บันทึกตำนานราชันอหังการ [ 剑道第一仙 ] - บทที่ 1996: มหาวิถีอันแปลกประหลาด
ตอนที่ 1,996: มหาวิถีอันแปลกประหลาด
หลิ่นเฟิง หนิงซิ่ว และผู้อื่นต่างหันมองซูอี้
ตอนนี้ ทุกผู้ต่างทราบว่า ซูอี้ไม่เพียงแค่เป็นหวังเย่หรือจอมราชันอนันตรัตติกาลผู้กลับชาติมาเกิดเท่านั้น แต่ยังเป็นเจ้าสวรรค์หลิงซู หลี่ฝููโหยวในยุคสุดวิเวกผู้เวียนวัฏอีกด้วย!
ทั่วทั้งโลกหล้าต่างทราบเรื่องนี้กันแล้ว
ทว่ามีเพียงหลิ่นเฟิงกับหนิงซิ่วเท่านั้นที่ทราบดีว่า ซูอี้ยังไม่ได้ปลุกกรรมวิถีของหลี่ฝููโหยวขึ้นมา
ซูอี้ดื่มสุราในจอก ขณะกล่าวว่า “ยังไม่ถึงเวลา”
หลิ่นเฟิงกับหนิงซิ่วต่างพยักหน้า
ช่างน่าแปลก ที่ก่อนหน้าพวกเขารู้สึกผิดหวัง
แต่ไม่ใช่อีกแล้วในยามนี้!
บางที เพราะลึก ๆ แล้วพวกเขานับชายหนุ่มตรงหน้ากับท่านอาจารย์เป็นคนเดียวกันไปนานแล้ว ทำให้ไม่รู้สึกสูญเสียแต่อย่างใด
แต่สำหรับซูอี้ในยามนี้ เขาสามารถหลอมรวมกรรมวิถีของชาติที่ห้าได้ทุกเมื่อ
แต่ว่า…เขาไม่ได้ทำเช่นนั้น
เพราะชายหนุ่มอยากลองดูว่า เมื่อไปถึงระดับสุดลึกล้ำขั้นสมบูรณ์ หากเทียบกับหลี่ฝูโหยวแล้ว ใครจะเหนือชั้นกว่ากัน!
นี่เป็นการเปรียบเทียบตัวเองในตอนนี้กับตัวเองในชาติที่แล้ว
แต่ตอนนี้ เขายังห่างไกลจากระดับสุดลึกล้ำขั้นสมบูรณ์ …ถึงแม้จะยังห่างไกล แต่มันก็ไม่เกินเอื้อมนัก
……
ผ่านไปหนึ่งวัน
“ใต้เท้าจอมราชัน ตำหนักอนันตรัตติกาลในยามนี้กำลังรับสมัครศิษย์อยู่ เมื่อสักครู่นี้มีบางผู้อ้างว่ารู้จักท่าน เพราะหวังจะได้รับการผ่อนปรนในการผ่านบททดสอบ เพื่อเข้าฝึกฝนที่ตำหนักเจ้าค่ะ”
ชิงเวยรีบมารายงาน
ซูอี้ตกตะลึง “ไป พาข้าไปดู”
แดนเซียนในวันนี้ ไร้ผู้ใดกล้าอ้างตัวเป็นสหายกับเขา
โดยเฉพาะอย่างยิ่ง หากกล้ามาตำหนักอนันตรัตติกาลอย่างเปิดเผยเช่นนี้ ย่อมหมายความว่าอีกฝ่ายไม่ได้โกหก
หาไม่แล้ว หากโกหกขึ้นมา คงมีแต่ต้องตายอย่างน่าเวทนา!
นี่จึงทำให้ซูอี้สงสัยไม่ได้ว่าอีกฝ่ายเป็นใครกันแน่
ด้านนอกตำหนักอนันตรัตติกาล
ร่างจำนวนมากรวมตัวที่นี่ ต่างกำลังเข้าร่วมการทดสอบคัดเลือกของตำหนักอนันตรัตติกาล
ตำหนักอนันตรัตติกาลในยามนี้ คล้ายกับเป็นขุมกำลังอันดับหนึ่งที่ยิ่งใหญ่ที่สุดในแดนเซียน มันได้รับการยกย่องจากผู้ฝึกตนทั่วโลกหล้าว่าเป็นสถานที่ศักดิ์สิทธิ์ที่สุดสำหรับการฝึกฝน
เมื่อไม่นานมานี้ หลังจากข่าวการรับสมัครศิษย์ตำหนักอนันตรัตติกาลกระจายออกไป มันได้สร้างความฮือฮาให้กับทั่วทั้งแดนเซียน ดึงดูดตัวตนที่น่าทึ่งและเก่งกาจมากมาย
ทว่าการจะเข้าตำหนักอนันตรัตติกาลเพื่อรับการฝึกฝน ไม่ใช่เรื่องง่าย!
