บันทึกตำนานราชันอหังการ [ 剑道第一仙 ] - บทที่ 2018 มิดับมิสิ้น
บทที่ 2,018 มิดับมิสิ้น
เทพเทียมผู้ยังไม่ได้ก่ออํานาจเทพนั้น หาใช่เทพแท้ไม่
ทว่าความแข็งแกร่งและอํานาจต่อสู้ของพวกเขาก็ยังห่างไกลเกินครึ่งเทพจะเทียบติด
ยามดาบของซูอี้ฟาดฟันลง เฒ่าชั่วเหลยสัมผัสอันตรายได้เป็นครั้งแรก และใช้กําลังสุดชีวิตเร่งคันฉ่องแปดทิศโดย ไร้ลังเล
วิถีเต๋าทั่วกายถูกเร่งโคจรเต็มที่
ตูม!
คันฉ่องแปดทิศระเบิดเพลิงแสงทองสว่าง แปรลักษณ์เป็นเขตแดนวิถีเทพยิ่งใหญ่เข้าปะทะกับปราณดาบอัน ทะยานเข้ามา
ทว่าเฒ่าชั่วเหลยก็ยังประเมินความน่าสะพรึงกลัวของดาบนี้ตํ่าไป
ปราณดาบเยี่ยงขุนเขากดทับลงมาอย่างดุเดือด
เขตแดนทรงกลมพลันแหลกสลาย แล้วคันฉ่องแปดทิศพลันสั่นสะท้านรุนแรงราวถูกกดดัน บังเกิดรอยร้าว ปกคลุมคันฉ่องราวใยแมงมุม
สิ่งที่เกิดขึ้นทําให้สีหน้าของเฒ่าชั่วเหลยพลันแปรเปลี่ยน หัวใจสั่นสะท้าน
นี่คืออํานาจต่อสู้ของชายหนุ่มในระดับสุดลึกลํ้าหรือ!?
เขาไม่กล้าลังเล กัดปลายลิ้นอย่างเฉียบขาด ฟาดแส้นักพรตอย่างรุนแรง
แส้นักพรตนั้นขาวสะอาดเยี่ยงหิมะ ตวัดคดเคี้ยวเยี่ยงธารดาราพริ้ววน สาดส่องพิรุณแสงกฎเกณฑ์แจ่มชัดอัน สามารถสังหารตัวตนระดับครึ่งเทพได้โดยง่าย
ทันใดนั้น ปราณดาบและแส้นักพรตได้เข้าปะทะ บังเกิดเป็นศึกสะท้านแดนดิน แผ่คลื่นทําลายล้างทั่วน่านนํ้าใกล้ เคียงจนคลื่นยักษ์สาดซัด วารีสะเทือนป่วนทั่วเวหา
ท้ายที่สุดก็บังเกิดเสียงคํารามสนั่น
อํานาจของแส้นักพรตเองก็ถูกสยบจนสลายหาย!! เฒ่าชั่วเหลยกระอักเลือด ร่างกระเด็นกระดอนรุนแรงออกไป ในบริเวณนั้นมีเพียงสตรีสวมหมวกไม้ไผ่สานที่รอดชีวิต ยามปราณดาบสังหารชายในชุดหนังสัตว์ ร่างของนาง
พลันถูกห่อหุ้มโดยอํานาจล่องหน เคลื่อนนางผ่านอากาศลงมายืนบนพื้น พ้นอันตรายไปในพริบตา เมื่อนางคืนสติ หญิงสาวก็เห็นภาพยามเฒ่าชั่วเหลยปราชัย และอดชะงักนิ่งกับที่มิได้ ขณะนี้ ทุกคนต่างตกตะลึง
รวมถึงอู่หลิงชง เพราะภาพนี้ชวนตะลึงมากเกินไปจริงๆ
นับแต่เฒ่าชั่วเหลยและพวกหนีหาย ผู้นําวิญญาณร้ายลงมือ จนไปถึงซูอี้นับสาม ทุกอย่างนี้เกิดขึ้นแทบพร้อม เพรียงกัน
และเมื่อซูอี้ลงมือ ก็ช้ากว่าเหตุเบื้องต้นไปนิดหน่อย
ทว่าในเหตุการณ์เช่นนี้ เพียงหนึ่งโบกแขนเสื้อของซูอี้ ตัวคนส่งปราณดาบทะยานเวหา เท่านี้ก็เอาชนะการโจมตี ของผู้นําวิญญาณร้ายลงได้แล้ว!!!
