บันทึกตำนานราชันอหังการ [ 剑道第一仙 ] - บทที่ 2002: คนดีอยู่มิได้
ตอนที่ 2,002: คนดีอยู่มิได้
เปรี้ยง!
สายนทีเร่งเร็ว คลื่นทมิฬทะลวงสู่นภา
สิ่งมีชีวิตยักษ์นั่นเคลื่อนไหวรุนแรงเสียจนเกิดพายุขึ้นทุกหนแห่งที่พัดผ่าน
“กูรมะทูนคีรี?”
ซูอี้ประหลาดใจ
กูรมะทูนคีรีเป็นสิ่งมีชีวิตคล้ายเต่ายักษ์ ทว่าส่วนหางยักษ์ใหญ่นั้นเป็นหางปลา มีตัวตนอยู่ในธารสายยาวแห่งยุคสมัยเท่านั้น มันใช้ชีวิตโดยการเขมือบวิญญาณและซากศพของผู้ตกตายในธารแห่งยุคสมัย
อำนาจน่าสะพรึงกลัวของสัตว์ร้ายนี้เทียบได้กับระดับสุดลึกล้ำ
และบนธารสายยาวแห่งยุคสมัยนี้ กูรมะทูนคีรีมีความได้เปรียบและรับมือได้ยากเกินใคร เพียงกวนน้ำสักหนก็ฝังศัตรูได้แล้ว!
โดยภาพรวมแล้ว ผู้เต็มใจมาท้าทายสัตว์ร้ายที่น่าสะพรึงกลัวเช่นนี้มีน้อยนัก
“สหายเต๋าช่วยด้วย! ข้ายอมให้ไข่มุกกระแสปีศาจทั้งหมดเป็นรางวัลเลยเอ้า!”
ไกลออกไป สตรีชุดม่วงผู้ถูกไล่ล่าหนีหัวซุกหัวซุน และเมื่อเห็นซูอี้อยู่ไกล ๆ นางก็พุ่งมาหาซูอี้ราวพบผู้ช่วยชีวิตทันที
เปรี้ยง!
กูรมะทูนคีรีที่อยู่เบื้องหลังสตรีชุดม่วงยังคงไล่ล่า แหวกเกลียวคลื่นอันถาโถม ปราณแห่งยุคสมัยอันเต็มเปี่ยมในสายธารชวนให้ขนลุกขนพองยิ่งนัก
“สตรีผู้นี้ ความซื่อสัตย์ดูจะน้อยไปหน่อยนะ”
ซูอี้ขมวดคิ้วน้อย ๆ
นี่เห็นเป็นการขอความช่วยเหลือเช่นไร โยนเผือกร้อนใส่สิไม่ว่า!
ใช้เขาเป็นกำบังโดยแท้!
หลังครุ่นคิดเล็กน้อย ชายหนุ่มก็ลงมือทันที
เขายกมือขวาขึ้นฟาดเพียงหนในอากาศ ส่งปราณดาบพันจั้งโปรยลงจากนภา
ตู้ม!
ร่างมโหฬารของกูรมะทูนคีรีใต้ผิวน้ำพลันถูกผ่าครึ่ง โลหิตเปรอะเปื้อนวารีเป็นด่างดวง คลื่นลมที่เปี่ยมด้วยจิตสังหารถดถอย
สตรีชุดม่วงผงะโดยพลัน
สังหารกูรมะทูนคีรีในดาบเดียว!?
คนผู้นี้เป็นใครกัน ไฉนจึงเลิศล้ำเพียงนี้?
ชั่วขณะนั้น สายตาของนางยามมองซูอี้แปรเปลี่ยนไป
“ขอบคุณสหายเต๋ามาก หากไม่ได้สหายเต๋าช่วยไว้ ข้าเกรงว่าวันนี้คงรอดยาก”
สตรีชุดม่วงเหยียบย่างบนสัตตบงกชเข้ามาขอบคุณ
นางมีรูปลักษณ์งดงาม คู่เนตรกระจ่างเปี่ยมเสน่ห์ ท่าทางแสนองอาจมาดมั่น ทรวงอกอวบอิ่มขาวเยี่ยงหิมะตระหง่านล้ำชัดเจน
ในขณะเดียวกัน บรรยากาศรอบกายของนางเย็นยะเยือกยิ่งนัก ขัดกับความงามเย้ายวนตามธรรมชาติของนางราวหน้ามือหลังมือ ให้ความรู้สึกสะดุดตาอย่างยิ่ง
“ก็แค่เผยวิชาเล็กน้อย”
ซูอี้เหลือบมองสตรีชุดม่วงเพียงหน จากนั้นจึงยกมือคว้าไปบนอากาศ
ตู้ม!
