บันทึกตำนานราชันอหังการ [ 剑道第一仙 ] - บทที่ 2019 สุสาน
บทที่ 2,019 สุสาน
แดนดินแห่งนี้เวิ้งว้างกว้างใหญ่ ไร้ต้นหญ้าใดเบ่งบานงอกเงย
มีเพียงนครสาบสูญยืนยงชั่วนิรันดร์อยู่ไกลๆ เมืองยักษ์สีดํานั้นปกคลุมด้วยเมฆสายฟ้าสีเลือด ฉาบเป็นชั้นปริศนา อันชวนใจหาย
อู่หลิงชงยืนจังงังอยู่กับที่
เขายังผงะกับเรื่องที่ซูอี้เคยสังหารเทพอยู่ ขณะที่สตรีสวมหมวกไม้ไผ่สานลุกขึ้น คู่เนตรเยี่ยงระลอกสารทเปี่ยมความตื่นเต้น วาจาของผู้นําวิญญาณร้ายนาม ‘อวี่เฉียน’ ทําให้นางตระหนักว่าบิดาผู้หายไปในนครสาบสูญของนางยังอยู่!! “ไปกันเถอะ”
ซูอี้หันเดินไปยังนครสาบสูญ อู่หลิงชงฟื้นจากภวังค์ราวตื่นจากฝัน กระวีกระวาดตามชายหนุ่มไป “ผู้อาวุโส พาข้าไปด้วยได้หรือไม่?”
สตรีสวมหมวกไม้ไผ่สานรีบเดินตาม “ไม่กลัวตายหรือ?” ซูอี้กล่าว “มิกลัวหรอก”
สตรีสวมหมวกไม้ไผ่สานกล่าวโดยไม่ต้องคิด ซูอี้ไม่ได้กล่าวอันใดอีก ทําเพียงพยักหน้า ประตูนครสาบสูญสูงพันจั้ง การเดินผ่านมันทําให้รู้สึกว่าตนช่างเล็กจ้อย ทันทีที่พวกเขาเหยียบย่างผ่านประตูเมือง พวกซูอี้ล้วนมีความรู้สึกประหลาด
ราวกําลังก้าวเข้าสู่โลกอีกใบ ถูกตัดขาดการติดต่อใดๆ กับโลกภายนอกโดยสิ้นเชิง อู่หลิงชงหันกลับไปมอง แล้วทันใดนั้นก็ประหลาดใจเมื่อพบว่าทางเดินกลับถูกตัดหาย! โลกหล้านอกประตูเมืองเป็นสุญญะดํามืดพิกล ไร้ภาพใดปรากฏให้เห็น “นี่……”
หัวใจของอู่หลิงชงครั่นคร้าม เพียงเดินเข้าประตูเมืองก็เกิดเหตุมิคาดฝันเช่นนี้ จะมิให้ตกใจได้หรือ? สตรีสวมหมวกไม้ไผ่สานเองก็ผงะไป แต่เทียบกันแล้ว นางยังเยือกเย็นกว่าอยู่
นี่คือนครสาบสูญ หนึ่งในแปดเขตหวงห้ามอันลึกลับมากภัยสูงสุดในธารนทีสายยาวแห่งยุคสมัย! ทว่า หากเตรียมใจจะตายไว้ แม้เหตุประหลาดร้ายกาจจะอุบัติก็ไร้ความหมาย “มองไปข้างหน้าสิ”
ซูอี้เดินต่อ หนึ่งมือของเขาถือไหสุรา เดินเชื่องช้าเยือกเย็น ท่าทีสุขุมของชายหนุ่มทําให้อู่หลิงชงอุ่นใจขึ้นเยอะ และเมื่อเขาก้าวผ่านประตูเมืองมาเห็นภาพตรงหน้า สติที่เพิ่งสงบลงของอู่หลิงชงก็เตลิดไปอีกหน สุสาน
สุสานสุดหูสุดตา!
ท้องนภาอันปกคลุมด้วยเมฆสายฟ้าสีเลือดสาดส่องแสงสีแดงแปลกตา และสุสานอันแน่นขนัดกระจัดกระจายเต็ม พื้นก็ดูราวมหาสุสานยักษ์!