เพียงหนึ่งมือกดลงก็สังหารสองครึ่งเทพ บดขยี้เทพเทียมลงได้ทันที!! ช่างร้ายกาจเหนือใคร! สถานการณ์ศึกทั้งปวงตาลปัตรทันทีที่ซูอี้ลงมือ!! คงกล่าวได้ว่า ‘หงายมือเรียกเมฆา พลิกมือสร้างพิรุณ’ “เจ้าเด็กนี่……”
ผู้นําวิญญาณร้ายสูดปากเฮือก คู่เนตรแดงฉานเปี่ยมความตกตะลึง วิญญาณร้ายตนอื่นๆ ล้วนเปลี่ยนสีหน้า ในหมู่ทุกคนที่นี่มีทั้งเทพเทียม ครึ่งเทพ และสางเทพ!
แต่ใครเล่าจะคาดคิดว่าชายหนุ่มขอบเขตมหาศาลผู้หนึ่งจะสามารถสยบทุกคนได้?
“ข… เขา…”
สตรีสวมหมวกไม้ไผ่สานผู้ร่วงลงกับพื้นตื่นตะลึงจนพูดไม่ออก
นางจําได้ว่ายามแรกพบพวกซูอี้เมื่อครู่ก่อน ยามซูอี้บีบบังคับให้เฒ่าชั่วเหลยขอขมา นางยังคิดอยู่เลยว่าอีกฝ่ายไร้ ความกลัวไม่รู้กาล จึงรีบไกล่เกลี่ยสร้างความสงบ
ภายหลัง ยามซูอี้ตัดสินใจร่วมทาง นางนึกโมโหในใจ ด้วยคิดว่าอีกฝ่ายโง่งม กระทําการมิต่างจากหาที่ตาย
จนเมื่อครู่นี้ ยามซูอี้ข่มขู่เฒ่าชั่วเหลยและให้ตัวเลือกสองข้อแก่พวกเขา สตรีสวมหมวกไม้ไผ่สานสงสัยว่าอีกฝ่าย บ้าไปแล้วหรือ หาไม่ ไฉนจึงทําเรื่องวอนตายเช่นนี้กัน?
ทว่ายามนี้ ในที่สุดนางก็ประจักษ์ว่าอีกฝ่ายไม่ใช่ทั้งจองหองและไม่รู้ความ และยังมิใช่คนบ้าด้วย นางคิดผิดไปเอง
พลาดไปมากโข!
อีกฝ่ายอาจจะเป็นผู้ฝึกตนในขอบเขตมหาศาล แต่เป็นตัวตนร้ายกาจทรงพลังอันมิอาจคาดหยั่ง!!
เพราะเหตุนี้เอง เขาจึงกล้าดูแคลนเทพเทียมโดยไร้ความกลัว และกล้าเมินเฉยครึ่งเทพ แม้แต่สางเทพวิญญาณ ร้ายยังไม่คู่ควรให้สนใจ!!!
“พี่ชายร่วมวิถีซูเขา… แข็งแกร่งเพียงไรกันนี่?”
