บันทึกตำนานราชันอหังการ [ 剑道第一仙 ] - บทที่ 2008 กลืนกินเทพ
บทที่ 2008 กลืนกินเทพ
ซูอี้มองคนเหล่านี้อย่างเงียบงัน สายตาอันลุ่มลึกของเขายังคงสงบนิ่ง
ชายหนุ่มหยุดพูดจาเหลวไหล จากนั้นก็ย่างเท้าออกจากโถงหลัก
ทันทีที่ตัวคนขยับก้าวแรก จอมมารผลาญตะวันพลันยกมือขวาขึ้น!
ตะเกียงทองแดงปรากฏขึ้นตรงหว่างนิ้ว เผยกลิ่นอายคลุมเครือลึกลับ เมื่อจอมมารผลาญตะวันใช้สมบัติชิ้นนี้ ไส้ ตะเกียงพลันปะทุประกายศักดิ์สิทธิ์สีโลหิตแพรวพราวออกมา
ฟิ้ว!
แสงสว่างศักดิ์สิทธิ์สีโลหิตกระจายตัวออกราวกับคลื่น ปกคลุมทั่วทั้งตําหนักอีกาอัคคี
บนกําแพงของตําหนักอันว่างเปล่า เส้นวิถีศักดิ์สิทธิ์ที่แปลกประหลาดซับซ้อนได้ปรากฏขึ้น ราวกับรอยสุริยัน กําลังแผดเผา ก่อเกิดเป็นค่ายกลต้องห้าม!
ส่วนแกนกลางของค่ายกลต้องห้าม ตั้งอยู่บนรูปปั้นในใจกลางโถงหลัก!
“เผา!”
จอมมารผลาญตะวันตะโกนเสียงดัง
ตู้ม!
ท่ามกลางสายตาประหลาดใจของทุกผู้ ทั่วทั้งตําหนักอีกาอัคคีพลันคํารามลั่น แสงต้องห้ามพุ่งขึ้นราวกับกระแส โลหิตพรั่งพรู
พลังศักดิ์สิทธิ์นี้น่าสะพรึงสุดแสนจะจินตนาการ มันกระจายออกจากรูปปั้นในพลัน!
ฟ้าว!
ตอนนี้ทุกผู้มองเห็นได้อย่างชัดเจนว่า สุริยันแผดเผาในมือข้างหนึ่งกับมุทราในมืออีกข้าง พลันปรากฏวิหคเทพขึ้น ทางด้านหลัง มีชีวิตขึ้นมา!!
“นี่มัน…”
ไม่ทราบได้ว่ามีกี่คนที่รู้สึกประหลาดใจ
ตามข่าวลือแล้ว เทพมารอีกาอัคคีที่ร้ายกาจและทรงพลังผู้เคยปกครองน่านนํ้าแห่งนี้ มีชีวิตมาจนถึงตอนนี้งั้น หรือ!?
“จริงสิ เจ้าโถงแห่งชีวิตนิรันดร์ได้ส่งจอมมารผลาญตะวันมาคุ้มกันที่นี่ ก็เพราะพลังอํานาจของเทพมารอีกาอัคคี ถูกผนึกอยู่ในตําหนักอีกาอัคคีแห่งนี้!”
ม่านตาของรุ่ยหลิ่วในชุดดําจากศาลาข่ายสวรรค์หดลง
นางทราบเกี่ยวกับความลับที่ข้องเกี่ยวกับตําหนักอีกาอัคคีจากตัวตนใหญ่โตในศาลาข่ายสวรรค์ว่า สาเหตุที่จอม มารผลาญตะวันอยู่ในเมืองอีกาอัคคีเกี่ยวข้องกับเทพมารอีกาอัคคี!
“จบแล้ว!”
อู่หลิงชงที่อยู่ตรงประตูตําหนักหน้าถอดสีทันที
เขาในยามนั้นยังคิดว่า จอมมารผลาญตะวันมีความมั่นใจที่จะกล้าฉีกหน้าตัวเองกับซูอี้ได้อย่างไร
ทั้งยังมีลูกน้องเหล่านั้นอีก?
รวมถึงผู้นําของกองกําลังน้อยใหญ่ในเมือง?
แต่ในที่สุดเขาก็รู้ว่า ความตั้งใจสังหารมาจากตําหนักอีกาอัคคี!
นั่นคือพลังของทวยเทพ!!
พลังศักดิ์สิทธิ์อันน่าสะพรึงที่รูปปั้นเทพอีกาอัคคีปลดปล่อยออกมาในช่วงเวลานี้ ได้สะกดอู่หลิงชงจนร่างกายและ จิตใจของเขากําลังจะพังทลาย!
