บันทึกตำนานราชันอหังการ [ 剑道第一仙 ] - บทที่ 2005: เหล้าปรับ!
ตอนที่ 2,005: เหล้าปรับ!
น่านน้ำอีกาอัคคี
กระแสธารเรียบนิ่ง ยามธารนทีสายยาวแห่งยุคสมัยเคลื่อนผ่าน มันก็ดูนุ่มนวลขึ้นทันตา ไม่มีแม้แต่ร่องรอยคลื่นโหม
แดนดินใหญ่ละล่องบนน่านน้ำ เมืองโบราณก่อตัวเหนือมัน
เมืองอีกาอัคคี
เมืองแห่งนี้เปี่ยมชีวิตชีวา คลาคล้ำเยี่ยงวารี ถนนหนทางพาดตัด อาคารเรียงรายแสนเก่าแก่โบราณ
ผู้คนส่วนใหญ่ในเมืองเป็นชนพื้นเมือง แต่ก็ยังมียอดฝีมือมากมายผู้สัญจรมาในธารนทีสายยาวแห่งยุคสมัยปะปน
ยามมาถึง ผู้คนล้วนคิดว่าตนมายังโลกหล้าเปี่ยมโลกีย์
ทว่าทันทีที่เดินออกจากประตูเมือง สิ่งที่เห็นก็คือธารนทีสายยาวแห่งยุคสมัย
ท้ายที่สุดแล้ว นี่เป็นเพียงเมืองสำหรับหยุดพักเมืองหนึ่งซึ่งตั้งอยู่บนธารนทีสายยาวแห่งยุคสมัย
ในโถงใหญ่แห่งหนึ่ง
สตรีชุดม่วงส่านรั่วฉินอิงแอบในอ้อมแขนชายชุดทองผู้หนึ่ง อาภรณ์บนร่างงามสง่าอรชรของนางหลุดลุ่ย เผยเนินอวบอิ่มสีขาวหิมะเป็นบริเวณกว้าง ใบหน้าทรงเสน่ห์มิได้เย็นเยียบเช่นหิมะอีกต่อไป มันแดงก่ำเยี่ยงเปลวเพลิง คู่เนตรนุ่มนวลเช่นแพรไหม
หัตถ์ใหญ่คู่หนึ่งขยับเคลื่อนตามอำเภอใจบนร่างของนาง
เจ้าของหัตถ์ใหญ่นั้นก็คือชายชุดทอง
จอมมารผลาญตะวัน!
ร่างของเขาผอมเพรียว ใบหน้าอ่อนเยาว์เช่นชายหนุ่ม เส้นผมสีแดงเช่นเปลวเพลิง คู่เนตรเรืองรองทองสว่าง
ในน่านน้ำอีกาอัคคี จอมมารผลาญตะวันเป็นราชันผู้ควรค่า!
ไม่เพียงเพราะเขาแข็งแกร่ง แต่ยังเป็นเพราะเขามาจากโถงแห่งชีวิตนิรันดร์ มีเทพสวรรค์ไป๋เยี่ยนหนุนหลัง และมียอดฝีมือใต้บัญชามากมายเช่นหมู่เมฆ
ทั่วเมืองอีกาอัคคีมีขุมกำลังน้อยใหญ่นับร้อยพัน ทว่าพวกเขาทั้งมวลล้วนต้องก้มหัวเมื่ออยู่ต่อหน้าจอมมารผลาญตะวัน!