เพราะพวกเขาไม่เพียงต้องเข้าร่วมการคัดกรองและประเมินหลายชั้นเท่านั้น แต่จำนวนที่รับก็ยังจำกัดยิ่งอีกด้วย
ด้วยเหตุนี้ จึงทำให้รับสมัครเพียงหนึ่งร้อยคนเท่านั้น!
ยิ่งกว่านั้น วิถีเต๋าจะต้องอยู่ในขอบเขตจักรวาล!
แค่ข้อกำหนดนี้ก็ทำให้ความหวังของผู้คนจำนวนมากแตกสลาย
ด้านนอกตำหนักอนันตรัตติกาลในตอนนี้ การประเมินและการคัดกรองต่าง ๆ ได้เกิดขึ้นแล้ว ซึ่งมีผู้เข้าร่วมทั้งสิ้นกว่าหมื่นคน!
แต่ในยามนี้กลับมีข้อพิพาทเกิดขึ้น
“พวกข้ากับใต้เท้าจอมราชันซูมาจากโลกมนุษย์พร้อมกัน เคยเดินเคียงบ่าเคียงไหล่กัน พวกข้าจะโกหกได้อย่างไร?”
ชายหนุ่มในชุดคลุมสีดำอธิบายอย่างวิตก
ด้านข้างเขามีสหายเจ็ดถึงแปดคน ทุกผู้ต่างพากันอธิบาย
อาจจะหมายความได้ว่า พวกเขาทั้งหมดในตอนนั้นต่างมาจากสมรภูมินอกแดนพร้อมกับซูอี้ ทำให้พวกเขากับชายหนุ่มรู้จักกัน
นี่ทำให้เกิดเสียงหัวเราะในวงกว้าง
“ใต้เท้าจอมราชันซูก้าวขึ้นสู่จุดสูงสุดของวิถีเซียนแล้ว เขาสามารถฆ่าเทพด้วยดาบได้ ส่วนพวกเจ้าเป็นเพียงเซียนขอบเขตจักรวาล จะมาพบเจอกับใต้เท้าจอมราชันซูได้อย่างไร?”
บางคนกล่าวเหน็บแนม
“เหอะ ๆ เอาแต่เกาะต้นขาใต้เท้าจอมราชันซู ทำเป็นน้ำมันหมูพอกใจไปได้!”
บางผู้เย้ยหยัน
ทุกผู้มาที่นี่เพื่อเข้าร่วมการประเมินของตำหนักอนันตรัตติกาล เมื่อเห็นว่าชายหนุ่มในชุดคลุมสีดำพยายามผ่านการประเมินด้วยวิธีสกปรก จึงสร้างความเดือดดาลให้แก่ฝูงชนในทันที ก่อนที่พวกเขาจะวิพากษ์วิจารณ์ชายหนุ่มคนนั้น
“พวกเขาไม่น่าจะกล้าหลอกลวงภายใต้หน้ากากคนรู้จักของใต้เท้าจอมราชันซูหรอก ไม่งั้นมันจะต่างจากรนหาที่ตายตรงไหน? ถึงอย่างไรนี่ก็คือตำหนักอนันตรัตติกาล ทันทีที่ถูกเปิดโปง ผลลัพธ์ย่อมไม่ใช่สิ่งที่พวกเขาจะสามารถแบกรับได้”
บางผู้วิเคราะห์อย่างสงบ
แต่ไม่มีใครสนใจเรื่องเหล่านี้
หรือก็คือ คนที่เข้าร่วมการประเมินเหล่านั้นต่างพยายามสุดความสามารถเพื่อจะได้ที่นั่งมาครอง แต่กลับต้องมาถูกคนโกงอย่างนั้นหรือ?
