บันทึกตำนานราชันอหังการ [ 剑道第一仙 ] - บทที่ 2020 สี่ฤดูอยู่ยง -บทที่ 2,021 ถนนยาวหมอกลับลวง
- Home
- บันทึกตำนานราชันอหังการ [ 剑道第一仙 ]
- บทที่ 2020 สี่ฤดูอยู่ยง -บทที่ 2,021 ถนนยาวหมอกลับลวง
บทที่ 2,020 สี่ฤดูอยู่ยง
ซูอี้ผู้อยู่ด้านข้างพลันถามว่า “เหตุผลที่ทําไมเฒ่าชั่วเหลยถึงยอมพาเจ้ามายังนครสาบสูญ ก็เพื่อที่จะได้รับชิ้นส่วน แห่งยุคสมัยที่พ่อของเจ้าทิ้งไว้ใช่หรือไม่?”
สตรีสวมหมวกไม้ไผ่สานพยักหน้า แล้วกล่าวว่า “ใช่แล้ว หากไม่ใช่เพราะสิ่งนั้น พวกเขาย่อมไม่กล้านําพาชีวิตมา เสี่ยงถึงที่นี่หรอก”
นางลังเลสักพัก จากนั้นจึงหยิบถุงที่ดูธรรมดาออกมาจากแขนเสื้อ ส่งให้กับซูอี้ด้วยมือทั้งสองข้าง แล้วกล่าวว่า “ผู้อาวุโส ครั้งนี้ท่านช่วยชีวิตข้าเอาไว้ อีกทั้งท่านยังเต็มใจพาข้าเข้ามายังนครสาบสูญอีก ไม่ว่าต่อจากนี้จะเกิดอะไรขึ้น โปรดนําสิ่งนี้กลับไปด้วย”
“ภายในนี้ มีชิ้นส่วนแห่งยุคสมัยระดับหกอยู่!”
อู่หลิงชงตื่นเต้น รู้สึกไม่อยากเชื่อสายตาของตัวเอง
แต่ซูอี้กลับส่ายหน้าแล้วกล่าวว่า “เจ้าเก็บมันไว้น่าจะดีกว่า”
สตรีสวมหมวกไม้ไผ่สานรู้สึกตกตะลึง นางไม่คาดคิดว่าซูอี้จะปฏิเสธโอกาสที่จะได้บรรลุเทพเช่นนี้!
นี่คือสิ่งที่คาดไม่ถึงสําหรับนาง
ทว่าซูอี้ไม่ได้อธิบาย เพียงออกเดินไปข้างหน้าต่อ
อู่หลิงชงกล่าวด้วยเสียงทุ้มตํ่าว่า “แม่นาง พี่ชายร่วมวิถีซูเพียงต้องการช่วยเจ้า และเขาไม่ต้องการรางวัลใด ดัง นั้นรีบเก็บไปเถอะ”
หลีหย่งอันภาคภูมิใจยิ่ง ทั้งยังรังเกียจที่จะใช้ชิ้นส่วนแห่งยุคสมัยระดับหกเพื่อกลายเป็นเทพ
แต่ในสายตาของอู่หลิงชง ซูอี้นั้นน่าภาคภูมิใจยิ่งกว่า!
อย่าว่าแต่ชิ้นส่วนแห่งยุคสมัยระดับหกเลย เกรงว่าต่อให้ชิ้นส่วนแห่งยุคสมัยระดับที่หนึ่งมาอยู่ตรงหน้า ก็ไม่อาจ ทําให้เขาตื่นเต้นได้!
นี่ยังไม่กล่าวถึงดาบวิถีที่ซูอี้ใช้ตอนข้ามธารสายยาวแห่งยุค……ที่เป็นสมบัติลับแห่งยุคสมัย!
หมายความว่า เขาไม่จําเป็นต้องกังวลเกี่ยวกับการจะได้พิสูจน์เต๋าเพื่อกลายเป็นเทพในอนาคต
สตรีสวมหมวกไม้ไผ่สานเก็บถุงนั้นอย่างเงียบงัน เดินไปพร้อมกับอู่หลิงชง ตามฝีเท้าของซูอี้ไป แต่ในใจของนาง พลันรู้สึกไว้วางใจในตัวอีกฝ่ายแล้ว
“เจอแล้ว”
หนึ่งก้านธูปต่อมา ร่างของซูอี้วูบไหว ก่อนจะมาถึงหน้าหลุมศพแห่งหนึ่ง
บนป้ายหลุมศพมีประโยคเดียวถูกสลักไว้
‘สี่ฤดูอยู่ยง!’
ในใจของซูอี้ ภาพของนักพรตเฒ่าที่มีรูปลักษณ์สกปรกปรากฏขึ้นมา ยืนอยู่บนยอดหน้าผาที่เต็มไปด้วยหิมะอย่าง ภาคภูมิ มือข้างหนึ่งไพล่หลังเอาไว้
มืออีกข้างถือท้องนภาเอาไว้!
เยี่ยชุนชิว
เป็นสหายคนสนิทของหวังเย่ก่อนตาย ผู้เคยถือท้องนภาไว้ในมือ ขณะกําลังสะกดและสังหารจักรพรรดิมารไป สามตน!
สี่ฤดูอยู่ยง หรูอี้น้อยวิถีเซียน สูงส่งเป็นที่สรรเสริญในโลกหล้า พบข้าประหนึ่งพบสวรรค์!
สี่ประโยคนี้แสดงถึงบุคคลตามลําดับ
เยี่ยชุนชิว เซียวหรูอี้ ซูฝูซื่อ และหวังเย่ตามลําดับ!
