บันทึกตำนานราชันอหังการ [ 剑道第一仙 ] - บทที่ 1993 สมรภูมิอันเสื่อมสลาย
บทที่ 1993 สมรภูมิอันเสื่อมสลาย
ท่ามกลางขุนเขาแห่งหนึ่ง
“แค่ชิ้นส่วนยุคสมัยระดับห้าเอง……”
ลั่วเทียนตูขมวดคิ้ว
เขาเพิ่งได้ชิ้นส่วนแห่งยุคสมัยมาหนึ่งชิ้น แต่เมื่อตระหนักว่ารูปลักษณ์ของชิ้นส่วนแห่งยุคสมัยนี้อยู่เพียงระดับห้า ความปรีดาในใจของเขาพลันหายไปครึ่งหนึ่ง
สำหรับบุตรแห่งสวรรค์ไร้เทียมทานเช่นเขา เป็นการยากที่จะยอมรับโอกาสบรรลุเทพเช่นนี้
เพราะแม้จะบรรลุเป็นเทพ หนทางภายหน้าก็จะหยุดเพียงระดับเทพชั้นล่าง!
ทว่าจะให้ทำเช่นไร โอกาสบรรลุเทพในสมรภูมิแห่งยุคสมัยนี้มีจำกัดยิ่ง และชิ้นส่วนแห่งยุคสมัยเหนือระดับสามนั้นยิ่งพานพบยากไปใหญ่
“พี่ลั่ว”
ทันใดนั้น เสียงเสสรวลดังสนั่นก็ลั่นมาไกลๆ
ตัวตนกลุ่มหนึ่งเหินเข้ามา
ผู้นำเป็นชายในอาภรณ์สีเงินกล้าแกร่ง ติดตามมาด้วยอวตารเจตจำนงเทพหนึ่งและทูตสวรรค์อีกสิบกว่าคน
ม่านตาของลั่วเทียนตูหดตัว เตรียมตัวจะหันหลังจากจร
วูบ!
เทพผู้ดูเหมือนชายชราพลันมาขวางตรงหน้าเขา กล่าวขึ้นด้วยสีหน้าไร้อารมณ์ “อย่ากลัวไป ขอเพียงเจ้าร่วมมือกับเราแต่โดยดี เจ้าจะไม่ต้องตาย”
สีหน้าของลั่วเทียนตูย่ำแย่
“พี่ลั่ว อย่าทำให้เราลำบากเลย ส่งชิ้นส่วนแห่งยุคสมัยนั่นมา แล้วเราจะไปกันทันที”
ชายในชุดสีเงินกล่าวด้วยรอยยิ้ม
ลั่วเทียนตูกวาดมองทุกคน ฝืนทนโทสะในใจและกล่าวว่า “หลูเซวียน เจ้านี่ช่างสามารถจริงๆ!”
ชายในอาภรณ์สีเงินกล้าแกร่งนั้นก็เป็นบุตรแห่งสวรรค์จากโลกแห่งเทพผู้หนึ่ง ก่อนหน้านี้ หลูเซวียนไม่เคยกล้าทำตัวกำแหงต่อหน้าเขา!
“เหอะๆ”
หลูเซวียนถูจมูกกล่าวอย่างยิ้มๆ “กาลเวลาแปรเปลี่ยน ผู้คนแตกต่าง ห่างกันเพียงก้าวก็เหมือนคนละโลก”
ว่าแล้วเขาก็ไหวไหล่ “ใครให้ข้าบรรลุสู่วิถีเทพก่อนเล่า? ยอมรับสัจธรรมเถิด เราทั้งสองไม่ได้ขัดแย้งกันเท่าไหร่ และข้าก็มิได้อยากฆ่าผู้ใดพร่ำเพรื่อ ขอเพียงส่งชิ้นส่วนแห่งยุคสมัยนั่นมา เราก็จากจรได้ด้วยดี”
สีหน้าแววตาของเขาเปี่ยมความเย้ยเยาะลำพอง
สีหน้าของลั่วเทียนตูดำคล้ำ
แต่ก็ต้องยอมรับว่านี่คือสัจธรรม
ก่อนหน้านี้เขาจะขยี้หลูเซวียนก็ย่อมด้
ทว่ายามนี้ หลูเซวียนเป็นเทพชั้นล่างผู้ยิ่งยงไปแล้ว! ว่ากันด้วยวิถี เขาพ่ายราบคาบ!
