บันทึกตำนานราชันอหังการ [ 剑道第一仙 ] - บทที่ 2009 ผู้ส่งสารของเทพสวรรค์
บทที่ 2009 ผู้ส่งสารของเทพสวรรค์
“หากทํางานเป็นสมุนให้กับพยัคฆ์ ก็ย่อมต้องชดใช้ให้สาสม!” สีหน้าของรุ่ยหลิ่วในชุดดําเต็มไปด้วยความระแวดระวัง “ตอบแบบนี้ ท่านพอใจหรือยัง?” ซูอี้พยักหน้าแล้วถามว่า “แล้วเจ้าล่ะ ต้องชดใช้อันใดหรือไม่?” หัวใจของรุ่ยหลิ่วบีบรัดแน่น แล้วจึงตอบว่า “ข้ายังไม่ได้ทําให้ท่านขุ่นเคืองเลยนะ” “แต่เจ้าใช้คําพูดทําให้คนรอบข้างข้าไม่สบายใจ”
ซูอี้ชี้ไปยังอู่หลิงชงที่อยู่ทางประตูตําหนัก “เอาแบบนี้แล้วกัน เจ้าคุกเข่าต่อหน้าเขา แล้วข้าจะมองข้ามเรื่องก่อน หน้านี้ และปล่อยเจ้าไป”
อู่หลิงชงตกตะลึง หัวใจปั่นป่วน สีหน้าของเขาฉายแววซับซ้อน เขาไม่คาดคิดมาก่อนว่า ซูอี้จะยืนหยัดเพื่อตนพร้อมกับหาทางระบายโทสะให้!
ตอนนี้ ใบหน้างดงามของรุ่ยหลิ่วพลันดูน่าเกลียดขึ้นมา สายตาเต็มไปด้วยความเกรี้ยวกราด “ท่านเป็นศัตรูกับ โถงแห่งชีวิตนิรันดร์ไม่พอ ยังวางแผนจะเป็นศัตรูกับศาลาข่ายสวรรค์อีกหรือ?”
ซูอี้ก้าวออกมา นิ้วของเขาขยับไหวราวกับผนึก ก่อนจะกดลงไปบนอากาศ ตึง!! ร่างของรุ่ยหลิ่วที่อยู่ไกลออกไปถูกสะกดไว้ทันที เข่าของนางกระแทกลงกับพื้น ขณะเขาออกแรงด้วยฝ่ามือ ศีรษะของหญิงสาวก็กระแทกลงกับพื้นเช่นกัน
นางทั้งอับอาย เดือดดาล และหวาดกลัว ในใจหวาดหวั่น พร้อมกล่าวอย่างเคร่งขรึมว่า “หากทําเช่นนี้ย่อมไม่ต่าง อันใดจากการฆ่าข้า ถ้าท่านกล้า เช่นนั้นก็ฆ่าเลยสิ!”
