บันทึกตำนานราชันอหังการ [ 剑道第一仙 ] - บทที่ 2006: ตำหนักอีกาอัคคี
ตอนที่ 2,006: ตำหนักอีกาอัคคี
ต่อหน้าต่อตาคนทุกคน ชี้นิ้วเพียงหนึ่ง หนึ่งตัวตนขอบเขตมหาศาลก็ถูกลบหาย!
เหล่าผู้ชมล้วนตะลึงขนลุก
ผู้คนมากมายคิดว่าหากเป็นตนถูกชี้เช่นนั้น จะรับไหวหรือไม่ …ยิ่งคิดก็ยิ่งพรั่นพรึง!
“เหล้าฉลองข้าดื่มได้ เหล้าปรับข้าก็ดื่มได้เช่นกัน”
ซูอี้กล่าวเนิบ ๆ “ใครอยากจะลอง?”
สายตาเฉยชาของเขากวาดมองใบหน้าทุกคน มีหลายคนนักที่หลบตาโดยไม่ตั้งใจ
“เจ้า…”
คนบางคนเดือดดาล ตั้งท่าจะกล่าวบางอย่าง ทว่าจอมมารผลาญตะวันหยุดอีกฝ่ายไว้
เขาสูดหายใจลึก ๆ และกุมกำปั้นคำนับซูอี้ “ข้าทราบทัศนคติของท่านแก่ใจแล้ว ขอเวลาข้าสามวัน แล้วข้าจะให้คำตอบอันเป็นที่พอใจแก่ท่านแน่นอน เช่นนี้เป็นไร?”
เขาเน้นเสียงคำว่า ‘พอใจ’ เป็นพิเศษ
ซูอี้ขมวดคิ้วน้อย ๆ เตรียมตัวกล่าวปฏิเสธ แต่หลังครุ่นคิดสักพัก ชายหนุ่มก็เปลี่ยนใจกล่าวว่า “ได้ ไม่ว่าเจ้าจะอยากฉวยโอกาสสามวันนี้ขอความช่วยเหลือหรือเตรียมการเรื่องอื่นก็ตาม …ล้วนตามใจเจ้า”
เขาจ้องมองจอมมารผลาญตะวันอย่างลึกล้ำและกล่าวว่า “แต่ข้าแนะนำให้เจ้าทำตามที่ข้าบอกอย่างเต็มใจจะดีกว่า”
ว่าแล้วชายหนุ่มก็เดินจากไปยังเมืองอีกาอัคคี
มีคนมากมายมาขวางทางเขาไว้ ทว่าซูอี้มิได้สนใจ ชายหนุ่มเดินต่อเช่นนั้นราวกับไม่มีผู้ใดในบริเวณ
สีหน้าของผู้ไปขวางทางล้วนดำคล้ำ นี่ยั่วยุกันหรือ?
“หลบให้พ้นทาง!”
จอมมารผลาญตะวันตำหนิเสียงแข็ง “เชิญสหายเต๋าผู้นี้เข้าเมือง!”
วจีของเขาเลื่อนลั่นเยี่ยงอัสนี สะท้อนก้องทั่วทศทิศ
ผู้ขวางทางต่างอิดออด ไม่อยากเปิดทางหลบเลี่ยง
ทว่าฝีเท้าของซูอี้ก็ไม่ได้หยุดลงเลย เยี่ยงสัญจรในแดนดินรกร้าง
“เจ้าตรงนั้นน่ะ ตามมา”
เขาออกคำสั่งโดยมิเหลียวมอง
ร่างของอู่หลิงชงผู้ยืนนิ่งกับที่ชะงัก เขาคิดอย่างเดือดดาลในใจ บอกไปกี่หนแล้วว่าชื่ออู่หลิงชง มิใช่ ‘เจ้าตรงนั้นน่ะ’!
วูบ!
สายตามากมายหันไปมองอู่หลิงชง ทิ่มแทงราวคมดาบ
คนมากมายเผยจิตสังหารอย่างมิปิดบัง
อู่หลิงชงลอบร้องลั่นในใจว่าแย่แล้ว ตนถูกมองเป็นผู้สมรู้ร่วมคิดของซูอี้!!