ใต้ผิวน้ำที่อยู่ไกลออกไป ณ จุดที่กูรมะทูนคีรีตกตาย กระดูกเปื้อนเลือดชิ้นหนึ่งทะยานออกสู่มือของซูอี้
กระดูกชะตากูรมะทูนคีรี!
มันเป็นวัตถุดิบเทพชนิดหนึ่งซึ่งล้ำค่ายิ่งกว่าไข่มุกกระแสปีศาจมากนัก มีอำนาจเทพพิเศษเฉพาะตัวซึ่งสามารถใช้เป็นเสบียงของเตาเสริมสวรรค์ได้
“นามข้าคือส่านรั่วฉิน กินอยู่ฝึกฝนในน่านน้ำอีกาอัคคีมาหลายปี ขอบังอาจทราบนามของท่านได้หรือไม่?”
สตรีชุดม่วงถามด้วยแววตาชื่นชม
ตัวตนผู้สังหารกูรมะทูนคีรีได้ตามคำนึงถือเป็นตัวตนสูงสุดในบริเวณน่านน้ำอีกาอัคคีแน่นอน
ซูอี้โยนกระดูกชะตากูรมะทูนคีรีลงในเตาเสริมสวรรค์ จากนั้นจึงหันไปกล่าวกับสตรีชุดม่วงส่านรั่วฉิน “ถึงกาลทำตามสัจจะแล้วนะ”
สีหน้าของหญิงสาวนิ่งงัน ตระหนักได้อย่างชัดเจนว่าซูอี้ดูจะมีความรู้สึกแง่ลบต่อนาง จึงอดกล่าวอย่างละอายมิได้ “ก่อนหน้านี้เป็นเพราะข้ากระทำโดยไม่ครุ่นคิด สร้างความลำบากให้แก่สหายเต๋า หวังว่าท่านจะมิถือสา”
รูปลักษณ์ของนางงดงาม และท่าทางสำนึกผิดจริงใจของนางช่างดูน่าสงสาร ทำให้ผู้คนรู้สึกดีได้ไม่ยาก
ทว่าซูอี้หาสนใจไม่ เขาทำเพียงมองส่านรั่วฉินอย่างนิ่งเฉย ไร้วาจาใด ๆ
ส่านรั่วฉินพลันสัมผัสแรงกดดันปะทะร่างได้ สีหน้าของนางแปรเปลี่ยนเล็กน้อย จากนั้นก็นำไข่มุกกระแสปีศาจทั้งหมดที่นางมีส่งให้ซูอี้ทันทีโดยไม่มีการลังเล
หญิงสาวกล่าวว่า “ข้าหวังว่าหลังจากสหายเต๋ารับสิ่งตอบแทนเหล่านี้ไป จะไม่ถือสาการกระทำวู่วามก่อนหน้านี้ของข้าอีก”
ซูอี้เหลือบตามองไข่มุกกระแสปีศาจสิบสามชิ้นในมือนางแล้วส่ายหัว “ไม่พอ”
ส่านรั่วฉินผงะไป คิ้วของนางขมวดหากัน “สหายเต๋า หมายความว่าอย่างไร?”
ซูอี้เผยความไม่พอใจแล้วกล่าวเสียงเนิบนาบ “สิ่งเหล่านี้เติมเต็มสัจจะของเจ้าได้ ทว่าการกระทำวู่วามเมื่อครู่ของเจ้า จะไม่ชดใช้อันใดเลยหรือ?”
ใบหน้างดงามของส่านรั่วฉินพลันมองแทบไม่ได้
สามารถคาดเดาได้เลยว่านางไม่คิดว่าซูอี้จะฉวยโอกาสนี้ขอให้นางชดใช้!