มันน่ากลัวเสียจนผู้คนไม่อาจขัดขืนได้!
จอมมารผลาญตะวันผู้ดําเนินแผนการทั้งหมดในตอนนี้อดไม่ได้ที่จะรู้สึกภาคภูมิใจ
เหตุผลที่เขาเรียกรวมพลผู้นําของกองกําลังน้อยใหญ่ในเมืองในครั้งนี้ ไม่ใช่เพราะคิดยืมพลังของคนเหล่านี้มา จัดการกับซูอี้ แต่เพื่อใช้โอกาสนี้แสดงศักดิ์ศรีของเขา!!
หืม?
แต่เมื่อเห็นอีกฝ่าย สีหน้าของจอมมารผลาญตะวันพลันแข็งทื่อ
ขณะนี้ ชายหนุ่มในชุดคลุมสีเขียวคล้ายกับไม่รับรู้ถึงการเปลี่ยนแปลงทั้งหมดนี้ เขายังคงหันหลังให้กับรูปปั้นเทพ อีกาอัคคีผู้กลับมาอย่างเงียบงัน!
ท่าทางสงบนิ่งนั่นทําให้หัวใจของจอมมารผลาญตะวันรู้สึกไม่มั่นคงเล็กน้อย
เขาถือตะเกียงทองแดงด้วยมือทั้งสองข้าง ขณะกล่าวเสียงดังว่า “ข้าขอให้บรรพชนลงมือสังหารเจ้าคนเลวทรามผู้ นี้!”
ทางด้านหลังของจอมมารผลาญตะวันในยามนี้ มีภาพมายาของอีกาอัคคีที่เกิดจากการเปลี่ยนแปลงจากโลหิต ของเขาปรากฏขึ้น
สิ่งนี้ทําให้หนังศีรษะของผู้คนจํานวนมากชา หน้าตาซีดเซียวด้วยความหวาดกลัว
ในที่สุดพวกเขาก็รู้ว่า จอมมารผลาญตะวันผู้เป็นยอดฝีมือของโถงแห่งชีวิตนิรันดร์ เป็นลูกหลานของเทพมารอีกา อัคคี!!
“ได้!”
รูปปั้นเทพอีกาอัคคีขยับไหวไปมาราวกับมีชีวิต ดวงตาสีทองที่เจิดจ้าราวดวงอาทิตย์คู่นั้นพลันจับจ้องแผ่นหลัง ของซูอี้
ตู้ม!
เมื่อเทพมารอีกาอัคคีขยับ สุริยันแผดเผาที่ถืออยู่ในมือของเขาก็ทะยานขึ้นนภากาศ ระเบิดแสงสว่างสีแดงอันไร้ สิ้นสุด โดยหมายจะสังหารซูอี้
ไม่มีใครสามารถละสายตาได้
หัวใจสั่นสะท้าน
ดวงตาของจอมมารผลาญตะวันเต็มไปด้วยความคลั่งไคล้ เขาประทับใจกับฉากนี้ยิ่ง
นั่นคือพลังที่แท้จริงของทวยเทพ!
มันคือพลังของเทพมารอีกาอัคคีที่เป็นบรรพชนของเขา!!
แต่ซูอี้ก็ยังไม่หันหลังกลับมา เขายังคงเมินเฉยต่อจิตสังหารนี้
แต่ตอนนี้พลันมีแสงสว่างสีเทาของฮุ่นตุ้นพุ่งออกมา บดขยี้สุริยันแผดเผาที่สามารถล้างบางเมืองทั้งเมืองได้
ตู้ม!
เปลวเพลิงลุกลาม ทั่วทั้งตําหนักสั่นสะเทือนอย่างรุนแรง
ทุกผู้ตกตะลึง
“วานรงั้นหรือ!?”
ดวงตาของจอมมารผลาญตะวันเบิกกว้าง มีเพียงเขาคนเดียวที่มองเห็นได้อย่างชัดเจนว่า เจ้าของแสงสว่างสีเทา แห่งฮุ่นตุ้นคือวานรที่มีความสูงสามฉื่อตนหนึ่ง!
ร่างยักษ์ของมันเต็มไปด้วยกลิ่นอายฮุ่นตุ้นหนาแน่น ซึ่งกําลังส่งเสียงดังสนั่น ราวกับกําลังหยอกล้อรูปปั้นเทพมาร อีกาอัคคี
“เจ้าวานรอวดดีรนหาที่ตาย!”