หากอธิบายออกไปยามนี้ ผู้ใดก็ล้วนไม่เชื่อ แถมยังจะเป็นการไปล่วงเกินซูอี้อีก หากเช่นนั้น เขาก็จะเหมือนประกาศตนเป็นศัตรูกับทั้งสองฝ่าย และจะต้องรับเคราะห์อย่างมิอาจเลี่ยง!
ท้ายที่สุด อู่หลิงชงก็กัดฟันฝืนตนเดินตามซูอี้ท่ามกลางสายตาปานกินเลือดกินเนื้อของทุกคน
ทว่าในใจเขานั้นแสนโศกเศร้า
เขารู้ดีมากว่าจากนี้ไป ผู้คนทั่วน่านน้ำอีกาอัคคีจะถือตนเป็นพวกเดียวกับซูอี้ มิอาจลบล้างได้อีก!
จนกระทั่งเมื่อซูอี้และอู่หลิงชงหายเข้าประตูเมืองอีกาอัคคีไป จอมมารผลาญตะวันจึงกระซิบว่า “ไม่ใช่มังกรร้ายมิข้ามธาร แต่เขามิเข้าใจหรือว่ามังกรแกร่งมิกดขี่เจ้าถิ่น?”
ทุกคนล้วนสัมผัสจิตสังหารกล้าแกร่งจากวาจาเหล่านี้ได้
“สามวันจากนี้ ข้าจะไม่เพียงสนองให้เขาพอใจ ยังจะทำให้เขาประหลาดใจด้วย!”
วาจาของจอมมารผลาญตะวันทุ้มลึก คู่เนตรสีทองวาวโรจน์น่าสะพรึงกลัว
……
เมืองอีกาอัคคีนั้นรุ่งเรืองเยี่ยงสายธาร ถนนทุกเส้นสายโยงเกี่ยวเยี่ยงใยแมงมุม
ตัวตนจากต่างชนเผ่าปรากฏให้เห็นทุกแห่งหน เป็นภาพลักษณ์พิสดารสารพัด
ซูอี้ยังเพิ่งเคยพบพานชนเผ่าพิเศษเฉพาะบางกลุ่ม นับว่าเปิดหูเปิดตานัก
“ไปหาโรงเตี๊ยมที”
ซูอี้ออกคำสั่ง
นับแต่จากแดนเซียนมา เขาก็ละล่องเหนือธารนทีสายยาวแห่งยุคสมัยมิหยุดหย่อน แม้จะไม่พบอันตรายใด ๆ ระหว่างทาง มันก็ยังน่าเบื่อหน่าย ร่างกายอ่อนล้าอยู่ดี
เพราะเขาต้องฝืนต้านคลื่นแห่งกาลตลอดเวลา
ยามนี้ชายหนุ่มตั้งใจพักผ่อนในเมืองอีกาอัคคี ไถ่ถามข่าวสารและเรียนรู้เกี่ยวกับสิ่งต่าง ๆ ในธารนทีสายยาวแห่งยุคสมัย
เพราะถึงอย่างไร กาลเวลาก็ผ่านไปแสนนานนับแต่หวังเย่มายังธารนทีสายยาวแห่งยุคสมัย ในยุคปัจจุบัน สถานการณ์ในธารนทีสายยาวแห่งยุคสมัยย่อมแตกต่างจากกาลก่อน
“มิห่วงหรือว่าข้าจะฉวยโอกาสหนี?”
อู่หลิงชงอดถามมิได้
“เจ้าจะลองก็ได้นะ”
ซูอี้ยอกย้อน
อู่หลิงชงพลันพูดไม่ออก อกอึดอัดนัก
นับแต่เขาเข้ามาในเมืองอีกาอัคคี ชะตาของชายหนุ่มก็ไม่พ้นถูกหมายหัวโดยผู้ใต้บัญชาของจอมมารผลาญตะวัน การอยากหนี ณ ยามนี้คงเป็นดั่งฝันกลางวันโดยแท้
“ไฉนข้าต้องขึ้นเรือโจรมากับเจ้าด้วยเนี่ย!”