ซูอี้ยิ้ม จากนั้นเขาก็ดึงมือกลับ พลางกล่าวว่า “เวลาข้าทําสิ่งต่างๆ มักมีความคับข้องเป็นเส้นแบ่งเสมอ ความผิด ของเจ้าไม่ถึงกับต้องพรากชีวิต ตอนนี้เจ้าไปได้แล้ว”
รุ่ยหลิ่วยืนขึ้น ใบหน้าของนางซีดเซียว โดยไม่กล่าวอะไร ก่อนจะจรจาก ซูอี้ไม่ห้ามนาง เขามองออกว่า หญิงสาวเต็มไปด้วยความขุ่นเคือง จึงไม่มีทางที่จะยอมรามือแน่ แต่เขาไม่ได้สนใจ “เมื่อปล่อยนางไป เราจะต้องถูกศาลาข่ายสวรรค์ตอบโต้ในอนาคตอย่างแน่นอน!” อู่หลิงชงเดินรี่เข้ามา พลางกล่าวเตือนซูอี้ด้วยความกังวล
ทว่าชายหนุ่มกลับกล่าวอย่างราบเรียบว่า “จอมมารผลาญตะวันตายตกก็เพราะผู้หญิง ทั้งยังลากลูกน้องทั้งหมด ลงหลุมไปด้วย หากศาลาข่ายสวรรค์อยากแก้แค้นข้าเพราะผู้หญิง ก็มาลองดูว่าความผิดพลาดแบบเดียวกันนั้นจะเกิดขึ้น ซํ้าหรือไม่”
ขณะพูด เขาพลันหันมองกลุ่มคนที่อยู่ไกลออกไป ตอนนี้ ทุกผู้เหมือนนักโทษที่รอคอยการตัดสินโทษ “ถึงจะปล่อยให้รอดไปได้ แต่ก็ต้องรับโทษอย่างสาสม” ซูอี้กล่าวว่า “ส่งสมบัติของพวกเจ้ามา แล้วรีบไปเสีย”
ผู้นําของกองกําลังน้อยใหญ่ในเมืองอีกาอัคคีรู้สึกโล่งอกทันที ราวกับมีชีวิตรอดพ้นจากประตูนรก ก่อนจะรีบตอบ ตกลง
ผ่านไปสักพัก ตัวตนใหญ่โตเหล่านี้ล้วนทิ้งสมบัติไว้ก่อนจะรีบจากไป เตาเสริมสวรรค์เริ่มนับข้าวของที่ได้รับมา ซูอี้เดินกลับไปที่ตําหนักอีกาอัคคี
อู่หลิงชงเดินตามหลังมา ชายหนุ่มหยิบเก้าอี้หวายออกมา เอนกายลงนอน ขณะจ้องมองวานรน้อยผู้ทําสมาธิอยู่ตรงนั้น
ก่อนที่พวกจอมมารผลาญตะวันจะปรากฏตัว วานรน้อยก็สัมผัสได้ว่ามีพลังวิญญาณที่เป็นของทวยเทพอยู่ในรูป ปั้น และมันปรารถนาที่จะกลืนกินจนเกือบกลั้นไม่ไหว!
ตอนนี้ วิญญาณของเทพมารอีกาอัคคีได้กลายเป็นอาหารกลางวันของวานรน้อยไปแล้ว เขามองเห็นชัดเจนว่ามัน ได้รับประโยชน์เป็นอย่างมาก จนเกิดการเปลี่ยนแปลงทางกายภาพอันน่าทึ่ง
ขนทั่วทั้งร่างกายของมันกําลังเปล่งประกายแสงศักดิ์สิทธิ์อันแวววาวออกมา
“พี่ชายร่วมวิถี ในความเห็นของข้า พวกเราควรออกจากเมืองอีกาอัคคีให้เร็วที่สุดเท่าที่จะทําได้ดีกว่า”
อู่หลิงชงแนะ “สิ่งที่เกิดขึ้นในวันนี้ย่อมถูกแพร่งพรายออกไป และคนจากโถงแห่งชีวิตนิรันดร์จะมาฆ่าพวกเราได้ ทุกเมื่อ แม้กระทั่งศิษย์ของศาลาข่ายสวรรค์อาจจะมาด้วยเช่นกัน…”
ทว่าซูอี้กลับขัดขึ้นอย่างเฉยชาว่า “เอาล่ะ หากเจ้าไม่มีอันใดให้ทําจริงๆ เช่นนั้นจงไปที่เมืองแล้วช่วยข้าเก็บ รวบรวมข้อมูล ข้าเพิ่งมาถึงธารสายยาวแห่งยุค จึงต้องการทราบสถานการณ์ให้เร็วที่สุดเท่าที่จะทําได้”
อู่หลิงชงเผยรอยยิ้มแห้งออกมา ก่อนจะกล่าวว่า “ช่างเถอะ”
เขายืนขึ้น หันหลังแล้วเดินออกจากโถงหลักไป
ส่วนซูอี้ก็เริ่มกินโอสถวิเศษ เพื่อฟื้นฟูพลัง
ใครก็ตามที่ข้ามธารสายยาวแห่งยุคโดยไม่หยุดพักเป็นเวลาหลายวัน ย่อมมีชะตาที่จะไม่สามารถยืนหยัดไหว
โชคยังดีที่มี ‘จุดจอดพัก’ จํานวนมากกระจายอยู่ในธารสายยาวแห่งยุคเพื่อใช้ในการพักผ่อน
เวลาผ่านไป
ครึ่งชั่วยามต่อมา
วานรน้อยที่นั่งขัดสมาธิอยู่พลันลืมตาขึ้น
ตอนนี้ ขนทั่วทั้งร่างของมันสั่นระริก ลําแสงสาดส่อง ภาพอันน่าเหลือเชื่อปรากฏขึ้นบนร่างกายนั้นอย่างเงียบงัน ราวกับมีสองหัวและสี่แขนปรากฏขึ้นมา
หัวกับแขนที่เพิ่มขึ้นมานี้ทําให้มันมีสามเศียรหกกร!