เมื่อซูอี้ออกมา ก็เห็นเข้ากับเหตุการณ์ดังกล่าว
การมาถึงของเขาทำให้เกิดพลังที่มองไม่เห็นปกคลุมทั่วโลกหล้า เสียงของผู้ชมพลันเงียบหาย ทุกผู้ตกตะลึง ก่อนสะกดลมหายใจเอาไว้คนแล้วคนเล่า
ใต้เท้าจอมราชันซู!
หลังจากล่วงเลยมาหนึ่งปี ในที่สุดเขาก็เลิกเก็บตัวฝึกฝนแล้ว!!
สายตาของตัวตนวิถีเซียนจำนวนมากในพื้นที่ดังกล่าวต่างเผยความลุ่มหลง สีหน้าเต็มไปด้วยความเคารพยำเกรง
ราวกับได้เป็นสักขีพยานในตำนานร่วมสมัย
ชายหนุ่มในชุดคลุมสีดำและคนอื่น ยามเห็นซูอี้ พวกเขาล้วนวิตกขึ้นมา
แน่นอนว่า ซูอี้ย่อมจำใบหน้าคุ้นเคยได้ตั้งแต่แวบแรก
อวี่เฉิน ฉินซู่ซิน เริ่นฉางชิง…
ร่างคุ้นเคยเหล่านี้ล้วนมาจากจักรดาราหนานหั่ว จักรดาราซีหาน และจักรดาราเป่ยเยวียนตามลำดับ!
ในสมรภูมิรอบนอกครานั้น ชายหนุ่มเคยต่อสู้ร่วมกับพวกเขา จนกระทั่งมีพวกเขาเพียงไม่กี่ร้อยคนที่ได้มุ่งสู่แดนเซียนในที่สุด
ยิ่งกว่านั้น หลังจากมาถึงแดนเซียน ซูอี้ได้เคยช่วยเหลือผู้คนเหล่านี้ที่เดินทางมากับเขาด้วยเช่นกัน
ตอนนี้ได้มาพบกันอีกครั้ง ซูอี้จะจำไม่ได้…ได้อย่างไร?
“ใต้เท้าจอมราชัน คนเหล่านี้อ้างว่ารู้จักท่านเจ้าค่ะ”
ด้านหนึ่ง ชิงเวยกล่าวเสียงทุ้มต่ำ
หนึ่งประโยคก็จับใจของทุกผู้ สายตาทุกคู่จับจ้องซูอี้ รอคอยคำตอบของเขา
ซูอี้กล่าวอย่างไม่ลังเลว่า “ข้าเคยรู้จักพวกเขามาก่อน”
ตู้ม!
ผู้ชมตกอยู่ในความโกลาหล
ทุกผู้ตกตะลึง รู้สึกถึงความเศร้าโศกในใจอย่างสุดจะพรรณนา พวกเขาไม่คาดคิดว่า เซียนขอบเขตจักรวาลเหล่านี้ จะรู้จักกับซูอี้จริง ๆ!!
ส่วนอวี่เฉิน ฉินซู่ซิน และคนอื่นต่างถอนหายใจด้วยความโล่งอก พวกเขาถูกกล่าวหาก่อนหน้านี้มากมาย ทำให้รู้สึกกดดันเป็นอย่างยิ่ง
พวกเขาถึงขั้นกังวลว่าเพราะไม่ได้เจอกันหลายปี ซูอี้อาจจะจำพวกเขาไม่ได้อีกแล้วก็ได้
แต่โชคยังดีที่มันไม่ได้เป็นเช่นนั้น
ทันใดนั้น ใครบางผู้ก็กล่าวอย่างเกรี้ยวกราดว่า “ใต้เท้าจอมราชัน ในเมื่อตำหนักอนันตรัตติกาลรับสมัครศิษย์ มันก็ต้องมีกฎ ศิษย์ทุกผู้ต่างได้รับการคัดเลือกตามผลการทดสอบ ห้ามกระทำที่ลำเอียงและการฉ้อฉลทั้งหมด หากท่านทำผิดกฎเสียเอง ในใจของทุกผู้ทั่วโลกจะไม่ผิดหวังหรอกหรือ?”
คำพูดเหล่านี้ดังก้องไปทั่วกลุ่มผู้ฟัง และหลายคนก็ตอบสนองเช่นกัน
ตำหนักอนันตรัตติกาลคือสถานที่ศักดิ์สิทธิ์สูงสุดในใจของตัวตนวิถีเซียน ในใจของพวกเขาถึงขั้นเชื่อว่าซูอี้คือเทพ!