อู่หลิงชงทิ้งหนึ่งประโยคไว้อย่างเคียดแค้นก่อนจะรีบร้อนจากไป
ซูอี้แย้มยิ้มมิถือสา
สองมือไพล่หลัง เขาเริ่มสัญจรไปรอบเมือง ตั้งใจจะซื้อโอสถเทพมาฟื้นกำลังสักหน่อย และมองหาด้วยว่าตนจะพบสมบัติหายากบ้างหรือไม่
มีอารยธรรมแห่งยุคสมัยมากมายกระจัดกระจายอยู่บนธารนทีสายยาวแห่งยุคสมัย สมบัติประหลาดสารพัดจึงสะพัดมิขาดสาย
หากมีวาสนา ก็ยังอาจหาสมบัติโบราณอันแสนเลิศล้ำพบได้
เป็นที่รู้โดยทั่วกันว่านี่คือวาสนาส้มหล่น
ทว่าซูอี้ก็ต้องประหลาดใจที่หอวาณิชทั้งหลายที่เขาแวะเวียนต่างปฏิเสธไม่ขายของแก่เขา!
“ท่านโปรดไปเถิด ร้านของเราเล็กจ้อยเกินกว่าจะมีสมบัติที่ท่านต้องการ”
“ผู้อาวุโส โปรดอย่าทำให้ผู้น้อยอับอายเลย ท่านอยากไปลองดูที่อื่นหรือไม่?”
….หลังถูกปิดประตูใส่หน้ามาติด ๆ กันหลายหน ซูอี้พลันตระหนักได้ว่าข่าวคราวความแค้นของเขาต่อจอมมารผลาญตะวันย่อมแพร่ไปในเมืองอีกาอัคคีเรียบร้อยแล้ว
กระทั่งภาพวาดและที่อยู่ของพวกเขายังสะพัดเป็นที่จับตา!
ดังนั้นหอวาณิชทั้งหลายจึงมิกล้าซื้อขายกับซูอี้!
กระทั่งผู้ตั้งแผงลอยขายของตามถนนต่าง ๆ ยังถือเขาเหมือนเชื้อโรคร้าย เมื่อเห็นเขาเข้าใกล้ คนพวกนั้นก็ปิดร้านหนีไปไกลทันใด!
“เมืองอีกาอัคคีตั้งกว้างใหญ่ รับรองข้าสักคนยังทำมิได้? จอมมารผลาญตะวันผู้นี้… ใจแคบจริงแท้”
ซูอี้ถูจมูก ทว่าหายี่หระต่อสิ่งนี้ไม่
ในสามวัน ทุกอย่างจะแปรเปลี่ยนไปเอง!
ไม่นานนัก อู่หลิงชงก็รีบร้อนกลับมา
ทว่าสีหน้าของเขาดำคล้ำยิ่ง
ซูอี้ครุ่นคิดและกล่าวว่า “โรงเตี๊ยมทั้งหลายในเมืองปฏิเสธเจ้าหรือ?”
“อืม”
อู่หลิงชงพยักหน้า
“ระหว่างทางถูกขู่มาสารพัดเลยสิท่า?”
อู่หลิงชงผงะ “เจ้ารู้ได้เช่นไร?”
ซูอี้แย้มยิ้ม “เหตุที่พวกเขากล้าข่มขู่เจ้าก็เพราะเจ้าข่มขู่ง่าย จุดประสงค์ของพวกนั้นน่าจะให้เจ้าทำตัวเป็นหนอนบ่อนไส้ข้าสิใช่ไหม?”
อู่หลิงชงถอนใจ “ถูกต้อง”
“เจ้ารับปากไปหรือ?”
“จะทำได้เยี่ยงไร!”
อู่หลิงชงกล่าวอย่างเดือดดาล “ท่านคิดว่าข้าเป็นคนแบบใดกัน? แม้จะไร้ฝีมือ แต่ข้าก็ไม่ใช่หนูไร้สามัญจรรยา!”
ซูอี้ตบบ่าเขาและกล่าวว่า “เกิดเป็นลูกผู้ชาย ย่อมรู้สิ่งใดควรไม่ควรทำ เรื่องนี้เจ้าเลิศล้ำกว่าเว่ยฉีเจี่ย”
อู่หลิงชงผงะเงียบไปชั่วขณะหนึ่ง ก่อนจะกล่าวว่า “เจ้าบอกให้ข้าเข้าใจถ่องแท้ที แน่ใจหรือไม่ว่าจะรอดออกจากเมืองอีกาอัคคีได้?”
