บันทึกตำนานราชันอหังการ [ 剑道第一仙 ] - บทที่ 1992 ไม่เต็มใจจาก
บทที่ 1992 ไม่เต็มใจจาก
ท่านเทพซีเยว่ฟื้นขึ้นจากความตะลึง
นางมองมายังซูอี้จากไกลๆ ด้วยสีหน้าซับซ้อน
ไม่กี่วันก่อนยามแรกพบซูอี้ นางได้กล่าวอย่างเด็ดขาดว่าให้ซีหนิงตัดสัมพันธ์กับซูอี้ ไม่คิดให้ตระกูลซีทั้งตระกูลต้องรับผลกระทบเพราะอีกฝ่าย
นางกระทั่งยังไม่เชื่อด้วยว่าชายหนุ่มจะรอดจากแผนการของทวยเทพ
ด้วยเหตุนี้ นางจึงได้ไปขอร้องจอมเทพอวิ๋นเหอ หวังว่าจะได้การคุ้มครองจากอีกฝ่าย
แต่ใครเล่าจะคิดว่าผู้เหลือรอดคนสุดท้ายจะเป็นซูอี้!
จอมเทพทรงพลังทั้งหลาย รวมถึงอวตารเจตจำนงของทวยเทพนับร้อยร่วมมือกัน ทว่าสุดท้ายก็ยังถูกกวาดล้าง
ไร้ผู้ใดหลงเหลือ!
ผลกระทบนี้สะเทือนจิตใจของท่านเทพซีเยว่หนักหนา ยามเผชิญหน้ากับซูอี้จากไกลๆ ท่านเทพซีเยว่จึงพูดไม่ออก ไร้วจีจะกล่าวไปชั่วขณะ
“เจ้าก็เห็นแล้วว่าทวยเทพรวมหัวกันวางแผน ทว่ามิอาจสังหารข้าได้”
ซูอี้ยกไหสุราขึ้นจิบ
เขาไม่ได้เกลียดท่านเทพซีเยว่ การกระทำของอีกฝ่ายนั้นเป็นเพราะความหวังดีต่อซีหนิง และยังเป็นการกระทำเพื่อตระกูลซีทั้งตระกูล ซึ่งเป็นความแตกต่างทางจุดยืน
ท่านเทพซีเยว่สูดหายใจลึกๆ และกล่าวว่า “แผนที่พังไปนั้น ทำลายได้เพียงอวตารเจตจำนงทวยเทพ และด้วยอำนาจในปัจจุบันของเจ้าย่อมไม่อาจต่อกรกับร่างจริงของจอมเทพเหล่านั้นได้!”
ชายหนุ่มแย้มยิ้ม ทว่ามิได้กล่าวโต้แย้ง กลับพูดเพียงว่า “ตอนนี้มิได้ แล้วภายหน้าเล่า?”
ท่านเทพซีเยว่ชะงักไป สิ้นวจีหลังได้ฟัง
จริงของเขา ยามนี้ซูอี้ยังไม่ได้เป็นเทพ แต่กลับสามารถประหารเทพได้แล้ว หากขึ้นเป็นเทพในภายหน้า เขาจะทรงพลังเพียงไรกัน?
ท่านเทพซีเยว่อดนึกถึงยามซูอี้ก้าวข้ามมหาภัยพิบัติไม่ได้
ยามนั้น ร่างจริงของยักษ์ใหญ่อย่างพุทธเจ้าแผดตะเกียงล้วนร่วมมือ พยายามหยุดซูอี้ไม่ให้ทะลวงขอบเขต ทว่าตัวตนกลุ่มหนึ่งซึ่งก็เป็นจอมเทพเหมือนกันกลับปรากฏกายขึ้นต่อสู้กับพวกพุทธเจ้าแผดตะเกียง!
จอมเทพเหล่านั้นล้วนถือซูอี้เป็น ‘พี่ชายร่วมวิถี’ !!
ท่านเทพซีเยว่หรือจะไม่เข้าใจความหมายของมัน?