ขณะนี้ บรรยากาศในโถงนั้นกำกวม
ส่านรั่วฉินทุ่มทุกมารยายั่วเย้าจอมมารผลาญตะวัน หวังปลุกเร้าให้อีกฝ่ายค่อย ๆ รุ่มร้อน
คู่เนตรทองสว่างนั้นเจือเพลิงแผดผลาญแผ่วบาง
เขาแทบทนไม่ไหวที่จะคว้าชู้รักผู้ออดอ้อนในอ้อมแขนมาจัดการเสีย ทว่าส่านรั่วฉินกลับหยุดไว้
“ขอรอให้หัวหน้าเว่ยฉีระบายโทสะให้ข้าก่อน แล้วข้าผู้นี้จะฝึกฝนกับสามีอย่างตั้งใจแน่นอนเจ้าค่ะ”
น้ำเสียงของส่านรั่วฉินนุ่มนวลอ่อนหวาน มือคว้าหัตถ์ใหญ่ของจอมมารผลาญตะวันซึ่งล้วงเข้าไปในกระโปรงของนางไว้
จอมมารผลาญตะวันขมวดคิ้ว มีท่าทีจะกล่าวบางอย่าง
พลันมีผู้รายงานอยู่หน้าโถง “ใต้เท้าจอมมาร หัวหน้าเว่ยฉีมีเรื่องด่วนมารายงานขอรับ”
“หัวหน้าเว่ยฉีกลับมาแล้วหรือ?”
ส่านรั่วฉินผละออกจากอ้อมแขนของจอมมารผลาญตะวันแล้วกล่าวอย่างตื่นเต้น “ให้เขาเข้ามาเร็ว”
จอมมารผลาญตะวันแค่นเสียงเย็นชา “หลังส่งเว่ยฉีเจี่ยออกไป ข้าผู้นี้จะสั่งสอนนางแพศยานี่ให้จงดี!”
ส่านรั่วฉินกัดริมฝีปากสีชาดของนางเบา ๆ พลางเสสรวลคิกคัก นางเห็นม่านตาของจอมมารผลาญตะวันหดตัว
ยิ่งวิถีเคลื่อนสูง อารมณ์ยิ่งยากจะหวั่นไหวเพราะสตรี
แต่หากได้สตรีระดับสุดลึกล้ำผู้เกิดมาเพื่อขัดเกลาศาสตร์แห่งเสน่ห์มาเป็นคู่ฝึกฝน ความรู้สึกนั้น… ย่อมเพียงพอทำให้หัวใจวัชระมิสั่นไหวแห่งพุทธองค์แปดเปื้อน!
การฝึกฝนหาใช่วิธีสะบั้นความปรารถนา
ยิ่งวิถีเต๋าสูงส่ง ยิ่งมีแนวโน้มกระทำการตามใจ ไม่คิดปิดกั้นเจ็ดอารมณ์หกปรารถนาในใจไว้เลย!
การต่อสู้เข่นฆ่าศัตรูก็เช่นกัน
บอกจะฆ่าก็ฆ่า ไม่ว่าดีชั่วเช่นไร อำนาจก็คือสัจธรรม!
ขณะนี้ เว่ยฉีเจี่ยรีบร้อนเข้ามาในโถงแล้วทรุดตัวคุกเข่าลง “ผู้น้อยขอรับผิดชอบ ใต้เท้าโปรดลงทัณฑ์ด้วย!”
จอมมารผลาญตะวันขมวดคิ้ว ความปรารถนาในหัวใจสลายหาย “หรือจะเกิดเรื่องใดขึ้น?”
เว่ยฉีเจี่ยจึงอธิบายไล่เรียง
รวมถึงรายละเอียดการตายของผู้ใต้บัญชาทั้งสี่ก็หาปิดบังไม่
หลังฟังจบ สีหน้าของจอมมารผลาญตะวันก็ดูไม่แน่ใจ
ส่านรั่วฉินทั้งตะลึงและเดือดดาล
บรรยากาศในโถงอึดอัดหดหู่
ครู่ต่อมา จอมมารผลาญตะวันก็กล่าวกับตนเอง “เป็นมังกรข้ามนที… ดูเหมือนมังกรตนนี้จะกำลังข้ามมายังน่านน้ำอีกาอัคคีของเรานะ”
เว่ยฉีเจี่ยกล่าวเสียงเบา “ใต้เท้า อำนาจของคนผู้นั้นน่าสะพรึงกลัวเพียงพอสังหารตัวตนระดับสุดลึกล้ำได้โดยง่าย หากไม่จำเป็น อย่าได้สู้กับเขานะขอรับ!”
จอมมารผลาญตะวันแค่นเสียงเย็นชา “ข้ามิได้โง่นะ ข้าจะไม่ลงมือวู่วามจนกว่าจะรู้ข้อมูลคนผู้นี้หรอก”
ว่าแล้วเขาก็ถลึงตามองส่านรั่วฉินอย่างเย็นชา “ปัญหาจากเจ้าทั้งนั้น!”