ส่านหญิงสาวหายใจเข้าลึก ๆ และกล่าวว่า “แต่การที่สหายเต๋าทำเช่นนี้ไม่เกินไปหน่อยหรือ เจ้า…”
วจีของนางชะงักฉับพลัน
เพราะนางสัมผัสได้ว่าคู่เนตรลึกล้ำของซูอี้มีจิตสังหารแฝงอยู่ ร่างของนางแข็งทื่อ สันหลังเย็นวาบ สังหรณ์อย่างแรงกล้าว่าหากอีกฝ่ายมีโทสะขึ้นมา นางจะอยู่ในอันตราย ตกตายได้ทุกเมื่อ!
ยามนั้น นางจึงไม่กล้าลังเลอีก นำสมบัติทั้งหมดที่นางมี กระทั่งเบ็ดตกปลาและตะกร้ามัจฉาออกมายื่นให้อย่างสมัครใจ
“ยามนี้ สหายเต๋าพอใจแล้วหรือไม่?”
สีหน้าของส่านรั่วฉินเย็นเยียบ
ซูอี้จ้องมองสตรีผู้นี้อย่างลึกล้ำ และกล่าวว่า “อย่าลืมเสียว่าก่อนหน้านี้ เจ้าชักนำหายนะมาสู่ข้า และข้าช่วยชีวิตเจ้าไว้ เช่นนั้นเจ้าจึงต้องตอบแทน”
สีหน้าของส่านรั่วฉินเปลี่ยนไปมาชั่วขณะหนึ่ง ก่อนจะรำพึงว่า “ข้าคิดว่าสหายเต๋าจะเป็นผู้องอาจห้าวหาญ มิสนใจเรื่องเหล่านี้ ใครเล่าจะคิดว่าข้าคิดมากไปเอง ลาแล้ว”
ว่าจบ นางก็เร่งสัตตบงกชใต้เท้าละล่องจาก
“องอาจห้าวหาญ?”
เมื่อเห็นร่างของส่านรั่วฉินลับไปไกล ซูอี้ก็ยิ้มขำ ตัวตนใดบ้างที่สัญจรในธารสายยาวแห่งยุคสมัยมาเนิ่นนานแล้วไม่ใช่ผู้เหี้ยมโหดไร้เมตตา?
ผู้มีคุณธรรม องอาจห้าวหาญเหล่านั้นอยู่ไม่ได้ในธารสายยาวแห่งยุคสมัยนี่หรอก!
การกระทำเมื่อครู่ของส่านรั่วฉินเป็นการลองเชิงเขาอย่างเห็นได้ชัด หากเขาเมตตาเกินไป สตรีผู้นี้ก็จะคิดว่านางได้พบกับคนโง่เง่าผู้สามารถสานสัมพันธ์เพื่อตักตวงผลประโยชน์ได้!
ซูอี้ส่ายหัว มิคิดอันใดมากมาย
ไม่ว่าส่านรั่วฉินจะเกิดความคับแค้นในใจหรือไม่ หากนางกล้ามาล้างแค้นเพราะเรื่องนี้ ซูอี้ก็มิถือสาหากจะให้นางเห็นว่าความไร้เมตตาแท้จริงเป็นเช่นไร
ซูอี้เหลือบมองสมบัติที่ส่านรั่วฉินทิ้งไว้ แล้วความสนใจพลันดับมอด โยนใส่เตาเสริมสวรรค์ในทันที
ไม่ใช่เพราะสมบัติเหล่านั้นไม่ล้ำค่าพอ แต่สำหรับซูอี้ในตอนนี้ สมบัติขอบเขตมหาศาลส่วนใหญ่นั้นมิอาจอยู่ในสายตาเขาได้อีก
ต่อมา ซูอี้ก็ล่องธารสายยาวแห่งยุคสมัยตามลำพังต่อไป
เขานำเก้าอี้หวายออกมาพิงบนดาบเคียงประชิดซึ่งเปลี่ยนความยาวเป็นหนึ่งจั้ง ทอดกายนอนเอกเขนก ผ่อนคลายตนลงในพริบตา
เทียบกับการนั่งขัดสมาธิ เหยียดร่างทอดกายบนเก้าอี้หวายสบายกว่ากันเป็นไหน ๆ
‘การปรากฏของกูรมะทูนคีรีเป็นลางร้าย’
ซูอี้ครุ่นคิด
ในธารสายยาวแห่งยุคสมัย สัตว์ร้ายอย่างกูรมะทูนคีรี วิหคหัวคน ผีเสื้อเนตรสางและฮั่นป๋า*[1] นั้นถือเป็นลางร้าย ขอเพียงสัตว์ร้ายเหล่านี้ปรากฏตัว หายนะจะตามมาอย่างแน่!
