บันทึกตำนานราชันอหังการ [ 剑道第一仙 ] - บทที่ 2003 ความกล้า!
บทที่ 2003 ความกล้า!
“ขออภัย สมบัตินี้เป็นของข้าแล้ว”
ชายในชุดคลุมขนนก ผู้มีเรือนผมยาวสีขาวเยี่ยงหิมะผู้หนึ่งปรากฏขึ้นไกลๆ พลางกล่าวด้วยรอยยิ้ม
ในมือของเขาถือชิ้นส่วนทองแดงที่เรืองแสงเขียวมรกตไว้
ซูอี้กล่าวเนิบๆ “ก็อาจไม่ใช่”
ชายในชุดคลุมขนนกกล่าวพร้อมกับยิ้ม “จะปล้นกันหรือ?”
ซูอี้กล่าว “ไม่จำเป็นหรอก”
ทันใดนั้น ชายในชุดคลุมขนนกก็รู้สึกพิกล
ทว่าอึดใจต่อมา มือของเขาก็เจ็บแปลบรุนแรง ชิ้นส่วนทองแดงเรืองเพลิงแสนทรงพลัง สะบัดหลุดจากมือของเจ้าตัวแล้วทะยานจาก!
เมื่อเห็นว่าสมบัติชิ้นนี้จะหนีหาย ปราณดาบฮุ่นตุ้นสายหนึ่งพลันพุ่งทะยาน ปราบสมบัติดังกล่าวจนสิ้นฤทธิ์ไม่อาจหนี ก่อนจะถูกซูอี้คว้าไว้ในทันใด
สีหน้าของชายในชุดคลุมขนนกพลันมืดมน
ซูอี้แบมือออก ถามด้วยรอยยิ้ม “เจ้าจะปล้นหรือ?”
ดวงตาของชายในชุดคลุมขนนกวูบไหว จับจ้องซูอี้นิ่ง สีหน้าและแววตามีจิตสังหารที่มิอาจระงับฉายวาบอยู่
ทว่าเขาก็ยั้งตนเองไว้และกล่าวว่า “อยากจะฟังคำแนะนำจากข้าหรือไม่?”
ชายหนุ่มกล่าวอย่างใจลอยขณะมองชิ้นส่วนทองแดงในมือ “ไหนว่ามา”
เขารู้แล้วว่าภายในชิ้นส่วนทองแดงนี้มีวัตถุอมตะอยู่ เป็นเศษสมบัติเทพแห่งยุคสมัยอย่างแน่นอน!
บางที มันอาจจะถูกทิ้งไว้ ณ ก้นธารสายยาวแห่งยุคสมัยนานเกินไป หลังถูกกาลเวลากัดเซาะ ทองแดงชิ้นนี้จึงปรากฏรอยร้าวมากมายและเต็มไปด้วยสนิม
ชายในชุดคลุมขนนกกล่าวขึ้นว่า “ยกสมบัตินั่นมาให้ข้า ผูกมิตรต่อกัน แล้วข้าจะพาเจ้าไปยังน่านน้ำอีกาอัคคี รับปากจะไม่ให้เจ้าต้องลำบาก”
หลังจากเว้นช่วงเล็กน้อย เขาก็กล่าวต่อว่า “เจ้าจะไม่ส่งมันมาก็ได้ แต่… หากทำเช่นนั้น เจ้าก็ทำได้เพียงพึ่งโชคเคราะห์ของตนไป!”
ซูอี้กล่าวเนิบๆ “นี่ขู่กันหรือ?”
ขณะที่อีกฝ่ายกำลังจะกล่าวบางอย่างนั้นเอง เสียงแหวกอากาศพลันแว่วมาจากไกลๆ
เงาร่างกลุ่มหนึ่งกำลังทะยานมา
ผู้นำเป็นชายร่างผอมในอาภรณ์ผ้า เหยียบยืนเหนือเรือกระดูกลำหนึ่ง สวมมงกุฎสูงสีดำ อำนาจระดับสุดลึกล้ำทรงพลัง
ข้างกายเขามีบุรุษสามคนและสตรีผู้หนึ่งติดตามมา
แต่ละผู้ล้วนร้ายกาจไม่ต่างกัน
อันที่จริง ตัวตนใดที่สามารถละล่องเหนือธารสายยาวแห่งยุคสมัยได้ ล้วนไม่ธรรมดาทั้งสิ้น
“ไฉนเป็นพวกเขากัน……”
ม่านตาของชายในชุดคลุมขนนกหดตัว
“อู่หลิงชง เจ้ารู้จักคนผู้นี้หรือ?”