เทพมารอีกาอัคคีร้องตะโกนออกมา ร่างขยับไหว ฝ่ามือถูกปกคลุมด้วยเปลวเพลิงสีแดงที่สามารถแผดเผาท้อง นภาได้ หมายจะสังหารลิงน้อย!
ลิงน้อยยิ้มกว้างจนเห็นฟัน ร่างพุ่งไปข้างหน้าอย่างรุนแรง ฟาดเข้าใส่ด้วยอุ้งมือข้างหนึ่ง
ตู้ม!!!
ร่างของเทพมารอีกาอัคคีกระแทกกับพื้นอย่างรุนแรง
พื้นดินสั่นสะเทือน
ลวดลายของค่ายกลต้องห้ามที่ปกคลุมกําแพงทั้งสี่ทิศทั่วตําหนักล้วนได้รับผลกระทบจนฉีกขาด ทําให้เปลวเพลิง อันพร่างพราวพลันหม่นแสง
“นี่มัน…”
ทุกผู้ที่อยู่ทางด้านนอกของโถงหลักต่างประหลาดใจ วานรตัวเดียวถึงกับฟาดเทพมารอีกาอัคคีให้กระแทกกับพื้นได้ด้วยฝ่ามือเดียว!?
ต้นกําเนิดของวานรตัวนั้นคืออันใดกันแน่? “เจ้าเดรัจฉาน!” เทพมารอีกาอัคคีคําราม เขากําลังจะขัดขืน
เมื่อร่างกายวูบไหว วานรน้อยพลันขึ้นขี่บนเทพมารอีกาอัคคี จากนั้นพลังที่มาแห่งฮุ่นตุ้นพลันหลั่งไหลออกมาจาก ขนของวานรน้อย เข้าสะกดเทพมารอีกาอัคคีไว้กับพื้นอย่างมั่นคง จนอีกฝ่ายไม่สามารถขยับได้ ท่ามกลางสายตาตก ตะลึงของทุกผู้
ในขณะเดียวกัน ลวดลายมหาเต๋าตรงหว่างคิ้วของวานรน้อยพลันลืมขึ้นอย่างเงียบงัน กลายเป็นดวงตาแนวตั้ง! ชิ้ง!
แสงสว่างสีเทากระแทกเข้าใส่เทพมารอีกาอัคคีอย่างจัง!! เพียงชั่วพริบตา เทพมารอีกาอัคคีสั่นสะท้านไปทั่วทั้งร่าง เขาแผดเสียงกรีดร้องน่าขนลุกออกมา “ไม่!!” สิ้นเสียงของมัน วานรน้อยก็อ้าปากแล้วดูดกลืนวิญญาณของอีกฝ่ายเข้าไป
ตู้ม! ปราณและจิตวิญญาณอันบริสุทธิ์ถูกกวาดออกจากร่างของเทพมารอีกาอัคคี และกลืนกินโดยวานรน้อย! เทพมารอีกาอัคคีนอนแน่นิ่งอยู่บนพื้น รูปปั้นเทพพลันแตกเป็นเสี่ยงๆ ชิ้นส่วนกระจัดกระจายไปทั่วทุกหนแห่ง
วานรน้อยหมอบตัวอยู่บนศีรษะที่แตกหักของรูปปั้นเทพ ป้องปากหาว ในขณะที่ดวงตาสีทองสดใสฉายชัดถึง ความไม่พอใจ
ควันและธุลีสลายไป วิญญาณของเทพอีกาอัคคีถูกกลืนกิน ขณะที่พลังอันน่าสะพรึงของทวยเทพที่ปกคลุมทั่วทั้ง โถงหลักเลือนหายไป
ชั่วขณะนั้น ซูอี้พลันหันหน้าไปทางประตูตําหนัก โดยไม่แม้แต่จะเหลียวแลสรรพสิ่ง เขาไม่หันกลับมามองตั้งแต่ ต้นจนกระทั่งศึกยุติ!
สีหน้าของชายหนุ่มสงบนิ่ง ไม่มีความว้าวุ่นใจแม้แต่น้อย
มันสงบนิ่งและผ่อนคลายโดยแท้
สายตาที่เขามองสีหน้าของทุกผู้ทางด้านนอกของโถงหลัก ราวกับกําลังมองกลุ่มตัวตลกที่ตื่นตระหนกด้วยความ ขบขัน
โดยเฉพาะจอมมารผลาญตะวันผู้แข็งทื่อ ถือตะเกียงทองแดงด้วยมือทั้งสองข้าง ไม่ขยับไปไหน
ใช่แล้ว ทุกคนในตอนนี้กําลังตกตะลึง
เทพมารผู้เพิ่งฟื้นขึ้นจากความเงียบงัน ถูกสะกดอย่างโหดเหี้ยม ก่อนจะกลายเป็นอาหารกลางวันของวานรตัว หนึ่ง!