หากเพียงเพราะเป็นคนรู้จักของซูอี้ จนถึงขั้นแหกกฎการประเมินขึ้นมา พวกเขาย่อมโกรธและผิดหวัง
เมื่อเห็นดังนี้ ชายหนุ่มเพียงยิ้ม และกล่าวว่า “ไม่ต้องห่วง เรื่องนี้ไม่มีทางเกิดขึ้นแน่นอน”
ในตอนนี้ อวี่เฉินพลันเปิดปากกล่าวว่า “เรียนใต้เท้าจอมราชันตามตรง พวกข้ามาที่นี่เพื่อเข้ารับการประเมิน ไม่ได้ตั้งใจจะเข้าตำหนักอนันตรัตติกาลด้วยการใช้เส้นสายแต่อย่างใด แต่ตอนที่พวกข้าคุยกันก่อนหน้านี้ว่าเป็นคนรู้จักของท่าน พวกข้าไม่คิดเลยว่าจะดึงดูดความสนใจจนเกิดความเข้าใจผิดเช่นนั้นขึ้นมาได้”
ฉินซู่ซิน เริ่นฉางชิง และคนอื่นพยักหน้าคนแล้วคนเล่า
ซูอี้พยักหน้าแล้วกล่าวว่า “ไม่ว่าพวกเจ้าจะคิดอะไร ทุกที่ต่างมีขื่อมีแป หากอยากเข้าตำหนักอนันตรัตติกาลเพื่อทำการฝึกฝน เช่นนั้นก็ต้องดึงความแข็งแกร่งของตนเองออกมา”
ขณะกล่าว เขาชำเลืองมองพวกชิงเวย “ทำตามกฎ ไม่ต้องสนว่าเป็นใคร”
หญิงสาวรู้สึกเคารพยำเกรง ก่อนน้อมรับคำสั่ง
ทันใดนั้น ในหมู่ผู้ฟังพลันเกิดความโกลาหลขึ้นมา มีเสียงโห่ร้องสะเทือนท้องนภา ด้วยผู้เข้าร่วมการประเมินล้วนชื่นชมการกระทำของซูอี้!
“หลังจากการประเมินสิ้นสุด ไม่ว่าพวกเจ้าจะมีโอกาสได้เข้าตำหนักอนันตรัตติกาลหรือไม่ ข้าจะจัดงานเลี้ยงด้วยตัวเอง เพื่อเชิญพวกเจ้ามาสังสรร”
ซูอี้มองพวกอวี่เฉิน จากนั้นจึงเผยรอยยิ้มแล้วกล่าวเช่นนั้น
พวกอวี่เฉินต่างยินดี ก่อนรีบตอบตกลง
ไกลออกไป เมื่อชายชราเห็นเช่นนี้ ก็อดลอบรู้สึกบางอย่างไม่ได้
ผู้เข้าร่วมการประเมินเหล่านั้น หากมีโอกาสได้เข้าฝึกฝนที่ตำหนักอนันตรัตติกาล ย่อมประหนึ่งได้รับพรที่ยากปรากฏนับชั่วอายุคน หลังจากนี้ไป พวกเขาจะโด่งดังไปทั่วโลกหล้า โชคชะตาจะแตกต่างออกไปอย่างสิ้นเชิง
แต่เทียบกันแล้ว ประโยชน์ที่พวกอวี่เฉินได้รับ อาจจะมากยิ่งกว่า!
ต่อให้พวกเขาไม่ผ่านการทดสอบ แต่เพราะรู้จักกับใต้เท้าจอมราชันซูในแดนเซียน จะมีใครกล้าดูถูกพวกเขากัน?
แม้กระทั่งยอดฝีมือบางส่วนก็อาจจะออกมารับพวกเขาเป็นศิษย์ก็เป็นได้!
ทุกสิ่งเป็นเพราะอิทธิพลของใต้เท้าจอมราชันซู ขอเพียงมีความสัมพันธ์กับอีกฝ่ายแม้น้อยนิด ก็ไม่จำเป็นต้องลงมือทำอันใด ผู้อื่นย่อมพากันแย่งชิงเพื่อเอาใจอย่างแน่นอน!