“ทว่า…ท้ายที่สุด อาหนิงก็ไม่อาจหวนคืนอยู่ดี……”
ครู่ต่อมา ท่านเทพซีเยว่ก็กล่าวขึ้นอย่างขื่นขม สีหน้าแสนเศร้าหมอง
หลังจากตี้เอ้อปรากฏขึ้น การรับรู้ทั้งมวลของนางถูกสะบั้นขาด จึงมิอาจรับรู้ถึงสิ่งที่เกิดหลังจากนั้น
“อาหนิงยังมีชีวิตอยู่”
ซูอี้เก็บไหสุราไป แล้วมุ่งไปยังชีพจรวิถีฮุ่นตุ้น
ท่านเทพซีเยว่ผงะไป ดวงตาพลันเบิกกว้าง ยังมีชีวิตอยู่หรือ!?
“จริงหรือ?”
นางอดถามมิได้ หัวใจสั่นสะท้าน
“มาดูด้วยกันเลยก็ได้”
ซูอี้กล่าว
เทพหญิงชราลังเล ก่อนจะไล่ตามเขาไป
ภายในชีพจรวิถีฮุ่นตุ้น
อาหนิงยังคงนอนแน่นิ่ง อาภรณ์เปรอะเปื้อนด้วยโลหิต
ทว่าแตกต่างจากกาลก่อน บาดแผลของนางฟื้นตัวโดยไม่อาจทราบว่าตั้งแต่ยามใด และทั่วทั้งร่างของนางก็เปี่ยมด้วยพลังชีวิตล้นเหลือ
เสียแต่ยังไม่ฟื้นขึ้นมา
“อาหนิง!”
ท่านเทพซีเยว่โถมตัวเข้าไปก่อนใคร และยามแน่ใจว่าหญิงสาวปลอดภัยดี นางก็ตื่นเต้นเสียจนหลั่งน้ำตาเป็นสองสาย “เลิศนัก ดีเหลือเกิน!”
นางกอดซีหนิงไว้แน่น น้ำเสียงปนสะอื้นฟังมิได้ศัพท์
เห็นได้ชัดว่านางและซีหนิงผูกพันกันอย่างแน่นแฟ้น
ที่ด้านข้าง หัวใจของซูอี้ซึ่งเดิมปั่นป่วนก็โล่งใจ หมู่เมฆหมอกจรกระจ่าง โทสะและความอาดูรในใจสลายหายไป
“ยามสมรภูมิแห่งยุคสมัยจบลง ข้าจะพาอาหนิงกลับบ้าน ไม่ให้นางมาพบภัยข้างนอกแล้ว”
ท่านเทพซีเยว่พึมพำด้วยน้ำเสียงหนักแน่น
ซูอี้ขมวดคิ้ว ความรู้สึกไม่เต็มใจเอ่อล้นทั้งหัวใจอย่างรุนแรง
ทว่าท้ายที่สุด เขาก็ยั้งตนไว้และกล่าวว่า “รออาหนิงตื่นขึ้นก่อนเถิด”
ว่าแล้ว สายตาของชายหนุ่มก็เบนไปยังชีพจรวิถีฮุ่นตุ้น
อำนาจที่มาฮุ่นตุ้น ณ ที่แห่งนี้กำลังพลุ่งพล่าน ในชีพจรมีรอยแตกร้าวหลายส่วน เห็นได้ชัดว่าไม่อาจคงอยู่ได้นาน
ไม่ต้องคิดก็ทราบได้ว่ายามชีพจรวิถีฮุ่นตุ้นสลายไป สมรภูมิแห่งยุคสมัยอันก่อเกิดจากที่มาฮุ่นตุ้นแห่งแดนเซียนก็จะเสื่อมสลายตามไปเช่นกัน
“พวกเจ้าออกไปจากที่นี่ก่อน”
ซูอี้เอ่ยกำชับ
ท่านเทพซีเยว่อุ้มซีหนิงจากไปทันที
ซูอี้ยืนอยู่ในชีพจรวิถีฮุ่นตุ้น เขาสัมผัสมันเล็กน้อย จากนั้นก็เอื้อมมือคว้า
ตู้ม!
อำนาจที่มาฮุ่นตุ้นทั่วชีพจรวิถีพลุ่งพล่านอย่างรุนแรง แสงวิถีนับไม่ถ้วนเปล่งประกาย
เห็นได้เป็นครั้งคราวว่ามีลำแสงวูบไหวผลุบโผล่ไปมา
นั่นคือชิ้นส่วนแห่งยุคสมัย!