นี่ไม่ใช่การดูหมิ่นอีกต่อไป แต่เป็นการกลืนกินเทพ!
หรือก็คือ การออกล่าเทพ!
“เป็นอันใดหรือไม่?”
ซูอี้เดินมาอยู่ทางด้านข้างของประตูตําหนัก มองอู่หลิงชงด้วยความกังวล สายตาของคนผู้นี้หมองหม่น ใบหน้า แข็งทื่อ ทําให้ผู้คนกังวลว่า อารมณ์ของเขาผิดแปลกไปจากเดิมหรือไม่
“ไม่…ไม่เป็นอันใด!” อู่หลิงชงสะดุ้ง ก่อนจะโพล่งตอบโดยไม่รู้ตัว
หลังจากนั้น เขาก็อ้าปากหายใจเข้าออก พยายามสงบสติอารมณ์
ในขณะที่ฝั่งซูอี้นั้นเพียงพยักหน้า ก่อนจะย่างออกจากห้องโถงหลัก
ตอนนี้เอง
สีหน้าของทุกผู้พลันแปรเปลี่ยน ราวกับกําลังมองตัวตนลึกลับอันน่าสะพรึงเดินออกจากตําหนัก
ผู้นําของกองกําลังน้อยใหญ่จากเมืองอีกาอัคคี ถอยหลังเพื่อรักษาระยะห่างโดยไม่รู้ตัว สายตาที่มองไปยังชาย หนุ่มเต็มไปด้วยความหวาดกลัวและวิตก
“เขา……เขา……” ส่านรั่วฉินหวาดกลัวเสียจนใบหน้าซีดเซียว เห็นได้ชัดว่านางหวาดกลัวยิ่ง จนพูดติดอ่างไม่เป็นภาษาคน ทันใดนั้น จอมมารผลาญตะวันตะโกนออกมาเสียงดัง “เพราะนังสารเลวเช่นเจ้าทําให้ข้าเกือบตาย!!” ปัง!!
เขาฟาดมือออกไปอย่างแรง จนแม้แต่หญิงสาวยังไม่ทันได้ตอบสนอง ก่อนที่ร่างบอบบางอันน่าภาคภูมิใจจะถูก ฉีกกระชาก โลหิตสาดกระเซ็นไปทั่วพื้น
มันกระเซ็นมาโดนจอมมารผลาญตะวันด้วยเช่นกัน ฉากนองเลือดนี้ ทําให้ผู้คนจํานวนมากรู้สึกขนลุก
หลังจากนั้น จอมมารผลาญตะวันเผยสีหน้าสํานึกผิดอย่างสุดซึ้ง ก่อนจะประสานมือแล้วกล่าวว่า “ขออภัยด้วย ข้าตามืดบอดเพราะนังนี่ จึงได้ทําเรื่องผิดพลาดใหญ่หลวงลงไป ตอนนี้ข้าฆ่านังนี่ด้วยตัวเองแล้ว หวังว่าใต้เท้าจะแสดง ความเมตตา!”
บรรยากาศชวนให้รู้สึกหดหู่
ทุกผู้ล้วนมองออกว่าคนคนนี้กําลังหวาดกลัว!
“ข้าให้โอกาสเจ้า แต่เจ้ากลับไม่ใช้ประโยชน์”
ซูอี้กล่าวเสียงเรียบว่า “เอาแบบนี้ เจ้าฆ่าตัวตายด้วยการปาดคอตัวเองเป็นไร? หรือไม่ก็ให้ลูกน้องร่วมมือกันต่อสู้ กับเจ้า แล้วดูว่าจะสามารถหาทางรอดได้หรือไม่?”
หัวใจของจอมมารผลาญตะวันดิ่งวูบ พลางกล่าวอย่างขมขื่นใจว่า “ไม่ว่าจะเงื่อนไขใด ขอให้ใต้เท้าว่ามาเลย ขอ เพียงสามารถทําให้ข้ารอดชีวิตได้ ข้าก็ไม่ขัดข้อง”
“เจ้าต้องตาย ข้าถึงจะพอใจ” ซูอี้ส่ายหน้าเล็กน้อย ทันใดนั้น ทุกผู้พลันหน้าถอดสี “ใต้เท้าอยากให้ฆ่าพวกมันทั้งหมดงั้นหรือ?”