พวกเขาสี่คนคือสหายร่วมมหาวิถีผู้ปฏิบัติต่อกันและกันด้วยความจริงใจ ความสัมพันธ์ของพวกเขาไม่อาจแปร เปลี่ยนได้
แต่เมื่อได้เห็นประโยค ‘สี่ฤดูอยู่ยง’ ปรากฏขึ้นบนป้ายหลุมศพในตอนนี้ ซูอี้พลันเงียบไป
ถึงแม้เขาจะคาดเดาไว้อยู่แล้วว่าหลังจากผ่านไปยาวนาน สหายเหล่านี้ผู้ถูกขังอยู่ในนครสาบสูญจะตกอยู่ในความ ทุกข์ยาก แต่ทว่ามันก็ยังคงมีโอกาสและความหวังอยู่ในใจลึกๆ
แต่เมื่อได้เห็นป้ายหลุมศพในยามนี้ ความหวังที่ว่าก็พลันจางหาย อารมณ์กลายเป็นหดหู่
ถึงแม้อู่หลิงชงและสตรีสวมหมวกไม้ไผ่สานจะไม่รู้ว่า ‘สี่ฤดูอยู่ยง’ คือตัวแทนของอันใด แต่พวกเขาก็บอกได้ว่า ป้ายหลุมศพนี้น่าจะเป็นสหายเก่าแก่ของซูอี้!
ผ่านไปสักพัก ซูอี้พลันหยิบไหสุราออกมา เทลงตรงหน้าหลุมศพ พลางกระซิบว่า “เฒ่าเย่ หากเจ้าจากโลกไปแล้ว จริงๆ ข้าจะช่วยแก้แค้นให้เอง”
นํ้าเสียงของเขาสงบยิ่ง
หากทว่าเมื่อมันลอยเข้าหูของอู่หลิงชงและสตรีสวมหมวกไม้ไผ่สาน กลับทําให้ในใจของคนทั้งคู่เย็นยะเยือก สัมผัสได้ถึงจิตสังหารที่คมปลาบและเด็ดขาด
“แต่ว่าก่อนหน้านั้นข้าจะเปิดหลุมศพของเจ้า เพื่อยืนยันว่าใช่เจ้าจริงๆ หรือไม่”
ซูอี้ถอนหายใจ “อภัยให้ข้าด้วย”
เขาสะบัดแขนเสื้อ
ตู้ม!
ประกายของปราณดาบพลันปรากฏขึ้น กําลังจะแยกหลุมศพออก แต่โคมไฟสีเขียวที่ห้อยอยู่เหนือหลุมศพกลับ สั่นไหวอย่างรุนแรงขึ้นเสียก่อน
แทบจะในเวลาเดียวกัน เสียงเย็นชาพลันดังก้อง
“รนหาที่ตายนัก!!”
เสียงนี้สั่นสะเทือนโลก
จากนั้นโคมไฟสีเขียวทั้งหมดเหนือหลุมศพจํานวนมากในสุสานแห่งนี้พลันดับลง
ในเวลาเดียวกัน ปฐพีสั่นสะเทือน หลุมศพนับไม่ถ้วนต่างแตกร้าว กลิ่นอายสีดําชั่วร้ายพลันพวยพุ่งสู่ท้องนภา ปกคลุมจนทั่ว
ผ่านไปสักพัก มันเหมือนดั่งราตรีแห่งความมืดนิรันดร์คล้อยลงมา
อู่หลิงชงได้แต่ทุบตีอยู่ในใจ พลางกล่าวว่า “แย่แล้ว อสนีบาตสีเลือดบนท้องฟ้าเข้าปกคลุมแล้ว!”
ตัวตนลึกลับบนเกี้ยวเจ้าสาวโลหิตเคยกล่าวไว้ก่อนหน้านี้ว่า หากอสนีบาตสีเลือดบนท้องนภาถูกปกคลุมด้วย หมอกทมิฬเยี่ยงรัตติกาลนิรันดร์ พวกเขาจะสูญเสียตัวตนไป และไม่อาจหาทางกลับคืนมาได้อีก
ถึงยามนั้น ร่างเนื้อของพวกเขาจะไม่อาจคงอยู่ กระทั่งจิตวิญญาณยังต้องเร่ร่อนตราบนาน ไร้ที่อยู่เป็นหลักแหล่ง เหลือเพียง… คนไร้บ้านอาศัยความเมตตาผู้อื่นเท่านั้น!
ซึ่งฉากแปลกประหลาดดังกล่าวได้ปรากฏขึ้นแล้วในตอนนี้!!
ท้องนภามืดมิด หมอกทมิฬปกคลุมทั่วทั้งท้องนภา คล้ายจุดจบแห่งสวรรค์กําลังมาเยือน
ในความมืดนั้น ร่างอันดุร้ายน่ากลัวนับไม่ถ้วนได้พุ่งออกจากหลุมศพ รวมตัวกันหนาแน่น ปกคลุมท้องนภาและ ปฐพี ต่างพุ่งเข้าหาพวกซูอี้
“ฆ่า!”
“ฆ่า!”
“ฆ่า!”
เสียงคํารามสะเทือนปฐพีดังก้อง ร่างวิญญาณร้ายเหล่านั้นแยกเขี้ยวกางกรงเล็บ คุกคามด้วยความน่าหวาดกลัว เพียงพริบตา พวกซูอี้ถูกล้อมเอาไว้
เคร้ง!