ซูอี้อดกล่าวมิได้ “งั้นเจ้าก็ต้องฟังให้ดี ข้าจะบอกเพียงหนเดียวเท่านั้น ศัตรูพวกนั้นที่เจ้ากลัวนักหนา ในสายตาข้า พวกเขาหาแตกต่างจากเมฆควันผ่านตาไม่”
เมฆควันผ่านตา?
ความคิดแรกของอู่หลิงชงคือ คนผู้นี้ทรงพลังจริงแท้ แต่ฝีมือคุยโอ่ของคนผู้นี้เลิศล้ำกว่าอย่างเห็นได้ชัด!
หาไม่ มีหรือจะกล้าเมินคำข่มขู่ของจอมมารผลาญตะวัน?
“เจ้านำทางไปที ไปรังจอมมารผลาญตะวันกันเถอะ”
ซูอี้ออกคำสั่ง “ในเมื่อเราไม่อาจพักในเมืองได้เพราะเขา เราก็ทำได้เพียงไปอยู่ถิ่นเขาสักสองสามวัน”
อู่หลิงชง “???”
แม่เจ้าโว้ย!
บ้าไปแล้ว เจ้านี่บ้าไปแล้วแน่ ๆ!!
ครู่ถัดมา อู่หลิงชงพลันกล่าวว่า “เจ้ามิกลัวจอมมารผลาญตะวัน เรื่องนี้ข้าเข้าใจ แต่หากเจ้าล่วงเกินโถงแห่งชีวิตนิรันดร์เพราะเหตุนี้ ภายหน้าในยุคสมัยนี้ ที่ใดเล่าจะยอมให้เจ้าเหยียบยืน?”
ซูอี้ถอนใจเบา ๆ ไม่คิดจะอธิบาย “เจ้านำทางไปก็พอ”
อู่หลิงชงยังมีวาทะอยากกล่าวอีกมากมาย ทว่าสุดท้ายก็หยุดตนเองไว้
แต่ยามที่ทั้งสองกำลังจะลงมือนั้นเอง หนึ่งบุคคลก็รีบร้อนมาหา
เว่ยฉีเจี่ย!
“ผู้อาวุโส ใต้เท้าจอมมารผลาญตะวันจัดที่อยู่ให้ท่านแล้ว หากมิรังเกียจ โปรดมากับข้าเถิด”
เว่ยฉีเจี่ยก้มหัวคำนับ
“นี่ต้องเป็นแผนแน่!”
อู่หลิงชงร้องในใจ กำลังจะกล่าวเตือน
ทว่าเขากลับเห็นซูอี้พยักหน้ากล่าว “เจ้านำทางไป”
เว่ยฉีเจี่ยลอบถอนหายใจโล่งอก และกล่าวว่า “เชิญ!”
ไม่นานนัก เว่ยฉีเจี่ยนำทางพวกเขาเข้ามายังป่าเขาไร้ใบ ณ ส่วนลึกของเมืองอีกาอัคคี
ลึกเข้าไปในหุบเขา มีตำหนักสำริดโบราณแห่งหนึ่งตั้งอยู่
“ผู้อาวุโส ตำหนักนี้มีนามว่า ‘ตำหนักอีกาอัคคี’ มันเคยเป็นสถานที่ฝึกฝนของเทพมารอีกาอัคคีมาก่อน ทว่าหลังจากที่เทพมารอีกาอัคคีหายตัวไปอย่างลึกลับเมื่อเนิ่นนาน ที่นี่ก็กลายเป็นสถานที่รกร้าง”
เว่ยฉีเจี่ยกล่าวแนะนำอย่างนอบน้อม
ซูอี้หรี่ตาลงเล็กน้อย ก่อนจะแย้มยิ้มทันที “เป็นที่ที่ไม่เลว”
เว่ยฉีเจี่ยแย้มยิ้มกล่าว “ผู้อาวุโสพอใจก็ดีแล้ว”
หลังเว้นช่วงสักพัก เขาก็กล่าวเสียงเบา “ผู้อาวุโส หากท่านเต็มใจเลิกแล้วต่อกัน ผู้น้อยรับประกันว่าท่านกับใต้เท้าจอมมารผลาญตะวันจะสามารถลบล้างความบาดหมาง เปลี่ยนศัตรูเป็นสหายได้นะ! ท่านดูสิ…”
ซูอี้โบกมือขัด “ชั่วชีวิตข้า ไม่ว่ากระทำการใด ข้าจะเป็นไปตามวาจาเสมอ”
เว่ยฉีเจี่ยถอนหายใจยาว “ผู้น้อยเข้าใจแล้ว”
ไม่นานนัก อีกฝ่ายก็ขอตัวลา
อู่หลิงชงอดกล่าวไม่ได้ “ตำหนักอีกาอัคคีเป็นแดนมหาพิบัติในเมืองนี้ นี่เป็นเรื่องที่ทุกคนในเมืองอีกาอัคคีทราบทั่วกัน ตลอดกาลผ่านมา ไร้ผู้ใดกล้าเข้าเฉียดกราย เจ้า… ไฉนจึงตกลงอยู่ที่นี่?”