ดวงตาของจอมมารผลาญตะวันพลันแดงกํ่า “เจ้ามาที่นี่ในวันนี้ไม่ได้วางแผนจะทําเช่นนั้นหรือ?”
ซูอี้ยิ้ม ก่อนจะยกมือขึ้นแล้วกดลงมา ตู้ม!
สุญญะพลันสั่นสะเทือน ปราณดาบนับไม่ถ้วนเคลื่อนลงมาจากท้องนภา เสียงดาบกระทบกันดังขึ้น……ก้องไปทุก ทิศทาง!!!
ทันใดนั้น ประหนึ่งสวรรค์ทั้งเก้าพังทลาย เมื่อห่าฝนดาบเคลื่อนลงมา จอมมารผลาญตะวันและลูกน้องที่อยู่ทาง ด้านข้างไม่ต่างจากกระดาษ ล้วนถูกเด็ดศีรษะ… ไม่มีข้อยกเว้น!
ตอนที่เว่ยฉีเจี่ยกําลังตาย สีหน้าของเขาก็เต็มไปด้วยความสํานึกผิดและไม่เต็มใจ เมื่อจอมมารผลาญตะวันกําลังจะตาย มันก็เต็มไปด้วยความโกรธและความสํานึกผิดเช่นกัน เมื่อคนอื่นกําลังจะตาย พวกเขาก็ไม่แม้แต่จะตอบสนอง
ทุกสิ่งนั้นรวดเร็วเกินไป ไม่มีใครคาดคิดว่า ท่าทีสบายๆ ของซูอี้จะน่าสะพรึงขนาดนี้ ดั่งคิดคะนึง ก็บี้มดจนตกตายได้แล้ว!! ตอนนี้เองที่อู่หลิงชงได้เห็นความแข็งแกร็งของซูอี้ และอดไม่ได้ที่จะตกตะลึง
ยามนั้นเขาคิดว่า กองสนับสนุนของซูอี้คือวานรน้อยลึกลับ แต่ตอนนี้เขาตระหนักได้แล้วว่า ชายหนุ่มก็เป็นตัวตน ที่น่าสะพรึงยิ่งเช่นกัน!
ในตอนนี้เอง อู่หลิงชงพลันจําสิ่งที่ซูอี้กล่าวก่อนหน้านี้ได้…… ศัตรูพวกนั้นในสายตาข้า หาแตกต่างจากหมอกควันผ่านตาไม่! ใช่แล้ว เหมือนหมอกควันผ่านตา ด้วยการสะบัดมือของซูอี้ พวกมันก็หายไปราวกับควัน!!
ผู้นําของกองกําลังน้อยใหญ่ในเมืองอีกาอัคคีที่อยู่ไกลออกไปรู้สึกมือเท้าเย็น สีหน้าดูตระหนกระคนวิตก เมื่อพบว่าซูอี้มองมา ตัวตนใหญ่โตในเมืองอีกาอัคคีล้วนสั่นสะท้าน ต่างร้องขอความเมตตา
“ผู้อาวุโสโปรดอภัยให้ข้าด้วย!” “ผู้อาวุโส พวกข้าเพียงถูกอํานาจของจอมมารผลาญตะวันกดดันเท่านั้น จึงต้องจํายอมมาช่วย ผู้อาวุโสโปรดอภัย
ให้ด้วย ข้าจะพยายามสุดความสามารถเพื่อแก้ไขให้ถูกต้อง!” ใครบางคนถึงขั้นคุกเข่า ศีรษะแนบพื้น ครวญครางว่า “ผู้อาวุโส ชายชราผู้นี้ทําผิดพลาดไปแล้ว!” “หากทํางานเป็นสมุนให้กับพยัคฆ์ ก็ย่อมต้องชดใช้ให้สาสม”
ซูอี้หยิบไหสุราออกมาดื่ม “เจ้าคิดว่าอย่างไร?” เขามองรุ่ยหลิ่วในชุดดําจากศาลาข่ายสวรรค์ที่อยู่ไกลออกไป ร่างกายละเอียดอ่อนของหญิงสาวแข็งทื่อ สีหน้าของนางพลันเปลี่ยนแปลงไป นางวางแผนจะฉวยโอกาสนี้หลบหนีไปจากที่นี่ ทว่าหญิงสาวกลับไม่คาดคิดว่าชายหนุ่มจะสังเกตเห็น จนตัวคนถูกจับจ้องไม่วางตา!