หัวใจของส่านรั่วฉินสั่นสะท้าน รีบร้อนคุกเข่าลงกล่าวเสียงสั่น “สามี ข้าสำนึกผิดแล้ว”
“อย่าห่วงเลย เจ้าและข้าอยู่ด้วยกันมาหลายปี ความรักของเราเลิศล้ำกว่าทอง ข้าหรือจะอยากฆ่าเจ้าลงคอ?”
จอมมารผลาญตะวันกล่าวอย่างเฉยชา “นอกจากนั้น หากข้าสังหารผู้หญิงของตัวเองเพื่อสลายแค้นใฝ่สันติจริง ๆ ข้าจะเอาหน้าไปไว้หนใด? ภายหน้า ผู้ใดในน่านน้ำอีกาอัคคีจะเชื่อฟังข้า?”
เขาหันไปกล่าวกับเว่ยฉีเจี่ย “คนของเราต้องไม่ตายเปล่า แต่จากวาจาของเจ้า อำนาจของมังกรข้ามนทีตนนี้ไม่อาจประเมินต่ำได้ ถึงเช่นนั้น เจ้าก็ต้องเตรียมตัวไว้ให้ดี”
หัวใจของเว่ยฉีเจี่ยสะท้าน “ท่านตั้งใจจะทำเช่นไรหรือ?”
จอมมารผลาญตะวันกล่าววาจาสั้น ๆ “ก้มหัวก่อน ค่อยส่งพลไป!”
……
สองชั่วยามจากนั้น
วังวนแห่งยุคสมัยสลายตัว
ซูอี้ได้สมบัติอันบรรจุวัตถุอมตะมาอีกเพียงสิบกว่าชิ้น ซึ่งดูมิต่างจากเศษขยะเลย
แต่มูลค่าของมันเลิศล้ำนัก!
ซูอี้เก็บเก้าอี้หวายไปแล้วตัดสินใจเดินทางสู่น่านน้ำอีกาอัคคี
อู่หลิงชงอดกล่าวไม่ได้ว่า “ท่านไปยังน่านน้ำอีกาอัคคีเช่นนี้ มันจะต่างอันใดกับโถมตัวเองลงร่างแหหรือ?”
มิใช่เพราะเขาปรารถนาดี แต่กลัวจะติดร่างแหไปด้วยต่างหาก!
ซูอี้กล่าวเรียบ ๆ “ข้าให้โอกาสเจ้าหนหนึ่ง จะตามข้าไปยังน่านน้ำอีกาอัคคีดี ๆ หรือให้ข้าฆ่าเจ้าเสียยามนี้ เลือกมาเลย”
อู่หลิงชงพลันกล่าวอย่างเดือดดาล “ข้าอู่หลิงชงมีหรือจะรักตัวกลัวตาย!?”
ทว่าทันใดนั้น เขาก็ถอนใจรำพึง “ช่างเถอะ จากนี้ไป ข้าไม่แนะนำเจ้าแล้ว หากอยากพาตัวไปตายก็เชิญ!”
ซูอี้หันหลังจากไป ไม่คิดสนใจคนพูดจากลับกลอกเช่นนี้อีก
“ข้าอยากเห็นจริง ๆ ว่าเจ้าจะตายอุบาทว์เพียงไรยามพบจอมมารผลาญตะวัน”
อู่หลิงชงกัดฟันไล่ตาม
สองชั่วยามต่อมา
ไกลออกไป แดนดินละล่องในธารนทีสายยาวแห่งยุคสมัยอันเป็นที่ตั้งของเมืองอีกาอัคคีก็ปรากฏในสายตา
“ยังคงเหมือนเดิมไม่เปลี่ยนไปจริง ๆ”
ซูอี้กระซิบ
ในอดีตชาติ หวังเย่เองก็เคยมายังน่านน้ำอีกาอัคคี
ทว่า ณ ขณะนั้นยังไม่มีโถงแห่งชีวิตนิรันดร์ และผู้ปกครองน่านน้ำอีกาอัคคีก็ไม่ใช่จอมมารผลาญตะวัน
คิดดูสักพัก ซูอี้ก็โล่งใจ
กาลเวลาผ่านไปแสนนาน แม้เมืองอีกาอัคคีจะยังอยู่ แต่มันก็แตกต่างจากกาลก่อนไปแล้ว
“ฮ่า ๆ ๆ สหายเต๋ามายังเมืองอีกาอัคคี ขออภัยด้วยที่มิอาจออกไปต้อนรับ!”