ชายหนุ่มสะบัดแขนเสื้อ ส่งปราณดาบกระจายออกทั่วทศทิศ ส่องแสงเจิดจ้า ปัดเป่าความมืด ไม่ว่าจะผ่านที่ใด ร่างวิญญาณร้ายจํานวนมากก็ล้มลง
แต่เพียงชั่วพริบตา ร่างวิญญาณร้ายที่กระจัดกระจายเหล่านั้นต่างรวมเข้าด้วยกัน พุ่งเข้าหาพวกซูอี้อีกครา ขณะ ที่ไกลออกไป มีวิญญาณร้ายจํานวนมากล้อมที่นี่จากทุกทิศทาง
ฉากดังกล่าวช่างน่าสิ้นหวังนัก!
“พวกเจ้าอยู่ข้างหลังข้าไว้”
เมื่อเห็นดังนี้ ซูอี้พ่นลมออกจากจมูกเย็นชา ลุกขึ้นยืน ก่อนพุ่งไปข้างหน้าพร้อมกับอู่หลิงชงและสตรีสวมหมวก ไม้ไผ่สาน
ตู้ม!
ปราณดาบพุ่งออกไป ราวกับรุ้งทิพย์นับไม่ถ้วนที่โหมกระหนํ่าบนท้องนภา
ทว่าไม่เหมือนก่อนหน้านี้ ยามซูอี้ลงมือในครั้งนี้ ปราณดาบทั้งหมดต่างเต็มไปด้วยพลังแห่งวัฏสงสาร!
วิญญาณร้ายจํานวนมากพุ่งเข้ามา ไม่ต่างจากแมลงเม่าบินเข้ากองไฟ ก่อนถูกปราณดาบอันเจิดจ้าสังหารแล้วล้ม ลง
ซึ่งครานี้……ร่างที่แตกสลายของวิญญาณร้ายเหล่านั้นไม่ฟื้นคืนอีก
นอกจากนี้ เมื่อปราณดาบแห่งวัฏสงสารกวาดออกไป ร่างของวิญญาณร้ายเหล่านั้นล้วนแตกสลายราวกับฟองสบู่ ก่อนจะถูกบดขยี้!
เพียงชั่วพริบตา วิญญาณร้ายที่อยู่ในพื้นที่ใกล้เคียงต่างถูกกวาดล้างสิ้น
สิ่งที่เกิดขึ้นทําให้อู่หลิงชงและสตรีสวมหมวกไม้ไผ่สานแสนประหลาดใจ
วิญญาณร้ายเหล่านั้นล้วนมีพลังในการคุกคามตัวตนระดับสุดลึกลํ้า แต่เมื่ออยู่ต่อหน้าซูอี้ พวกมันกลับอ่อนแอจน ถูกสังหารได้ในครั้งเดียว ทําให้ถึงแก่ความตายอย่างง่ายดาย!
“มา!”
ทันใดนั้น เสียงตะโกนสายหนึ่งพลันดังขึ้น
บนท้องนภา อัสนีสีโลหิตที่หนาราวกับขุนเขาได้ฟาดลงมา กระแทกใส่ร่างของซูอี้ ทําให้ทั้งร่างของเขากระแทก กับพื้นราวกับดาวตก
แม้จะไม่ได้รับบาดเจ็บ แต่ก็ทําให้อับอายไม่น้อย
บนร่างกายของเขา อัสนีสีโลหิตพัวพันไปมา เต็มไปด้วยพลังคําสาปต้องห้ามแปลกประหลาด คอยกัดกร่อนพลัง มหาวิถีทั่วทั้งร่าง
อู่หลิงชงกับสตรีสวมหมวกไม้ไผ่สานตกตะลึงระคนหวาดวิตกยิ่ง
ในสายตาของพวกเขา เผยภาพของกลุ่มวิญญาณร้ายที่ขี่ม้าโครงกระดูกมาแต่ไกล
ผู้นําของพวกมันคือวิญญาณร้ายที่มีนามว่า ‘อวี่เฉียน’ !
อีกฝ่ายถือหอกไว้ในมือข้างหนึ่ง เต็มไปด้วยความดุร้าย ดวงตาเป็นสีแดงเข้ม เมื่อมาถึง เจ้าตัวพลันกวัดแกว่งหอก ในมือ ปากส่งเสียงดังสนั่นราวกับฟ้าร้อง
“คุ้มกัน!”
ตู้ม!
อสนีบาตสีเลือดอีกสายเคลื่อนลงมา ฟาดเข้าใส่ซูอี้อีกครา
สายตาของซูอี้ในตอนนี้เผยแววเย็นชา ร่างวูบไหว
ปัง! ปัง! ปัง! ปัง!
อัสนีสีโลหิตที่เดิมพัวพันอยู่รอบร่างกายของเขาแตกสลายก่อนจะเลือนหายไปอย่างช้าๆ
ขณะที่ใช้พลังแห่งวัฏสงสารอย่างเต็มกําลัง โลกลวงต้องห้ามลึกลับพลันปรากฏขึ้นที่ด้านหลัง มีหกวิถีเวียนวัฏอยู่ ในนั้น
ยามที่อัสนีสีแดงฟาดลงมา มันพลันถูกโลกมายาแห่งวัฏสงสารกวาดล้างอย่างง่ายดาย
“หืม?”
ไกลออกไป อวี่เฉียนผู้กําลังขี่ม้าโครงกระดูกพลันหน้าถอดสี “เจ้าต่อต้านคําสาปของนครสาบสูญได้อย่างไร? นี่ มันเป็นไปไม่ได้!”