“หากข้าไม่ส่งมันให้เล่า?”
ลั่วเทียนตูกล่าวเสียงเย็น “เจ้ายังกล้าฆ่าข้าหรือไม่?”
รอยยิ้มเหือดหายจากใบหน้าหลูเซวียน “มีสกุลลั่วอยู่เบื้องหลัง ข้าย่อมไม่กระทำการไร้ปราณี แต่หากมิร่วมมือกันแต่โดยดี ก็อย่าหาว่าข้าเสียมารยาทแล้วกัน!”
ว่าแล้ว เขาก็ก้าวเข้ามาคว้ามือใส่ลั่วเทียนตูกะทันหัน!
เปรี้ยง!
ลั่วเทียนตูใช้ยันต์ลับชิ้นหนึ่งหยุดไว้ ทว่าเขาก็ยังถูกผลักจนเซถอย เลือดลมในกายป่วนปั่นทั่วไปหมด
“สุราฉลองมิดื่ม คิดดื่มสุราจับปรับ!”
ชายชราข้างกายเขากล่าวเสียงเย็น “ลองดูสิว่าไพ่ตายของเจ้าจะทนได้นานเพียงไร!”
ลั่วเทียนตูลอบรำพึงในใจ
มิอาจหยุดยั้งได้เลย!
ไม่ว่าจะดิ้นรนเพียงไร ท้ายที่สุดเขาก็ยังต้องถูกเหยียบย่ำกดขี่!!
หากอวตารเจตจำนงของอาทวดลั่วเหิงยังอยู่… ไฉนเลยเรื่องนี้จะเกิด?
ลั่วเทียนตูนำชิ้นส่วนแห่งยุคสมัยออกมาเขวี้ยงสุดแรง
วูบ!
หลูเซวียนคว้ามันไว้ได้ทันที ถือชิ้นส่วนแห่งยุคสมัยไว้แล้วเชิดหน้าหัวเราะลั่น “ผู้รู้กาลเทศะเป็นคนฉลาดล้ำ ลั่วเทียนตู เจ้านี่รู้ดีจริงๆ!”
ลั่วเทียนตูหน้าดำคล้ำ เตรียมตัวจากมิพูดจา
“ช้าก่อน!”
หลูเซวียนกล่าว
ลั่วเทียนตูขมวดคิ้ว “ยังมีอันใดอีก?”
“ส่งสมบัติทั้งหมดที่เจ้ามีมา ในศึกชิงโอกาสนี้ ผู้แพ้เป็นบ่าว ผู้ชนะเป็นนาย ในเมื่อเจ้ายอมก้มหัวรับความพ่ายแพ้ จะมิเข้าใจกฎนี้ได้หรือ?”
หลูเซวียนกล่าวยิ้มๆ
“เจ้า……”
ลั่วเทียนตูเดือดดาลเสียจนอกแทบแตก
“ยังมินำออกมาอีก?”
ชายชรามองมาด้วยสายตาคุกคาม
หัวใจของลั่วเทียนตูคับข้องไม่พอใจ ในที่สุดก็ตระหนักลึกซึ้งว่าการถูกย่ำยีไร้ที่พึ่งเป็นเช่นไร
ยามนี้เอง……
หนึ่งร่างสูงใหญ่พลันปรากฏจากอากาศธาตุ
“ซูอี้?”
ลั่วเทียนตูผงะไป
หลูเซวียนและชายชรากับพรรคพวกหน้าซีดลงเล็กน้อย พวกเขาตระหนักถึงตัวตนของซูอี้เช่นกัน
“เจ้าถูกปล้นอยู่หรือ?”
สายตาของซูอี้กวาดมองทุกคนที่นี่
ลั่วเทียนตูพลันรู้สึกละอาย เขากล่าวขึ้นอย่างขมขื่น “เป็นที่ขบขันแก่เจ้าเสียแล้ว”
“คนบาป! ทวยเทพถือเจ้าเป็นเหยื่อที่ต้องตายมาเนิ่นนาน ยามนี้เจ้าปกป้องตนเองยังทำไม่ได้ ข้าแนะนำว่าอย่าเข้ามายุ่งจะดีกว่า!”
ดวงตาของชายชราเย็นเยียบ “หาไม่ อย่าหาว่าเราเสียมารยาทเชียว!”