ชั่วขณะนี้ อู่หลิงชงเคลือบแคลงชีวิตเล็กน้อย
ในอดีตเขาเดินข้างซูอี้ ประจักษ์ต่อเหตุเข่นฆ่านองเลือดอันแทบไร้เทียมทานครั้งแล้วครั้งเล่า
เขาคิดว่าตนรู้ฝีมือซูอี้ดีพอแล้ว
ทว่ายามนี้ เมื่อเห็นการโจมตีของสางเทพตนหนึ่งถูกสกัดขวาง เทพเทียมถูกเอาชนะขาดลอย เจ้าตัวพลันรู้สึก เศร้าหมองในใจขึ้นมา
ราวกับว่า… เขาไม่เคยเข้าใจซูอี้อย่างถ่องแท้มาก่อน
ไม่มีทางคาดคิดได้เลยว่าตัวตนขอบเขตมหาศาลเช่นนี้ต้องอัศจรรย์เลิศลํ้าเพียงไร
“ยามข้าสังหาร ผู้ใดก็แย่งมิได้” ฝุ่นควันฟุ้งเวหา ซูอี้สะบัดปลายนิ้วเล็กน้อย “เทพก็ทํามิได้” วาจาเหล่านี้บ้าระหํ่าถึงขีดสุด ทว่ายามนี้ ทุกคนล้วนเงียบกริบ หัวใจเรรวนป่วนปั่น
บ้า? ไม่เลย ยามแข็งแกร่งเพียงพอสยบทั่วทิศ วาจาสามหาวเพียงไรก็ล้วนมองข้ามได้! “ว่าแล้วเชียว เจ้าสูงลํ้าเกินเทียบกับตัวตนขอบเขตมหาศาลอื่นใดๆ ตลอดกาลนานมา” ไกลออกไป เฒ่าชั่วเหลยลุกขึ้น ดวงตาดูซับซ้อน
เส้นผมของเขาสยาย ร่างกายบาดเจ็บสาหัส สายตาที่มองมายังซูอี้เปี่ยมความตกตะลึง หวาดหวั่น และไม่อยาก เชื่อ
ชั่วชีวิตของเฒ่าชั่วเหลยได้พานพบตัวตนระดับสุดลึกลํ้าอันเลิศลํ้าชวนตะลึงมามากมาย กล่าวได้ว่าแม้แต่บางคน ยืนยงสะท้านทั่วยุคสมัย!
ทว่ายามนี้ เฒ่าชั่วเหลยตระหนักแล้วว่าในโลกนี้ยังมีตัวตนระดับสุดลึกลํ้าผู้หนึ่งซึ่งแข็งแกร่งเพียงพอประหารครึ่ง เทพได้โดยง่าย
และยังสามารถจัดการกับเทพเทียมเช่นเขาได้ง่ายๆ ด้วย!! ผู้ใดเคยเห็นตัวตนระดับสุดลึกลํ้าเช่นนี้มาก่อน? ใครเล่า… จะเคยได้ยินถึงอีก?
ไม่! เพราะเหตุนี้ เขาจึงระแวดระวังไม่ให้ตนทําพลาดครั้งใหญ่!! “ไม่ง่ายเลยจริงๆ”
ผู้นําวิญญาณร้ายเอ่ยปาก “ก่อนหน้านี้ ยามมีชีวิตจนบรรลุเทพ ข้าไม่เคยพานพบผู้ใดเสมอเหมือน แต่โชคร้ายที่ ในนครสาบสูญนี้ แม้เทพมาก็ยังต้องสูญหายชั่วนิรันดร์!”
ท้ายที่สุด คู่เนตรสีแดงของอีกฝ่ายพลันแผดเผาโชติช่วง ไกลออกไป เฒ่าชั่วเหลยอดเชิดหน้าหัวเราะลั่นมิได้ “เช่นนั้นก็สาแก่ใจแท้! ท้ายที่สุดก็ตายกันหมด!!”
ซูอี้เองก็แย้มยิ้มกล่าว “เทพข้าก็ฆ่ามาแล้ว นับประสาอันใดกับสางเทพเล่า?” ทุกคน “???”
ฆ่าเทพ!!? ดวงตาของเฒ่าชั่วเหลยเบิกกว้าง ขณะที่กําลังจะกล่าวบางอย่างนั้นเอง
ฉับ! ปราณดาบสายหนึ่งแหวกเวหา สังหารเขาลงทันที ทั้งร่างและวิญญาณล้วนมลายสิ้น!