อีกฝ่ายประหลาดใจอย่างเห็นได้ชัด ทั่วทั้งใบหน้าเต็มไปด้วยความไม่อยากเชื่อ
ตอนนี้ ซูอี้ทะยานขึ้นมาแล้วจนมาอยู่ใต้ท้องนภา
ดวงตาของเขาเย็นชาราวกับหุบเหว เผยกลิ่นอายน่ายําเกรง โลกแห่งวัฏสงสารหมุนวนอยู่ทางด้านหลัง เมื่อพลัง ต้องห้ามลึกลับสีดํากระจายออกมา สุญญะพลันพังทลาย
“คําสาปของเทพโบราณหรือ? ดูเหมือนจะไม่มีอันใดแม้แต่น้อย!”
ซูอี้ก้าวมาข้างหน้า หมายจะสังหารอวี่เฉียนผู้อยู่ไกลออกไป
ตู้ม!
อวี่เฉียนกวัดแกว่งหอก ดึงอัสนีสีโลหิตจากท้องนภา หมายจะสังหารซูอี้ ทว่าอีกฝ่ายกลับไม่ขยับ
ด้วยเมื่ออัสนีสีโลหิตเคลื่อนลงมา มันพลันถูกภาพมายาของโลกวัฏสงสารที่สะท้อนอยู่ทางด้านหลังกวาดล้าง จึง ไม่อาจทําร้ายเขาได้
ไร้เทียมทาน ทุกกฎเกณฑ์ไม่อาจรุกลํ้า! ฉากอันน่าเหลือเชื่อนั้นทําให้อู่หลิงชงและสตรีสวมหมวกไม้ไผ่สานประหลาดใจ ส่วนอวี่เฉียนหน้าถอดสีอย่างสมบูรณ์
เขาโจมตีอย่างบ้าคลั่ง หอกในอากาศร่ายรํา อัสนีสีโลหิตนับไม่ถ้วนเคลื่อนลงมาจากท้องนภาราวกับตรวน ศักดิ์สิทธิ์ หมายจะสังหารอีกฝ่ายให้ได้
แต่ทั้งหมดนี้ล้วนเปล่าประโยชน์! ก่อนจะถึงตัวซูอี้ พวกมันทั้งหมดต่างพังทลายจนสิ้น ก่อนจะลอยอยู่ในท้องนภา ส่วนซูอี้ก็ก้าวตรงเข้าไปหาอวี่เฉียน จากนั้นเขาก็ยกมือขึ้น ก่อนที่ปราณดาบวัฏสงสารจะเป็นราวกับกงล้อเทพที่เคลื่อนลงมาเพื่อสังหาร! วงล้อดาบหกวิถี!
ตู้ม!
ด้วยการโจมตีหนึ่งครั้ง อวี่เฉียนกับม้าโครงกระดูกที่อยู่ข้างใต้ พลันแตกสลาย กลายเป็นกลิ่นอายอันดุร้ายแปลก ประหลาด
กลิ่นอายดุร้ายแปลกประหลาดนี้ยังคงคืบคลาน ราวกับกําลังจะรวมตัวกันอีกครั้ง แต่พวกมันทั้งหมดต่างถูกกําจัดด้วยปราณดาบแห่งวัฏสงสารนี้ ก่อนจะหายลับไป กลุ่มวิญญาณร้ายขี่ม้าโครงกระดูกที่อยู่ไม่ไกลกันนั้นพลันหน้าซีดด้วยความตกตะลึง อวี่เฉียนคือสางเทพ!
ในนครสาบสูญ ด้วยพลังของคําสาปเพียงอย่างเดียว ก็มากพอจะทําลายทวยเทพที่มีชีวิต และต่อให้พวกมันถูกฆ่า ก็สามารถฟื้นกลับมาได้อย่างรวดเร็วราวกับเป็นอมตะ
แต่ตอนนี้ มันไม่เพียงถูกฆ่าด้วยดาบเท่านั้น แต่ยังถูกลบหายออกจากโลกอีกด้วย! ใครบ้างจะไม่ประหลาดใจกับเรื่องนี้?
“ถึงตาพวกเจ้าแล้ว!” ซูอี้เงยหน้ามองวิญญาณร้ายเหล่านั้น ก่อนจะพุ่งเข้าไปสังหาร
เพียงชั่วพริบตา ปราณดาบนับไม่ถ้วนพุ่งขึ้นสู่ท้องนภา กลายเป็นทะเลทุกข์ไร้ขอบเขต ในไม่ช้า มันก็กลืนกิน วิญญาณร้ายสิบสองตนที่ขี่ม้าโครงกระดูกเข้าไป
เมื่อทะเลทุกข์อันไร้ขอบเขตหายไป วิญญาณร้ายสิบสองตนนี้พร้อมกับม้าโครงกระดูกก็ถูกกวาดล้างจนสิ้น! ตอนนั้นเอง เสียงแหบพร่าพลันดังขึ้น “เจ้าทําลายคําสาปของเทพโบราณได้อย่างไร เจ้า…เป็นใครกันแน่?!” เสียงดังกล่าวเต็มไปด้วยความประหลาดใจระคนไม่สบายใจ ซูอี้เงยหน้าขึ้น พบว่าเกี้ยวเจ้าสาวสีเลือดปรากฏขึ้นจากสถานที่ไกลออกไปอีกครั้ง ตอนนี้ เกี้ยวเจ้าสาวเปิดมุมหนึ่งขึ้นมา เผยใบหน้างดงามให้ได้เห็น เป็นหญิงสาวในชุดสีแดงโลหิต สวมมงกุฎบนศีรษะ ราวกับหญิงสาวที่แต่งงานแล้ว
นอกจากนี้ ดวงตาของนางยังเป็นสีแดงเข้มดูน่าหลงใหล สีหน้าซีดเซียวโปร่งใส เมื่อผนวกกับนั่งอยู่บนเกี้ยวเจ้า สาว นางจึงดูแปลกประหลาดอย่างยิ่ง
ทว่าซูอี้กลับเมินไม่ตอบคํา ตัวคนทะยานขึ้นท้องนภา หมายจะสังหารหญิงสาวในชุดสีแดง
บทที่ 2,021 ถนนยาวหมอกลับลวง
ชิ้ง! ดาบหนึ่งพลันตัดข้ามผ่านท้องนภาอันมืดมิดและคลุมเครือ ภาวะดาบวัฏสงสาร วิเวกเร็วพลัน!
