีกทันที
ขณะเดียวกันนั้น เสียงอันทรงพลังเปี่ยมแรงดึงดูดเฉพาะตัวก็ดังขึ้น “ข้าควรเรียกเจ้าเช่นไร หลี่ฝูโหยว? หรืออี้เต้าเสวียน?”
น้ำเสียงนั้นราบรื่นก้องกังวานเช่นระฆังยามเช้า ฆ้องโมงยามเย็นกระจ่างฟ้าดิน
จากนั้น หนึ่งร่างพลันปรากฏขึ้นจากจี้หยก
เขาเป็นชายผู้มีผมยาวจรดเอว สวมอาภรณ์ยาวแขนเสื้อกว้างอันเรียบง่าย ใบหน้ากระจ่าง ดวงตาลึกล้ำ
เมื่อเขาปรากฏ ฟ้าดินพลันมืดหมองราวจมในรัตติกาลนิรันดร์
อำนาจมืดทะมึนนับไม่ถ้วนก่อตัวขึ้นเยี่ยงตรวนทิพย์ แปรเปลี่ยนเป็นอักขระมืดมนนับไม่ถ้วนปกคลุมรอบชายในอาภรณ์ยาว
เขายืนนิ่งอยู่แท้ๆ แต่กลับให้ความรู้สึกราวยืนยงท่ามกลางอนธการไร้สิ้นสุด ถูกแยกคั่นโดยระยะทางสุดห่างไกล แสนยิ่งใหญ่สูงส่งเกินเอื้อมมือ!
เปรี้ยง!
สุญตารอบข้างเรรวน ความมืดพรั่งพรูเยี่ยงกระแสธาร
ไม่ว่าผู้มองจากไกลๆ จะมีการฝึกฝนเช่นไร พวกเขา ณ ขณะนี้ต่างสิ้นการรับรู้ ร่างและวิญญาณดูประหนึ่งจมลงสู่สุญตาอันมืดมิด
มิอาจทัศนา สดับวจี หรือรับรู้การมีอยู่ของตนเองได้!
ในสมรภูมิ อวตารเจตจำนงของห้าจอมเทพ ประกอบด้วยพุทธเจ้าแผดตะเกียง ปีศาจโบราณราหู องค์เทพเทียนฮวง คนตกปลา และจอมเทพอวิ๋นเหอล้วนเกร็งตัว ก้มลงคำนับด้วยสีหน้าเคร่งขรึมพร้อมเพรียง
“คารวะสหายเต๋า!”
ตัวตนนี้ไม่ชอบให้เรียกว่าผู้อาวุโส และเขาเชื่อว่าทุกคนบนมหาวิถี ไม่ว่าการฝึกฝนจะสูงต่ำ ผู้ร่วมวิถีล้วนเป็นสหายเต๋า
ดังนั้น เขาจึงชอบให้เรียกว่า ‘สหายเต๋า’
“ข้ามีเวลาไม่มากนัก มิขอทักทายแล้วกัน”
ชายในอาภรณ์ยาวกล่าวยิ้มๆ
ว่าแล้ว สายตาของเขาก็มองมายังซูอี้ คู่เนตรกระจ่างเยี่ยงธารใส สุกสกาวบริสุทธิ์เช่นทารก!
ทว่ายามเผชิญสายตาเช่นนั้น ซูอี้กลับรู้สึกราวถูกหลั่งรู้ทุกความลับ ทำให้รู้สึกไม่สบายใจ คิ้วอดย่นหากันอย่างไม่อาจควบคุม
“เจ้าเป็นใคร?” ซูอี้กล่าว
ชายในอาภรณ์ยาวผู้นี้แปรเปลี่ยนฟ้าดินทุกอิริยาบถ สรรพสิ่งปกคลุมด้วยความมืด แม้ปราณจะสงบเย็น แต่มันก็เปรียบเช่นผืนทะเลสงบอันไพศาล ยามขยับเคลื่อนแท้จริงก็น่าจะบังเกิดสมุทรคลั่งทลายโลกา!
“เจ้าไม่รู้จักข้าหรือ?”