เดิมที ชิ้นส่วนแห่งยุคสมัยทั่วทั้งสมรภูมิแห่งยุคสมัยนี้ล้วนกำเนิดจากชีพจรวิถีฮุ่นตุ้น จึงเปรียบได้ว่านี่คือต้นกำเนิดของชิ้นส่วนแห่งยุคสมัยทั้งมวล
ซูอี้จึงไม่มีทางพลาดโอกาสในการบรรลุเทพนี้ได้!
แม้ตนเองจะไม่ได้ใช้ เขาก็ให้ผู้อื่นได้!
หลังจากครุ่นคิดเล็กน้อย ชายหนุ่มก็เริ่มลงมือ
สองเค่อต่อมา
ซูอี้กวาดชิ้นส่วนแห่งยุคสมัยในที่มาฮุ่นตุ้นทั้งหมดออกมา
น่าเสียดายที่มีเพียงเก้าชิ้นเท่านั้น
ท้ายที่สุดแล้ว ไม่ว่าจะเป็นในโลกแห่งเทพหรือสมรภูมิแห่งยุคสมัยนี้ โอกาสในการบรรลุเทพก็มีจำกัดและพานพบได้ยาก
นี่ยังเป็นสาเหตุที่ยามวิถีบรรลุเทพปรากฏขึ้นในแดนเซียน ขุมกำลังหลักในโลกแห่งเทพจึงให้ความสนใจกันนัก
ในชิ้นส่วนแห่งยุคสมัยทั้งเก้านี้มีหนึ่งชิ้นที่ไร้เทียมทาน ระดับแรกสองชิ้น ระดับสองสี่ชิ้น และสองชิ้นที่เหลือเป็นระดับสามกับห้า
สิ่งนี้หมายความว่า โอกาสในการบรรลุเทพที่ซูอี้ได้มารับในครั้งนี้สามารถทำให้เก้าตัวตนระดับสุดลึกล้ำบรรลุสู่ขอบเขตเทพได้
หากพิสูจน์วิถีสำเร็จ ผู้ใช้ชิ้นส่วนแห่งยุคสมัยไร้เทียมทานจะสามารถขึ้นเป็นจอมเทพได้ในภายหน้า!
มูลค่าของมันสูงล้ำเสียจนทั่วทั้งโลกเทพต้องบ้าคลั่ง!
และต้องทราบว่าก่อนหน้านี้ ซูอี้ได้ชิ้นส่วนแห่งยุคสมัยมาสองชิ้น และยังล่าชิ้นส่วนแห่งยุคสมัยเพิ่มได้จากการล่าเจียงไท่เออกับเซวี่ยเซียวจื่ออีกสองชิ้น!
ยังไม่รวมสินสงครามในมหาศึกก่อนหน้านี้อีกด้วย
……
นอกชีพจรวิถีฮุ่นตุ้น
เตาเสริมสวรรค์กำลังเก็บสินสงคราม
ผลพลอยได้ในครานี้ยิ่งใหญ่เหลือคณา
อวตารเจตจำนงของจอมเทพสิบกว่าผู้ ทวยเทพร้อยกว่าแหลกสลาย ทิ้งสารพัดสมบัติไว้กลาดเกลื่อน มีทั้งโอสถเทพ วัตถุดิบเทพ และสมบัติลับล้ำเลิศมากมาย
สิ่งสำคัญที่สุดคือ หลังจากยอดฝีมือผู้เพิ่งบรรลุเป็นเทพใหม่ตกตาย อำนาจเทพของพวกเขาเองก็ถูกทิ้งไว้ เทียบได้กับโอกาสในการบรรลุเทพจากชิ้นส่วนแห่งยุคสมัย!
ในโลกแห่งเทพ ตำแหน่งเทพจะว่างลงก็ต่อเมื่อเทพองค์เดิมตกตายเท่านั้น และหากอำนาจเทพของพวกเขายังหลงเหลืออยู่ มันจะกลายเป็นโอกาสในการบรรลุเทพในสายตาของผู้อื่น!
