บันทึกตำนานราชันอหังการ [ 剑道第一仙 ] - บทที่ 2031-2034
บทที่ 2031 ท่านยายผู้หลุดพ้น
จันทร์เพ็ญสีม่วงใต้ท้องนภาปริแยก อํานาจสีแดงฉานสายหนึ่งพวยพุ่งออกมา
ดูประหนึ่งโลหิตรินหลั่ง
ภูเขาเดือนม่วงอันยิ่งใหญ่ถูกผ่ากลาง มันโอนเอนเอียงข้าง เศษศิลาโปรยปรายเช่นพิรุณราวสิ่งปลูกสร้างถล่ม แหลก
ขณะนั้นฝุ่นควันคละคลุ้งทั่วฟ้าดิน ปราณทําลายล้างพุ่งกระจายเยี่ยงคลื่นธาร
สางเทพหวงเหยียนบาดเจ็บสาหัส เขาหลบไปหอบหายใจในที่แสนห่างไกล สีหน้าเปี่ยมความร้อนรนหวาดกลัว
ภัยคุกคามจากอํานาจดาบอันทรงพลังนี้แผ่กระจายทั่วฟ้าดิน!
ยามเยี่ยชุนชิวคืนสติ เขาก็เห็นว่าบนร่างสูงใหญ่อันนิ่งงันของซูอี้มีรอยปริร้าวทั่วกาย โลหิตหลั่งรินย้อมอาภรณ์ เขียวจนแดงฉาน
พลังปราณในกายชายหนุ่มปั่นป่วนเละเทะ!
เงาดาบวิถีลึกลับในมือของเขาก็เผยเค้าการแหลกสลาย
ทันใดนั้น หัวใจของเยี่ยชุนชิวพลันปวดหนึบอย่างไม่อาจบรรยาย เขากล่าวขึ้นเสียงแหบ “เฒ่าหวัง เจ้ามิเป็นไร นะ?”
“บาดเจ็บเล็กน้อยแค่นี้ ไม่ต้องพูดถึงมันหรอก”
ซูอี้กล่าวโดยมิเหลียวมอง
กาลก่อน ยามถูกอวตารเจตจํานงจอมเทพไล่ล่าในสมรภูมิแห่งยุคสมัย ซูอี้ประสบเหตุชี้วัดเป็นตายมาหลายต่อ หลายหน และบาดเจ็บสาหัสจนแทบไม่อาจเยียวยา
แม้แต่ร่างวิถีและจิตวิญญาณของเขายังแทบมอดมลาย!
เทียบกันแล้ว ศึกนี้อาจจะดูอันตรายทุลักทุเลยิ่ง แต่ก็ไม่อาจเทียบกับสถานการณ์ในสมรภูมิแห่งยุคสมัยได้
“ขอบคุณที่ช่วยข้าปลดปล่อยพันธนาการคําสาปบนร่าง!” เสียงอันเจือรอยยิ้มสะท้อนขึ้นในฟ้าดิน และสตรีผู้หนึ่งพลันพุ่งออกมาจากซากแท่นบูชาสีเลือด
นางสวมอาภรณ์แดง ผิวขาวยิ่งกว่าหิมะ รูปลักษณ์งดงามเลอโฉม เส้นผมยาวพริ้วไสวตามลม ขาวกระจ่างเช่น หิมะ กิริยาภาคภูมิผ่าเผย
“ท่านยาย!” เยี่ยชุนชิวพลันเปลี่ยนสีหน้า ซูอี้ประหลาดใจ
ในความคิดของเขา ท่านยายผู้ลึกลับน่าจะเป็นหญิงชราชั่วร้ายนางหนึ่ง ใครเล่าจะคิดว่านางจะเป็นหญิงสาวชุดแดงผู้งดงาม!
ยิ่งกว่านั้น ซูอี้ยังเคยพบนางมาก่อนแล้ว! ยามเขาอยู่ในสุสานก่อนหน้านี้ อวตารเจตจํานงของหญิงชุดแดงปรากฏขึ้นนั่งในเกี้ยวเจ้าสาวสีเลือด “ท่านยาย ผู้น้อยไร้ความสามารถ ไม่อาจพิทักษ์ ‘แท่นสักการะเบญจขันธ์’ ที่ท่านซุกซ่อนอยู่ได้” ห่างออกไป สางเทพหวงเหยียนเดินเข้ามาโค้งคํานับสตรีชุดแดง “ทําลายก็ทําลายไปสิ สําหรับข้า แท่นสักการะเบญจขันธ์นี้มีประโยชน์ไม่มากหรอก” สตรีชุดแดงกล่าวอย่างเฉยชา
รอบกายนางมีพิรุณแสงเรืองกระจ่างโปรยปราย กิริยาของนางทรงอํานาจโดดเดี่ยวเยี่ยงเทพเหนือเก้าชั้นสรวง แตกต่างจากสางเทพเหล่านั้นเป็นไหนๆ
“หมายความว่าดาบของข้าช่วยเจ้าได้มากสินะ?”
ซูอี้กล่าว “ถูกต้อง”
สตรีชุดแดงแย้มยิ้มกล่าวขึ้น ใบหน้างดงามของนางแสนสดใส
นางเหลือบมองเงาดาบวิถีในมือซูอี้ แล้วกล่าวขึ้นช้าๆ “นับแต่ยามเจ้าเข้ามาใช้อํานาจวัฏสงสารในนครสาบสูญ ข้าก็เดาได้แล้วว่าเจ้าเคยเป็นใครมาก่อน”
“จริงอยู่ที่เจ้าไร้ผู้ต้านมาตลอดทาง แต่สําหรับข้า ยิ่งเจ้าอาละวาดรุนแรงยิ่งดี”
ว่าแล้วสตรีชุดแดงก็เหยียบย่างบนอากาศ ละล่องกายสู่เบื้องบนภูเขาเดือนม่วงอันถูกสะบั้นแยก หันหลังให้จันทร์ เพ็ญสีม่วงเหนือนภา ดวงตาจับจ้องซูอี้ แย้มยิ้มเปี่ยมปรีดา
นางหารีบร้อนไม่
ซึ่งสิ่งนี้ทําให้หัวใจของเยี่ยชุนชิวหนักอึ้ง
ท่านยายคือเจ้านครสาบสูญ และยามนี้ เมื่อนางสะบั้นคําสาปหลุดจากพันธนาการ นางก็ย่อมร้ายกาจน่าสะพรึง กลัวกว่ากาลก่อนมากนัก
เทียบกันแล้ว เก้าสางเทพพิทักษ์หาเทียบติดไม่!
ขณะเดียวกัน ซูอี้ก็ยังเฉยชาเช่นก่อน
แม้โลหิตจะทะลักรินไม่ขาดสาย พลังปราณอ่อนแอลงทุกขณะ แต่เขาหาสนใจไม่
ทว่าเขาก็เห็นได้เช่นกันว่าสตรีชุดแดงกําลังพยายามยื้อเวลา
แต่ตัวซูอี้เองก็ไม่ได้รีบร้อน
“นครสาบสูญนี้เป็นเช่นเรือนจํา นับแต่เนิ่นนาน ผู้เหยียบย่างเข้ามาจะถูกจองจําชั่วนิรันดร์ บ้างกลายเป็นผู้เร่ร่อน บ้างกลายเป็นสางเทพอย่างข้า”
สตรีชุดแดงรําพึง “ที่นี่ ข้าได้เห็นผู้คนมากมายถูกล่ามตรวน อยู่ก็มิได้ ตายก็มิอาจ แม้ร่างวิถีจิตวิญญาณแหลก สลาย พวกเขาก็ยังฟื้นคืนได้ด้วยอํานาจคําสาป ทุกข์ทนแสนสาหัสยิ่งกว่าการทรมานใดในหล้า”
ทันใดนั้น นางก็เปลี่ยนประเด็นกล่าว “โชคดีที่ท่านมา พร้อมด้วยอํานาจวัฏสงสารอันห่างหายแสนนานจาก พิภพ!”
คู่เนตรงดงามของนางเรืองรองเช่นผืนนที สีหน้าเปี่ยมความซาบซึ้ง “กล่าวได้ในระดับหนึ่งเลยล่ะว่าเจ้าเป็นผู้ช่วย ชีวิตข้า”
ซูอี้กล่าวเนิบๆ “เช่นนั้น เจ้าก็ต้องคุกเข่าลงหัวแนบพื้นขอบคุณข้าน่ะสิ?”
รอยยิ้มบนใบหน้าสตรีชุดแดงชะงัก ก่อนจะส่ายหน้าและกล่าวขึ้นทันที “ข้าไม่ชอบประชันด้วยวาจา ผู้ไร้สามารถ ทําได้เพียงระบายโทสะด้วยวจีเท่านั้น”
ซูอี้กล่าว “หากเป็นเช่นนั้น ไฉนเจ้าต้องพูดพล่ามมากความด้วย? ลงมือสิ!”
บรรยากาศพลันหดหู่เครียดขึง
สตรีชุดแดงจ้องมองซูอี้อย่างลึกลํ้า “ข้าติดอยู่ที่นี่มาเนิ่นนาน และยามนี้เมื่อคืนอิสระ ข้าก็มิอาจเสี่ยงอีกแล้ว”
ซูอี้แค่นยิ้ม “สรุปก็คือ แค่กลัวจนไม่กล้าลงมือบุ่มบ่ามสินะ”
“จะว่าเช่นนั้นก็ได้”
สตรีชุดแดงกล่าวอย่างมิคิดมาก “หลังทุกข์ทรมานมาแสนนาน สําหรับข้า การมีชีวิตนั้นสําคัญสุด ดังนั้นหากไม่ จําเป็น ข้าก็ไม่อยากแตกหักกับคนอันตรายเช่นเจ้าหรอก”
ซูอี้ “……”
เยี่ยชุนชิว “……”
ทั้งสองล้วนคิดว่าหลังเจ้านครสาบสูญปรากฏตัว พวกเขาจะต้องเผชิญศึกยิบตา
แต่ใครเล่าจะคิดว่าอีกฝ่ายไม่คิดประชัน!
“ประหลาดใจหรือไม่?”
สตรีชุดแดงแย้มยิ้มพริ้มพราย
ซูอี้กล่าวเนิบๆ “อุบัติเหตุคืออุบัติเหตุ แต่ที่นี่วันนี้ เจ้าต้องตายเสีย!”