ไกลออกไป ชายร่างผอมในชุดผ้าผู้เหยียบย่างเหนือเรือกระดูกเอ่ยปากด้วยน้ำเสียงเย็นเยียบ
ผู้คนรอบกายเขากระจายตัวอย่างเงียบเชียบ แผ่ปราณอันทรงพลังของพวกตนปกคลุมบริเวณรอบกายของซูอี้ไว้
ชายในชุดคลุมขนนกแย้มยิ้มแล้วโบกมือ “ใต้เท้าเว่ยฉีเข้าใจผิดแล้ว ข้าหารู้จักคนผู้นี้ไม่!”
ว่าแล้ว เขาก็เหลือบมองซูอี้อย่างกระหยิ่มยิ้มย่อง จากนั้นก้าวถอยห่างออกไปจากบริเวณในทันใด
ซูอี้หันไปกล่าวกับพวกชายชุดผ้า “พวกเจ้ามาหาข้ากันหรือ?”
“ใช่”
ชายในชุดผ้ากล่าวเข้าประเด็น สายตาของเขายังคงเย็นชา “หากไม่อยากตาย ก็ส่งสมบัติทั้งหมดที่เจ้ามีมาเสีย แล้วเราจะไว้ชีวิตเจ้า”
สามบุรุษหนึ่งสตรีซึ่งอยู่เบื้องหลังเขาล้วนจับจ้องซูอี้อย่างเย็นเยียบ
จิตสังหารนั้นสะท้านสะเทือนสุญญะใกล้เคียง
ทว่าซูอี้กลับดูจะไม่รับรู้ และกล่าวว่า “สตรีนามส่านรั่วฉินให้พวกเจ้ามาสินะ?”
“สหายเอ๋ย เจ้าพูดเพ้อเจ้อมากไปแล้ว”
ชายชราหัวล้านในชุดแดงถัดจากชายในชุดผ้ากล่าวอย่างไร้อารมณ์ “หากยังอยากมีชีวิตก็ทำตามที่บอกเสีย ส่งสมบัติทั้งหมดที่เจ้ามีมาเดี๋ยวนี้ หาไม่ ที่นี่วันนี้จะเป็นสุสานของเจ้า!”
บรรยากาศทวีความตึงเครียด
ไกลออกไป ชายในชุดคลุมขนนกพลันกล่าวขึ้นเสียงดัง “สหาย รีบรับคำเสียสิ มีใต้เท้าเว่ยฉีเป็นศัตรูเทียบได้กับมีน่านน้ำอีกาอัคคีทั้งมวลเป็นศัตรู เพื่อชีวิตน้อยๆ ของเจ้า อย่ากระทำเรื่องโง่เง่าเลย!”
เขาดูจะกล่าวเตือนด้วยความปรารถนาดี ทว่าแท้จริงแล้ววาจากลับแฝงเจตนาร้าย กลับกลอกพลิกลิ้นไปมาเหมือนต้องการเพิ่มความเร้าใจ
ทว่าซูอี้ไม่ได้สนใจ
เขานำสุราไหหนึ่งออกมาจิบ แล้วพึมพำเบาๆ “ว่าแล้วเชียว สตรีนางนั้นเป็นตัวยุ่ง ไม่น่าปล่อยให้นางรอดชีวิตเลย”
วจีมิทันสิ้น เขาก็ก้าวเดิน
อึดใจต่อมา เขาก็ปรากฏกายขึ้นในอากาศธาตุตรงหน้าชายชราหัวล้านในชุดแดงซึ่งยืนอยู่ทางด้านหน้าของกลุ่ม
“วอนตายจริงๆ!!”
ชายชราหัวล้านชุดแดงยิ้มเหี้ยม ขณะฟาดค้อนยักษ์ในมือ
ตู้ม!
