บันทึกตำนานราชันอหังการ [ 剑道第一仙 ] - บทที่ 1995: หนึ่งปีต่อมา
ตอนที่ 1,995: หนึ่งปีต่อมา
วสันต์และสารทคล้อยผ่าน บุปผาเหี่ยวเฉาก่อนผลิบาน
หนึ่งปีต่อมา
สารทอันสดชื่นมาเยือน ทุกสรรพสิ่งกระจ่างชัด ใบไม้สีเหลืองร่วงหล่นเป็นครั้งคราว มีร่องรอยของความเย็นเยือกในโลกหล้า
ซูอี้นอนอยู่บนเก้าอี้หวายในลานบ้าน เหล่มองท้องนภาด้วยความงุนงง
ช่วงบ่ายในหน้าสารท สายลมอ่อนโยน ต้นสนและต้นไผ่แกว่งไกว ทำให้เกิดแสงและเงาเป็นรอยด่างในลานบ้าน
“ใต้เท้าจอมราชัน หนึ่งปีที่ผ่านมา ผู้ฝึกตนทั้งมวลในแดนเซียนต่างให้ความสนใจเรื่องที่ท่านจัดสร้างศาลเซียนรวมศูนย์ขึ้นมาใหม่ สำนักชั้นนำจำนวนมากต่างแสดงความคิดเห็นออกมา และพวกเขาเต็มใจที่จะให้เกียรติตำหนักอนันตรัตติกาลขึ้นเป็นผู้นำ”
อีกด้านหนึ่ง ชิงเวยนั่งอยู่บนม้านั่งตัวเล็ก เขารินสุราให้ซูอี้ ผิวสีขาวราวหิมะกระจ่างใสเปล่งประกายแวววาวระยิบระยับภายใต้ท้องนภา
“ไม่ต้องรีบร้อน”
ซูอี้ตอบอย่างเหม่อลอย พลางหยิบจอกสุราขึ้นดื่ม
นับตั้งแต่สมรภูมิแห่งยุคสมัย นี่ก็ผ่านมาหนึ่งปีแล้ว
เขาไม่สนใจอะไรอีกต่อไป ก่อนเก็บตัวฝึกฝน
ระหว่างนั้น ชายหนุ่มไปแดนสารทวสันต์เพื่อเก็บตัวหกสิบปี ซึ่งเท่ากับผ่านไปสองเดือนตามเวลาโลกภายนอก
รากฐานระดับสุดลึกล้ำของเขาได้รับการฝึกฝนจนมั่นคงยิ่ง กระบวนการเป็นไปอย่างรวดเร็ว แต่ระยะห่างจากขั้นสมบูรณ์ …ยังคงอีกยาวไกลนัก
การเก็บตัวฝึกฝนก็ไม่ต่างจากการโม่น้ำ โดยเฉพาะการฝึกฝนที่ระดับสุดลึกล้ำ มีเพียงโชคและโอกาสเท่านั้นที่ช่วยนำพา…หาไม่แล้วก็เป็นไปไม่ได้ที่จะฝึกฝนจนถึงจุดขั้นสมบูรณ์ได้
ระหว่างเก็บตัว ซูอี้หลอมโอสถวิเศษจำนวนมากที่สามารถทำให้เหล่าทวยเทพน้ำลายไหล แต่ประโยชน์ที่มีต่อวิถีเต๋าของเขากลับไม่มากเท่าที่ควร
มันไม่ใช่โอสถปาฏิหาริย์แต่เป็นเพียงการกลืนโอสถวิเศษเพื่อการฝึกฝนธรรมดา ช่วยได้แค่ถอนต้นกล้าเพื่อกระตุ้นให้เติบโต ส่งผลเสียมากกว่าผลดี
ดังนั้นในการเก็บตัวครานี้ ซูอี้จึงมุ่งเน้นไปที่การฝึกฝนมหาวิถี
โดยเฉพาะในวิถีวัฏสงสารที่การทะลวงผ่านอันน่าทึ่งได้เกิดขึ้น!
ทุกสิ่งเหมือนดั่งตอนอยู่ในหลักเขตแดนมิติเวลา ณ ‘บรรพพิภพสวรรค์เมิน’ สิ่งที่เห็นจึงข้องเกี่ยวกับ ‘เทพมารหลิน’
ตอนนั้นเองที่ซูอี้ได้รับผนึกลับอันสมบูรณ์แห่งวัฏสงสาร!