โดยเฉพาะฮั่นป๋า
การปรากฏตัวของอสุรกายนี้บนแดนดินมักตามมาด้วยภัยแล้ง
ทว่ายามมันปรากฏในธารสายยาวแห่งยุคสมัย จะหมายความว่าภัยพิบัติเกินคาดเดาส่อเค้าอุบัติ!
สองเค่อต่อมา
จู่ ๆ ดาบเคียงประชิดก็สั่นสะท้านแผ่วเบา ส่งวจีติดต่อมาว่า ‘นายท่าน ภายในน่านน้ำตรงหน้ากำลังเกิดวังวนประหลาด’
ซูอี้เบนสายตามองไปไกล
ไกลออกไปในธารากว้าง หมอกสีเทาขาวพร่างพรม สายนทีบิดม้วน เห็นแสงสีเงินวูบไหวเป็นครั้งคราว
นอกจากนั้นยังมีกลิ่นหอมจาง ๆ โชยมาในอากาศ ทำให้ผู้สูดดมรู้สึกสดชื่นกระปรี้กระเปร่า
ไม่นานนัก ผิวธาร ณ จุดนั้นก็แปรเปลี่ยน แสงจรัสเงินยาวนับไม่ถ้วนม้วนวน บังเกิดเป็นวังวนธารยิ่งใหญ่ ปั่นป่วนนทีใกล้เคียงเรรวน สร้างวจีคำรามเลื่อนลั่นเยี่ยงอัสนี
อำนาจฉีกกระชากอันน่าสะพรึงกลัวปะทุออกจากวังวนแสงสีเงิน สุญตาในระยะสามพันจั้งถูกบดขยี้เป็นเสี่ยงเยี่ยงกระดาษ เต็มไปด้วยหลุมหล่ม!
ซูอี้ผงะ เนื่องจากจดจำความลับหนึ่งอันแพร่กระจายอยู่ในธารสายยาวแห่งยุคสมัยมาเนิ่นนานขึ้นได้…
ลือกันว่า ณ ก้นธารสายยาวแห่งยุคสมัยนั้นมีสมบัติที่พบได้แต่ไม่อาจครอบครองอยู่ และสมบัติเหล่านั้นล้วนถูกทิ้งไว้โดยยอดฝีมือผู้ตกตายในธารสายยาวแห่งยุคสมัย
สมบัติทั่วไปนั้นไม่อาจทานทนต่อการกัดกร่อนของอำนาจแห่งกาลได้ และเสื่อมสลายไปเนิ่นนาน
อ่านนิยายฟรี ได้แล้ววันนี้ที่ Novel Lucky
ส่วนสมบัติอันอยู่ยงจากการกัดกร่อนแห่งเวลานั้นก็คือสมบัติที่ล้ำค่าที่สุดในโลกหล้า
มีกระทั่งสมบัติเทพและวัตถุอมตะที่สาบสูญมากมาย!
น่าเสียดายนักที่ไม่ว่าผู้ใดก็ล้วนแต่ไม่กล้าดำลงไปในธารสายยาวแห่งยุคสมัย เพราะมันหาแตกต่างจากการส่งตนไปตายไม่ มิเพียงจะต้องทนทุกข์ถูกอำนาจแห่งกาลเวลากัดกร่อน ยังต้องถูกปราณยุคสมัยอันเชี่ยวกรากแทรกซึมทั่วกาย
นอกจากนั้น ธารสายยาวแห่งยุคสมัยยังเกินคาดหยั่ง มีสิ่งน่าสะพรึงกลัวเกินรับรู้มากมาย เช่น กระแสนที ณ ก้นธารและสัตว์ร้ายอัปมงคลต่าง ๆ!
กระทั่งเทพแท้จริงยังไม่กล้าดำลงไปในธารสายยาวแห่งยุคสมัย!