เพียงชั่วพริบตา เกี้ยวเจ้าสาวสีเลือดก็ระเบิดออก หญิงสาวผู้นั่งอยู่บนเกี้ยวหายไปในแสงสว่างวาบเช่นกัน ซูอี้พลันขมวดคิ้วแน่น
นั่นเพราะเกี้ยวและหญิงสาวบนเกี้ยวเป็นเพียงกลุ่มก้อนเจตจํานง!
หลังจากนั้น เสียงแหลมบาดหูและเย็นชาของหญิงสาวพลันดังขึ้นอีกครั้ง “ไม่ว่าเจ้าจะเป็นใคร แต่เมื่ออยู่ในนคร สาบสูญ เจ้าก็มีชะตาต้องตาย……นี่คือกฎเหล็ก!”
โดยอาศัยเพียงต้นเสียงนี้ เขาจึงไม่อาจมองเห็นได้ว่านางซ่อนอยู่ที่ใด “กฎเหล็กหรือ?”
ซูอี้ส่ายหน้าเล็กน้อย ในสายตาของเขา โลกหล้าใบนี้ไม่มีกฎเหล็กใดที่ไม่สามารถแหกได้!
โลกาเงียบสงัด แต่หมอกทมิฬหนาทึบยังคงปกคลุมท้องนภาและหลุมศพนับไม่ถ้วนในสุสาน ทว่ากลับไร้ซึ่งวิญญาณร้าย ราวกับว่าการต่อสู้ก่อนหน้านี้ ทําให้ภูตผีทั้งหมดหวาดกลัวจนซ่อนอยู่ในหลุมศพ อู่หลิงชงและสตรีสวมหมวกไม้ไผ่สานถอนหายใจด้วยความโล่งอก หากลองถามตัวเองว่าถ้าเป็นพวกเขาเล่า? คําตอบก็คงเป็น……เกรงว่าคงตายไปแล้ว!! การต่อสู้เมื่อครู่น่าสะพรึงยิ่งนัก!
โชคยังดีที่มีซูอี้อยู่ด้วย
ตอนนี้ พวกเขาทั้งคู่ต่างมองซูอี้ด้วยความตกตะลึงยิ่ง
ส่วนชายหนุ่มคล้ายกับก่อนหน้านี้เป็นเพียงเรื่องเล็กน้อย ร่างของเขาลอยกลับมาที่พื้น สะบัดมือออก ส่งปราณ ดาบแยกหลุมศพของเยี่ยชุนชิวทันที
ภาพในบริเวณเนินดินด้านล่างถูกเปิดเผยทันที
มีศพนอนอยู่ในนั้น!
เป็นชายชราในชุดคลุม หนวดเคราและเส้นผมรุงรัง นอนอยู่ที่นั่นอย่างเงียบงัน ร่างกายคล้ายอยู่ในสภาพสมบูรณ์ แต่ไม่มีชีวิตหลงเหลือ
เยี่ยชุนชิว!
เมื่อเห็นใบหน้าอันคุ้นเคยของสหายสนิทผู้นี้ หัวใจของซูอี้พลันตกไปอยู่ที่ตาตุ่ม
ไม่ต้องสงสัยเลยว่า ตอนที่เยี่ยชุนชิวเข้ามายังนครสาบสูญ เขาต้องทนทุกข์กับหายนะที่นี่ จนถึงขั้นสร้างหลุมศพ ให้ตัวเองเอาไว้ล่วงหน้า!!
หลังจากสูดหายใจเข้า ซูอี้กระซิบว่า “หากผู้คนตาย พวกเขาควรได้กลับคืนสู่รากเหง้าดั่งใบไม้ร่วง จมูกวัวเฒ่า ข้า จะพาเจ้ากลับแดนเซียนในอนาคตเอง”
ขณะกล่าว ตัวคนกําลังจะขยับ เพื่อพาร่างของเยี่ยชุนชิวออกมา
“อย่า!!”
เยี่ยชุนชิวผู้กําลังนอนอยู่ในหลุมศพพลันกล่าวขึ้น
“บัดซบ!”
อู่หลิงชงสะดุ้งด้วยความหวาดกลัว
สตรีสวมหมวกไม้ไผ่สานก้าวถอยหลังสองก้าวโดยไม่รู้ตัว
นี่เป็นการแกล้งกันหรือ?
แต่ดวงตาของซูอี้กลับทอประกายเจิดจ้า จ้องเขม็งไปยังศพของเยี่ยชุนชิว แล้วจึงกล่าวว่า “จมูกวัวเฒ่า เจ้าแกล้ง ตายอย่างนั้นหรือ?”