ส่วนลวดลายเต๋าธรรมชาติตรงหว่างคิ้วพลันส่องแสง ราวกับวังวนแห่งแสงและเงาลึกลับ ไม่ต่างจากดวงตาแนว ตั้งที่ทั้งลุ่มลึกและน่าสะพรึง
เมื่อมองใกล้ๆ มัดกล้ามและกระดูกของมันเสียดสีกันไปมา ร่างกายขยายใหญ่ โลหิตพลุ่งพล่านราวกับทะเลคลั่ง
ผ่านไปสักพักใหญ่ ภาพทั้งหมดนี้พลันเลือนหายไป
ส่วนวานรน้อยผู้เดิมมีความสูงสามฉื่อพลันสูงขึ้นเป็นสี่ฉื่อ!
ขนเรียบเงางาม นัยน์ตาสีทองมองไปข้างหน้า เต็มไปด้วยความเกเรและดุร้าย
ซูอี้ที่อยู่บนเก้าอี้หวายมองเห็นเหตุการณ์ทั้งหมด เขาอดไม่ได้ที่จะถอนหายใจ สมแล้วที่เป็นเทพที่ถือกําเนิดในที่ มาฮุ่นตุ้นแห่งแดนเซียนจริงๆ
“เจี๊ยกๆ! เจี๊ยกๆ!”
วานรน้อยกุมท้องแล้วกรีดร้อง ดูหิวโหยยิ่งนัก
ซูอี้อดไม่ได้ที่จะนวดคลึงคิ้ว
ความเร็วในการเปลี่ยนแปลงของวานรตัวนี้น่าทึ่งยิ่งนัก นอกจากกลืนกินเทพทั้งเป็นได้แล้ว มันยังกลืนกินสมบัติที่ เต็มไปด้วยความศักดิ์สิทธิ์อีกด้วย!
“รับไปสิ”
เขาหยิบโอสถวิเศษขึ้นมากํามือหนึ่ง แล้วส่งให้วานรตัวน้อย
เขาคํานวณอย่างเงียบงันอยู่ในใจว่า ในอนาคตต้องให้วานรตนนี้หาอาหารด้วยตัวเอง หาไม่แล้ว มันได้มากินเขา แทนเป็นแน่!
เมื่อคิดถึงตรงนี้ พลันมีเสียงอุทานด้วยตกตะลึงดังขึ้น
“ทุกคนในเมืองอีกาอัคคีน้อมรับคําสั่ง!”