เรื่องประหลาดสูงสุดคือมีโคมไฟสีเขียวลอยเหนือสุสานแต่ละแห่ง เพลิงเขียวลี้ลับวูบไหวเยี่ยงดวงเนตรมาดร้าย นับไม่ถ้วน
เฮือก! อู่หลิงชงสูดปาก
นี่หรือคือนครสาบสูญ?
สตรีสวมหมวกไม้ไผ่สานเองก็ชะงัก คิดให้ตายเช่นไร นางก็หาคาดการณ์ไม่ว่าภายในนครสาบสูญจะเป็น ทัศนียภาพประหลาดชวนขนลุกเช่นนี้
“สุสานเหล่านี้แตกต่าง ซึ่งอาจจะหมายความว่าตัวตนและการฝึกฝนของผู้ถูกฝังจะต่างกันไปในแต่ละหลุมด้วย”
ซูอี้พลันกล่าวขึ้น
สุสานบางแห่งดูเป็นเพียงเนินดิน ขณะที่บางแห่งตระหง่านทะมึนเยี่ยงบรรพตย่อมๆ
มีกระทั่งสุสานบางแห่งที่ถูกสร้างเป็นตําหนักศาลายิ่งใหญ่!
และยังมีไม่น้อยเลย
หากไม่ใช่เพราะหน้าตําหนักศาลาเหล่านั้นมีป้ายสุสานตั้งไว้ และมีโคมไฟสีเขียวละล่องเหนือนภา เกรงว่าคงไร้ผู้ ใดเชื่อลงว่ามันคือสุสาน
อู่หลิงชงและสตรีสวมหมวกไม้ไผ่สานเองก็ตระหนักเช่นกัน
“หรือทุกคนที่มาสู่นครสาบสูญจะตกตายกันหมดแล้ว จึงเหลือเพียงสุสานเหล่านี้งั้นหรือ?”
อู่หลิงชงพึมพํา
“ผิดแล้ว ในนครสาบสูญ ความตายหมายถึงชีวิตนิรันดร์ และสุสานที่พวกเจ้าเห็นก็เป็นเพียงร่างอันเน่าเปื่อย เท่านั้น ในขณะที่จิตวิญญาณของเรายืนยงเหนือความเป็นความตาย!”
ทันใดนั้น หนึ่งเสียงแหบพร่าพลันดังขึ้นท่ามกลางท้องฟ้าอันปกคลุมด้วยเมฆสายฟ้าสีเลือด
ซูอี้เงยหน้าขึ้นมองท้องนภา และพบว่ามีเกี้ยวเจ้าสาวสีเลือดหลังหนึ่งปรากฏขึ้นเบื้องใต้เมฆสายฟ้าแต่ยามใดมิ อาจทราบ
และเสียงแหบพร่านั้นก็ดังออกมาจากในเกี้ยวเจ้าสาว
“เจ้าคือใคร?”
ซูอี้เอ่ยถาม
เจ้าของเสียงจากเกี้ยวเจ้าสาวสีเลือดเลี่ยงคําถามนั้น กล่าวเพียงว่า “พวกเจ้าเหลือเวลาไม่มาก ไปหาที่สร้างสุสาน สําหรับเลือดเนื้อพวกเจ้าเสีย”
“อสนีบาตสีเลือดเหนือนภานี้กําลังจะถูกบดบังโดยหมอกทมิฬเยี่ยงรัตติกาลนิรันดร์ และพวกเจ้าจะเสียตัวตนไป ไม่อาจหาทางกลับคืนได้อีก”
“ถึงยามนั้น ร่างเนื้อของพวกเจ้าจะไม่อาจคงอยู่ กระทั่งจิตวิญญาณยังต้องเร่ร่อนตราบนาน ไร้ที่อยู่เป็นหลัก แหล่ง เหลือเพียง… คนไร้บ้านอาศัยความเมตตาผู้อื่นเท่านั้น!”