รัศมีเรืองรอง ค้อนยักษ์นั้นทรงพลังและน่าสะพรึงกลัวอย่างเหลือเชื่อ
“เผชิญหน้ากับ ‘มารเฒ่าชุดแดง’ ในปกครองของใต้เท้าเว่ยฉี? นี่ไม่ใช่แค่วอนตายกระมัง!” ไกลออกไป เมื่อชายในชุดคลุมขนนกเห็นเช่นนี้ เขาก็อดรู้สึกเวทนามิได้
คนผู้นี้ต้องมายังน่านน้ำอีกาอัคคีเป็นครั้งแรกแน่ หารู้ไม่ว่ายามนี้กำลังเผชิญกับขุมกำลังยิ่งใหญ่ใดอยู่!
ทันทีที่คิดถึงตรงนี้ เสียงสะเทือนใต้หล้าก็กึกก้องขึ้นในบริเวณนั้น
ท่ามกลางสายตาตกตะลึงของชายในชุดคลุมขนนก ฝ่ามือของซูอี้ก็ฟาดค้อนยักษ์ซึ่งหวดเข้ามาอย่างง่ายดาย
และอำนาจฝ่ามือก็ยังคงไร้ใดต้าน ระเบิดร่างของชายชราหัวล้านในชุดแดงตามไป
สิ้นลักษณ์ดับวิญญาณ!
เพียงหนึ่งฝ่ามือ เขาก็กำจัดมารเฒ่าชุดแดงผู้กร่างอาละวาดในน่านน้ำอีกาอัคคีไป!!
ทุกผู้ล้วนตกตะลึง
ซูอี้สะบัดมือและกล่าวเสียงเนิบๆ “ข้าประเมินพวกเจ้าสูงไปหน่อย เผลอใช้แรงมากเกินไปแล้วแฮะ”
เดิมทีเขาคิดว่า อย่างน้อยที่สุด ชายชราหัวล้านชุดแดงผู้นี้ก็น่าจะเป็นตัวตนสูงสุดในระดับสุดลึกล้ำ ยามลงมือจึงใช้อำนาจออกไปสี่ส่วน
ที่ไหนได้……
อีกฝ่ายไม่ได้แข็งแกร่งเช่นที่คาด จนเผลอระเบิดร่างอีกฝ่ายไปโดยมิทันระวัง
แน่นอนว่า ซูอี้มิได้เสียใจหรอก
“เผลอ? ใช้แรงมากเกินไป?” ไกลออกไป มุมปากชายในชุดคลุมขนนกกระตุกวูบ สีหน้าเปี่ยมความประหลาดใจ คนน่าเกรงขามผู้นี้มาจากอารยธรรมยุคสมัยใดกัน?
“ฆ่า!”
พร้อมกันนั้น สองบุรุษหนึ่งสตรีผู้มากับชายชราหัวล้านชุดแดงก็เริ่มลงมือ
ตู้ม!
พวกเขาต่างใช้สมบัติตนโจมตีอย่างสุดกำลัง
สตรีหนึ่งเดียวในหมู่พวกเขาตวาดลั่น เพียงงอนิ้วเล็กน้อย สัตว์ร้ายยักษ์ซึ่งอยู่ก้นธารใต้เท้าของซูอี้ก็ทะยานร่างออกมาโจมตีชายหนุ่ม สาดคลื่นลมรุนแรงรอบกาย
เกลียวคลื่นวายุโหมกระหน่ำ ปราณยุคสมัยอันน่าสะพรึงกลัวหลั่งไหลออกมา ซึ่งพอจะเป็นภัยต่อยอดฝีมือผู้สัญจรเหนือธารสายยาวแห่งยุคสมัยได้ และสัตว์ร้ายนั้นก็ยิ่งมีปราณแปลกประหลาดเกินใครเปรียบ ยามโจมตี มันได้ปลดปล่อยรัศมีสีเลือดทั่วกาย ทะยานเข้าใส่ซูอี้ราวคมดาบ
ขณะที่สองบุรุษโจมตีขนาบทั้งสองข้าง!
การร่วมมืออันสมัครสมานไร้วาจานี้กล่าวได้ว่าไร้รอยต่อ เพียงมองปราดแรกก็เข้าใจได้ว่าเป็นกลยุทธ์ที่บ่มเพาะมาโดยศึกนองเลือดมากมาย หากไม่ชิงลงมือก่อนก็จะต้องเป็นฝ่ายตกตายแน่!