สตรีชุดแดงหรี่ตาลง ก่อนจะแย้มยิ้มกล่าวขึ้นทันที “หากข้าบอกว่าซูฝูซื่อกับเซียวหรูอี้ยังไม่ตาย เจ้าจะยังคิดสู้ แลกชีวิตกับข้าอยู่หรือไม่?”
ซูอี้นิ่งไป
เยี่ยชุนชิวผงะ “พวกเขา… ยังไม่ตายหรือ!?”
สตรีชุดแดงกล่าว “เยี่ยชุนชิว เจ้าอยู่กับข้ามาตั้งนาน ไฉนเลยจึงลืมว่าในนครสาบสูญนี้ ความตายแทบเป็นไปไม่ ได้เลย?”
สีหน้าของเยี่ยชุนชิวดําคลํ้า “แต่ตลอดกาลนานมา ผู้ตายด้วยมือเจ้าก็ยังมีไม่ใช่หรือ?”
สตรีชุดแดงแย้มยิ้มส่ายหน้า “แม้ข้าจะใช้อํานาจคําสาปเทพโบราณได้ แต่ข้าเองก็ติดตรวนอํานาจนั้นอยู่ ไม่อาจ ฆ่าใครในนครนี้ได้โดยแท้จริงหรอก”
“ผู้ที่เจ้าคิดว่าตกตายด้วยนํ้ามือข้า แท้จริงก็แค่ถูกข้าผนึกไว้เท่านั้น เพราะถึงอย่างไร พวกเขาก็ขัดต่อจํานงข้า หากไม่ลงโทษสถานหนัก ใครเล่าในนครสาบสูญจะเชื่อฟังข้า?”
“แต่ข้าก็ต้องจนใจแหละนะ แม้จะอยากฆ่าพวกเขาเพียงไรก็ทําไม่ได้ ทําได้เพียงขังไว้เท่านั้น”
“เจ้าจึงคิดว่าพวกเขาล้วนตายกันไปหมด”
เมื่อทราบสัจธรรมเช่นนี้ สีหน้าของเยี่ยชุนชิวก็ดูรวนเร ไม่รู้จะปรีดาหรือเสียใจดี
ใช่แล้ว ในนครสาบสูญนี้ ทุกคนล้วนอมรณา!
อยู่มิได้ ตายมิเป็น!
นี่คืออํานาจคําสาปของเทพโบราณ!!
ซูอี้พลันกล่าวขึ้น “หากเป็นเช่นนั้น ไฉนไม่ปล่อยตัวประกันออกมาแต่แรกเล่า?”
สตรีชุดแดงกล่าวเนิบๆ “หากมิสําแดงฝีมือคู่ควร จะให้ข้าปล่อยคนเฉยๆ ได้เช่นไร? ช่างน่าขัน หากเจ้าไม่อาจบุก มาที่นี่ได้ จะมีคุณสมบัติอันใดให้ข้าปล่อยคนกัน?”
ซูอี้กล่าว “แล้วข้ารับใช้ของเจ้ามิตายเปล่าหรือ?”
“สําหรับพวกเขา ความตายไม่ใช่การปลดปล่อยหรือไร?”
ดวงตาของสตรีชุดแดงปรากฏความเย้ยเยาะ “ข้ามิคาดเลยว่าเจ้า ตัวตนผู้เคยโด่งดังเป็นที่หวาดกลัวในโลกเทพ จะมีหัวใจอ่อนโยนเมตตาหลังเวียนวัฏฝึกฝนใหม่ ข้าไม่คิดสนใจ แต่ไฉนเจ้าต้องเสแสร้งเมตตาด้วย?”
ซูอี้กล่าว “ข้าพูดเรื่องความเมตตามิได้หรอก แต่หากผู้ใต้บัญชาข้าถูกส่งไปตาย ข้าก็ไม่อาจเอาหูไปนาเอาตาไปไร่ ได้แน่”
ข้างกายเขา หัวใจของเยี่ยชุนชิวสั่นสะท้าน จริงดั่งว่า หากเฒ่าหวังเป็นคนเห็นแก่ตัว วันนี้มีหรือเขาจะบุกมายังนครสาบสูญ? มีหรือจะบุกมายังยอดเขาเดือนม่วงเพื่อช่วยล้างแค้นแก่เซียวหรูอี้และซูฝูซื่อ?
เทียบกันแล้ว อุปนิสัยและวิธีการของ ‘ท่านยาย’ นี่เย็นชาไร้ปราณีเกินไปจริงๆ! หากผู้ใต้บัญชารับใช้นางมาได้ยิน เข้า คงไม่รู้จะรู้สึกเช่นไร!
“วิถีเทพนั้นไร้เมตตา บนหนทางแสวงวิถี ทั้งความเป็นตาย เกียรติภูมิความเสื่อม เจ็ดอารมณ์หกปรารถนา กระทั่งความรู้สึกแห่งมนุษย์ก็เป็นเพียงมายา”
สตรีชุดแดงกล่าวด้วยแววตาเฉยชา “มีเพียงวิถีที่บรรลุเท่านั้นคือสัจธรรม! เจ้าและข้าต่างวิถี ย่อมมิอาจเทียบกัน ได้”
ว่าแล้วนางก็โบกมือออกไป “หวงเหยียน ส่งวิญญาณของซูฝูซื่อและเซียวหรูอี้ให้เขา” “ขอรับ!”
หวงเหยียนก้าวออกมาเปิดม้วนไม้ไผ่ในมือ ปรากฏว่าภายในม้วนไม้ไผ่นั้นมีนามสกุลถูกสลักเรียงราย แต่ละนามล้วนแปรมาจากอํานาจคําสาปแดงฉาน หวงเยียนยกมือขึ้นชี้สองสกุล ‘เซียว’ และ ‘ซู’
วูบ!
แสงสีเลือดพร่างพรม สองร่างปรากฏขึ้นบนอากาศ หนึ่งเป็นสตรีเปรอะเลือด ผมเผ้ายุ่งกระเซิง หนึ่งเป็นบุรุษผู้หล่อเหลาเช่นชายหนุ่ม สวมอาภรณ์ยาวเรียบง่าย เซียวหรูอี้และซูฝูซื่อ
ทว่าทั้งสองเหลือเพียงจิตวิญญาณ ดวงตาแดงฉาน เห็นได้ชัดว่าถูกคําสาปเทพโบราณพัวพัน กลายเป็นผู้เร่ร่อน! แม้ซูอี้จะเตรียมใจไว้ก่อน ยามได้เห็นสหายเก่าในอดีตชาติอยู่ในสภาพเช่นนี้ เขาก็อดรู้สึกไม่สบายใจมิได้
กาลก่อน แม้เซียวหรูอี้จะเกิดมาเป็นหญิง ทว่านางก็แกร่งกล้าท้าตะวันจันทรา ผ่าเผยสบายใจ เป็นเซียนปีศาจไร้ เทียมทานผู้ขึ้นถึงจุดสูงสุดแห่งวิถีเซียน และ ‘จักรพรรดิปีศาจหรูอี้’ ผู้มีปีศาจนับหมื่นเทิดทูน
นางมักรําพึงบ่อยครั้งว่าโลกนี้มีจุดบกพร่อง ชีวิตมีความอาวรณ์ นางไม่ได้ไขว่คว้าหาความสมบูรณ์แบบ แต่ ปรารถนาเพียงเล็กน้อยเพื่อให้นางสุขสบาย
และอุปนิสัยของซูฝูซื่อก็บ้าคลั่งความทะนง เป็นยักษ์ใหญ่คํ้าสวรรค์ ณ ยอดเหนือวิถีเซียน โดดเด่นตะลึงยุคสมัยมิ ต่างกัน!
ทว่ายามนี้ ทั้งสองต่างกลายเป็นผู้เร่ร่อน สติสับสนชวนเวทนา! ยังดี
พวกเขายังมีชีวิตอยู่ นี่นับว่าเป็นโชคในคราวเคราะห์อันเกินคาดหมายของซูอี้ กล่าวได้ว่าเป็นเรื่องชวนประหลาดใจ! “ยามนี้ เจ้ายังคิดสู้แลกชีวิตกับข้าหรือไม่?”
สตรีชุดแดงจับจ้องซูอี้ สายตาของซูอี้กวาดมองเซียวหรูอี้และซูฝูซื่อ ก่อนจะกล่าวอย่างเยือกเย็น “แน่นอน” ทันใดนั้น ไม่เพียงสางเทพหวงเหยียนและเยี่ยชุนชิวเท่านั้น สตรีชุดแดงยังอดตะลึงตกใจด้วยมิได้ “เพราะข้ามีนํ้าใจมากไปหรือเปล่าหนอ เจ้าจึงคิดได้คืบเอาศอกได้?” สตรีชุดแดงขมวดคิ้ว รอยยิ้มบนใบหน้างดงามเลือนหาย ในแววตาวูบไหวปรากฏความเยียบเย็นขึ้นจางๆ บรรยากาศพลันตึงเครียด!
บทที่ 2,032 ต่างผู้ล้วนเผยไพ่ชัดแจ้ง
ท่ามกลางบรรยากาศอันตึงเครียด ซูอี้พลันกล่าวลอยๆ ขึ้นมาว่า “ในสายตาเจ้า การเป็นฝ่ายส่งสหายเก่าทั้งสอง ของข้าออกมานับเป็นนํ้าใจสูงสุดแล้ว”
“แต่ในสายตาข้า นี่เป็นเพียงการชดเชยความผิดอย่างขอไปทีเท่านั้น! เพียงเรื่องนี้ย่อมไม่อาจสลายความ บาดหมางนี้ได้หรอก”
นับแต่เข้ามาในนครสาบสูญ ชายหนุ่มต้องทนการโจมตีสารพัด กว่าจะบุกมาถึงที่นี่ได้ช่างยากเย็น แต่อีกฝ่ายกลับ อยากหยุดเพียงเท่านี้ ทว่า……เหตุใดมันจึงต้องง่ายเพียงนั้นด้วยเล่า?!