หลังจากเขาก้าวเข้าสู่ระดับสุดลึกล้ำ ความรู้ความเข้าใจเกี่ยวกับพลังแห่งวัฏสงสารพลันเปลี่ยนไปแบบก้าวกระโดดเช่นกัน
ชายหนุ่มสามารถใช้พลังแห่งวัฏสงสาร เพื่อรับมหาวิถีที่แท้จริงอันข้องเกี่ยวกับหกวิถีเวียนวัฏ!
ไม่ใช่เพียงภาพมายาและเกือบจะจับต้องได้!
แต่ว่ามันยังไม่สมบูรณ์
แกนกลางของหกวิถีเวียนวัฏข้องเกี่ยวกับคำว่า ‘วัฏสงสาร’ มันประกอบขึ้นเป็นวิถีแห่งวัฏสงสารอันเต็มไปด้วยข้อห้ามทั้งหลาย อย่างเช่นการจม จุดจบ วัฏสงสาร การพิพากษา และอื่น ๆ ทั้งหมดจำเป็นต้องได้รับการฝึกฝนและพัฒนาทีละขั้น
“เฮ่!”
มีเสียงโห่ร้องด้วยความยินดีดังก้องนอกลานบ้าน
นอกจากนี้ยังมีเสียงนกและสัตว์ดุร้ายร้องโหยหวนอย่างน่าสยดสยอง ปฐพีสั่นสะเทือน ป่าเขาสั่นสะท้าน ฝุ่นธุลีปลิวว่อน ทั่วทั้งตำหนักอนันตรัตติกาลตื่นตัว
ซูอี้ขมวดคิ้วเล็กน้อย ถามว่า “เกิดเรื่องอันใดขึ้น?”
มีร่องรอยความจนใจปรากฏบนใบหน้างดงามของชิงเวย “ตอนท่านเก็บตัว จิตแห่งเทพหูซุนมาเล่นที่ภูเขา มันช่วยดูแลสัตว์ประหลาดปฐมสวรรค์ที่ท่านจับมาจากสมรภูมิแห่งยุคสมัย เพราะอย่างนั้น…จึงมักมีการเคลื่อนไหวดังกล่าวเกิดขึ้นบ่อยครั้ง”
จิตแห่งเทพหูซุน
นี่คือชื่อของ ‘วานรตัวน้อย’ ในตำหนักอนันตรัตติกาล
เพราะซูอี้ในตอนนั้น วานรตัวน้อยจึงถูกปฏิบัติในฐานะ “ลิงอวดดี”
ขณะลูบคิ้ว ซูอี้ปล่อยจิตสัมผัสแผ่ออก เพื่อเรียกวานรตัวน้อย
วานรตัวน้อยที่โตจนสูงสามฉื่อพลันเดินเข้ามาในลานบ้านในไม่ช้า ดวงตาสีทองคู่นั้นเต็มไปด้วยความดื้อรั้น ความเกลียดชัง และความครอบงำ
ขนปกคลุมทั่วทั้งกาย แผ่กลิ่นอายฮุ่นตุ้นอบอวล
ทว่า เมื่อเห็นซูอี้นอนอยู่บนเก้าอี้หวาย วานรตัวน้อยพลันเปลี่ยนเป็นมีความสุข รีบวิ่งมาอยู่ข้างกายซูอี้ เกาหูและแก้ม พร้อมเผยท่าทียินดี
ปากมันส่งเสียงดังตะโกนไปมาไม่หยุด
น้ำเสียงของซูอี้ดังก้อง “ในอนาคต หากเจ้าจะวิ่งเล่น จงหาสถานที่ที่ไม่มีคนอยู่รอบข้าง อย่าได้ไปสร้างความรบกวนแก่ผู้อื่น”
วานรตัวน้อยแข็งทื่อ ก่อนพยักหน้าเชื่อฟังแต่โดยดี
“โอสถเทพที่ข้ามอบให้เจ้าไป กินหมดหรือยัง?”