ซูอี้กระซิบ “แต่ไหนแต่ไรมาในสายตาข้า เทพเทียมเช่นเจ้าจึงไร้ค่าสิ้นดี” เหล่าผู้ฟังล้วนเงียบกริบ
“พี่ชายร่วมวิถีซูเขา… ฆ่าเทพมาแล้วหรือ?!!” มือเท้าอู่หลิงชงสั่นสะท้าน ประโยคนี้สะท้อนวนเวียนในใจ ความรู้ความเข้าใจชั่วชีวิตรวนเรร้ายแรง เขาแน่ใจว่าด้วยอุปนิสัยของซูอี้ อีกฝ่ายไม่มีทางโกหกเรื่องเช่นนี้ออกมา และนี่ยังหมายความว่าซูอี้… เคยฆ่าเทพมาแล้วจริงๆ!! “ฆ่าเทพ……” สตรีสวมหมวกไม้ไผ่สานร้องเสียงหลง
สําหรับผู้แข็งแกร่งเช่นนาง ทวยเทพนั้นเปรียบเช่นสวรรค์ ผู้ใดใต้ระดับเทพล้วนแต่เป็นมด แม้จะเป็นเทพเทียมก็ ไม่อาจเทียบเทพแท้ได้
ทว่ายามนี้ กลับมีหนึ่งตัวตนขอบเขตมหาศาลอ้างว่าเคยสังหารเทพมากับมือ!!
ใครเล่าจะกล้าเชื่อลง?
“ฆ่าเทพรึ?”
ไกลออกไป ดวงตาของผู้นําวิญญาณร้ายโชติช่วงเพลิงแดงแก่กํ่า “จริงหรือ?”
เขาเองก็ตะลึงอย่างเห็นได้ชัดเช่นกัน
ทันใดนั้น เจ้าตัวพลันตระหนักได้ว่าเสียอาการ จึงสูดหายใจลึกๆ และยิ้มเยาะทันที “เช่นนั้น เจ้ากล้าเข้าไปใน นครสาบสูญหรือไม่?”
ยามนั้น ซูอี้หันกลับมาเผชิญหน้าผู้นําวิญญาณร้ายและกล่าวว่า “ข้ามาที่นี่เพื่อเข้าไปในนครสาบสูญนี่แหละ หาก เจ้าตอบคําถามข้ามาตามตรงสักหน่อย ข้าก็ไม่ถือหากจะปล่อยเจ้ารอดไป”
หากซูอี้กล่าวออกมาก่อนหน้านี้ เสียงหัวเราะคงระเบิดลั่นเป็นแน่
ทว่ายามนี้ วิญญาณร้ายทั้งมวลต่างขําไม่ออก รู้สึกเพียงว่าวาจาเหล่านั้นกระแทกกระทั้นจริงแท้!
ผู้นําวิญญาณร้ายกล่าวอย่างไร้อารมณ์ “ข้าตายกลายเป็นสางเทพแต่เนิ่นนาน ไม่อาจเป็นอิสระจากที่นี่ได้ตลอด ชาติ ไฉนต้องกลัวการดับสูญแท้จริงด้วย?”
แล้วเขาก็กล่าวด้วยแววตาพิกล “ยิ่งมิต้องพูดถึงว่าเจ้าไม่อาจทําอันใดข้าได้จริงๆ เลยสักนิด ขอเพียงสางเทพติด อยู่ในนครสาบสูญ ก็จะมิดับมิสิ้น!”
“จริงหรือ?” ซูอี้เลิกคิ้ว
“เห็นได้ชัดว่าเจ้าไม่รู้อันใดเลยเกี่ยวกับนครสาบสูญ และยังไม่รู้เกี่ยวกับสางเทพอย่างข้าด้วย”
ดวงตาของผู้นําวิญญาณร้ายวูบไหวลี้ลับ เจือความเย้าหยอกไว้ “ที่นี่เป็นเขตหวงห้ามแห่งหนึ่งบนธารนทีสายยาว แห่งยุคสมัย ต้องคําสาปจากเทพโบราณอันเก่าแก่ หากผู้ใดตกตายที่นี่ก็จะหวนคืนเป็นผีสาง แม้จะถูกฟาดฟันตกตายก็ ยังต้องหวนคืนไร้จบสิ้น!”
“นี่มิใช่มิดับมิสิ้น อมรณานิจนิรันดร์หรอกหรือ?”
ว่าแล้วผู้นําวิญญาณร้ายก็แสยะยิ้ม “เจ้าว่าเจ้าจะทําลายข้าได้เช่นไรนะ?”