จริงอยู่ว่าการที่เซียวหรูอี้กับซูฝูซื่อยังมีชีวิตอยู่ จะเป็นสิ่งที่เขาประหลาดใจยิ่ง แต่ทั้งหมดนี้ไม่อาจลบล้างจิตสังหารในใจของชายหนุ่มได้ สตรีชุดแดงผู้ถูกเรียกว่า ‘ท่านยาย’ คนนี้ต้องชดใช้! สีหน้าของสตรีชุดแดงที่อยู่ไกลออกไปเย็นเยียบ “งั้นหรือ เช่นนั้นก็ว่ามาว่าข้าควรชดใช้เช่นไร?” ซูอี้กล่าว “ทิ้งชีวิตเจ้าเสีย!”
ตู้ม!
สิ้นคํา เขาก็ลงมือโจมตี เงาดาบวิถีในมือพุ่งทะยาน ปลดปล่อยอํานาจดาบสูงสุดอันสะท้านนภาสะเทือนแดนดิน ฟาดฟัน
ฮุ่นตุ้นแผ่กระจาย แสงเงาวัฏสงสารปกคลุมท้องนภา ราวกับโลกหล้าวัฏสงสารได้ปรากฏขึ้นภายใต้ดาบนั้น “ไป!”
สตรีชุดแดงไหวร่างก่อนจะยกมือขึ้น ตู้ม!
จันทร์เพ็ญสีม่วงเหนือนภาพลันถล่มเยี่ยงวงล้อแสง เปล่งรัศมีสีม่วงประหนึ่งคลื่นธาร ทันใดนั้น เสียงกระทบดังสนั่นก็สะท้านแดนดิน ภาวะดาบวัฏสงสารเผชิญหน้ากับจันทร์เพ็ญสีม่วง บังเกิดเป็นคลื่นอํานาจทลายโลกา
ภูเขาเดือนม่วงซึ่งถูกผ่าแยกไปแล้วไม่อาจคงตัวได้อีกต่อไป มันถล่มลงกับพื้น ท้องนภาในระยะสามหมื่นจั้งพัง ทลาย กลายเป็นภาพอันโกลาหล
เปรี้ยง!!!
เพียงชั่วพริบตา จันทร์เพ็ญมโหฬารสีม่วงก็ระเบิดออก สตรีชุดแดงถูกกระทบไปด้วย ร่างผอมเพรียวของนางกระเด็นกระดอน บาดแผลมากมายปรากฏขึ้นบนผิวกาย ทว่ากลับไร้โลหิต เหตุผลนั้นง่ายดายมาก ไม่ว่า ‘ท่านยาย’ ผู้นี้จะทรงพลังเพียงไร นางก็เป็นสางเทพผู้หนึ่งเช่นกัน!
ทว่าเหตุเกินคาดฝันกลับบังเกิด หลังจันทร์เพ็ญสีม่วงสั่นคลอน ทันใดนั้น มันก็หดตัวลงจนกลายเป็นตราประทับ โบราณสีม่วงที่มีรูปทรงคล้ายจันทร์เสี้ยว ซึ่งสตรีชุดแดงคว้าไว้ในมือ
“ฮ่าๆ!”
สตรีชุดแดงเชิดหน้าหัวเราะลั่น เรือนผมสีขาวเยี่ยงหิมะสยายยาวร่ายระบํา เผยความลิงโลด “หนนี้ ข้าต้อง ขอบคุณเจ้าอีกครั้งนะที่ให้ข้าครอบครอง ‘ตราประทับสาปเทพ’ ได้ง่ายๆ!”
“จากนี้ไป ข้าก็ถือได้ว่าเป็นเจ้านครสาบสูญนี้โดยแท้จริง! จะทําการใดก็ย่อมได้!” สีหน้าของเยี่ยชุนชิวไม่น่ามอง นางมารเฒ่านี่หลอกกันอีกแล้วหรือ!? ตราประทับสาปเทพนั้นลือกันว่าถูกเทพโบราณทิ้งไว้ และเป็นแก่นที่มาของนครสาบสูญนี้! การควบคุมตราประทับนี้ก็เท่ากับกลายเป็นผู้ควบคุมนครสาบสูญโดยแท้จริง! “นี่คือสิ่งที่เจ้าหมายตาไว้หรือ? น่าเสียดายที่เจ้าดีใจเร็วไป”
ซูอี้ส่ายหน้า
ว่าแล้ว ร่างของเขาพลันสะท้านไหว ตู้ม!
บาดแผลบนร่างของชายหนุ่มฟื้นกลับมาในฉับพลัน
พลังปราณซึ่งเดิมปั่นป่วนได้กลับคืนสู่ความทรงพลังยิ่งยวด มันเดือดพล่านอย่างยิ่ง ขณะกู่ก้องราวอัสนีสะท้าน จักรวาล
สิ่งที่ยิ่งอัศจรรย์กว่านั้นคือ อํานาจของเขาทะยานสูงขึ้นอีกเป็นไหนๆ!
“หือ?”
เยี่ยชุนชิวผงะ ตระหนักได้ทันทีว่าเฒ่าหวังแสร้งอ่อนแอลวงศัตรู แสร้งเป็นหมูเพื่อหลอกกินพยัคฆ์!!!
“ข้าอุตส่าห์เป็นห่วง เจ้าคนนี้กลับเสแสร้งเก่งแท้!” เยี่ยชุนชิวทั้งปรีดาและหงุดหงิด ก่อนหน้านี้เขาอุตส่าห์เป็น ห่วงเจ้านี่มาไม่รู้กี่หน
ใครเล่าจะคาดคิดว่าเสแสร้งทั้งเพ!
“เจ้า……”
เสียงหัวเราะของหญิงชุดแดงที่อยู่ไกลออกไปหยุดลงกะทันหัน คู่เนตรงดงามเบิกกว้าง ตะลึงอึ้งอย่างชัดเจน ใบหน้าสะสวยของนางนิ่งงัน
“ประหลาดใจหรือ? ก็แค่กลเล็กน้อย ไร้ค่าใดๆ”
ซูอี้กล่าวเนิบๆ ‘ท่านยาย’ ลึกลับนี่ไม่เคยเผยร่องรอยออกมา แล้วซูอี้หรือจะปล่อยใจไร้กังวล? เขาย่อมต้องเตรียมตัวสักหน่อย! ในศึกสังหารก่อนหน้านี้ ชายหนุ่มรู้ดีว่าทุกการเคลื่อนไหวของเขาอยู่ในสายตาของอีกฝ่าย ดังนั้นเขาจึงซ่อนอํานาจส่วนหนึ่งไว้ตั้งแต่แรก เพื่อไม่ให้อีกฝ่ายหยั่งเชิงได้ เมื่อเผยคมต่อสู้กันจริงๆ อีกฝ่ายจะได้ถูกปราบลงโดยไม่ทันตั้งตัว!
และเมื่อถึงกาลชี้วัดแพ้ชนะในยามนี้ ชายหนุ่มจึงมิยั้งมืออีกต่อไป “เจ้าเล่ห์นัก!” ดวงตาของสตรีชุดแดงเย็นเยียบ เห็นได้ชัดว่าไม่อาจสงบใจลงได้ “เมื่อเทียบกับเจ้าแล้ว นี่เป็นเพียงอุบายเล็กน้อยเท่านั้น”
ซูอี้กล่าวเนิบๆ
สตรีผู้นี้หลอกให้เขาทําลายคําสาปให้นาง ซํ้ายังหลอกให้เขาสยบอํานาจตราประทับสาปเทพ เมื่อเปรียบเทียบ ความเพทุบายกันแล้ว เขายังเทียบไม่ติดเลย
สตรีชุดแดงเกลี่ยเรือนผมเงินขาวข้างหูและกล่าวว่า “ในเมื่อทุกคนล้วนเผยไพ่ตายออกมาแล้ว ข้าว่าเราก็ไม่ จําเป็นต้องตัดสินเป็นตายกันเลย เจ้าต้องการการชดใช้เช่นไรก็ขอให้กล่าวมา ขอเพียงสลายโทสะในใจเจ้าได้ เจ้าก็ว่ามา เถอะ”
ซูอี้ชี้ตราประทับสาปเทพในมือสตรีชุดแดง “ส่งสมบัตินี่มา แล้วข้าจะให้โอกาสเจ้าเจรจา”
สตรีชุดแดงหัวเราะเย้ยหยัน ดวงตาเปี่ยมโทสะ “ข้าคิดสลายความขัดแย้งอย่างจริงใจ แต่เจ้ากลับไม่ยอมพอ คิด จะสู้จนตัวตายหรือไร?”
“ลองดูไหมเล่า?”
ซูอี้กวัดแกว่งดาบโจมตี
ตู้ม!
ดาบวิถีอันแปรเปลี่ยนจากอํานาจดาบเก้าคุมขังในมือเขาทวีความสมจริงขึ้นเรื่อยๆ อํานาจดาบสูงส่งพาดผ่านท้อง นภา ฟาดฟันลงมาสู่แดนดิน
สตรีชุดแดงถือตราประทับสาปเทพในมือ ใช้งานมันอย่างเต็มกําลัง
ทันใดนั้น ฟ้าดินก็แปรเปลี่ยนสีสัน อํานาจกฎบัญญัติสีเลือดได้ปรากฏขึ้นบนอากาศ ทั่วทั้งนครสาบสูญดูจะ คํารามเลื่อนลั่น
ขณะนี้ สตรีชุดแดงนั้นคือนายสูงสุดเหนือบัญญัติฟ้าดินอันแท้จริง มีอํานาจสั่งการสรรพสิ่งเบ็ดเสร็จ!
ทว่าการโจมตีของนางก็ถูกดาบของซูอี้บดขยี้! เปรี้ยง!!
กฎบัญญัติสีเลือดบนท้องนภาแหลกสลาย แปรเปลี่ยนเป็นพิรุณแสงพร่างพรม อํานาจกดดันของดาบเล่มนั้นเมินเฉยต่อฟ้าดินราวไร้ตัวตน อหังการใดต้านสยบ! แม้จะเตรียมใจไว้แล้ว แต่นางก็ยังถูกอํานาจดาบสายนี้ซัดใส่ ร่างปลิวกระเด็นอย่างรุนแรง ร่างบอบบางปรากฏรอยร้าวมากมาย หัวใจของนางรู้สึกพรั่นพรึง สีหน้าแปรเปลี่ยนในที่สุด ไฉนอํานาจวัฏสงสารจึงร้ายแรงเพียงนี้?
ไม่สิ!
สิ่งที่น่าสะพรึงกลัวที่สุดคืออํานาจดาบวิถีลึกลับนั่นต่างหาก กระทั่งอํานาจตราประทับสาปเทพก็ยังไม่อาจหยุดมันได้เลย!!