ซูอี้ถาม
ก่อนจะเก็บตัวฝึกฝน ชายหนุ่มได้ทิ้งชุดโอสถวิเศษให้กับวานรตัวน้อย
ถูกต้องแล้ว เจ้านี่คือจิตแห่งเทพผู้กำเนิดจากฮุ่นตุ้น กำเนิดเกิดมาก็เป็นเทพ โอสถเซียนธรรมดาไม่สามารถสร้างความพึงพอใจต่อความอยากอาหารของวานรตัวน้อยได้แม้แต่นิดเดียว
วานรตัวน้อยส่งสัญญาณด้วยอุ้งเท้า อาจตีความได้ว่าเมื่อช่วงครึ่งปีก่อน มันไม่ได้กินอันใดเลยจึงหิวโหยมาโดยตลอด
ซูอี้พลันจนใจขึ้นมา
เขานำโอสถเทพจำนวนมากกลับมาจากสมรภูมิแห่งยุคสมัย แต่ไม่ได้ใช้มากนักและไม่อยากปล่อยให้มันสูญเปล่า
แต่วานรตัวน้อยกลับไม่ทำเช่นนั้น มันปฏิบัติกับโอสถเทพในฐานะอาหารเพื่อดับความหิวกระหาย!
หากยังเป็นเช่นนี้ต่อไป ไม่ว่าตัวเขาจะมีโอสถเทพมากเพียงใด มันก็ย่อมไม่เพียงพอต่อ ‘เทพตะกละ’ ตัวน้อยอย่างแน่นอน!
ทว่าการเปลี่ยนแปลงของวานรตัวน้อยน่าทึ่งนัก
เพียงแค่หนึ่งปี มันสูงขึ้นจากหนึ่งฉื่อเป็นสามฉื่อ กลิ่นอายในร่างกายแข็งแกร่งมากขึ้น ขนก็นุ่มลื่นเป็นประกาย แผ่กลิ่นอายฮุ่นตุ้นอันเข้มข้นออกมา
และตอนนี้ที่เบื้องหน้าของวานรตัวน้อย สัตว์ประหลาดปฐมสวรรค์ระดับครึ่งเทพเหล่านั้นดูหมดสิ้นหนทาง หวาดกลัวจนสั่นสะท้าน!
ซูอี้พลันหยิบโอสถเทพออกมากำมือหนึ่ง ส่งให้วานรตัวน้อย “ค่อย ๆ กินล่ะ…”
ยังไม่ทันพูดจบ วานรตัวน้อยก็รับโอสถเทพเหล่านั้นไปก่อนหมอบลงกับพื้นแล้วกินเข้าไปราวกับหมูตะกละเคี้ยวกะหล่ำปลี
ซูอี้กำลังจะกล่าวบางอย่างแต่ในที่สุดก็ปิดปากลงอีกครั้ง ไม่โน้มน้าวอีกต่อไป
แต่เขาได้ตั้งปณิธานเอาไว้ในใจอย่างแน่วแน่แล้วว่า เมื่อออกจากแดนเซียนเมื่อใด จะต้องพาเจ้าตัวน้อยนี้ไปด้วย
ไม่รู้เลยว่าจะทำให้เกิดหายนะมากมายเท่าไหร่ หากไม่มีความอดกลั้น ด้วยนิสัยดื้อรั้นดุร้ายของเจ้าตัวน้อยนี้
ส่วนสัตว์ประหลาดปฐมสวรรค์เหล่านั้นที่ถูกจับตัวมาสามารถอยู่ได้ พวกมันทำหน้าที่ในฐานะสัตว์พิทักษ์ขุนเขา
“ท่านอาจารย์ ศิษย์น้อยหลิ่นเฟิงพร้อมแล้ว เปลวเพลิงศักดิ์สิทธิ์จะถูกจุดภายในสามวันเพื่อพิสูจน์เต๋าบรรลุเทพ!”
หนิงซิ่วเข้ามาอย่างร้อนรน คิ้วของเขาขมวดด้วยความยินดี
ซูอี้กล่าวอย่างมีความสุขว่า “ดี”
……
หนึ่งปีก่อน หลังจากสมรภูมิแห่งยุคสมัยพังทลาย มันได้ทิ้งที่มาแห่งฮุ่นตุ้นแพร่ออกซึ่งต่อมารวมเข้ากับแดนเซียน
นับแต่นั้นมา การเปลี่ยนแปลงอย่างรุนแรงที่ไม่เคยมีมาก่อนได้บังเกิดกับฟ้าดินถิ่นนี้!
ไม่เพียงแค่กลิ่นอายมหาวิถีเข้มข้นปรากฏขึ้นในโลกหล้าเท่านั้น แต่ภูเขาเซียนโบราณที่ถูกฝังไว้นานนับไม่ถ้วนได้ผุดขึ้นมาทีละลูกทั่วโลก!