ซูอี้โบกแขนเสื้อ
เปรี้ยง!
ร่างของชายชราแหลกระเบิดในทันใด แปรเปลี่ยนเป็นพิรุณแสงพร่างพรม
หลูเซวียนและคณะสูดหายใจเฮือกอย่างตกตะลึง
ชายชราผู้นั้นเป็นอวตารเจตจำนงของเทพชั้นกลางผู้หนึ่ง ใครเล่าจะคาดคิดว่าซูอี้จะสามารถสังหารอีกฝ่ายลงในพริบตาเพียงโบกแขนเสื้อหนเดียว?
มุมปากลั่วเทียนตูกระตุก อดรำพึงมิได้
ยังไม่ได้เป็นเทพแล้วเช่นไร?
ยามนี้ ซูอี้แข็งแกร่งพอสังหารเทพที่ขวางหน้า ประหารพุทธะที่กั้นทางได้แล้วจริงๆ!
“เจ้า… ไม่กลัวหรือไรว่าทวยเทพจะมาคิดบัญชี?”
หลูเซวียนกล่าวเสียงแข็ง
ซูอี้เหลือบตากล่าวกับอีกฝ่ายว่า “อวตารเจตจำนงพวกเขาตายหมดแล้ว ไฉนข้าต้องกลัว?”
หลูเซวียน “???”
ลั่วเทียนตูอดกล่าวมิได้ “ตายรึ?”
ลั่วเทียนตูและพวกหลูเซวียนมิได้รับรู้ถึงศึกสะเทือนภพอันบังเกิดหน้าชีพจรวิถีฮุ่นตุ้นก่อนหน้านี้
ซูอี้ส่งเสียงรับในคอ ไม่ได้อธิบายสิ่งใด
หลูเซวียนคืนชิ้นส่วนแห่งยุคสมัยให้ลั่วเทียนตูอย่างมิเต็มใจ และกล่าวขึ้นทันที “ข้ายอมแพ้!”
ลั่วเทียนตู “???”
ยอมแพ้แล้วไปแค่นี้หรือ?
ทว่าหลูเซวียนก็ยกมือขึ้นโบก สมบัติทั้งหมดที่มีปรากฏขึ้น “นี่คือสินสงครามของท่าน ขอท่านโปรดรามือด้วย”
ว่าแล้วเขาก็ก้มหัวให้กับซูอี้
เห็นเช่นนี้ ทูตสวรรค์คนอื่นๆ เองก็รีบร้อนนำสมบัติทั้งหมดที่มีออกมาส่งให้
ลั่วเทียนตูผงะนิ่งไปชั่วขณะ
เปลี่ยนท่าทีกันเร็วกว่าพลิกหน้าหนังสืออีกนะ!
“เจ้าอยากสังหารทิ้งหรือไม่?”
ซูอี้ถาม
สีหน้าของลั่วเทียนตูดูยากจะอ่านไปชั่วขณะ
ทว่าท้ายที่สุด เขาก็ส่ายหน้ากล่าวขึ้น “ข้าอยากชำระความแค้นนี้เองในภายหน้า! ก่อนหน้านี้พวกเขามิกล้าลงมือเด็ดขาดกับข้าแท้จริง”
พวกหลูเซวียนอดถอนหายใจโล่งอกมิได้
แน่นอน ซูอี้ย่อมไม่ได้คำนึงเรื่องนี้มากนัก
เขานำชิ้นส่วนแห่งยุคสมัยระดับหนึ่งออกมาหนึ่งชิ้นและกล่าวว่า “ข้ากับเจ้ารู้จักกัน ชิ้นส่วนแห่งยุคสมัยนี้คือน้ำใจเล็กๆ น้อยๆ จากข้า”
แล้วเขาก็ยัดมันใส่มือลั่วเทียนตูโดยมิพูดจามากไปกว่านั้น
หัวใจของลั่วเทียนตูพลุ่งพล่านด้วยอารมณ์อันลึกล้ำ อบอุ่นรุ่มร้อน
ขณะที่หลูเซวียนผงะจังงัง
นั่นมันชิ้นส่วนแห่งยุคสมัยระดับหนึ่งนะ! ให้กันง่ายๆ เช่นนี้หรือ?