เมื่อเห็นอีกฝ่ายเข้าไล่ล่า สตรีชุดแดงก็ตวาดลั่นด้วยนํ้าเสียงที่มิอาจเข้าใจ เปรียบเช่นเสียงกรีดร้องระรัวสะท้านทั่ว ฟ้าดิน
ตู้ม!
สางเทพหวงเหยียนโจมตีอย่างบ้าคลั่ง ร่างของเขาแปรเปลี่ยนเป็นสูงพันจั้งในทันใด ขณะออกหมัดชกซูอี้พร้อมด้วยอํานาจคําสาปร้ายแรง เมื่อเขาเหวี่ยงดาบ ปราณดาบสายหนึ่งพลันพุ่งทะยาน
ฉัวะ!
หวงเหยียนถูกผ่าร่างเป็นสองซีกทันที ยามสิ้นใจ ดวงตาของเขาเบิกโพลง ท่วงท่ายังคงเหวี่ยงหมัดค้าง คาดเดาได้ว่าดาบของซูอี้น่าเกรงขามเพียงไร!
ง่ายดายเยี่ยงหั่นเต้าหู้ เลื่อนลอยไร้อุปสรรค ทว่าในขณะเดียวกัน ซูฝูซื่อและเซียวหรูอี้ต่างก็พุ่งเข้าโจมตีซูอี้เช่นกัน “ข้าก็กะแล้ว”
ซูอี้ยกมือขึ้นกด ตู้ม!
ร่างของซูฝูซื่อและเซียวหรูอี้ต่างถูกอํานาจวัฏสงสารผนึกไว้ ทว่าทันใดนั้น เหตุพลิกผันหนึ่งพลันบังเกิดขึ้น…… ร่างหนึ่งพลันจู่โจมซูอี้จากทางด้านหลัง รวดเร็วเยี่ยงสายฟ้า เขาคือเยี่ยชุนชิว ตัวคนพุ่งเข้ามาใช้ดาบแทงชายหนุ่มจากทางด้านหลัง!!! เหตุกะทันหันนี้อันตรายยิ่งนัก ไร้ผู้ใดคาดคิดเลยว่าเยี่ยชุนชิวจะกบฎ! เปรี้ยง!!
เสียงสนั่นดังแหลมหู ใบดาบสัมผัสกับแผ่นหลังของซูอี้ แต่กลับไม่อาจทิ่มแทงเข้าไปได้อีก และถูกร่างของซูอี้ขวางไว้
ชายหนุ่มไม่แม้แต่หันมอง เขาทําเพียงพึมพําเบาๆ “ว่าแล้วเชียว เฒ่าเยี่ย เราคิดไว้ไม่ผิด สตรีผู้นั้นเล่นตุกติกกับ จิตวิญญาณของเจ้าจริงๆ”
ดวงตาของเยี่ยชุนชิวในยามนี้แดงกํ่า เห็นได้ชัดว่าเกิดปัญหาขึ้นในดวงจิต เมื่อเห็นว่าดาบไม่อาจทะลวงร่างของ อีกฝ่ายได้ เจ้าตัวก็คิดโจมตีอีกครั้ง
ผลก็คือ คอของเยี่ยชุนชิวถูกซูอี้คว้าไว้ และถูกอํานาจวัฏสงสารผนึกไว้ทันที “เจ้าไปพักก่อนนะ”
ชายหนุ่มกระซิบ
เหตุการณ์นี้ไม่ได้ทําให้เขาประหลาดใจแม้แต่น้อย
แม้แต่เยี่ยชุนชิวเองก็คาดการณ์ไว้แล้วเช่นกัน คนทั้งสองพูดคุยเกี่ยวกับเหตุพลิกผันอันเป็นไปได้ขณะบุกมายังภูเขาเดือนม่วงแห่งนี้แล้ว ยามนั้น เยี่ยชุนชิวเคยกล่าวว่า ก่อนจะมารับใช้ท่านยาย จิตวิญญาณของเขาเคยถูกอํานาจคําสาปกัดกร่อน และเพื่อควบคุมผู้ใต้บัญชาเช่นพวกตน ท่านยายน่าจะเล่นตุกติกกับวิญญาณพวกเขา!
สิ่งนี้เป็นการเตือนสติซูอี้
ดังนั้น แม้จะถูกเยี่ยชุนชิวลอบสังหารจากเบื้องหลังอย่างเย็นชา ชายหนุ่มก็หาประหลาดใจไม่ “แปลกจริง เยี่ยชุนชิวกับซูฝูซื่ออ่อนแอเกินไปแล้ว แผนการของข้าจึงพังไม่เป็นท่าเลยดูซิ” ไกลออกไป สตรีชุดแดงตัดพ้ออย่างเสียดายเล็กน้อย นางในเวลานี้สะบักสะบอมยิ่ง ร่างเพรียวบางได้รับบาดเจ็บอยู่หลายส่วน เรือนผมยาวสยายยุ่งเหยิง “กลอุบายใดๆ ต่อหน้าอํานาจที่แท้จริงย่อมเป็นสิ่งน่าขัน”
ซูอี้กล่าวขณะที่เดินเข้าไปหาสตรีชุดแดง “หากยังมีอุบายใด ก็แสดงออกมาเลย” สีหน้าของสตรีชุดแดงดูเข้าใจยากไปชั่วขณะ
แต่นางกลับแย้มยิ้มออกมาพลางกล่าวว่า “พอแล้วล่ะ ข้ายอมแพ้ ตราประทับสาปเทพนี้ข้ายังไม่ได้ครอบครอง โดยแท้จริง ดังนั้นให้ท่านไปแล้วกัน”
ว่าแล้ว นางก็ยกมือโยนตราประทับสาปเทพไปให้เขา
ซูอี้คว้าสมบัติชิ้นนี้ไว้ ก่อนจะผนึกมันด้วยปราณดาบเก้าคุมขังทันที “อย่าห่วงเลย ในเมื่อข้ายอมแพ้ ข้าย่อมไม่เล่นลูกไม้ใดอีกแล้ว” ดวงตาของสตรีชุดแดงวูบไหวแฝงความแดกดัน ดูเหมือนการผนึกตราประทับสาปเทพของซูอี้จะดูแสนขลาดเขลา
“จะยอมแพ้ง่ายๆ เช่นนี้จริงหรือ?”
ซูอี้ถาม
สตรีชุดแดงกล่าวเสียงเนิบๆ ว่า “ยอมแพ้ก็คือยอมแพ้ แต่จบเรื่องเช่นนี้มิได้หรอกนะ”
ว่าแล้ว นางก็ยิ้มเย้าหยอก “สิ่งที่เจ้าเห็นตรงหน้านี้เป็นเพียงอวตารจิตวิญญาณหนึ่งของข้า หากไร้เหตุพลิกผัน ร่างจริงของข้าคงออกจากนครสาบสูญนี่ไปแล้ว”
ม่านตาของซูอี้หดตัวเล็กน้อย
เขาพลันตระหนักได้ว่า สาเหตุที่สตรีชุดแดงถ่วงเวลาอยู่นั้น จุดหมายมิใช่เพื่อรับมือ แต่เพื่อปลดปล่อยร่างจริงของ นางจากนครสาบสูญ!!!
“ขัดใจมากใช่หรือไม่?”
สตรีชุดแดงเสสรวล ดวงตาแสนเย้าหยอก
ซูอี้เองก็แย้มยิ้มพลางกล่าวว่า “ยามข้าเอาชนะเจ้าได้หนหนึ่ง เช่นนั้นจะให้เจ้าพ่ายกี่หนก็ย่อมได้!”
“นอกจากนั้น จุดประสงค์ในการเดินทางมาที่นี่ของข้าก็สัมฤทธิ์ผลแล้ว ทั้งยังได้ตราประทับสาปเทพมาอีก กระทั่งสมุนรับใช้ที่เจ้าอุตส่าห์ฟูมฟักมาเนิ่นนาน หากไม่ตายด้วยมือข้าก็ถูกผนึกไว้ และนครสาบสูญแห่งนี้ในภายหน้าก็ จะอยู่ใต้อาณัติของข้า ไฉนข้าต้องรู้สึกขัดใจด้วย?”
“เจ้าต่างหากที่ขัดใจยิ่งไม่ใช่หรือ?”
ว่าแล้ว ซูอี้ก็จับจ้องสตรีชุดแดงอย่างลึกลํ้า
ทันใดนั้น รอยยิ้มของสตรีชุดแดงก็เลือนหาย
วาจาของซูอี้ไม่เพียงตบหน้านางฉาดใหญ่ มันยังเหมือนคมดาบเสียบทะลุอกอีกด้วย!
บทที่ 2,033 ข้าคือลั่วเสวียนจี ปีนี้อายุสิบแปดปี!
ใบหน้าของหญิงสาวแดงกํ่าด้วยความไม่พอใจ
ผ่านไปสักพักใหญ่ นางจึงกล่าวอย่างแผ่วเบาว่า “ความมุมานะและการวางแผนมาหลายปีถูกทําลายด้วยนํ้ามือ ของเจ้าเกือบหมด ข้าไม่ยอมง่ายๆ แน่ และข้าก็รอไม่ไหวที่จะได้ฉีกศพของเจ้าออกเป็นพันชิ้น ป่นกระดูกให้กลายเป็น ผุยผง!”
ความเกลียดชังและจิตสังหารที่มิอาจควบคุมได้ปรากฏขึ้นบนใบหน้างดงามของนาง
หลังจากนั้น นางก็ส่ายหน้าอีกครา แล้วกล่าวว่า “แต่หากเจ้ารอดชีวิตจากนครสาบสูญไปได้ เรื่องเหล่านี้จึงจะ ‘อาจ’ เกิดขึ้น”
“มีเพียงคนเป็นเท่านั้นที่จะมีโอกาสทวงคืนสิ่งที่สูญเสียไปกลับคืนมาได้ หากคนตกตาย… ทุกสิ่งย่อมสูญเปล่า!”
สตรีชุดแดงกลับมาสงบ ใบหน้าไม่มีร่องรอยโทสะอีกต่อไป
ซูอี้อดที่จะมองหญิงสาวอีกครั้งไม่ได้ ก่อนจะถามว่า “ความแข็งแกร่งที่แท้จริงของเจ้าสูงลํ้าแค่ไหน?”