เกิดความตกตะลึงไปทั่ว ขุมกำลังเซียนขนาดใหญ่ทั้งหมดต่างเข้าช่วงชิงโชคดังกล่าว
ในสายตาของตัวตนวิถีเซียน แดนเซียนในวันนี้ได้เข้าสู่ยุคทองอันไม่เคยปรากฏอย่างแท้จริง!
และสำหรับตัวตนขอบเขตมหาศาล ขอเพียงหาโอกาสกลายเป็นเทพพบก็ย่อมมากพอจะพิสูจน์เต๋ากลายเป็นเทพในแดนเซียนได้!
หลิ่นเฟิงคือหนึ่งในตัวอย่างดังกล่าว
สามวันต่อมา
เหนือตำหนักอนันตรัตติกาล หลิ่นเฟิงจุดเปลวเพลิงศักดิ์สิทธิ์ท่ามกลางความสนใจของทุกคน มันเรียกหามหาภัยพิบัติเทพอันหาได้ยากในโลกหล้ามา!
ขณะที่มีซูอี้คอยคุ้มกันด้วยตัวเอง
โชคยังดี ถึงแม้มหาภัยพิบัตินี้จะอันตราย โหดเหี้ยม และเต็มไปด้วยพลังทำลายล้าง แต่มันไม่ใช่พลังต้องห้าม ไม่มีตัวแปรที่คาดไม่ถึง
ในท้ายที่สุด หลิ่นเฟิงก็ผ่านมหาภัยพิบัตินานาชนิด เกือบจะตกอยู่ในสถานการณ์ได้รับบาดเจ็บสาหัสจนตัวตาย ทว่าสุดท้ายก็ก้าวข้ามได้สำเร็จ ก่อนพิสูจน์เต๋ากลายเป็นเทพได้ในอึดใจเดียว!
ในตอนนั้น หมู่เมฆมงคลพลันปรากฏขึ้น ท้องนภากำลังเคลื่อนลง สะท้อนนิมิตแห่งโลกหล้านานาชนิด!
สถานการณ์นี้สร้างความตกตะลึงให้กับทุกคนในตำหนักอนันตรัตติกาลเช่นกัน
ในที่สุด หลิ่นเฟิงก็หลอมนาวาพลิกสวรรค์เสร็จสิ้นและกลายเป็นสมบัติคู่ชีพของตัวเอง
เมื่อเขากลายเป็นเทพในครานี้ สิ่งที่เขาได้เข้าใจอย่างถ่องแท้คือกฎเกณฑ์แห่งยุคสมัยที่อยู่ในสมบัติลับแห่งแห่งฮุ่นตุ้นอย่างนาวาพลิกสวรรค์!
นี่คือพลังอำนาจของสมบัติลับแห่งฮุ่นตุ้นทั้งเก้า นั่นเป็นสาเหตุที่ทำไมคนตกปลาหรือแม้กระทั่งพุทธเจ้าแผดตะเกียงถึงจับจ้องมายังบันทึกผลกรรม
ซูอี้เองก็รู้สึกยินดีเป็นอย่างยิ่ง
หลังกลับมาจากสมรภูมิแห่งยุคสมัยแล้วนับสินสงครามที่เก็บมาได้ ซูอี้ได้ชิ้นส่วนยุคสมัยทั้งสิ้นสิบเก้าชิ้น!
ในบรรดาพวกมัน มีสองชิ้นอยู่ระดับไร้เทียมทาน!
ขณะที่มีห้าชิ้นอยู่ระดับหนึ่ง!
ทว่าสำหรับซูอี้แล้ว เขามีมหาวิถีแห่งวัฏสงสารอันลึกล้ำ ดังนั้นชายหนุ่มย่อมไม่สนใจโอกาสบรรลุเทพจากชิ้นส่วนยุคสมัยเหล่านี้มากนัก
เขาจึงปล่อยชิ้นส่วนยุคสมัยเหล่านี้ไว้ในตำหนักอนันตรัตติกาล
ในที่สุดซูอี้ก็เข้าใจว่าตอนหลี่ฝููโหยวออกจากแดนเซียน เหตุใดจึงมอบสมบัติลับแห่งฮุ่นตุ้นทั้งสี่ให้กับผู้สืบทอดสี่คน
เพราะเขาไม่สามารถใช้มันเองได้!
นอกจากนี้ เขายังอยากปูทางให้ศิษย์ทั้งสี่กลายเป็นเทพ!