เมื่อเผชิญกับการกระหนาบโจมตีเช่นนี้ ซูอี้กลับยืนนิ่ง เขาเพียงยกมือขึ้นแล้วกดลงมาอย่างไม่รีบร้อน
เปรี้ยง!
ทั่วแดนสมุทรโกลาหลยิ่ง
ทั้งคลื่นถาโถม สัตว์ร้ายยักษ์และสองบุรุษหนึ่งสตรีผู้จู่โจมเข้ามาล้วนถูกฉีกกระชากเยี่ยงกระดาษโดยพร้อมเพรียง!
สุญตาในแถบนั้นมลาย
ท้องสมุทรใกล้เคียงกระเซ็นสาย
โลหิตแดงฉานไม่ทันได้ย้อมผิวธาร มันก็ถูกชะไปเสียก่อน
เพียงหนึ่งฝ่ามือ ศัตรูร้ายกลุ่มหนึ่งก็สลายไปง่ายๆ!!
ภาพอันอหังการนี้ทำให้ชายในชุดคลุมขนนกซึ่งมองศึกอยู่ไกลๆ ตื่นตะลึงยิ่งนัก หัวใจสั่นเทิ้มอย่างรุนแรงโดยไม่อาจควบคุม
คนผู้นี้…เป็นใครกันแน่!?
อีกฟากฝั่งหนึ่ง ชายในชุดผ้าผู้ยืนอยู่เหนือเรือกระดูกเองก็ผงะ ร่างเย็นวูบวาบ ใบหน้ากระตุก
ยามนี้ เขาหรือจะไม่รู้ว่าเตะโดนแผ่นเหล็กร้อนเข้าให้แล้ว?
ชายหนุ่มผู้ปรากฏในน่านน้ำอีกาอัคคีเป็นครั้งแรกนี้เป็นมังกรข้ามธารโดยแท้!!
“ลงมือเพียงเพื่อหญิงชั่วผู้หนึ่ง คุ้มหรือไม่?”
ซูอี้เบนสายตามองและกล่าวอย่างเฉยชา
เขาเป็นนักดาบซึ่งประหารเทพชั้นล่างได้นับตั้งแต่อยู่ในระดับแกนรวมศูนย์ และยามนี้การฝึกฝนได้เข้าสู่ระดับสุดลึกล้ำ……ฝึกฝนขัดเกลาอำนาจมหาวิถีมาจนเกือบจะสมบูรณ์แบบแล้ว!
ซูอี้จึงย่อมมองการฆ่าตัวตนขอบเขตมหาศาลประหนึ่งสังหารมด ไม่อาจสะท้านสะเทือนใจได้อีก
ชายในชุดผ้าคุกเข่าลงบนเรือกระดูกเสียงดังตุ้บ ขณะกล่าวขึ้นเสียงสั่น “ตาเฒ่าไร้ค่าผู้นี้สำนึกแล้ว หวังว่าผู้อาวุโสจะเมตตากรุณา ตาเฒ่าไร้ค่าผู้นี้จะทำทุกสิ่งเพื่อชดใช้!”
ยอดฝีมือระดับสุดลึกล้ำผู้หนึ่งซึ่งทั้งตัวตนและฐานะไม่ธรรมดาอย่างเห็นได้ชัด คุกเข่าลงร้องขอความเมตตาอย่างง่ายดาย!
หากเป็นในแดนเซียน ภาพนี้คงสามารถทำให้โลกหล้าสะท้านสะเทือน โจษจันลือลั่นได้
แต่ก็ใช่ว่าในธารนทีสายยาวแห่งยุคสมัยนี้จะหาได้ยากเย็นไม่
เจ้าเฒ่าบางผู้หาใส่ใจเกียรติภูมิศักดิ์ศรีไม่ สนแต่เพียงมีชีวิตรอดเท่านั้น
แน่นอนว่า ยังมีตัวตนไร้เทียมทานอีกมากมายที่ไม่กลัวความตาย
เพราะถึงอย่างไร ผู้ใดก็ตามที่กล้าบุกมายังธารสายยาวแห่งยุคสมัย ใครบ้างจะไม่เหี้ยมโหด ไม่เข่นฆ่าผู้ใดเพื่อตนเอง?