ทว่าสมบัติ ณ ก้นธารนั้นก็ใช่ว่าจะมิอาจเข้าถึงได้
ขอเพียง ‘วังวนแห่งยุคสมัย’ ปรากฏขึ้น สมบัติ ณ ก้นธารก็จะถูกพัดออกมาจากธารด้วยอำนาจวังวน!
และวังวนสีเงินซึ่งปรากฏบนผิวธารไกลออกไปนี้ก็คือ ‘วังวนแห่งยุคสมัย’ ที่ว่า!!
มันบังเกิดขึ้นจากการบรรจบแห่งปราณยุคสมัยอันแตกต่างภายในสายธาร
วังวนแห่งยุคสมัยนั้นน่าสะพรึงกลัว เพียงตัวตนระดับสุดลึกล้ำเฉียดผ่านก็ถูกฉีกเป็นชิ้น ๆ ได้ราวต้นหญ้า!
ทว่ายามปรากฏลักษณ์ มันก็หมายถึงการกำเนิดของโอกาสอันพบได้แต่มิอาจครอบครองเช่นกัน
เพียงอยู่ในบริเวณใกล้เคียง ยามสมบัติ ณ ก้นธารถูกวังวนเหวี่ยงพ้นนที ก็สามารถคว้ามันได้ทันที!
“ก่อนหน้านี้ยามข้าพบกับกูรมะทูนคีรี สิ่งที่ตามมาก็น่าจะเป็นหายนะ แต่มิคาดคิดเลยว่าจะได้พบโอกาสเช่นนี้ตามมา”
ซูอี้ประหลาดใจ
เขาลุกจากเก้าอี้หวาย เหยียบย่างบนดาบเคียงประชิด เคลื่อนมายังบริเวณใกล้เคียงวังวนแห่งยุคสมัย และนำเบ็ดตกปลามาถือไว้ทันที
นี่คือหนึ่งในสมบัติที่ส่านรั่วฉินให้เขามา
และยามนี้ ซูอี้ก็นำมันออกมาโดยตั้งใจจะตก ‘โอกาส’!
เปรี้ยง!
ธารากระเซ็นสาดจากวังวนแห่งยุคสมัย ส่งเสียงคำรนเลื่อนลั่นเช่นอัสนี แสงสว่างสีเงินเรืองรองจากวังวน ให้ความรู้สึกดุร้ายน่าสะพรึงกลัว
มันคือปราณยุคสมัยอันปั่นป่วน!
แรงกดดันของมันทำให้ซูอี้เปลือกตากระตุก เคลื่อนดาบเคียงประชิดหลบไปห่าง ๆ ทันที
วูบ!
ไม่นานนัก แสงสีเขียวหยกจรัสพลันทะลวงออกจากวังวนแห่งยุคสมัย ทอดยาวสู่นภาโดยตรง
สายตาของซูอี้ถูกดึงไปยังที่มาของมันทันที
นั่นเป็นชิ้นส่วนทองแดงที่มีขนาดราวกำปั้นชิ้นหนึ่ง รัศมีเรืองรอง โอบล้อมด้วยแสงสีเขียว …การที่มันรอดพ้นจากอำนาจแห่งยุคสมัยได้ ย่อมเกินธรรมดาเป็นแน่!
ซูอี้สะบัดข้อมือเหวี่ยงเบ็ดตกปลา สายรอกโปร่งแสงพลิ้วไหวทะยานเวหา พันรอบชิ้นทองแดงแน่นหนาอย่างง่ายดาย
ทว่าสายรอกเบ็ดอันแข็งแกร่งก็ถูกแสงสีเขียวจากชิ้นทองแดงบดขยี้ในฉับพลัน!
“สมบัตินี้หาธรรมดาไม่”
ดวงตาของซูอี้ทอประกาย ทะลวงดาบทะยานฟ้า คว้ามือเข้าใส่ทันที
ทว่าทันใดนั้น สุญญะไกลออกไปพลันแตกร้าว หัตถ์ใหญ่ข้างหนึ่งทะยานออกจากรอยแยก คว้าชิ้นทองแดงอันเรืองแสงสีมรกตไว้ก่อนซูอี้!
[1] ฮั่นป๋า (旱魃) เป็นปีศาจนำภัยแล้งในความเชื่อจีน