หากลั่วเทียนตูใช้มันบรรลุเทพ เขาได้ถูกอีกฝ่ายขยี้แหลกในวิถีภายหน้าแน่นอน!!
ทันใดนั้น หัวใจของหลูเซวียนพลันสั่นสะท้าน เขาสังเกตเห็นซูอี้เดินมาทางตน
“เจ้ายังมีสมบัติชิ้นหนึ่งที่ยังไม่ส่งมา” ซูอี้กล่าว
หลูเซวียนตะลึง “สมบัติใดหรือ?”
“อำนาจเทพ”
ร่างของซูอี้พลันปรากฏตรงหน้าหลูเซวียน ห้านิ้วมือขวาฉาบด้วยอำนาจวัฏสงสาร กดลงเหนือศีรษะหลูเซวียน
ตู้ม!
อึดใจต่อมา ร่างของหลูเซวียนก็สั่นกระตุก ใบหน้าบิดเบี้ยวรวดร้าว
รัศมีแสงมหาวิถีอันเจิดจรัสวงหนึ่งถูกมือของซูอี้ดึงออกมา
นั่นคืออำนาจเทพของหลูเซวียน!
ที่มามหาวิถีของเขา!
เมื่อทุกคนเห็นเช่นนี้ พวกเขาก็อดขนลุกขวัญบิน วิญญาณกระเจิดกระเจิงกันมิได้
ตุ้บ!
หลูเซวียนร่วงลงกองกับพื้น ส่งเสียงกรีดร้องโหยหวน
หลังได้บรรลุเทพ เขายังมิทันดื่มด่ำความเลิศล้ำได้นานก็ถูกกระชากอำนาจเทพ ร่วงหล่นคืนมลทินเสียแล้ว!
สะเทือนใจร้ายกาจกว่าฆ่าเขาเสียอีก
“ชิ้นส่วนแห่งยุคสมัยนี้ก็ให้เจ้า”
ซูอี้ยกมือขึ้นโยน แล้วอำนาจเทพที่กระชากจากร่างของหลูเซวียนก็ร่วงลงในมือลั่วเทียนตู “ข้าควรไปแล้ว ยามหวนพานพบภายหน้า อาจจะเป็นในโลกแห่งเทพก็เป็นได้”
วจีมิทันสิ้น ซูอี้ก็เหาะเหินจรจากแล้ว
เมื่อเห็นร่างของซูอี้ใกล้ลาลับ ลั่วเทียนตูก็อดกล่าวขึ้นมิได้ “พี่ซู ขอบคุณมาก!”
ไกลออกไป ซูอี้โบกมือรับโดยไม่แม้แต่เหลียวมอง
ไม่นานนัก ร่างของเขาก็หายลับตาไป
“ใต้เท้าบุตรแห่งสวรรค์ ท่านเป็นอันใดหรือไม่?”
ทูตสวรรค์ทั้งหลายรวมตัวรายล้อมหลูเซวียน สีหน้าเปี่ยมความกังวล
จิตสังหารร้ายแรงพลันปรากฏในดวงตาของลั่วเทียนตู
เดิมทีเขาตั้งใจจะคิดบัญชีกับหลูเซวียนยามบรรลุเทพในภายหน้า แต่ยามนี้เขาไม่อยากรอต่อไปแล้ว!
เขาลงมือโดยไร้ลังเลทันที
ครู่ต่อมา
หลูเซวียนและทูตสวรรค์ทั้งหลายของเขาล้วนตกตายอย่างน่าเวทนา
ไร้ผู้ใดเหลือรอด
ลั่วเทียนตูยืนนิ่งลำพึง เขาสูดหายใจลึกๆ และผ่อนลมอย่างสุขสบาย
แน่นอน เขาไม่เพียงคิดระบายแค้น
แต่เขารู้ว่าหากไม่ฉวยโอกาสฆ่าหลูเซวียนเสียยามนี้ เมื่อข่าวคราวแพร่งพราย ทุกคนจะรู้กันแน่นอนว่าเขาเป็นมิตรกับซูอี้!
หากอยู่ในแดนเซียนยังพอว่า
แต่หากเขาอยู่ในโลกแห่งเทพ เขาและสกุลของเขาจะถูกทวยเทพหมายหัว!