แววตาของชายในอาภรณ์ยาวดูซับซ้อน “ดูเหมือนความทรงจำอดีตชาติของเจ้าจะยังไม่ฟื้น”
ซูอี้พลันจำได้ว่าตนเคยไปสำรวจความลับการอันตรธานของภูเขาโอฬารยุทธ์และพบพยากรณ์สวรรค์และพญาวิหคเผิงเทียนสลัวที่นั่น
พญาวิหคเผิงเทียนสลัวเคยใช้ ‘เนตรเทียนสลัว’ สืบเรื่องราว
ในจักษุของมันสะท้อนภาพยามภูเขาโอฬารยุทธ์ถูกเทพฉกชิง มีเหวินเหรินฉิน จอมเทพอวิ๋นเหอ พุทธเจ้าแผดตะเกียง และพรรคพวก
ทว่าพญาวิหคเผิงเทียนสลัวกล่าวไว้เป็นพิเศษว่ามีตัวตนหนึ่งที่น่าสะพรึงกลัวเป็นที่สุด เขายืนท่ามกลางอนาธการไร้ขอบเขต ใบหน้าไม่อาจเห็นได้ชัดเจน แต่รอบกายห้อมล้อมด้วยวงแหวนเทพอันแปรเปลี่ยนจากอักขระกฎเกณฑ์นับไม่ถ้วนกระเพื่อมลอยเยี่ยงกฎสวรรค์
ยามนั้น ชายผู้ยืนท่ามกลางความมืดกล่าวว่า “เจ้ายังไม่ตายจริงๆ ด้วย!”
ภาพนี้ทิ้งความประทับใจลึกล้ำแก่ซูอี้ และรู้ว่าวาจาของชายลึกลับท่ามกลางความมืดนั้นกำลังกล่าวกับเขา
และยามนี้ อวตารเจตจำนงของพุทธเจ้าแผดตะเกียง จอมเทพอวิ๋นเหอ และคนอื่นๆ ล้วนรวมตัวที่นี่
ขณะที่ชายในชุดยาวซึ่งมีปราณร้ายกาจน่าสะพรึงกลัวสูงสุดก็ปรากฏขึ้น และยังยืนท่ามกลางความมืด ห้อมล้อมด้วยอักขระมืดดำเยี่ยงกฎสวรรค์
ซูอี้ตัดสินได้ทันทีว่าชายผู้นี้น่าจะเป็นบุคคลปริศนาที่พญาวิหคเผิงเทียนสลัวเคยเห็น
ความคิดเหล่านี้วูบไหวในใจซูอี้ เขากล่าวขึ้นมาทันที “เจ้าเป็นผู้ชิงเขาโอฬารยุทธ์แห่งแดนเซียนไปหรือ?”
ชายในชุดยาวนิ่งไปก่อนจะพยักหน้า “ถูกต้อง ข้าสืบประสบการณ์ชีวิตของเจ้ายามเวียนวัฏเป็นหวังเย่ได้จากเขาโอฬารยุทธ์ ข้าจึงคาดไว้ว่าเจ้าไม่ได้ตายจากศึกอนันตรัตติกาลในแดนเซียน แต่เวียนวัฏไปอีกครั้ง”
หลังเว้นช่วงเล็กน้อย เจ้าตัวก็กวาดตามองไปรอบๆ และกล่าวว่า “ข้าไม่คาดคิดว่าแผนที่วางไว้แสนนานจะมิอาจปราบเจ้าลงได้เลย”
น้ำเสียงของเขาเจือการแปรเปลี่ยนของอารมณ์ “แต่โชคดีที่ข้ากระทำการรอบคอบเสมอ หลีกเลี่ยงอุบัติเหตุใดๆ เช่นยามนี้”
ชายในชุดยาวเสสรวล “มีข้าอยู่ เจ้าก็มีแต่ต้องตาย เว้นแต่เจ้าจะครอบครองอำนาจอันเกี่ยวเนื่องกับธารนทีสายยาวแห่งโชคชะตา”
น้ำเสียงของเขาเปี่ยมความมั่นใจชัดเจน
จอมเทพทั้งหลายล้วนมาดมั่น
ตัวตนผู้นี้ไม่เคยกล่าวสิ่งใดพร่ำเพรื่อ หากลั่นวาจาเช่นนี้ก็หมายความว่าการล่าสังหารในวันนี้ ซูอี้ถูกกำหนดชะตามรณะไว้แล้ว!
ชั่วขณะนั้น พวกเขาต่างมองมายังซูอี้ด้วยสายตาเย็นเยียบ!