ทว่าสตรีชุดแดงกลับถามสวนมาว่า “ยิ่งวิถีเต๋าสูงส่ง เจ้ายิ่งพ่ายแพ้มากเท่านั้น มันจะไม่น่าขายหน้าเอาหรือ?”
เขาตอบว่า “ผิดแล้ว เจ้าจะเข้าใจในอนาคตว่าการที่เจ้าแพ้ข้า ไม่ใช่เรื่องน่าละอายแต่อย่างใด”
สตรีชุดแดงอดไม่ได้ที่จะหัวเราะ “เจ้านี่นะ ข้านับถือเจ้านัก จะเว้นก็แต่ที่เจ้าหยิ่งยโสเกินไป จนพานให้ผู้คนอยาก จะหักกระดูกของเจ้าทีละท่อน เพื่อดูว่าเจ้าจะก้มหัวกระดิกหางขอความเมตตาอย่างไร”
ซูอี้ยิ้มขํา แล้วจึงกล่าวว่า “ตอบคําถามข้ามา แล้วข้าจะปล่อยเจ้าไป”
สตรีชุดแดงถามด้วยความประหลาดใจว่า “เหตุใดเจ้าถึงเปลี่ยนใจอีกแล้วเล่า?”
ต้องทราบก่อนว่า นางพร้อมที่จะสละร่างอวตารนี้แล้ว!
ซูอี้ตอบอย่างแผ่วเบา “นั่นไม่ใช่ร่างเดิมของเจ้า ฆ่าไปก็ไร้ความหมาย ดังนั้นสู้ให้โอกาสเจ้าได้กลับไปบอกบางสิ่ง กับร่างจริง เช่นนั้นไม่ดีกว่าหรือ”
“แล้วเจ้าต้องการฝากบอกสิ่งใด?” สตรีชุดแดงถาม
ซูอี้ตอบ “ข้าพร้อมรับการแก้แค้นทุกเมื่อ”
สตรีชุดแดงพลันขมวดคิ้วคู่หนา จ้องมองซูอี้อย่างจริงจังสักพัก จากนั้นกล่าวว่า “สมกับเป็นตัวตนที่ทวยเทพ หวาดกลัว ความกล้าและฝีมือเช่นนี้ ข้าล่ะนับถือจริงๆ”
หลังจากนิ่งไป นางก็กล่าวต่อว่า “บอกข้ามา เจ้าอยากรู้อะไร”
ซูอี้ตอบด้วยความสนใจว่า “เหตุใดพวกเขาถึงเรียกเจ้าว่า ‘ท่านยาย’ กัน?”
สตรีชุดแดง “…”
ก่อนหน้านี้ นางคิดว่าอีกฝ่ายกําลังจะถามสิ่งที่ตอบได้ยากออกมา แต่นางถึงกับต้องเสียสติ และไม่คาดคิดว่าเขา จะถามสิ่งที่ไร้สาระปานนี้!
หลังจากนั้น นางคล้ายเข้าใจความคิดของซูอี้ได้รางๆ
ที่แท้อีกฝ่ายก็ไม่ได้สนใจความลับแม้แต่นิดเดียว ดังนั้นจึงใช้คําถามเหลวไหลเช่นนี้มาเป็นข้ออ้าง เพื่อให้นางมี ทางออก!
ด้วยท่าทีนี้ มันก็ยิ่งแสดงถึงความหยิ่งผยองของอีกฝ่ายมากขึ้นไปอีก!
หลังจากสงบสติ สตรีชุดแดงพลันยิ้มหวานออกมา “ข้าคือหญิงชราผู้รอดจากยุคที่ทวยเทพโบราณเคยปกครอง โลกหล้า การที่ทวยเทพเหล่านั้นจะเรียกว่าท่านยาย มันก็คงไม่มากเกินไปใช่ไหมเล่า?”
รอยยิ้มของนางสดใสเป็นประกาย ท่วงท่าไร้ที่ติ ชุดสีแดงที่สวมพลิ้วไปมา ยิ่งขับเน้นความงามของนางมากขึ้น จึง ยากจะเชื่อมโยงคนตรงหน้ากับคําว่า ‘ชรา’ ได้
ความจริง สําหรับผู้ฝึกตนแล้ว คําว่า ‘ชรา’ ไม่ได้ใช้เพื่อบรรยายรูปลักษณ์ของคนเฒ่าคนแก่อีกต่อไป แต่เป็นการ สื่อถึงการใช้ชีวิตอันยาวนาน
“แค่นั้นเองหรือ?” ซูอี้ผงะ
สตรีชุดแดงตอบว่า “มหาวิถีเรียบง่าย ไม่ว่าทุกสิ่งในโลกนี้จะซับซ้อนเพียงใด ทันทีที่มองจนทะลุปรุโปร่ง มันก็ ไม่มีอันใดมากไปกว่านั้น”
“ตอนนี้เจ้าไปได้แล้ว” ซูอี้โบกมือ
สตรีงามเงียบไปสักพัก จากนั้นพลันยกมือขาวเรียวขึ้น ก่อนจะชี้ไปที่ดั้งจมูก “จําเอาไว้ นามของข้าคือลั่วเสวียน จี”
เสียงยังคงดังก้อง ขณะสตรีชุดแดงหันหลังแล้วก้าวไปข้างหน้า ร่างอันงามสง่ากลายเป็นสายฝนกระจ่าง
‘ลั่วเสวียนจี*[1]หรือ? หญิงสาวคนหนึ่ง กลับมีชื่อเช่นนั้น ช่างน่าประทับใจยิ่งนัก’
ซูอี้ลอบครุ่นคิด
……
ทางด้านนอกของนครสาบสูญ
น่านนํ้ารวนสวรรค์
นาวากระดูกสีขาวกําลังลอยละล่อง หญิงสาวงดงามในชุดแดงนั่งอยู่บนหัวเรืออย่างสบายอารมณ์
นางถือขลุ่ยหยกสีเขียวไว้ในมือ สายตาจ้องมองกระแสนํ้ารุนแรงที่อยู่ไกลออกไปอย่างเกียจคร้านและประหลาด ใจ
ในดวงตามีเสน่ห์คู่นั้นมีความยินดีราวกับได้เกิดใหม่
“หากคํานวณตามวงปีแห่งยุคสมัยแล้ว ข้าก็อยู่รอดมาสิบแปดยุค… แค่ไม่รู้ว่าจะมีคนอย่างข้าอยู่ในโลกหล้านี้ ที่ ยังรอดมาจากยุคของเทพโบราณหรือไม่…”
“ในเมื่อทําลายพันธนาการแห่งยุคสมัยในวันนี้ลงได้ จนได้รับชีวิตใหม่มา นับจากนี้ไป ข้าจะเปลี่ยนอายุตัวเอง ให้ อยู่ที่สิบแปดปี!”
สตรีชุดแดงครุ่นคิดวุ่นไปมา ริมฝีปากสีแดงกํ่ายกยิ้ม พลางกล่าวว่า “เกิดมาเพียงอายุสิบแปดปีเท่านั้น หนึ่งยุคก็ คือหนึ่งปี!”
ขณะพูด หางคิ้วและดวงตาของนางเผยรอยยิ้มยินดี
รอยยิ้มนั้นเจิดจ้า แต่ก็หยิ่งยโสโอหังเช่นกัน!
ทันใดนั้น ร่างหนึ่งก็ปรากฏขึ้นในนครสาบสูญ มันคือร่างอวตารจิตวิญญาณของสตรีชุดแดง!
ไกลออกไป ร่างอวตารนี้พลันกลายเป็นแสงสว่างจํานวนหยิบมือ หลอมรวมเข้ากับร่างเดิมของสตรีชุดแดง
หลังจากนั้น รายละเอียดการต่อสู้ ณ ภูเขาเดือนม่วงในนครสาบสูญ ก็ลอยมาเข้าหูของสตรีชุดแดงผู้เรียกตัวเอง ว่าลั่วเสวียนจี
ใบหน้างดงามของนางสั่นไหวชั่วขณะ นางทั้งสับสน ประหลาดใจ ตกตะลึง ไม่พอใจ และไม่เต็มใจ ผ่านไปสักพักใหญ่ หญิงสาวถอนหายใจยาวออกมา หันมองกลับไปทางนครสาบสูญที่อยู่ไกลออกไป นครโบราณขนาดใหญ่สีดํานี้ยังคงถูกปกคลุมด้วยหมู่เมฆสีโลหิตหนาแน่นเหมือนดังเดิม แต่ลั่วเสวียนจีเข้าใจว่านับจากนี้ไป นครสาบสูญนี้จะไม่อยู่ในมือของนางอีกต่อไป!
“ซูอี้ ข้าจะจําเจ้าไว้” สตรีชุดแดงถอนสายตากลับ
ไม่ใช่ว่านางกลัวตาย แต่สําหรับนาง การออกจากนครสาบสูญที่เป็นคุกอันเกิดจากคําสาปของเทพโบราณมาได้ สําคัญยิ่งกว่าสิ่งอื่นใด!
ถึงอย่างนั้น นางก็หลงเหลือเพียงจิตวิญญาณ แม้จะถูกขังอยู่ในนครสาบสูญมานานหลายปี พลังชีวิตของนางก็ได้ รับบาดเจ็บสาหัส จนถึงจุดที่อ่อนแอที่สุด
แต่ขอเพียงนางต้องการ ก็สามารถสังหารทวยเทพส่วนใหญ่ในโลกหล้าใบนี้ได้อย่างง่ายดาย! ทว่านางก็ไม่ได้เลือกที่จะทําสงครามกับซูอี้ในท้ายที่สุด เหตุผลนั้นง่ายดายมาก เพราะซูอี้ควบคุมพลังแห่งวัฏสงสาร! เพราะชาติที่แล้วของชายหนุ่มคือจอมดาบหลิงซู ผู้สร้างความตกตะลึงในโลกแห่งเทพ!! และนี่คือตัวแปรที่ใหญ่ที่สุดสําหรับลั่วเสวียนจี ยามเผชิญหน้ากับตัวแปรที่ควบคุมไม่ได้ นางจะไม่เสี่ยงชีวิต ดังนั้นหญิงสาวจึงนําร่างเดิมจรจาก
ส่วนรายละเอียดของการต่อสู้ในภูเขาเดือนม่วง ก็มากพอจะทําให้ลั่วเสวียนจีตระหนักได้เช่นกันว่า ลางสังหรณ์ ของนางไม่ได้ผิดเพี้ยน ซูอี้คือตัวแปรที่คาดเดาไม่ได้และอันตรายเกินไป!