เช่นเดียวกับตอนที่จักรพรรดิแฝงตัวเป็นปุถุชนออกตรวจตราโลก เมื่อใดที่เขารับประทานอาหารในร้าน ก็จะทำให้ร้านดังกล่าวโด่งดังไปทั่วโลก จนดึงดูดผู้คนมานับไม่ถ้วน
แต่ซูอี้ไม่ได้คิดมากขนาดนั้น เขาไม่ได้สนใจเรื่องเล็กน้อยเหล่านั้นด้วยซ้ำ
ก่อนหน้านี้ชายหนุ่มไม่รู้ด้วยซ้ำว่า ตำหนักอนันตรัตติกาลเปิดรับศิษย์เมื่อไม่นานมานี้!
ทั้งหมดเป็นเพราะคนระดับเขาไม่จำเป็นต้องให้ความสนใจกับสิ่งเหล่านี้แม้แต่นิดเดียว ผู้คนรอบข้างจะคอยดูแลเรื่องเหล่านี้ให้เสร็จสรรพ
……
งานเลี้ยงถูกจัดขึ้นในลานบ้าน
ซูอี้และพวกอวี่เฉินอยู่ด้วยกัน สนทนากันอย่างมีความสุข
แต่กลายเป็นว่า พวกอวี่เฉินดูสงบมาก จนกระทั่งคล้ายหวาดกลัวเล็กน้อย
นั่นก็เพราะช่องว่างระหว่างทั้งสองฝ่ายมากเกินไป!
นับตั้งแต่เข้ามายังแดนเซียน ระยะเวลาผ่านไปเพียงหกถึงเจ็ดปีสั้น ๆ เท่านั้น
ทว่าพวกเขายังเป็นเซียนขอบเขตจักรวาล แต่ซูอี้…ได้กลายเป็นตัวตนที่พวกเขาทำได้แค่เงยหน้ามองเท่านั้น!
ใครก็ตามที่เผชิญหน้ากับช่องว่างนี้ ย่อมระแวดระวังและวิตกอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้
ในตอนนั้น พวกเขากับซูอี้อยู่รุ่นเดียวกัน เคยต่อสู้บนมหาวิถีเดียวกันมาก่อน!
เมื่อเวลาผ่านไป เพียงแค่หกปี ทุกสิ่งก็ได้แปรเปลี่ยน!!
พวกเขาในวันนี้เป็นเพียงเซียนตัวน้อยบนวิถีเซียน
ส่วนซูอี้กลายเป็นตัวตนในตำนานของโลกหล้าไปแล้ว!
ตกกลางคืน
งานเลี้ยงสิ้นสุดลง
การพบกับพวกอวี่เฉินในครั้งนี้ เตือนให้ซูอี้นึกถึงสหายเก่าแก่ในตอนนั้น
“หกปีผ่านไปไวนัก ข้าในตอนนี้ทำให้แดนเซียนสงบลงแล้ว และจะออกเดินทางสู่ธารสายยาวแห่งยุค ทว่าก่อนจะไป …คงต้องหาเวลาไปพบพวกเขาเสียก่อน”
ในใจของซูอี้ บุคคลจำนวนมากปรากฏขึ้น
มีศิษย์นามว่าชิงถัง ชิงหว่าน เยว่ซือฉาน หลวงจีนคงจ้าว คนขายของเก่า เว่ยขาเดี้ยง เว่ยซาน…
“น่าเสียดาย ภูมิดาราฟ้าดินถูกซ่อนไว้นานแล้ว และข้าต้องเข้าใจวัฏสงสารให้ได้เสียก่อน จึงจะสามารถตามหาภูมิดาราฟ้าดินได้ ไม่เช่นนั้น ข้าคงใช้โอกาสนี้กลับไปดูมันเสียหน่อย”
ซูอี้รู้สึกเสียดายเล็กน้อย
ในภูมิดาราฟ้าดิน มีคนที่เขาห่วงใยอยู่เช่นกัน
เช่น เหวินหลิงเสวี่ย หนิงซือฮวา อาคังและศิษย์เหล่านั้นในมหาแดนดิน
ทว่าซูอี้ไม่ได้อ่อนไหว
บนเส้นทางมหาวิถี เขามีชะตาต้องสูญเสียโอกาสการได้พานพบเครือญาติและมิตรสหายอยู่แล้ว
ยิ่งขึ้นไปสูงเท่าใด คนรอบข้างก็ยิ่งน้อยตามไปด้วย
ทว่าสหายเก่ายังอยู่ที่นั่น ยังคงปลอดภัยดี แค่นั้นก็มากเกินพอแล้ว…