ก่อนหน้านี้ เขาไม่อาจปกปิดความเศร้าโศกเสียใจเอาไว้ได้ แต่ตอนนี้ตัวคนเปี่ยมด้วยกําลังใจ เศษเสี้ยวความคาดหวังผุดขึ้นมาอีกครั้ง “แกล้งตายหรือ? ไม่ ข้าตายไปแล้ว แต่วิญญาณยังคงอยู่ที่นี่ ทําให้ข้าได้ชีวิตที่สองมาครอง!” เยี่ยชุนชิวขยับปาก ก่อนพลันพ่นลูกประคําสีดําออกมา
ลูกประคํานี้แปลกประหลาดนัก มันเหมือนกับสิ่งมีชีวิต เต็มไปด้วยบรรยากาศแปลกประหลาดต้องห้าม “ส่วนเจ้า เหตุใดจึงรู้จักข้ากัน?”
ในลูกประคําสีดํามีเสียงดังขึ้น
หลังจากนั้นผู้คนถึงตระหนักได้ว่า ไม่ใช่ร่างของเยี่ยชุนชิวที่พูดเมื่อครู่ แต่เป็นลูกประคําสีดําเม็ดนี้ที่ซ่อนอยู่ในปาก ของเยี่ยชุนชิวต่างหาก!
ซูอี้ถามว่า “ใครในโลกหล้านี้จะสนใจความเป็นความตายของเจ้าบ้าง จนไม่ลังเลที่จะมานครสาบสูญกันเล่า?” ลูกประคําสีดําสั่นไหว นํ้าเสียงเอ่ยถามอย่างร้อนรนว่า “เฒ่าหวังหรือ?” เมื่อได้ยินชื่ออันคุ้นเคยนี้ ซูอี้อดไม่ได้ที่จะหัวเราะออกมา ทั่วทั้งแดนเซียน มีเพียงเยี่ยชุนชิวที่เรียกหวังเย่ว่าเฒ่าหวัง เซียวหรูอี้เคยไม่พอใจกับเรื่องนี้ คิดว่าชื่อดังกล่าวมันหยาบคายเกินไป
แต่เยี่ยชุนชิวกลับไม่ลดละ
“เฒ่าหวัง เป็นเจ้าจริงด้วย! ฮ่าๆ เจ้ายังมีชีวิตอยู่! ข้านึกแล้วว่า สหายผู้รังเกียจทวยเทพเช่นเจ้าไม่มีทางได้เดิน สะดวกอย่างแน่นอน ทําให้หญิงงามอย่างเซียวหรูอี้ต้องรํ่าไห้และเดินหน้าต่อไปอย่างสิ้นหวัง ทว่านาง……ไม่มีทางเข้าใจ เจ้าเท่าข้า!”
เสียงหัวเราะมาจากลูกประคําสีดํา มีความสุขยิ่งนัก
แต่ในชั่วพริบตา รอยร้าวจํานวนมากปรากฏบนพื้นผิวของลูกประคํา
หลังจากนั้นเสียงของเยี่ยชุนชิวเปลี่ยนไป “แย่แล้ว! ลูกประคํากักเก็บวิญญาณนี้อยู่นานเกินไป พลังใกล้จะหมด แล้ว!”
“เฒ่าหวัง! ข้ารู้ว่าไม่สามารถโน้มน้าวเจ้าได้ แต่ข้าต้องบอกเจ้าเอาไว้ ขณะที่เจ้ายังมีโอกาสต่อสู้ในนครสาบสูญใน ตอนนี้ จงอย่าถลําลึกจนเกินไป!”
“สถานที่น่าขนลุกนี้ซ่อนความน่าสะพรึงร้ายแรงเอาไว้ ต่อให้เป็นทวยเทพยังต้องเผชิญกับความทุกข์ทน!”
เมื่อเยี่ยชุนชิวกําลังจะโน้มน้าวต่อ ซูอี้พลันถามตามตรงว่า “ในเมื่อวิญญาณของเจ้ายังมีชีวิตอยู่ แล้วตอนนี้มันอยู่ ที่ใด? บอกทิศทางมา ข้าจะไปรับเจ้าเอง”
แม้คําพูดจะสงบ แต่เปี่ยมด้วยพลังที่ไม่อาจปฏิเสธได้
ซึ่งสิ่งนี้ทําให้เยี่ยชุนชิวตกอยู่ในความเงียบทันที
ผ่านไปสักพัก เขาถอนหายใจออกมา “ข้านึกแล้วว่าโน้มน้าวเจ้าไม่ได้”
“เลิกพูดจาเหลวไหลได้แล้ว รีบชี้ทางมา” ซูอี้เร่งเร้า
“เจ้าถือลูกประคํากักเก็บวิญญาณนี้ไว้ รอจนกว่าจะถึง ‘ถนนยาวหมอกลับลวง’ ที่อยู่ลึกเข้าไปในนครสาบสูญ ยามนั้นเจ้าจะสามารถสัมผัสกลิ่นอายของข้าได้เอง”
“จําไว้ เจ้าต้องซ่อนตําแหน่งตัวเองให้ดี อย่าได้รบกวนสางเทพ! เจ้าพวกนั้นล้วนเป็นเทพแท้จริงที่ตายอยู่ในนคร สาบสูญมานาน แต่ละคนน่าสะพรึงนัก…”
ก่อนจะทันได้กล่าวจบ ซูอี้หัวเราะแล้วกล่าวว่า “เจ้าบอกช้าไปก้าวหนึ่งนะ ข้าจัดการพวกมันไปหมดแล้ว”
เยี่ยชุนชิว “…”
เขากระวนกระวายใจ จนแผดเสียงคํารามอย่างเกรี้ยวกราดออกมา “เช่นนั้นทําไมเจ้าไม่หนีล่ะ! เฒ่าหวัง ครั้งนี้มัน ต่างจากคราก่อน เจ้าไม่รู้อันใดเกี่ยวกับสถานการณ์ในนครสาบสูญ ได้โปรด…”
ครั้งนี้ ซูอี้ไม่ขัดเขา แต่ลูกประคํากักเก็บวิญญาณกลับแตกสลายไปแล้ว
ขณะที่หมอกทมิฬแปลกประหลาดสลายไป เสียงของเยี่ยชุนชิวยิ่งกลายเป็นเบาบางก่อนจางหายไป
ซูอี้ยกมือขึ้นคว้าลูกประคํากักเก็บวิญญาณที่แตกสลายไว้ในมือ จากนั้นจ้องมองศพของเยี่ยชุนชิวในหลุมศพอย่าง จริงจังสักพัก ในที่สุดก็ตัดสินใจทิ้งศพของเยี่ยชุนชิวไว้ที่นี่ก่อน
“ไปเถอะ”
ซูอี้เดินไกลออกไป
ทั้งอู่หลิงชงและสตรีสวมหมวกไม้ไผ่สานจึงต่างเห็นว่า อารมณ์ของซูอี้เปลี่ยนไปแล้ว
ราวกับ…มีความสุขยิ่ง! ตั้งตารอที่จะได้พบเจอ!
