บันทึกตำนานราชันอหังการ [ 剑道第一仙 ] - บทที่ 2010 ตัวการเบื้องหลัง
บทที่ 2010 ตัวการเบื้องหลัง
เปรี้ยง! หมู่เมฆดําทมิฬพลันม้วนตัว และใบหน้ามนุษย์มหึมานั้นพลันหดลงเช่นกัน ไม่นาน เมฆดําทั้งหมดเหนือนภาก็ถูกดูดซับสู่ร่างคนผู้หนึ่งซึ่งสูงสามจั้ง เขาเป็นชายร่างสูงใหญ่กํายํา ใบหน้าเหมือนใบหน้ามนุษย์ยักษ์นั้นทุกประการ ไม่ต้องสงสัยเลยว่านี่คือโฉมหน้าแท้จริงของผู้ส่งสารของเทพสวรรค์!
ทว่าเขานั้นไม่ใช่มนุษย์อย่างเห็นได้ชัด โครงร่างใหญ่หนา เส้นขนดํายาว ดูเหมือนหมีตัวหนึ่ง “พาข้าไปหาเขา!”
ผู้ส่งสารเทพของสวรรค์กล่าวอย่างมาดร้ายด้วยนํ้าเสียงลุ่มลึก “เจ้าค่ะ!”
รุ่ยหลิ่วรับบัญชา ทว่า ทันใดนั้นเสียงหนึ่งก็กล่าวขึ้นอย่างเฉยชา “ไม่ต้องลําบากหรอก” สุญญะที่อยู่ไกลออกไปก็บิดเบี้ยว ร่างหนึ่งปรากฏขึ้นจากอากาศธาตุ
ทันใดนั้น สายตานับไม่ถ้วนในเมืองก็หันมามอง คนผู้นั้นสวมอาภรณ์สีเขียว ใบหน้าอ่อนเยาว์ ใช่แล้ว ชายคนนี้คือ คนบาปซูอี้ในภาพวาดเมื่อครู่นั่นเอง!
เหล่าผู้ชมล้วนแตกฮือ พวกเขาต่างตกตะลึง เพราะหาคาดคิดไม่ว่าคนบาปผู้เก้ามหาเทพสวรรค์ล้วนต้องการตัว จะกล้าเผยโฉม
ใบหน้าของรุ่ยหลิ่วแปรเปลี่ยนชั่วขณะ เพราะนางก็ไม่คาดคิดเช่นกันว่าซูอี้จะกล้าปรากฏตัวออกมา “ซูอี้ เจ้าตั้งใจจะออกมาก้มหัวยอมรับความผิดหรือไร?”
ผู้ส่งสารของเทพสวรรค์กล่าวด้วยสีหน้าขึงขัง
ทว่าชายหนุ่มกลับหัวเราะ “เจ้าคิดมากไปแล้ว ตอบคําถามข้าสิ แล้วข้าจะไว้ชีวิตเจ้า” เฮือก!
มีเสียงสูดหายใจดังขึ้นในบริเวณนั้น คนผู้นี้กล้าข่มขู่ผู้ส่งสารหรือ!? “ซูอี้! เจ้าช่างบังอาจนัก มิรู้หรือว่ากําลังพูดกับผู้ใด?” รุ่ยหลิ่วตําหนิ เปรี้ยง!
ซูอี้พลิกฝ่ามือตบ และรุ่ยหลิ่วผู้อยู่ห่างออกไปหลายร้อยจั้งก็ถูกกดให้คุกเข่าลงบนอากาศ เขากล่าวเสียงเรียบ “เบิกตาดูสิ นี่คือโอกาสครั้งสุดท้ายก่อนตาย รักษาให้ดีนะ”
หญิงสาวตัวสั่นเทิ้ม กรีดร้องอย่างร้อนใจ “ใต้เท้าช่วยด้วย!” “เจ้า…ช่างโอหังนัก!”
ผู้ส่งสารที่มีความสูงสามจั้งกล่าวด้วยความฉุนเฉียว ดวงตาเปี่ยมจิตสังหาร ตู้ม!