เสียงทุ้มใหญ่ดูลุ่มลึก ราวกับฟ้าร้องดังมาจากสวรรค์ชั้นเก้า กระจายไปทั่วทั้งเมืองอีกาอัคคีในทันที
ทุกผู้ในเมืองต่างตกตะลึง พวกเขาพากันหยุดการเคลื่อนไหว และมองไปทางประตูเมืองอย่างพร้อมเพรียง
ขณะนี้ที่ทางด้านนอกประตูเมือง หมอกสีดําพลันปรากฏขึ้นที่จุดหนึ่ง ปกคลุมท้องนภาและดวงอาทิตย์ ราวกับ หมู่เมฆสีดําเคลื่อนลงมาที่เมือง กลิ่นอายของมันน่าสะพรึงกลัวนัก
ในหมู่เมฆสีดํานั้น ใบหน้ามนุษย์ขนาดใหญ่สะท้อนออกมา
ดวงตาคู่นั้นราวกับดวงอาทิตย์และดวงจันทร์ หนวดเคราราวกับนํ้าตก แม้กระทั่งจมูกก็เหมือนกับภูเขาที่ยกขึ้น ปากสีโลหิตขนาดใหญ่นั่นเทียบได้กับหุบเหวขนาดใหญ่
“ผู้ส่งสารเทพสวรรค์ของอาณาจักรนิตย์ทิวา!”
คนเก่าแก่บางส่วนจําได้ ก่อนอ้าปากค้างทันที นี่มันเกิดเรื่องอันใดขึ้น ถึงทําให้ผู้ส่งสารของเทพสวรรค์มาที่นี่?
“ผู้ส่งสารของเทพสวรรค์…”
อู่หลิงชงผู้กําลังหาข่าวอยู่ในเมืองก็พบเห็นใบหน้ามนุษย์ขนาดใหญ่ที่สะท้อนอยู่ในหมอกเช่นกัน ชายหนุ่มจึงอดที่ จะตกตะลึงไม่ได้
ผู้ส่งสารของเทพสวรรค์
กลุ่มตัวตนอันน่าสะพรึง ผู้รับใช้เทพสวรรค์ทั้งเก้าแห่งอาณาจักรนิตย์ทิวา!
ว่ากันว่าพวกเขาแต่ละคนมีพลังต่อสู้เทียบเท่ากับครึ่งเทพ!
ในสายตาของเทพสวรรค์ ผู้ส่งสารมีหน้าที่ในการรับคําสั่งเพื่อถ่ายทอดสาร
แต่ทุกจุดจอดพักในธารสายยาวแห่งยุค ไม่มีผู้ใดกล้าสบประมาทเหล่าผู้ส่งสาร!
‘กี่ปีมาแล้วที่ผู้ส่งสารของเทพสวรรค์ห่างหายไป……ครานี้ หรือว่าจะมีเหตุการณ์สําคัญกําลังจะเกิดขึ้นในธารสาย ยาวแห่งยุค จนทําให้เทพสวรรค์ตื่นตระหนกขึ้นมา?!’
ขณะอู่หลิงชงครุ่นคิด ใบหน้ามนุษย์ขนาดใหญ่ที่ปรากฏขึ้นในหมู่เมฆสีดําที่ปกคลุมท้องนภาทางด้านนอกประตู เมืองอีกาอัคคี ก็กล่าวขึ้นอีกครั้ง
“เทพสวรรค์ทั้งเก้าออกคําสั่งร่วมกัน ให้ทําการจับกุมอาชญากรนามซูอี้!”
“ใครก็ตามที่สามารถหาข้อมูลที่เกี่ยวข้องกับซูอี้ได้ หลังจากตรวจสอบแล้ว สามารถละเว้นกฎเพื่อเข้าสู่อาณาจักร นิตย์ทิวามารับการฝึกฝนได้”
“ใครก็ตามที่สามารถจับเป็นซูอี้ได้ จะได้รับรางวัลจากเทพสวรรค์ทั้งเก้า แล้วมีสิทธิ์เข้าสู่โลกแห่งเทพเพื่อทําการ ฝึกฝน!”