เตาเสริมสวรรค์ยุ่งจนหัวปั่นเพราะสมบัติมีมากมายเกินไป
และสมบัติเหล่านี้ล้วนล้ำค่าและหายากยิ่ง เพียงสุ่มหยิบมาสักชิ้นก็เรียกได้แล้วว่าเป็นสมบัติชั้นหนึ่งในแดนเซียน
เรื่องนี้เองก็เป็นธรรมดา ทั้งบุตรและบุตรีแห่งสวรรค์ รวมทั้งอวตารเจตจำนงเทพต่างมาจากโลกแห่งเทพ จึงไม่เพียงพกสารพัดสมบัติติดตัว ขณะออกสำรวจวาสนาในสมรภูมิแห่งยุคสมัยเมื่อกาลก่อน แต่ยังได้รับโอสถเทพและวัตถุดิบเทพมากันมากมาย
และยังมีชิ้นส่วนแห่งยุคสมัยซึ่งยังไม่ได้ถูกใช้อยู่บางชิ้นด้วย!!
ยามนี้ สมบัติทั้งหลายล้วนกลายเป็นสินสงครามของซูอี้
“ข้าตรวจสอบแล้ว จิตวิญญาณและที่มามหาวิถีของอาหนิงถูกอำนาจลึกลับสายหนึ่งผนึกไว้ นางจึงอยู่ในสภาวะจำศีล ไม่อาจตื่นขึ้นได้ในเวลาอันสั้นนี้”
เมื่อเห็นซูอี้เดินออกมาจากชีพจรวิถีฮุ่นตุ้น ท่านเทพซีเยว่ก็กล่าวขึ้นทันที “ข้าสงสัยว่าการเผชิญหน้ากับความตายในหนนี้จะทำให้อาหนิงแปรเปลี่ยนไปเหมือนได้ทลายเพื่อก่อ และยามนางฟื้นสติ ก็จะได้เกิดใหม่ประหนึ่งผีเสื้อออกจากรังไหม ทว่าข้าไม่อาจแน่ใจได้เลยว่าการแปรเปลี่ยนนี้จะกินเวลาเพียงไร”
วาจาของนางแฝงด้วยความยินดีและคาดหวัง
ซูอี้เข้าใจทันทีว่าการแปลงเปลี่ยนของซีหนิงนั้นน่าจะเกี่ยวข้องกับ ‘หญิงสาว’ ผู้ปรากฏก่อนหน้านี้
ทั้งสองคือหนึ่งบุคคล
ความต่างมีเพียงซีหนิงยังไม่ฟื้นความทรงจำ และอำนาจในกายถูกผนึกอยู่เท่านั้น
ท่านเทพซีเยว่ลังเล ราวกังวลว่าซูอี้จะห้ามปราม ก่อนจะกล่าวออกมาตรงๆ “ไม่ว่าอย่างไร ข้าก็จะพาอาหนิงกลับตระกูลด้วยกัน!”
ทว่านางก็ต้องประหลาดใจเมื่ออีกฝ่ายไม่ได้ทัดทาน
“นี่คือสินสงครามส่วนที่อาหนิงสมควรได้รับ”
ซูอี้วาดนิ้ว
ชิ้นส่วนแห่งยุคสมัยถึงเจ็ดชิ้นปรากฏขึ้นตรงหน้าท่านเทพซีเยว่ ร่างของนางนิ่งงันด้วยความตกตะลึง คู่เนตรคู่งามเบิกโพลง
เขาใจกว้างถึงเพียงนี้เลยหรือ!?
สิ่งเหล่านี้คือโอกาสสำหรับบรรลุเทพเจ็ดชิ้น มูลค่าเกินประมาณ!
ใครเล่าจะคาดคิดได้ว่าซูอี้จะส่งมันออกมาอย่างไร้ลังเล?