‘ข้าบอกได้เลยว่า คนที่เรียกสหายเต๋าว่า ‘เฒ่าหวัง’ จะต้องเป็นเพื่อนตายของสหายเต๋าซูเป็นแน่’
อู่หลิงชงครุ่นคิดกับตัวเอง
สตรีสวมหมวกไม้ไผ่สานไม่อาจสงบสติได้ วิญญาณของเยี่ยชุนชิวยังมีชีวิตอยู่ นี่หมายความว่า วิญญาณของบิดา นางก็อาจยังอยู่ที่นั่นงั้นหรือ?
หลังจากผ่านหลุมศพนี้ไป พื้นที่ที่ปกคลุมไปด้วยหมอกทมิฬพลันปรากฏอยู่ไกลออกไป
หมอกเบาบางยิ่ง กระจายทั่วทุกทิศทาง
พอจะมองเห็นรางๆ ว่ามันคือถนนเก่าแก่ โคมไฟสลัวลอยอยู่ใต้ชายคาทั้งสองของถนนยาว ส่องแสงในหมอก ทําให้ดูหมองหม่น
ถนนทอดยาวจนมองไม่เห็นจุดสิ้นสุด
ทางเข้าถนนถูกกั้นด้วยเตาอั้งโล่
ชายชราผอมติดกระดูก นั่งยองอยู่หน้าเตา ถือปึกเงินกระดาษเอาไว้ ขณะพึมพําไปมาด้วยนํ้าเสียงขาดห้วง จน แทบไม่ได้ยิน ราวกับกําลังแสดงความเคารพและนึกถึงใครบางคนอยู่
เปลวเพลิงในเตาอั้งโล่โหมกระหนํ่า แต่เปลวเพลิงเป็นสีเขียวมันเงา ทําให้ใบหน้าซูบตอบของชายชราถูกย้อมด้วย สีเขียวดูน่าสังเวช
โลกมืดมิดหมองหม่น ถนนเส้นยาวปกคลุมด้วยหมอก
ชายชรานั่งยองอยู่หน้าเตาอั้งโล่ เผาเงินกระดาษไปพลาง บ่นพึมพําไปพลาง
เมื่อเห็นฉากนี้จากไกลๆ อู่หลิงชงและสตรีสวมหมวกไม้ไผ่สานพลันรู้สึกเย็นเยือกไปถึงกระดูกสันหลัง
ดวงตาของซูอี้หรี่ลงเช่นกัน ชายชราผู้นี้มีกลิ่นอายคลุมเครือแปลกประหลาด เห็นได้ชัดว่าต่างจากวิญญาณร้าย เหล่านั้นที่เขาเคยพบเจอก่อนหน้านี้
“ในที่สุดทั้งสามท่านก็มาถึงที่นี่”
ชายชราเงยหน้าขึ้น มองไกลออกไป ร่องรอยความโล่งอกปรากฏบนใบหน้าผอมซูบตอบ “ก่อนหน้านั้น ข้าน้อย แสดงความเคารพทั้งสามท่าน พร้อมทั้งเผากระดาษเงินที่ใช้ไม่หมดแปดชั่วอายุคน ข้าเชื่อว่าเมื่อทั้งสามคนอยู่บนถนน แล้ว จะต้องซาบซึ้งในความเมตตาของชายชราอย่างแน่นอน”
เปลวเพลิงหมองหม่น สาดส่องบนใบหน้าของชายชรา กะพริบไปมา ทําให้กลิ่นอายรอบกายของเขาดูน่าขนลุกยิ่ง นัก
อู่หลิงชงประหลาดใจ จากนั้นตระหนักได้ว่า ชายชรากําลังเผาเงินกระดาษให้พวกเขา ทําให้อดที่จะสบถไม่ได้
ซูอี้หัวเราะออกมา “งั้นหรือ เช่นนั้นขอดูหน่อยว่าใครจะส่งใครลงถนน”
เขาก้าวไปข้างหน้า
ฟิ้ว~
สายลมเย็นเยือกพัดผ่านถนนสายยาว ทําให้เปลวเพลิงสีเขียวในเตาอั้งโล่ไหววูบอย่างรุนแรง พัดเงินกระดาษบาง ส่วนกระจายไปตามพื้น
เงินกระดาษใบหนึ่งพลันระเบิดเป็นเปลวเพลิงกลางอากาศ
ในสายตาของอู่หลิงชงและสตรีสวมหมวกไม้ไผ่สาน พวกเขามองเห็นปากอันดุร้ายที่มีความยาวสามฉื่อและเต็มไป ด้วยโลหิตอยู่เหนือศีรษะของซูอี้อย่างเงียบงัน
ใบหน้าของคนทั้งสองพลันเปลี่ยนไปในทันที ยามกําลังจะกล่าวเตือน ทว่ากลับช้าไป ปากโลหิตพลันกลืนชาย หนุ่มลงไปแล้ว!