สรุปคือ ความกลัวในความตายนั้นแตกต่างกันตามแต่ละบุคคล
ไม่ต้องพูดถึงว่าคนบางผู้ดูแสนรักตัวกลัวตาย ทว่ามันเป็นเพียงกลตบตาเท่านั้น
ขณะที่คนบางผู้ดูห้าวหาญชาญชัย ทว่าถึงคราวต้องตาย อีกฝ่ายกลับขลาดเขลากว่าใครทั้งปวง
ซูอี้ไม่ได้สนใจเรื่องนี้ เขาถามเพียงว่า “จะชดใช้เช่นไร?”
ชายชราในชุดผ้ากล่าวอย่างรีบร้อนว่า “ตาเฒ่าไร้ค่าผู้นี้มาจากน่านน้ำอีกาอัคคี เป็นผู้นำใต้บัญชาคนหนึ่งของ ‘จอมมารผลาญตะวัน’ ผู้ยืนยงในธารนทีสายยาวแห่งยุคสมัยนี้มาเนิ่นนาน สั่งสมสมบัติไว้มากมายชั่วชีวิต และเต็มใจจะมอบมันทั้งหมดออกมาเพื่อชดใช้ความผิดก่อนหน้านี้!”
“นอกจากนั้น หากผู้อาวุโสมีความประสงค์ใด ก็ขอให้กล่าวมาเถิด ขอเพียงผู้น้อยทำได้ จะไม่มีทางบ่ายเบี่ยง!”
ไกลออกไป ชายในชุดคลุมขนนกมองเหตุการณ์นี้แล้วอดตะลึงมิได้
จากนั้นเขาเผ่นหนี
ทว่าทันใดนั้น ซูอี้ก็กล่าวเสียงเย็น “อยู่นิ่งๆ”
ยามนั้นเอง ชายคนนั้นพลันชะงัก ดูประหนึ่งแบกรับน้ำหนักหมื่นจิน ไม่อาจขยับได้แม้เพียงน้อย ทำได้เพียงเค้นรอยยิ้มที่อุบาทว์พลางร่ำไห้ แล้วกล่าวอย่างขื่นขม “ขอรับ!”
“ลุกขึ้น แล้วเดี๋ยวพาข้าไปน่านน้ำอีกาอัคคีที”
ซูอี้กล่าวกับชายในชุดผ้า
ชายในชุดผ้าได้ยินแล้วแสนลิงโลด โขกหัวลงอย่างตื่นเต้น “ขอบคุณผู้อาวุโส! ขอบคุณผู้อาวุโส!”
เขารู้แล้วว่าในที่สุด ตนก็มีชีวิตรอด
“ส่วนเจ้า มานี่”
ซูอี้กวักมือเรียกชายในชุดคลุมขนนก
ชายในชุดคลุมขนนกผงะไป สีหน้าเจ้าตัวไม่แน่ใจ ก่อนจะกัดฟันกรอดเดินเข้ามาหาทันที ดูประหนึ่งนักโทษจะเข้าสู่ลานประหาร
เขารู้ว่าตนหนีมิได้
ด้วยฝีมือของอีกฝ่าย การฆ่าเขาช่างง่ายดายนัก!
แทนที่จะทำเช่นนั้น ร่วมมือเสียโดยดีย่อมดีกว่า
เพราะถึงอย่างไร สถานการณ์ก็แข็งแกร่งกว่าคน ใครเล่าจะรู้ว่าเหตุการณ์ต่อจากนี้จะเกิดอันใด
“เจ้าไปเก็บสมบัติที่วังวนแห่งยุคสมัยกับเขาเสีย”
ซูอี้ออกคำสั่ง
“หือ? นี่……”
ชายในชุดคลุมขนนกผงะไป สมองรู้สึกงุนงง
เจ้าเรียกใช้เขาเยี่ยงข้าทาส!?
จะมากไปแล้ว!!
คิดจริงๆ หรือว่าเขาจะเป็นเหมือนเจ้าเฒ่าไร้ความกล้านั่น?
ทว่าเมื่อสังเกตเห็นสายตาที่กวาดมองมาของซูอี้ ชายคนนั้นพลันพยักหน้ารัวดุจตำกระเทียมทันใด
“ไม่มีปัญหา! ให้ข้าจัดการเถอะ ท่านคอยอยู่ที่นี่ก็พอ!”