และสิ่งที่ซูอี้ทำในตอนนี้ก็มีความคล้ายคลึงกัน
ชายหนุ่มถึงขั้นคาดการณ์ว่าในเวลาไม่กี่ปี ตำหนักอนันตรัตติกาลจะให้กำเนิดเทพตนแล้วตนเล่า!
ถึงตอนนั้น เมื่อมองดูทั่วสี่สิบเก้าทวีปในแดนเซียน จะไม่มีผู้ใดสามารถสั่นสะท้านสถานะของตำหนักอนันตรัตติกาลได้อีก!
“ศิษย์หลิ่นเฟิง ขอขอบคุณท่านอาจารย์!”
ไกลออกไป หลิ่นเฟิงเดินเข้ามาคุกเข่าลงกับพื้น คำนับสามครั้ง และก้มกราบเก้าครั้งให้ซูอี้ด้วยสีหน้าเคร่งขรึม
การกลายเป็นเทพหมายถึงการกระโดดออกจากกรงขังแห่งวิถีเซียน ขึ้นสู่จุดสูงและไกลยิ่งกว่าอย่างวิถีเทพ สูงส่งกว่าขอบเขตมหาศาลหลายเท่านัก!
แต่ยามเผชิญหน้ากับซูอี้ผู้ยังไม่กลายเป็นเทพ หลิ่นเฟิงยังคงให้ความเคารพในฐานะศิษย์!
ซูอี้กล่าวว่า “นับจากนี้ไป เจ้าต้องดูแลตำหนักอนันตรัตติกาล ภายในหนึ่งร้อยปี เจ้าห้ามออกจากแดนเซียน คิดว่าทำได้หรือไม่?”
หลิ่นเฟิงตอบอย่างเคร่งขรึมว่า “ศิษย์น้อมรับคำสั่งของท่านอาจารย์!”
ซูอี้กล่าวว่า “และเตรียมสร้างศาลเซียนรวมศูนย์ขึ้นมาใหม่ นั่นคือความรับผิดชอบของเจ้าเช่นกัน”
“ขอรับ!”
หลิ่นเฟิงยอมรับอย่างไม่ลังเล
ซูอี้พยักหน้าก่อนยิ้มแล้วกล่าวว่า “รีบลุกขึ้นซะ”
ในวันเดียวกัน ข่าวที่หลิ่นเฟิงพิสูจน์เต๋าบรรลุเทพได้แพร่งพรายออกไป ทำให้ทั่วโลกหล้าตกตะลึง
หลังช่วงกาลยามสมรภูมิแห่งยุคสมัยจากไป หลิ่นเฟิงถือเป็นผู้เดียวจากแดนเซียนที่บรรลุกลายเป็นเทพ ตั้งแต่ยุคสุดวิเวก!
ในคืนนั้นเอง
ซูอี้เชิญกลุ่มสหายและศิษย์เข้ามา
“อีกไม่กี่วัน ข้าจะไปแล้ว มุ่งหน้าสู่ธารนทีสายยาวแห่งยุค ข้าไม่รู้ว่าจะได้กลับมาเมื่อไหร่ หลังจากไปแล้ว ข้าต้องรบกวนพวกเจ้าแล้วล่ะ”
หลังจากดื่มสามจอก ซูอี้พลันประกาศการตัดสินใจนี้ให้สาธารณะทราบ
ทันใดนั้น บรรยากาศที่มีชีวิตชีวาพลันเงียบลงทันใด
ทุกคนเสียใจ
ซูอี้จะไปโลกแห่งเทพในอนาคต ทุกคนต่างมีลางสังหรณ์อยู่ในใจแล้ว แต่พวกเขาไม่คาดคิดว่ามันจะเกิดขึ้นเร็วเพียงนี้!
ผ่านไปสักพัก หัวใจของทุกคนสั่นไหว แต่ละคนก่อเกิดความกังวลขึ้นมา
“ข้าจะไปข้างนอกแดนเซียนเฉย ๆ เอง ไม่ใช่จะไปตายเสียหน่อย เหตุใดต้องกังวลด้วยเล่า?”
ซูอี้หัวเราะ เขายกจอกขึ้น “มา ดื่มกัน”
ทุกคนยกจอกขึ้นและดื่มเข้าไป ทว่าอารมณ์แตกต่างจากก่อนหน้า
“ท่านอาจารย์ ในตอนนี้… ท่านได้รับความทรงจำในอดีตกลับคืนมาหรือยัง?”
หลังจากลังเลอยู่นาน หลิ่นเฟิงพลันถามขึ้น