“โลกหล้าเหมือนดั่งแดนฝันอันใหญ่โต ชีวิตเย็นสบายในยามสารท มีเพียงผู้รอดชีวิตจึงจะมีสิทธิ์ในการถกถาม มหาวิถี จะสําเร็จหรือล้มเหลวก็ไม่ต่างจากภาพมายา ถึงอย่างไรยามล้มเหลวล้วนเหลือเพียงความว่างเปล่า”
“ในอนาคต มันก็แค่การต่อสู้รอบใหม่”
สตรีชุดแดงนามลั่วเสวียนจีนั่งอยู่บนนาวากระดูก ข้ามผ่านน่านนํ้ารวนสวรรค์อันเชี่ยวกราก ทิ้งระยะห่างออกไป ไกล ก่อนที่ในไม่ช้าทั้งนางและตัวเรือจะหายลับไป
……
ณ นครสาบสูญ
ภูเขาเดือนม่วงพังทลายจนเป็นซากไปแล้ว ทุกหนแห่งรกร้าง
ร่างของซูอี้ลอยกลับมาที่พื้น นั่งขัดสมาธิบนก้อนหิน
ศึกนี้จบแล้ว
ย้อนกลับไปที่การต่อสู้อันยิ่งใหญ่ที่ประสบพบมาตั้งแต่เข้าสู่นครสาบสูญ ในใจของซูอี้ไม่ได้มีความภาคภูมิใจมาก นัก
ถึงอย่างไร เป็นเพราะวัฏสงสารที่ครอบครองรับหน้าที่บทบาทสําคัญ จึงช่วยให้ขัดขืนพลังคําสาปของเทพโบราณ ได้ และไม่ใช่เพราะชายหนุ่มทรงพลังมากพอจนสังหารสางเทพได้ดังใจต้องการ
นอกจากนี้ ดาบเก้าคุมขังก็มีส่วนช่วยเป็นอย่างมาก
ในด้านรากฐานการฝึกฝนเพียงอย่างเดียว ถึงอย่างไรเขาก็อยู่เพียงขอบเขตมหาศาล
“ขั้นต่อไป อยู่ในนครสาบสูญนี้สักพัก พัฒนาการฝึกฝนให้ถึงขอบเขตมหาศาลขั้นสมบูรณ์ให้เร็วที่สุดเท่าที่จะ ทําได้ จากนั้นเตรียมตัวสําหรับการพิสูจน์เต๋าบรรลุเทพ”
ซูอี้ครุ่นคิดเงียบงัน “นอกจากนี้ ต้องไปหลอมรวมกรรมวิถีของชาติที่ห้าด้วย”
ที่จุดสูงสุดในชาติที่แล้วของหลี่ฝูโหยว เขาโด่งดังในโลกแห่งเทพ ทําให้บุตรแห่งสวรรค์เหล่านั้นหวาดกลัว
เส้นทางกลายเป็นเทพ ประสบการณ์ในการบรรลุเทพ และความรู้กับประสบการณ์ของทวยเทพ ของสิ่งนี้เหมือน ดั่งคลังสมบัติที่มองไม่เห็น และซูอี้ก็มีมากพอที่จะแสวงหามหาวิถีที่แท้จริงเพื่อกลายเป็นเทพได้
มันเหมือนกับยืนอยู่บนไหล่ของยักษ์ มองเห็นได้ไกลกว่าผู้อื่น!
ทว่า สําหรับซูอี้ ตอนนี้มีสิ่งสําคัญที่สุดเพียงอย่างเดียว……
พบปะสหายเก่า!
……
หนึ่งวันต่อมา
งานเลี้ยงถูกจัดขึ้นในซากภูเขาเดือนม่วง
มีเพียงสุราที่งานเลี้ยง
ผู้เข้าร่วมงานเลี้ยงประกอบไปด้วยซูอี้ เยี่ยชุนชิว ซูฝูซื่อ และเซียวหรูอี้
“ข้านึกอยู่แล้วว่าเฒ่าหวังจะต้องมาช่วยพวกเรา!”
ซูฝูซื่อดื่มสุราอย่างยินดี ขณะกล่าวอย่างยินดีว่า “ความรู้สึกของการได้มีชีวิต ช่างดีนัก!”
ใบหน้าของคนผู้นี้เหมือนกับชายหนุ่มหล่อเหลา ผู้เคยเป็นใหญ่ในแดนเซียน อีกทั้งยังเป็นผู้สร้างสํานักเซียนหมื่น ดาบ ซึ่งยามนี้เจ้าตัวได้ฟื้นคืนกลับมา กําลังดื่มและสนทนากับกลุ่มสหาย
“เฒ่าหวัง เจ้าหล่อเหลากว่าตัวเองในชาติที่แล้วอีก”
เซียวหรูอี้นั่งอยู่เคียงข้างซูอี้ แขนข้างหนึ่งแตะบ่าชายหนุ่ม ยิ้มพลางกล่าวว่า “ว่าไง คิดจะอุ่นเตียงให้ข้าหรือไม่?”
หลังจากนั้น เยี่ยชุนชิว และซูฝูซื่อก็หัวเราะออกมา
ทว่าเซียวหรูอี้ไม่สนใจ ดวงตาประหนึ่งดวงดาราที่เต็มไปด้วยรอยยิ้มจับจ้องใบหน้าด้านข้างของซูอี้
ในฐานะเจ้าของหอน้อยสมปรารถนา ‘เซียนปีศาจไร้เทียมทาน’ ในแดนเซียน รูปลักษณ์ของเซียวหรูอี้สามารถ ทําให้คนทุกผู้แทบลืมหายใจได้
นางเป็นคนใจกว้าง ยามเลิกคิ้วย่อมทําให้เกิดความรู้สึกรักใคร่เป็นธรรมดา ทว่ามันหาได้มีความสามารถในการ เย้ายวนไม่ และสามารถทําให้ผู้ชายมากมายต้องรู้สึกละอายใจ
เยี่ยชุนชิวเคยออกความเห็นเกี่ยวกับนางไว้อย่างหนึ่งว่า ‘มากล้นด้วยเสน่ห์!’
เมื่อเห็นนางกําลังลวนลามซูอี้ในตอนนี้ เยี่ยชุนชิวและซูฝูซื่อต่างหัวเราะอย่างมีความสุข ราวกับพวกเขาได้ย้อนคืน ไปสู่ช่วงก่อนยุคอวสานเซียน ช่วงเวลาที่สหายทั้งหมดร้องรําทําเพลงแล้วดื่ม พลางสนทนาเกี่ยวกับเคล็ดวิชา เรียกได้ว่า สุขียิ่งนัก!
“ไม่ต้องห่วง ข้าจะดูแลเจ้าเอง!” หญิงสาวยิ้มแล้วกล่าวออกมา ดวงตางดงามกะพริบไหว ราวกับจิ้งจอกคิดขโมยเนื้อ
ซูอี้ถอนหายใจเสียงยาว “หลังจากอยู่ด้วยกันมานาน ข้าเกือบลืมไปว่าเจ้าเป็นผู้หญิง ข้าทําตัวแบบนี้ได้อย่างไร หนอ?”
เซียวหรูอี้บีบไหล่ของซูอี้ ก่อนจะระเบิดเสียงหัวเราะออกมา แล้วถามว่า “หากข้าดูไม่เหมือนผู้หญิง เจ้าก็คงดูไม่ เหมือนผู้ชายใช่ไหมล่ะ?”
มีเสียงหัวเราะดังครืนในพื้นที่อีกครา ไกลออกไป อู่หลิงชงผู้มองดูฉากนี้ ในที่สุดก็เข้าใจแล้วว่า เหตุใดซูอี้จึงไปนครสาบสูญโดยละทิ้งทุกสิ่ง นี่อาจจะเรียกได้ว่าเป็นความสัมพันธ์ร่วมเป็นร่วมตาย ขณะเดียวกัน สตรีสวมหมวกไม้ไผ่สานนามหลีชวง กําลังนั่งห่างออกไปอยู่กับหลีหย่งอันผู้เป็นบิดา พ่อลูกคู่นี้ดูตื่นเต้นระคนยินดีไม่น้อย เช่นเดียวกัน……นี่คือวันที่ซูอี้มีความสุขที่สุดนับตั้งแต่มาเยือนแดนเซียน เมื่อได้พบกับสหายเก่าอีกครั้ง แม้จะอยู่ในนครสาบสูญ ในใจของพวกเขาก็คิดว่ามันคือบ้านเกิด เหตุใดจะมีความสุขไม่ได้?
ขณะนี้ ซูอี้กําลังตกอยู่ในห้วงเมามาย……
[1] ตัวอักษร ‘เสวียน’ (玄) ในชื่อของลั่วเสวียนจี แปลว่า ความลี้ลับ
บทที่ 2,034 ถึงยามหลอมรวมกรรมวิถีขั้นสมบูรณ์แล้ว!