หัวใจของอู่หลิงชงร่วงลงตาตุ่ม
สางเทพไม่อาจถูกทําลายได้โดยแท้จริงหรือ? หากเช่นนั้น ก็อันตรายยิ่งแน่แท้!
ซูอี้ถูกกระตุ้นโดยความสงสัย “หมายความว่าสามคนที่ข้าฆ่าไปก่อนหน้านี้ก็จะกลายเป็นผีสางเช่นพวกเจ้าในภาย หน้าหรือ?”
“เปล่า”
ผู้นําวิญญาณร้ายส่ายหัว “พวกเขาตายนอกนครสาบสูญ ไร้โอกาสหวนชีวิตชั่วนิรันดร์!” ซูอี้เข้าใจทันที เหตุที่สางเทพไม่อาจถูกทําลายได้นั้นก็เพราะนครสาบสูญที่อยู่ไกลๆ นั่น! ทว่าซูอี้ก็มิได้เชื่อ “ยามผู้คนตกตาย เดนวิญญาณเคืองแค้นกลายเป็นอมตะ นี่มิใช่เรื่องดีเสมอไป”
ซูอี้กระซิบ “หากเข้าใจไม่ผิด เจ้าอาจอยู่ยงได้ชั่วนิรันดร์ แต่ก็ทําได้เพียงติดอยู่ในนครสาบสูญชั่วชีวิต ไม่ใช่ว่าเจ้า ยืนยงอมรณา แต่เจ้าจะอยู่ก็มิได้ แสวงหาความตายก็มิประสบชั่วนิรันดร์มากกว่า!”
“บางที นี่อาจจะเป็นคําสาปของเทพโบราณเมื่อกาลก่อน เป็นบทลงโทษอันโหดร้ายกว่าความตาย” สีหน้าของผู้นําวิญญาณร้ายพลันเปลี่ยนแปร
เขาจับจ้องซูอี้ตรงๆ แล้วเสสรวลออกมาทันใด “เจ้านี่ฉลาดจริงๆ แต่คงไม่ทราบเรื่องหนึ่งกระมัง ทว่าตลอดกาล นานมานี้ ธารนทีสายยาวแห่งยุคสมัยกําลังค่อยๆ เหือดลง……”
ทันทีที่กล่าวถึงตรงนี้ เสียงโรยราเสียงหนึ่งพลันดังขึ้นอย่างแหลมสูงเย็นชา “อวี่เฉียน เจ้าพูดมากไปแล้ว!”
ผู้นําวิญญาณร้ายชะงักค้าง ก่อนจะก้มหัวลงกล่าว “ท่านยายสั่งสอนข้าแล้ว!”
“พาคนของเจ้ากลับมาเสีย อย่าไปขวางทางคนนอกอีก หากพวกเขาเข้าเมืองมา พวกเขาก็จะเป็นพวกเดียวกับเรา ในภายหน้า และหากไม่ พวกเขาก็จะติดในน่านนํ้ารวนสวรรค์ชั่วกาล”
เสียงแหลมสูงอันโรยราดังขึ้นอีกครั้ง “ไป ให้คนนอกเหล่านั้นเลือกเอง นี่คือกฎที่เจ้าเมืองตั้งไว้”
“ขอรับ!”
ผู้นําวิญญาณร้ายรับบัญชา หันมาจับจ้องซูอี้อย่างลึกลํ้าอีกหนและกล่าวว่า “หากเจ้าไม่กลัวความตาย ก็เข้าเมือง มาได้ ภายหน้า เจ้าอาจได้ใช้ชีวิตชั่วนิรันดร์เช่นข้า”
ว่าแล้ว อีกฝ่ายก็ขี่อาชากระดูกตะบึงเข้าเมืองพร้อมวิญญาณร้ายเหล่านั้น หายลับไปในไม่ช้า
และยามนี้ สตรีสวมหมวกไม้ไผ่สานพลันพึมพําอย่างตื่นเต้น “อมตะชั่วนิรันดร์? ว่าแล้วเชียว บิดาข้าต้องยังอยู่ที่ นี่!!”