ในขณะที่พูด แสงสว่างสีทองพลันพุ่งออกมาจากหมู่เมฆสีดําที่เป็นลูกคลื่น สะท้อนภาพคนผู้หนึ่งขึ้นมา
ภาพของคนผู้นั้นเป็นชายหนุ่มในชุดคลุมสีเขียว มือไพล่หลัง ยืนอย่างเกียจคร้าน สายตาเหม่อมองท้องนภา ท่วงท่าสงบเสงี่ยม!
ตู้ม! ทั่วทั้งเมืองพลันเกิดความโกลาหล “ซูอี้ผู้นี้คือใคร?” “ไม่เคยได้ยินมาก่อนงั้นหรือ?”
“เทพสวรรค์ทั้งเก้าแห่งอาณาจักรนิตย์ทิวาต้องการตัวคนพร้อมกันเช่นนี้ คนผู้นี้…ต้องเป็นตัวตนที่น่าสะพรึงมาก เป็นแน่!”
“เหลวไหล ถ้าไม่ใช่เพราะแบบนี้ แล้วเทพสวรรค์จะตื่นตัวกันได้อย่างไร?”
…เสียงโกลาหลนับไม่ถ้วนดังขึ้น “เป็นเขา!” “นี่มัน ผู้สังหารจอมมารผลาญตะวันนี่”
ผู้นําของกองกําลังน้อยใหญ่ในเมืองอีกาอัคคี ต่างจดจําตัวตนของซูอี้ได้ ดังนั้นหัวใจของพวกเขาจึงล้วนสั่นสะท้าน สีหน้าแปรเปลี่ยนไป
ความคิดเดียวกันปรากฏขึ้นในใจของพวกเขา…… จะใช้โอกาสนี้รายงานเรื่องดังกล่าวให้แก่ผู้ส่งสารของเทพสวรรค์ดีหรือไม่? “เขาถึงกับเป็นอาชญากรตัวฉกาจที่เทพสวรรค์ทั้งเก้าแห่งอาณาจักรนิตย์ทิวาต้องการตัวงั้นหรือ?” อู่หลิงชงประหลาดใจ
ในช่วงเวลาที่ผ่านมา พวกเขาไม่เคยได้ยินมาก่อนว่า จะมีใครที่ถูกเทพสวรรค์ทั้งเก้าหมายหัวเช่นนี้!
นี่จะต้องเป็นเหตุการณ์สะเทือนปฐพีอย่างแน่นอน!
เมื่อคิดถึงตรงนี้ว่า อีกฝ่ายเป็นอาชญากรที่ผู้คนต้องการตัวมาก่อน อู่หลิงชงก็พลันแข็งทื่อ ดูประหลาดใจอย่างยิ่ง
“เอาเช่นไรดี ข้าจะฉวยโอกาสนี้หลบหนี เพื่อสร้างระยะห่างกับเจ้านั่นดีหรือไม่?”
สีหน้าของอู่หลิงชงไม่มั่นใจ
ตอนนี้ ด้านนอกเมืองอีกาอัคคี ใบหน้ามนุษย์ขนาดใหญ่พูดขึ้นอีกครั้งด้วยเสียงดังก้องไปทั่วทั้งเมืองราวกับฟ้าร้อง
“ตามหาเบาะแสของซูอี้ พวกเจ้าสามารถรายงานข่าวให้โถงแห่งชีวิตนิรันดร์ หอพิงนภา อารามหมื่นสุญญะ ศาลาข่ายสวรรค์และห้ามหาสํานักเทพ!”
“ใครก็ตามที่กล้าปกปิดร่องรอยคนบาปซูอี้ จะถูกฆ่าล้างตระกูล!”
เสียงนี้สั่นสะเทือนไปทั่วท้องนภา
หลายคนอ้าปากค้าง
ผู้นําของกองกําลังน้อยใหญ่ในเมืองกําลังร้อนใจ
มีเพียงพวกเขาที่รู้ว่า ซูอี้ผู้เป็นที่ต้องการของเทพสวรรค์ทั้งเก้าในฐานะอาชญากร ตอนนี้ได้อยู่ในเมืองอีกาอัคคี แล้ว!!