“เจ้า……”
ท่านเทพซีเยว่กำลังจะกล่าวปฏิเสธ ทว่าชายหนุ่มกลับกล่าวขัดเสียก่อน “นี่เป็นของอาหนิง โปรดช่วยเก็บไว้ให้นางด้วย อย่าได้บ่ายเบี่ยงเลย”
ท่านเทพซีเยว่ผงะ สีหน้าของนางดูซับซ้อน
กล่าวได้ว่านางตะลึงยิ่ง
ท่านเทพซีเยว่จดจ้องซูอี้ชั่วขณะหนึ่งราวได้รู้จักอีกฝ่ายใหม่อีกครั้ง จากนั้นจึงกล่าวว่า “ส่วนตัวแล้ว ข้าไม่ได้ต่อต้านความสัมพันธ์ระหว่างเจ้ากับอาหนิงหรอก แต่เพื่อความปลอดภัยของตระกูลซี ข้าจำเป็นต้องทำเช่นนี้ หากก่อนหน้านี้ล่วงเกินเจ้าไป หวังว่าจะมิถือโทษกัน”
ซูอี้พยักหน้ากล่าว “ข้าเข้าใจ”
“เจ้าเข้าใจจริงๆ หรือ? ต่อให้เจ้าจะนำชิ้นส่วนแห่งยุคสมัยออกมาตั้งมากมาย แต่เพื่อปกป้องตนเอง ตระกูลซีของข้าจะไม่มีทางยุ่งเกี่ยวกับเจ้าอีกในภายหน้าอยู่ดีนะ”
น้ำเสียงของนางแฝงความจนใจ
ซูอี้แย้มยิ้มและกล่าวเพียงว่า “ท่านโปรดดูแลอาหนิงให้ดีก็พอ ส่วนเรื่องอื่น ข้ามีแนวทางของข้าเอง”
ท่านเทพซีเยว่เงียบไปครู่หนึ่ง จึงกล่าวว่า “เจ้าก็ดูแลตนเองด้วย”
สายตาของซูอี้เหลือบต่ำลงจ้องมองซีหนิงผู้อยู่ในอ้อมแขนของหญิงชราเนิ่นนาน ก่อนจะฝืนสะกดความไม่เต็มใจจากไว้
“หากไร้สิ่งใดอื่น สมรภูมิแห่งยุคสมัยนี้จะหายไปในสามวัน เตรียมตัวล่วงหน้าไว้จะดีกว่า”
ว่าแล้ว ซูอี้ก็รับเตาเสริมสวรรค์ซึ่งเก็บสินสงครามเสร็จสิ้นกลับมา ก่อนจะหันหลังจากจร
เมื่อเห็นร่างสูงใหญ่ของซูอี้เดินห่างออกไป ท่านเทพซีเยว่ก็อดเกิดความอยากพูดบางสิ่งอย่างเกินกลั้นขึ้นมิได้ “เจ้า…จะไปยังโลกเทพยามใด?”
“อีกไม่ช้า”
ซูอี้ตอบโดยไม่เหลียวมอง
ใช่แล้ว อีกไม่ช้า!
หลังจากกลับแดนเซียนไปสะสางทุกสิ่งในครานี้ เขาจะออกเดินทาง!
ส่วนในยามนี้เขายังมีสิ่งที่ต้องทำ
ที่นี่คือแก่นลึกที่สุดในสมรภูมิแห่งยุคสมัย และยังมีศัตรูผู้อื่นอยู่ ณ ที่ต่างๆ ในสมรภูมิแห่งยุคสมัย
เช่นบุตรและบุตรีแห่งสวรรค์ อวตารเจตจำนงจากโลกแห่งเทพ และพวกเจ้าเฒ่าระดับสุดลึกล้ำจากแดนเซียน
เวลาสามวันที่เหลือนี้ ซูอี้คิดจะไล่ปิดบัญชีให้ครบถ้วน
มีแค้นล้างแค้น มีเคืองล้างเคือง!
“หนานผิงเทียน ไอ้แก่นี่หนีไวใช้ได้เลย”
ระหว่างทาง ซูอี้นึกถึงหนานผิงเทียนขึ้นมา
ก่อนหน้านี้ ไอ้แก่นี่ติดตามอวตารเจตจำนงขององค์เทพเหิงซาอยู่
ทว่ายามซูอี้ขึ้นถึงระดับสุดลึกล้ำ ไอ้แก่นี่ก็หนีหายไปก่อนใคร!
ในการไล่ล่าคิดบัญชีนี้ ซูอี้ย่อมไม่ปล่อยคนผู้นี้ไปแน่!