ปราณดาบพลันระเบิดออกมา คมดาบแทงทะลุผ่านปากโลหิตจนแตกสลาย
ตู้ม!
ปากโลหิตพลันแหลกเป็นผุยผง
ในเวลาเดียวกัน ซูอี้ก็ก้าวเท้าออกไป พื้นพลันแตกร้าว มีเสียงกรีดร้องอันน่าขนลุกดังมาจากใต้พื้น ทําให้ชายหนุ่มหยุดลงทันที หลังจากนั้น อู่หลิงชงและสตรีสวมหมวกไม้ไผ่สานต่างตระหนักได้ว่าใต้ดินมีจิตสังหารอีกกลุ่มแฝงอยู่! ก่อนจะทันได้คิดมากกว่านี้ เงินกระดาษสีเหลืองทั้งหมดที่ถูกสายลมพัดพาพลันลุกโชนด้วยเปลวเพลิง ทําให้เกิด
รอยร้าวนับไม่ถ้วนปรากฏขึ้นในโลกหล้าใบนี้! ธารโลหิตเชี่ยวกรากไหลออกจากท้องนภาที่แตกร้าว เมื่อธาราไหลเชี่ยว ภูตผีดุร้ายจํานวนมากต่างพุ่งออกมา มีภูเขากระดูกสูงเสียดฟ้าเคลื่อนลงมา ภูเขาเต็มไปด้วยหัวกะโหลกสีขาวราวหิมะ ส่งเสียงร้องโหยหวน
วังวนสีดําปรากฏขึ้นเช่นกัน แสงสว่างสีดําขุ่นมัวชั่วร้ายเล็ดลอดออกจากวังวน ดุจประตูนรกได้เปิดออก ปลด ปล่อยพลังกลืนกินอันน่าสะพรึงยิ่งออกมา
ผ่านไปสักพัก โลกทั้งใบตกอยู่ในความปั่นป่วน ราวกับกลายเป็นแดนชําระ! สตรีสวมหมวกไม้ไผ่สานกรีดร้องออกมา พื้นใต้เท้าของนางพลันกลายเป็นทรายดูด มือกระดูกจํานวนมากผุดขึ้นมา คว้าเท้านางเอาไว้ หมายจะดึงลงไป อู่หลิงชงหวาดกลัว
เพียงแต่เขาไม่ได้ตระหนักแม้เพียงนิดว่า มีหน้าตาบูดบึ้งปรากฏขึ้นทางด้านหลัง และมันกําลังเผยรอยยิ้มกว้าง อย่างเงียบงัน
ในช่วงเวลาอันตรายยิ่งนี้ แขนเสื้อของซูอี้พัดพลิ้ว แขนขวายกขึ้น ราวกับดาบที่ชูขึ้นสู่ท้องนภา เขาฟาดผ่าลงไป อย่างเกรี้ยวกราดในทันใด!
ตู้ม! สวรรค์และปฐพีแยกออกจากกัน ทุกสรรพสิ่งพังทลาย
เงาลวงแห่งโลกวัฏสงสารลึกลับโอ่อ่าสะท้อนอยู่ในปราณดาบ เมื่อถูกสะกดเอาไว้ ทั้งธาราสีโลหิต ธารากระดูก วังวนสีดํา แม้กระทั่งวิญญาณร้ายนับไม่ถ้วนล้วนแตกสลายราวกับเศษกระดาษ
ตู้ม!
แสงสว่างสาดส่องวาบ ความว่างเปล่าปั่นป่วน มีเสียงกรีดร้องโหยหวนชวนน่าขนลุกดังก้องขึ้นมา
หลังจากนั้น ความปั่นป่วนทั้งหมดนี้ก็ถูกทําลายจนสิ้น!
มือกระดูกที่คว้าสตรีคนนั้นไว้ถูกทําลายทีละน้อย หน้าตาดุร้ายซึ่งปรากฏอย่างเงียบๆ ทางด้านหลังของอู่หลิงชงก็ สลายไปในควันสีเทา
เพียงชั่วพริบตา อันตรายทั้งมวลต่างเลือนหายไป!
ในความว่างเปล่ามีปราณดาบวัฏสงสารลึกลับปรากฏขึ้น สั่นสะเทือนปฐพี เผยพลังสุดหยั่งที่เรียกได้ว่าเป็นอํานาจ ต้องห้าม
“กลเล็กน้อยเช่นนี้ อย่าได้แสดงให้เห็นอีก”
ซูอี้กล่าวอย่างสงบ
ตอนนี้ ชายชราร่างผอมนั่งยองตรงหน้าเตาอั้งโล่ที่อยู่ไกลออกไปลุกยืนขึ้นช้าๆ
ทําให้กลิ่นอายดุร้ายอันแปลกประหลาดอย่างสุดแสนจะบรรยาย แผ่ซ่านออกมาจากตัวอีกฝ่าย กระจายแผ่ ปกคลุมไปทางคนทั้งสาม!!!