“จะว่าไป สกุลลั่วของข้าก็เกลียดพี่ซูเช่นกัน แต่ใครเล่าจะคาดคิดว่าเขากับข้าจะกลายเป็นสหายไปได้?”
หัวใจของลั่วเทียนตูดูซับซ้อน
ในที่สุดเขาก็ตัดสินใจและพึมพำ “ไม่ว่าภายหน้าจะเป็นอย่างไร ข้าจะพยายามเลี่ยงไม่ให้สกุลลั่วต้องเป็นศัตรูกับพี่ซูอย่างสุดความสามารถ!”
……
สำหรับซูอี้ การช่วยลั่วเทียนตูนั้นเป็นเพียงเรื่องเล็กน้อย
ก่อนหน้านี้ เขาเสาะหาที่อยู่ของหนานผิงเทียนอยู่ และมีเบาะแสในมือแล้ว!
หลังช่วยลั่วเทียนตูเสร็จ เขาก็เดินทางต่ออย่างไม่โอ้เอ้
สองวันถัดมา
สมรภูมิแห่งยุคสมัยแปรเปลี่ยนอย่างร้ายแรง ทั้งเหนือเวหาและบนแดนดินบังเกิดรอยร้าวมโหฬารขึ้นทุกแห่งหน ทั่วโลกหล้าผุพัง ตล้ายจะเสื่อมสลายทุกชั่วกาล
“สมรภูมิแห่งยุคสมัยกำลังจะหายไปแล้ว……”
ท่านเทพซีเยว่เงยหน้าขึ้นมองท้องนภา
โอกาสบรรลุเทพที่ไม่เคยบังเกิดนี้กินเวลาไม่ถึงครึ่งเดือนและกำลังจะจบลงในยามนี้!
ขณะเดียวกัน ยอดฝีมือที่กระจายกันตามที่ต่างๆ ในสมรภูมิแห่งยุคสมัยต่างก็สังเกตเห็นมัน และชั่วขณะนั้น หัวใจคนมากมายต่างพลุ่งพล่านด้วยความไม่เต็มใจจรจาก
เพราะจวบยามนี้ พวกเขาส่วนใหญ่ยังไม่อาจพานพบโอกาสบรรลุเทพ!!
นี่คือความยากเย็นของการเป็นเทพ
หลังรอคอยแสนนาน แม้วิถีบรรลุเทพจะปรากฏ ทว่าผู้มีวาสนาจำนวนน้อยเท่านั้นที่จะได้โอกาสบรรลุเทพกันโดยแท้จริง
สองวันมานี้ มีผู้ตกตายด้วยมือซูอี้มากมาย
มีทั้งบุตรและบุตรีแห่งสวรรค์ อวตารเจตจำนงเทพ และตัวตนขอบเขตมหาศาลจากแดนเซียนปะปนไป
พวกเขาต่างมีความแค้นกับซูอี้ไม่มากก็น้อย
ส่วนผู้ไร้ความแค้นขุ่นเคืองนั้น ซูอี้ไม่ได้คิดสนใจพวกเขาเลย
ชายหนุ่มไม่เคยฆ่าผู้ใดโดยไม่แยกแยะ
“ในที่สุดก็จบเสียที!”
ในหุบเขาแห่งหนึ่ง หัวใจหนานผิงเทียนแสนตื่นเต้น
หลังหนีพ้นบริเวณชีพจรวิถีฮุ่นตุ้นมาได้ เขาก็ตื่นกลัวเผ่นหนีเนิ่นนาน ไม่อาจข่มตานอน จนในที่สุดก็พบที่ลับเร้นกาย
ยามนี้ เขาไร้ความหวังบรรลุเป็นเทพโดยสิ้นเชิง และอยากเอาตัวรอดกลับแดนเซียนให้ได้ก็พอ!
เปรี้ยง!
ท้องนภาแหลกมลาย ปราณฮุ่นตุ้นโหมกระหน่ำเยี่ยงคลื่นสาดซัดรุนแรง
ทั่วโลกหล้าดูเสื่อมสลายมอดมลาย
หนานผิงเทียนโถมทะยานสู่รอยแตกมโหฬารเหนือท้องนภาโดยไร้ลังเล
พ้นรอยแตกนี้ไป จะหวนคืนสู่แดนเซียน!
ทว่าไม่ทันไร หัตถ์ใหญ่ข้างหนึ่งพลันกดลงบนไหล่ของเขา!!