แสงวิถีเรืองทั่วทั้งร่างของเขา ปลดปล่อยม่านหมอกทมิฬปกคลุมนภา ก้าวหนึ่งก้าวไปยังเบื้องหน้าเยี่ยงเทพเถื่อน แห่งบรรพกาลออกศึก เหวี่ยงหมัดเข้าใส่ซูอี้
เห็นได้ชัดเจนว่าบนหมัดของเขามียันต์ลับเทพอันร้ายกาจอยู่แผ่นหนึ่ง และด้วยหมัดนี้ ยันต์ลับก็แผดเผาตัวเอง บังเกิดแสงทองโชติช่วง เสริมอํานาจให้แก่หมัดนี้จนน่าสะพรึงกลัวยิ่งในชั่วพริบตา
เทียบได้กับอํานาจเทพ!! ส่งผลให้สุญตาพลันรวนเร!
ทุกผู้ในเมืองล้วนครั่นคร้าม อํานาจแห่งเทพนั้นไร้ใดเทียบเท่า เพียงพอจะสะท้านทั่วทั้งเมืองอีกาอัคคี เป็นภัยต่อ สรรพชีวิตในเมืองได้ทั้งสิ้น!
“เจ้านี่ตายแน่!”
สายตาของรุ่ยหลิ่วเผยความตื่นเต้น ทว่าอึดใจต่อมา นางก็ผงะไป
ทุกผู้ทั่วแดนเองก็ตกตะลึงไม่ต่างกัน
เพราะซูอี้ยังยืนนิ่ง ชายหนุ่มเพียงยื่นมือออกข้างหนึ่งเท่านั้น เขาก็หยุดหมัดหมายสังหารของผู้ส่งสารแห่งเทพ สวรรค์ไว้ได้กลางอากาศ!
หมัดอันสว่างไสวทะลุทะลวงกระทั่งแหลกสลายทีละน้อย!! “นี่……”
เหล่าผู้ชมเงียบวจีด้วยความตะลึง สีหน้าของผู้ส่งสารพลันแปรเปลี่ยน จากนั้นเขาก็กู่คําราม ร่างสูงสามจั้งพลันขยายออก เมฆทมิฬอันดุร้ายแผ่พุ่ง แต่ไม่ว่าจะดิ้นรนเช่นไร ผู้ส่งสารของเทพสวรรค์ก็ถูกพันธนาการไว้กับที่ “ครึ่งเทพแล้วอย่างไร ต่อให้เทพมาเอง ข้าก็ประหารได้”
ซูอี้ออกแรงกดมือ เปรี้ยง!
ร่างมหึมาของผู้ส่งสารแห่งเทพสวรรค์ร่วงลงจากกลางอากาศสู่พื้นดิน ประทับเป็นหลุมรูปตัว ‘大’ เศษฝุ่นควันฟุ้ง ตลบ
“ไฉนเป็นเช่นนี้ได้……” ใบหน้าของรุ่ยหลิ่วซีดขาว ดวงตาเลื่อนลอย
นั่นคือผู้ส่งสารของเทพสวรรค์เชียวนะ เขาใช้ยันต์ลับอํานาจเทพด้วยซํ้า แต่เหตุใดจึงอ่อนแอจนแม้กระทั่งการ โจมตีเดียวยังต้านรับไว้ไม่ได้?
“มิน่าเล่า พี่ซูจึงถูกเก้ามหาเทพสวรรค์จากอาณาจักรนิตย์ทิวาหมายหัว เขา…โหดเหี้ยมจริงๆ……” ดวงตาของอู่หลิงชงเหม่อลอย ซูอี้ในสายตาเขานั้นสยบทั่วนภา ไร้เทียมทานไม่แตกต่างจากทวยเทพ!!!
กระทั่งทุกผู้ในเมืองยังต่างชะงักนิ่ง
ในยุคสมัยนี้ ไร้ผู้ร้ายกาจไร้เทียมทานเช่นนี้มาเนิ่นนานเพียงไรแล้ว? เขากระทั่งกล้าลงมือกับผู้ส่งสารของเทพด้วย ซํ้า!!
“คนแซ่ซู เจ้ารู้ผลที่ตามมาของเรื่องนี้หรือไม่?”
ผู้ส่งสารเทพสวรรค์ลุกขึ้นจากพื้นและข่มขู่อย่างเดือดดาล
ตลอดเวลาที่ผ่านมา ไม่ว่าจะไปส่งสารที่ใด เขาก็จะได้รับการเทิดทูนบูชา มีผู้ห้อมล้อมเยี่ยงดาวล้อมเดือน ชี้นก เป็นนก ชี้ไม้เป็นไม้ เพราะเขาคือคนของเทพสวรรค์!