เสียงหัวเราะดังสนั่นพลันดังขึ้นไกล ๆ
จอมมารผลาญตะวันในชุดทองนำผู้ใต้บัญชากลุ่มหนึ่งทะยานออกจากเมืองอีกาอัคคีมาทางนี้
เว่ยฉีเจี่ยก็เป็นหนึ่งในนั้น
“ทัพใหญ่อันใดเช่นนี้!”
หัวใจของอู่หลิงชงสั่นสะท้าน สีหน้าแปรเปลี่ยน
หนนี้จอมมารผลาญตะวันพาสี่หัวหน้ายอดฝีมือและผู้ใต้บัญชาขอบเขตมหาศาลมาเป็นร้อย ๆ คน และยังเชิญผู้นำขุมกำลังหลักต่าง ๆ ในเมืองอีกาอัคคีมาด้วย
การกระทำเช่นนี้มีหรือจะเพื่อต้อนรับแขก? กำลังสำแดงเดชอยู่ชัด ๆ!
ให้ความรู้สึกว่าผู้ใดกล้ากำแหงจะเป็นศัตรูของน่านน้ำอีกาอัคคีทั้งแดน!!
ทว่าซูอี้หาสนใจเรื่องทั้งหมดนี้ไม่ เขากล่าวกับจอมมารผลาญตะวันอย่างเฉยชา “นำหัวของส่านรั่วฉินมาด้วยหรือไม่?”
วาจานั้นพลันทำให้บรรยากาศนิ่งสงัด
ผู้คนมากมายนิ่วหน้า ดวงตาเปี่ยมจิตสังหาร
รอยยิ้มบนใบหน้าของจอมมารผลาญตะวันก็ค้างไปเฉียบพลัน
อู่หลิงชงผงะหงาย นี่… นี่จะไม่ไว้หน้ากันไปหน่อยกระมัง?!
เว่ยฉีเจี่ยรีบออกมาไกล่เกลี่ย “ผู้อาวุโส ฟังเราอธิบายก่อนเถิด หนนี้พวกเรามาเพื่อแสดงความบริสุทธิ์ใจ มีอันใดก็ค่อยพูดค่อยจาเถิด”
จอมมารผลาญตะวันพยักหน้า เขากุมกำปั้นคารวะ “ข้าเข้าใจเรื่องที่เกิดขึ้นแล้ว และเป็นความผิดพลาดของคนของข้าเอง ดังนั้นยามรู้ว่าสหายเต๋ามา ข้าจึงพากลุ่มสหายเต๋ามาต้อนรับด้วยตนเองเพื่อขออภัยต่อสหายเต๋า”
ผู้คนมากมายผงะอึ้ง
มิคาดเลยว่าจอมมารผลาญตะวันจะอดทนเพียงนี้!
เขาเป็นผู้นำสูงสุดของเมืองอีกาอัคคี ตลอดกาลนานมา ไม่ว่ายอดฝีมือผู้ใดเข้ามาในน่านน้ำอีกาอัคคีก็ต้องให้เกียรติเกรงใจจอมมารผลาญตะวัน ไม่กล้ากำเริบเสิบสานอีก
ทว่ายามนี้ เมื่ออยู่ต่อหน้าชายหนุ่มชุดเขียวผู้มีที่มาประหลาด จอมมารผลาญตะวันกลับอดกลั้น ใครเล่าจะมิประหลาดใจ?