เจ็ดวันต่อมา ในช่วงเจ็ดวันมานี้ ซูอี้ได้ใช้พลังแห่งวัฏสงสารในการช่วยผู้เร่ร่อนคลายคําสาปของเทพโบราณอย่างต่อเนื่อง จนถึงยามนี้ ด้วยการร่วมมือกับเยี่ยชุนชิว ซูฝูซื่อ เซียวหรูอี้ และหลีหย่งอัน ทําให้เขาช่วยเหลือผู้เร่ร่อนเรียกคืน
สติได้ทั้งสิ้นสามร้อยสิบเก้าคน
ในบรรดาพวกเขา เป็นผู้เร่ร่อนระดับสางเทพสี่สิบเก้าคน ซึ่งกูซิงอี้ก็คือหนึ่งในนั้น ในขณะที่ผู้เร่ร่อนคนอื่นล้วนเป็นตัวตนที่มีระดับพลังตํ่ากว่าขอบเขตโลกแห่งเทพ
วิญญาณของพวกเขาถูกพลังคําสาปกัดกร่อนมากเกินไป ถึงแม้จะฟื้นคืนสติได้ แต่คนส่วนใหญ่ก็สูญเสียความทรง จําไปมาก พลังวิญญาณจึงอ่อนแอยิ่ง
ตรงกันข้ามกับผู้เร่ร่อนระดับสางเทพที่ฟื้นคืนความทรงจําในอดีตได้เกือบทั้งหมด ตอนนี้ผู้เร่ร่อนทั้งหมดยืนอยู่ตรงหน้าซูอี้ “เฒ่าซู เจ้ามาบอกพวกเขาว่า ใครอยากไปก็สามารถไปได้ตอนนี้ที”
ซูอี้กล่าวว่า “ใครก็ตามที่อยากอยู่ ข้าจะช่วยกําจัดพลังคําสาปของเทพโบราณให้จนหมด เงื่อนไขก็คือ พวกเขา ต้องยอมจํานน”
ยอมจํานน แล้วจะได้รับความช่วยเหลือเพิ่มเติม! หากไม่ยอมจํานน ก็สามารถไปได้ทุกเมื่อ! ซูอี้ย่อมไม่คิดจะสร้างความลําบากใจให้กับผู้เร่ร่อนเหล่านั้นด้วยเรื่องนี้ ทุกอย่างล้วนขึ้นอยู่กับทางเลือกของพวกเขาเอง “ได้ เชื่อมือข้าได้เลย”
ซูฝูซื่อยิ้มก่อนจะตอบตกลง
ส่วนชายหนุ่มพยักหน้า ก่อนจรจากไป
ภายในซากปรักหักพัง
เมื่อเห็นซูอี้กําลังเข้าใกล้ เยี่ยชุนชิวพลันถามว่า “เฒ่าหวัง เจ้าวางแผนจะจัดการกับสางเทพพิทักษ์ทั้งสี่ตนนี้ อย่างไร?”
ทางด้านข้างของเขามีสี่เงาร่างยืนอยู่
พวกเขาประกอบด้วยชายร่างผอมราวกับไม้เสียบ สวมชุดเกราะโลหิต เส้นผมยาวยุ่งเหยิงราวกับต้นหญ้า
หลวงจีนรูปหนึ่งผู้มีเบ้าตากลวงโบ๋และมีโลหิตไหลนอง
ส่วนอีกคนเป็นชายร่างสูงหัวล้าน
รวมถึงหญิงสาวน่ารักอีกคนหนึ่ง
พวกเขาคือสางเทพลู่คง สางเทพเป่าชู่ สางเทพเป่ยมั่ว และสางเทพหลิงปี้
มีสางเทพอยู่ภายใต้คําบัญชาของลั่วเสวียนจี้ทั้งสิ้นเก้าตน ในบรรดาวิญญาณเหล่านั้นมีจ้งหมิง หวงเหยียน เสวี่ย ฉาน เทียนเซียว และสางเทพอีกห้าตน ซึ่งต่างถูกซูอี้กําราบและสังหารจนสิ้น
ส่วนสางเทพพิทักษ์ทั้งสี่ผู้มีชีวิตมาถึงวันนี้ ต่างซูอี้ถูกพันธนาการไว้เช่นกัน
ทว่าไม่เหมือนกับผู้เร่ร่อน สางเทพพิทักษ์เหล่านี้มีสติ สามารถใช้พลังคําสาปของเทพโบราณได้ ถึงแม้ความ แข็งแกร่งที่แท้จริงจะเทียบเท่ากับเทพชั้นล่างเท่านั้น แต่ในนครสาบสูญ พวกเขาสามารถสําแดงพลังต่อสู้ที่เหนือกว่าเทพ ชั้นล่างได้!
ซูอี้ครุ่นคิดสักพัก พลางชําเลืองมองสางเทพพิทักษ์ทั้งสี่ตนที่ถูกพันธนาการเอาไว้ แล้วกล่าวว่า “มีสองทางเลือก ยอมจํานนหรือถูกวานรตัวนี้กิน”
เขานําวานรน้อยออกจากเตาเสริมสวรรค์
วานรน้อยพลันส่งเสียงร้องแหลม ขณะจ้องมองสางเทพพิทักษ์ทั้งสี่ตนด้วยดวงตาสีทอง นํ้าลายไหลจากมุมปาก ราวกับหมาป่าหิวกระหายที่กําลังจ้องแกะตัวอ้วน
“ข้ายอมจํานน!”
ลู่คงผู้มีรูปร่างผอมราวกับไม้เสียบ สวมชุดเกราะโลหิตเป็นคนแรกที่ตอบตกลง
“ตอนท่านยายขอให้พวกข้ายอมจํานน นางได้มอบรางวัลให้พวกข้าด้วย พร้อมกับให้สัญญาว่า จะพาพวกข้าออก จากนครสาบสูญในอนาคต ท่านเพียงบอกว่า อยากให้พวกข้าเสียสละชีวิต นี่ท่านไม่คิดว่าใช้งานพวกข้าหนักเกินไป หรือ?”
เป่ยมั่วกล่าว ร่างของเขาสูงโปร่ง หน้าตาดุร้ายนั้นให้ความรู้สึกน่าเกรงขามและทรงพลังยิ่ง
ชายหนุ่มครุ่นคิดสักพัก แล้วจึงกล่าวว่า “ข้าจะช่วยพวกเจ้าคลายพลังคําสาปของเทพโบราณบนร่างให้ในอนาคต และก่อนออกจากธารสายยาวแห่งยุค ข้าจะปล่อยให้พวกเจ้าเป็นอิสระเอง”
สางเทพเป่ยมั่วตกตะลึง
เขาเผื่อใจในกรณีที่แย่ที่สุดแล้ว แต่ไม่คาดคิดว่าอีกฝ่ายจะพูดจาเช่นนี้
“หากเป็นเช่นนั้น ข้าสัญญาว่าจะรับใช้นายท่าน!”
สางเทพเป่ยมั่วกล่าวเสียงตํ่า
“ข้าก็เหมือนกัน”
หลิงปี้กล่าว นางเป็นหญิงสาวเพียงคนเดียวในบรรดาสางเทพพิทักษ์ทั้งสี่ นางมีรูปลักษณ์ที่งดงามอ่อนโยน แต่ กลับมีความโหดเหี้ยมลึกไปถึงกระดูกดํา
“แล้วเจ้าล่ะ?”
ซูอี้มองสางเทพเป่าชู่ผู้เงียบมาโดยตลอด
เบ้าตาของหลวงจีนผู้นี้กลวงโบ๋ ร่างผอม และถือว่าทรงพลังที่สุดในบรรดาสางเทพพิทักษ์ทั้งสี่
เป่าชู่นิ่งเงียบไปก่อนจะตอบว่า “ข้ามีคําขอเพียงอย่างเดียว หากนายท่านตอบตกลง ข้าจะติดตามไปจนตาย”
“ว่ามา”
“เมื่อนายท่านกลับโลกแห่งเทพ โปรดพาข้าไปด้วย”
ซูอี้ตกตะลึง จ้องวิญญาณตรงหน้าสักพัก แล้วจึงถามว่า “ในเมื่อเจ้าเป็นหลวงจีน เช่นนั้นเจ้ามีความข้องเกี่ยวอัน ใดกับพุทธเจ้าแผดตะเกียงหรือไม่?”
สางเทพเป่าชู่เงียบไปสักพัก ก่อนจะกล่าวว่า “ข้าคือศิษย์ที่ถูกทิ้งของภูเขาวิญญาณสุขาวดี พุทธเจ้าแผดตะเกียง เคยบอกว่าข้าขัดกับวิถี ใจมารกระดูกพุทธ เป็นคนนอกรีตของวิถีพุทธ แย่กว่าคนนอกรีตชั่วร้ายเสียอีก”
ใจมารกระดูกพุทธ!
ซูอี้ครุ่นคิดสักพัก ก่อนจะตอบตกลง
เขาไม่ได้สนใจว่าอีกฝ่ายอยากจะทําอะไรเมื่อกลับไปถึงโลกแห่งเทพ สิ่งที่ชายหนุ่มรู้ก็คือ สางเทพเป่าชู่กับพุทธเจ้า แผดตะเกียงไม่ได้อยู่ฝั่งเดียวกัน
ยามสถานการณ์เป็นเช่นนี้ วานรน้อยพลันเสียใจยิ่ง เกาหูและแก้มไปมา
เป็ดพร้อมกินหนีไปแล้ว จึงเป็นธรรมดาที่มันจะเศร้าหมอง
“ไม่ต้องห่วง มีอาหารให้เจ้ากินอีกในอนาคตแน่นอน”
ซูอี้ยิ้มขณะปลอบวานรน้อย
“เฒ่าหวัง ข้าตัดสินใจได้แล้ว!”
เซียวหรูอี้เดินมาจากไกลๆ “ในอนาคต ข้าจะทําความเข้าใจและฝึกฝนพลังคําสาปของเทพโบราณ เหมือนกับเฒ่า เยี่ย ด้วยการใช้ร่างวิญญาณ พิสูจน์วิถีในฐานะสางเทพ!”
ในดวงตาอันเปล่งประกายของนางเต็มไปด้วยความคาดหวังและความมุ่งมั่น
“เจ้าหาทางได้จริงๆ หรือ?”
ซูอี้ผงะ
ก่อนหน้านี้ ชายหนุ่มได้คุยกับเซียวหรูอี้และสหายคนอื่นแล้วว่า พลังคําสาปของเทพโบราณที่ปกคลุมนครสาบสูญ อยู่คือกฎเกณฑ์ลึกลับโบราณแห่งยุคสมัย
ภายในตราประทับสาปเทพเต็มไปด้วยพลังดั้งเดิมของกฎเกณฑ์แห่งยุคสมัย
ในช่วงเวลาอันยาวนาน ท่านยายลั่วเสวียนจีได้ใช้สมบัติชิ้นนี้ เพื่อหยิบยืมพลังของนครสาบสูญ จนกลายเป็นผู้ ปกครองของที่นี่
ในขณะเดียวกันนั้น สาเหตุที่เยี่ยชุนชิวกลายเป็นสางเทพตอนพิสูจน์เต๋า มันก็ย่อมข้องเกี่ยวกับสมบัติชิ้นนี้เช่นกัน!
ตามการอนุมานของซูอี้ หากคําสาปของเทพโบราณเกี่ยวกับโอกาสในการบรรลุเทพ ระดับของพลังดังกล่าวย่อม สูงกว่าระดับหก และอาจเป็นถึงระดับไร้เทียมทาน!