ใครเล่าจะกล้ากําแหงต่อหน้าเขา?
ด้วยเหตุนี้ ยามถูกคนบาปซึ่งเป็นที่ต้องการตัวอย่างซูอี้อัดเสียน่วม เขาจึงไม่อยากเชื่อไปชั่วขณะ ยากจะยอมรับได้
เปรี้ยง!!
ร่างของชายหนุ่มทะยานลงมาจากฟ้า เหยียบบนศีรษะของผู้ส่งสารแล้วยํ่าร่างของอีกฝ่ายจมธรณี จนเหลือเพียง ส่วนศีรษะโตเท่านั้นที่ยังคงตั้งเด่น
สีหน้าของเขาแสนเจ็บปวด ในที่สุดก็ตระหนักว่าบางอย่างผิดปกติ และกล่าวขึ้นว่า “หยุดนะ! ข้าเป็นผู้ส่งสาร สองนครทําศึกยังไม่ฆ่าผู้ส่งสารเลย เจ้าจะฆ่าข้ามิได้!!”
เหล่าผู้ชมล้วนตกตะลึง
ใครเล่าจะไม่เห็นว่าผู้ส่งสารแห่งเทพสวรรค์ผู้สูงส่งนี้กําลังร้อนรนขึ้นมาแล้ว?
สิ่งนี้ทําให้ผู้คนตกตะลึงยิ่ง และยังทําให้รุ่ยหลิ่วไร้ที่พึ่งพา หัวใจของนางพลันแหลกสลาย
ยามนั้นซูอี้ปล่อยนางไปแล้วหนหนึ่ง
สิ่งนี้ทําให้นางเผลอคิดไปว่า หลังจากซูอี้ล่วงเกินโถงแห่งชีวิตนิรันดร์ เขาจะไม่กล้าล่วงเกินศาลาข่ายสวรรค์ที่อยู่ เบื้องหลังของนางด้วย ดังนั้นหญิงสาวจึงบังอาจแจ้งเบาะแสที่ซ่อนของซูอี้ในเมืองอีกาอัคคีเพื่อผลประโยชน์สองต่อ
แต่ในที่สุดนางก็เข้าใจแล้วว่าตนคิดผิด
ซูอี้ไม่ได้กลัวศาลาข่ายสวรรค์ ทว่ายามนั้น เขารังเกียจเกินกว่าจะฆ่าคนเช่นนาง!
“บอกมา เหตุใดจึงต้องการตัวข้า?”
ชายหนุ่มถามขณะเหยียบบนศีรษะผู้ส่งสารของเทพสวรรค์
ผู้ส่งสารกล่าวว่า “นี่คือเจตจํานงของเก้ามหาเทพสวรรค์ ข้าหารู้ไม่”
“แล้วเจ้ารู้อันใดบ้าง?” ซูอี้ถาม
ผู้ส่งสารดูจะสัมผัสได้ว่ามีบางอย่างไม่ชอบมาพากล และกล่าวอย่างร้อนใจทันที “ข้ามิทราบจริงๆ!”
กร็อบ!
ซูอี้ออกแรงเหยียบที่เท้า แล้วกะโหลกศีรษะของผู้ส่งสารแห่งเทพสวรรค์ก็เกิดรอยร้าว โลหิตซึมออกมา
เขาตกตะลึง ก่อนจะกล่าวออกมาอย่างรีบร้อนทันที “ข้ายอมแล้ว! ไม่นานมานี้มีข่าวหนึ่งส่งมาจากโลกแห่งเทพ หลังจากนั้น เก้ามหาเทพสวรรค์ก็รวมตัวประชุมลับบางอย่างที่ไร้ผู้ใดทราบ จากนั้นก็แจ้งเจตจํานงกับเราผู้ส่งสาร ให้ ประกาศต่อโลกหล้า ตั้งรางวัลนําจับท่าน”
“เรื่องนี้สร้างความปั่นป่วนในอาณาจักรนิตย์ทิวามาเนิ่นนาน เป็นที่เลื่องลือกันมาก แต่นอกจากเก้ามหาเทพ สวรรค์แล้ว ก็ไม่มีผู้ใดทราบเหตุผล”
หลังฟังจบ ซูอี้พลันขมวดคิ้ว ข่าวจากโลกแห่งเทพสู่อาณาจักรนิตย์ทิวานั้นคือให้ตั้งประกาศจับเขาหรือ?