วจีมิทันสิ้น เกี้ยวเจ้าสาวก็หายวับไป “สร้างสุสานของตัวเองหรือ?” อู่หลิงชงรู้สึกน่าขันยิ่งนัก
สตรีสวมหมวกไม้ไผ่สานเองก็ผงะไป พึมพําว่า “ยามหมอกทมิฬปกคลุมท้องนภา ร่างเนื้อจะถูกทําลาย จิต วิญญาณเร่ร่อนเหลือเพียงคนไร้บ้าน? นี่หมายความเช่นไร? หรือผู้ตกตายจะสูญสิ้นทุกสิ่งที่มีมาตลอดชีวิต?”
มันประหลาดจริงแท้ ไม่เคยได้ยินมาก่อน เมื่อมองไปยังสุสานอันแน่นขนัดห่างออกไป หัวใจของสตรีสวมหมวกไม้ไผ่สานก็ยิ่งพรั่นพรึง พวกนั้น… หรือจะเป็นสุสานที่ยอดฝีมือผู้เข้ามาในนครสาบสูญสร้างไว้ให้ตนเอง? ชวนขนลุกเกินไปแล้ว! ยอดฝีมือใดที่สามารถสัญจรผ่านธารนทีสายยาวแห่งยุคสมัยจะทําเช่นนี้? “หากไม่อยากไร้บ้านเร่ร่อน ก็ต้องขุดสุสานของตัวเอง……” ซูอี้ยิ้มอย่างไม่ถือสา “เมืองผีเช่นนี้ไฉนเลยจึงมีกฎบ้าๆ นี่? เราไปเดินดูกันหน่อยเถอะ”
ก่อนหน้านี้ เขาเห็นแล้วว่าลึกเข้าไปท่ามกลางสุสานอันแน่นขนัด มีสิ่งปลูกสร้างขนาดมหึมาปรากฏให้เห็นเป็นเงา ตะคุ่มอยู่ไกลๆ
เขา อู่หลิงชง และสตรีสวมหมวกไม้ไผ่สานจึงเดินเข้าไปทันที
ระหว่างทางมีสุสานสารพัดหลุมตั้งเรียงราย นอกจากอสนีบาตสีเลือดซึ่งแปลบปลาบกู่ก้อง ย้อมนภาแดงฉาน รอบข้างก็เงียบเชียบไร้วจี นครสาบสูญเหงาหงอยวังเวง
โคมไฟข้างทางเปล่งแสงสีเขียวเรื่อเรือง แสงเงาพร่างพรมทําให้บรรยากาศยิ่งทวีความหดหู่หงอยเหงา เปรียบเช่น ยมโลกเมืองผี
ซูอี้เดินพลางรํ่าสุรา
ทัศนียภาพลี้ลับน่าสะพรึงกลัวหาอยู่ในสายตาเขาไม่
ต้องไม่ลืมว่าเขาเคยเข้าไปในภูมิมืดมิด เห็นภาพประหลาดและภูตผีมามากมาย และตัวชายหนุ่มเองยังครอบ ครองอํานาจวัฏสงสาร จึงไม่เกรงกลัวต่อผีสางใดๆ
อู่หลิงชงตามหลังซูอี้ไปติดๆ ในใจนึกสงสัยว่าตลอดกาลนานมา ไร้ผู้ใดรอดชีวิตจากนครสาบสูญได้จริงๆ หรือ?
หากเป็นเช่นนั้น พวกเขาในยามนี้ก็จะต้องตกตายด้วยหรือไม่?
โชคดีที่อู่หลิงชงมิกลัวความตาย เขาจึงไม่ได้ตื่นตระหนก ทว่าหัวใจก็ยังเลี่ยงความระแวงเกร็งพรั่นพรึงมิได้
สตรีสวมหมวกไม้ไผ่สานมองสุสานต่างๆ ไปตลอดทาง
ตรงหน้าสุสานแต่ละแห่งมีป้ายสุสาน บ้างสลักนามเพียงอย่างเดียว บ้างไม่เพียงสลักนาม ยังมีการบันทึกประวัติ ชีวิตของผู้วายชนม์ไว้ด้วย
แล้วนางจึงอนุมานจากข้อความบนป้ายสุสานที่นางเห็นมาตลอดทางได้ว่า สุสานเหล่านี้มิได้มีเพียงของตัวตน ขอบเขตมหาศาล แต่ยังมีชาวพื้นเมืองผู้กระจัดกระจายตามที่ต่างๆ ในธารนทีสายยาวแห่งยุคสมัยอยู่ด้วย!