บ้าไปแล้วโดยแท้
ผู้ใดมีสมองสักนิดก็ย่อมรู้ได้ว่าการร้อยเรียงของจอมมารผลาญตะวันเช่นนี้ต้องเป็นแผนร้าย!
ทว่าซูอี้กลับตอบรับ
สิ่งนี้ทำให้อู่หลิงชงแทบบ้า นี่เขามาเจอคนแบบใดเข้ากัน!?
“เนิ่นนานมาแล้ว ข้าเคยมาที่นี่”
ดวงตาของซูอี้ฉายแววหวนรำลึก
อู่หลิงชงผงะไป
นี่ไม่ใช่ครั้งแรกที่คนผู้นี้มายังน่านน้ำอีกาอัคคีหรือ!?
“กล่าวกันว่า ที่นี่มีเคล็ดบรรลุเทพของเทพมารอีกาอัคคีอยู่ บ้างก็บอกว่านี่เป็นที่ตายของเทพมารอีกาอัคคี และมีหายนะซุกซ่อน”
“น่าเสียดายที่ยามข้ามาคราวก่อนมิอาจค้นหาปริศนาซุกซ่อนที่นี่พบ”
ว่าแล้วซูอี้ก็ก้าวเข้าไปในตำหนักสำริดโบราณ “ครั้งนี้ข้าจะฉวยโอกาสนี้สืบเสีย”
อู่หลิงชงผงะไป ก่อนจะพลันพบว่าตนไม่อาจเข้าใจซูอี้ได้เลย
กล่าวกันว่าเขาเย่อหยิ่งไม่รู้ความ ทว่าจนบัดนี้อีกฝ่ายก็ยังอยู่ดีไม่ตกตาย
และความน่าสะพรึงกลัวของอำนาจต่อสู้อีกฝ่ายก็ทำให้จอมมารผลาญตะวันทำได้เพียงกล้ำกลืนโทสะเลี่ยงคมดาบไปชั่วคราว
วาจาของซูอี้คมคาย ทว่าทุกการกระทำกล้าบ้าบิ่น! อธิบายได้ชวนหัวใจแหลกสลาย!
ท้ายที่สุด อู่หลิงชงก็ลอบถอนใจขณะกัดฟันเดินเข้าไปในตำหนักสำริด
หมดอาลัยตายอยากโดยสิ้นเชิง
จะให้ทำเช่นไร เขาไร้ทางหนีใด ๆ และได้แต่เป็นบ้าตามซูอี้ไป!
ยามรู้ว่าซูอี้ตอบรับอย่างยินดี เมื่อรู้ว่าเขาจะได้อยู่ในตำหนักอีกาอัคคี จอมมารผลาญตะวันพลันก็ผงะไป สมองงุนงงเล็กน้อยอย่างช่วยมิได้
เจ้าคนโอหังนั่น แท้จริงหลอกง่ายเพียงนี้เชียวหรือ?
ชั่วขณะนั้น จอมมารผลาญตะวันอดเคลือบแคลงในชีวิตมิได้ ไฉนโลกนี้จึงมี… คนโง่เพียงนี้อยู่กัน?