“แน่นอน” เซียวหรูอี้ตอบอย่างไม่ลังเล
นางเป็นคนนิสัยเช่นนั้น ขอเพียงตัดสินใจแล้ว ก็จะไม่แปรเปลี่ยน
“ดี”
ซูอี้พยักหน้า
ทุกวันนี้ เขาเข้าใจวิธีการใช้ของสมบัติ ‘ตราประทับสาปเทพ’ โดยคร่าวๆ แล้ว และก็เข้าใจว่า เหตุใดลั่วเสวียนจี จึงสามารถปราบสางเทพจํานวนมากได้
เหตุผลนั้นง่ายดายมาก ที่แท้แล้วนครสาบสูญอันเป็นพื้นที่แดนต้องห้ามในธารสายยาวแห่งยุคสมัย ก็แปลงสภาพ มาจาก ‘ตราประทับสาปเทพ’ นี้!
สมบัติชิ้นนี้คือแหล่งกําเนิดพลังของนครสาบสูญ เป็นสมบัติที่เทียบเท่ากับกฎเกณฑ์วิถีสวรรค์
ลั่วเสวียนจี้พึ่งสมบัติชิ้นนี้เพื่อครอบครองอํานาจบงการนครสาบสูญ
ทว่าด้วยการฝึกฝนของนาง ทําให้หญิงสาวไม่สามารถหลอมสมบัติชิ้นนี้ได้ หาไม่แล้ว คงไม่มาติดอยู่ในนคร สาบสูญนี้ไปตลอดกาลหรอก
ความจริง ถึงแม้ซูอี้จะสามารถสะกดสมบัติชิ้นนี้ไว้ได้ แต่ยังต้องการความร่วมมือของพลังดาบเก้าคุมขัง ทําให้ ตอนนี้ เขาสามารถใช้พลังของสมบัติชิ้นนี้ได้เพียงส่วนหนึ่งเท่านั้น ไม่สามารถควบคุมสมบัติชิ้นนี้ได้อย่างสมบูรณ์
จากมุมมองนี้ พวกเขาจึงสังเกตเห็นได้ว่าสมบัตินาม ‘ตราประทับสาปเทพ’ ชิ้นนี้น่าสะพรึงกลัวเพียงใด!
ตอนนี้ ซูฝูซื่อเดินเข้ามา และบอกกับซูอี้ว่า ในบรรดาผู้เร่ร่อนสามร้อยสิบเก้าคน มีหนึ่งร้อยเจ็ดสิบเก้าคนที่ ปรารถนาจะออกจากนครสาบสูญ
อีกหนึ่งร้อยสี่สิบคนเลือกที่จะอยู่
ในบรรดาผู้เร่ร่อนผู้เลือกที่จะอยู่ มีสางเทพสิบแปดคน
“เฒ่าหวัง อย่าผิดหวังไปเลย ผู้เร่ร่อนเหล่านั้นไม่เป็นทวยเทพ ก็เป็นตัวตนระดับสูงในขอบเขตมหาศาล อีกทั้งยัง มีตัวตนครึ่งเทพมากมาย”
ซูฝูซื่ออธิบายว่า “ตอนนี้คนเหล่านี้กลับมามีสติแล้ว แต่ร่างกายยังพัวพันกับพลังคําสาปของเทพโบราณ จึงเป็นไป ไม่ได้ที่จะรับใช้ผู้อื่น”
เยี่ยชุนชิวไม่พอใจเล็กน้อย “หึ ถ้าไม่ใช่เพราะความช่วยเหลือของเฒ่าหวัง พวกเขาก็ยังคงอยู่ในสภาพไร้สตินั่นล่ะ ไม่อาจอยู่หรือตายได้! ทว่ามาตอนนี้กลับจะจากไปงั้นหรือ?”
ซูอี้หัวเราะพลางกล่าวขึ้นว่า “ทุกผู้ต่างมีความปรารถนาเป็นของตัวเอง นั่นย่อมเข้าใจได้ ข้าไม่เคยคิดจะขอให้ พวกเขาตอบแทนคุณอยู่แล้ว”
ชายหนุ่มไม่ได้สนใจเรื่องนี้จริงๆ
ในวันเดียวกัน เขาได้เปิดนครสาบสูญ ปล่อยให้ผู้เร่ร่อนซึ่งเลือกที่จะไปจรจาก โดยไม่มีสิ่งกีดขวางหรือการจงใจ สร้างความยากลําบากแต่อย่างใด
ผู้เร่ร่อนที่เลือกจะอยู่ล้วนเหตุการณ์นี้ และต่างก็รู้สึกตื้นตัน พร้อมกับทึ่งในความกล้าของซูอี้ยิ่งนัก!
ส่วนหลีชวงผู้สวมหมวกไม้ไผ่สานกับหลีหย่งอันผู้เป็นพ่อนาง ถึงกับเลือกที่จะอยู่ ซึ่งผิดกับความคาดหมายของซูอี้
แต่หลังจากนั้น เขาก็เข้าใจว่าพ่อลูกคิดจะตอบแทนคุณ
ด้วยเหตุนี้ เขาจึงไม่กล่าวอันใด
นี่คือทางเลือก
หากใครบางคนเลือกที่จะไป ก็ต้องมีใครบางคนเลือกที่จะอยู่
แต่สําหรับซูอี้ ผู้เลือกจะอยู่เหล่านั้นนับว่าจะกลายเป็น ‘คนกันเอง’ ในอนาคต และจะไม่ได้รับการปฏิบัติอย่าง เลวร้ายแน่นอน!
ต่อมา ซูอี้ได้ส่งต่อทุกสิ่งให้กับสหายอย่างเยี่ยชุนชิวและซูฝูซื่อ ขณะที่ตัวเขาหาสถานที่เก็บตัว แล้วเริ่มอุทิศให้กับ การฝึกฝน
……
วันเวลาเคลื่อนผ่าน หนึ่งเดือนผ่านไปอย่างรวดเร็ว
ผู้เร่ร่อนจํานวนมากปรากฏขึ้นในธารสายยาวแห่งยุคสมัย ทําให้เกิดความโกลาหลในโลกหล้าทันที จนทุกจุดจอด พักสําคัญส่วนใหญ่ต่างก็สนทนาเรื่องนี้กัน
ในฐานะหนึ่งในแปดพื้นที่ต้องห้ามในธารสายยาวแห่งยุคสมัย นครสาบสูญคือสถานที่ต้องห้ามที่แม้แต่ทวยเทพก็ ไม่กล้าย่างเท้าเข้าไป
แต่ตอนนี้ จํานวนผู้เร่ร่อนหลบหนีออกจากที่นั่น แล้วรอดกลับมาได้ต่างทวีคูณเพิ่มขึ้น แล้วใครบ้างจะไม่ตก ตะลึง?
ความวุ่นวายในครั้งนี้สร้างความสนใจให้กับเก้ามหาเทพสวรรค์แห่งอาณาจักรนิตย์ทิวา
ในเวลาเดียวกัน ข่าวเกี่ยวกับซูอี้ที่ซ่อนอยู่ในนครสาบสูญ พลันแพร่งพรายออกไปราวกับไฟป่า ผ่านไปสักพัก นครสาบสูญได้กลายเป็นสถานที่สะดุดตาที่สุดในโลกหล้าทันที
ไม่รู้ว่ามีกี่คนที่มุ่งหน้ามายังนครสาบสูญ
บ้างก็มาค้นหา บ้างก็มาดูการเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่ที่เกิดขึ้นกับนครสาบสูญ
……บ้างก็มาเพราะซูอี้!
ทุกการเปลี่ยนแปลงสามารถบรรยายด้วยสี่คําว่า ‘คลื่นลมปั่นป่วน’
ทว่าซูอี้ไม่ได้ทราบถึงเรื่องทั้งหมดนี้
เขาหมกมุ่นอยู่กับการฝึกฝน ลืมเลือนทุกสิ่งไปจนหมดสิ้น
ผ่านไปได้ครึ่งทาง
ในวันนี้ ซูอี้ผู้กําลังทําสมาธิอย่างเงียบงันได้ลืมตาขึ้น กลิ่นอายเดือดพล่านในร่างจนเกิดเสียงคํารามของสายลม และสายฟ้า ก่อนค่อยๆ สงบเงียบ
……ชั่วขณะนี้ ชายหนุ่มได้ย่างเท้าเข้าสู่ระดับสุดลึกลํ้าขั้นสมบูรณ์แล้ว!
ร่างในวิถีเต๋าระดับสุดลึกลํ้าได้รับการพัฒนาจนถึงขั้นสมบูรณ์ เขาไม่เพียงเหนือกว่าหวังเย่ในชาติที่หก แต่ยังเหนือ ลํ้ากว่าวิถีเต๋าของหลี่ฝูโหยวในชาติที่ห้าตอนอยู่ในขอบเขตมหาศาลขั้นสูงสุดอีกด้วย!
ทว่าซูอี้ไม่ยินดียินร้ายหรือเศร้าหมอง
ตั้งแต่จรจากแดนเซียนก็ผ่านมาเกือบครึ่งปีแล้ว เขาต่อสู้ตามธารสายยาวแห่งยุคสมัย ทําให้เกิดพายุโลหิต มากมาย ทั้งยังได้สัมผัสกับการต่อสู้ที่รุนแรงในนครสาบสูญนี้ด้วย
ด้วยการฝึกฝนและประสบการณ์มากมายในยามนี้ รากฐานมหาวิถีของชายหนุ่มย่อมพัฒนาจนถึงขั้นสมบูรณ์ของ ขอบเขตนี้ในที่สุด!
มันไม่ใช่เรื่องชวนประหลาดใจอันใด ทุกสิ่งล้วนเกิดขึ้นตามธรรมชาติ “ถึงเวลาหลอมรวมกรรมวิถีของชาติที่ห้าแล้ว”
ซูอี้ครุ่นคิดกับตัวเอง เขาหลับตาอีกครั้ง ในห้วงความนึกคิด จิตวิญญาณของชายหนุ่มล่องลอยอยู่เบื้องหน้าดาบเก้าคุมขัง ก่อนจะพุ่งทะยานเข้าหาตรวนทิพย์เส้นที่ห้า!
ตู้ม! ดาบเก้าคุมขังสั่นสะท้าน ห้วงความนึกคิดพลุ่งพล่าน ตรวนทิพย์เส้นที่ห้าค่อยๆ แตกสลาย