ก่อนตกตาย ชาวพื้นเมืองเหล่านี้ล้วนถูกศัตรูจับตัวเป็นเชลย บีบบังคับให้เข้ามาในนครสาบสูญเพื่อช่วยศัตรู สํารวจสถานที่แห่งนี้ ก่อนจะพากันตกตายที่นี่ตามกัน!
จวบยามนี้ สตรีสวมหมวกไม้ไผ่สานยังไม่พานพบสุสานของเทพใด
แปลว่าจะต้องมีเงื่อนงําอื่นแอบแฝง
หือ?
ทันใดนั้น สตรีสวมหมวกไม้ไผ่สานพลันชะงัก ร้องออกมาเสียงสั่น “นั่น… นั่นมันป้ายหลุมศพบิดาข้า!”
นางเร่งรุดไปยังสุสานแห่งนั้น ดวงตาจับจ้องนิ่งที่ป้ายสุสานเบื้องหน้า คู่เนตรเยี่ยงระลอกนํ้ายามสารทหลั่งนํ้าตา รินเป็นสองสาย
บนป้ายหลุมศพนั้นสลักข้อความไว้เพียงหนึ่งบรรทัด
‘สุสานหลีหย่งอัน’ !
นี่คือชื่อบิดาของสตรีสวมหมวกไม้ไผ่สาน
และเมื่อเห็นนามนี้ อู่หลิงชงก็ผงะไป หนึ่งข่าวลือปรากฏขึ้นในใจ
หลีหย่งอัน นักดาบไร้เทียมทานอันเจิดจรัสในธารนทีสายยาวแห่งยุคสมัยเมื่อเนิ่นนานมาแล้ว เป็นตัวตนระดับ ครึ่งเทพผู้เคยเข้าร่วมฝึกฝนในหอพิงนภา หนึ่งในเก้าสํานักเทพ
ฝีมือของเขาเลิศลํ้า สร้างวีรกรรมอัศจรรย์ครั้งแล้วครั้งเล่า ได้ขึ้นเป็นผู้อาวุโสใหญ่เข้าฝึกฝนในอาณาจักรนิตย์ทิวา ภายในชั่วกาลเพียงร้อยปี!
ยามนั้น มีผู้กล่าวว่าเมื่อเขาออกมาจากอาณาจักรนิตย์ทิวา เขาก็คงเป็นเทพไปแล้ว
ทว่าภายหลัง เกิดเหตุใหญ่สะท้านสะเทือนทั่วโลกา หลีหย่งอัน ผู้อาวุโสใหญ่ของหอพิงนภาหักหลังหอพิงนภา!
กล่าวกันว่าเพื่อบรรลุสู่เทพ หลีหย่งอันขโมยชิ้นส่วนแห่งยุคสมัยชิ้นหนึ่งจากหอพิงนภา ซึ่งทําให้หอพิงนภาสั่น สะท้านทั่วกัน
‘เทพสวรรค์ผานหู’ เบื้องหลังหอพิงนภาออกประกาศิตประกาศจับหลีหย่งอันด้วยตนเอง!
เรื่องนี้ก่อให้เกิดเสียงลือลั่นมากมายในธารนทีสายยาวแห่งยุคสมัย
และยามนั้นเองที่หลีหย่งอันผู้กลายเป็นทรชนแห่งหอพิงนภาสาบสูญไปจากธารนทีสายยาวแห่งยุคสมัย ไร้ผู้ใดรับ รู้ความเป็นความตายของเขาอีก
จนกระทั่งยามนี้ เมื่อเขามาเห็น ‘สุสานหลีหย่งอัน’ อู่หลิงชงจึงตระหนักว่านักดาบครึ่งเทพไร้เทียมทานผู้นี้ แท้จริงติดอยู่ในนครสาบสูญ!