ชั่วขณะนั้น สายตามากมายซึ่งมองมายังซูอี้แปรเปลี่ยนไป
แม้ผู้นำขุมกำลังหลักในเมืองอีกาอัคคีจะมากับจอมมารผลาญตะวัน พวกเขาก็หาเข้าใจสถานการณ์ไม่ และมาเพียงช่วยเหลือจอมมารผลาญตะวันเท่านั้น
พวกเขาต่างตระหนักแล้วว่าขณะนี้ เหตุการณ์นั้นผิดแปลกยิ่ง!
มีผู้แย้มยิ้มเอ่ยเกลี้ยกล่อมทันที “สหายเต๋าผู้นี้ ความบาดหมางควรแก้มากกว่าสานปม ไม่ว่าจะเป็นเรื่องใด ยามนี้ใต้เท้าจอมมารผลาญตะวันก็ออกมาพบเองแล้ว ขอสหายเต๋ารามืออย่าสานแค้นต่อเลย”
พวกเขาคนอื่น ๆ ต่างออกมาเกลี้ยกล่อมเช่นกัน
ทว่าซูอี้หาโอนอ่อนไม่ เขากล่าวด้วยน้ำเสียงเฉยชา “ข้าช่วยชีวิตสตรีผู้นั้นไว้ และยามนี้คิดริบคืน นี่เป็นเรื่องของหลักการ ขอเพียงนางตายเสีย ทุกคนก็เลิกแล้วต่อกันไป แต่หากนางยังไม่ตาย ไม่ว่าวันนี้ผู้ใดจะมาไกล่เกลี่ยแทนนาง เช่นนั้นข้ามดาบในมือข้าไปเสียก่อน”
วาจานี้ทำให้บรรยากาศเปลี่ยนไปทันใด ชายหนุ่มกดดันเสียจนผู้คนมิกล้าหายใจ
ทุกคนต่างตกตะลึง มิอาจคาดคิดได้ว่ามังกรข้ามนทีแปลกหน้าผู้นี้จะกล้าโอหังอหังการยิ่ง!
อู่หลิงชงเองก็แทบผงะหงาย!
เขาเห็นมรสุมยิ่งใหญ่มากมายในชีวิต คุ้นเคยชาชินกับพวกมันยิ่งนัก ยังมีสิ่งใดที่เขามิเคยประสบอยู่?
ทว่านี่เป็นครั้งแรกที่ได้พบผู้โอหังแข็งกร้าวเยี่ยงซูอี้!!!
ช่างกร่างกำแหง
กร่างเกินไปแล้ว!
ให้ความรู้สึกราวกับไม่เห็นคำข่มขู่ใด ๆ ในสายตา และมิกลัวผลลัพธ์ใด ๆ
สีหน้าของจอมมารผลาญตะวันดำคล้ำลงเล็กน้อย
จิตสังหารก่อตัวขึ้นในสีหน้าของเหล่าผู้ใต้บัญชาข้างกายเขา
ผู้นำขุมกำลังหลักในเมืองอีกาอัคคีเองก็ไม่พอใจ พวกเขาไม่เกลี้ยกล่อมใฝ่สันติอีก กระทั่งนึกอยากสั่งสอนบทเรียนชีวิตมนุษย์ให้ซูอี้อีกสักรอบนัก
การวางอำนาจบาตรใหญ่เช่นนี้ นับว่าไม่ไว้หน้าพวกเขาโดยแท้!!
“ท่านเอ๋ย หากไม่ชอบดื่มเหล้าฉลอง จะดื่มเหล้าปรับหรือไร?”
ชายร่างกำยำในชุดเกราะกล่าวเสียงเย็น
เซวียซาน
หนึ่งในขุนพลมากมายใต้บัญชาจอมมารผลาญตะวัน
ขณะเจ้าตัวกล่าวเช่นนั้น บรรยากาศรอบข้างพลันเจือจิตสังหารมากขึ้น
ซูอี้พลันยกมือขึ้นชี้นิ้วเล็กน้อย
เปรี้ยง!!!
ชุดเกราะของเซวียซานแหลกกระจาย
ร่างสูงใหญ่กำยำของเขามลายหาย แปรเปลี่ยนเป็นกองเลือดเนื้อ
ซูอี้ส่ายหน้าน้อย ๆ “นี่เหล้าปรับที่เจ้าว่าหรือ? น่าเบื่อหน่ายโดยแท้”