หากว่าเช่นนั้น ตัวการเบื้องหลังเรื่องนี้ต้องเกี่ยวกับเทพที่เป็นอริของเขาอย่างแน่นอน!!
ดวงตาของซูอี้วูบไหวครู่หนึ่ง เขาพออนุมานสิ่งหนึ่งได้ในใจแล้ว
แผนร่วมมือของเทพ ณ สมรภูมิแห่งยุคสมัยแดนเซียนในเวลานั้นแพ้พ่ายแก่เขา คนเหล่านั้นไม่เพียงมิอาจสังหาร เขาได้ แต่ยังได้รับความเสียหายหนัก ดังนั้นพวกเขาย่อมไม่อยู่เฉยกันเป็นแน่
อีกทั้งพวกเขายังน่าจะคาดการณ์ไว้แล้วว่าตัวซูอี้คงข้ามธารสายยาวแห่งยุคสมัยมายังแดนเซียน จึงชิงออกคําสั่ง ประกาศจับเขาก่อน!
“ข้าพูดในสิ่งที่ควรพูดไปหมดแล้ว ท่านโปรดรามืออันสูงส่งนั้น อย่าทําให้ผู้น้อยต้องลําบากเลย”
ผู้ส่งสารร้องขอความเมตตา
สิ่งนี้ทําให้ผู้คนไร้วจี
ผู้ส่งสารแห่งเทพสวรรค์นั้นเป็นตัวแทนเจตจํานงแห่งเทพสวรรค์ ณ อาณาจักรนิตย์ทิวา ผู้ส่งสารทั่วไปนั้นจะ เทียบได้หรือไร?
ทว่าคนผู้นี้กลับขลาดเขลา และน่าอายเกินไปสําหรับทวยเทพโดยแท้!
“ได้สิ”
ซูอี้ผละเท้าออกจากศีรษะของผู้ส่งสารและฉุดอีกฝ่ายขึ้นยืนบนพื้น “ไหนๆ ก็ไหนๆ แล้ว ข้าเองก็อยากส่งสารถึง เก้ามหาเทพสวรรค์เช่นกัน ดังนั้นให้เจ้าเป็นสื่อแล้วกัน จะว่าไป เจ้าชื่ออันใด?”
“สือจิ่ว!”
ซูอี้กล่าว “ดี เจ้ากลับไปบอกเก้ามหาเทพสวรรค์ที่อาณาจักรนิตย์ทิวาเสียว่า หากไม่อยากตาย อย่าเข้ามายุ่งเรื่อง ระหว่างข้ากับทวยเทพจากโลกแห่งเทพ นี่เป็นทั้งคําเตือนและคําขู่ ไม่ว่าจะฟังหรือไม่ ก็ขึ้นอยู่กับพวกเขา”
ผู้ส่งสารของเทพผู้เรียกตนเองว่าสือจิ่วรู้สึกพรั่นพรึง เพราะเขาไม่คาดคิดเลยว่าชายหนุ่มตรงหน้าเขาจะดุดันเสีย จนกล้าข่มขู่เก้ามหาเทพสวรรค์เช่นนี้!!
กระทั่งผู้เฝ้ามองจากระยะไกลยังผงะไป
ซูอี้ผู้นี้เป็นใครกัน?
กล้าดีเช่นไร!?
ซูอี้จดจ้องสือจิ่วอย่างลึกลํ้า “จําไว้ว่าเจ้าต้องถ่ายทอดวจีคําต่อคํา ข้าย่อมเชื่อว่าเจ้าไม่กล้าบิดเบือนคําพูดหรอก หาไม่ เก้ามหาเทพสวรรค์จะเป็นคนแรกที่ไม่ละเว้นเจ้า”
เขาโบกมือกล่าว “ไปสิ”
สือจิ่วพลันรู้สึกราวกับได้รับนิรโทษกรรม เขาหันหลังจรจากหายลับไปในชั่วพริบตา รวดเร็วยิ่งกว่าผู้ใด
“ผู้อาวุโส ข้าผิดไปแล้ว!”