เมื่อตระหนักเช่นนี้ อู่หลิงชงก็อดถามมิได้ “แม่นาง ไฉนท่านพ่อของเจ้าจึงมายังนครสาบสูญกัน?”
สตรีสวมหมวกไม้ไผ่สานกล่าว “เพื่อบรรลุเป็นเทพ”
อู่หลิงชงผงะไป “จากข่าวลือ ไม่ใช่ว่าเขาขโมยชิ้นส่วนแห่งยุคสมัยไปจากหอพิงนภาแล้วหรือ? ไฉนต้องเข้ามาใน
นครสาบสูญด้วยเล่า?” สตรีสวมหมวกไม้ไผ่ขมวดคิ้ว “บิดาข้ามิใช่โจรนะ! เดิมทีบิดาข้าเป็นผู้พบชิ้นส่วนแห่งยุคสมัยนั้นในเขตหวงห้าม
แห่งหนึ่ง และ ‘เทพสวรรค์ผานหู’ นายใหญ่เบื้องหลังหอพิงนภาก็รู้เรื่องนี้เข้า เขาพยายามชิงชิ้นส่วนแห่งยุคสมัยนั้นไป
เป็นของตน จึงขอให้บิดาข้าส่งชิ้นส่วนแห่งยุคสมัยนั้นให้ตนแต่โดยดี” “แน่นอน บิดาข้าย่อมปฏิเสธไม่ส่งมันให้ ทําให้เทพสวรรค์ผานหูเดือดดาล จึงใส่ร้ายบิดาข้าเป็นคนทรยศและออก
ประกาศิตไล่ล่าสังหาร” “ยามนั้น หากไม่ใช่เพราะบิดาข้าเกิดสังหรณ์ร้ายและชิงหนีไปก่อน เขาคงถูกเทพสวรรค์ผานหูนั่นฆ่าตายไปแล้ว!” อู่หลิงชงจึงตระหนักว่าที่แท้เรื่องราวเป็นเช่นนี้เอง เขาถามขึ้นอีกครั้ง “แต่ไม่ว่าอย่างไร ท่านพ่อของเจ้าก็ได้ชิ้นส่วนแห่งยุคสมัยไปแล้ว ไฉนเขาต้องมายังนคร
สาบสูญด้วย?” แววตาของสตรีสวมหมวกไม้ไผ่สานดูซับซ้อน นางกล่าวว่า “ชิ้นส่วนแห่งยุคสมัยนั้นเป็นเพียงระดับหก บิดาข้า
เป็นผู้ทะนงท้าทาย จึงไม่อาจรับได้หากจะต้องติดค้างเป็นเทพชั้นล่างชั่วชีวิตยามบรรลุเทพ เขาจึงไม่ใช้มันแล้วทิ้งชิ้นส่วน
แห่งยุคสมัยนั้นไว้ให้ข้า” “และการที่บิดาข้าเลือกมายังนครสาบสูญอย่างเด็ดเดี่ยวนั้นก็เพื่อหาชิ้นส่วนแห่งยุคสมัยอันมีระดับสูงกว่า……” นางกล่าวถึงตรงนี้ นํ้าตาก็หลั่งริน เมื่อเห็นป้ายสุสานนี้ นางหรือจะไม่เข้าใจว่าบิดาของนางตกตายในนครสาบสูญนี้แล้ว? อู่หลิงชงอดทอดถอนใจมิได้ หลีหย่งอันเป็นนักดาบระดับครึ่งเทพผู้เลิศลํ้า กระทั่งรังเกียจจะใช้ชิ้นส่วนแห่งยุค
สมัยระดับหกขึ้นเป็นเทพ คาดเดาได้เลยว่าเขาต้องเป็นผู้ทะนงเพียงไร ทว่าไฉนตัวตนเช่นนี้จึงไร้ความละอายเสียใจยามต้องตกตายในนครสาบสูญกัน?