หากเปิดเผยข่าวให้ผู้ส่งสารทราบในครั้งนี้ ก็จะตกอยู่ในความเสี่ยงครั้งใหญ่ ทันทีที่เดินทางออกไปข้างนอก ไม่ใช่ แค่พวกเขาเท่านั้น แต่ตระกูลที่อยู่ด้านหลังก็จะตกตาย ทุกคนต้องพบเจอกับความเจ็บปวด
แต่หากไม่รายงาน ทันทีที่เทพสวรรค์ทั้งเก้าทราบว่า ซูอี้ได้ปรากฏตัวในเมืองอีกาอัคคี พวกเขาก็ต้องเข้ามาพัวพัน อยู่ดี!
ผ่านไปสักพัก ตัวตนใหญ่โตเหล่านี้ต่างพยายามดิ้นรนในใจอย่างถึงที่สุด
“ภาพเหมือนนี้จะถูกแปะไว้ตรงหน้าประตูเมือง!”
ด้านนอกเมือง หมู่เมฆสีดําพวยพุ่ง ใบหน้ามนุษย์ขนาดใหญ่กล่าวจบ กําลังจะจากไป
“ท่านผู้ส่งสารช้าก่อน!”
ทันใดนั้น เสียงหนึ่งก็ดังขึ้น หญิงสาวในชุดดําทะยานขึ้นสู่ท้องนภา ลอยอยู่เหนือประตูเมือง คํานับให้กับใบหน้ามนุษย์ขนาดใหญ่
“ข้าน้อยมีนามว่ารุ่ยหลิ่ว ข้าเคยถูกคนบาปซูอี้ผู้นี้ข่มขู่จนทําให้ขายหน้ามาก่อน ตอนนี้คนบาปผู้นี้กําลังซ่อนอยู่ใน เมืองเจ้าค่ะ!”
ทันทีที่คําพูดนี้หลุดออกมา ก็มีเสียงอุทานดังขึ้นในเมือง “นังนี่!!”
อู่หลิงชงเดือดดาล
ยามนั้นซูอี้ไม่ได้สังหารคนทั้งหมด ทั้งยังไว้ชีวิตหญิงสาวผู้นี้ แต่ใครจะคาดคิดว่านางจะฉวยโอกาสนี้ลอบแทงข้าง หลัง!
ผู้นําของกองกําลังขนาดใหญ่ในเมืองลอบถอนหายใจด้วยความโล่งอก ในที่สุด พวกเขาก็ไม่ต้องกังวลอีกแล้ว! ใครบางคนจากศาลาข่ายสวรรค์ออกนอกหน้าให้ แค่นี้ก็เกินพอ!
“จริงหรือ!?” ใบหน้ามนุษย์ขนาดใหญ่ตกตะลึงไปอย่างเห็นได้ชัด จากนั้นดวงตาก็เผยประกายอันน่าสะพรึงออกมา “ข้าน้อยคือศิษย์ของศาลาข่ายสวรรค์ ดังนั้นขอเอาชีวิตเป็นหลักประกัน!”
รุ่ยหลิ่วตอบ “ดี!!”
ใบหน้ามนุษย์ยักษ์ยิ้มออกมา “เจ้าทําได้ดีมาก ข้าจะตบรางวัลให้อย่างแน่นอน!” รุ่ยหลิ่วไม่อาจปกปิดความยินดีได้
นางไม่คาดคิดว่า ตอนที่กําลังออกจากเมืองอีกาอัคคี จะได้เผชิญหน้ากับโอกาสแก้แค้นอันยอดเยี่ยมเช่นนี้ นาง
สามารถใช้ผู้ส่งสารเทพสวรรค์เพื่อจัดการกับซูอี้ ทั้งยังได้รับรางวัลอีกด้วย เรียกได้ว่าฆ่านกสองตัวด้วยหินก้อนเดียว!