ในขณะเดียวกัน รุ่ยหลิ่วผู้ถูกตรึงกับที่ดูจะตระหนักได้ว่าสถานการณ์ไม่สู้ดี จึงอ้อนวอนขอความเมตตา
ว่าแล้ว นางก็ดูจะจําบางอย่างขึ้นได้ และกล่าวขึ้นเสียงดังว่า “อู่หลิงชง ศิษย์พี่อู่! รีบขอร้องผู้อาวุโสท่านนี้เร็ว อย่าบอกนะว่าเจ้าจะดูข้าตายไปเฉยๆ น่ะ? ท่านอาจารย์กําชับเจ้าเสมอให้ดูแลข้าให้ดียามท่านสิ้นใจ เจ้าลืมไปแล้วหรือ ไร?”
ซูอี้ผงะไป
เขาคร้านเกินกว่าจะมากความ คิดจะสะบั้นสตรีงี่เง่าผู้นี้ด้วยหนึ่งดาบเสีย
ทว่ายามนี้ ชายหนุ่มประจักษ์แล้วว่าสตรีผู้นี้เป็นศิษย์น้องหญิงของอู่หลิงชง!!
‘ที่แท้ก็เป็นศิษย์พี่น้องหันดาบใส่กัน? มิน่าเล่า ยามอู่หลิงชงเห็นนาง อารมณ์ของเขาจึงหลุดควบคุมจนไม่อาจยั้ง โทสะได้’ ซูอี้กล่าวในใจ
เขาจดจําตอนที่อู่หลิงชงพบกับรุ่ยหลิ่วในตําหนักอีกาอัคคีครั้งแรกได้
“เจ้ายังมีหน้ามาเรียกข้าเป็นศิษย์พี่อีกหรือ?”
ขณะเดียวกัน อู่หลิงชงก็ทะยานมาจากระยะไกล สีหน้าของเขาเปี่ยมความคับแค้น “ข้าพาเจ้ามายังธารสายยาว แห่งยุคสมัยเพื่อสัญจร และข้ายังพยายามเต็มที่เพื่อช่วยให้เจ้าไปฝึกฝนในศาลาข่ายสวรรค์ได้ แต่หลังจากนั้น เจ้าปฏิบัติ ต่อข้าเช่นไร?”
เมื่อกล่าวถึงความหลัง ชายหนุ่มพลันมีโทสะ
เห็นได้ชัดเจนว่ารุ่ยหลิ่วสร้างความเสียหายให้แก่เขามากมายเพียงไรเมื่อก่อน
ใบหน้างามของรุ่ยหลิ่วซีดขาว นํ้าตาหลั่งริน “ศิษย์พี่ ข้าผิดไปแล้ว ข้าผิดไปแล้วจริงๆ โปรดเห็นแก่หน้าท่าน อาจารย์เถิด ท่านยกโทษให้ข้าได้หรือไม่?”
ชั่วขณะนั้น สีหน้าของอู่หลิงชงดูอ่านความคิดยาก
ซูอี้ก้าวออกมาก่อนจะกล่าวเสียงเรียบว่า “อันที่จริง สําหรับข้า คนเช่นนาง ฆ่าหรือไม่มิได้สําคัญ ข้าเห็นแก่หน้า เจ้าไว้ชีวิตนางสักหนได้ แต่การเห็นแก่หน้านี้ใช้ได้เพียงหน จะใช้กับสตรีผู้นี้หรือไม่ เจ้าไตร่ตรองเอาเถิด”
สีหน้าของรุ่ยหลิ่วโศกสลด มองอู่หลิงชงอย่างมีความหวัง
นางรู้ว่าความเป็นความตายของนางอยู่ในมืออู่หลิงชงโดยสมบูรณ์
หลังจากเงียบไปครู่หนึ่ง อู่หลิงชงพลันสาวเท้าเข้าหา
เปรี้ยง!
หนึ่งฝ่ามือฟาดลงบนศีรษะของหญิงสาว
สีหน้าในช่วงเวลาสุดท้ายของชีวิตของรุ่ยหลิ่วตะลึงงัน งุนงงและไม่อยากตาย ราวกับไม่อาจเชื่อว่าศิษย์พี่ผู้นี้ของ นางจะฆ่านางอย่างไร้ความปรานีถึงเพียงนี้!
สิ่งนี้ทําให้ซูอี้ประหลาดใจ จนอดมิได้ที่จะอีกฝ่ายในมุมมองใหม่